รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖

(เนื่องจาก นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ติดราชการ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้สมาชิกมาลงชื่อ ๓๔๘ คน ครบองค์ประชุมแล้วครับ ผมเปิดการประชุมรัฐสภา เชิญคุณหมอสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ คือผมจะหารือท่านประธานครับถึงเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นซ้ําซาก มาหลายวันแล้วนะครับ โดยเฉพาะในช่วงที่ท่านประธานเป็นประธานในที่ประชุม ก็คือ การเสนอให้ปิดอภิปรายก่อนเวลาอันควร อย่างเช่นเมื่อคืนนี้นะครับ พวกผมมีผู้สงวน คําแปรญัตติและมีกรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้ตั้ง ๑๐๗ คนนะครับ แต่เราได้พูดแค่ ๓ คน ท่านประธานฟังผมอยู่หรือเปล่าครับ เห็นท่านเหลียวหน้าเหลียวหลัง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ฟังครับ ผมหาเอกสารครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ซึ่งเรื่องนี้ครับ ทําให้พวกผมเกิดความรู้สึกว่าท่านประธานกับท่านประธานสมศักดิ์วินิจฉัยข้อบังคับ ไปคนละทิศคนละทางนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ท่านประธานสมศักดิ์ ท่านก็ได้บอกกับพวกผมว่า ท่านจะได้คุยกับท่านประธานในเรื่องของข้อบังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือข้อ ๙๖ นะครับ ข้อ ๙๙ ประทานโทษครับ ซึ่งผมต้องขอเรียนถามอีกครั้งว่า จริง ๆ แล้วได้คุยกันหรือเปล่า เพราะความเห็นยังแตกต่างกัน ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ มีปัญหาเกิดขึ้นในช่วงของการประชุมตอนที่เรากําลังพิจารณา มาตรา ๔ นะครับ ได้มีการเสนอให้ลงมติ ก็ท่านประธานนั่นละเป็นคนขึ้นมา แล้วก็เรียก ให้ลงมติเลย แต่ก็ได้มีการคัดค้านกันไป มีการประท้วงกันไปประท้วงกันมา จนในที่สุดก็มี ท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งได้เสนอให้ลงมติ ซึ่งความหมายมันก็เหมือนกับการเสนอให้ปิด การอภิปรายนั่นเอง สําหรับมาตรา ๔ อันนั้นนะครับ แล้วต่อมาก็ได้มีการปิดประชุม แล้วมาประชุมในวันรุ่งขึ้น ท่านประธานก็คงได้ติดตามการประชุมในวันรุ่งขึ้นนะครับ เมื่อท่านประธานสมศักดิ์ได้ขึ้นมา ท่านได้พูดถึงเรื่องของการเสนอให้ลงมตินะครับในมาตรา ๔ อันนั้น แล้วก็ได้ตีความนะครับ ผมเรียกว่าท่านตีความ ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ซึ่งบอกว่าในการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ให้รัฐสภา พิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่างคําปรารภ แล้วพิจารณาเรียงลําดับตามมาตรา ให้สมาชิกรัฐสภา อภิปรายได้เฉพาะถ้อยคํา หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม อันนี้นะครับ ระบุไว้ชัดว่า ให้สมาชิกอภิปรายเรื่องที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ หรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติ ที่มีการสงวน ความเห็นไว้ แล้วก็วรรคท้ายมีอยู่นิดหนึ่งครับว่า ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติให้เป็น อย่างอื่น อันนี้ละครับที่เป็นปัญหาเกิดขึ้น เพราะวันนั้นผมจําได้ดีและผมจดไว้ด้วยนะครับ แล้วก็ไปเอาชวเลขมาอ่าน ก็ตรงกันเลยครับว่าท่านประธานสมศักดิ์ ท่านได้วินิจฉัยว่า ข้อบังคับอันนี้ทําให้ลงมติไม่ได้ เสนอกลงมติไม่ได้หรือถ้ามาใช้กับการปิดอภิปรายก็คือ ปิดอภิปรายไม่ได้ เพราะท่านบอกว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของ ส.ส. ซึ่งผิดทั้งข้อบังคับ แล้วผิด ทั้งรัฐธรรมนูญนะครับ อันนี้ผมจดไว้ แล้วก็จําได้เกือบทุกถ้อยคําเลยครับในวันนั้น ท่านบอกว่า ถ้าจะเอาในส่วนสุดท้ายที่บอกว่า เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น ท่านก็อธิบายว่า เอามาใช้กับการปิดอภิปรายไม่ได้อีกเหมือนกัน ท่านบอกว่าถ้าจะตีความหมายของการ ที่บอกว่าที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น น่าจะเป็นการ อย่างเช่นถ้ายกตัวอย่างนะครับ ว่าพิจารณามาตรา ๓ แล้วข้ามไปมาตรา ๔ หรือจะย้อนกลับมาอย่างนี้ ถ้าที่ประชุมรัฐสภา ลงมติให้ทําอย่างนั้นก็ทําได้ แต่ในกรณีที่จะใช้ข้อบังคับข้อนี้มาปิดอภิปรายนี้ทําไม่ได้ แล้วพวกผมก็เชื่อถือแล้วก็ยึดมั่นกับคําวินิจฉัยของท่านประธานสมศักดิ์มาตลอดนะครับ แต่ท่านประธาน ท่านได้ทําตรงกันข้ามเลยครับ เมื่อมีการเสนอปิดอภิปรายในทุกคืน ท่านจะ อยู่ในเหตุการณ์ทุกครั้ง ผมก็แปลกใจว่าทําไมไม่เจอกับท่านประธานสมศักดิ์บ้าง อันนี้ ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทําไมต้องมาตรงกับท่านทุกครั้งแล้วท่านจะต้องวินิจฉัยไปอีกแบบหนึ่ง ก็คือให้ปิดอภิปรายได้ อันนี้ละครับ พวกผมเห็นว่ามันสองมาตรฐานนะครับ ประธานรัฐสภา ที่เดียวกัน ปฏิบัติหน้าที่เดียวกัน แต่ตีความวินิจฉัยไม่เหมือนกันจะให้พวกผมคิดอย่างไรครับ ก็อยากจะเรียนถามท่านประธานบอกว่า ความจริงแล้ว จริง ๆ แล้วท่านประธานสมศักดิ์ ได้คุยกับท่านประธานหรือเปล่า แล้วท่านประธานมีความเห็นเป็นอย่างไรกับการวินิจฉัยของ ท่านประธานสมศักดิ์ในวันนั้น หรือว่าท่านไม่เห็นด้วยว่าท่านประธานสมศักดิ์วินิจฉัยผิดอะไร ก็ขอให้ท่านตอบมา แล้วก็มีการปิดอภิปรายซ้ําซากอย่างนี้ทุกวัน พวกผมเสียสิทธิครับ พวกผมเสียสิทธิ หมายถึงว่าพี่น้องประชาชนที่เขาเลือกพวกผมมานี่เสียสิทธิด้วยครับ ไม่รู้ กี่หมื่น กี่แสนคน กี่ล้านคน ฉะนั้นท่านประธานครับ ท่านประธานสมศักดิ์บอกว่าเป็นการผิด ข้อบังคับและผิดรัฐธรรมนูญครับ ผมขอความกรุณาท่านประธาน ว่าท่านยึดตามแนวของ ท่านประธานสมศักดิ์ได้ไหมครับ ในเมื่อมันเหลืออีกไม่กี่มาตราแล้ว ถ้าเสนอปิดอภิปราย ขอให้ตีความข้อ ๙๙ ตามแบบที่ท่านประธานสมศักดิ์ตีความวินิจฉัยเอาไว้ได้ไหมครับ ต่อจากนี้ไป ท่านรับปากพวกเราได้ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ เชิญคุณหมอ ชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตลุกขึ้นเพื่อที่จะทักท้วงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ลุกขึ้นหารือ แล้วอภิปรายไป ประเด็นที่ผมทักท้วง ท่านได้บอกว่าสภาแห่งนี้และท่านประธานได้ใช้ข้อ ๙๙ ในการเสนอการปิดอภิปราย ถ้าผมเองไม่ลุกขึ้นทักท้วงผมเกรงว่าจะเป็นความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อนและเสียหายต่อรัฐสภาของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นของ การเสนอปิดอภิปรายที่ท่านประธานเองได้วินิจฉัยตลอดว่า ท่านไม่มีทางเป็นอื่นเลยนอกจาก รับญัตติแล้วให้สภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะปิดหรือไม่ปิด เราเองเสนอปิดอภิปราย เราไม่ได้ใช้ ข้อ ๙๙ ครับท่านประธานครับ เราใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ซึ่งอนุญาตไว้ให้กระทําได้ แม้ว่า จะมีการพิจารณาญัตติอื่นนะครับ เป็นข้อเว้นเลยครับบอกว่ากระทําได้ตาม (๕) และนั่น หมายความว่าข้อบังคับเขียนให้เสนอได้ สมาชิกย่อมเสนอได้ แน่นอนครับ ผมเองไม่ปฏิเสธ ท่านว่าเหมาะสมหรือสมควรหรือไม่ ตรงนั้นเป็นข้อพิจารณาที่สมาชิกรัฐสภาจะได้ให้ ข้อวินิจฉัย ถ้าเห็นควรแล้ว อภิปรายพอควรแล้ว ครบประเด็นแล้ว ก็ปิดอภิปรายได้ ตรงนั้น ยอมรับครับ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ข้อวินิจฉัยท่านประธานเอง ท่านสมาชิก หลายท่านยังเข้าใจว่าท่านประธานสมศักดิ์กับท่านประธานวินิจฉัยในเรื่องเดียวกัน ถึงแม้จะ มีชวเลขเอามาอ่าน ท่านประธานครับ ถ้าท่านไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ พร้อมกับผู้เสนอญัตติ ในวันนั้น ต้องขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่าน ส.ว. สุรชัย จากจังหวัดชลบุรี ท่านเป็นผู้ลุกขึ้น เป็นผู้เสนอญัตติ ญัตตินั้นไม่ใช่เป็นญัตติการปิดอภิปรายนะครับ เป็นญัตติที่อาศัยข้อ ๙๙ ว่า มาตรา ๔ เนื้อหาสาระได้ลงมติในมาตรา ๓ ไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีการอภิปราย ไม่ใช่ ปิดอภิปรายนะครับ เสนอว่าไม่ต้องอภิปราย ปิดอภิปรายต้องมีการอภิปรายมาก่อน แล้วเสนอปิด แต่ท่าน ส.ว. สุรชัยบอกว่ามาตรานี้เนื้อหาสาระมันอันเดียวกัน ลงมติไปแล้ว สภามีมติแล้ว ก็ไม่ต้องอภิปราย แต่การที่จะกระทําอย่างนั้นก็ต้องหารือกับท่านประธาน จะใช้วรรคท้ายข้อ ๙๙ เพื่อให้สภาวินิจฉัย เพราะว่ามีสมาชิกหลายท่านแย้งอยู่ว่าไม่ควร ควรจะให้อภิปราย ประเด็นนี้ท่านสมศักดิ์ได้วินิจฉัยไว้ผมก็ว่าชอบครับ เพราะว่าสมาชิก ลงชื่อไว้ถ้าจะใช้ข้อ ๙๙ ตัดสินเลยหรือไม่ให้อภิปรายนี่อาจจะไม่ชอบ ก็ต้องฟังเขาก่อน ถึงแม้ว่าประเด็นที่วินิจฉัยไปหรือสภาตัดสินไป จะประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๓ ตรงนั้น ก็เป็นข้อวินิจฉัยท่านสมศักดิ์ครับ ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องรับญัตติปิดอภิปราย ถ้าไม่เชื่อ ท่านสมศักดิ์ขึ้นมาวันนี้นี่ถ้าสมมุติว่าอภิปรายพอควรแล้ว ครบประเด็นแล้ว ท่านลองเสนอ ท่านสมศักดิ์ดูครับว่าท่านจะรับหรือไม่รับ ผมเชื่อว่าท่านรับครับเพราะเป็นอื่นไม่ได้ ยกเว้นว่า ท่านไม่รับ กรรมาธิการร้องขอผู้เสนอญัตติให้มีการถอดถอนไปภายใต้ความเห็นชอบของ รัฐสภา ตรงนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ท่านสมศักดิ์วินิจฉัยกับท่านนิคม วินิจฉัย ขออนุญาตเอ่ยนามทั้ง ๒ ท่านนะครับ เป็นคนละประเด็นจริง ๆ หลายท่านอาจจะ เทียบเคียงว่ามันจะก้าวล่วงไปรอนสิทธิ ตรงนั้นเป็นผลครับ แต่เราต้องเอาข้อจริงขึ้นมาก่อน ในการที่จะใช้ในการพิจารณาในรัฐสภาแห่งนี้ ผมเองด้วยความเคารพท่านประธานครับ ยังยืนยันว่าสิทธิในการปิดอภิปรายสามารถกระทําได้ตามข้อบังคับ และที่สําคัญในการที่จะอ้างว่าการปิดอภิปรายเป็นการปิดกั้นรอนสิทธิ ตรงนี้ต้องไปดู ในข้อเท็จจริงครับ จริงอยู่ข้อบังคับเขียนว่าผู้มีสิทธิอภิปรายก่อนคือผู้เสนอญัตติและ ผู้แปรญัตติมีสิทธิเท่ากัน ท่านประธานครับ ผู้เสนอญัตติกับผู้แปรญัตติมีสิทธิอภิปรายก่อน ได้เท่ากัน แต่สิทธิที่จะได้อภิปรายไม่เท่ากันนะครับท่านประธาน สิทธิที่จะได้อภิปราย ผู้แปรญัตติเท่านั้นที่จะได้อภิปราย ไม่มีข้อหลีกเว้นในข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ แต่ผู้เสนอ ญัตติ ผู้แปรญัตติไม่ใช่เป็นผู้เสนอญัตตินะครับท่านประธาน ต้องขีดเส้นใต้นะครับ ไม่ใช่เป็น ผู้เสนอญัตติ เป็นผู้แปรญัตติ แปลว่ามีความเห็นแตกต่างจากญัตติเดิมที่มีอยู่ เขาเรียก แปรญัตติ ไม่ได้เสนอใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นการแปรญัตติก็เป็นเสนอในญัตติเดิม แต่มีความเห็นต่างกับเจ้าของญัตติมาให้สภาวินิจฉัย เพราะฉะนั้นต้องถือว่าญัตตินั้นคือ ญัตติเดียวนะครับ ผู้แปรญัตติมีหลายคนได้ เพราะฉะนั้นการไปบอกว่าสภาแห่งนี้รอนสิทธิ ผู้แปรญัตติเสมือนผู้เสนอญัตติ ไม่ได้ท่านประธานครับ ต้องดูข้อเท็จจริงว่าประเด็นที่เขา แปรญัตติได้พูดกันไปหรือยัง ครบถ้วนหรือยัง หรือประเด็นที่เป็นซ้ําแล้ว ๔ ปี มี ๕๐ คน จะอภิปราย ๕๐ คน คือซ้ําประเด็น ประเด็นคือ ๔ ปีครับ ไม่ได้ซ้ําการพูดครับ เพราะฉะนั้น เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าสภาเราควรจะวินิจฉัย ผมเห็นด้วยครับที่จะต้องให้โอกาสทุกฝ่าย ได้ช่วยกันแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์กับรัฐสภาของเรา เราพยายามปกป้องสิทธิของทุกท่าน ภายใต้ข้อเท็จจริง ผมเองก็พยายามอยู่แล้วที่จะให้โอกาส ให้สิทธิในฐานะที่เป็นเสียงข้างมาก แต่เราก็ดูความเหมาะสม ดูความจําเป็นและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ ผมก็คิดว่าท่านประธานเองก็คงจะวินิจฉัยและเอื้ออํานวยกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แต่ละท่านด้วยเพื่อให้เขาทําประโยชน์สูงสุดครับ กราบขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ มีหลายคนเหลือเกินที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ประท้วง ท่านสุกิจก่อนก็แล้วกัน เรื่องเกี่ยวพัน ท่านสุกิจเชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในข้อบังคับนี้จะมีหมวด ๗ ที่เป็นการเขียนเฉพาะเกี่ยวกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ การเสนอและการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นข้อบังคับในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่จะเหนือกว่าส่วนอื่นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการพิจารณารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นข้อ ๓๒ ที่ท่านสมาชิกอ้างนี้มันต้องมาเหนือกว่า ข้อ ๙๙ ไม่ได้ครับ และข้อ ๙๙ ที่ท่านบอกว่าวันนั้นเป็นการเสนอไม่ลงมติ เสนอเรื่องเกี่ยวกับ ญัตติ ไม่ใช่การปิดอภิปราย ผมว่าถ้าเรามีสามัญสํานึกที่ดีที่ถูกต้อง สามัญสํานึกธรรมดา ๆ จะบอกได้เลยว่ามันก็คือเรื่องเดียวกัน คือเรื่องของการไม่ให้สมาชิกอภิปรายนั่นเอง จริง ๆ แล้วมันเรื่องเดียวกันนะครับ แต่ถ้าท่านจะคิดตะแบงไปอย่างอื่นก็เป็นเรื่องของท่าน ผมอยากให้ท่านประธานได้ฟัง ชวเลข ผมขออนุญาตอ่านนะครับ ท่านสมศักดิ์ได้พูดไว้ว่า ผมขออนุญาตใช้ดุลยพินิจเพื่อไม่ได้เสียเวลาครับ จากการที่ท่าน ส.ว. สุรชัย ชัยตระกูลทอง ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ผมวินิจฉัยว่าสิ่งที่ท่าน ส.ว. สุรชัยได้เสนอญัตติมานั้นเพื่อให้มี การลงมติในมาตรา ๔ เลยนั้น ก็คือการปิดกั้นไม่ให้มีการอภิปรายเลยนะครับ ก็เหมือนกับ การปิดอภิปรายนั่นเอง ผมขยายความตรงนี้นะครับ ท่านประธานสมศักดิ์บอกว่า เป็นเรื่องที่ ดําเนินการไม่ได้นะครับ เพราะเป็นญัตติที่ขัดกับการ ฟังตอนนี้นะครับ ไปลิดรอนสิทธิของ สมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เพราะฉะนั้นผมถือว่าญัตตินี้ผมไม่อนุญาตนะครับ แล้วเรื่อง ของครูมานิตย์ผมขอข้ามไป ท่านจะมาพูดอีกนิดหนึ่งว่า ท่านหมอชลน่านเสนอทางออกให้ใช้ ข้อ ๙๔ ข้อ ๙๙ วงเล็บท้าย คือขึ้นอยู่กับรัฐสภาจะเห็นเป็นอื่น กรณีนี้จะมาใช้กับกรณีที่กําลัง ถกกันอยู่นี้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะมันไม่เข้าข่าย มันน่าจะเป็นการเสนอในข้อ ๙๙ ในวรรคท้าย ที่ว่าขึ้นอยู่กับรัฐสภาเห็นเป็นอื่น น่าจะเป็นเรื่องที่ยกตัวอย่าง เช่น ขอมติที่ประชุมเพื่อที่จะ ย้อนไปทบทวนในมาตรา ๓ หรือขอมติจากที่ประชุมเพื่อที่จะข้ามมาตรา ๔ ไปหยิบยกมาตรา ๘ ขึ้นมาพิจารณาก่อน อะไรทํานองนี้นะครับ น่าจะเป็นลักษณะนี้มากกว่า เพราะฉะนั้นผมขอ ใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยว่าดําเนินการไม่ได้เหมือนกัน เพราะจะเป็นการไปตัดสิทธิลิดรอนสิทธิของ สมาชิกที่ได้สงวนความเห็นไว้ ซึ่งส่ออาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ แล้วการเสนอปิดอภิปราย เป็นการตัดสิทธิ ลิดรอนสิทธิของสมาชิกหรือเปล่าล่ะครับ ที่ทํามาทุกคืน ๆ นะครับ แล้วจะ ขัดกับรัฐธรรมนูญที่ท่านประธานสมศักดิ์พูดไว้หรือเปล่าละครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมวินิจฉัยนะครับ เอาให้หมดก่อน เดี๋ยวเอาคนที่ถูกพาดพิงก่อนนะครับ เอาหมอชลน่านอีกทีที่พาดพิงนะครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต ให้สิทธิในการที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พาดพิงตัวกระผมนะครับ แล้วก็รัฐสภาแห่งนี้ด้วย ประเด็นที่พูดก็คือว่า ใช้คําพูดว่า ถ้ามีสามัญสํานึก แล้วก็มีคําว่า ตะแบง ผมถือว่าผมเสียหาย ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นขออนุญาตท่านประธานที่จะชี้แจง ด้วยความเคารพท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะครับ ด้วยความเคารพรักจริง ๆ นะครับ กระผมเองไม่ได้ใช้สามัญสํานึก ที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และไม่ได้ตะแบง แต่ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ท่านใช้ข้อ ๙๙ นะครับ ท่านก็อ่านชัด มาพูดเรื่องของการอภิปรายในวาระที่สองว่า จะอภิปรายอย่างไร ใครจะได้เป็นผู้อภิปราย สาระมีแค่นี้ครับ ถ้าเห็นเป็นอื่น ถ้ารัฐสภา วินิจฉัยเป็นอื่น การอภิปรายที่เรียงลําดับตามมาตรา อาจจะไม่กระทําก็ได้ นั่นคือเรื่องของ การเรียงลําดับมาตรา และผู้ที่มีสิทธิอภิปรายนะครับ ผู้สงวนเสมือนผู้แปรญัตติ แล้วก็สมาชิก ที่อาจจะอภิปรายในประเด็นที่เขามีการแก้ไข นั่นประเด็นที่ ๒ ที่สภาจะวินิจฉัยว่าจะแตกต่าง จากตรงนี้หรือไม่ ก็วินิจฉัยไป แต่สิ่งผมเองกราบเรียนนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นมันเป็น คนละเรื่องกันจริง ๆ ถ้าเข้าใจโดยที่คิดว่าการใช้ข้อบังคับให้เป็นประโยชน์กับการที่ประชุม นะครับ การที่เรายังไม่ได้อภิปรายเลย สมาชิกลุกขึ้นมาเสนอ จะไปอาศัยข้อ ๓๒ ไม่ได้ครับ ท่านประธาน มันต้องบอกข้อ ๙๙ ได้ไหมว่า ผู้ที่จะมีสิทธิอภิปราย ทั้งผู้สงวนความเห็น ผู้แปรญัตติ แล้วก็สมาชิกที่จะต้องอภิปรายกรณีมีการแก้ไขนี้ ไม่อภิปรายได้หรือไม่ คําถาม ต้องเป็นอย่างนี้ครับ ไม่อภิปรายได้หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เขาสงวนไว้ การแปรญัตตินี้เราได้ ลงมติไปแล้ว อันนี้คือญัตติได้ครับ ก็ใช้ข้อ ๙๙ วรรคท้าย ผมเองกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ เคารพในคําวินิจฉัยท่านประธานสมศักดิ์ ท่านวินิจฉัยจบไปแล้ว ไม่อยากจะฟื้นนะครับ แต่ความเห็นส่วนตัวโดยสุจริตนะครับ ท่านสมศักดิ์เองยังวินิจฉัย คลาดเคลื่อนเลยครับ ว่าใช้ข้อ ๙๙ ไม่ได้ นี่ประธานผม ผมยังบอกเลย ความเห็นส่วนตัว นะครับ ไม่ใช่อย่างอื่น พอเป็นอย่างนี้ท่านก็ยึดมาตลอด มันเลยทําให้มันมีเรื่องที่เราต้อง ถกกันเยอะมาก ด้วยความเคารพครับ ท่านไม่จําเป็นต้องถอนคําพูดใด ๆ ครับ แต่ผมเอง ชี้แจงเพื่อไม่ให้มีความเสียหาย การปิดกั้นการอภิปราย ผมเน้นอีกครั้งหนึ่งครับ วันที่ ท่านสมศักดิ์วินิจฉัยผมถือว่าชอบ เพราะยังไม่มีการอภิปรายเลยนะครับ มันจะวินิจฉัยว่า พอควร เหมาะสมหรือไม่ ยังมิได้ ถึงแม้โดยหลักแล้วนี้ จริง ๆ วินิจฉัยได้ครับ เพราะรัฐสภา ลงมติไปแล้ว วินิจฉัยได้ แต่ด้วยความที่เราเป็นห่วงสมาชิกว่าจะไม่ได้ใช้สิทธิเราก็ให้ การปิดกั้นอภิปรายต้องดูข้อเท็จจริงครับ ต้องดูข้อเท็จจริงว่าสิ่งคุณเสนอคําแปรญัตติมานี้ กรรมาธิการที่สงวนความเห็นนี้คือผู้แปรญัตตินะครับ คล้ายกัน ผู้เสนอญัตติทางนี้ก็ต้อง ให้สิทธิครับ ปฏิเสธไม่ได้เลยอันนั้นต้องให้สิทธิจริง ๆ แต่ผู้แปรญัตติถ้าประเด็นซ้ําสภาแห่งนี้ ต้องพิจารณาครับ ถ้าสภาแห่งนี้เขาว่ายังมีสิทธิอยู่ก็ลงมติให้อภิปรายต่อก็ได้ เราต้องเคารพ สภา ข้อตัดสินของสภาครับ ไม่ใช่ข้อตัดสินของท่านประธาน หรือของผม หรือใคร สภาครับ รัฐสภาวินิจฉัยแล้ว ก็ต้องเคารพในประเด็นนั้นครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมขอให้ ส.ว. อีกสักคนครับ แล้วผมจะวินิจฉัย เดี๋ยวครับ เอาท่านสนธยาครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยแล้ว เดี๋ยวก่อนที่ท่านสนธยาครับ ผมขอต้อนรับผู้นําในระดับหมู่บ้านและตําบลสภาสันติสุข ตําบลเรียง อําเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ขอต้อนรับที่ห้องประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ขณะนี้ เรากําลังพิจารณาเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ครับ เชิญท่านสนธยาครับ

พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหาองค์กรภาคเอกชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองต้องประทานกราบ ขอบพระคุณท่านประธานด้วยความจริงใจ กระผมเองได้อยู่ประชุมในการพิจารณาแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม วันนี้เป็นวันที่ ๑๐ ครับท่านประธาน ผมเองได้พยายามที่จะยกมือแสดงความเห็นในต่างกรรมต่างวาระ วันนี้ วันที่ ๑๑ นะครับ แต่ประธานก็ไม่ได้ชี้ ไม่เป็นไรครับ เป็นอํานาจของท่านประธาน แล้วในวันนี้ ท่านประธานได้เปิดโอกาสให้กระผมได้แสดงความคิดเห็น กระผมขอประทานกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่รับฟังทั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และเผยแพร่ทางทีวี ได้กรุณาทราบว่า ในการร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ในฐานะที่กระผมเป็น สมาชิกคนหนึ่ง และหลายท่านอาจจะมองว่าอยู่ในสภาสูง สภาบน หรือสภาผู้ใหญ่ แน่นอน ครับท่านประธาน ผมมีจิตสํานึกที่จะขึ้นมาแสดงความเห็น

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสนธยาครับเรากําลัง อยู่ในญัตติเรื่องของการอภิปรายว่าการปิดอภิปรายนั้นเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ท่านกรุณา เข้าประเด็นด้วยครับ

พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบ ขอบพระคุณ กําลังจะเข้าพอดีครับท่านประธานครับ ดังนั้นก็ขอกราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังผู้รับฟังทางบ้านว่า กระผมเองไม่ได้มีการลงนามเพื่อจะขอแปรญัตติ แต่ในกรณีที่ ทางกรรมาธิการได้มีการแก้ถ้อยคํา ก็ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ขอสงวนคําแปรญัตติ ได้มีโอกาสบ้าง ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมขออนุญาตผ่านไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่า ในกรณีที่มีการแก้ถ้อยคํา กระผมเป็นคนหนึ่งครับที่ลงชื่ออภิปราย ดังนั้นท่านจะมีความขัดแย้งไม่ว่าในกรณีใดนะครับ กระผมไม่ติดใจครับ ก็ขอให้อยู่ในดุลยพินิจ และการตัดสินใจของประชาชน ดังนั้นขอให้ผู้ที่ไม่ได้แสดงความเห็นได้มีโอกาสแสดง ความเห็นบ้างครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ผมขอ อนุญาตที่จะทําความเข้าใจนะครับ เดี๋ยวที่สภาแห่งนี้จะไม่เข้าใจ เดี๋ยวจะหาว่าผมมี คําวินิจฉัยที่ขัดหรือแย้งกับท่านประธานสมศักดิ์ ผมขอเรียนให้ท่านทราบว่าข้อบังคับ การประชุมวันนี้ออกภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๗ มีคณะกรรมการออกข้อบังคับ การปิดอภิปรายหรือไม่ปิดอภิปรายนั้น บางเรื่องเป็นเอกสิทธิของท่านสมาชิกโดยตรง บางเรื่องนั้นจะต้องหารือจากที่ประชุมเพื่อเป็นมติของที่ประชุม เฉกเช่นกรณีที่ข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๓๒ เป็นเอกสิทธิของท่านสมาชิก เมื่อเห็นว่าการอภิปรายนั้นได้อภิปราย มาจนครบถ้วนหรือว่าชักเริ่มไม่มีอะไรที่จะอภิปรายแล้ว ท่านสมาชิกมีเอกสิทธิ

ประการที่ ๒ ในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๗ เมื่อผู้อภิปรายหมด หรือว่า ที่ประชุมนั้นได้มีการอภิปรายจนหมดแล้ว ท่านสมาชิกก็สามารถจะขอปิดอภิปรายได้ ข้อ ๔๘ อํานาจของประธานที่จะหารือที่จะขอปิดอภิปราย เว้นแต่ว่าถ้ามีกรณีที่เป็นข้อถกเถียง ระหว่างการใช้ข้อบังคับการประชุม เรามีข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ซึ่งวันนั้นครูมานิตย์เป็นคนเสนอ วันนั้นเรายังไม่อภิปรายในมาตรา ๔ เพราะมาตรา ๓ เราผ่านไปแล้ว มาตรา ๔ นั้นคือ การยกเลิกกรรมการสรรหา ท่านสุรชัยหารือบอกว่าขอไปใช้ข้อ ๙๙ เพราะข้อ ๙๙ นั้น เป็นหัวใจหลักของการพิจารณาในวาระที่สอง ผมขอย้ําครับ เป็นหัวใจหลักของการพิจารณา ในวาระที่สอง พอดีมีท่านที่มาจากจังหวัดนราธิวาส ท่านผู้ฟังที่อยู่ทางบ้าน ไม่ว่าจะทีวีเอ็นบีที (TV NBT) ช่อง ๑๑ วิทยุรัฐสภา ทีวีรัฐสภา ผมขอเรียนให้ทราบว่าในข้อ ๙ นั้นเป็น การพิจารณาร่างกฎหมายในวาระที่สองต้องเริ่มจากชื่อร่าง คําปรารภ แล้วต่อด้วยลําดับ มาตราเรียงลําดับมา ผู้ที่จะอภิปรายได้ก็คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นไว้ กรรมาธิการหรือว่าสมาชิกรัฐสภาที่สงวนคําแปรญัตตินะครับ และถ้ากรรมาธิการมีการแก้ไข ท่านก็อภิปรายได้ในประเด็นเฉพาะที่กรรมาธิการแก้ไขเท่านั้น เว้นเสียแต่ที่ประชุมแห่งนี้ถ้าท่านมีการเพิ่มเติม มีการตัดออก ที่ประชุมแห่งนี้จะได้วินิจฉัย และอนุญาต ถูกไหมครับ นี่คือหัวใจสําคัญ วันนั้นยังไม่ได้มีการอภิปรายเลย มีการเสนอ ปิดญัตติซึ่งท่านประธานสมศักดิ์บอกว่ายังปิดไม่ได้ เพราะมันจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็คือให้อํานาจในมาตรา ๑๓๗ บวกกับหมวดที่ ๖ ส่วนที่ ๗ ก็คือเอกสิทธิ์ ท่านจะอภิปราย แต่เมื่อยังไม่มีการอภิปราย แน่นอนครับ ท่านต้องวินิจฉัยเป็นอย่างนั้น ผมไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกับท่านประธานสมศักดิ์เลย เราได้คุยกันด้วยนะครับ นี่คือสิ่งที่เป็น สาระสําคัญ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ละครับผมอยากจะเรียนให้ผู้ที่ฟัง อยู่ทางบ้านได้เข้าใจ ผมไม่ได้มีความขัดแย้ง เพราะกรณีของท่านสมศักดิ์กับกรณีของผมที่เสนอปิดอภิปรายนั้น เป็นคนละกรณีกัน ขอยืนยันอีกครั้งนะครับ ท่านจุฤทธิ์ครับ เชิญครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ท่านประธาน ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ประมาณว่าท่านประธานรักษาข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ซึ่งความเห็น ของท่านประธานตรงข้ามกับความเห็นของผม ท่านประธานครับ ตอนนี้เรากําลัง พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) รัฐสภา ผมต้องเรียนชื่อร่างฉบับเต็มให้ท่านประธานได้เข้าใจ รวมทั้งผู้ชมทางบ้านได้เข้าใจด้วย ชื่อร่างยาวขนาดนี้ครับ แต่ละมาตราท่านประธาน ให้อภิปราย ๓ คน เมื่อวานนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรา ๗ มีผู้แปรญัตติ ๑๐๘ ท่าน ท่านให้อภิปรายแค่ ๓ ท่าน แล้วยอมให้มีการปิดการอภิปราย ถ้าท่านประธานบอกว่า ต้องให้ผู้ที่สงวนความเห็นได้อภิปรายอย่างครบถ้วน ให้ผู้ที่เสนอคําแปรญัตติได้อภิปราย อย่างครบถ้วน ท่านประธานครับ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ในการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญในกรรมาธิการวิสามัญ พรรคประชาธิปัตย์ มีกรรมาธิการทั้งหมด ๙ ท่านครับ ได้พูดแค่ ๓ ท่านครับ ผู้อภิปรายครับ แค่หนึ่งในสาม ของกรรมาธิการนะครับ แล้วอีก ๖ ท่านล่ะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่กระผมทักท้วงครับ ๑๐๘ ท่าน ได้พูดแค่ ๓ ท่าน ถ้าคิดแค่สัดส่วนเฉพาะคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๙ ท่าน ได้พูดแค่ ๓ ท่านครับ อีก ๖ ท่าน ยังไม่ได้พูดเลยครับ ท่านจะมาอ้างว่ามีการประชุมในห้อง กรรมาธิการวิสามัญแล้ว ท่านอ้างไม่ได้ เพราะเวลาประชุมกรรมาธิการวิสามัญ พวกผม ไม่ได้เข้าไปฟังด้วย ผู้ชมทางบ้านก็ไม่ได้เข้าไปนั่งฟังด้วย แต่วันนี้เรากําลังพิจารณาอย่าง เต็มรูปแบบในฐานะสมาชิกรัฐสภาในห้องประชุมใหญ่และมีการถ่ายทอดสด เพราะฉะนั้น อย่างน้อย ๆ ครับ ประชาชนทางบ้านอยากรู้ว่ากรรมาธิการวิสามัญที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่งเข้าไปนี่แปรญัตติว่าอะไรบ้าง สงวนความเห็นไว้อย่างไรบ้าง นี่คือเหตุผลครับ ที่สําคัญที่สุด ท่านไม่ต้องเอามาอ้างว่าแปรญัตติตั้ง ๑๐๘ ท่าน อันนี้เป็นสิทธิของพวกผมครับ เป็นเอกสิทธิ์ ส่วนตัวครับ ซึ่งรัฐธรรมนูญกําหนดไว้แล้วครับ ผมมีสิทธิแปรญัตติกี่ท่านก็ได้โดยไม่ขัด ข้อบังคับ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องตั้งหลักให้ดี ท่านอย่าผิดซ้ําผิดซาก ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติไว้ทุกมาตรา มาตรา ๕ ผมก็เตรียมตัวก็ไม่ได้อภิปราย มาตรา ๖ ก็ไม่ได้อภิปราย มาตรา ๗ ก็ไม่ได้อภิปราย มามาตรา ๘ ครับ พรรคประชาธิปัตย์แปรญัตติไว้ทั้งหมด ๙๔ ท่าน ถ้าท่านประธานท่านบอกจะใช้ดุลพินิจอย่างเดียวโดยดุลพินิจของท่านไม่ว่าถูกหรือผิด ซึ่งผมมองว่าผิด ท่านจะให้ผมพูดกี่ท่านครับ ผมถามดุลพินิจท่านเลยครับไม่ต้องรอให้มี การปิดอภิปรายกันครับ เพราะท่านอ้างว่าดุลพินิจของท่านถูกต้องเสมอ ท่านก็คิดมาเลยครับ มีธงมีใบสั่งว่าให้พูดได้กี่ท่านแล้วจะปิดอภิปราย ผมจะได้ทําตัวถูกครับท่านประธาน ท่านตอบเลยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมจะตอบท่านนะครับ ความจริงแล้วท่านยังอ้างไม่ครบทุกมาตรา ท่านไปดูข้อบังคับ ข้อ ๓๘ ผมไม่พูดถึง ทุกวันนี้ ด้วยความอะลุ่มอล่วยกันนะครับ ข้อ ๓๘ นั้นก็คือเมื่อถึงคิวใครจะต้องอภิปราย ท่านส่ง รายชื่อ ความจริงท่านส่งให้ผมทีละชื่อ ๒ ชื่อเท่านั้นเองนะครับ ท่านสมาชิกที่ไม่อยู่ในห้อง ประชุมเมื่อผมเรียกแล้วก็หมายความว่าไม่ประสงค์ที่จะอภิปราย แล้วถ้าเกิดท่านจะมอบ อํานาจให้ท่านต้องมอบเป็นหนังสือมาให้ผมก่อนถูกไหมครับ อันนี้ผมอุตส่าห์ไม่ใช้ข้อนี้เลย นะครับด้วยความเคารพท่าน ผมเอาตามรายชื่อท่านส่งให้ผม ถ้าอย่างนี้ถ้าผมจะดําเนินการ ตามข้อบังคับอย่างถูกต้องมันก็จะเป็นปัญหา สังเกตไหมเมื่อคืนนี้ถ้าเกิดผมเดินหน้าต่อไม่มี ใครอยู่เลยครับ นี่ผมเป็นคนที่อะลุ้มอล่วยท่านจุฤทธิ์ครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เดี๋ยวฝั่งนี้บ้าง ยืนกันหลายคน เหลือเกินผมวินิจฉัยที่ถูกต้องคุณประท้วงผมได้อย่างไรครับ ท่านประเสริฐประท้วง เดี๋ยวให้ ท่านประเสริฐก่อนครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ท่านประธานกล่าวถึงข้อบังคับ ข้อ ๓๘ ท่านบอกว่า ถ้าท่านเรียกชื่อแล้วผู้ไม่อยู่ในที่ประชุม รัฐสภาก็จะถือว่าตกไป ท่านพูดถูกครับข้อบังคับข้อนี้เป็นอย่างนั้น แต่ว่าถ้าท่านประธาน จําได้วันแรกที่เราจะมีการพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวาระที่สอง ท่านประธานสมศักดิ์ ขึ้นนั่งทําหน้าที่ประธานในวันนั้น แล้วท่านประธานสมศักดิ์บอกเองว่าเอาอย่างนี้แล้วกันให้มี การส่งชื่อพวกผมก็ดําเนินการส่งชื่อ เมื่อคืนนี้ท่านประธานบอกว่าชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ เหลืออยู่ท่านเดียว เพราะตามข้อตกลงซึ่งเราพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น เราก็จะ เลิก ๔ ทุ่มพวกผมก็คํานวณเวลาแล้วว่าคนสุดท้ายของพวกกระผมที่ส่งไป ในชุดแรกก็จะ เกินเวลา ๔ ทุ่มแล้ว แล้วก็เป็นไปดังนั้นจริง และท่านประธานวิปฝ่ายค้านคือท่านจุรินทร์ ก็ได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าพวกผมยังมีผู้อภิปรายอีกหลายชุดครับ พวกผมจะส่งกัน เป็นชุด ๆ อันนี้เป็นประการที่ ๑ ที่จะกราบเรียนท่านประธานนะครับ

ประการที่ ๒ อยากจะถามท่านประธานครับ ผมถามสั้น ๆ และท่านประธาน ก็ขอความกรุณาท่านประธานได้ตอบตามที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้มาแจ้งในที่ประชุม ตามชวเลข แต่ผมจะไม่อ่านชวเลข ผมจะเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานสมศักดิ์ ได้มาเรียนที่ประชุมว่าได้หารือกับท่านประธานนิคมมีข้อสรุปตรงกันว่าจะดําเนินการดังนี้ ๑. เปิดให้สมาชิกที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ได้พูดครอบคลุมทุกประเด็น อันนี้ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ กลุ่มที่สงวนไว้ประเด็นเดียวกันจะไม่ได้พูดทุกคน เพราะถ้าได้พูดทุกคนก็จะซ้ํา ก็ให้พวกฝ่ายค้านได้บริหารคน มีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ ผมย้ํานะครับ กลุ่มที่ได้สงวน คําแปรญัตติได้พูดครอบคลุมทุกประเด็นทุกคน กลุ่มที่ ๒ ที่ได้ทํากันเป็นกลุ่ม ก็ให้พูดโดยให้ ฝ่ายค้านบริหารได้พูดเป็นเพียงบางท่านมิฉะนั้นก็จะซ้ํา ผมจะถามท่านประธานว่าท่านยัง ยึดข้อตกลงที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้หารือกับท่านและได้มาแจ้งที่ประชุมนี้อยู่หรือไม่ ถ้าท่านประธานตอบว่าได้ยึดข้อตกลงท่านอย่าไปบ่ายเบี่ยงนะครับว่าท่านสมาชิกมีเอกสิทธิ์ ในการเสนอ เพราะถ้าท่านยึดคํานี้คําแปรญัตติมันก็เป็นไปตามข้อ ๙๙ และเป็นไปตาม ข้อ ๙๗ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประธานพูดเองว่าข้อ ๙๙ เป็นหัวใจ แต่ข้อ ๙๗ เป็นญัตติครับ ญัตติที่ประธานคณะกรรมาธิการนําเสนอเข้าที่ประชุมของรัฐสภา ในข้อ ๙๗ มันรวมเป็น แพ็คเกจ (Package) ครับ เป็นชุดแบบที่ท่านอาจจะใช้คําพูดท่านชํานิก็ได้ เป็นชุดความคิด เป็นชุดข้อเสนอทั้งหมดของทั้งคณะกรรมาธิการ ของผู้สงวนความเห็นแล้วก็ผู้แปรญัตติ เพราะฉะนั้นจะไปอ้างข้อ ๓๒ ไม่ได้ เพราะการเสนอญัตตินี้เข้ามา จะบอกว่าซ้ําไม่ได้ แบบที่ ท่านสมาชิกได้พูดหลายคน มาตรา ๗ พวกผมได้พูดเพียง ๓ คน จะซ้ําได้อย่างไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมวินิจฉัยของ ท่านประเสริฐก่อน

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เดี๋ยวครับ อีกไม่กี่วินาทีก็จบแล้วครับ มันจะซ้ําได้อย่างไรครับแบบที่หลายท่านได้พูด พวกผมในมาตรานี้ ได้พูดเพียง ๓ ท่าน มันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันจะตรงกับที่ท่านประธานพูดนะครับ หัวใจคือ ข้อ ๙๙ การเสนอญัตติคือข้อ ๙๗ จะอ้างข้อ ๓๒ มากลบทับข้อ ๙๗ และข้อ ๙๙ ไม่ได้ เพราะนี่คือกฎหมายสูงสุดของประเทศคือรัฐธรรมนูญครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ เพราะฉะนั้นเวลาพิจารณาข้อบังคับการประชุมนะครับ มันไม่ใช่มีข้อ ๙๙ ข้อ ๓๒ ผมบอกว่า ข้อ ๙๙ คุณต้องประกอบด้วยข้อ ๔๔ ต้องไม่พูดจาซ้ําซาก วนเวียน แล้วคุณต้องใช้ข้อ ๓๘ คนไม่อยู่ก็มีสิทธิ ข้อ ๓๒ เมื่อวนเวียน ซ้ําซาก สิทธิสมาชิกก็สามารถที่จะขอปิดอภิปรายได้ เพราะฉะนั้นขึ้นจอ เดี๋ยวขึ้นจออีกนะครับว่าท่านแปรญัตติว่าอย่างไร แล้วประชาชนคนชม เขาจะรู้เองว่าสิ่งนี้คือซ้ําซาก

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญท่านวรชัยครับ ยืนนานแล้ว

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านวรชัย รอท่านประเสริฐหน่อย

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมถึงข้องใจครับ จะถามท่านประธานต่อนิดเดียว ที่ท่านบอกว่าเมื่อวนเวียน ซ้ําซาก เขามีสิทธิ ผมถึงถาม อย่างไรครับ พวกผมพูด ๓ ท่าน มันจะวนเวียน ซ้ําซาก ได้อย่างไรครับ ประเด็นอยู่แค่นี้ครับ ท่านประธานบอกขึ้นจอ ขึ้นจอหรือไม่ได้ขึ้นจอไม่ใช่สาระสําคัญ เพราะสาระสําคัญมันอยู่ใน รายงานของคณะกรรมาธิการที่ส่งมาให้พวกเราอยู่ในมือแล้ว ทุกคนอ่านออกครับว่าซ้ําหรือไม่ซ้ํา บางท่านเสนอสงวนคําแปรญัตติไว้ ก อีกท่านหนึ่งเสนอ ข มันจะซ้ําได้อย่างไรครับ ก ข ค ง ยังไม่ได้พูดเลยท่านบอกว่าซ้ําแล้ว ขอเสนอปิดการอภิปราย ผมถึงข้องใจแค่นี้ละครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเค ครับ ผมจะขึ้นจอ นะครับ คนดูที่บ้านจะบอกเองว่าซ้ําหรือไม่ซ้ํา เชิญท่านวรชัยก่อนนะครับ เดี๋ยวครูมานิตย์ ต่อครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ วันนี้เป็นวันที่ ๑๑ ระยะเวลาที่เราพูดกันมานั้น ๑๑ วัน ๔ กับทุ่มทุกคืนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าการอภิปราย ถ้าท่านสงวนคําแปรญัตติไว้มาตราหนึ่ง ๙๐ ท่าน ในพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ใน ส.ว. อีกครับ ทั้งหมด ๑,๐๐๐ กว่าคําสงวนคําแปรญัตติ แล้วท่าน อภิปรายแต่ละท่านครึ่งชั่วโมงครับ หรือว่าเป็นชั่วโมงครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าทุกท่าน อภิปรายกันอย่างนี้ ๑ ปีก็ไม่จบครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นแต่ละครั้งก่อนที่จะเข้า วาระได้ หารือครั้งหนึ่ง ๓ ชั่วโมงครับ เสียเวลาไปเท่าไรครับแต่ละวันครับท่านประธาน แล้วท่านประธานนั้นอะลุ่มอล่วยครับ โดยเฉพาะท่านนิคมครับ ที่จริงนั้นท่านสามารถใช้ ข้อบังคับได้เลย การอภิปรายสงวนคําแปรญัตติมาตราเดียวตั้ง ๙๐ คน หรือ ๑๐๐ กว่าท่าน ด้วยกันนั้นมันต้องซ้ําซากครับ เพราะเนื้อหาใจความนั้นมันนิดเดียว เพราะฉะนั้น การอภิปรายก็วนเวียนซ้ําซากอยู่นั่นละครับแต่ละมาตรา เพราะฉะนั้นถ้าท่านใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ก็สามารถทําได้ หรือว่าท่านสามารถใช้ข้อบังคับข้อ ๔๔ ที่ท่านเห็นว่าสมควรท่านก็ ให้หยุดอภิปรายได้ แต่ท่านก็ไม่ทําครับ นี่คือสิ่งที่ท่านได้ดําเนินการประชุม เพราะฉะนั้น ถ้าท่านต้องการอภิปรายทุกท่าน ก็ให้กําหนดเวลามา ไม่ใช่ว่าท่านแรกขึ้นปุ๊บอภิปราย ๑ ชั่วโมง ท่านที่สอง ๑ ชั่วโมง ถ้าอย่างนี้สภาเดินไม่ได้ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าพวกท่านที่ต้องการอภิปราย ท่านต้องควรคุยกันว่าควรจะอภิปรายอย่างไร ใครอภิปรายในมาตราไหนที่ไม่ซ้ําซากครับท่านประธาน ผมเอาวันนี้พี่น้องประชาชนดูแล้ว ก็โทรศัพท์มาพูดกับผม เขาบอกว่าอภิปรายอย่างนี้มันซ้ําซากจริง ๆ เขาไม่อยากฟังแล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธานครับการแก้รัฐธรรมนูญนั้น การคืนอํานาจให้ประชาชนเป็น สิ่งสําคัญอย่างยิ่ง พี่น้องประชาชนรออยู่ครับ เป็นเรื่องจําเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้น ขอให้สมาชิกรัฐสภาทุกท่านใช้เวลา ใช้งบประมาณแผ่นดิน เดินหน้าทํางานให้ประชาชน อย่างมีคุณค่าและมีคุณภาพครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

(นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมให้ทางนี้เมื่อสักครู่ ๒ ท่านแล้ว เอาท่านสุทัศน์ดีกว่านะครับ เดี๋ยวท่านสุทัศน์ยืนนานแล้ว เดี๋ยวไป ส.ว. บ้างครับ แล้วถึงกลับมาทางนี้นะครับ ผมจะวินิจฉัยแล้ว ผมก็จะเริ่มดําเนินการอยู่แล้วนะครับ เชิญคุณสุทัศน์ครับ

นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบูรณ์

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดเพชรบูรณ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ยกมือเพื่อขอพูดกับ ท่านประธานตามข้อ ๒๐ ในข้อบังคับหลายครั้งแล้วครับ ได้รับโอกาสจากท่านประธาน ในครั้งนี้ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่ง ผมอยากจะกล่าวกับ ท่านประธานในเรื่องของการตีความในข้อบังคับ ซึ่งชอบอ้างว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะการ จะขัดต่อรัฐธรรมนูญนะครับ รัฐธรรมนูญกําหนดสิทธิของแต่ละท่านของสมาชิกรัฐสภาไว้ แต่รัฐธรรมนูญก็กําหนดเหมือนกันเพื่อให้การดําเนินการการประชุมรัฐสภาเป็นไปโดยราบรื่น ก็มีมาตรา ๑๓๗ การออกข้อบังคับ ออกข้อบังคับเพื่ออะไรครับ เพื่อให้การประชุมเป็นไป ด้วยความเรียบร้อย เพราะในการออกข้อบังคับเป็นการกําหนด เป็นการลิดรอนสิทธิ์ โดยใช้ รัฐธรรมนูญให้โอกาสในการลิดรอนสิทธิ์เหล่านั้น ประเด็นที่ ๑ นะครับ เพราะฉะนั้นใครจะอ้าง ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญผมว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญกําหนดให้ออกข้อบังคับแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นการออกข้อบังคับถือว่าเป็นกฎหมายส่วนหนึ่งโดยหลักของกฎหมายนะครับ

ข้อ ๒ ประเด็นแห่งการตีความนะครับ เนื่องจากในข้อบังคับได้กําหนดไว้ พูดถึงใน ข้อ ๙๙ ข้อ ๙๙ ก็ได้พูดถึงเรื่องของการอภิปราย เรื่องของการพิจารณา ในร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ผมจะไม่อ่านให้มากนะครับ เอาในประโยคท้ายของรัฐธรรมนูญ นะครับว่า ข้อ ๙๙ ว่า การพิจารณาครั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น แล้วก็ มามองครับมติที่จะลงจะลงได้อย่างไร เนื่องจากข้อบังคับยังแบ่งหมวดครับ หมวดการเสนอ ญัตติกับหมวดการอภิปราย ในรัฐธรรมนูญจะมีการอภิปรายอย่างไรและมีเสนอญัตติอย่างไร ข้อ ๓๒ ระบุไว้ว่าสามารถเสนอได้ใน (๕) ขอให้ปิดอภิปราย หลายท่านสมาชิกรัฐสภา บอกเสนอปิดไม่ได้ ถ้าเสนอปิดไม่ได้ข้อบังคับนี้ต้องเขียนใหม่ เขียนว่าในกรณีการพิจารณา ตามข้อ ๙๙ นี้ห้ามเสนอปิดอภิปราย เมื่อไม่มีการบัญญัติไว้ในข้อบังคับถือว่าการเสนอใน ข้อ ๓๒ เป็นไปได้โดยข้อบังคับ

ข้อที่ ๓ สุดท้ายท่านประธาน ผมว่าการวินิจฉัยของท่านประธานผมว่าชอบ เพราะการวินิจฉัยท่านประธาน ผมอ่านข้อบังคับทั้งฉบับเลยครับท่านประธาน ท่านประธาน มีวิธีถ่ายทอดได้เฉพาะ ข้อ ๔๕ ข้อ ๑๑๔ เป็นคําสั่งนะครับ ข้อ ๔๕ วินิจฉัยว่า ผู้ใดฝ่าฝืน ข้อบังคับหรือไม่ ถ้าการสงสัยในการตีความข้อบังคับ ใช้ข้อ ๑๑๗ ครับ วันนี้ไม่มีสมาชิก รัฐสภาท่านใดแม้แต่ท่านประธานเองจะตีความข้อบังคับได้ถ้ามีความสงสัย ต้องใช้ข้อ ๑๑๗ อย่างเดียว เพราะอํานาจการตีความการวินิจฉัย ไม่ใช่ว่าท่านประธานสมศักดิ์วินิจฉัยแล้ว ทุกคนต้องเอาตาม มติรัฐสภาเป็นที่สุดครับ เพราะฉะนั้นอยากกราบเรียนท่านประธาน และกราบเรียนฝากผ่านไปยังประชาชนชาวบ้านด้วยครับว่า ข้อบังคับบัญญัติไว้อย่างไร เนื่องจากกฎหมายไทยเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่ว่าแต่ละคนจะรู้หมด อ่านภาษาไทย ออกครับแล้วก็ดูว่าเขียนไว้อย่างไร เพราะฉะนั้นการเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นส่วนหนึ่งครับ ที่ชี้ให้เห็นว่าเจตนารมณ์ของการร่างข้อบังคับเพื่ออะไร ท่านวรชัยท่านพูดถูกครับ ถ้าเกิด ผมเองที่มีการเสนอกฎหมาย มีการแปรญัตติ สมมุติว่า ๒๐๐ ท่าน ๓๐๐ ท่าน เอาท่านละ ๑๐ นาที กฎหมายแต่ละข้อ แต่ละมาตรา ใช้เวลากี่วัน กี่เดือน กี่ปี เพราะในระบบจะมีการออกข้อบังคับเพื่อให้การควบคุมการประชุมรัฐสภาเป็นไปด้วย ความเรียบร้อยแล้วก็ราบรื่น โดยใช้อาศัยข้อ ๔๓ ของการที่ว่าอภิปรายซ้ําซาก ฟุ่มเฟือย จะให้มีการทักท้วงได้นะครับ แล้วก็ข้อ ๔๕ มีการประท้วง แล้วข้อ ๔๔ ให้ประธานยุติ การอภิปราย เพราะผมว่าท่านประธานนิคมท่านได้วินิจฉัยชอบแล้วว่า ข้อ ๔๕ ประท้วงนะครับ ที่ท่านวินิจฉัย แล้วก็ ข้อ ๙๙ ที่ท่านบอกว่าในเรื่องของมติในการลงมติ เพราะมติจะลงมติได้ ต้องมีญัตติเสนอ ตามหมวดของการเสนอญัตติ ในส่วนที่ ๒ ของการเสนอญัตติครับ คือกราบเรียนท่านประธานให้เป็นบันทึกในที่ประชุมด้วยครับ ว่าอย่าอ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญ ขัดไม่ได้ครับ เพราะรัฐธรรมนูญกําหนดให้ออกข้อบังคับในมาตรา ๑๓๗ แล้ว อย่าอ้างว่า ขัดข้อบังคับ เพราะข้อบังคับนั้นไม่มีใครตีความได้ นอกจากรัฐสภาเป็นผู้ตีความ ขอบคุณมาก ครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็ไม่ต้องวินิจฉัยแล้วครับ เอาทาง ส.ว. บ้างเดี๋ยวผมจะกลับมาทางนี้นะ แล้วผมก็จะดําเนินการต่อแล้วครับ เพราะว่า เสียเวลา เอาท่านประสาร เดี๋ยว ๆ เอาอย่างนี้นะครับ เพราะครูมานิตย์แกยืนมานาน มากแล้ว ผมขอเป็นพิเศษแล้วกัน เพราะว่าไปพาดพิงเรื่องมาตรา ๑๑๗

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ ผมไม่ขอเป็นกรณีพิเศษครับ ผมต้องให้สิทธิอีกฝ่ายหนึ่งก่อนครับ แต่ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าผมยืนมาเกือบร่วมชั่วโมงแล้วนะครับ ท่านประธานก็เฉี่ยวไปเฉี่ยวมา ถ้าท่านให้ผมกรณีพิเศษ ผมไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวนะ ผมจะให้ตามกติกาครับ แต่ว่าผมถาม ท่านประธานว่าผมยังได้สิทธิไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอา ๆ ตามกติกาครับ ผมไม่ได้พิเศษอะไร วันนี้ไม่มีพิเศษครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมได้สิทธิ ไหมครับ ถ้าได้สิทธิผมจะรอครับ เดี๋ยวผมจะโดนอีกฝ่ายหนึ่งพาดพิงครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านท้วงอะไรหรือเปล่าครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ เมื่อกี้ท่านประธานไม่ได้ฟังผม ท่านประธานจะให้สิทธิผมไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็ให้เปิดไมค์แล้วนี่ เดี๋ยวทางนี้ก็เพิ่ม

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมเห็น ท่านประธานเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา แล้วก็ตามด้วยพิเศษ ผมก็งงอยู่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็งงทุกวันเลยครับท่านประธานครับ งงตามเวลา พอเช้าขึ้นมา ก็หารือ จริง ๆ วันนี้เราได้ผ่านไปหลายมาตราแล้ว เมื่อวานก็มาตรา ๗ วันนี้ก็จะเริ่มมาตรา ๘ เช้า ๆ ก็มีท่านสมาชิกได้ลุกขึ้นมาหารือแล้วก็ตําหนิท่านประธานว่าท่านประธานนั้นวินิจฉัย ไม่เหมือนกับท่านประธานสมศักดิ์ ผมก็เลยให้ความเป็นธรรมกับท่านประธานว่าดุลยภาพ ของการวินิจฉัยแต่ละท่านนั้นย่อมที่จะไม่มีความผูกพันกัน นี่เป็นประการที่หนึ่ง เพราะวันนั้น ท่าน ส.ส. พิชิต ชื่นบาน ได้ถามท่านประธานสมศักดิ์

ประเด็นที่ ๒ ในการประชุมมาทั้ง ๑๐ วัน ๑๑ วัน ที่เราได้ ๗ มาตรา นี่ครับ ซึ่งถือว่าเป็นดราม่า (Drama) เป็นมหากาพย์ เป็นอภิมหาการอภิปรายกันเลยเรื่องแล้วก็มี คําสงวนคําแปรญัตติมากมาย ผมก็ยังไม่เห็นว่าท่านประธานสมศักดิ์กับท่านประธานนิคมนั้น ได้วินิจฉัยแตกต่างกันตรงไหน ก็ได้เห็นวินิจฉัยไปตามข้อบังคับที่เราสมาชิกสภาแห่งนี้ เขียนไว้ จริง ๆ ท่านประธานครับ ถ้าให้ผมโทษนี่ผมน่าจะโทษท่านประธานสมศักดิ์ และท่านประธานนิคมตั้งแต่วันแรก ที่คนแปรญัตติสงวนคําแปรญัตติที่ขัดต่อหลักการ แห่งการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ๕๔ คน หรือ ๕๗ คน ผมจําไม่ได้ครับ แล้วก็เป็นที่มา วันนั้นก็ชุลมุนวุ่นวาย ก็เพราะว่าท่านประธานไปทุเลา ไปเปิดโอกาสให้เขาได้อภิปราย ทั้ง ๆ ที่ผิดต่อข้อบังคับ ผิดต่อรัฐธรรมนูญ นี่เป็นเบื้องต้น แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมยังไม่เห็นครับ ผมก็พยายามฟังอยู่ แล้ววันนี้ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอยู่ ๆ ก็มาหารือ เรื่องที่คําวินิจฉัยไม่เหมือนกันอีก ผมเข้าใจว่าทุกคนอ่านข้อบังคับถูก เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ วันนี้ท่านประธานก็มีเรื่องยื่นร้องปลดถอดถอนอยู่ นิดหน่อย ก็จะขู่ปลด ถอดถอน ผมคิดว่าวันนี้ต้องเดินไปข้างหน้าแล้วครับ เพราะว่าการดําเนินการมันก็ ถูกตามข้อบังคับ เมื่อคืนก็มีคุณสหรัฐ กุลศรี เสนอปิด มี พันตํารวจโท จิตต์ เสนอเปิด การอภิปราย ก็อภิปรายอย่างทั่วถึง ๔-๕ ชั่วโมง กับมาตราเดียวก็หลายคนแล้ว ถ้าจะ อภิปรายกันทั้งหมดนี้ก็เหมือนกับท่านวรชัยว่าละครับ ปีนี้ก็ไม่ได้ทําอะไรกัน นี่ผมไม่พูดว่า เสียงข้างมากเอาเปรียบเสียงข้างน้อย ผมขอบคุณหมอคุณชลน่าน แต่เมื่อกี้ที่บอกว่า เสียงข้างมากเราก็ฟังอยู่ครับ แต่ฟังอยู่บนเงื่อนไข ฟังอยู่บนข้อบังคับ ฟังอยู่ตามกติกา เราไม่ปิดท่านหรอกครับ แต่ว่าต้องยอมรับกติกา เพราะอยู่ด้วยคนหมู่มาก แล้วผมก็เสนอ ตลอดว่าข้อบังคับฉบับนี้สงสัยต้องไปเขียนละเอียดถี่ยิบแล้วครับ ถ้าไม่อย่างนั้นศรีธนญชัย เยอะนะครับ การดําเนินการประชุมมันก็มีปัญหาตลอดนะครับ ผมก็เลยอยากฝากไว้ แล้ววันนี้ผมคิดว่าเสียเวลามามากแล้วครับ ท่านประธานก็วินิจฉัยแล้ว เพราะว่าข้อบังคับ ข้อ ๕ ข้อบังคับเขาให้อํานาจท่านประธานไว้เต็ม ผมไม่ต้องไปพูดข้อ ๓๒ ข้อ ๔๐ ข้อ ๔๓ ข้อ ๔๘ หรือ ข้อ ๙๙ ข้อ ๑๑๗ ของผมครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ เดี๋ยวผมจะให้ อีกสัก ๔-๕ คนนะครับ ส.ว. สัก ๒ คน แล้วก็ไปทางพรรคประชาธิปัตย์ ๓ คนพอนะครับ แล้วก็เมื่อกี้ตามด้วยท่านชาดาแล้วก็จบแล้ว และผมจะเริ่มต่อ พอแล้วนะครับ ท่านประสาร ว่ามาเลยครับ แล้วก็ท่านวิเชียร

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่ประชุมครับ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาควิชาชีพ ท่านประธานครับ ๙ วัน ๙ คืนที่ผ่านมาขลุกขลักทุลักทุเล แล้วก็ตกสภาพที่อุณหภูมิขึ้นเกือบ ทุกครั้ง เกือบทุกมาตราตอนใกล้ ๆ ๔ ทุ่ม เราผ่านมาประมาณครึ่งทาง แล้วก็มีสัญญาณส่อว่า มาตราที่เหลืออีก ๖ มาตรา ก็คงจะมีสภาพทํานองนี้ คืออุณหภูมิขึ้นตอน ๔ ทุ่ม ผมไม่ทราบ ว่าเราจะเผชิญกับปัญหาแบบนี้มากน้อยแค่ไหน ทําไมเวลาพิจารณาร่างฉบับอื่น ๆ ไม่เกิด ผมจําได้ว่าสมัยประธานชัย ชิดชอบ เราพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกันนะครับ เรื่องเขตเลือกตั้งกับเรื่องมาตรา ๑๙๐ ทําไมไม่เกิดเหตุแบบนี้ แล้วทําไมครั้งนี้เกิด ผมมีคําถามง่าย ๆ ๓ คําถามครับ ท่านประธานครับ

คําถามที่ ๑ ผมเรียนถามว่า ใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่ว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้เป็นประโยชน์ ส.ส. ส.ว. เครือญาติ เทือกเถาเหล่ากอและรัฐมนตรี หรือคนในแวดวง การเมืองในวงจํากัดเท่านั้น ไม่ได้ประโยชน์ก็ได้ประโยชน์ ไม่มีสิทธิก็ได้สิทธิ ต้องเว้นวรรค ก็ไม่ต้องเว้นวรรค ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่ไหนในโลกก็ไม่มี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่เป็นการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเสวยผลให้กับตนเอง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านประท้วงผม ท่านประท้วงด้วยข้อไหน ท่านบอกผมว่าท่านยืนประท้วง ลักษณะของการประท้วง ท่านอย่าได้อภิปรายนะครับ ท่านกรุณาใช้ข้อบังคับหน่อยครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา วิชาชีพ

ท่านประธานครับ ข้อ ๕ นะครับ การประชุมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและขออ้างแต่ละข้อที่ท่านประธาน ได้อ้างมานะครับ ไม่ว่าข้อ ๓๒ ไม่ว่าข้อ ๕๙ ไม่ว่าข้อ ๙๙ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็นปัญหาทั้งนั้น แล้วผมเรียนว่าข้อ ๑ นั้นคือใช่หรือไม่ ว่าไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญที่ไหนเพื่อเสวยผลตนเอง ที่พูดเป็นเรื่องน่าอายนะครับ เขียนรัฐธรรมนูญให้ตัวเองมีสิทธิ ทั้ง ๆ ที่ไร้สิทธิ

ข้อที่ ๒ ใช่หรือไม่ว่ากระบวนการทั้งหมดมีปัญหาตลอดทาง จะพูดอะไร ที่เป็นการทั่วไปก็ใช้ประธานหนึ่งประธาน พอจะต้อนรับญัตติปิดอภิปรายอีกหนึ่งประธาน แล้วก็ ๒ ประธานก็ ๒ มาตรฐาน และข้อญัตติหรือข้อบังคับต่าง ๆ ที่ว่ามา เอาละครับ ประธานท่านบอกว่าท่านมีเหตุผล แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับท่านก็มีเหตุผลและมี ความชอบธรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาว่ากระบวนการ มีปัญหาตลอดทาง

ข้อที่ ๓ เร่งร้อน เร่งรีบ เร่งรัด เกินความจําเป็นท่านมีความจําเป็นอย่างไรครับ ที่จะเร่งรัด

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงท่านนะครับ ท่านประสารครับ ขออภัยนะผมขอตัดไมค์ท่านนะครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมว่าท่านประธานวันนี้อะลุ่มอล่วยครับ ขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งเมื่อสักครู่นี้ ผมว่าท่านน่าจะไป อภิปรายแล้วท่านก็อภิปรายหลายมาตรามาแล้วในลักษณะเช่นนี้ ท่านประธานควบคุม ด้วยครับ การแก้รัฐธรรมนูญถ้าพูดอย่างนี้เมื่อตอนสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็แก้ ทําไมท่านไม่พูดบ้างละครับ เพราะฉะนั้นให้ท่านประธานช่วยควบคุมด้วยนะครับ ผมกําลังจะ มาดูหนังระดับประเทศ เมื่อวานดูหนังตัวอย่างมา ๑๐ กว่าวันแล้วครับ ท่านประธานครับ พอเข้าเรื่องกว่าจะเข้าใช้เวลาเยอะ เสียเวลาจริง ๆ ท่านประธานครับ ท่านช่วยควบคุม ประเด็นด้วยนะครับ การเลือกตั้งอย่างไรก็ดีกว่าแต่งตั้งแน่นอนครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสารช่วยอยู่ ในประเด็นนะครับ ด้วยความเคารพนะครับ เพราะว่าอยู่ในสภากันมาก็นาน เชิญครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมกําลังจะพูด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสารนิดเดียว ผมขอต้อนรับหน่อย อย่าหาว่าขัดจังหวะนะครับ เมื่อสักครู่ผมลืมต้อนรับไปที คือขณะนี้ มีผู้บริหารสมาชิกสภาเทศบาล ผู้นําชุมชน กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มประสานงานพลังชุมชน เพื่อเอาชนะยาเสพติด และคณะกรรมการหมู่บ้านตําบลสันทรายหลวง จังหวัดเชียงใหม่ ๙๗ ท่าน มาเยี่ยมชมการประชุมการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้ครับ เชิญท่านต่อครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ประเด็นที่ ๑ ผมตั้งคําถามว่าใช่หรือไม่ว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตนเองเท่านั้น ประเด็นที่ ๒ กระบวนการปัญหากระบวนการทั้งหมด มีปัญหาตลอดทาง จี้ตรงไหนก็พลาดตรงนั้น ประเด็นที่ ๓ ผมถามว่ามีความจําเป็นอะไรที่จะต้องเร่งรัดเร่งด่วนรีบให้จบภายในเดือนกันยายน ผมได้ยินว่าต้องจบภายใน ๔ เดือน ใช่ไหมครับ

(นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสาร ขออนุญาต นะครับ ผมให้เกียรติท่านในการที่จะขึ้นมาประท้วง แต่ท่านอภิปรายก็จะมีคนที่ประท้วงท่าน ยืนขึ้นหลายคน เพราะฉะนั้นท่านกรุณาให้เกียรติผมด้วยครับ เอาใครก่อนครับ ให้ประท้วง ก่อนนะครับ เชิญท่านพายัพครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ทุก ๆ ท่าน กระผมเห็นว่าการหารือจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ตั้งแต่เราประชุมมาจนถึงขณะนี้ เราใช้เวลาค่อนข้างมาก ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมขอให้ท่านประธาน ดําเนินการประชุมได้แล้ว เพราะว่านี่มันผ่านมา ๑ ชั่วโมงครึ่งแล้ว และท่านประธานจะบอก เหลืออีก ๕ คน ก็ประมาณอีก ๕๐ นาที ผมเกรงว่าเรื่องที่หารือนั้นจะเกินเลยมากไปกว่านี้ และที่สําคัญก็คือว่ามันน่าจะสิ้นกระแสความแล้ว เพราะว่าข้อหารือนี้เป็นข้อหารือเดิม ๆ ที่เราก็ฟังกันมาทุกครั้งในการประชุม เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นผมขอความกรุณา ท่านประธานเถอะครับ ว่าเมื่อเสร็จการหารือของท่านวุฒิสมาชิกที่อยู่ข้าง ๆ นี้แล้ว ก็ขอให้ ท่านประธานดําเนินการประชุมต่อครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้นะครับ เพราะว่า ความจริงแล้วผมอยากให้สิทธิทางพรรคประชาธิปัตย์ในการอภิปรายได้มากกว่านี้นะครับ ถ้าท่านจะลดการประท้วงผมลดน้อยลงไป ท่านประสารพอแล้วกระมังครับ ท่านประสาร หยุดเถอะครับ เหลืออีกกี่นาทีนะครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

อีกแค่ ๑ นาที เท่านั้นครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่าน ๑ นาทีนะครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จับเวลา ๑ นาทีครับ ท่านจบนะครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

๒ คําถาม ที่ผม เรียนถามมา ผมขอสรุปว่า

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เวลาเดินด้วยครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

เวลานี้เดินหน้ายาก ที่เดินหน้ายากเพราะว่าเป็นการดันทุรังของเสียงข้างมากที่ฉ้อฉล

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ประท้วงอีก

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ท่านประธานครับ ผมยังมีเวลาเหลืออีกนะครับ ๔๐ กว่านาทีนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ คือเวลาท่านพูด ท่านอย่าได้ไปเสียดสี ท่านไปใช้สิทธิของท่านในเรื่องของการที่ไปยื่นต่อศาลยื่นต่ออะไร ท่านใช้สิทธิ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ผมกําลังเรียน ให้ทราบว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวงมันเกิดจากตรงนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมไม่อนุญาตให้อย่างนี้ ถ้ายังพูดอย่างนี้ผมก็จะไม่อนุญาต เพราะฉะนั้นผมจะกลับมาที่ท่านดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า เดี๋ยวดอกเตอร์ศุภชัยเขายืนก่อนครับ ประท้วงเยอะเลยเห็นไหม พอผมอนุญาต ความจริงแล้ว ผมไม่ควรอนุญาต พออนุญาตปั๊บ แล้วมีคนประท้วง เอาใครก่อนดีครับ

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ผมให้สิทธิทาง ส.ส. เชียงใหม่หน่อยครับ เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ท่าน ส.ว. ตามข้อ ๔๓ เป็นการอภิปรายที่เสียดสีแล้วก็ใส่ร้าย ด้วยคําว่า เสียงข้างมากที่ฉ้อฉล ต้องให้ถอนคําพูด ครับท่านประธาน และผมประท้วงท่านประธานต่ออีก ๒ ข้อ ตามข้อ ๕ และข้อ ๔๕ วันนี้ ท่านประธานทําให้เกิดประเพณีใหม่ ทุกคนอยากอภิปราย ยกมือขึ้น ลุกขึ้นยกมือประท้วง แล้วก็ใช้สิทธิในการอภิปราย ไม่ใช่การประท้วงนะครับ ผิดทุกคน และการประท้วงก็ประท้วง ในสิ่งที่ท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้ว ข้อ ๔๕ มันชัดเจนอยู่แล้วครับว่าสิ่งใดที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยคําประท้วงเรียบร้อยแล้วถือเป็นที่สุด จะมาประท้วงคําวินิจฉัยซ้ําอีกมิได้

สุดท้ายประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ เวลานี้เรามีระเบียบการประชุมอยู่ ที่จะรอการพิจารณาในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลามาแล้ว ๑๑ วัน ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมเริ่มเชื่อเหมือนพี่น้องประชาชนข้างนอกแล้วว่าวันนี้มีความพยายามที่จะ ถ่วงให้การประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเดินไม่ได้ ผมเริ่มจะเชื่อแล้ว ท่านประธานโปรดวินิจฉัย แล้วก็เริ่มการประชุมได้แล้วครับท่าน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นผมก็จะ อย่างนี้ครับ เพราะผมให้สิทธิท่านประสารหลายครั้งแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ ผมไม่ให้สิทธิแล้ว ถึงเวลาจะเหลือเท่าไรนะครับ ผมให้สิทธิท่านดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า นะครับ เพราะเป็นผู้ยกมือก่อน เชิญท่านศุภชัยนะครับ พอจบแล้วผมจะดําเนินการต่อแล้ว ไม่แล้วครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ถ้าเกิดอย่างนี้มีผู้ประท้วง เชิญท่านศุภชัยครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ จะให้เขาตะโกน อย่างนั้นต่อไปไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือท่านอย่าได้พาดพิง นะครับ เพราะไม่อย่างนั้นผมจะไม่ให้

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ผมยังไม่ได้ พูดเลยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ท่านพายัพ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ผมเพิ่ง หายใจใส่ไมโครโฟนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับท่านดอกเตอร์

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ถ้าผมหายใจ รดไมโครโฟนแล้วท่านจะบอกว่าผมพาดพิงคงไม่ถูก

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านดอกเตอร์ศุภชัยครับ ไม่เป็นไร อย่าตะโกนครับในห้องประชุม ท่านดอกเตอร์ศุภชัย เชิญครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเคารพการตัดสินของท่านประธาน ไม่ว่าท่านประธานจะให้ดุลยพินิจอย่างไร แต่กรณีของท่านประสาร มฤคพิทักษ์ ยังมีเวลาอยู่อีก ๔๖ วินาที ท่านประธานจะให้เวลา เพื่อนสมาชิกไหมครับ ถ้าท่านไม่ให้ ผมจะอภิปรายครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมไม่ให้แล้วครับ ให้มามาก พอแล้วครับ เชิญครับ นี่ผมอุตส่าห์ให้ำมจากอาจารย์วิเชียร คันฉ่อง มาเพื่อที่จะมาถึงท่าน เชิญครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ถ้าอย่างนั้น ผมมาในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านประสาร มฤคพิทักษ์ ได้กราบเรียนต่อท่านประธานว่า การดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีลักษณะฉ้อฉล เพื่อนสมาชิกให้ถอน ในขณะเดียวกัน เพื่อนสมาชิกก็บอกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเตะถ่วง ถ่วงเวลา ถ่วงไม่ให้มีการแก้ไข อย่างนี้ถือเป็นการ เสียดสี จะให้ถอนไหมครับ นี่เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานที่เคารพ ตลอดระยะเวลา หลายวันที่ผ่านมาเราทําหน้าที่ของเราอย่างเต็มกําลังตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๔ ท่านประธานยืนยันต่อที่ประชุมว่าข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ข้อ ในหมวดที่ ๗ ที่ว่าด้วยการเสนอและการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งอยู่ระหว่างข้อ ๘๖ ถึงข้อ ๑๐๖ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในข้อ ๙๙ ท่านประธานยืนยันต่อที่ประชุมนี้ว่าเป็นหัวใจของการพิจารณา ผมขออนุญาตอ่านเพื่อที่จะให้ท่านประธานได้ทราบอีกครั้งหนึ่งและที่สําคัญที่สุดในการประชุม วันที่ผ่าน ๆ มาท่านประธานได้กรุณานําข้อสงวนคําแปรญัตติหรือข้อสงวนความเห็นของ เพื่อนสมาชิกขึ้นจอ ถ้าจะกรุณา ท่านประธานขอความกรุณาท่านได้นําข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ขึ้นจอให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบด้วย ก็จะเป็นพระคุณ ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ เขียนไว้อย่างนี้ ครับท่านประธาน ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่คณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้ว ให้รัฐสภาพิจารณาเริ่มต้นด้วยชื่อร่าง คําปรารภ แล้วพิจารณาเรียงตามลําดับ มาตรา และให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือที่มีการสงวนคําแปรญัตติ หรือที่มีการสงวนความเห็นไว้ ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภา จะลงมติเป็นอย่างอื่น ผมกราบเรียนท่านประธานในข้อที่ท่านประธานย้ําต่อที่ประชุมว่า เป็นหัวใจของการพิจารณา คือข้อ ๙๙ ท่านประธานที่เคารพครับ ในข้อ ๙๙ นี้ได้เขียนระบุไว้ อย่างชัดเจนว่าคนที่สามารถลุกขึ้นอภิปรายให้ความเห็นต่อที่ประชุมได้โดยรวมมีอยู่ ๓ กลุ่ม

กลุ่มแรกคือกลุ่มกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ตลอดหลายวันที่ผ่านมา กลุ่มกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ท่านประธานคงไม่ปฏิเสธกับผมว่า ยังไม่ได้มีการอภิปราย ครบถ้วนทุกคนที่สงวนความเห็น

กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มผู้แปรญัตติตามข้อสงวนคําแปรญัตติ กลุ่มนี้ก็เช่นเดียวกัน เพื่อนสมาชิกหลายคนที่เป็นผู้ขอแปรญัตติก็ไม่ได้อภิปรายครบถ้วนกระบวนความ ที่สําคัญที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ ในการแก้ไขคราวนี้มีหลายมาตราที่มีถ้อยคําหรือข้อความที่มี การแก้ไขเพิ่มเติมยกตัวอย่าง มาตรา ๓ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตราเหล่านี้ มีถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ผมเป็นหนึ่งในสมาชิกรัฐสภา เพื่อนสมาชิก หลายคนเป็นสมาชิกรัฐสภา เมื่อมีถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม เขาได้รับสิทธิ ตามข้อ ๙๙ ท่านประธานที่เคารพ ตลอดหลายวันที่ผ่านมามีเพื่อนสมาชิกเราสักคนหนึ่งไหม ที่เขาได้สิทธินี้ ในการลุกขึ้นอภิปรายให้ความคิดความเห็นต่อที่ประชุม มีสักคนไหมครับ ถ้ามีท่านเอาชวเลขมาบอกกับที่ประชุมสิครับ ไม่มีเพื่อนสมาชิกคนใดเลยที่ได้รับสิทธินี้ ถ้าเพื่อนสมาชิกไม่ได้รับสิทธินี้ นั่นแปลว่าการปิดการอภิปรายตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นั่นเท่ากับว่าเราปิดโอกาสเพื่อนสมาชิก ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ผมจึงกราบเรียนต่อ ท่านประธานด้วยความเคารพว่า ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ เป็นกฎหมายที่คนไทยทั้งประเทศนับจากนี้ไป จะต้องเคารพโครงสร้างอํานาจ โครงสร้างนี้ถ้าเมื่อใดที่เป็นการเคารพโครงสร้างอํานาจโครงสร้างนี้ ขอให้ท่านประธานได้เปิด โอกาสให้เพื่อนสมาชิกตาม ข้อ ๙๙ ตามที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานด้วยครับ

(นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านศุภชัยครับ มีท่านสงวน ประท้วงครับ ไม่ต้องครับ ท่านประท้วงผมแล้ว ผมดําเนินการต่อเลยนะครับ

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําพูน

ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่เคยใช้โอกาสประท้วงคนที่ ผมเคารพ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่กําลังพูดอยู่ แต่วันนี้มันเป็นสาระสําคัญนะครับ ท่านที่พูดเมื่อสักครู่นี้หมายความว่าอย่างไรครับ ความขัดแย้งในนี้มีแค่ ๓ อย่างเท่านั้น ท่านประธาน ถ้าท่านประธานไม่ดําเนินตาม ข้อ ๑ ข้อ ๕ (๓) นี้ เราจะไปไม่ได้ ท่านดูให้ดีนะครับ

อันที่ ๑ เถียงกันว่าท่านประธาน ๒ ท่านนี้ วินิจฉัยข้อบังคับขัดกัน โดยเอา สาระสําคัญต่าง ๆ ที่ตัวเองเห็นด้วยไม่เห็นด้วยนั้นมาชี้แจง อันที่ ๑

อันที่ ๒ ที่ท่านกําลังพูดอยู่ที่ผมต้องประท้วงนี้ สิทธิมี ๒ ด้าน ไม่ใช่สิทธิ ตามข้อบังคับ ที่ท่านบอก พี่น้องประชาชน และพวกผมก็มีสิทธิ ถ้าคุณพูดไม่เป็นไปตาม ข้อบังคับนี้ ผมก็ต้องมีสิทธิลุกขึ้นประท้วง สิทธิมันมี ๒ ด้าน ผมต้องฟังตลอด เพราะอะไรครับ

อันที่ ๓ ทําไมวิปทั้ง ๓ ฝ่ายทํางานไม่ได้ ต้องตอบคําถามกับประชาชน นะครับท่านประธาน ถ้าวิป ๓ ฝ่ายทํางานได้ กําหนดเวลามา แล้วท่านประธานใช้ ข้อ ๓๘ อย่างเคร่งครัดนี้ ไม่มีความขัดแย้งนะท่านประธาน แต่ถ้าหากว่ายังเป็นอย่างนี้อยู่ พี่น้อง ประชาชนครับ ผมจะทําหน้าที่แทนพี่น้องประชาชน จากนี้ไป ๓-๔ มาตรานี้ ถ้าเกิน ๓ ชั่วโมงครึ่ง ผมนี่แหละจะลุกขึ้นขอปิดอภิปราย เพราะอะไร คุณพูดนอกประเด็น แล้วผม ทําไมต้องทนฟังด้วย สิทธิของผมหายไปไหน สิทธิของประชาชนหายไปไหน ที่บอกว่า ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ หรือว่าพวกมากลากไป แล้วพวกคุณทําอะไรอยู่ละ ถ้าท่าน ไม่จัดการนี้ ผมขอ ๓ ชั่วโมงครึ่ง ผมจะเข้ามา เริ่มปุ๊บผมขอปิดเลย ถ้าคุณยังเป็นอย่างนี้อยู่ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านศุภชัย พยายามให้เข้า ๆ ประเด็นนะครับ เชิญท่านศุภชัยครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคงจะทราบได้ด้วยความตั้งใจ ของท่านประธานที่ฟังผมอภิปรายว่า ผมอยู่ในประเด็นครบถ้วนกระบวนความ ไม่ออกนอกเรื่อง ผมอยู่ในสาระสําคัญที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ตามข้อบังคับการประชุม แน่นอนที่สุด ผู้ที่มีสิทธิในการอภิปราย ๓ กลุ่ม อย่างที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่เป็น ๓ กลุ่มที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธาน สิทธิของ สมาชิกรัฐสภาในขณะที่มีการแก้ไขถ้อยคํา ข้อความ แก้ไขเพิ่มเติม ผิดไปจากร่างเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาตรา ๕ มาตรานี้แก้ไขเพิ่มเติมมากเหลือเกินครับ กลับไปจากร่างเดิม เปลี่ยนแปลงไปเกือบทั้งสิ้น พวกเราได้สิทธินั้นไหมครับ เราไม่ได้สิทธินั้นเลย หลายคนที่เป็น เพื่อนสมาชิกของผมเตรียมตัวที่จะอภิปราย เตรียมตัวที่จะให้ความเห็น เพราะฉะนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา ๒ กลุ่มได้รับสิทธิ คือกลุ่ม กรรมาธิการที่สงวนความเห็นและกลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มผู้แปรญัตติ แต่ใน ๒ กลุ่มนี้ก็ไม่ได้รับสิทธิ ทุกคน และที่สําคัญเพื่อนสมาชิกรัฐสภาไม่ได้รับสิทธินี้เลยตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ อย่างที่ผมได้ กราบเรียน ผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่าในขณะที่เราเดินเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ของบ้าน ของเมือง ของเรา เรานึกถึงการส่งไม้ต่อให้ ลูกหลานของเราสิครับ เราจะส่งไม้ต่อเพื่อให้ลูกหลานของเราอยู่ในบ้านเมืองนี้อย่างไร สภาพอย่างไร ผมกราบเรียนวิงวอนท่านประธานว่าการทําหน้าที่ของท่าน เรามีอายุไม่นาน หรอกครับ ท่านกับผมก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะจากที่นี้ไป แต่ในขณะที่เราจากที่นี่ ไปเราทิ้งอะไร ไว้ให้ลูกหลานของเราครับ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมอย่างนี้ครับ ผมขอ ดําเนินการต่อนะครับ คือท่านใช้สิทธิประท้วงแต่ผมขอใช้สิทธิในฐานะประธานบ้างนะครับ ผมยังไม่เคยขอใช้สิทธิประธานเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอใช้ข้อ ๔๘ ประธานขอหารือ ที่ประชุมว่าผมจะปิดอภิปรายแล้วเดินหน้าต่อ ผมไม่เอาแล้วครับ ผมจะขอใช้สิทธิของผมแล้ว คือผมขอที่จะหารือที่ประชุมว่าผมจะให้ปิดอภิปรายแล้วเดินหน้าต่อ ขอเชิญเข้าห้องประชุม พอแล้วครับ ผมจะขอปิดหารือนะครับ

(นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านสมาชิกมีประท้วง เยอะเลย คือให้หารือแล้วท่านก็ประท้วงกันไปประท้วงกันมานะครับ เพราะฉะนั้นผมให้ ส.ว. มี ส.ว. ข้ามมาคน ให้หมอเจตน์ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ การวินิจฉัยของท่านประธาน ท่านประธานบอกว่าท่านประสารมีเวลาเหลือ ๑ นาที ตอนนี้เขาพูดไปยังไม่ครบนาที เพราะฉะนั้นผมขอประท้วงท่านประธานในการวินิจฉัยตัดสิทธิในการพูดของเขา เพราะว่า ท่านประธานวินิจฉัย ๒ ครั้งไม่เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าท่านประธานน่าจะให้ สิทธิเขาไม่เกิน ๑ นาทีแล้วครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็คือเวลาท่านประสารพูด มีคนประท้วงเยอะ ผมถึงบอกท่านอภิปรายท่านเหลือเวลา ๔๖ วินาทีเท่านั้นเอง

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ผมก็จะขอร้อง ท่านประสาร

(นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตท่านประสาร แต่ท่านอย่าให้คนประท้วงท่านอีกนะครับ ๔๖ วินาที เอาให้เกียรติท่านนะครับ ๔๖ วินาที เดี๋ยวนะครับ ขอให้ถอนก่อนใช่ไหม เดี๋ยวท่านชาดา ผมจะให้สิทธิท่านอยู่แล้ว

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ผมประท้วง ประธานก็ไม่ให้พูด แล้วประธานก็เดี๋ยวปิดอภิปราย ผู้อภิปรายก็จะพูดท่าน ส.ว. นั้นท่านก็ บอกไม่ให้พูด แล้วท่านก็ให้พูดนะครับ แล้วคนที่บอกเหลืออีก ๔๖ วินาที ท่านตัดสินใจ ไปแล้วว่าไม่ให้พูดยังไม่ได้ให้ถอนคําพูดเลย คนนี้พูดยังไม่จบ ประธานก็ไม่ให้เขาพูด ประธาน มันเหมือไม้หลักปักขี้เลน ประธานจะใช้อํานาจต้องใช้เลย การที่ ส.ส. จากพรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ประท้วงให้ถอนคําพูด ท่านยังไม่ได้ดําเนินการเลย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นขอบคุณมาก ท่านชาดาที่ท่านได้ให้สติผมนะครับ ท่านประสารถอนคําพูดก่อนที่ท่านพูดไปนะครับ จะให้ผมย้ําไหมว่าท่านพูดว่าอย่างไร พวกมากลากไป ท่านถอนคําพูดก่อน

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผม ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหาภาควิชาชีพ คําถามผมคือท่านจะให้ผมถอนอะไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ให้ถอนคําพูดก่อน ท่านประสารครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมเรียนถาม ก่อนว่าจะให้ผมถอนคําพูดคําไหนครับ กรุณาชี้แจง ผมไม่ได้เอ่ยถึงใครเลยนะครับ ผมบอกว่า เสียงข้างมากที่ฉ้อฉล ขณะที่ท่านใช้คําว่า เตะถ่วง ท่านใช้คําว่า

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ถ้าอย่างนั้น จากเตะถ่วงเป็นเตะคนบ้างละ

(ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนี้ไม่ให้พูดแล้ว อย่างนี้เด็ดขาดเลย ไม่ให้พูดแล้ว ท่านปรีชาพลครับ ผมไม่ให้พูดแล้วอย่างนี้ เชิญครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ มีเพื่อนสมาชิกได้กล่าวคําใส่ร้ายป้ายสี เมื่อสักครู่อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการทําผิดข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ข้อ ๔๓ มีการกล่าวว่าเสียงข้างมากฉ้อฉล ท่านประธานครับ ดันทุรังก็ดีอะไรก็ดีที่พูดไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านเองทําเป็นไม่รู้ว่าท่านพูดอะไรไป การพูดลักษณะเช่นนี้เป็นการไม่รับผิดชอบต่อคําพูด และไร้ซึ่งวุฒิภาวะ ท่านประธานดําเนินการให้ถอนคําพูดครับ ถ้าไม่ถอนมีปัญหาครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นด้วยความ เคารพท่านประสารนะครับ ท่านกรุณาถอนคําพูด พวกมากลากไป และ ฉ้อฉล ท่านถอน คําพูด ไม่อย่างนั้นผมจะไม่ให้ท่านพูดต่ออีกนะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ถ้าให้ท่านประสารถอน ท่านจุลพันธ์ก็ต้องถอนเช่นเดียวกัน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถ้าไม่อย่างนั้นผมขอ ดําเนินการประชุม ท่านประสารครับ ให้สิทธิท่านเป็นครั้งที่ ๓ ถ้าท่านไม่ถอนปั๊บผมให้ ท่านชาดาพูด ท่านจะถอนไหมครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมยินดีที่จะถอน คําพูดเรื่องเสียงข้างมากที่ฉ้อฉล แต่ผมก็ต้องขอความกรุณาคําพูดอื่น ๆ ที่ได้พูดกันมา แล้วถูกประท้วงหลายทีก็กรุณาถอนคําพูดด้วยก็แล้วกันนะครับ ไม่ว่าการแตะถ่วง ไม่ว่า การตั้งใจจะคว่ําร่างรัฐธรรมนูญ อะไรต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นคําพูดที่มีปัญหาเหมือนกันนะครับ ขอบคุณครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ต่อไปท่านประธาน ต้องให้ท่านจุลพันธ์ถอนคําพูดครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอนว่าอย่างไรครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

แตะถ่วง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณจุลพันธ์ครับ เราลูกผู้ชายถ้าเขาทักอย่างนี้

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อให้การประชุมเดินได้ ผมถอนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอนครับ ท่านชาดา เชิญครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ผมขออนุญาต ถอนด้วยครับ ที่บอกว่า เตะถ่วง เป็น เตะคน ผมก็ถอนครับ เพราะว่าผมลูกผู้ชายครับ อันไหนที่ผมพูดผมทํา แล้วผมอยากจะหารือท่านประธานขอเวลาผม ๒ นาที ท่านประธาน ที่เคารพ วันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมจะไม่พูดว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เขาใช้ทฤษฎี ทฤษฎีซึ่งเป็นภาษอังกฤษแปลว่าอะไรผมไม่รู้ แต่เป็นการยืดเวลา มันมีอยู่ในทฤษฎีประชาธิปไตย เสียงข้างน้อยต้องมีทฤษฎีในเรื่องของ การใช้เวลา ยืดเวลาในการอภิปราย ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ อีกฝ่ายที่เห็นด้วยก็ใช้ ทฤษฎีอะไรครับ ปิดอภิปรายใช่ไหมครับ ปิดอภิปรายพวกคุณพูดแล้วอย่างโน้นอย่างนี้ ทางนี้ก็ปิด ผมถามว่าไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก แต่วันนี้ผมมีความเห็นเสนอต่อท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าการที่จะไม่ให้อภิปรายเลยนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หรือการที่จะ อภิปรายเยิ่นเย้อ ยาวนาน ยืดยาด มันก็ไม่ถูกต้อง ประธานในฐานะที่เป็นประธาน ในที่ประชุมท่านต้องใช้อํานาจให้เด็ดขาด ท่านก็เสนอไปสิครับ ว่าท่านจะให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย พูดกี่ชั่วโมง ให้เขาไปบริหารจัดการเอา ฝ่าย ส.ว. จะพูดกี่ชั่วโมง แล้วก็ให้เขาบริหารจัดการ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ เมื่อวานที่ท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน แต่ในด้านดีครับ ท่านอภิปรายได้ดี หลักของการอภิปรายมันก็มีมุมคิดอะไรต่าง ๆ เราก็ให้ เวลาที่พอสมควร ในเมื่อถ้าเกิน ประธานก็ใช้อํานาจในการที่จะหยุดการอภิปราย ไม่ต้องให้มี การเสนออภิปรายก็ได้ ประธานต้องมีกรอบให้เขา แล้วให้เขาเดินอยู่ในทางที่เขาพอไปได้ เพื่อให้การประชุมแห่งนี้มันได้เดินไปได้ ท่านในฐานะเป็นประธานในที่ประชุม บางครั้ง ความเป็นผู้นําต้องมีความเด็ดขาดครับ ไม่ใช่ใช้ความอ่อนนุ่มอย่างเดียว แต่อยู่ในหลักของ ความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ด้วยความเคารพครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็อย่างนี้ครับ คือขอความร่วมมือจากพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งรายชื่อให้ผมหลาย ๆ ชื่อ ไม่ใช่ส่งให้ชื่อเดียว หรือ ๒ ชื่อ แล้วเวลาที่อภิปรายความจริงแล้ว ๕ นาทีก็รู้เรื่องแล้วเวลาที่อภิปราย อย่างเช่น เมื่อวานผมต้องชมนะครับ แล้วผมอยากจะขอหนังสือเขาด้วย เขียนเป็นหนังสือ ของท่านชํานิ ในเรื่องชุดความคิดที่คิดเป็นระบบอย่างนี้เป็นประโยชน์มาก เพราะเวลาผมไปบรรยายที่ไหน ผมเอาอย่างนี้ไป เดี๋ยวผมให้เกียรติท่านสุดท้ายนะครับ ท่านจุรินทร์ครับ เชิญครับ ให้เกียรติ เป็นท่านสุดท้ายแล้ว แล้วผมจะเดินหน้าต่อแล้วครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลา ไม่ยาวหรอกครับ เพื่อที่จะชี้แจงประเด็นที่คิดว่าจําเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน กับประเด็นที่ต้องการที่จะสอบถามท่านประธานที่ได้วินิจฉัยไปเมื่อสักครู่เพื่อให้เกิด ความชัดเจน ครบถ้วน แล้วก็เพื่อที่จะให้การอภิปรายในมาตราต่อ ๆ ไปนี้สามารถเดินหน้าไปได้ โดยมีข้อเท็จจริงและการวินิจฉัยที่เข้าใจร่วมกัน ตรงกันครับ ประเด็นแรกที่จะขออนุญาต ที่จะทําความเข้าใจ ก็คือ สมาชิกได้ลุกขึ้นสอบถามว่าทําไมวิป ๓ ฝ่ายทํางานไม่ได้ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานสั้น ๆ ว่าที่ทํางานไม่ได้ ก็เพราะเหตุว่าอย่างน้อยที่สุด พวกกระผมในฐานะฝ่ายค้านถูกเบี้ยวข้อตกลงตั้งแต่นับหนึ่ง ตอนแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ในวาระที่หนึ่งแล้วครับ นั่นก็คือว่า ตกลงให้ฝ่ายค้านสามารถอภิปรายได้ ๑๕ ชั่วโมง แต่พอ พวกผมพูดไปได้แค่ ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง ก็ปิดการอภิปราย ไม่เป็นไปตามข้อตกลง ท่านวุฒิสมาชิก ได้สิทธิ ๘ ชั่วโมงยังพูดไม่ทันครบ ก็ถูกปิดอภิปราย ถูกตัดสิทธิไป ตรงนี้ก็เลยเป็นประเด็น ปัญหาที่ค้างคาว่าทําให้วิป ๓ ฝ่ายทํางานต่อไปยาก เพราะไม่เคารพข้อตกลงและสัญญา ที่ให้ไว้ต่อกัน

ประการที่ ๒ ครับ มีผู้อภิปรายพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ กระผม ไม่พาดพิงกลับไปนะครับ ไม่ต้องการให้ยืดเยื้อ แต่ต้องการชี้แจงเท่านั้นเองครับ ว่าสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็แก้รัฐธรรมนูญ ขอความกรุณากราบเรียนกับท่านประธานว่า จริงครับ รัฐบาลชุดที่แล้วก็แก้รัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลที่แล้วแก้รัฐธรรมนูญ คือ ๑. แก้มาตรา ๑๙๐ เรื่อง การทําสัญญากับต่างประเทศต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา กับ ๒. ที่แก้ก็คือ แก้ระบบการเลือกตั้งจากเขตใหญ่เป็นเขตเล็ก จากเขตละไม่เกิน ๓ คน มาเป็นเขตละคน มาเป็นระบบที่เรียกว่าหนึ่งคนหนึ่งเสียง หรือภาษาอังกฤษเขาบอกว่า วันแมนวันโหวต (One Man One Vote) แต่รัฐบาลที่แล้วไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อนําไปสู่การเกิดของสภาผัว สภาเมีย และไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญทําให้เกิดสภาผลัดกันเกาหลังเหมือนกับที่เป็นปัญหา อยู่ทุกวันนี้ จนเกิดกรณีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อันนี้ประการที่ ๒ ที่ขอทําความเข้าใจ ประการที่ ๓ มีผู้ให้ความเห็นว่า

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่าเพิ่งประท้วงครับ เดี๋ยวให้เขาพูดก่อน เดี๋ยวให้ท่านจุรินทร์พูดให้จบก่อนนะครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

มีผู้ให้ความเห็นว่าถ้าเปิดโอกาสให้พูดทุกคน เป็นปีการแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ก็จะไม่จบ ขออนุญาตทําความเข้าใจกับท่านประธานครับว่า การพูดลักษณะนั้นเป็นการพูดเหตุผล ด้านเดียว คือด้านที่กลัวช้า กลัวว่าแก้รัฐธรรมนูญเที่ยวนี้จะเสร็จไม่ทันเดือนมีนาคม เพื่อเปิดโอกาสให้คนกลุ่มหนึ่งได้ลงสมัคร ส.ว. ซ้ําได้ แต่ท่านไม่พูดด้านพิทักษ์สิทธิ ของสมาชิกที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ในฐานะผู้สงวนความเห็น และผู้สงวนคําแปรญัตติ ผมมีประเด็นที่จะสอบถามท่านประธานครับ ที่ท่านวินิจฉัยไว้เมื่อสักครู่ ที่ท่านวินิจฉัยไว้ เมื่อสักครู่ก็คือท่านวินิจฉัยว่า ถ้าอภิปรายครบถ้วนแล้วก็ปิดอภิปรายได้ ท่านวินิจฉัยไว้ อย่างนี้ครับ ผมขอถามว่า คําว่า อภิปรายครบถ้วนแล้ว แปลว่าอะไร แปลว่า ผู้สงวน ความเห็น เพราะทั้งหมดในสภานี้มีอยู่ ๓ กลุ่มอย่างน้อยที่ได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่จะอภิปรายได้ กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มผู้สงวนความเห็นที่เขาเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วเขาไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วเขาสงวนความเห็นไว้ขอเอามาพูด เหตุผลในที่ประชุมสภาใหญ่เพื่อให้ที่ประชุมได้ลงมติตามความเห็นที่เขาเห็นว่าถูกต้อง กับกลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มที่สงวนคําแปรญัตติ คือผู้ที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการ แต่เป็นสมาชิกรัฐสภาที่เหลือ อย่างเช่นกระผมเป็นต้น ขอแปรญัตติแก้ไขถ้อยคําไว้ ในที่ประชุมกรรมาธิการ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ผมก็สงวนความเห็นว่า ขอใช้สิทธิมาอภิปรายในที่ประชุมใหญ่ เพื่อโน้มน้าวให้ที่ประชุมใหญ่ได้ลงมติเห็นชอบกับ ความเห็นของกระผม กับกลุ่มที่ ๓ คือไม่ได้สงวนความเห็นเพราะไม่ได้เป็นกรรมาธิการ และไม่ได้ขอแก้ไขถ้อยคําในกรรมาธิการในฐานะผู้สงวนคําแปรญัตติ แต่เป็นสมาชิกธรรมดา ซึ่งรัฐธรรมนูญและข้อบังคับเปิดโอกาสให้เขาให้ความเห็นได้ ถ้ามาตรานั้นมีการแก้ไข ก็มี ๓ กลุ่มนี้ครับ คําว่าอภิปรายครบถ้วนแล้วจึงปิดอภิปรายได้ ของท่านประธาน แปลว่า ๓ กลุ่มนี้จะต้องสามารถได้แสดงความเห็นครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่ หรือ ท่านกรุณาฟังคําถาม ให้จบครับ แล้วท่านจะตอบอย่างไรก็สุดแท้แต่ครับ หรือแปลว่าผู้สงวนความเห็นเท่านั้น พูดหมดแล้วก็จบ หรือต้องผู้สงวนความเห็นที่เป็นกรรมาธิการด้วย และผู้สงวนคําแปรญัตติด้วย สามารถแสดงความเห็นเสร็จแล้วก็จบ ส่วนผู้ที่ประสงค์อภิปรายถ้าไม่มีเวลาก็ไม่ได้อภิปราย หรือว่าถ้าปิดอภิปรายก่อนก็ไม่ต้องอภิปราย แต่อย่างน้อย ๒ กลุ่มต้องได้รับสิทธิ คือ กรรมาธิการที่สงวนความเห็น และผู้ที่สงวนคําแปรญัตติไว้ อย่างนั้นใช่หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้น กระผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานเพิ่มเติมครับว่า ตอนเราพิจารณา มาตรา ๕ มีผู้สงวนความเห็นและสงวนคําแปรญัตติไว้เฉพาะในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ๑๐๗ คน และใน ๑๐๗ คนนี้ มีจํานวนหนึ่งที่สงวนความเห็นซ้ํากัน คือหมายความว่า ๑๐ คน ยกตัวอย่าง สงวนความเห็นเหมือนกันเลยครับ กับอีก ๕ คน สงวนความเห็นไม่เหมือนกัน กับ ๘ คน สงวนความเห็นไม่เหมือนกัน รวมทั้งสิ้นมีกลุ่มคําแปรญัตติที่แตกต่างกันทั้งหมด ๓๑ กลุ่ม ในจํานวน ๑๐๗ คน คําว่า อภิปรายครบถ้วน แปลว่า ๓๑ กลุ่มความเห็น อย่างน้อยที่สุดต้องได้รับสิทธิในการมาแสดงความเห็นในที่ประชุมใช่หรือไม่ เพื่อโน้มน้าว ให้ที่ประชุมได้ลงมติตามที่เขาได้สงวนความเห็นไว้ อย่างนั้นใช่หรือไม่ ถ้าใช่แปลว่า การดําเนินการตามมาตรา ๕ ที่ผ่านมาไม่ถูกต้องครบถ้วน เพราะ ๓๑ กลุ่มความเห็นได้พูดไป แค่ ๗ คน แล้วก็ปิดการอภิปราย หรือแม้แต่เมื่อคืนครับตอนพิจารณา มาตรา ๗ มีผู้สงวน คําแปรญัตติไว้จํานวนมาก แต่ได้พูดไปแค่ ๓ คน ยังไม่ทันครบกลุ่มความเห็น เพราะได้พูด เฉพาะผู้สงวนความเห็นที่เป็นกรรมาธิการ แต่ผู้แปรญัตติยังไม่ได้พูดแม้แต่คนเดียวเลยครับ ถูกปิดการอภิปราย คําว่า ได้อภิปรายครบถ้วน จึงเสนอปิดอภิปรายได้ในความเห็นท่านประธาน แปลว่าอะไร พวกกระผมต้องการทราบ เพื่อทุกคนจะได้ปฏิบัติตรงกันและโดยไม่ขัด รัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมชี้แจงท่าน ทุกประเด็นนะครับ เชิญเอาใครท่านสุนัยหรือท่านปรีชาพลครับ เอาท่านปรีชาพลก่อนครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่มีการกล่าวพาดพิงการทํางานของวิป ๓ ฝ่าย ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขก็จะทําให้พี่น้อง ประชาชนที่ฟังการถ่ายทอดสดนั้นเข้าใจผิด ท่านประธานเองก็เป็นกรรมการในวิป ๓ ฝ่าย ท่านประธานครับ ฉะนั้นท่านประธานจะเป็นผู้ที่ยืนยันในข้อเท็จจริงได้ดีที่สุด ผมต้องขอ อนุญาตท่านประธานวิปฝ่ายค้านในฐานะผู้อาวุโสในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้นะครับ ถึงแม้ว่า กระผมจะเป็น ส.ส. มาไม่นานครับ ๕-๖ ปีเท่านั้น แต่การอภิปรายของผมนั้นอาจจะพาดพิง ถึงคําพูดของท่านเมื่อสักครู่ซึ่งมีการกล่าว แล้วผมก็เชื่อว่าไม่เป็นความจริง ท่านประธานครับ ท่านบอกว่ามีการเบี้ยวข้อตกลง ทําให้การทํางานของวิป ๓ ฝ่ายนั้นไม่สามารถดําเนินการได้ ตั้งแต่การอภิปรายรัฐธรรมนูญในวาระที่หนึ่ง ซึ่งมีการประชุมกันตั้งแต่วันจันทร์ที่ ๑ ถึง วันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ท่านประธานทราบครับ การประชุมวิป ๓ ฝ่ายนั้น มีการหารือกันเพื่อที่จะตกลงเรื่องเวลาในการอภิปราย เพื่อที่จะให้เพื่อนสมาชิก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และเพื่อนสมาชิก ส.ว. ได้ทําหน้าที่ อย่างเต็มที่ในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวไทย ซึ่งการคิดนั้นก็เป็นตรรกะทางวิทยาศาสตร์ ทางคณิตศาสตร์ครับท่านประธานครับ ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนเลย เวลาที่ได้ในการอภิปรายในนั้นก็หารตามจํานวนสมาชิกพวกผมมีอยู่ ๒๙๙ ท่าน พวกท่าน มีเท่าไรครับก็ลบไป น้อยกว่าพวกกระผม ท่าน ส.ว. มี ๑๕๐ ท่าน จํานวนเวลาที่ได้รัฐบาลได้ ๑๕ ชั่วโมง ฝ่ายค้านได้ ๑๑ ชั่วโมง ส.ว. ได้ ๘ ชั่วโมง นี่คือข้อเท็จจริงซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับ ท่านประธาน ฉะนั้นวันนี้มีการพูดว่ามีการเบี้ยวข้อตกลงท่านประธานครับ ย้ําอีกครั้งหนึ่ง นะครับ ผมเคารพท่านประธานวิปฝ่ายค้าน แต่สิ่งที่ท่านพูดนั้นไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงครับ เราบอกเราประชุมกัน ๓ วันนะครับ วันพุธคือวันสุดท้ายนั้นให้เสร็จสิ้นตอน ๒๒.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้มีเวลาในการลงมติซึ่งจะลงมติโดยเปิดเผยเวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง สมาชิก ๖๕๐ ท่าน ประชุมถึงทุ่มครับ ท่านประธานครับ ถึง ๕ ทุ่มก็แล้ว ไม่มีวี่แววในการที่จะสิ้นสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสักครู่ที่ท่านบอกว่าฝ่ายค้านได้ ๑๕ ชั่วโมง ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ มีการมาเจรจาโดยท่านประธานวิปฝ่ายค้านนี่ละครับ มาเจรจากับ ท่านอํานวย คลังผา ประธานวิปรัฐบาล ท่านประธานผมเป็นผู้ใหญ่ใจดีครับ เปิดใจกว้างที่ให้ เพื่อนสมาชิกได้ทําหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ในข้อตกลงถ้าท่านจะอภิปรายฝ่ายรัฐบาลก็จะถอย เวลาให้ให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายฝ่ายค้านได้อภิปรายมากขึ้น แต่ในข้อตกลงคือเสร็จสิ้น ตอน ๔ ทุ่มตรงครับ ท่านประธานครับ ๕ ทุ่มผ่านไป เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาใช้สิทธิครบแล้ว แต่ทางเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านก็ยืนยันที่จะใช้สิทธิ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลง ฉะนั้น ท่านประธานครับ ใครเบี้ยวข้อตกลง ท่านประธานทราบอยู่แก่ใจและท่านประธานจะตัดสิน ได้ดีที่สุด นั่นคือข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่พูดในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นการแก้ไข มาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๙๘ นั่นก็คือจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและระบบเขต และมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ ในครั้งนั้นมีการอภิปรายกัน ๓ วันครับ วันอังคารที่ ๒๓ พฤศจิกายน ถึงวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤศจิกายน ท่านประธานครับ แก้ ส.ส. เขตเลือกตั้งจาก ๔๐๐ คน เป็น ๓๗๕ คน จากบัญชีรายชื่อจาก ๘๐ คน เป็น ๑๒๕ คน มีการพูดว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีคนได้เปรียบ มีคนเสียเปรียบ ท่านประธานครับ พวกผมทําหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะ ฝ่ายค้านเช่นกัน ผมจะนําเรียนท่านประธานให้เห็นถึงข้อเท็จจริงครับ ๓ วัน ที่เรามีการอภิปราย ใครจะเห็นด้วยจะเห็นต่างก็ตาม ๓ วันที่เราพูดถึงกันนี้ในการแก้ไขสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลขณะนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์ใช้เวลาไป ๙ ชั่วโมง ๒๕ นาที ฝ่ายค้าน คือพวกกระผมครับ ขอโทษนะครับ ของท่านใช้เวลา ๙ ชั่วโมง ๕๐ นาที ส่วนพวกกระผม ฝ่ายค้านในขณะนั้นใช้เวลาไป ๙ ชั่วโมง ๒๕ นาที ส.ว. ใช้ ๗ ชั่วโมง ๒๔ นาที มีการประท้วง พาดพิงเพียงแค่ ๔ ชั่วโมงเท่านั้นเอง ครึ่ง ๆ ด้วยซ้ําครับท่านประธานครับ ทั้งที่พวกกระผม มีเสียงใกล้เคียงกับของท่าน มาครั้งนี้ครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญใช้เวลามาวันนี้ ๑๑ วัน แล้วครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้กล่าวหาว่าท่านเตะถ่วงนะครับ แต่มาลองข้อเท็จจริงกัน ว่าเป็นอย่างไร ฝ่ายค้านซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนํา ใช้เวลาไปแล้วทั้งสิ้น ๒๘ ชั่วโมง ๒๔ นาที ๓๑ วินาที ไม่รวมวันนี้ครับท่านประธานครับ พวกกระผมใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมง ๒๕ นาที สมาชิกวุฒิสภาใช้เวลาไป ๑๕ ชั่วโมง ๑๕ นาที และมีการประท้วงถึง ๔๗ ชั่วโมง ๘ นาทีครับท่านประธานครับ ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ท่านอย่าได้มากล่าวหาคนอื่นว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบ เป็นสภาผัวเมีย มองคนอื่นผิด ท่านมองได้แต่อย่ากล่าวหาคนอื่นครับ เพราะนี่คือการแก้ไขเพื่อคืนอํานาจให้กับประชาชน นี่คือชุดความคิด ขออนุญาตที่ใช้คําพูดท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ นี่คือชุดความคิดของ พวกกระผม ท่านมีชุดความคิดของท่านแต่อย่าก้าวล่วงความคิดของคนอื่นเขา สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ มีการพูดถึงเรื่องคําวินิจฉัยของท่านประธาน ผมบอกท่านประธานเลยครับ ท่านประธานวินิจฉัยไปอย่างไร ถ้าถูกใจถ้าได้ประโยชน์ เขาก็บอกว่าท่านประธานวินิจฉัยถูก ถ้าไม่ได้ประโยชน์ไม่ถูกใจ เขาก็บอกท่านประธานวินิจฉัยผิด เดี๋ยววันหนึ่งท่านประธานนิคม ก็หล่อ วันหนึ่งท่านประธานสมศักดิ์ก็หล่อ พวกกระผมครับ ทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ ผมเห็นท่านประธานทั้ง ๒ ท่านหล่อครับ ถึงแม้ว่าคําวินิจฉัยของท่านอาจจะขัดต่อความรู้สึก และข้อบังคับซึ่งพวกกระผมมีความคิดที่อาจจะคิดต่างได้ แต่พวกกระผมให้ความเคารพ ท่านประธานครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ในฐานะที่เรามีข้อบังคับข้อเดียวกัน ฉบับเดียวกัน เราให้ความเคารพท่านประธานครับ ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ อย่าให้ เสียเวลาไปมากกว่านี้เลยครับ นี่มันเที่ยงกับ ๑๐ นาทีแล้วมีการถ่ายทอดสดพี่น้องประชาชน ฟังอยู่ ขอให้ประธานเดินหน้าใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ อย่างเคร่งครัดครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับผม ฟังผมก่อน วันนี้ ผมพูดเปิดใจความจริงว่าทําไมผมถึงไม่อยากจะเป็นประธานวิป ๓ ฝ่าย คุณฟังผมครับ เพราะผมเสียหาย ผมในฐานะที่เป็นประธานวิป ๓ ฝ่าย แล้วผมพูดความจริงผมไม่ประสงค์ จะเป็นด้วย เพราะพวกพรรคเชิญผมมาเป็นประธาน ในเมื่อวันนั้นประชุมกันแล้วเราตัด สัดส่วนว่าเราจะประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่หนึ่ง ๓ วัน เราจะเลิก ๔ ทุ่มเราคิดตาม สัดส่วนของจํานวน ส.ส. และ ส.ว. ผมจําแม่นผมไม่ต้องอ่านหนังสือเลยครับ เพราะ ในที่ประชุมบอกว่าพวก ส.ว. ๑๔๙ คน ได้มา ๘ ชั่วโมง พรรคประชาธิปัตย์ ๑๗๐ ท่านกว่า บวกไปความจริงแล้วได้ไม่ถึง ๑๑ ชั่วโมงหรอกครับ แต่เราให้ ๑๑ ชั่วโมง พรรครัฐบาลเกือบ ๓๐๐ คนให้ไป ๑๕ ชั่วโมง ที่ประชุมพิจารณาอย่างนั้น แต่ว่าบังเอิญเหลือเกินกํานันอํานวย ของผมนี้มาเสนอต่อท่านประธาน ท่านประธานก็อ่านว่าประชุมวิปเป็นอย่างนี้ แต่เมื่อประชุม ไปแล้ว ๓ วันของท่านยังไปไม่ถึงไหน เพราะอะไรครับ เพราะท่านประท้วงผมครับ ท่านไม่ได้ ใช้สิทธิ ถ้าวันนั้นท่านใช้สิทธิท่านได้อยู่แล้วทุกครั้งเวลาผมขึ้นมาท่านบอกประท้วง เพราะว่า ผมไม่สง่างาม ผมไปเซ็น ผมเป็น ส.ว. แปดริ้ว ผมเซ็นชื่อท่านบอกผมผิด ถูกไหมครับ ถ้าผมผิด ท่านใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญท่านยื่นถอดถอนผม เวลานี้ท่านยื่นถอดถอนผมไม่เป็นไรครับ แต่อย่ากล่าวหากันครับ ท่านอย่ากล่าวหาว่าผมเป็นประธานที่ประชุมนะครับ แม้กระทั่งเสร็จ มาตรา ๙๙ ท่านมีสิทธิก็คือคนที่แปรญัตติสงวนความเห็น ถ้ากรรมาธิการแก้ไขท่านพูดในสิ่ง ที่กรรมาธิการแก้ไข แต่ท่านต้องรักษาข้อ ๔๓ คือท่านต้องไม่วกวนท่านต้องไม่ต้องก้าวก่าย คนอื่นและสมาชิกเมื่อฟังแล้วเห็นว่ามีการก้าวก่ายมีการซ้ํา สมาชิกมีสิทธิ ข้อ ๓๒ ที่จะ ปิดอภิปรายนี่คือสิ่งที่มันถูกต้อง เพราะฉะนั้นท่านขอความร่วมมือเถอะครับ ผมจะขอ ดําเนินการที่ประชุมครับ ผมเสียเวลามามากแล้วนะครับ ท่านเสียหายให้คนเดียวครับ ท่านประเสริฐท่านเสียหายอะไรท่านบอกมา

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนครับว่า ท่านประธานขอความกรุณาท่านประธานอย่าได้ พูดไปสะอื้นร้องไห้ไปครับ อันนี้ไม่ได้เตือน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมไม่ได้สะอื้นร้องไห้ แต่ผม รู้สึกว่ามันอัดอั้นตันใจครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมเข้าใจครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

กับสิ่งที่ท่านพูดในสิ่งที่ไม่เป็น ความจริง

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

แต่ที่ผม เรียนท่านประธานนี้ เพราะผมคิดว่าเราในสภาเป็นการต่อสู้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ทุกคนมีความเห็นที่แตกต่างได้ครับ ท่านประธานฟังพวกผมแล้ว พวกผมมีความเห็นต่าง ท่านประธานชี้แจงมาพวกผมก็รับฟังครับ แต่ถ้ารับฟังเสร็จแล้วพวกผมเห็นว่าท่านประธาน ชี้แจงไม่ถูกต้อง พวกผมก็ขอใช้สิทธิชี้แจงต่อไป ผมคิดว่านี่คือการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย

ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ ที่ท่านประธานจุรินทร์พูดว่าใช้สิทธิ ๑๕ ชั่วโมง ท่านประธานจุรินทร์พูดด้วยข้อเท็จจริงครับ ท่านประธานเมื่อสักครู่ชี้แจงว่า คิดตามสัดส่วนของ ส.ส. ในที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย ท่านประธานก็พูดจริงครับ แต่ว่าพูดจริงของ ท่านประธานว่า ส.ว. ได้ ๘ ชั่วโมง ซีกประชาธิปัตย์ได้ ๑๑ โมง รัฐบาลได้ ๑๕ ชั่วโมง ท่านประธานพูดจริง แต่พวกผมไม่ได้รับครับ พวกผมบอกว่าประเด็นนี้พวกผมยังรับไม่ได้ พวกผมก็มาใช้สิทธิว่าพวกผมควรได้สิทธิเท่ากับซีกรัฐบาล เพราะพวกผมมีความเห็นต่าง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พวกผมมีความจําเป็นต้องใช้เวลาในการอภิปรายมาก ท่านประธาน สมศักดิ์วันนั้น นี่ครับเป็นบันทึกการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันจันทร์ที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๖ ณ ตึกรัฐสภา เขาบันทึกไว้ครับ ท่านประธานสมศักดิ์ก็ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ต่อมาประธานรัฐสภาได้แจ้งให้ ที่ประชุมรับทราบว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาอภิปรายทั้งหมด ๓๘ ชั่วโมง โดยมีสัดส่วนฝ่ายรัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๑๕ ชั่วโมง และสมาชิกวุฒิสภา ๘ ชั่วโมง ซึ่งที่ประชุมรับทราบ แล้วฝ่ายประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านใช้ไป ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง แล้วอย่างนี้ ท่านประธานจุรินทร์บอกว่าตกลงไปแล้วเบี้ยว มันผิดตรงไหนครับ ท่านก็ใช้สิทธิในการ ปิดอภิปราย พวกผมยังมีเวลาเหลืออยู่อีกตั้ง ๔ ชั่วโมงครึ่ง พวกผมก็ไม่ได้อภิปราย ไม่ได้ใช้สิทธิ ในเวลาตามที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้แจ้งต่อที่ประชุม แล้วพวกท่านก็ใช้เสียงข้างมาก ลากปิดอภิปรายไป อย่างนี้พวกผมถูกเบี้ยวไหมครับ แล้วพวกผมพูดเท็จตรงไหนครับ แล้วก็ ต่อจากนั้นท่านอํานวย คลังผา ก็ลุกขึ้นยืนยันในที่ประชุมว่าเป็นไปตามข้อตกลง ๑๕ ๑๕ ๘ นี่เป็นการประชุมวาระที่หนึ่งมันก็ไม่แตกต่างกับครั้งนี้ที่เรากําลังประชุมวาระที่สอง วาระที่สองท่านประธานสมศักดิ์ก็บอกว่าได้หารือกับท่านนิคมแล้ว มีข้อสรุปตรงกันว่า จะดําเนินการดังนี้ ๑. เปิดให้สมาชิกที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ได้พูดครอบคลุมทุกประเด็น ๒. กลุ่มที่สงวนไว้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละคนละเรื่องแล้ว ท่านหยุดได้แล้วครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เพียงแต่ ผมยกตัวอย่าง

(นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิยมครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

จะให้ผม หยุดได้อย่างไรละครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เขาประท้วงคุณอยู่ครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ได้ครับ ประท้วงเชิญครับ

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ และประท้วงท่านประธานด้วย ตามข้อ ๕ ท่านประธานครับ ซ้ําซากจริง ๆ ครับท่านประธาน ท่านพูดวันนี้ ๕ ครั้งแล้วครับ ความจริงท่านประธานวิปฝ่ายค้านชี้แจง ทางวิปฝ่ายรัฐบาล ชี้แจงก็ถือว่าจบกัน ท่านไม่ต้องออกมาพูดหรอก เข้าใจกันแล้วครับ ผมขอให้ท่านประธาน ดําเนินการตามข้อ ๕ ได้เลยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยครับ ท่านประเสริฐท่านพูดจบหรือยังครับ ท่านคนสุดท้ายนะครับ แล้วท่านไม่ต้องพูดซ้ําอย่างเดิม อีกแล้ว ท่านจบแล้วประธานกรรมาธิการขึ้นชี้แจง แล้วเปิดโอกาสให้ท่าน วันนี้เปิดโอกาส ให้ท่านเต็มที่ ผมจะขึ้นป้ายนะครับ ท่านประเสริฐจบเสียทีครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องฟังครับ เรื่องที่ว่าใครกล่าวเท็จ เพราะว่าไม่ใช่พวกผม เป็นฝ่ายเริ่ม จริง ๆ เรื่องวิป ๓ ฝ่าย มันไม่ควรจะมาพูดแล้ว มันจบไปตั้งนานแล้ว บังเอิญว่า ซีกรัฐบาลมากล่าวหาว่าวิป ๓ ฝ่ายทํางานไม่ได้ ท่านประธานจุรินทร์ก็เลยชี้แจงให้ฟังว่า ทํางานไม่ได้เพราะอะไร พอท่านจุรินทร์พูดจบ ฝ่ายรัฐบาลก็มากล่าวหาว่าพวกผมพูดเท็จ โกหก ผมก็ต้องมาชี้แจงว่าพวกผมพูดจริง ว่าพวกผมถูกเบี้ยว

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ ผมชี้แจง ไปเรียบร้อยนะครับ ทําไมเดี๋ยวนี้ผมไม่ทําหน้าที่ประธานวิป อะไรเป็นอะไรผมรู้ครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องแล้วครับ เชิญประธานกรรมาธิการ เชิญท่านสามารถได้บอกมาตรานี้ว่า อย่างไรนะครับ เดี๋ยวให้ท่านประเสริฐ ครึ่งนาทีนะครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ คือเรื่องนี้จริง ๆ วิปตั้งแต่ไหนแต่ไรก็ทํางานมาได้ด้วยความราบรื่น แบบที่ ท่านประธานจุรินทร์เคยแถลง กฎหมายรัฐบาลพวกผมยังยกมือให้เลย ๖๐ ฉบับ ยกมือให้ ๕๘ ฉบับ ๕๙ ฉบับ ไม่ใช่ทํางานไม่ได้ แต่เวลาเมื่อถูกเบี้ยวพวกผมก็ต้องชี้แจงตามความ เป็นจริงว่าพวกผมถูกเบี้ยว ถ้าถูกเบี้ยวแล้วพวกผมจะบอกว่าพวกผมไม่ถูกเบี้ยวได้อย่างไร นี่คือความเป็นจริงครับ รัฐธรรมนูญอย่าไปตะแบงเลยครับ พวกเราทุกคน ถ้ามีผลประโยชน์ คิดว่าเป็นประชาชนแท้จริงพวกผมยินดีครับ เรื่องยางพาราพวกผม สว่างก็สู้ครับ แต่เรื่อง รัฐธรรมนูญนี่ขออย่าเลยครับ ทําไปเถอะครับ อย่าได้กล่าวหากันเลย อย่าได้บอกว่าพวกผม ทําเท็จเลย ท่านประธานครับ พวกผมบางทีเห็นท่านประธานทําผิดพวกผมถึงออกแถลงการณ์ อย่างไรครับ แถลงการณ์ ท่านประธานจะไม่เห็นด้วยกับพวกผม แต่พวกผมก็คิดว่า ท่านประธานบางทีทําผิด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จบแล้วครับ ๑ นาทีแล้วครับ ผมให้ตามเป๊ะเลยนะครับ ๑ นาทีนะครับ

เชิญประธานสามารถนะครับ ในมาตรา ๘ เมื่อวานนี้เลขาธิการอ่านไปแล้ว เชิญท่านบอกเลยครับว่าความเป็นมาเป็นอย่างไรครับ ไม่ต้องหรอกครับ เอาต่อเลยครับ แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน เพราะผมให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์จะได้มากหน่อย วันนี้พอประธาน คณะกรรมาธิการเสร็จผมจะให้อภิปรายนะครับ แล้วถ้าเป็นไปได้ขึ้นจอด้วย แล้วก็ท่านกรุณา รักษาเวลานิดเถอะครับ ถ้าประเด็นซ้ําเมื่อไร ผมไม่อาจที่จะไปห้ามท่านสมาชิกในการที่จะ ขอยุติการอภิปรายนะครับ เชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการครับ มาตรา ๘ ก็เป็นการยกเลิก มาตรา ๑๒๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แล้วก็บัญญัติถ้อยคําขึ้นใหม่ กรรมาธิการไม่ได้ ไปแก้ไขจากร่างเดิมนะครับ สาระสําคัญก็มีอยู่นิดเดียวว่า เมื่อมีตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ว่างลงด้วยเหตุใดก็ตาม ก็ให้มีการเลือกซ่อมภายใน ๔๕ วัน เท่านั้นละครับสาระสําคัญ ของมาตรานี้ครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมจะให้อภิปรายนะครับ หลักการเดิมครับ ส.ว. เยอะเหลือเกินนะครับ ผมจะให้ ส.ว. ๔ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน ท่านแรกครับ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ คือท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ท่านที่ ๒ ก็คือ ท่านนิรันดร์ ประดิษฐกุล ท่านที่ ๓ ท่านรสนา โตสิตระกูล ท่านที่ ๔ คือ ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน แล้วไปที่ประชาธิปัตย์ คือ คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม เชิญอภิปรายครับ ไม่มีนะครับ ไม่อนุญาตประท้วงครับ เชิญครับ ท่านวีรวิทครับ ท่านวีรวิท ถ้าไม่อยู่ไปท่านที่ ๒ นะครับ ท่านนิรันดร์ครับ เชิญท่านนิรันดร์ครับ เชิญครับ ท่านไม่ต้องฟังนะครับ เพราะนี่เป็น อํานาจผมครับ ผมบอกผมไม่เคยใช้อํานาจ แต่วันนี้ผมขอใช้อํานาจหน่อย

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิวุฒิสภา ภาครัฐ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านวีรวิท รับประทานข้าวอยู่ จะให้ผมเลยใช่ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวีรวิทอยู่ไหมครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิวุฒิสภา ภาครัฐ

ท่านทานข้าว นั่นมาแล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเคครับ เชิญท่านวีรวิท

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ประเสริฐเป็นคนสุดท้ายแล้ว ในการประท้วง เชิญท่านวีรวิทครับ ผมกําลังดําเนินตาม ข้อ ๕ วรรคสาม เพื่อให้การประชุม เดินหน้าต่อไปนะครับ ท่านอย่าประท้วงผม เชิญท่าน พลอากาศเอก วีรวิท ครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขออนุญาต ให้ทางโน้นนิดได้ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมให้สิทธิท่านแล้ว ท่านไม่ใช้สิทธิหรือครับ ท่านไม่ต้องไปสนใจครับ นี่เป็นคําสั่งผม ท่านวีรวิทครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานกรุณาให้สักนิดนะครับ จะได้ไปกันได้ครับ นิดเดียวครับ ท่านวินิจฉัยได้เลยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะรบกวนสมาธิใช่ไหมครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ใช่ครับ ขออนุญาตด้วยครับ

(นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ดอกเตอร์

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

ผมนี่ ส.ส. ใหม่เหมือนกันครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมขออนุญาตประท้วง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจะประท้วงนะครับ ผมให้สิทธิท่านนะครับ เห็นท่าน ส.ส. ใหม่

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

ตามข้อ ๕ ครับท่านประธานรัฐสภา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ประท้วง เดี๋ยวผมจะให้ ท่านวีรวิทครับ เชิญครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ อําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วง ท่านประธานรัฐสภา ไม่ให้ความเป็นธรรมกับเพื่อนสมาชิก เมื่อวานนี้ท่าน ส.ส. สหรัฐ กุลศรี ท่านอ้างว่าท่านเป็น ส.ส. ใหม่ เข้ามาในสภานี้สมัยแรก เป็น ส.ส. ต่างพรรคคนเดียว ในจังหวัดสุพรรณบุรี ก็เฉกเช่นเดียวกันครับ ผมเป็น ส.ส. ใหม่ ใหม่กว่า ท่านสหรัฐ กุลศรี เสียอีก ท่าน ๒ ปีกว่านะครับ ผมยังไม่ถึงปี แล้วก็เป็น ส.ส. ต่างพรรคเฉกเช่นเดียวกันกับท่าน สหรัฐ กุลศรี แต่ต่างกันที่ผมเป็น ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน ท่านประธานมองไม่เห็น ไม่ให้เกียรติ ไม่ให้ความสําคัญ และหากพิจารณาตามพื้นที่แล้วปทุมธานีท่านไม่ให้เกียรติเลย ท่านไม่เอาเลย สุพรรณบุรี

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงผมเรื่องอะไรครับ ท่านกรุณาบอกข้อบังคับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

ไม่ให้ความเป็นธรรมครับท่านประธาน ข้อ ๕ ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ข้อ ๕ ตรงวรรคไหนครับ ที่ไม่เป็นธรรมครับ ส.ส. ใหม่ก็ต้องดูนะครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

ข้อ ๔ ครับ ไม่รักษาความเรียบร้อยในที่ประชุมสภา ไม่ให้เป็นความธรรมกับ ส.ส. ใหม่ได้พูดครับ ท่านประธาน ผมขอหารือแต่ท่านไม่ให้ ผมก็เลยขอใช้สิทธิประท้วงท่านประธานรัฐสภา ว่ามองไม่เห็นผม มองไม่เห็น ส.ส. ใหม่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ ท่านประท้วงผม ท่านจะขอเวลา ๒ นาที ประท้วงผมถูกไหมครับ ผมจะให้ท่านนะครับ เพราะเห็นเป็น ส.ส. ใหม่และเป็นดอกเตอร์ด้วยนะครับ ผมเคารพนะครับ เวลานี้ท่านใช้ไปแล้วครึ่งนาที ตั้งไปที่ ๑ นาที ๓๐ วินาที ตั้งเวลานะครับ ท่านอื่นไม่ต้องประท้วงแล้ว ผมจะเข้าสู่วาระแล้วครับ เชิญครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

กราบขอบคุณท่านประธานรัฐสภา กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ อําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมขอหารือนิดเดียวต่อประเด็นการเสนอปิดอภิปราย เนื่องจากว่าเมื่อวานนี้ ท่านสหรัฐ กุลศรี ท่านอ้างว่าเป็น ส.ส. ใหม่จริง ๆ แล้วเราไม่อยากจะให้ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. ใหม่ หรือ ส.ส. หญิง หรือชาย ทุกคนอยู่ในสภาแห่งนี้เท่าเทียมกันครับ มีความรู้ภูมิปัญญาเท่าเทียมกันครับ อย่าใช้คําว่า ส.ส. หญิง ส.ส. ชาย ส.ส. ใหม่ ส.ส. เก่ามาใช้เอกสิทธิ์ในสภาแห่งนี้ ผมก็จะ ไม่ใช้อีก ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ อย่าใช้นะครับ ทําให้ความเป็นธรรม ส.ส. รัฐบาล ส.ส. ฝ่ายค้านนะครับ ผมเป็น ส.ส. ฝ่ายค้านก็มองเห็นผมด้วย และประเด็นที่ ๓ ที่ผมใช้ ในเหตุผลต่อประเด็นการเสนอปิดอภิปรายนั้น ก็เนื่องจากว่ามุมมองต่อกฎหมายฉบับนี้ มันต่างกัน ท่านสหรัฐ กุลศรี มุมมองต่อกฎหมายว่าซ้ําซาก เป็นกฎหมายที่จะต้องพิจารณา อย่างรวดเร็วไม่ต้องเสียเวลามาก นั่นก็คือท่านมีมุมมองต่อกฎหมายฉบับนี้ที่เห็นแก่ตัวของ เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ แต่ผมเห็นกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ต่อ ประเทศชาติและประชาชนอยู่ ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ นั่นก็คือ

ประเด็นที่ ๑ นั้นกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เห็นแก่ตัว ผมให้เหตุผล นะครับว่าพวกเราโลภ มีผลประโยชน์ เพราะว่าท่านได้ไม่เชื่อว่าในประเทศไทยของเราจะมี คนดีคนเก่งอีกมากมาย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

ผม ๒ ประเด็นอย่างไรครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเหลือเวลาอีกประมาณ สัก ๒๐ วินาที ไม่ต้องประท้วงแล้วนะครับ แต่ว่าอย่าพาดพิงนะครับ เชิญครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

ประเด็นที่ ๑ ท่านเห็นมุมมองของกฎหมายฉบับนี้ ท่านเห็นแก่ตัว ท่านโลภ ท่านเห็นประโยชน์ต่อพวกเรา ที่อยู่ในสภานี้เท่านั้น ท่านห้าม ส.ว. ท่านเชื่อว่าไม่มีคนเก่งคนดี ข้อห้ามไม่ให้ ส.ส. ไปสมัคร ส.ว. ท่านก็ตัดออก ข้อห้าม ส.ว. เป็นได้สมัยเดียวท่านก็จบออก

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จบแล้วครับ พอแล้วครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

อีกอันเดียวครับท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ท่านบอกว่า ท่านคืนสิทธิประชาธิปไตย ให้ประชาชนออกมาเลือกตั้ง ท่านอ้างทุกครั้งที่ขึ้นมาเสนอกฎหมายฉบับนี้ ท่านเผด็จการครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จบแล้วครับ เกินเวลาด้วย ไม่เอาแล้วครับ เกินเวลาที่ให้ไว้แล้วครับ พอแล้วครับ ไม่นิดเดียวหรอกครับ ไม่แล้วครับ เพราะว่าเมื่อกี้ท่านพูดไว้แล้วตั้งครึ่งค่อนนาทีแล้ว ผมบอกให้ตั้งเวลาเพียงแค่ ๑ นาที ๓๐ วินาที นี่กลายเป็น ๑ นาที ๕๑ วินาทีไปแล้ว พอแล้วครับ ไม่ต้องประท้วงครับ เชิญท่านวีรวิทครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านจิรายุมีอะไรประท้วงครับ เชิญท่านจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธานที่ใจเย็นครับ ทุกอย่างเรียบร้อยดี พวกผมจะนั่งพร้อมกันหมด เพราะเคารพท่านประธาน อยากจะฟัง มาตรา ๘ แล้วครับว่าประชาชนจะลงรายละเอียดว่า ฝ่ายค้านจะอภิปรายอย่างไร ดีหรือไม่ดีตรงไหน พวกผมจะไม่ลุกแล้วท่านประธานครับ ท่านประธานดําเนินการต่อตาม ข้อ ๕ ได้เลยครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปนี้ของ ท่านวีรวิท ขึ้นป้ายนะครับว่าท่านแปรญัตติไว้อย่างไร ของทุกคน แล้วชวเลขส่งข้อความ ที่ท่านอภิปรายนั้นเป็นข้อความมาสั้น ๆ ให้ผมนะครับ แล้วผมก็จะรู้เลยว่าถึงเวลาไหม เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของผมครับ เชิญท่านวีรวิทครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและสมาชิกเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นไว้อภิปราย ในสภานะครับ ในส่วนที่ผมจะขออภิปรายในมาตรา ๘ ซึ่งเป็นการให้ยกเลิกความ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ว. ในกรณีที่ตําแหน่งว่างลง ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับ ในส่วนแรกผมขอเรียนให้ทราบถึง ในส่วนที่ผมเสนอความเห็นต่อกรรมาธิการซึ่งอาจจะยังไม่อยู่ในรายการตรงนี้แต่เป็นสิ่งที่ผม ไม่เห็นด้วยในการอภิปรายต่อคณะกรรมาธิการจะมีอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ยืดระยะเวลาในการเลือกตั้งซ่อมจาก ๓๐ วันเป็น ๔๕ วัน ซึ่งอันนี้เป็นการอ้างอิงมาตรา ๑๑๘ ที่ผ่านมา แต่ในกรณีอันนี้ ไม่จําเป็นต้องอ้างอิงก็ได้ครับ เพราะของเดิมกําหนดไว้ ๓๐ วัน ท่านประธานครับ สาเหตุที่มี การกําหนดขึ้นให้มีการเลือกตั้งทดแทน ส.ว. ภายใน ๓๐ วันนั้น เป็นเพราะไม่ต้องการที่จะให้ มีการหาเสียง อยากจะให้ประชาชนนั้นได้มีการเลือกบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือประกอบ คุณงามความดีที่เหมาะสมในการที่จะเป็นตัวแทนของจังหวัดในการดําเนินการ เพราะฉะนั้น การที่เราขยายออกไปเป็น ๔๕ วัน โดยที่มีการจะแก้ไขจากการหาเสียงโดยที่ของเดิมนั้นให้มี การแนะนําตัวออกมาเป็นการดําเนินการโดยให้หาเสียงในการปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงหลักการของรัฐธรรมนูญผมถึงไม่เห็นด้วยในการที่จะให้เปลี่ยนแปลง จากเดิม ๓๐ วันเปลี่ยนเป็น ๔๕ วัน ในเรื่องนี้ครับเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ากระบวนการในการ ดําเนินการของการเลือกตั้งทดแทน ส.ว. โดยใช้เวลา ๓๐ วันนั้น สามารถจะทําได้อย่าง เหมาะสมถูกต้องแล้ว ในการที่มีการเลือกตั้ง ส.ว. ทดแทนในช่วงที่ผ่านมา ๒ ครั้ง เราได้ สมาชิกวุฒิสภาที่มีความรู้ความสามารถและเหมาะสมเป็นที่ยอมรับของจังหวัดเข้ามาถึง ๒ จังหวัด ก็คือ จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดระนอง ที่มีการเลือกตั้งทดแทนไป กระบวนการตรงนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่ากระบวนการที่เรากําหนดให้มีเวลาในการจัด เลือกตั้งซ่อมภายใน ๓๐ วันน่าจะเพียงพอ ไม่สมควรที่จะมีการขยายเป็น ๔๕ วัน ตามร่าง ที่ออกมา ในส่วนนี้ผมอยากเรียนว่าการที่เราขยายเป็น ๔๕ วันนั้นทําให้มีกระบวนการในการ ที่ต้องแนะนําตัว ต้องหาเสียง ทําให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น กระบวนการค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น นี่ละครับเป็นต้นเหตุของการที่ทําให้สมาชิกวุฒิสภานั้นอาจจะต้องมีพันธะในการปฏิบัติ อย่างหนึ่งอย่างใด นั่นคือประเด็นแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับตัวร่างนะครับ ที่ผมเรียน ท่านประธานกรรมาธิการแล้วว่าผมขออนุญาตเข้ามาอภิปรายโดยที่ไม่ได้อยู่ในข้อเขียน ที่ผมเขียน

ในประเด็นที่ ๒ ผมได้เสนอประเด็นต่อกรรมาธิการแล้วว่าในกรณีที่เขียนว่า กรณีที่มีการเลือกตั้งแทน เมื่อมีระยะเวลาของวาระของวุฒิสมาชิกไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตามร่างนี้ใช้คําว่า จะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ การที่เรากําหนดเปิดปลายไว้ว่าในระยะเวลา ของวาระของ ส.ว. เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เขียนไว้ว่าจะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ ประเด็นที่มีการเสนอและพิจารณาในกรรมาธิการก็คือว่า ใครจะเป็นผู้มีสิทธิในการใช้ดุลยพินิจ อันนี้ ต้องขอเรียนว่าเรื่องนี้มันคงไม่ยาก ประเด็นที่ถ้ามองดูว่าดุลยพินิจของการที่จะเลือกตั้ง หรือไม่เลือกตั้งก็ได้นั้นอาจจะเป็น ๒ ท่าน ก็คือวุฒิสภามีความเห็นว่าควรจะมีการเลือกตั้ง เลือกตั้งใหม่หรือไม่ ในขณะที่หนึ่งร้อยแปดสิบวันที่เหลือ หน่วยงานที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งกรณีอันนี้ผมเลยเสนอว่าน่าจะมีการเปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๙ (๑) ที่ใช้คําว่า เว้นแต่อายุของ สภาผู้แทนราษฎร ถ้าในกรณีนี้ก็เป็น เว้นแต่อายุของวุฒิสภาจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เท่านั้น ก็คือว่าจะเป็นกรณีที่ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญเลยว่า ถ้าเหลืออีกไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่มีการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่อันนั้นในจังหวัดอันนั้นนะครับ อันนี้ก็เป็น ๒ ประเด็น ที่ผมอยากกราบเรียนว่าการที่เราไปขยายเวลาในการให้เลือกตั้งซ่อม มีการหาเสียงกันได้จาก ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วันนั้น ทําให้เป็นภาระและก็ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อันที่ ๒ ก็คือ เรื่องของข้อความที่ใช้จะไม่ดําเนินการเลือกตั้ง เมื่อเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันนั้น น่าจะใช้ข้อความเดียวกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙ (๑) คือระบุไปเลยว่า เว้นแต่ คือห้าม นะครับ ในส่วนที่ผมขอสงวนความเห็นไว้เอกสารในหน้า ๑๔๒ นั้น ผมมีหลักคิดว่า ส.ว. นั้น เป็นคนที่ทํางานในระดับยุทธศาสตร์ คําว่า ระดับยุทธศาสตร์ นั้น หมายถึงว่า การบริหาร ราชการแผ่นดินโดยทั่วไปจะมี ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือระดับยุทธศาสตร์ที่เป็นการมอง ภาพใหญ่ มองระยะไกล มองระยะยาว เพราะฉะนั้น ส.ว. น่าจะทําหน้าที่ส่วนนี้ ในส่วนที่ เป็นเรื่องของปฏิบัติการนั้น อาจจะเป็นเรื่องของการทํางานฝ่ายบริหารโดยตรง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นผู้ดูแล และส่วนสุดท้ายคือระดับยุทธวิธีที่ใช้นั้นก็เป็นท้องถิ่น ในลักษณะตรงนี้นะครับ ผมเลยมีความเห็นว่า ผมไม่ขัดข้องในการที่เลือกตั้งโดยใช้จังหวัดมา ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความคิด ของผมที่ผมเสนอไว้ในมาตรา ๓ ว่าผมต้องการให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสภาได้มีความเห็นตรงนั้น แต่หลักคิดของการที่ผมอยากจะเรียนว่าการเลือกตั้งซ่อมนั้น ไม่น่าจะมีความจําเป็นสําหรับสมาชิกวุฒิสภา ในตัวร่างที่ผมเสนอไว้ในที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร หน้า ๑๔๒ นั้น ผมใช้ระบบของการที่มีบัญชีรายชื่อของประเทศ แล้วก็กระบวนการตรงนี้ ก็เป็นกระบวนการที่เราได้ทําบัญชีมา แล้วใช้วิธีการเลื่อนบัญชีขึ้นมา ก็คือลําดับถัดไป ลักษณะจะคล้ายกับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ในกรณีที่ผมแพ้มติ ในมาตรา ๓ ไปแล้ว ผมยอมรับ และผมขอถอนความเห็นในเรื่องนี้นะครับ แต่อยากจะฝากข้อคิดไว้กับสภาว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นมีความแตกต่างกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าไม่มีความจําเป็นแล้ว เราไม่น่าจะเสียงบประมาณในการที่จะจัดเลือกตั้งซ่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร ที่เป็นจังหวัดใหญ่ มี ส.ว. ได้ ๑๘ คน แต่ขณะนี้ถ้าเผื่อจะมีการดําเนินการ เราต้องทําการ เลือกตั้งทุกกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ใช้งบประมาณมาก เพื่อเลือกคน ๆ เดียว อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากข้อคิดท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ แล้วก็ในการ ดําเนินการต่อไปว่าเรามีความจําเป็นหรือไม่ในการที่จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ว. ถ้าผมย้อนกลับไปดูว่าในวันนี้ ส.ว. ของเราก็มีแค่ ๑๔๙ คน จังหวัดบึงกาฬ ถึงแม้ว่าจะมี การแยกจังหวัดบึงกาฬไปแล้วเป็นเวลา ๓ ปี เศษ คือตั้งแต่ก่อนสรรหารอบที่ ๒ จนกระทั่งบัดนี้ เรายังไม่มีการเลือกตั้ง ส.ว. ของจังหวัดบึงกาฬเลย สมาชิกวุฒิสภาก็มี ๑๔๙ คน เราก็ทํางานได้ และสามารถทํางานในระดับยุทธศาสตร์ที่เป็นการมองภาพรวมของประเทศได้ การที่ไม่มี ส.ว. ของบึงกาฬ แต่เรามี ส.ว. ของหนองคาย ที่จะสามารถใช้ข้อมูลหรือเอาสถานการณ์ ในท้องที่เข้ามากําหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือมีการแก้ไขปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ของ ประเทศได้ เพราะฉะนั้นการที่มี ส.ว. ที่มีคนเดียวในจังหวัด ถ้าเกิดมีอันเป็นไป ไม่สามารถจะ ปฏิบัติหน้าที่ได้ เราก็สามารถจะใช้ข้อมูลจากข้างเคียงเข้ามาใช้ได้ นอกจากนั้นในจังหวัด อีกหลายจังหวัดที่มีจํานวน ส.ว. มากกว่า ๑ คน กระบวนการในการที่เราจะดําเนินการนั้น น่าจะไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม เหลือเท่าไรก็เหลือเท่านั้นนะครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการว่า ถ้าเราดูสถิติการสูญเสียของ ส.ว. ในช่วงที่ผ่านมา จะมีการเลือกตั้งซ่อม ๒ ครั้ง แล้วก็มีสรรหาทดแทน ๔ ครั้ง การสรรหาทดแทน ๔ คนนั้น เป็นกรณีของการที่การสรรหาไม่สมบูรณ์ ๓ ครั้ง และก็เป็นการทดแทนผู้เสียชีวิต ๑ ท่าน ซึ่งก็เป็นโอกาสดีที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาทดแทนผู้ที่เสียชีวิตในสมัยแรกนะครับ ก็อยากจะ กราบเรียนว่ากระบวนการในการสรรหานั้นอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก อย่างที่หลายท่าน ว่ามากระผมก็ยอมรับ กระบวนการในการที่เราทํานั้น แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า ผมได้รับการสรรหามา ยังไม่เคยมีการวิ่งกับใครเลย ท่านสามารถจะบอกได้ว่าผมมีหลักฐาน ในการที่จะวิ่งกับใคร ช่วยกรุณาบอกผมด้วย ในสิ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะเรียนฝากท่านว่า ไม่จําเป็นหรอกครับ ในการที่จะต้องมาสรรหา ส.ว. หรือมาเลือกตั้ง ส.ว. ทดแทนในการ จัดเลือกตั้งซ่อม ในส่วนของ ส.ว. เลือกตั้งนั้นมีการเลือกตั้งซ่อมอยู่ ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นเรื่องของ ความผิดปกติของการเลือกตั้ง จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ กับอันที่ ๒ ก็คือเป็นการทดแทน ผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายทําที่จังหวัดระนอง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าตลอดเกือบ ๖ ปีที่ผ่านมานั้นเรามีการสูญเสีย ส.ว. ที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม ๒ คนเท่านั้นเอง ซึ่งการ สูญเสียไป ๒ คนกับการทํางานที่เราเพิ่มขึ้นมาจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คนนั้นไม่น่าจะมี ความจําเป็น และเราไม่จําเป็นที่จะต้องเสียงบประมาณ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเรียน ในหลักการที่ผมได้เสนอไว้ในคําสงวนคําแปรญัตติว่าเราจะไม่มีการเลือกตั้งซ่อมของ ส.ว. กระบวนการในการดําเนินการต่าง ๆ นั้นก็ขอให้มี ส.ว. ถ้าขาดไปเท่าไรก็คงเหลือในส่วน ที่เหลือเท่านั้นนะครับ แต่ส่วนที่จะมีกระบวนการในอนาคตที่จะมีการจัดทําบัญชีตามที่ผม ได้เสนอความคิดไว้ในมาตรา ๓ นั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องทําต่อไป แต่โดยหลักการที่ผม อยากจะเรียนเสนอว่าเราไม่ควรมีการเลือกตั้ง ส.ว. ทดแทนตําแหน่งที่ว่าง เพราะว่าจะทําให้ เราเสียงบประมาณและไม่มีความจําเป็นใด ๆ เลย โดยเฉพาะการเสียงบประมาณเลือก ในกรุงเทพมหานครซึ่งจะต้องใช้จํานวนเงินมหาศาลในการเลือก ส.ว. เพียงคนเดียว ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมบอกลําดับอีกครั้งนะครับ ต่อไปท่านนิรันดร์ ประดิษฐกุล ท่านรสนาถอนตัว เพราะฉะนั้นผมขอไปที่ท่านไพบูลย์ แล้วก็ เลื่อนพลเอก สมเจตน์ แล้วถึงกลับไปที่คุณหมอวรงค์ ท่านนิรันดร์และต่อด้วยท่านไพบูลย์ ต่อด้วย พลเอก สมเจตน์ เชิญครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ กรณีมาตรา ๑๒๐ นี้ผมขอเสนอตัดออกโดยสมมุติฐานของผมเดิมก็คือ หมายความว่าการมีสมาชิกวุฒิสภานั้นมีทั้ง ๒ แบบ คือจากสรรหากับการเลือกตั้ง ถ้าหากว่า ท่านประธานจะกรุณาให้ขึ้นดูข้อความผมคิดว่าผมจะอภิปรายเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่ว่า ขอความกรุณาคือจะเทียบเคียงกับมาตรา ๑๒๐ กฎหมายรัฐธรรมนูญกับที่จะแก้ไขใหม่ เพราะแก้ไขใหม่นี้ท่านมีข้อความ ๔ บรรทัดเท่านั้นเอง ส่วนข้อความเก่าของกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่จะถูกยกเลิกไปเพราะแก้ไขนี้มีความยาวมาก

สาระสําคัญ ท่านประธานที่เคารพ ที่ท่านประธานกรรมาธิการได้แจ้ง ที่ประชุม แจ้งเรียนต่อท่านประธานกับที่ประชุมว่าสาระสําคัญที่ท่านยกร่างมาตรา ๑๒๐ ขึ้นมาใหม่นี้ มาตรา ๑๒๐ นี้ท่านมีสาระสําคัญ ก็คือกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาว่างลง วุฒิสภา ท่านใช้คําว่าวุฒิสภาก็หมายความว่าวุฒิสภาในร่างของท่าน ก็คือมีอย่างเดียววุฒิสภาที่มาจาก ๒๐๐ คน กรณีวุฒิสภาว่างลงกับท่านบอกว่าสาระสําคัญที่ท่านแก้ไขก็คือว่าเลือกตั้งทั่วไป ๓๐ วัน กรณีกฎหมายเดิมนะครับ กฎหมายเดิม กฎหมายที่ใช้ปัจจุบันนี้ละครับ มาตรา ๑๒๐ ก็เขียนไว้นะครับ มาตรา ๑๒๐ บอกไว้ในกรณีเมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะ เหตุตามมาตรา ๑๑๙ เขาเท้าความไปถึงมาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๐ ปัจจุบันนี้นะครับ มาตรา ๑๑๙ ก็คือว่าถึงคราวออกตามวาระ ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติต้องห้ามตาม มาตรา ๑๑๕ การกระทําต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๖ และมาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๖๖ แล้ว (๖) ก็คือมีมติตามมาตรา ๒๗๔ คือเขาแจงไว้เยอะ เขาแจงในกรณีซึ่งการพ้นจาก ตําแหน่งของวุฒิสภา แต่กรณีกฎหมายใหม่นี้เขียนไว้แต่เพียงว่า เขียนไว้แต่เพียงว่า กรณีถึงสมาชิกวุฒิสภาว่างลง เหตุอื่นนอกจากถึงเข้าออกตามวาระวุฒิสภา สาเหตุสําคัญตรงนี้นะครับ ผมก็เลยจาก สมมุติฐานเดิม ซึ่งผมเขียนไว้แล้วก็คัดค้านมาก็คือว่า ให้มีวุฒิสภาทั้ง ๒ อย่าง กรณีนี้ ก็จะใช้บังคับต่อไปได้ แล้วอีกสาระสําคัญหนึ่ง ที่ท่านพลอากาศเอก วีรวิท ท่านพูดไว้ก็คือว่า กรณีเลือกตั้งทั่วไปของวุฒิสภานั้น ท่านตัดสิทธิไว้เหลือ ท่านใช้เวลาไว้เหลือ ๓๐ วัน สมาชิกว่างลงใน ๔๕ วัน เว้นแต่ ท่านใช้เวลาซึ่งมันผิดไปจากร่างกฎหมายเดิมซึ่งมีอยู่ ผมจึงแปรญัตติตัดออก ให้คงมาตรา ๑๒๐ ตัดออกของท่าน ก็คือหมายความว่าผมให้คงไว้ เพื่อที่จะใช้บังคับ ถ้าเผื่อในกรณีที่ยังมี ส.ว. เลือกตั้งอยู่ เพราะว่าในร่างมาตรา ๑๐ ของท่าน ท่านยังคง ส.ว. อยู่ ถ้าตามร่างของกรรมาธิการที่ยังไม่มีการแปรญัตติเป็นอย่างอื่นนะครับ วุฒิสภาจากการแต่งตั้งนี้ยังมีอยู่ก็คิดว่าน่าจะใช้วิธีการสรรหา หรือการเลือก วิธีการสรรหา ตามมาตราอื่น แล้วก็ใช้ความในมาตรา ๑๒๐ นี้ได้ ก็เป็นการครอบคลุมถึงทุกกรณี ซึ่งยังมีอยู่ จึงคิดว่าไม่จําเป็นจะต้องตัดมาตรา ๑๒๐ ออกครับ ขอบพระคุณท่านครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปครับ ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน แล้วท่านสมเจตน์ ท่านขอถอนตัวนะครับ ผมก็จะไปที่ท่านพลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ๔ ท่าน ก่อนที่จะไปท่านคุณหมอวรงค์นะครับ เพราะฉะนั้นเชิญท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเพิ่งมีโอกาสได้อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๘ นี้ละครับ รอมาตั้งแต่มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ นะครับ ดังนั้นในมาตรา ๘ ผมได้เสนอคําแปรญัตติ ก็คือตัดออกทั้งมาตรา ก็ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับ เพราะว่าในมาตราที่มีการแก้ไขก็คือบัญญัติ มาตรา ๑๒๐ ใหม่นั่นนะครับ ก็บอกว่า เมื่อตําแหน่งวุฒิสภาว่างลง เพราะเหตุอื่นใดนอกจาก ถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา เพราะว่าในขณะนี้มีปัญหาเรื่องการออกตามวาระของ วุฒิสภา เพราะว่าวุฒิสภานั้นก็จะต้องโยงไปที่ท่านแก้กันไปแล้ว ในมาตรา ๕ (๙) ที่ไปบอกว่า ในคราวนี้การที่วุฒิสภาครบวาระ โดยปกติ ส.ว. เลือกตั้งนั้น เมื่อครบวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ไม่สามารถไปลงสมัครเป็น ส.ว. เลือกตั้งได้ ส.ว. สรรหาก็เช่นเดียวกัน ถ้าเมื่อจะลงไป สรรหาใหม่ ในคราวก่อนที่มีบทเฉพาะกาล ก็ต้องลาออกก่อน เพราะมันจะมีปัญหาในทาง ข้อกฎหมาย แล้วก็มีการเป็นการเอาเปรียบด้วย เพราะถ้าเปรียบเทียบแล้วเหมือนกรณี อันนี้ฝากเรียนไปยังท่านประธานกรรมาธิการนะครับ อย่างกรณีที่สภาผู้แทนราษฎร เมื่อมี การยุบสภา หรือว่าครบวาระแล้วทุกท่านก็ต้องลาออกกันหมด ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องลาออก ก็ต้องหมดสภาพก็ไปลงเลือกตั้งกันหมด ทุกอย่างเริ่มต้นนับศูนย์เหมือนกันหมด แต่ไม่เหมือนกรณีของวุฒิสภาครับ ซึ่งกรณีวุฒิสภา ในมาตรา ๑๑๕ (๙) นั้น ได้ไปเปลี่ยน ไปเพิ่มคําว่า เขียนว่าไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น แล้วก็ไปเพิ่ม คําว่า ซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งการไปเพิ่มคํานี้ก็เลยเป็นความหมายว่า ผู้ที่จะไปสมัครนั้นถ้าเป็น สมาชิกวุฒิสภาก็สมัครได้ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากจะขออภิปรายว่าเป็นความที่ ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง จึงทําให้ผมต้องเสนอคําแปรญัตติตัดมาตรา ๘ ออกทั้งมาตรา ท่านประธานครับ ถ้าเป็นไปตามอย่างที่ว่าก็เท่ากับผมต้องขออภัย เพราะท่านประธาน รัฐสภาที่ทําหน้าที่อยู่ปัจจุบันนี้ท่านเป็นประธานวุฒิสภา ท่านก็ย่อมสามารถที่จะดํารง ตําแหน่งเป็นประธานวุฒิสภา แต่ลงไปสมัครเป็น ส.ว. จังหวัดฉะเชิงเทราได้ ซึ่งการไปทํา อย่างนั้นมันก็ไม่เป็นธรรมต่อการลงสมัครเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่สภาผู้แทนราษฎร เขามีมาตรฐานของเขาอยู่ แล้วสภาผู้แทนราษฎรทําไมผมต้องยกไปเปรียบเทียบกับ สภาผู้แทนราษฎร ก็ว่าท่านผู้เสนอญัตติและรวมทั้งท่านประธานกรรมาธิการท่านก็พูด อยู่เสมอว่าการเปลี่ยน การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในคราวนี้หลักการสําคัญก็คือจะเปลี่ยนให้ สมาชิกวุฒิสภานั้นมีที่มาแบบเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเมื่อเปลี่ยนอย่างนี้ ท่านก็ต้องเปลี่ยนให้หมดครับ ท่านไปเปลี่ยนเอาส่วนที่ดีท่านก็เอาไปให้ แต่ส่วนที่ท่าน เสียเปรียบอยู่ทางวุฒิสภาเขาก็ได้อีก เขากินรวบหมด ผมเพื่อให้ความเป็นธรรมกับท่าน ผมเลยท้วง ท้วงว่ามันจะไม่เป็นเหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นหลักการ และเหตุผลในเจตนารมณ์ที่ท่านบัญญัติไว้ ดังนั้นในส่วนผมเห็นว่าควรจะต้องปรับปรุงนะครับ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ก็จะต้องให้สมาชิกวุฒิสภาท่านที่เลือกตั้งถ้ามีการไม่จํากัดวาระ เหมือน ส.ส. เมื่อครบเสร็จก็ต้องพ้นจากตําแหน่งเพื่อที่จะไปลงเลือกตั้ง สิ่งนี้ถึงค่อยเป็นธรรม แล้วนอกจากนั้นนะครับ ในส่วนของมาตรา ๑๐๙ ก็ยังโยงไปมาตรา ๑๑๖ ก็เกี่ยวกับเรื่องที่ ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ครับ ซึ่งมาตรา ๑๑๖ ก็ยืนยันไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ทําให้มาตรา ๘ ก็เลยต้องไปแก้ไข และเมื่อแก้ไขแล้วก็มีการเว้นเฉพาะการครบกําหนด ตามวาระซึ่งไม่จําเป็นจะต้องไปลงเลือกตั้ง ไม่จําเป็นจะต้องไปดําเนินการภายใน ๔๕ วัน ก็ฝากประเด็นนี้ไว้เป็นประเด็นที่ ๑ เดี๋ยวผมขอต่ออีกนิดหนึ่ง เพื่อให้เป็นแบบสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ผมอยากจะบอกประชาชนการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวนี้หลักใหญ่ ๆ ก็คือจะเปลี่ยน ส.ว. ให้เป็น ส.ส. หรือเป็น ส.ส. ให้เป็น ส.ว. เดี๋ยวผมเอาไว้พูดตอนท้าย ถ้าผมพูดตอนนี้เดี๋ยวโดนประท้วง แต่ว่าประเด็นหลักเมื่อพูดในลักษณะต้องการให้เป็นอย่างนี้ ผมว่าท่านยังขาดอยู่อันหนึ่ง ไหน ๆ บุพการีก็มาเป็นได้แล้ว ไหน ๆ ลาออกวันเดียวก็ไปสมัคร ได้แล้ว ท่านก็ควรจะเขียนไว้ด้วยว่าให้สมาชิกวุฒิสภานั้นสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน เสียเลย มันจะได้ชัดเจน อันนี้ฝากเป็นประเด็นครับ

แล้วต่อมาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ท่านบอกว่าจะต้องไปเลือกตั้งซ่อมภายใน ๔๕ วัน ผมยังอยู่ในประเด็นนะครับ ๔๕ วันเมื่อสักครู่นี้ท่าน พลอากาศเอก วีรวิท บอกว่าทําไม ไม่เป็น ๓๐ วันอย่างเดิม ไปยืดเวลาให้มันมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็เพราะมันเป็น การเลือกตั้งครับ ท่านประธานผมต้องขออนุญาตยกคําพูดของผู้ที่รัฐบาลเชื่อถือที่สุด รัฐบาล เชื่อแล้วก็นํามาพูดให้กับคนไทยฟังท่านนี้กล่าวว่า ประชาธิปไตยต้องมิใช่เพียงการลงคะแนน เลือกตั้งหรือทําให้คนส่วนใหญ่เข้าไปมีอํานาจ แต่ประชาธิปไตยเป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า คนส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์กับคนกลุ่มน้อยได้อย่างไร หากคิดว่าประชาธิปไตยคือการชนะ ทุกอย่างจะทําให้คนกลุ่มน้อยรู้สึกว่ากีดกันในทุกเรื่อง แล้วก็เห็นว่าประชาธิปไตย คือพหุภาคี ไม่ใช่อํานาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของการมีพื้นที่แบ่งปัน ทํางานกันได้ แบ่งปันค่านิยมบางอย่างร่วมกัน ประชาธิปไตยเรื่องของความคิด ความคิดเป็นแกนของ ประชาธิปไตยครับท่านประธาน ท่านผู้นี้ที่รัฐบาลเชื่อถือที่สุดก็คือท่าน โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้กล่าวไปเมื่อไม่นานนี้ ท่านประธานครับ สิ่งนี้ก็ทําให้เห็นว่าการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ใช่คําตัดสิน ผมเห็นด้วยกับ ท่านประธานกรรมาธิการที่พยายามพูดแล้วพูดอีกบอกว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กับประชาชน มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ กระผมขอเรียนครับ ไม่ใช่ หมายความว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้เป็นการเปลี่ยนการเลือกตั้งเดิม เปลี่ยนที่มาของ ส.ว. เดิม ซึ่งปัจจุบันนี้มี ส.ว. เลือกตั้งอยู่แล้ว เปลี่ยนเป็นให้มีแต่ ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด เพราะว่าการที่มี ส.ว. เลือกตั้งอยู่แล้วกึ่งหนึ่ง แล้วก็ให้มี ส.ว. สรรหากึ่งหนึ่งนั้น เป็นเหตุผลที่ผมได้อ่านไปเมื่อสักครู่ ก็คือให้มีคนกลุ่มใหญ่อยู่ แล้วก็ให้มีคนจากกลุ่มน้อย คือจากสาขาอาชีพได้มีที่ยืนอยู่ในวุฒิสภาเพื่อเกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน มันจะเป็น หลักการที่ดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตย แต่ท่านประธานกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตทักท้วงท่าน มีคราวหนึ่งท่านบอกว่า ดังนั้น ตามหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ส.ว. โดยตรงนั้นเป็นการให้ ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผมขอเรียนว่า ไม่ใช่ ในข้อนี้หลักการนี้ถ้าจะยกตัวอย่างให้ชัดเจนแล้วมันต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ที่ท่านจะแก้กันนั้น คือประชาชนเขาฟ้องโดยตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ แสดงว่าเขามีบทบาท มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แต่กําลัง ไปแก้ไขเพื่อให้ตัดสิทธิเขาไม่ให้ศาลรับโดยตรง แต่ต้องไปอัยการ อันนี้ถึงค่อยเข้าหลักการนี้ ผมอาจจะเลี้ยวออกไปนิดหนึ่งเพื่อให้ท่านประธานกรรมาธิการ ผมฟังท่านชี้แจงในที่ประชุม แห่งนี้ ผมก็ด้วยความเป็นห่วงก็เลยขออนุญาตนําเสนอท่านประธานกรรมาธิการว่า ผมเห็นว่าหลักการเจตนารมณ์ในส่วนนี้เป็นเรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่า ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดแล้วจะเป็นการส่งเสริมในส่วนนี้ เดี๋ยวผมขออนุญาตเพราะผมไม่ได้พูดมา หลายมาตรา เชื่อว่านะครับท่านประธาน ในเหตุผลที่ผมยกมาเมื่อกี้จนสอดคล้องกับ ในปัจจุบันผมว่าการอภิปรายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายนั้นประชาชนจะตื่นรู้นะครับ จะรับรู้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ส.ว. คืออะไร ทําหน้าที่อะไร แต่ว่าเมื่อเราอภิปราย เราเปิดเผย ประเด็น คุยกันต่าง ๆ ในที่ประชุมแห่งนี้ใช้เวลาอย่างมากมาย ผมเชื่อว่าประชาชนรู้มากขึ้น แล้วครับ ผมเชื่อว่าต่อไปในอนาคตซึ่งไม่ทราบอีกนานเท่าไร อาจจะไม่มีทั้ง ส.ว. ที่มารูปแบบ ส.ส. อย่างที่ท่านกําลังจะแก้ ทั้งหมดอาจจะไม่มีครับ แล้วก็อาจจะไม่มีรูปแบบ ส.ว. สรรหา จากวิชาชีพที่ท่านกล่าวมาเมื่อกี้ท่านกล่าวหาอยู่นั้นก็อาจจะไม่มีเหมือนกันในระบบปัจจุบัน แต่ในอนาคตอาจจะกลายเป็น ส.ว. ทั้งหมดต้องมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมที่มาจาก สาขาวิชาชีพเพื่อให้เป็นตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่งให้เขามีจุดยืนอยู่ในวุฒิสภาเพื่อจะถ่วงดุลกับ สภาผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่าในอนาคตจะเป็นอย่างนี้

ท่านประธานครับ ดังนั้นในประเด็นต่อมาในส่วนที่เหลือผมอยากจะขอ ท่านประธานพูดถึงในส่วนหนึ่งว่า สุดท้ายประชาชนที่รับชมอยู่ทางบ้าน ผมอยากตอกย้ํา ให้ประชาชนรับทราบว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่เราพิจารณามาตลอดนั้นไม่ใช่ว่า ส.ว. ไม่มี ส.ว. เลือกตั้งอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ ส.ว. เลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีไว้ให้แล้ว มีไว้ให้กึ่งหนึ่ง จังหวัดละคน แต่ที่ท่านกําลังแก้ก็คือให้ทั้งหมดทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมาจาก การเลือกตั้งแล้วเพิ่มจํานวนขึ้นเป็น ๒๐๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มาจากสมัยปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ที่สภาสมัยนั้นมาจาก ส.ว. เลือกตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วสภาในขณะนั้นจํานวน ส.ว. ก็ ๒๐๐ คน สอดคล้องที่กําลังแก้อยู่ปัจจุบัน จึงอยากให้ประชาชนรับทราบด้วยว่า อย่าไปคิดว่า ส.ว. เลือกตั้งเทียบกับ ส.ว. สรรหาอะไร ดีกว่ากัน มันไม่ใช่ประเด็นนี้ ประเด็นก็คือสมาชิกวุฒิสภานั้น จําเป็นที่จะต้องมีความ หลากหลายทั้ง ส.ว. เลือกตั้ง ทั้ง ส.ว. สรรหามีการถ่วงดุลซึ่งกันและกันจึงจะเกิด ประสิทธิภาพประสิทธิผล เพราะว่าวุฒิสภาไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร แต่ในเมื่อหลักการ และเหตุผลของท่านต้องการเปลี่ยนให้วุฒิสภาเป็นสภาผู้แทนราษฎร มันก็จําเป็นแล้วครับ ที่ท่านต้องไปอย่างนี้ สุดท้ายครับ ท่านประธานรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ทั้ง ส.ส. ส.ว. ทั้งหมดที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ก็ล้วนแล้วแต่ปฏิญาณตนในที่ประชุมอยู่แล้วว่า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกประการ อันนี้เป็นประเด็นไว้นะครับ ต่อมายังบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ด้วย ส.ส. ทั้งหมดที่ทําหน้าที่อยู่ในนี้ ส.ว. ทั้งหมดจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมฝากให้ประชาชนท่านดูก็แล้วกันครับ ตลอดเวลา หลาย ๆ วันนั้น ส.ส. ส.ว. ท่านใดปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกประการ หรือกลับกลายเป็นเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ก็แก้มันแต่รัฐธรรมนูญนั่นละครับ แล้วสุดท้ายก็ยังมี ส.ว. ส.ส. ท่านใดปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านดูก็แล้วกันครับ สุดท้ายไว้สําหรับท่านประธานวุฒิสภาโดยเฉพาะ สําหรับท่านนั้นผมต้องขออนุญาตรบกวน ท่านนิดเดียว ก็คือผมรู้สึกหนักใจกับการทําหน้าที่ของท่านมาก เพราะเมื่อสักครู่ผมได้ อภิปรายไปแล้วว่า ท่านเป็นประธานวุฒิสภา ท่านมาพิจารณาในฐานะรองประธานรัฐสภา ท่านนั่งเป็นประธานในที่ประชุมแห่งนี้ เรื่องที่กําลังพิจารณาอยู่ก็เป็นเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อให้ท่านได้ดํารงตําแหน่งประธานวุฒิสภาต่อ ท่านได้ไปลง ส.ว. ต่อเพื่อกลับมา เป็นประธานวุฒิสภาต่อ โดยปกติแล้วนะครับ ไม่ว่าที่ไหนถ้ามีการประชุมคณะกรรมการ ขึ้นมา แล้วบุคคลใดมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนั้น ๆ เขาจะต้องไม่อยู่ในห้องประชุม แต่ท่านประธานท่านนอกจากไม่อยู่ในห้องประชุมแล้ว ท่านยังเป็นผู้ดําเนินการประชุม เสียเองด้วย ผมก็เลยรู้สึกหนักใจแล้วก็เป็นห่วงเยาวชนว่าเขาอาจจะได้ตัวอย่างที่ไม่ดี

สุดท้ายครับ สุดท้ายจริง ๆ ทีนี้ ส.ว. ที่มาแบบ ส.ส. ถ้ามาแบบ ส.ส. นะครับ ต่อไปท่านประธานในวุฒิสภาเราก็จะได้เห็น ส.ว. คนหนึ่งเอารองเท้ามาวางไว้บนโต๊ะ ในที่ประชุมวุฒิสภา อย่าลืมนะครับ เราจะได้เห็น ส.ว. คนหนึ่งเอารองเท้ามาวางไว้บนโต๊ะ ในที่ประชุมวุฒิสภาเหมือน ส.ส. คนหนึ่งมาไว้ในสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับที่ได้อภิปราย และเตือนสติไว้นะครับ ขอบคุณมากนะครับ อย่างนี้ครับ ผมขอเปลี่ยนคิวหน่อยเพราะว่า เนื่องจากมี ส.ว. ถอนตัวเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นตั้งท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ คนสุดท้าย นะครับ แล้วพอไปท่านวรงค์ พอท่านวรงค์เสร็จผมขอเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ๑ คน ส.ว. ๒ คน มันจะได้ไปด้วยกันได้นะครับ เดี๋ยว พลเรือเอก สุรศักดิ์ เสร็จไปคุณหมอวรงค์ หมอวรงค์เสร็จ มา ท่านสมชาย แสวงการ แล้วท่านประสงค์ นุรักษ์ เสร็จแล้วกลับไปที่ท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ นะครับ แล้วต่อไปก็จะเข้า ๒ : ๑ อย่างนี้ตลอดมันก็จะได้ทําให้ไปพร้อมกันได้ ไม่มีตกค้างนะครับ เชิญท่านพลเรือเอก สุรศักดิ์ ท่านอยู่ไหมครับ เชิญครับ เสร็จแล้วจะได้ให้ ท่านหมอวรงค์ครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมได้ขอแปรญัตติและสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๘ ไว้ ในมาตรา ๘ กรรมาธิการได้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน ข้อความที่กรรมาธิการได้เสนอก็คือ มาตรา ๑๒๐ เมื่อตําแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา ให้มีการ เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ตําแหน่งนั้นว่างลง เว้นแต่วาระ ของวุฒิสภาจะเหลือไม่ถึง ๑๘๐ วัน จะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามา แทนที่ให้อยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่ กระผมไม่เห็นด้วยกับ คําแปรญัตติของคณะกรรมาธิการ เพราะยังมีข้อความไม่ชัดเจน ไม่กระชับ ไม่ยึดโยงกับ มาตราอื่นที่สําคัญของรัฐธรรมนูญ ผมจึงขอแปรญัตติในมาตรา ๑๒๐ เป็นดังนี้นะครับ มาตรา ๑๒๐ เมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุใดตามมาตรา ๑๑๙ ให้นํา บทบัญญัติตามมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาใช้บังคับกับ การเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในกรณีดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามาแทน ตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของ สมาชิกวุฒิสภาที่ว่างลงจะเหลือไม่ถึง ๑๘๐ วัน จะไม่ดําเนินการเลือกตั้งหรือการสรรหาก็ได้ ท่านกรรมาธิการก็อาจจะต่อว่าผมว่าเขาโหวตไม่รับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาแล้ว ก็ขัดหลักการ ผมก็ขออนุญาตแย้งด้วยความบริสุทธิ์ใจนะครับว่า กรรมาธิการได้แก้ไข ขัดหลักการมากกว่าผมเยอะ เพราะฉะนั้นผมก็ขอใช้สิทธิอธิบาย เพื่อพี่น้องประชาชนซึ่งท่าน มีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ท่านจะต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการที่จะ กาบัตรว่าท่านจะไว้วางใจผู้ใดให้เข้ามาทําหน้าที่ในรัฐสภา

ประเด็นแรกที่ผมอยากจะขอชี้แจงก็คือว่าร่างที่กรรมาธิการแก้ไขได้กําหนด ข้อความซึ่งหลวมนะครับ คือใช้คําว่าเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามวาระ มันไม่ได้ไป เชื่อมโยงกับ มาตรา ๑๑๙ ถ้าเผื่อท่านประธานดูในมาตรา ๑๑๙ ในวาระที่สมาชิกภาพของ สมาชิกวุฒิสภาจะสิ้นสุดลง มีอยู่หลายข้อ

๑. ถึงคราวออกตามวาระ อันนี้ท่านยกเว้นนะครับ

๒. ตาย

๓. ลาออก

๔. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๕

๕. กระทําการอันต้องห้ามตามมาตรา ๑๑๖ มาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๖๖

๖. วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตําแหน่งหรือ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๙๑ หรือศาลฎีกามีคําสั่ง ตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสอง หรือมาตรา ๒๔๐ วรรคสาม ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าสิ้นสุด สมาชิกภาพนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติหรือศาลมีคําวินิจฉัยหรือมีคําสั่ง แล้วแต่กรณี

๗. ขาดประชุมเกินจํานวนหนึ่งในสี่ของจํานวนวันประชุมในสมัยประชุม ที่มีกําหนดเวลาไม่น้อยว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากประธานวุฒิสภา

๘. ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือความผิด ฐานหมิ่นประมาท

ท่านประธานจะเห็นว่าในมาตรา ๑๑๙ ที่กรรมาธิการไม่ได้อ้างถึงนี้ มันมี ประเด็นซึ่งผู้ที่จะต้องออกไปหรือเสียประโยชน์เอามาโต้แย้งจะทําให้การบังคับใช้ มาตรา ๑๒๐ ตามที่กรรมาธิการแก้ไขนั้นมีปัญหา

ประเด็นที่ ๒ ครับ เมื่อวานผมก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นี่นะครับ อายุของวุฒิสภาจะไม่ถูกจํากัดนะครับ สมาชิกวุฒิสภานี่นะครับจํากัดได้ วาระคราวละ ๖ ปี แต่ของวุฒิสภานั้นจํากัดไม่ได้ครับ เพราะว่าผมก็เรียนไปแล้วเมื่อวานว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙ เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ในวรรคสุดท้ายเขาเขียนไว้ชัดนะครับว่า ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือ สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบให้วุฒิสภาทําหน้าที่รัฐสภาในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ทั้งหมดนี้ก็คือนัยที่บอกว่าเราจะไปกําหนดอายุวุฒิสภาไม่ได้ เพราะว่าไม่ใช่สมาชิก ท่านต้องแยกตรงนี้ครับ ท่านกรรมาธิการครับ ท่านอย่าเหมารวมหรือว่าตอบชี้แจง อย่างง่าย ๆ มั่ว ๆ นะครับว่ามันไม่มีโอกาสจะเกิดพร้อมกันหรอก ท่านไปคาดอย่างนั้น ไม่ได้ครับ จริงอยู่ถึงแม้นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีวาระ ๔ ปี สมาชิกวุฒิสภาจะมีวาระ ๖ ปี ท่านอย่านึกว่ามันจะเกิดพร้อมกันไม่ได้ครับ อาจเป็นช่องว่างนะครับ พวกที่เขายกร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาได้คํานึงถึงเรียบร้อยแล้วเขาถึงได้ปิดช่องตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้น การที่ท่านไปแก้อย่างนี้ผมเห็นว่าเป็นการแก้ซึ่งขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญอย่างให้อภัย ไม่ได้นะครับ แล้วก็น่าจะถูกตัดสินให้ยุบพรรคด้วยครับ ถ้าสมมุติว่าเป็นมติพรรคที่แก้มา ลักษณะนี้นะครับ ท่านประธานครับ หลายท่านก็ได้ชี้แจงผ่านว่าที่ทําสิ่งนี้เป็นการคืนสิทธิ ในการเลือกตั้งให้แก่พี่น้องประชาชน เป็นสิ่งซึ่งเป็นประเสริฐสุดนะครับ ผมก็ขอเรียน ท่านประธานว่าผมได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจจํานวนผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งและมาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภานะครับ เมื่อวานผมพูดสั้น ๆ ไปทีนะครับ เพราะผมกลัวว่าเวลาจะไม่ทัน วันนี้ผมมีเวลาเนื่องจากว่ามีผู้อภิปรายไม่มากนะครับ ในปี ๒๕๔๓ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภามีจํานวน ๔๒,๕๕๗,๕๘๓ คน ปี ๒๕๔๓ นะครับ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๓๐,๕๙๓,๒๕๙ คน คิดเป็น ๗๑.๘๙ เปอร์เซ็นต์ คราวนี้ท่านประธานดูต่อไปนะครับ ในปี ๒๕๔๙ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจํานวน ๔๔,๙๙๒,๐๘๗ คน มีผู้มาใช้สิทธิ เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเพียง ๒๘,๒๐๗,๖๕๙ คน คิดเป็น ๖๒.๖๙ เปอร์เซ็นต์ ลดลงครับ ในปี ๒๕๕๑ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามีจํานวน ๔๔,๙๑๑,๒๕๔ คน มีผู้มาเลือกตั้ง เพียง ๒๔,๙๘๑,๒๔๗ คน คิดเป็น ๕๕.๖๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นสถิตินะครับ ท่านกรรมาธิการ ไปตรวจสอบได้ ผมไม่ได้นําข้อมูลเท็จหรือข้อมูลซึ่งไม่ชัดเจนมาเสนอต่อที่ประชุมและให้ พี่น้องประชาชนรับทราบ การที่ลดลงอันนี้นี่นะครับ คณะกรรมาธิการอาจจะชี้แจงว่าเขาเบื่อ การปฏิวัติ เขาเบื่ออะไรต่าง ๆ ท่านก็ชี้แจงไป เพราะว่าการปฏิวัติในประเทศไทยหลายครั้ง มันมีดอกไม้ไปให้คนที่อยู่บนรถถัง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อสมมุติว่าเราไม่แก้ที่ต้นเหตุเรื่องนี้ไม่จบ นะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านอ้างว่าการให้พี่น้องประชาชนได้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นสิทธิที่พี่น้องประชาชนถูกลิดรอนไป ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการจะต้องมีความเป็นธรรม ในใจนะครับ อย่าไปอยู่ในความครอบงําของท่านผู้ใดอยู่ในอาณัติผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าการลดลงอันนี้ท่านประธานก็คงทราบใช่ไหมครับ ในที่ห่างไกลนั้นพี่น้องประชาชน ซึ่งหาเช้ากินค่ําเขาไม่สะดวกนักหรอกครับที่จะต้องเดินทางอะไรมาต่าง ๆ นะครับ และสิ่งที่ ชัดเจนที่สุดคือมันมีการสํารวจความคิดเห็นครับ ว่าเลือกตั้ง ส.ว. ชุดใหม่ประชาชนรู้เท่าทัน แค่ไหน สํารวจโดยน่าจะเป็นเอแบค โพลล์ (Abac poll) เมื่อวันพุธที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ เขาสํารวจในประเด็นต่อไปนี้นะครับว่าความตั้งใจที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว พร้อมทั้งเหตุผลในการไปเลือกตั้งและไม่ไปเลือกตั้ง ประเด็นที่ ๒ สํารวจความรู้ความเข้าใจกับบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อใช้เป็น แนวทางในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ข้อ ๓ เกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ข้อ ๔ ความ พึงพอใจต่อการทํางานของสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่กําลังจะหมดวาระลง ข้อ ๕ ความ คาดหมายต่อภาพรวมของสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ที่จะได้รับจากการเลือกตั้ง ข้อ ๖ ความ คาดหวังในผลงานของสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ ข้อ ๗ ความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผลสํารวจเป็นที่น่าสนใจท่านประธานครับ ต่อคําถามที่ ๑ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งร้อยละ ๘๓.๗ ระบุว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันพุธที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ ที่จะถึงนี้นะครับ ให้เหตุผลว่าเป็นหน้าที่ไปใช้สิทธิตามกฎหมายก็คิดเฉลี่ย ลงไปก็ประมาณร้อยละ ๗๓.๒ เปอร์เซ็นต์ของ ๘๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ไปเพราะต้องการเลือกคนดี มาเป็น ส.ว. และ ส.ว. มีความสําคัญต่อบ้านเมืองเพียงร้อยละ ๑๓.๗ ของ ๘๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ของผู้ที่ไปใช้สิทธินะครับ ไปเพราะหน่วยเลือกตั้งอยู่ใกล้บ้านเดินทางสะดวกร้อยละ ๓๕ ไปเพราะกลัวถูกตัดสิทธิร้อยละ ๒.๔ และไม่ระบุเหตุผลร้อยละ ๗.๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ร้อยละ ๕.๔ ระบุว่าจะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยจํานวนนี้ให้เหตุผลว่าไม่ว่าง ต้องทํางาน ติดธุระก็ร้อยละ ๕๗.๔ เปอร์เซ็นต์ของ ๘๓.๗ เปอร์เซ็นต์ที่ว่านะครับ อีกร้อยละ ๑๐.๙ ระบุว่าไม่แน่ใจนะครับ เพราะว่าวันที่เลือกตั้งนั้นอาจจะติดธุระนะครับ ต่อไปประเด็นที่ ๒ ที่เขาสํารวจมานะครับ ในส่วนของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสมาชิก วุฒิสภา สําหรับใช้เป็นแนวทางในการเลือกผู้สมัคร ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ร้อยละ ๖๓.๖ ระบุว่ายังมีความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอท่านประธานครับ ร้อยละ ๓๖.๔ เท่านั้นที่ระบุว่า มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ คือมีความรู้และความเข้าใจไม่เพียงพอร้อยละ ๖๓.๖ แล้วประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะท่านกรรมาธิการอ้างตลอดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งประเสริฐสุด ที่ท่านจะทําให้บ้านเมืองนี้เจริญรุ่งเรือง ท่านจะต้องไปทําการสํารวจเช่นนี้อีกครั้งหนึ่ง แล้วนําข้อมูลซึ่งทันสมัยมาถ้าเผื่อท่านรักชาติ รักบ้าน รักเมืองนะครับ ข้อ ๓ คําถามว่า ในการตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาครั้งนี้จะเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติใด เป็นหลัก พบว่าอันดับแรกร้อยละ ๔๖.๓ จะเลือกผู้ที่เข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่ ร้อยละ ๑๖.๓ จะเลือกผู้ที่เข้าใจปัญหาประชาชนในพื้นที่ หน้าที่ตรงนี้ความจริงเป็นหน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราได้กระจายอํานาจ ลงไปแล้ว แต่การกระจายอํานาจนั้นยังทําไม่สมบูรณ์ งบประมาณที่จัดลงไปไม่สมบูรณ์ ท่านก็เลยไปทําในสิ่งซึ่งมันผิดฝาผิดตัว ๑ ประเทศ ๒ ระบบเหมือนท่านที่เกิดอยู่ในขณะนี้ เรื่องกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องนายก อบจ. เรื่องผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งหมดมันทําให้เกิดเสียทั้ง งบประมาณและเสียทั้งประสิทธิผลในการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อถามความพึงพอใจ ของสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันคือชุดก่อนปี ๒๕๔๙ พบว่ามีเพียงร้อยละ ๑๖.๔ เท่านั้นที่ระบุ ว่าพอใจ ร้อยละ ๒๕.๗ ระบุว่าไม่พอใจ ในส่วนของความคาดหมายต่อภาพรวมของสมาชิก วุฒิสภาชุดใหม่ก็มีร้อยละ ๔๘.๕ เชื่อว่าจะไม่แตกต่างไปจากสมาชิกวุฒิสภาชุดเดิม โดยให้ เหตุผลว่ากฎหมายเดิม ระบบเดิมใครมาเป็นก็ไม่ต่างกัน ผู้สมัครส่วนใหญ่ยังคงใช้ฐานเสียง ของพรรคการเมืองเหมือนเดิม ผมอ่านซ้ํานะครับท่านกรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ ประชาชนเขาสํารวจมาแล้วเขาให้เหตุผลว่า กฎหมายเดิม ระบบเดิม ใครมาเป็นก็ไม่ต่างกัน ผู้สมัครส่วนใหญ่ยังคงใช้ฐานเสียงของพรรคการเมืองเหมือนเดิม คนดีหายากส่วนมากมักจะทํา เพื่อตัวเอง คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเลือก ส.ว. ไปทําไม คาดว่า ส.ว. ชุดเดิมน่าจะใช้ได้ และผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นญาติและพวกพ้องของ ส.ว. ชุดเดิม

อีกประเด็นหนึ่งท่านประธานครับ เขาไปสํารวจว่าความมั่นใจในความเป็น อิสระของ ส.ว. ชุดใหม่ พบว่ามีประชาชนเพียงร้อยละ ๓๓.๙ ที่มั่นใจว่า ส.ว. ชุดใหม่จะเป็น อิสระไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมือง ในขณะที่ส่วนใหญ่คือร้อยละ ๖๖.๑ ไม่มั่นใจ อีกข้อหนึ่ง ผลงานที่คาดหวังว่าจะเห็นจาก ส.ว. ชุดใหม่พบว่าเป็นความคาดหวัง ในผลงานที่ตรงตามบทบาทหน้าที่ของ ส.ว. เพียงร้อยละ ๑๕.๘ ใน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕.๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะครับที่คาดหวังว่า ส.ว. ชุดที่จะเลือกเข้าไปใหม่จะทําตามหน้าที่นี้ อันนี้มันเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมก็กราบเรียน ท่านประธานไปหลายครั้งแล้วบอกให้กรรมาธิการชี้ว่าพวกผมอยู่มา ๕ ปีกว่า มันทําอะไรที่ เลวร้ายไปกว่านี้ไหม หรือว่าทําสิ่งที่ดีกว่า ก่อนที่ท่านจะไปอนุโลมแล้วก็ไปสรุปก็ต้องเลิกเสีย สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา หรือว่าเลือกตั้งโดยทางอ้อม

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ขอประโทษผู้อภิปรายนิดเดียวครับ ผมไม่อยากให้ การอภิปรายมันเกิดความลักลั่นกัน ถ้าเป็น ส.ส. ฝ่ายประชาธิปัตย์ เราจะจับจ้องไม่ได้ครับ ส.ว. ก็ให้ความเสมอภาคกัน ท่านประธานครับขอความกรุณาท่านประธานดูหน้า ๑๔๔ นะครับ ท่านผู้อภิปรายสงวนไว้ว่าจริง ๆ สงวนไว้ในเรื่องของการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาด้วย ซึ่งอภิปรายไม่ได้แล้วในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ตามผมก็คิดว่าท่านอภิปรายเถอะครับ แต่ขอดู เถอะครับมันไม่ได้เข้าประเด็นในสิ่งที่ท่านแปรญัตติไว้เลย ผมไม่อยากให้เวลามันถูกใช้ไป อย่างไม่มีประสิทธิภาพ พอสุดท้ายแล้วเราก็เร่ง ๆ กัน มีคนอภิปรายอีกหลาย ๆ คน เขาจะ ได้อภิปรายกันได้เยอะ ๆ ครับ แล้วก็ถูกต่อว่าต่อขานกันว่า ปิดคนนั้น ไม่ให้คนนั้นพูด ปิดอภิปราย ผมอยากให้ท่านอภิปรายเต็มที่แต่ผมอยากให้เข้าสู่ประเด็นตามข้อบังคับ เท่านั้นเองครับ ขอประทานโทษนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ ช่วยดูด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ที่จริงผมเพิ่ง ขึ้นมานั่งทําหน้าที่นะครับ ผมก็ไม่อยากพอมานั่งแล้วก็มาขัดจังหวะสมาชิกเลย ผมก็รอ ให้มีคนประท้วงนะครับ ก็ขอบคุณท่านสุนัยขึ้นมาช่วยนะครับ ก็ขอความร่วมมือครับ ขอให้ กระชับและเข้าประเด็นครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ อันนี้อยู่ในประเด็นซึ่งกรรมาธิการแก้ ผมพูดเรื่องการสรรหาไม่มากเท่าไร พูดตามสิทธิ ที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ระบบที่มันใช้ได้นะครับ ผมก็กราบเรียนท่านประธานตั้งแต่ต้นแล้วว่า ร่างของกรรมาธิการขัดหลักการมากกว่าผม เพราะฉะนั้นผมไม่ไปตรงนั้นแล้วนะครับ คือในมาตรา ๑๒๐ ท่านกรรมาธิการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านใช้เวลามา ๑๗ นาที ก็พอสมควรครับ ผมว่าใช้เวลาอีกสักเล็กน้อยครับก็น่าจะพอแล้วนะครับ ขอกระชับ เข้าประเด็นเถอะครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ได้ครับ ท่านประธานครับ ก็โดยสรุปนะครับท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงตลอดนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ควรจะแก้ได้ รัฐบาลที่แล้วก็แก้มา ๒ มาตรา ทําไมเที่ยวนี้มันเป็นอะไรกันนักกันหนาถึงแก้ ไม่ได้ อย่าลืมว่าการแก้ครั้งนี้ของกรรมาธิการนะครับ มันส่งผลกระทบต่อบ้านเมืองมาก ส.ว. ผมไม่พูดซ้ําแล้วว่าหน้าที่ต้องทําอะไรบ้าง ต้องเป็นกลาง เป็นอะไรบ้างนะครับ ที่เขา ๖ ปี แล้วให้เว้นวรรค ไม่ได้ให้เว้นไปตลอดชีวิตนะครับ เขาให้เว้นเพียงแค่ ๒ ปี ปกติในการ เลือกตั้งวาระหนึ่งต้องมีแค่ ๔ ปีเท่านั้นเอง อันนี้ท่านก็โหวตโดยใช้เสียงข้างมากไปโหวต ๖ ปี ซึ่งไม่มีมาตรฐานโลกที่ไหนเขาทํากันนะครับ ท่านประธานครับ ผมท้าว่าถ้าเผื่อท่านกรรมาธิการไม่อยากให้ผมพูดมาก ทําไมท่านไม่ไปทํา ประชามติ ๑๔ ล้านเสียงที่ลงประชามติมานี้เขาเห็นชอบในสิ่งที่มีอยู่อย่างเดิม เห็นชอบ รัฐธรรมนูญฉบับเดิม ท่านไม่มีสิทธิที่จะไปแก้ในสิ่งซึ่ง ๑๔ ล้านเสียงได้ลงมติมาแล้ว สิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ถ้าเผื่อวันใดที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าสิ่งที่ท่านทํานั้น ขัดรัฐธรรมนูญนะครับ ขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาว่าอย่าให้มีม็อบไปกดดันศาล ไปทําให้ บ้านป่าเมืองเถื่อน สรุปครับท่านประธาน ขอให้ท่านกรรมาธิการถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้กลับไปทําใหม่ทั้งหมด ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญ ท่านเกียรติศักดิ์ ส่องแสง ครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ อําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมได้สงวนคําแปรญัตติต่อกฎหมาย ฉบับนี้ไว้ทุกมาตรานะครับ เนื่องจากว่าเป็นกฎหมายสําคัญ ทุกครั้งที่ผมอภิปรายกฎหมาย ผมก็จะกราบเรียนอยู่เสมอว่าเป็นโอกาสอันดี เนื่องจากว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่จะได้มาซึ่ง ส.ว. ผู้ซึ่งจะให้กําเนิดสิ่งสําคัญ ๆ หลายประการต่อเนื่องจาก การได้ ส.ว. ๒๐๐ คน จริง ๆ แล้วประเด็นที่สําคัญ ๆ ของกฎหมายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้นั้นมันอยู่ใน มาตรา ๓ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ นะครับ คือถ้าหากว่าเราเสียเวลา ในการอภิปรายใน มาตรา ๓ มาตรา ๕ และ มาตรา ๖ เราจะได้ประโยชน์จากการพิจารณา กฎหมายฉบับนี้มากนะครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเกียรติศักดิ์ครับ มาตรา ๘ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ประเด็นมันคือ ถ้าเอาวุฒิสภาว่างลงก็ให้มีการเลือกตั้งซ่อม ภายใน ๔๕ วัน ยกเว้นระยะเวลาที่เหลือ เหลือไม่ถึง ๑๘๐ วัน ประเด็นมีทั้งหมดเท่านี้ นะครับ แล้วท่านแปรญัตติตัด มาตรา ๘ ออกทั้งหมด เพราะฉะนั้นประเด็นของท่านคือ มีเหตุผลอย่างไรที่ไม่เห็นด้วยเท่านั้นเองครับ ไม่เห็นด้วยว่าต้องมีเลือกตั้งซ่อมภายใน ๔๕ วัน ยกเว้นเหลือไม่ถึง ๑๘๐ วันไม่ต้องเลือก ประเด็นของท่านมีอยู่ตรงนี้ ถ้าจะกรุณานะครับ ขอให้เข้าประเด็นนะครับ อาจจะเกริ่นนําได้อีกเล็กน้อยสักนาทีหนึ่ง แล้วก็เข้าสู่ประเด็นตรงนี้ เลยนะครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

กราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาครับ ผมขออย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ ผมขอใช้เวลา ๕ นาทีในการอภิปรายนะครับ ขอเวลา ๕ นาทีเท่านั้นคงไม่เกินจากนี้ไปแน่นอนนะครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

๕ นาที แต่อย่าพาดพิง ให้เสียหายนะครับ เชิญครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ทราบดีนะครับว่า มาตรา ๘ นี้พูดถึงว่า ถ้าสมาชิกภาพของ ส.ว. สิ้นสุดลงแล้วจะเลือกตั้งภายในกี่วัน ๆ ซึ่งตามร่างนี้เห็นบอกว่าภายใน ๔๕ วัน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมเองนั้นก็เห็นว่าไม่น่าจะมีการเลือกตั้งด้วยซ้ําไปนะครับ เนื่องจากว่ามันมีบัญชีการเลือกตั้งอยู่แล้วนะครับ เพื่อไม่ให้เสียงบประมาณในการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งซ่อม ก็คือเลื่อนคนที่มีลําดับอยู่ในคะแนนลําดับรองลงไปจากจังหวัดนั้น ๆ ขึ้นมาเป็น ส.ว. เพื่อให้ครบวาระตามที่ได้ระบุไว้ในตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ คือวันนี้เราพิจารณาประเด็นของการได้มาซึ่ง ส.ว. สมาชิกวุฒิสภาเข้ามา ในรัฐสภาแห่งนี้เป็นสภาอันทรงเกียรติ เพื่อทําหน้าที่ต่าง ๆ ที่สําคัญ ๆ เพราะฉะนั้น เราต้องการที่จะได้คนดีคนเก่งคนที่มีความสามารถเข้ามาทําหน้าที่ ๓-๔ ประการที่เราย้ํา ซ้ํากันอยู่บ่อย ๆ นะครับ แล้วถามว่าการออกแบบและการดีไซน์ (Design) การให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ทั้ง ๒๐๐ คนนั้นมันดีที่สุดพอแล้วหรือยังที่จะได้ให้คนดีคนเก่งคนที่มีสามารถเข้ามา ทําหน้าที่นั่นก็คือ ส.ว. เข้ามาแก้กฎหมายนะครับ เข้ามาทํากติกาที่ดีในการใช้เป็นมาตรฐาน ของประเทศและใช้เป็นมาตรฐานของคนในสังคมของประเทศไทยนั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ นั้น ส.ว. จะเข้ามาทําหน้าที่ในการแต่งตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ นะครับ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เกิดความเป็นกลาง องค์กรอิสระจะมีความเป็นธรรม และความกลางได้องค์กรอิสระนั้นจะต้องได้มาซึ่งความเป็นธรรมเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ ได้จาก ส.ว. ที่มาจากการคัดสรรองค์กรอิสระเหล่านั้นเป็น ส.ว. ที่ดีนั่นเอง

ประการที่ ๓ ส.ว. จะต้องทําการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ กล้าตรวจสอบ กล้าถาม กล้าทักท้วง ไม่ยอมจํานนและไม่รับใช้ประโยชน์นักการเมือง ไม่ตอบแทนพรรค การเมืองนั่นเอง เพราะฉะนั้น ส.ว. จะต้องขาดจากพรรคการเมือง

ประการที่ ๔ ส.ว. จะต้องกล้าลงมติในการปลดนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือว่ากล้าปลดนักการเมืองนั่นเองครับท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ แต่ว่าประเด็นที่มี บุพการีเข้ามาเป็น ส.ว. ได้ ลูกหรือพ่อจะกล้าปลดลูกปลดพ่อได้หรือไม่ เมื่อทําผิดกฎหมาย ในขณะที่เป็นนักการเมือง ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ สิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านว่า เป็นข้อสังเกตเอาไว้ นั่นก็คือว่าเราตรากฎหมายในครั้งนี้เราไม่ได้คํานึงถึงประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนโดยรวม ไม่ได้คํานึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ แต่เราเห็นแก่ตัวครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เราเห็นแก่ตัวตรงที่ว่าข้อห้ามบุพการี ส.ว. ให้มาสมัคร ส.ว. ได้ บุพการีหรือว่าญาติของพ่อแม่พี่น้อง พ่อแม่ พี่ ๆ น้อง ๆ ของ ส.ส. มาสมัคร ส.ว. ได้ เราตัดออกเสีย จริง ๆ แล้วกฎหมายเดิมนั้นมันมีตรงนี้อยู่เป็นข้อห้ามนะครับ ข้อห้ามไม่ให้ ส.ส. ไปสมัคร ส.ว. ท่านก็ตัดออก ตรงนี้ท่านเชื่อได้อย่างไรว่าเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งแรกของ ส.ว. ที่จะเกิดขึ้นปีหน้า ท่านเชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เกิดขึ้นอีก ท่านกล้าพนันไหมครับว่าการเลือกตั้งครั้งแรกนี้ ส.ส. จะไม่ลาออกจาก ส.ส. ไปสมัคร ส.ว. อันนี้ก็คือเป็นผลประโยชน์ของพวกเราทั้งสิ้นนะครับ ไม่ใช่ของพี่น้องประชาชนเลย กล้าเอา ตําแหน่งพนันกับผมไหมครับว่า ถ้าไม่มีการลาออกผมรับผิดชอบ ถ้ามีการลาออก ท่านรับผิดชอบ เอาไหมครับ ข้อห้ามเกี่ยวกับ ส.ว. นะครับ เป็นได้สมัยเดียว ท่านก็ตัดออกอีก นั่นก็คือหมายความว่า ส.ว. ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ที่จะหมดสภาพลงจากการเลือกตั้ง ก็จะลงไปสมัคร ส.ว. ได้อีก ทีนี้ท่านอ้างอยู่เสมอว่ากฎหมายฉบับนี้เมื่อคืนอํานาจให้กับพี่น้องประชาชน ท่านตัดสิทธิอํานาจประชาชนอยู่ ๒ กลุ่ม ใหญ่ ๆ กลุ่มที่ ๑ นั่นก็คือท่านได้กําหนดเอาไว้ว่า ผู้ที่สมัคร ส.ว. นั้น ต้องมีอายุ ๔๕ ปี ขึ้นไป ท่านประธานสภาที่เคารพครับ แล้วประชาชน ที่มีอายุ ๒๕ ปี ทุกวันนี้จบปริญญาเอกแล้วนะครับ เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแล้วนะครับ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์นะครับ นายกองค์กรของนักศึกษาเขามีประสบการณ์ทางด้าน การเมืองนะครับ วันนี้ให้เขาสมัครได้ไหมครับ ให้เขาสมัคร ส.ว. นะครับ คนอายุ ๒๕ ปีขึ้นไป ท่านไม่ได้พิจารณา ขอนิดเดียวครับท่านประธานที่เคารพครับ ข้อประเด็นสุดท้ายก็คือ คนที่จบ ป. ๔ ท่านก็ไม่ให้สิทธิลงนะครับ พี่น้องประชาชนเกษตรกรที่มีประสบการณ์จบ ป. ๔ จํานวนมากนะครับ ท่านตัดสิทธิไป ท่านอ้างอํานาจประชาธิปไตยให้แค่ประชาชน เขาไปเลือกตั้งท่านแค่นั้นหรือครับ ทําไมท่านไม่ให้สิทธิเขาเข้าไปสมัครเป็น ส.ว. บ้างล่ะครับ คนที่เก่งที่ดีที่เป็นชาวนาที่จบ ป. ๔ เยอะแยะมากมาย ควรที่จะให้เขาสมัคร ส.ว. ด้วย เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนย้อนอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าคนที่จบปริญญาเอกเป็นอาจารย์ ในมหาวิทยาลัย มีอายุ ๒๕ ปี มีมากมายนะครับ เขาสมควรที่จะเป็น ส.ว. ได้นะครับ จึงขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและท่านประธานคณะกรรมาธิการเพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ด้วยความเคารพ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประสงค์ นุรักษ์ ท่านแปรญัตติไว้ที่หน้า ๑๔๔ นะครับ ประเด็นที่ท่านแปรญัตติไว้คือเมื่อวุฒิสภาว่างลง ท่านเห็นอย่างไร แล้วควรทําอย่างไร ประเด็นของท่านมีเท่านี้ครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เอกสารที่ผมมีอยู่ในมือนี้ หน้า ๑๓๘ มาตรา ๑๑๘ ที่ผมแปรนะครับ แต่นั่นไม่ใช่สาระสําคัญนะครับท่านประธาน สาระสําคัญอยู่ตรงนี้นะครับว่า ส่วนที่ผมแปรนั้นซึ่งได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในหน้า ๑๓๘ ว่า ผมแปรจากการที่ให้มีการกําหนด วันเลือกตั้งเป็น ๓๐ วัน แทนที่จะเป็น ๔๕ วัน ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้แก้มานะครับ ผมมียืนยันในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมมีสิทธิที่จะอภิปรายเรื่องนี้ได้ ถึงแม้ว่า ทางคณะกรรมาธิการจะเห็นว่าการแปรญัตติของกระผมนั้นขัดกับหลักการ แต่ก็ขอขอบพระคุณ ไม่มีเรื่องที่จะมาโต้เถียงกันอย่างนั้นต่อไปอีกแล้ว แต่ผมยกขึ้นมาเพื่อเป็นการเตือนสติ ให้พี่น้องชาวบ้านได้มีโอกาสทราบว่าทําไมผมจึงจะต้องแปรในวันนี้นะครับ ท่านประธานครับ แต่ก่อนที่ผมจะพูดถึงประเด็นที่ผมแปรไว้เรื่องการเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ที่ว่านั้นนะครับ ผมอยากจะขอขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้งว่าที่ท่านประธานได้อนุญาตได้ให้มีการพูดถึง เรื่องทั่วไปได้สัก ๒-๓ นาที ผมใคร่จะขอถือโอกาสนี้พูดถึงครับท่านประธาน เมื่อเช้าผมได้ยก มือจนมือเย็นแล้วก็มือชาเลยที่หวังจะให้ท่านประธานของผม ท่านประธานนิคมในขณะนั้น ให้ผมพูด ซึ่งความจริงเรื่องที่ผมจะขอพูดนั้นเป็นประโยชน์อย่างมากนะครับ เป็นเรื่องที่ผม จะพูดให้ท่านประธานได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่เป็นประโยชน์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์ครับ ที่ท่าน เอ่ยถึงว่าสงวนไว้ในหน้า ๑๓๘ มันเป็นมาตราที่เราได้พิจารณาผ่านมาแล้วครับ มาตรา ๗ ตอนนี้เราอยู่ในระหว่างการพิจารณา มาตรา ๘ แล้วท่านสงวนเอาไว้ที่หน้า ๑๔๔ สงวน ในประเด็นที่วุฒิสภาว่างลงท่านเห็นอย่างไร แล้วจะทําอย่างไร ประเด็นของท่านมีเท่านี้ครับ ขอเข้าประเด็นเลยนะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ประเด็นของผมมีอย่างนี้ ท่านประธานครับ คือที่ผมแปรไว้ก็แปรนะครับ แต่ผมเวลานิดหนึ่ง ท่านให้คํามั่นกับผมไว้ เมื่อวันก่อนแล้วกับรัฐสภาแห่งนี้ด้วยซ้ําว่าจะให้เวลาสัก ๒-๓ นาทีก่อนที่จะเข้าถึงเป็น การกล่าวนําครับ ท่านประธานครับ ที่ผมจะขอกล่าวนําอย่างนี้ครับท่านประธาน คือเมื่อเช้านี้ ผมอยากจะขอนําสิ่งที่จะเป็นประโยชน์สําหรับรัฐสภาแห่งนี้ให้ท่านประธานนิคมได้ทราบ แต่ท่านไม่ให้ผมพูดแต่ไม่เป็นอะไร ขอพูดในโอกาสนี้นะครับ ท่านประธานครับว่าผมอยากจะ นําสิ่งซึ่งเป็นหัวใจของพวกเราทุกคน คือเสียงสะท้อนของประชาชนต่อการที่เรากําลังทํา หน้าที่อยู่ในขณะนี้ ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่น้องประชาชนจํานวนเป็นร้อยครับจากเมื่อวานซืน ที่ผ่านมา ผมอยากจะนํามากราบเรียนเสนอท่านประธานครับว่าพี่น้องประชาชนเขาอยากจะ ฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในประเด็นที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องหนึ่งเรื่องใด ก็ตามแต่ให้หมดสิ้นกระบวนความ เพราะประชาชนเขาอยากจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการที่จะให้แก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย ถึงแม้นว่าเขาจะไม่มีสิทธิในการที่จะลง ประชามติก็ตามแต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะนําความอันนี้ครับ ประชาชน เขาบอกผมว่าส่วนมากมีเสียงเดียวกันว่าขณะนี้ประชาชนกลายเป็นแพะไปทั่วประเทศครับ เพราะว่าถูก ส.ส. ส.ว. หลายท่านอ้างถึงประชาชนอยู่ตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงนั้น ความจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ความสําคัญของเขาไม่ได้อยู่ที่ประชาชนครับ แต่ว่า ไม่เป็นไรครับผมเรียนให้ท่านประธานทราบเท่านั้นเอง แล้วก็ในขณะที่ผมได้เรียนให้ท่าน ทราบแล้วตามความตั้งใจของพี่น้องประชาชนที่ผมได้รับการถ่ายทอดมาก็จบสิ้นแล้วครับ ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างมาก ประเด็นที่ผมจะแปรญัตติที่ผมอ้างถึงในหน้า ๑๔๔ นั้น ผมขอถือโอกาสไม่ขออภิปรายในขณะนี้ครับ เพราะว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ในการอภิปราย ต่อไปแล้ว เสียงส่วนมากย่อมชนะเสมอครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมชาย แสวงการ ครับ ท่านแปรญัตติไว้ในกลุ่มเดียวกันกับท่านประสงค์ในส่วนของ ส.ว. ถ้าว่างลง แล้วท่านเห็นอย่างไร แล้วจะทําอย่างไรนะครับ เชิญท่านครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานรัฐสภา ผม นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริงแล้วมาตรานี้ ก็ต่อเนื่องมาจากการแก้ไขของคณะกรรมาธิการตั้งแต่ มาตรา ๑-๗ ซึ่งความจริงกรรมาธิการ ก็ตัดในเรื่องของ ส.ว. สรรหาไปแล้ว แล้วก็ตัดในเรื่องที่สิทธิของสมาชิกในการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็น มาตรา ๓ มาตรา ๕ แล้วก็ มาตรา ๗ เมื่อวานก็ ส.ว. อภิปรายไปแค่ ๓ ท่าน เท่านั้น แล้วตอนนี้ก็คงไม่มีความจําเป็นต้องพูดอะไรมากครับ ท่านประธานครับ เพราะผม คิดว่าสิ่งที่กรรมาธิการแก้ไขนั้นก็ไปล้ออยู่กับสิ่งที่ท่านวางไว้เดิมในเรื่องของการให้มี การเลือกตั้ง ๔๕ วัน ซึ่งท่านอาจจะมีเหตุผลในการทําให้เหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรซึ่งให้มีเวลา ๔๕ วัน แตกต่างจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเดิม ซึ่งกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี ๒๒๕๐ นี้ ๓๐ วัน เพียงแต่ผมอยากฝากติงครับว่าในการที่จะ ไปออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ในอนาคตนั้นมีประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นหัวใจในห้วงของการเลือกตั้ง ส.ว. ที่ผ่านมา นั่นคือการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้มีการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจําเป็นครับ ถึงแม้รัฐธรรมนูญในขณะนี้ยังอนุญาตให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็เกิดปัญหาว่าในการโฆษณา หาเสียงเลือกตั้งนั้นมีประเด็นถึงแม้เราจะควบคุมงบประมาณใด ๆ ก็ตาม แต่พื้นที่ที่กว้างใหญ่ พื้นที่จังหวัดที่เป็นเขตเลือกตั้ง ถึงแม้ท่านจะแก้ในอนาคตให้มี ๓ คน ๔ คน หรือ ๑๘ คน ในกรุงเทพมหานครก็ตาม เป็นประเด็นที่ทําให้ต้องใช้งบประมาณเยอะ แล้วก็จําเป็นต้องใช้เวลา ๔๕ วัน ซึ่งผมก็เข้าใจ ว่ากรรมาธิการก็คงมีเจตนาเช่นนั้น แต่ถ้าย้อนกลับไปในเรื่องเดิมว่า วุฒิสภาไม่จําเป็นต้องมี การหาเสียงเลือกตั้ง แล้วใช้แค่การปิดประกาศ มันก็จะทําให้เกิดพฤติกรรมทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองอีกแบบหนึ่งในเรื่องของการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาทําหน้าที่ในสภา อย่างเป็นกลาง ผมฝากท่านประธานโดยไม่ได้หวังว่ากรรมาธิการจะไปแก้หรือเปลี่ยนแปลง แก้ไขใด เพียงแต่อยากฝากท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาในประเด็นที่ว่าท่านแก้ไข รัฐธรรมนูญคราวนี้ยังไม่อยู่ในจุดที่แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ท่านแก้เพียงบางส่วน แล้วทําให้เกิด ปัญหาตามมาอีกมากมาย ซึ่งผมได้กราบเรียนต่อที่ประชุมไปเมื่อวานแล้ว ว่าท่านกําลังสร้าง เสือตัวใหม่ที่มีอิทธิพล เพราะท่านไม่จํากัดวาระ แต่ท่านให้เป็นยาวนานกว่าสภาผู้แทนราษฎร เสียอีก คือเป็นได้ถึง ๖ ปี ไม่ต้องคํานึงถึงการยุบสภา แล้วก็สามารถเป็นได้ต่อเนื่อง ๕-๖ สมัย ในอนาคตถ้ามีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นอํานาจบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ที่ยังไม่ได้แก้ไขก็ตาม ยังมีบทบาทและอํานาจหน้าที่มากในการแต่งตั้งและถอดถอนองค์กร อิสระ ที่ผมได้กล่าวไปแล้วเมื่อวานว่ามีอํานาจล้นฟ้าจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้คือปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ก็ฝากเรียนเพียงแค่นี้ ส่วนท่านกรรมาธิการ และสมาชิกรัฐสภาจะโหวตอย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ผมกราบเรียนว่าท่านประธานครับ เสียงข้างมากบอกได้แต่ความแพ้ชนะ แต่ไม่สามารถบอกความถูกต้องได้ ก็ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ ครับ ท่านแปรญัตติตัด มาตรา ๘ ออกทั้งมาตรานะครับ มาตรา ๘ คือวุฒิสภา ว่างลงให้เลือกตั้งซ่อมภายใน ๔๕ วัน ยกเว้นระยะเวลาที่เหลือไม่ถึง ๑๘๐ วัน ท่านขอ ตัดออกทั้งหมดนะครับ ประเด็นของท่านอยู่ตรงนี้นะครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้สงวนคําแปรญัตติ ในร่างมาตรา ๘ ไว้ แล้วก็ได้มีโอกาสไปแถลงคําแปรญัตติกับทางกรรมาธิการ ซึ่งในชั้น การแถลงคําแปรญัตติกับชั้นกรรมาธิการนั้นกรรมาธิการก็แจ้งว่ากระผมได้แปรญัตติ ขัดหลักการ แต่ว่าท่านกรรมาธิการก็ยังให้โอกาสว่าในชั้นสภาผู้แทนราษฎรวาระ ๒ นั้น ก็ขอทางสภา ถ้าได้ให้โอกาสก็จะได้มีโอกาสได้เสนอคําแปรญัตตินั้นด้วยนะครับ ซึ่งก็ต้อง ขอขอบพระคุณท่านประธานนะครับ กระผมเองนั้นขอเท้าความนิดหนึ่งว่าในชั้นของการรับ หลักการในวาระที่หนึ่งนั้น กระผมไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้นะครับ โดยกระผมมีความระแวงใจว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มันจะไม่ดีเท่าเดิม อันนี้เป็นความเชื่อ ส่วนตัว และก็มีเหตุผลประกอบนะครับ เหตุผลที่สําคัญก็คือว่ากังวลเรื่องของความเป็นอิสระ จากพรรคการเมือง ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ก็กังวลเรื่องความเป็นกลางของ ส.ว. ที่จะ เกิดขึ้น ซึ่งกระผมก็เคยอภิปรายในมาตราก่อนหน้านี้บ้างแล้ว แล้วก็ประการที่ ๓ ก็คือ ความที่มีความแนบแน่นใกล้ชิดกับพรรคการเมืองมากเกินไป ฉะนั้นโดยหลักความอิสระ ความเป็นกลางและความปลอดจากการเมือง ก็เลยทําให้ ส.ว. ที่ในร่างที่มีการแก้ไขนี้ ในร่างที่มีการพิจารณาเสนอเข้ามาในรัฐสภาและในชั้นกรรมาธิการนั้น เมื่อได้ดูร่างที่ออกมา ในชั้นกรรมาธิการแล้ว กระผมก็กังวลอยู่เช่นเดิม ทําให้มีความไม่เห็นด้วย ซึ่งเมื่อไม่เห็นด้วยแล้ว การออกแบบร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถออกแบบได้หลายขั้นตอน เพราะฉะนั้นขั้นตอนที่ ๑ ขั้นตอนที่ ๒ ขั้นตอนที่ ๓ ในมาตราต่าง ๆ มันจึงต้องพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ ผมเองก็ หวังเสมอตั้งแต่ในร่างมาตรา ๑ จนถึงร่างมาตรา ๗ ว่ากรรมาธิการจะมีการโอนอ่อนผ่อนตาม อะลุ้มอล่วยเพื่อให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยได้ผสมความคิดร่วมออกแบบ เพื่อให้ยึดหลักอิสระ ความเป็นกลางและความปลอดการเมืองได้อย่างไรหรือไม่ ก็ยังไม่เห็นมีการแก้ไขเลย แม้กระทั่งถ้อยคําเดียว เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยผมก็เลยยึดเอาตามร่างคําสงวนคําแปรญัตติของกระผม โดยการตัดร่างมาตรา ๘ นี้ออกไป ก็กลับไปสู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๒๐ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนนะครับ เพราะหากว่าผมแก้ไขตามกรรมาธิการ แล้วกระผมก็ไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญนี้เมื่อคลอดออกไปแล้ว เมื่อมีการนําไปปฏิบัติจนเกิดผลขึ้นมาแล้ว มี ส.ว. ซึ่งเป็นผลผลิตจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ จนกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขแล้วการเมืองจะเปลี่ยนแปลงพลิกผันไปอย่างไร จนสุดที่จะคาดได้ กระผมก็ยืนยันในคําสงวนคําแปรญัตติของกระผมที่จะให้ตัดในร่าง มาตรา ๘ นี้ออกไป กลายไปเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๒๐ ซึ่งกระผมเองนั้นก็ขอฝากบันทึกไว้เป็นข้อสังเกตในสภานี้ว่าการที่กฎหมายฉบับต่อ ๆ ไป ถ้าหากว่าจะมีการรับหลักการ กระผมเองนั้นที่มีความประสงค์ที่จะอภิปรายฝากข้อสังเกต ข้อเสนอแนะในชั้นกรรมาธิการ ก็อยากจะให้สมาชิกรัฐสภาได้อธิบายให้หมดสิ้นถ้อยกระทงความ ข้อสงสัย แล้วก็จะได้ฝากกรรมาธิการเอาไปปั้นเป็นรูปแบบกฎหมายที่มีความเหมาะสม ถ้าในวาระที่หนึ่งไม่ได้มีการพูดจากันพอสมควรก็จะเกิดการแปรญัตติจํานวนมากมหาศาล แล้วในชั้นกรรมาธิการถ้าหากว่าไม่ได้ให้

(นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอ ผมว่าอย่างนี้ครับ ท่านใช้เวลาไม่มากนะครับ เดี๋ยวก็คงจบแล้ว อย่าประท้วงเลยครับ เชิญครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ฝากข้อสังเกตครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม พหล วรปัญญา จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานนิดหนึ่งครับตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เนื่องจากท่านสมาชิก ที่กําลังอภิปรายอยู่ในขณะนี้ ต้องขออภัยนะครับที่ขัดจังหวะท่าน เนื่องจากท่านไม่ได้เป็นไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ขอประธานได้โปรดพิจารณาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับคุณหมอ เอาเป็นว่าขอให้กระชับนะครับ คงใช้เวลาไม่มาก เข้าประเด็นเลยครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ความจริง ผมอภิปรายจบแล้วแต่ว่าขอฝากข้อสังเกตบันทึกไว้ในรัฐสภาเท่านั้นเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ว่าในชั้น วาระที่หนึ่งก็อยากจะให้สมาชิกได้อภิปรายจนหมดข้อสงสัยเพื่อกรรมาธิการจะได้รับเอา ข้อสังเกตทั้งหมดนั้นไปตกแต่งถ้อยคําในข้อต่าง ๆ จะได้ไม่มีการแปรญัตติจํานวนมาก และในชั้นของกรรมาธิการก็อยากจะให้กรรมาธิการที่แปรญัตตินั้นได้มีโอกาสแถลงสิ่งที่จะ เป็นข้อเสนอแนะ ข้อแก้ไข แล้วก็มีส่วนใดที่พอจะอะลุ้มอล่วยที่จะแก้ไขได้เพื่อให้กฎหมาย ฉบับนั้น ๆ เมื่อมาสู่ในวาระ ๒ เช่นวันนี้จะได้ไม่มีผู้แปรญัตติจํานวนมากมายมหาศาล ซึ่งความที่เป็นสมาชิกรัฐสภานั้นก็เป็นผู้ที่มีความเป็นผู้มีสิทธิเสรีภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในการที่จะได้อยู่ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็เมื่อสิทธิต่าง ๆ เหล่านั้นได้ถูกปิดกั้นลง มันก็จะเกิดความอึดอัดอย่างมากนะครับ เราจะเห็นว่าสภาของเรา รัฐสภาของเรานั้น ก็มีสิ่งที่ไม่สวยงามเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เหตุก็เนื่องจากว่าการที่ไม่ได้มีโอกาสได้นําเสนอ สิ่งที่เป็นข้อสงสัย เพราะพวกเรานั้นอาหารของจิตใจของเราก็คือสิทธิ เสรีภาพที่เราแสวงหา และโหยหา ถ้าหากว่าสิทธิ เสรีภาพนั้นได้ถูกนําเสนอออกไปเพื่อให้บ่งบอกความเป็นตัวตน ของสมาชิกรัฐสภาให้แก่พี่น้องประชาชนได้ทราบ ให้แก่ท่านกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติได้รับ ทราบ ส่วนท่านจะไปปั้นแต่งเป็นอย่างไร อันนั้นท่านก็คงไม่ใช่จะฟังผ่าน ๆ ก็คงจะได้นําไป บ้างละครับ เพราะฉะนั้นผมก็ฝากว่าในครั้งต่อไปซึ่งจะต้องมีกฎหมายเช่นนี้เข้ามาอีก ก็อยากจะให้สมาชิกได้อภิปรายให้สิ้นถ้อยกระทงความ แล้วก็อย่าได้เร่งรัด และอย่าได้รวบรัด คําว่าเร่งรัดหมายถึงว่าเร่งให้เสร็จภายในกี่วัน แล้วก็อย่าได้เร่งรัด แล้วอย่าได้รวบรัด คําว่า เร่งรัด หมายถึงว่าเร่งให้เสร็จภายในกี่วัน คําว่า รวบรัด ก็หมายความว่าเร่งลงมติ ซึ่งเมื่อเกิดภาพที่ไม่สวยงามเกิดขึ้นนั้น ก็อยากจะให้ พี่น้องประชาชนได้มองว่าความไม่สวยงามนั้นก็เป็นเหมือนโลกของรัฐสภา อย่าได้มองว่า ส่วนใดส่วนหนึ่งนั้นเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดภาพเช่นนั้น ทุกคนต้องรับผิดชอบในภาพเช่นนั้น ผมก็ไม่อยากจะให้เห็นเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป ขอกราบ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่าน ส.ว. วันชัย สอนศิริ ท่านสงวนไว้หน้า ๑๔๖ นะครับ ประเด็นคือสมาชิกวุฒิว่างลงท่านเห็นอย่างไร แล้วก็จะทําอย่างไร เชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติไว้ในประเด็นนี้ ในมาตรา ๑๒๐ ถ้าจะว่าไปแล้วมีสาระสําคัญสั้น ๆ เพียงนิดเดียว คือแก้เป็น ให้มี การเลือกตั้งสามสิบวัน ในกรณีที่กรรมาธิการสี่สิบห้าวัน ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่จะอภิปรายนั้นสาระสําคัญของมันอยู่ใน มาตรา ๕ และมาตรา ๗ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมก็ไม่ได้พูดไปแล้ว วันนี้ถ้าผมจะอภิปราย แล้วถอยไปสักนิดหนึ่ง ผมก็เกรงว่า ท่านสุนัยจะตําหนิผมว่าผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่รู้จักกาลเทศะ และท่านประธานก็อาจจะ ตําหนิได้ว่าคุณพูดได้แค่ ๔๕ วัน กับ ๓๐ วัน นี่คือความหนักใจอย่างยิ่งเลยครับท่านประธาน เหมือนหญิงสาวคนหนึ่ง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเขาต้องการปกป้องของสงวนเขา คือ มาตรา ๕ และมาตรา ๗ สําคัญมากครับ เขาอยากต่อสู้ และผมอยากพูดมาก ๆ เลย เตรียมมาอย่างน้อย ๒ อาทิตย์ อยากจะให้คุณสุนัยที่พูดถึงสภากิ๊กนี่ได้ฟัง แต่ผมก็มิอาจ ถอยกลับไปได้ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเหมือนหญิงสาวที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ เขากําลังต่อสู้ชีวิตเขา ร่างกายเขา โดยเฉพาะในมาตรา ๕ และมาตรา ๗ มีคนที่มีกําลัง เหนือกว่ามากัน ๕ คน ๑๐ คนปลุกปล้ําเขา เขาจะตะโกนครับท่านประธาน อยากจะบอกว่า อย่าทํา ๆ ก็ถูกอุดปาก ข่มขืน โทรมหญิง และชําเราสําเร็จเสร็จความใคร่ไปเรียบร้อยแล้ว ครับท่านประธาน วันนี้ถ้าผมจะพูดต่อไปก็เหมือนถูกข่มขืนอีกครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานจะอนุญาตสักเล็กน้อยจะเป็นพระคุณกับผมอย่างยิ่ง คือว่าถ้าจะ ดูกฎหมาย ถ้าเราเป็นนักกฎหมาย ท่านสุนัยกับผมก็เป็นนักกฎหมายมารุ่น ๆ เดียวกัน อ่านกฎหมายนี่เราอ่านมาตราเดียวไม่ได้ครับท่านประธาน และอ่านกฎหมาย อ่านท่อนเดียว ก็ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมจะเลยเถิดถอยหลังไปบ้างหวังว่าท่านประธานคงจะอนุญาต ดังที่ผมอยากจะอภิปรายมาหลายวันเกี่ยวกับเรื่องมาตราดังกล่าว แต่จะพยายามระมัดระวัง ด้วยความกระชับ ท่านอนุญาตเล็กน้อยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาสักกี่นาทีครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ให้ผมสัก ๒๐ นาที ได้ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมคงให้ไม่ได้ครับ ขอไว้ พูดนอกประเด็นถึง ๒๐ นาที เอาสัก ๕ นาทีได้ไหมครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

อย่างนั้นผมเลิกพูดเลยครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ เชิญ ท่านธนา ชีรวินิจ ท่านสงวนไว้ที่หน้า ๑๔๑ ตัดมาตรา ๘ ออกทั้งมาตรา เชิญท่านเลยครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติให้ตัดมาตรา ๘ ออกทั้งมาตรา ซึ่งกระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่าน มาตรา ๘ นี้ให้ท่านสมาชิกและท่านผู้ชมที่อยู่ทางบ้านได้รับทราบเพื่อที่จะได้ติดตาม ไปด้วยกันว่าทําไมผมถึงต้องตัดมาตรา ๘ ออก

มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา ๑๒๐ เมื่อตําแหน่งสมาชิกสภาว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจาก ถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นภายในสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่ตําแหน่งนั้นว่างลง เว้นแต่วาระของวุฒิสภาจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามาแทนที่ให้อยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าอายุ ของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

ผมได้สงวนความเห็นแล้วก็ขอตัดข้อความในมาตรา ๘ ทั้งหมด ด้วยเหตุผล ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานดังนี้ครับ

การตัดมาตรา ๘ เพราะมาตรา ๘ นั้นได้บัญญัติขัดต่อมาตรา ๒๔๐ ขัดต่อ มาตรา ๑๐ และขัดต่อมาตรา ๑๒ วรรคสอง ผมขออนุญาตท่านประธานครับ

มาตรา ๒๔๐ ในกรณีที่มีการคัดค้านว่าการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดเป็นไป โดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก่อนได้รับ การสรรหา สมาชิกวุฒิสภาผู้ใดกระทําการตามมาตรา ๒๓๘ ให้คณะกรรมการเลือกตั้ง ดําเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพลัน

เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้งได้วินิจฉัยสั่งการเป็นอย่างใดแล้ว ให้เสนอต่อ ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยโดยพลัน และให้นําความในมาตรา ๒๓๙ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับ กับการที่สมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยอนุโลม

ในกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอนการสรรหาหรือเพิกถอนสิทธิสมาชิก วุฒิสภาผู้ใดให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลฎีกามีคําสั่ง และ ให้ดําเนินการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง

ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองประธานกรรมการเลือกตั้งจะร่วม ดําเนินการหรือวินิจฉัยสั่งการมิได้ และให้คณะกรรมการเลือกตั้งมีองค์ประกอบเท่าที่มีอยู่

การคัดค้านและการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตาม ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ในมาตรา ๒๔๐ ไปโยงมาตรา ๒๓๙ ครับท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธาน อ่านมาตรา ๒๓๙

มาตรา ๒๓๙ ในกรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิก วุฒิสภา ให้คําวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด

และที่เขาอ้างอิงในมาตรา ๒๓๙ วรรคสองและวรรคสามก็คือสิ่งที่ผมจะ กราบเรียนต่อไปนี้

ในกรณีที่มีการประกาศผลเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการเลือกตั้งเห็นว่า ควรให้มี การเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภาผู้ใด ให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาได้รับคําร้องของ คณะกรรมการเลือกตั้งแล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นจะปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปไม่ได้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคําสั่งยกคําร้อง ในกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งใด หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลง

ในกรณีที่บุคคลตามวรรคสองปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้มิให้นับบุคคลดังกล่าว เข้าในจํานวนรวมของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณี

ให้นําความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสามมาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นโดยอนุโลม โดยการยื่นคําร้องต่อศาลตามวรรคสอง ให้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ และให้คําสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด

ท่านประธานที่เคารพ นอกจากนั้นไปขัดมาตรา ๑๒ วรรคสองครับ ท่านประธาน นอกจากนั้นในร่างที่มีเสนอขอแก้ไขนั้นท่านประธาน ผมจะอ่านไปทีเดียว นะครับเพื่อให้สมาชิกและผู้ชมทางบ้านได้รับทราบไปในคราวเดียวกัน ร่างที่มีการพิจารณา อยู่ในขณะนี้ในมาตรา ๑๐ ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้ดําเนินการแก้ไข ระบุไว้อย่างนี้ครับ ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังคงมีสมาชิกภาพ และปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่ง ว่างลง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดย รัฐธรรมนูญนี้ไม่ต้องดําเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาวุฒิสมาชิกขึ้นใหม่แทนที่ว่าง ท่านเห็น ไหมครับ มาตรา ๑๐ บอกว่าให้สมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติสมาชิก วุฒิสภา แต่ในมาตรา ๑๒ ซึ่งขัดต่อมาตรา ๘ ที่ขอตัดออกทั้งหมดนั้นก็ได้มีข้อความที่ ขัดกันอีกครับท่านประธาน

มาตรา ๑๒ เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา สภาครั้งแรกซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑ ให้สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดสมาชิกภาพในวันที่สมาชิกวุฒิสภา

(นายสุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายสุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตไม่ประท้วงผู้อภิปรายนะครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ขอให้ท่านประธานได้ควบคุมการประชุม แล้วก็ให้เป็นไป ตามมาตรา ๕ และมาตรา ๙๙ ของข้อบังคับการประชุมนะครับ แล้วก็ผมได้รับโทรศัพท์จาก พี่น้องประชาชนว่าไม่ต้องมาอ่านให้ฟัง ให้พูดเข้าประเด็นเลยครับท่านประธาน ขอท่านประธาน วินิจฉัยด้วย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาท่านเชี่ยวชาญ เรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านกําลังโยงเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตราโน้นมาตรานี้ แต่คงใช้เวลาไม่มาก ก็ขอให้ใช้เวลาพอสมควร กระชับด้วย เชิญต่อครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนให้จบมาตรา ๑๒ เพราะว่าผมจะได้อภิปรายให้เห็นว่า สิ่งที่ผมขอตัดในมาตรา ๘ นั้นมีความสําคัญอย่างไร ท่านฟังตรงนี้ให้ดีนะครับ และให้สมาชิก วุฒิสภาตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการสรรหาเท่าที่เหลืออยู่ยังคงมีสมาชิกภาพต่อไปจนกว่า จะครบวาระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้ วรรคสอง อันนี้กรรมาธิการวิสามัญไปเพิ่มเติมครับ เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกา กําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามวรรคหนึ่งแล้ว สมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ จะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งหรือถอดถอน บุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมิได้ จนกว่าสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้เข้าปฏิบัติหน้าที่ ผมเรียนท่านประธานครับว่าการที่เราได้ ดําเนินการเร่งรัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่มาของ ส.ว. แล้วไม่ได้พิจารณากัน ให้รอบคอบทําให้มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญขัดกันเอง เมื่อสักครู่นี้ผมได้อ่านให้ท่านประธาน ได้ฟังแล้วว่าในมาตรา ๘ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน ที่ผมให้ตัดออก ก็เนื่องจากว่า ในกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาว่างลงจะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ สมาชิกวุฒิสภาถ้ามีวาระไม่ถึง หนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่ต้องเลือกตั้งก็ได้ สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามาแทนที่ให้อยู่ในตําแหน่ง เท่าที่อายุวุฒิสภาเหลืออยู่ หลักการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือให้มีวุฒิสภามาจาก เลือกตั้ง ๒๐๐ คน แล้วท่านก็ไปตัดในมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ เรื่องของการสรรหาวุฒิสมาชิกทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่ง ที่ท่านไม่ได้ตัด ก็คือมาตรา ๒๔๐ เมื่อท่านยังไม่ได้ตัด แสดงว่ามาตรา ๒๔๐ ยังมีผลใช้บังคับ แล้วมาตรา ๒๔๐ เขียนว่าอย่างไรล่ะครับท่านประธาน

วรรคสาม ในกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอนการสรรหาหรือเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ ศาลฎีกามีคําสั่ง และให้ดําเนินการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหม่แทนตําแหน่งที่ว่างลง

ที่ผมต้องลุกขึ้นมากราบเรียนท่านประธานก็คือว่า เมื่อเราเร่งรีบกันในการ ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เราถึงไม่ดูกันให้รอบคอบ เมื่อท่านไปตัดบทที่ว่าด้วยการสรรหา วุฒิสมาชิกออกทั้งหมด แต่เมื่อไม่รอบคอบ ท่านไม่ได้ตัดมาตรา ๒๔๐ ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าวุฒิสมาชิกสิ้นสมาชิกภาพลงให้ดําเนินการสรรหาแทนตําแหน่งที่ว่างลง แล้วจะสรรหา ได้อย่างไรครับ ในเมื่อท่านไปตัดบทบัญญัติว่าด้วยการสรรหาของวุฒิสมาชิกออกแล้วทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ผมเรียนกันว่ามาตรา ๘ ที่พูดถึงขัดต่อมาตรา ๒๔๐ และขัดต่อมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ ที่เสนอเข้ามาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเรียนท่านประธานต่อไปครับว่า ในมาตรา ๑๐ ท่านได้เขียนเองครับว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ นั่นหมายถึงมีสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาด้วย ซึ่งเรา คาดการณ์กันว่าประมาณ ๗๕ คนที่ไม่ได้ลาออกไปลงเลือกตั้ง ถ้าคนเหล่านี้ยังอยู่ก็ได้รับ การรับรองจากมาตรา ๑๐ และรัฐธรรมนูญที่ยังไม่ได้แก้ไข นั่นหมายถึงให้สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหามีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป ท่านเห็นไหมครับ แต่พอมา มาตรา ๑๒ ท่านไปเพิ่มเติมครับว่า ไม่ให้ดําเนินการแต่งตั้ง ถอดถอน ในการพิจารณาแต่งตั้ง บุคคลใดออกจากตําแหน่งตามบัญญัติรัฐธรรมนูญนี้

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนา มีผู้ประท้วงครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านผู้อภิปรายข้ามไปมาตราโน้น มาตรานี้ เลยไปถึง มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๒ ตกลงว่าท่านประธานจะให้เขารับปากไหมว่าจะพูดคราวนี้ รวมทั้ง มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๒ ด้วยหรืออย่างไร ถ้าพูดแบบนี้มันนอกประเด็นท่านประธานครับ ผมไม่อยากประท้วงผู้อภิปราย ท่านประธานต้องวินิจฉัย แล้วต้องควบคุมนะครับ พูดกลับไปกลับมามาตรา ๑๐ มาตรา ๑๒ มาตรา ๘ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๒ มาตรา ๘ อย่างนี้นะครับ ตกลงจะพูดมาตรา ๑๐ กับมาตรา ๑๒ ด้วยหรือไม่ท่านประธาน วินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านธนา ผมพยายามที่จะไม่ทักท้วงนะครับ พยายามให้เกียรติท่าน ทีนี้ก็ขอท่านใช้เวลาพอสมควร น่าจะสรุปเข้าประเด็น เพราะประเด็นมันมีไม่เยอะเท่าไรนะครับ อย่าไปเปิดกว้างมากนัก เอาเป็นว่ารักษาบรรยากาศครับ บรรยากาศกําลังดี ก็ขอความร่วมมือด้วยความเคารพ เอาเข้าให้กระชับหน่อย ในประเด็นเลยครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ผมเชื่อว่าถ้าท่านประธานได้ฟัง คําอภิปรายของผมแล้ว ท่านประธานจะได้เห็นว่าผมอภิปรายอยู่ในประเด็นที่ผมแปรญัตติ เพราะสิ่งที่ผมแปรญัตตินั้นผมได้ชี้ให้เห็นว่าถ้ามีการดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ เสนอมาอย่างนี้จะเป็นการบัญญัติกฎหมายที่ขัดกัน แล้วทําให้กฎหมายมีปัญหา สิ่งที่ผม อภิปราย ท่านประธานครับ ผมถึงต้องโยงให้เห็นครับว่ามาตรา ๘ ที่ผมขอตัดเพราะมันมี เหตุผลความจําเป็นจริง ๆ เมื่อท่านไปใส่มาตรา ๘ ไว้ แต่ท่านยังคงมาตรา ๒๔๐ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านไม่ได้แตะ แล้วท่านก็ยังมีมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ ซึ่งระบุว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ยังมี สมาชิกภาพในวันที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับก็คือ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ซึ่งระบุว่าให้มีหน้าที่ ในการดําเนินการตามกฎหมายต่อไป แต่ท่านก็ไปเขียนอีกว่าไปตัดสิทธิไม่ให้ดําเนินการ ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการบัญญัติกฎหมายในลักษณะขัดกันอย่างเห็นได้ชัด นี่คือสาระสําคัญ นะครับท่านประธาน ผมยังไม่ได้เข้าไปในประเด็นของข้อเท็จจริงเลย เพราะนี่คือประเด็น ข้อกฎหมายที่สําคัญ และรัฐบาล และรัฐสภานี้ต้องพิจารณาประเด็นนี้ครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นท้ายที่สุดเมื่อส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็จะวินิจฉัยว่าเป็นการบัญญัติ กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่ขัดกันเอง และท้ายที่สุดก็อาจจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ เป็นเรื่อง สําคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน และการที่จะอภิปรายเชื่อมโยงระหว่างมาตราแต่ละมาตรา ไม่ใช่ง่าย ๆ นะครับท่านประธาน ผมก็ต้องลําดับเรียงความเข้าใจเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้มี ความรับรู้และเข้าใจไปด้วยว่าถ้าการที่จะคงมาตรา ๘ ไว้นั้นจะเกิดความเสียหายอย่างไร ผมจะอภิปรายอยู่ในประเด็นครับท่านประธาน เพราะว่าผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขาก็ติดตาม อยากจะทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้นในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มันผ่านกันมา ๑๐ วัน ใครที่อภิปรายไม่อยู่ในประเด็น ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขาก็จับตาดูอยู่ การลุกขึ้นทําหน้าที่ ของผมในทุกมาตรา แม้ว่าผมจะถูกตัดสิทธิไป ผมก็จะใช้สิทธิทางอื่นในการที่จะเรียกร้องสิทธิ นั้นคืนมา แต่เมื่อในมาตรา ๘ นี้ผมมีโอกาสลุกขึ้นมาอภิปราย และคําอภิปรายผมนั้น อยู่ในกฎ อยู่ในกติกา และอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานว่าขอให้ท่านประธานได้กรุณารับฟังด้วย เพราะว่าการอภิปรายของผมเนื่องจาก มีการโยงกันหลายมาตรา ถ้าท่านประธานลุกขึ้นมาหยุดจังหวะผมในการอภิปราย ผมก็ต้อง ใช้สมาธิในการที่จะรวบรวมประเด็นเพื่อนําเสนอ เพื่อให้พี่น้องประชาชนและท่านสมาชิก รัฐสภามีความเข้าใจไปกับผม เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า เวลาผมจะ ใช้เท่าที่จําเป็นจริง ๆ จะอยู่ในประเด็นทั้งหมด ขอให้ท่านสมาชิกได้โปรดกรุณารับฟังด้วย นะครับ ท่านประธานที่เคารพเมื่อในมาตรา ๑๒๐ ท่านเขียนมาว่า เมื่อวาระของวุฒิสมาชิก ไม่ถึง ๑๘๐ วันจะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ แต่ท่านไม่ได้เขียนเรื่องการสรรหาอีกแล้ว และเมื่อท่านไม่ได้เขียนเรื่องการสรรหา จึงต้องหยิบเอามาตรา ๒๔๐ มาใช้บังคับ เพราะ มาตรา ๒๔๐ นี้เขียนไว้เลยครับว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาเมื่อถูกเพิกถอนสิทธิให้ ดําเนินการสรรหาใหม่ แล้วจะสรรหาได้อย่างไรล่ะครับ ในเมื่อท่านไปตัดมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ ออกไปแล้ว กระบวนการสรรหาของวุฒิสมาชิกไม่มีแล้ว แล้วจะทําอย่างไรล่ะครับ นี่คือการขัดกันของการร่างกฎหมายโดยชัดเจน เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนครับว่า ถ้าคนที่ ดําเนินการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องของที่มา ส.ว. จะได้นําประเด็นต่าง ๆ แล้วไปแยกแยะให้เห็นว่ามันมีประเด็นไหนบ้างที่ต้องดําเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกัน ในคราวเดียวกันก็จะไม่เกิดปัญหาในลักษณะนี้ แต่พอเร่งรีบที่จะเสนอมา แล้วก็ดําเนินการ ในเวลาอันจํากัดทั้งในชั้นรับหลักการก็ดี ในชั้นวิสามัญก็ดี ท่านสมาชิกจะลุกขึ้นอภิปราย ก็ไม่สามารถที่จะทักท้วง ท้วงติงในเรื่องเหล่านี้ได้ ท้ายที่สุดก็เกิดนี่ละครับ ท่านประธานครับ เกิดปัญหาขึ้นมาว่ามันมีกฎหมายบัญญัติที่ขัดกันเองอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานว่ามาตรา ๘ การที่ท่านไปเขียนไว้ให้มีเฉพาะการดําเนินการเลือกตั้งอย่างเดียว จะไม่สามารถทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลสมบูรณ์ได้ เนื่องจากยังมีสมาชิกที่มาจากการ สรรหาเหลืออยู่ แล้วท่านประธานที่เคารพครับ วันที่ท่านได้ดําเนินการให้มีสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาและให้ดํารงตําแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระนั้น ๆ นั่นหมายถึงว่า ท่านได้คงสถานะของ ส.ว. สรรหาอีก ๗๐ กว่าท่านไว้ เมื่อ ส.ว. สรรหาอีก ๗๐ กว่าท่าน ถูกนับเป็นองค์ประชุมกับวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มาจาก การสรรหาต้องหมดสมาชิกภาพลง อันนี้เป็นประเด็นว่ากระบวนการตามมาตรา ๔๐ ที่เขายังดําเนินการอยู่นั้นและท่านไม่ได้ไปตัด ก็ต้องไปดําเนินการสรรหาเพื่อให้ทดแทน ตําแหน่งที่ว่างลงจนกว่าจะถึงวาระอีก ๓ ปีที่วุฒิสมาชิกสรรหาครบวาระ ตอนนี้ก็จะเกิด ปัญหาขึ้นแล้วครับท่านประธาน เมื่อวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาหมดสมาชิกภาพลง แต่ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาแล้วจะทําอย่างไร นอกจากประเด็น ความไม่ชอบในการเสนอรัฐธรรมนูญ การพิจารณาขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้เสนอ และผู้ลงมติ การตัดสิทธิสมาชิกในการที่จะใช้สิทธิในการแปรญัตติก็ดีสงวน ความเห็นก็ดี ในตลอดการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นประเด็นอย่างยิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะได้วินิจฉัย แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นเหตุผลสําคัญอย่างยิ่งก็คือท่านไปบัญญัติกฎหมาย ในลักษณะที่มีการขัดกันเอง ซึ่งประเด็นนี้ละครับจะเป็นประเด็นสําคัญที่จะทําให้เห็นได้ว่า การบัญญัติกฎหมายนั้นไม่ได้บัญญัติด้วยความละเอียดรอบคอบ และท้ายที่สุด จะไม่สามารถทําให้กฎหมายฉบับนี้เดินหน้าได้ ผมจึงต้องลุกขึ้นมาใช้สิทธิในการอภิปราย เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาว่าการที่ท่านไปคิดอยู่ในมุมเดียว ท่านเขียนว่า นับตั้งแต่วันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ ให้มีวุฒิสมาชิกจํานวน ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้ง แต่ท้ายที่สุดท่านก็ไปยอมรับให้มีสมาชิกวุฒิสภาอีก ๗๐ กว่าท่านมาจากการสรรหา ทําหน้าที่วุฒิสมาชิกหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับด้วย เมื่อท่านตั้งใจให้เป็น วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ท่านถึงไปตัดกระบวนการสรรหาออกทั้งหมด แต่ในขณะที่ ส.ว. ที่เขามาจากการสรรหานั้นเขาก็มีกระบวนการของเขา เมื่อท่านตัดกระบวนการสรรหาทั้งหมด การพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ท่านอย่าลืมนะครับ เวลานี้ผมไม่ทราบว่ามี ส.ว. สรรหา ที่อาจจะมีการดําเนินการสู่กระบวนการการถอดถอนหรือไม่ อย่างไร แต่เมื่อมีการถอดถอน ขึ้นมาจะทําอย่างไร

(นายสุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนามีผู้ประท้วงครับ

นายสุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ส.ส. พรรคเพื่อไทย โคราช สุชาติ ภิญโญ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานเป็นครั้งที่ ๒ นะครับ แล้วก็ขออนุญาตประท้วง ผู้อภิปราย ขอให้ท่านได้อยู่ในประเด็นในการอภิปรายและช่วยกระชับด้วย เพราะว่า เราเองได้ฟังการอภิปรายของท่านมานานแล้ว กลัวว่าการอภิปรายนี้จะไม่ครบทุกคน ก็ขอให้ ท่านได้กระชับเวลานิดหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านธนา พยายามจะโยงเรื่องรัฐธรรมนูญชี้ให้เห็นความขัดกัน ท่านก็เลยขอตัดมาตรา ๘ นะครับ ท่านพยายามชี้อย่างนั้นนะครับ ก็เป็นสิทธิที่ท่านจะแสดงความเห็น แต่ขอความกรุณาครับ ท่านธนาครับ ประเด็นมันวนแล้ว เริ่มวน เพราะฉะนั้นช่วยกระชับด้วยนะครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ความจริงประเด็นที่ผมลุกขึ้นอภิปรายยังไม่มีสมาชิกท่านใดได้ใช้สิทธิ อภิปรายเลย เพราะฉะนั้นประเด็นของผมไม่ได้ซ้ํากับประเด็นของใครแน่นอน แต่ถึงจะซ้ํา ก็เป็นเอกสิทธิ์ผู้ที่สงวนความเห็นหรือแปรญัตติที่จะใช้สิทธิในการอภิปราย ผมว่าถ้าท่านฟัง ให้ดีก็จะเกิดประโยชน์ ถ้าท่านฟังโดยไม่มีอคติ ท่านก็จะเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งในการที่จะบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าท่านไม่ได้ฟัง ท่านต้องการเพียงเพื่อให้ กระบวนการการลงมติมันจะได้เดินหน้าตามที่ต้องการกัน ผมก็ไม่ว่าครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าต่อของท่านดีกว่าครับ ท่านธนา กําลังมาดีอยู่แล้ว เชิญครับ ขอกระชับสักนิดครับ

นายธนา ชีวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ความจริง ประเด็นผมอภิปรายมานี้ท่านประธานก็จะเห็นว่าผมไม่ได้นอกประเด็นเลย แต่ว่า ท่านสมาชิกลุกขึ้น ๒ ครั้ง แล้วพูดในเรื่องที่ท่านก็ต้องยืนยันกับผมว่าผมอภิปรายอยู่ใน ประเด็น ในข้อกฎหมาย ในสิ่งที่ผมแปรญัตติ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า นี่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การออกกฎหมายธรรมดา เป็นการออกกฎหมายมหาชน ที่จะใช้บังคับ มันต้องเปิดสิทธิให้กับสมาชิกได้มีการอภิปรายอย่างเต็มที่ จําได้ไหมครับ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่ท่านไปตัดสิทธิประชาชนนะครับ ที่เขาจะร้องศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอย่างไร ไปตัดสิทธิประชาชนไม่ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าเข้าประเด็นท่านดีกว่า กระมังครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ผมจะพยายามโยงให้ท่านประธานเห็นว่าการที่มาจํากัดสิทธิสมาชิกนี่มันสุ่มเสี่ยงต่อ การบัญญัติกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ เอาละครับท่านประธาน ผมก็จะไม่พูดในประเด็น ที่ผ่านมา เพราะผมเชื่อว่าแต่ละคนก็ต่างปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานก็มีแนวความคิดของ ท่านประธานที่จะเดินหน้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ พวกผมก็มีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและคนทั้งประเทศ แต่เกิดประโยชน์กับคนเพียง กลุ่มเดียว เกิดประโยชน์กับกลุ่มทางการเมืองอย่างเดียว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าเข้าประเด็นท่าน ดีกว่า อย่าไปยืดยาวอย่างนั้นเลยครับ

นายธนา ชีวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการอภิปรายวันนี้ ท่านประธาน ก็ลุกขึ้นมาตัดบทสมาชิกอยู่ตลอดเวลา แล้วจะให้ผมอภิปราย ให้เพื่อนสมาชิกอภิปราย ได้ดีได้อย่างไร ผมในฐานะผู้อภิปราย ผมก็ต้องเตรียมข้อมูลมาที่จะทําหน้าที่ ผมก็ต้อง รวบรวมลําดับเรียงความทั้งหมด แต่ท่านประธาน ผมลุกขึ้นพูดคําท่านก็ตัดความผมคําหนึ่ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่างนี้ใส่ร้าย นะครับ ผมปล่อยให้ท่านอภิปรายมา ๒๐ กว่านาที ผมแทบไม่ทักท้วงอะไรเลย ที่จริง ก็ฟุ่มเฟือย ซึ่งก็ถือว่าผมก็ไม่อยากขัดจังหวะ แต่ผมเพิ่งขัดจังหวะ ๒-๓ ครั้งที่ติดต่อกันนี่ ก็เพราะท่านไม่ยอมเข้าประเด็น ท่านไปลากยาว ผมก็ขอให้เข้าประเด็นเท่านั้นเองนะครับ ถ้าท่านอยู่ในประเด็นไม่มีใครไปประท้วงท่าน ผมก็ไม่ไปขัดหรอกครับ ท่านกระชับ เข้ามาอยู่ในประเด็นเถอะครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ สิ่งหนึ่งที่ผมได้โยงให้ท่านประธานได้เห็นก็คือว่า การที่ดําเนินการแก้ไข รัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งโดยปราศจากการ ดําเนินการที่ให้เกิดความรอบคอบ ทําให้มีการบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะขัดกันเอง และจะทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถใช้บังคับได้ เนื่องจากองค์ประกอบในการ ดําเนินการที่จะสรรหาวุฒิสมาชิกได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากถูกกรรมาธิการวิสามัญตัดออก ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีวุฒิสมาชิกสรรหายังคงทําหน้าที่ต่อไปอีกอย่างน้อย ๓ ปี นี่คือที่ผมจะเรียนให้ท่านประธานก็คือว่าการออกกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะเป็น หัวมังกุท้ายมังกร บอกว่าจะเอาเลือกตั้งมาจาก ๒๐๐ คน แต่ท้ายที่สุดก็ยังมีสมาชิกวุฒิสภา มาจากการสรรหาอีกจํานวนหนึ่งทําหน้าที่ควบคู่กันไป ๓ ปี ในมาตราหนึ่งเขียนว่าให้สมาชิก วุฒิสภาที่มีขึ้นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี้มีอํานาจหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ แต่อีกมาตราหนึ่งก็ไปเขียนว่าไม่ให้ทําหน้าที่ในระหว่างที่มีการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภา ในขณะที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราอื่นก็เขียนถึงการทําหน้าที่ของวุฒิสมาชิก ซึ่งมีกําหนดเวลาไว้ครับท่านประธาน การสรรหาบุคคลบางตําแหน่งนั้นมีระยะเวลากําหนด ไว้เลยว่าต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ เดือน แต่กระบวนการการเลือกตั้งนับตั้งแต่ วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนกว่าจะได้วุฒิสมาชิกรับรองและทําหน้าที่นั้น ท่านประธานปฏิเสธไม่ได้ครับ มีขั้นตอนระยะเวลาอย่างน้อย ๆ ๒ เดือนขึ้นไป แล้วด้วยวิธี บัญญัติกฎหมายอย่างนี้ ระแวงคนอื่นว่าจะทําหน้าที่แล้วให้เกิดความเสียหายก็เลยไปตัด อํานาจเขาแต่ไม่ได้ไปพิจารณาว่ามันมีบทบัญญัติใดบ้างที่เขียนเรื่องกระบวนการของการ ทําหน้าที่ ส.ว. ไว้ ผมถึงเรียนท่านประธานว่า นี่คือความไม่รอบคอบครับ ท่านบอก ส.ว. ห้าม ดํารงตําแหน่ง ห้ามดําเนินการเรื่องของการพิจารณาแต่งตั้งถอดถอนบุคคล แต่ในมาตราอื่น เขาเขียนให้ดําเนินการแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๑ เดือน อย่างนี้ทําไมไม่ไปแก้มาตรา ดังกล่าวด้วย นี่คือเหตุผลที่ผมเรียนให้ท่านประธานทราบว่าก็เพราะว่าเร่งรีบ รีบร้อน อยากที่จะออกให้ทันวันที่ ๒ มีนาคมครับท่านประธานมันถึงเกิดปัญหาในวิธีปฏิบัติ เอาละครับท่านประธาน ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมอภิปรายให้ท่านประธานเห็นว่าขบวนการของการ ดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรื่องที่มาของ ส.ว. มาโดยไม่ชอบ บัญญัติก็โดยไม่ชอบ มีการบัญญัติกฎหมายในลักษณะขัดกันเอง มีการบัญญัติกฎหมายในลักษณะที่ไม่ให้เกิด ผลกระทบกับการดําเนินการในส่วนที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นเมื่อที่มาไม่ชอบ การดําเนินการที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ไม่ชอบ การบัญญัติกฎหมายที่ขัดกันก็ไม่ชอบ ผมจึงเชื่อมั่นครับท่านประธาน ไม่ว่าจะดําเนินการอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านจะใช้เสียงข้างมาก อย่างไรก็แล้วแต่ ท้ายที่สุดผมเชื่อว่าพระสยามเทวาธิราชมีจริง สิ่งไหนที่มันเกิดมาด้วย ความไม่ถูกต้อง ด้วยความไม่สุจริตในการดําเนินการ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถที่จะ เกิดขึ้นและบังเกิดในประเทศนี้ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน กรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการครับ ก็ขออนุญาต กราบเรียนชี้แจงต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกนะครับ จริง ๆ แล้วมาตรา ๘ ที่เรา กําลังพิจารณากันอยู่นี้ก็ไม่ได้มีประเด็นอะไรมากมาย เป็นเพียงการไปเขียนมาตรา ๑๒๐ ขึ้นมาใหม่ในกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาว่างลง จะเลือกซ่อมกันอย่างไรนะครับ ก็บัญญัติว่า เลือกซ่อมภายใน ๔๕ วัน ยกเว้นเหลือระยะเวลาที่ดํารงตําแหน่งอยู่ไม่เกิน ๑๘๐ วัน ก็อาจจะเลือกซ่อมหรือไม่ก็ได้นะครับ ตัวนี้เป็นการวางหลักกรณีสมาชิกวุฒิสภาที่เขามาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ถ้าท่านย้อนกลับไปดูมาตราก่อนหน้านี้ มาตรา ๗ อันนั้นจะพูดถึง กรณีสิ้นวาระให้เลือกตั้งอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่เราได้วางหลักเอาไว้ ทีนี้ที่ท่านยกประเด็น ซึ่งอาจจะทําให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเรามาทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ไปขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันที่มีอยู่ กระผมก็กราบเรียนดังนี้นะครับ ในเรื่องมาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๔๐ ที่ท่านบอกว่าทําไมไม่ไปแก้หรือไปตัดทิ้งเพราะยังพูดถึงเรื่อง ส.ว. สรรหาอยู่ ก็กราบเรียน นะครับ ผมเคยชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้มาแล้ว มาตรา ๒๓๘ และมาตรา ๒๔๐ เขาพูดถึงกรณี ส.ว. สรรหา ชุดที่มีการสรรหารอบ ๒ ถ้ากรณีการสรรหาไม่ชอบ ก็ให้อํานาจ กกต. ตรวจสอบและดําเนินกระบวนการส่งศาลฎีกา ซึ่งจะมีระยะเวลาให้ดําเนินการได้ ๑ ปี ขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างดําเนินการ ถ้าสมมุติท่าน ไปเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไปตัดมาตรา ๒๓๘ กับมาตรา ๒๔๐ ออก กกต. และศาลฎีกา ก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการกระบวนการติดตามตรวจสอบการกระทําที่มิชอบนั้นได้ ฉะนั้น จึงจําเป็นต้องคง ๒ มาตรานั้นไว้ ทีนี้ท่านมาบอกว่าแล้ว ส.ว. สรรหาที่ยังคงอยู่ ถ้าสมมุติ เขาสิ้นสมาชิกภาพลง อาจจะเพราะด้วยเหตุไปโดน กกต. เสนอศาลฎีกาแล้วก็ให้เพิกถอนสิทธิ จําเป็นต้องสรรหาใหม่ไหม ก็ไม่ต้องแล้วครับ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขฉบับนี้ประกาศ ใช้บังคับ ก็จะมีมาตรา ๑๐ นี้ละครับที่ท่านได้อ่านก็จะเขียนไว้ กํากับไว้ว่าถ้าต่อไป ส.ว. สรรหาที่มีอยู่ หรือแม้กระทั่ง ส.ว. เลือกตั้งสิ้นสภาพลงก็ไม่จําเป็นที่จะต้องไปเลือกตั้ง หรือสรรหาใหม่แล้วนะครับ ฉะนั้นก็ยืนยันว่าทุกอย่างไม่มีปัญหาที่จะขัดไปแย้งกัน เช่นเดียวกันท่านโยงไปถึงมาตรา ๑๒ ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ถึงมาตรา ๑๒ ผมจะได้พูดรายละเอียด นะครับ เพราะมาตรา ๑๒ เป็นเพียงแต่ว่าเราเขียนเหมือนบทเฉพาะกาลรองรับสถานภาพ ของ ส.ว. สรรหาที่ยังคงเหลือวาระอยู่นี้จะให้เขาอยู่จนครบวาระของเขา แต่ถ้าในช่วงที่ เขาอยู่นะครับ เกิดเขาลาออก เขาเสียชีวิตไป หรือถูกออกด้วยประการใดก็ตามจะไม่มี การสรรหาใหม่ ฉะนั้นที่ท่านห่วงว่าเราไปตัดเรื่ององค์กรสรรหาคณะกรรมการสรรหา แล้วจะเป็นปัญหาขัดกัน ไม่ขัดครับ เราว่าถ้าพ้นไปแล้วไปเลยครับ ไม่ต้องมีการสรรหา จะรอการเลือกตั้ง ส.ว. เลือกตั้ง ๒๐๐ คน ตามรัฐธรรมนูญที่เราแก้ไขนะครับท่านประธาน กราบเรียนชี้แจงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่มีอะไรพาดพิงเสียหาย แต่อนุญาตเล็กน้อยครับ ใช้เวลาสักนิดหน่อย

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าท่านบอกว่ามาตรา ๑๐ เขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า ถ้าว่างลงไม่ต้องดําเนินการสรรหาวุฒิสภาสมาชิกขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง แล้วทําไมไม่แก้ มาตรา ๒๔๐ ด้วย ในเมื่อมาตรา ๒๔๐ เขาเขียนว่า ในกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอน การสรรหาหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ผู้นั้นสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ศาลฎีกามีคําสั่ง และเขาเขียนอย่างนี้ครับ และให้ดําเนินการ สรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง เมื่อมาตรา ๒๔๐ ยังคงอยู่ มาตรา ๑๐ ของ ท่านจะใช้บังคับ ท่านเห็นหรือยังครับว่ามันขัดกัน ทีนี้ถ้ามันขัดกันจะตีความอย่างไรว่าไม่ให้ มันขัด ก็คือมาตรา ๑๐ ของท่านใช้ได้เฉพาะสมาชิกวุฒิสภาซึ่งสิ้นสุดสมาชิกภาพในกรณีอื่น ยกเว้นในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญามีคําพิพากษา เพราะอันนี้คือการเขียนเฉพาะ แล้วถ้าเกิดวันนั้นมีคําพิพากษาศาลฎีกาให้เพิกถอนสมาชิกวุฒิสภาก็ต้องปฏิบัติตาม มาตรา ๒๔๐ เพราะรัฐธรรมนูญยังมีผลบังคับ เพราะท่านไม่ได้แก้ครับ ผมถึงเรียนท่านว่า ผมเข้าใจว่าท่านต้องการให้มี ส.ว. เลือกตั้งอย่างเดียว แต่ด้วยวิธีการเขียนของท่านและเวลา ที่จํากัดอย่างไร แทนที่ท่านจะได้นั่งดูรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วก็ดูว่าส่วนไหนที่มันขัดและ มันแย้งกันเองก็แก้ไขไปเสีย ก็ไม่ได้ทําครับ พอไม่ทําเพราะว่าเวลามันจํากัด แล้วถามว่าสิ่งที่ ผมอภิปรายมีเหตุผลหรือไม่ ก็ในเมื่อมาตรา ๒๔๐ เขียนไว้ชัดว่าถ้าศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ สมาชิกวุฒิสภาก็ให้ดําเนินการสรรหาสมาชิกใหม่ แต่กรรมการสรรหามันไม่มีแล้วทําอย่างไรครับ เพราะท่านไปตัดออกแล้ว แล้วถ้าบอกจะใช้มาตรา ๑๐ ของท่าน ก็มาตรา ๑๐ ท่านมี ทําไม ท่านไม่ไปแก้มาตรา ๒๔๐ ด้วยเลยในคราวเดียวกันให้มันชัดเจนว่าไม่มีการสรรหาใด ๆ ทั้งสิ้นแล้ว ไม่ว่าศาลฎีกาจะมีการเพิกถอนสิทธิสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียน มันมี ๒ มาตรา ที่มันขัดกันเองอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมจะไม่ลุกขึ้นมาโต้แย้งท่านอีกแล้ว เพราะนี่คือประเด็น และผมโต้แย้งท่านอย่างไรท่านก็ ไม่ฟัง แต่ผมพูดเพื่อให้บันทึกไว้ในที่ประชุมรัฐสภาว่า ทําไม่รอบคอบ ทํากฎหมายขัดกันเอง เพราะเร่งรีบและก็รีบร้อนอย่างไรครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับ คณะนักเรียนจากจังหวัดสมุทรสงคราม ด้วยความยินดีนะครับ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คุณหมอใช้สิทธิอะไรครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ประท้วงครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตใช้ข้อบังคับประท้วงท่านผู้อภิปราย รวมทั้งท่านประธานและท่านประธาน กรรมาธิการด้วยนะครับ ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ชัดเจน ท่านผู้อภิปรายก็ทําผิดข้อ ๙๖ วินิจฉัยไว้เรียบร้อยครับ รัฐสภาแห่งนี้วินิจฉัยเรียบร้อยว่า การแปรญัตติที่ขัดกับหลักการ นํามาอภิปรายไม่ได้ ท่านประธานอะลุ่มอล่วยให้อภิปราย แต่ต้องดูสาระการอภิปราย เมื่อขัดจริงก็ต้องวินิจฉัยว่าต้องหยุด แต่พูดไปแล้วผมฟังมาตรา ๘ ที่ท่านอภิปรายไม่เคยเข้า มาตรา ๘ เลยครับ ไปอภิปรายมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๒ ซึ่งทางรัฐสภาแห่งนี้ไม่อนุญาต ให้นํามาอภิปราย ก็ขัดกับข้อ ๙๙ ชัดเจน ท่านประธานครับ มันก็เลยเป็นการโต้เถียงชี้แจง ระหว่างท่านประธานกรรมาธิการกับผู้อภิปรายในมาตรา ๑๐ ไป ไปพูดมาตรา ๑๐ ครับ ท่านประธานอนุญาตให้เขาไปพูดมาตรา ๑๐ ในขณะที่สภายังไม่อนุมัตินะครับ อย่างนี้ มันก็เป็นการพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ชอบอ้างรัฐธรรมนูญครับ แต่เวลาเราจะได้ประโยชน์กลับไม่ใช้ ผมยังยืนยันครับ ถ้าท่านสามารถอธิบายชัด ๆ ในมาตรา ๑๐ ทุกอย่างที่ท่านสงสัยจะกระจ่างไป ถ้าไม่คงไว้มีปัญหาสําหรับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ วินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

บางครั้งมันก็ต้อง อะลุ่มอล่วยกันเพื่อบรรยากาศนะครับ ก็เห็นว่าบรรยากาศมาดีตั้งแต่ผมขึ้นมานั่ง ก็เห็นว่า มันเรียบร้อยดี ก็อย่าไปนั่นเลยครับ เล็ก ๆ น้อย ๆ เชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ก็เอาอย่างนี้แล้วกันครับ ผมจะขอสงวนคําชี้แจงเอาไว้ในมาตรา ๑๐ ซึ่งถ้าชี้แจงตอนนี้เดี๋ยวก็จะหาว่าผิดข้อบังคับนะครับ จริง ๆ มันก็เชื่อมโยงกัน แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวพอถึงมาตรา ๑๐ ก็จะได้ทําความเข้าใจกันอีกครั้งท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นขอต่อเลย นะครับ ท่านสาธิต ปิตุเตชะ เชิญครับ ท่านสงวนไว้ที่หน้า ๑๔๑ นะครับ ขอตัดมาตรา ๘ ออกทั้งหมดเหมือนกัน เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ผมใช้เวลาไม่นานครับท่านประธานที่เคารพ และก่อนที่ผมจะอภิปรายผมอยากจะทําความเข้าใจกับท่านประธานนิดหนึ่งว่า ความจริง ประเด็นที่ถกเถียงกันเมื่อสักครู่นี้เป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างมาตรา ๘ และมาตรา ๑๐ ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความเห็นในกรรมาธิการเสียงน้อยที่มีความเห็น คล้ายกับท่านธนา เพราะฉะนั้นการอภิปรายของผมนี้ก็คงจะเชื่อมโยงไปในส่วนนี้ด้วย เพราะว่ามีความชัดเจนว่ามาตรา ๘ พูดถึงกรณีที่มาตรา ๑๒๐ ที่ให้มีการเลือกตั้งและการสรรหา แทนตําแหน่ง ส.ว. ที่ว่างลง ซึ่งของผมสงวนไว้ ให้คงไว้ตามร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเดิม ซึ่งมาจากชุดแนวความคิดที่มีทั้ง ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง และมาจากการสรรหา

ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่มาของ ส.ว. ฉบับนี้นั้น ในมาตรา ๘ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ไปตัด ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๐ ครับ ทั้งหมด แล้วก็เขียนขึ้นมาใหม่ เนื้อหาใจความก็มีอย่างนี้ครับว่า มาตรา ๑๒๐ ที่กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ได้ดําเนินการเขียนขึ้นมาแทนมาตรา ๑๒๐ เดิม ก็คือว่าเป็นกรณีที่ สมาชิกวุฒิสภาได้ว่างลง ก็ต้องให้มีการเลือกตั้งแทนตําแหน่งที่ว่าง แล้วก็ให้เลือกตั้ง ภายใน ๔๕ วัน ส่วนอายุของสมาชิกวุฒิสภานั้นก็ให้มาปฏิบัติแทนที่เท่ากับอายุเท่าที่เหลืออยู่ของวุฒิสภานั้น ผมเรียนทานประธานว่ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ใช้หลักการตรรกะความคิดในกรณีที่ สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สําหรับชุดความคิดของผมในการแปรญัตติไว้ สงวนความเห็นไว้ ผมสงวนความเห็นไว้ว่าให้คงตามร่างเดิม ก็คือตามกรณีว่างลงของ ส.ว. ตามมาตรา ๑๒๐ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีทั้ง ๒ กรณี มีกรณีทั้ง ส.ว. สรรหา แล้วก็ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง มาตรา ๑๒๐ ที่ผมยังคงไว้ตามร่างเดิมนั้น มีรายละเอียดอย่างนี้ครับ เมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุตามมาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๑๙ ก็คือพูดถึงสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเมื่อพ้นจากตําแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น ออกตามวาระ ตาย ลาออก หรืออะไรก็ตามตามมาตรา ๑๑๙ ก็ต้องไปดําเนินการให้มี การเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา ๑๑๒ และหากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหามีตําแหน่ง ที่ว่างลงก็ให้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๘ ก็เป็นไปตามหลักคิดในชุดความคิด ที่อยากให้สมาชิกวุฒิสภานั้นมาจากทั้งการสรรหาแล้วก็การเลือกตั้ง ผมเรียนท่านประธานว่า ชุดความคิดนี้เป็นเสียงส่วนน้อยของคณะกรรมาธิการ เริ่มต้นด้วยการไม่เห็นด้วยตั้งแต่ วาระแรกที่มีการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา เรามักจะพูดเสมอครับว่าเราพูดถึงที่มา เราก็ต้องพูดคุณสมบัติและอํานาจหน้าที่ อํานาจหน้าที่ที่สําคัญของสมาชิกวุฒิสภาก็ชัดเจน อยู่แล้วครับ มีอํานาจหน้าที่ที่สําคัญก็คือมีการแต่งตั้งถอดถอน มีอํานาจที่จะต้องไปทําหน้าที่ ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนว่าอํานาจ หน้าที่ที่เรากําหนดไว้ให้กับสมาชิกวุฒิสภานั้นมีความสําคัญ เราจึงค้นหาคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือความเป็นกลางครับ ชุดความคิดของผม ก็ยังคงยืนตามร่างเดิม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ไม่อยากขัดนะครับ ท่านบอกว่าจะใช้เวลาไม่มาก ทีนี้ผมว่านี่จะ ๕ นาที น่าจะเข้าประเด็นหรืออย่างไร

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ผมเรียนอย่างนี้ครับ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอเชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต ประท้วงท่านผู้อภิปรายด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมพยายามฟังท่านอภิปรายที่จะเข้าสู่ การแปรญัตติของท่านในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านบอกว่าแปรญัตติคงร่างเดิม หมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ถ้าใช้คําว่า คงร่างเดิม หมายถึงร่างของรัฐสภาที่ส่งเข้าไป ท่านก็มีแก้ไขอยู่นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ในหน้า ๑๔๑ เมื่อสักครู่ขึ้นมาบนจอครับ ตัดคําว่า จะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ ประเด็นมีแค่นี้ครับ ทุกอย่างท่านเห็นชอบกับกรรมาธิการ หมดเลย แต่ท่านมีข้อแม้ว่ากรณีถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ท่านสาธิตจะชุดความคิดขนาดไหน ท่านต้องอภิปรายตรงนี้เท่านั้นเอง ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ครับ ถ้าจะทําตาม ข้อบังคับครับโปรดวินิจฉัยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตครับ ก็พยายาม จะให้บรรยากาศเป็นด้วยความเรียบร้อย ก็พยามอะลุ่มอล่วยกัน ทีนี้เห็นท่านบอกจะใช้เวลา ไม่มากก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ทีนี้ใช้เวลามา ๔ นาทีจะ ๕ นาทีแล้ว ผมว่าสมควรแล้วนะครับ เข้าประเด็นตรงนั้นครับ อาจจะใช้เวลาสักนาทีสองนาที

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ไม่ครับ ผมกําลังจะอธิบายให้ท่านประธานฟังว่าเหตุผลสนับสนุนที่ผมสงวนความเห็นไว้ เป็นเพราะอะไร แล้วก็ชุดความคิดต้องพูดเชื่อมโยงครับเพราะว่าเราจะทําให้เห็นว่าตั้งแต่ ที่เราไม่เห็นด้วยในชั้นรับหลักการในการแปรญัตติในแต่ละมาตรา มาตรา ๕ มาตรา ๗

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจครับประเด็นนั้น เราอยู่สภากันมานาน เข้าใจกันครับ สมมุติเราจะพูด ๑๐ นาที เกริ่นนําอย่างมากก็สัก ๒-๓ นาทีนะครับ แต่ทีนี้ถ้า ๑๐ นาที เราไปเกริ่นนําสัก ๘ นาที แล้วเข้าประเด็นแค่ ๒ นาที มันก็คงไม่ใช่

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธานครับ ผมไม่เคยมีปัญหานะครับ ท่านประธานทราบดี ผมพยายามอธิบายเหตุและผลให้กับคนที่ ไม่มีพื้นฐานทางด้านกฎหมายได้รับฟังว่าเหตุผลหรือหลักการที่เราพยายามโน้มน้าวว่า เรามีแนวคิดเช่นนี้เพราะอะไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ก็อนุโลม กันอยู่แล้ว เพียงแต่ก็ต่างให้เกียรติซึ่งกันและกันครับ เอาพอสมควรครับ สรุปหน่อยก็แล้วกัน กระชับหน่อยนะครับ เชิญเลยครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถึงแม้ว่าผมจะสงวนความเห็นไว้ในส่วนนี้ว่าให้เป็นไปตาม การแก้ไขของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ แต่ผมกําลังจะอธิบายว่า ชุดความคิดที่ผมเห็นด้วยกับ การได้มาของ ส.ว. ซึ่งมี ๒ ส่วน คือการได้มา ส.ว. สรรหา แล้วก็ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๘ ถึงแม้ว่าวาระที่จะพูดถึงก็คือจะพูดถึงกรณีที่มีตําแหน่ง ว่างลงของสมาชิกวุฒิสภา ในขณะเดียวกันก็ให้มีการเลือกตั้ง แต่ผมเห็นด้วยกับประเด็นของ ท่านธนานะครับ เพราะเชื่อมโยงกันกับมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ ก็คือการขัดกันระหว่าง มาตรา ๒๔๐ กับมาตรา ๑๐ ผมเรียนท่านประธานเพื่อย้ําประเด็นให้ชัดเจนอย่างนี้ครับว่า ความขัดกันของมาตรา ๒๔๐ ก็ง่าย ๆ ครับ ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรครับ มาตรา ๒๔๐ ในวรรคสามเขียนไว้ชัดครับ ในกรณีที่มีศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอนการสรรหาหรือเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภานั้นสิ้นสุดลง นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคําสั่ง ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ วรรคสาม มาตรา ๒๔๐ บอกว่า ให้ดําเนินการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหม่แทนตําแหน่งที่ว่างครับ ประเด็นตรงนี้ก็หมายความ ว่าเมื่อมีตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาที่ว่างลงในการสรรหา มาตรา ๒๔๐ ก็กําหนดชัดเจนว่า ต้องไปดําเนินการสรรหาใหม่ ในขณะเดียวกันกรรมาธิการ ซึ่งผมก็เห็นด้วยอีกละครับว่า มีความเร่งรีบ มีความรีบร้อน มีความรวบรัด ไปเขียนในมาตรา ๑๐ ก็คือแนวคิดในมาตรา ๑๐ ของร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีสมาชิกภาพอยู่ใน วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสมาชิกภาพและปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาต่อไป นั่นก็ หมายความว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้นยังคงอยู่ครับ และวรรคสองก็พูดชัดครับ ในกรณีที่การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งว่างลงตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ต้องดําเนินการ เลือกตั้งหรือสรรหาสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม่แทนตําแหน่งที่ว่าง โดยสรุปก็คือว่ามาตรา ๑๐ ของร่างแก้ไขฉบับนี้บอกว่าไม่ต้องสรรหา แต่มาตรา ๒๔๐ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ยังคงอยู่ บอกว่าให้สรรหา และเมื่อร่างแก้ไขฉบับนี้แก้เสร็จ ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ เท่ากับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมี ๒ ประเด็นที่ขัดแย้งกันเองครับ คือมาตรา ๑๐ บอกว่า ไม่ต้องสรรหา แต่มาตรา ๒๔๐ บอกว่าถ้าว่างลงต้องสรรหา ซึ่งอันนี้ถึงแม้จะเป็นความเห็น ทางการตีความกฎหมายก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยก็มีการพูดถึง และสภาแห่งนี้ก็มีการพูดถึงกันแล้ว เพื่อบันทึกไว้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ประเด็นก็ไปซ้ํากับของท่านธนา ซึ่งพูดจบไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมยอมรับว่า ซ้ําครับท่านประธาน แต่ว่าเป็นความคิดเดียวกันครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอกระชับหน่อยครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ซึ่งผมอยากจะ บันทึกไว้ในสภา ถึงแม้ว่าจะเป็นความเห็นทางกฎหมายนะครับ ส่วนการตีความหรือการ ตัดสินนั้นเราไม่สามารถตัดสินได้ครับท่านประธาน ท่านประธานทราบดี ก็นําไปสู่ที่ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน แต่อย่างน้อยที่สุดมันเป็นการชี้แจงแสดงเหตุแสดงผลว่ากรรมาธิการ เสียงส่วนน้อยคิดอย่างไร สภาแห่งนี้เสียงส่วนน้อยคิดอย่างไร แล้วก็นําเสนอไปทาง กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าท่านเห็นอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรกระมังครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

อะไรนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรแล้วกระมังครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมยังไม่จบ คําอภิปรายครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอกระชับหน่อยครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่ผมบอกว่ามันเชื่อมโยงระหว่างมาตรา ๘ ก็มีความชัดเจนว่ามาตรา ๘ ก็กําหนดชัดในกรณีถ้าว่างลงของตําแหน่ง ส.ว. ซึ่งกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่พูดถึงเฉพาะ เรื่องการเลือกตั้ง และผมก็มาพูดถึง ผมไปสงวนว่ากรณีที่ผมสงวนไว้นะครับ และเป็น ประเด็นว่ากรณีที่ผมสงวนไว้กับกรณีที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้สรุป มีประเด็น ข้อกฎหมายที่อาจจะขัดและแย้งกันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าการเร่งรีบ การรีบร้อน การรวบรัดที่เกิดขึ้นในร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย รัฐธรรมนูญในการได้มาของ ส.ว. ฉบับนี้ยังมีอีกหลายปัญหานะครับ ซึ่งผมขอสงวนสิทธิไป พูดในมาตรา ๑๒ ว่ามันจะขัดกับหลักการหรือไม่ แต่ผมเรียนท่านประธานว่าในช่วงของการ พิจารณาในกรรมาธิการนั้นมีการถกเถียงกันมากครับ กลับย้อนไปนิดเดียวครับท่านประธาน เรื่องการแปรญัตติที่ขัดหลักการ ซึ่งประธานได้วินิจฉัยแล้วก็อนุโลมให้มีการอภิปราย แต่ในขณะเดียวกันผมกําลังชี้ให้ท่านประธานเห็นนะครับว่า ในขณะเดียวกันสิ่งที่ผมกําลัง อภิปรายในมาตรา ๑๐ เชื่อมโยงกับมาตรา ๘ ก็มีความขัดกันของกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมาตรา ๑๒ ที่เราจะพิจารณาที่จะถึงในวันนี้พรุ่งนี้นะครับ แต่ขณะเดียวกัน ท่านประธานหรือกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เคยพูดถึงเรื่องการขัดหลักการ แล้วก็ การขัดกันของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลยนะครับ ผมก็ฝากท่านประธานว่านี่ละครับ ผลของการเร่งรีบการทํางานของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ก็เลยมีข้อผิดพลาด เพราะฉะนั้น ประธานอย่าเพิ่งรีบนะครับ การพิจารณาผมขอให้เป็นไปด้วยเหตุและผล ให้สมาชิกได้มี การชี้แจงว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ได้บันทึกไว้ในสภาว่าเหตุผลที่คิด เหตุผลที่แปรญัตติ เหตุผล ที่สงวนนั้นมีเหตุผลอะไร ผมก็ฝากกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่นะครับใน ๒-๓ ประเด็นนี้ คือประเด็นที่ขัดกันของมาตรา ๑๐ และมาตรา ๒๔๐ แล้วก็ยังไปถึงการเขียนที่เกินหลักการ ของมาตรา ๑๒ ซึ่งขอสงวนสิทธิไว้ในการอภิปรายในมาตราต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประกอบ จิรกิติ เชิญครับ

นายประกอบ จิรกิติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประกอบ จิรกิติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสผม ในการชี้แจงคําอภิปรายญัตติของผมในมาตรา ๘ นี้ ในมาตรา ๘ นี้เป็นการแก้ไขถ้อยคํา ในมาตรา ๑๒๐ โดยมีการบัญญัติไว้ว่า เมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายใน สี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตําแหน่งนั้นว่างลง เว้นแต่วาระของวุฒิสภาจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามาแทนที่ให้อยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าอายุ ของวุฒิสภาที่เหลืออยู่นั้น กระผมได้ขออนุญาตแปรญัตติปรับถ้อยคําในเรื่องของวาระ การดํารงตําแหน่งที่เหลือ จากเดิมที่บัญญัติไว้ว่าจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันนั้น กระผม ได้แปรญัตติเพิ่มเติมเป็น เหลือไม่ถึงสามร้อยหกสิบวัน ในกรณีที่เหลือไม่ถึงสามร้อยหกสิบวันนั้น จะไม่มีการเลือกตั้งแทนขึ้นมาก็ได้ เหตุผลของกระผมก็คือว่า ในการที่ตําแหน่งของวุฒิสภา ที่ว่างลงนั้นเหลือไม่ถึงสามร้อยหกสิบวัน ในการณ์ดังกล่าวกว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้ดําเนินการเลือกตั้งจะได้มีการดําเนินการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสภาขึ้นมาแทนที่นั้นก็ได้ใช้ เวลาในการดําเนินการตามกระบวนการพอสมควร และหลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้วก็ยังมี การใช้เวลาในเรื่องของการรับรอง การตรวจสอบความถูกต้อง คําร้องเรียนต่าง ๆ ดังนั้น กระผมจึงเห็นว่าจากระยะเวลา จากวันเวลาที่มีตําแหน่งว่างลง จนกระทั่งมีการเลือกตั้ง และได้ผู้ดํารงตําแหน่งแทนแล้วก็จะมีการใช้เวลาไปเป็นช่วงหนึ่งพอสมควรนะครับ ดังนั้น ผมจึงขอแปรญัตติเพิ่มเติมถ้อยคํา ปรับช่วงเวลาจากหนึ่งร้อยแปดสิบวันเป็นสามร้อยหกสิบวัน ทั้งนี้เพื่อที่จะไม่ให้เกิดกรณีที่ว่าเมื่อดําเนินการเลือกตั้งแล้วเสร็จ สมาชิกวุฒิสภาท่านที่เข้ามา แทนตําแหน่งที่ว่างนั้นจะมีเวลาเหลือปฏิบัติหน้าที่เหลือเพียงไม่กี่เดือนนะครับ กระผมจึงขอ อนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านคณะกรรมาธิการเพื่อโปรดพิจารณาทบทวน หากเห็นสมควรในการที่จะขยายกรอบเวลาจากหนึ่งร้อยแปดสิบวันเป็นสามร้อยหกสิบวัน ตามที่กระผมได้แปรญัตติไว้ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องขอขอบคุณ ท่านประกอบ จิรกิติ จริง ๆ นะครับ ที่ได้อภิปรายอยู่ในกรอบวาระที่ ๒ ที่ท่านได้สงวนเอาไว้ นะครับ ต้องขอขอบคุณจริง ๆ ครับ เชิญท่านอรรพร พลบุตรครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสอภิปรายในมาตรานี้นะครับ กราบเรียนท่านประธานว่ามาตรานี้ ผมได้สงวนคําแปรญัตติ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ มาตรา ๑๒๐ เมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างเพราะเหตุตามมาตรา ๑๑๙ ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาบังคับใช้กับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าวาระ ที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของวุฒิสภาจะเหลือไม่ถึง ๑๘๐ วัน จะไม่ดําเนินการ เลือกตั้งก็ได้ สาระสําคัญของคําแปรญัตติของผมอยู่ตรงที่ว่า ในมาตรา ๘ ตามมติของ คณะกรรมการเสียงข้างมากมีความว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๒๐ เมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกเหนือจากถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา ให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ตําแหน่งนั้นว่างลง ในคําแปรญัตติของผม ผมได้ใช้บทบัญญัติเข้ามาทดแทนข้อความของกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือให้นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาบังคับใช้กับการเลือกตั้ง มาตรา ๑๑๘ ซึ่งเป็นสาระสําคัญในคําแปรญัตติของผมนั้นมีความแตกต่าง มาตรา ๑๑๘ ตามรัฐธรรมนูญได้กล่าวว่า เมื่อวาระของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจาก การเลือกตั้งใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งต้องกําหนดวันเลือกตั้งภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ความแตกต่างต้องอยู่ในเรื่องของ เงื่อนเวลาครับ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นได้ระบุเอาไว้ ๔๕ วัน แต่ผมเห็นว่า ๓๐ วัน มีความเหมาะสมและมีความสอดคล้องกับสถานะความเป็นอิสระของ วุฒิสมาชิก กราบเรียนท่านประธานครับ ผมใช้เวลาจากนี้ไปอธิบายเหตุผลว่าความแตกต่าง ของ ๓๐ วัน และ ๔๕ วันนั้น เป็นอย่างไร แต่เนื่องจากวันนี้ท่านประธานกรรมาธิการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านก็มานั่งทําหน้าที่อยู่ตั้งแต่เช้า ซึ่งผมก็ชื่นชม แต่ผมออกจะไม่ค่อยสบายใจกับคําชี้แจงของท่านหลายครั้ง โดยเฉพาะ เมื่อวานนี้นะครับ ซึ่งผมมีความเห็นที่แตกต่างกัน และผมถือว่าเป็นสาระสําคัญ ผมจะขอ อนุญาตได้อภิปรายผ่านท่านประธานรัฐสภาเพื่อถามท่านประธานกรรมาธิการ แล้วอยากให้ ท่านได้ใช้เหตุผลประกอบตรรกะหรือว่าชุดความคิดของท่านที่ท่านได้อธิบายความอย่างนี้ หลายครั้ง เมื่อวานนี้ท่านได้ชี้แจงอันหนึ่งนะครับ ซึ่งมันก็พอฟังได้ ท่านได้ชี้แจงว่าเหตุผลที่ได้ แก้รัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกวุฒิสภาสมารถดํารงตําแหน่งได้ต่อเนื่องกัน ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ท่านใช้เหตุผลว่าเนื่องจากมันเป็นการจํากัดสิทธิของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือประชาชน ท่านบอกว่าเมื่อประชาชนมีความพอใจ เขาก็ควรจะมีสิทธิเลือกตั้งได้ อาจจะเป็นคนเก่า คนเดิมก็เป็นสิทธิของประชาชน ผมจับความได้เช่นนั้นนะครับ เหตุผลท่านฟังได้นะครับ และในวันที่ผมเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายร่างพระราชบัญญัติองค์การ บริหารส่วนจังหวัด ผมยังไม่เห็นด้วยกับการจํากัดอายุของวาระการดํารงตําแหน่งของนายก อบจ. หรือนายก อบต. ที่สมัยก่อนนี้เขาจํากัดว่า ๒ สมัยต้องเว้นวรรค ที่จริงผมควรจะ เห็นด้วยกับการจํากัดตรงนั้น เพราะว่าผมต่อสู้ในสภาท้องถิ่นมาผมก็เจ็บปวดกับการผูกขาดอํานาจมาโดยตลอด แต่เหตุผล ที่พูดกันมากในกรรมาธิการก็คือเหตุผลว่าการจํากัดวาระ ๒ สมัยของท้องถิ่นมันไม่ใช่จํากัด วาระของตัวนายกหรือตัวผู้บริหาร แต่มันเป็นการจํากัดสิทธิของประชาชนผู้ใช้สิทธิ ถ้าเขามี ความพอใจคนนี้บริหารงานดีใช้สิทธิไป ๓ ปี ๔ ปีก็เป็นสิทธิของประชาชน เหตุผลนี้ครับ ผมก็ยกมือเห็นด้วยในการที่จะปลดล็อกการดํารงตําแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น แต่ท่านประธานครับ เหตุผลตรงนี้ที่ท่านประธานกรรมาธิการนํามาอ้างเมื่อวานนี้ ผมว่า มันเป็นเหตุผลซึ่งไม่สอดคล้องต้องกันนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นมีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันมาก ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการบริหาร อํานาจบริหาร เป็นสิทธิของประชาชนจริง ๆ ครับ ทํางานดีเขาก็เลือกก็เป็นไปจนชีวิตจะหาไม่ก็เป็นได้ ถ้าตราบที่ประชาชนยังเลือกอยู่ครับ แต่ว่าวุฒิสภานั้นมีหลักการที่เป็นหัวใจอย่างยิ่งในเรื่อง ของการใช้อํานาจก็คือความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดและการปราศจากการครอบงําของ ฝ่ายการเมือง ตรงนี้ครับที่ทําให้เราไม่สามารถจะใช้เหตุผลเรื่องการเลือกตั้งมาอธิบายความ ได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ทุกอย่าง ผมขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ เพียง ๔-๕ นาที ที่จะอธิบายความต่อเนื่องตรงนี้ เพราะผมว่ามันเป็นสาระสําคัญอย่างยิ่งของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในคราวนี้นะครับ อํานาจของวุฒิสมาชิกหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นมีความแตกต่าง จากสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างยิ่ง เรามีสภาอยู่ ๒ สภาในแง่ของอํานาจนิติบัญญัตินะครับ คือสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรจริงอยู่ครับ แม้ว่าในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๒ จะระบุเอาไว้อย่างสวยสดงดงามเป็นปรัชญาประชาธิปไตย อย่างแท้จริงระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนของปวงชน ชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้อง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์โดยรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจาก การขัดกันแห่งผลประโยชน์ มันเป็นข้อความมาตรา ๑๑๒ ที่ไพเราะงดงาม ท่านประธาน เห็นด้วยกับผมนะครับ แต่ว่าในทางปฏิบัติทางที่เป็นจริงเราก็ต้องยอมรับว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเหมือนผม เหมือนท่านหรือเพื่อนสมาชิกในห้องนี้ ๕๐๐ ท่าน เราไม่ได้ เป็นอิสระอย่างแท้จริงตามบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ เราไม่ได้อยู่ในโซ่ตรวนอะไรหรอกครับ แต่ว่าสภาผู้แทนราษฎรของเรามีระบบเสียงข้างมาก มีระบบการเลือกตั้งฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าประท้วงท่านเลย ท่านขอเวลาแค่ ๔-๕ นาที ก็ใช้เวลา ๒-๓ นาที คงใช้อีก ๒-๓ นาทีก็จบแล้ว

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี 🔗

๔-๕ นาที หมายถึงการอธิบายประเด็นนี้นะครับ แต่ว่าโดยรวม ๆ ผมจะใช้ประมาณ ๑๐ นาทีครับ ท่านจุลพันธ์ คงไม่มากไปกว่านั้นครับ ฉะนั้นพวกเราที่เป็นสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะประกาศให้เป็นอิสระแต่จริงเรามีความผูกพันกับพรรคการเมือง เรามีความผูกพันกับนโยบายของพรรคการเมืองที่เราสังกัด ถ้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก เป็นเสียงรัฐบาลก็มีความผูกพันกับนโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศไว้กับ พี่น้องประชาชน ก็ต้องรักษาสิทธิหรือมติสอดคล้องกับนโยบายต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งนั่นเป็น กติกาประชาธิปไตยก็ว่ากันไม่ได้ ผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านไม่มีโอกาส บริหารประเทศก็ทําหน้าที่ตรวจสอบ ผมก็มีมติไปในทิศทางเช่นนั้น ท่านจึงเห็นว่าจริง ๆ แล้ว เราไม่ได้เป็นอิสระจริงนะครับ สภาผู้แทนราษฎรเรามีความผูกพันกับกระบวนการบริหาร โดยเฉพาะ ส.ส. ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก ผมเองก็ผูกพันกับกระบวนการของการตรวจสอบ เราไม่ได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง แต่ตรงนั้นเป็นหลักการรัฐบาลที่มาจากรัฐสภา ปฏิเสธไม่ได้ แต่วุฒิสภาไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ อํานาจของวุฒิสภาที่แท้จริงผมเชื่อว่าท่านประธาน หรือท่านจุลพันธ์เห็นเหมือนผมว่าอํานาจของวุฒิสภาที่แท้จริง แม้ว่าจะระบุไว้หลายบท หลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นอํานาจนิติบัญญัติในเรื่องของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เรื่องการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปี เรื่องพระราชกําหนด หรือการแก้ไข รัฐธรรมนูญอะไรก็แล้วแต่ หรือมีอํานาจในการตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไปตาม มาตรา ๑๖๑ การตั้งกรรมาธิการต่าง ๆ เหล่านี้ แต่เหล่านั้นมันไม่ใช่อํานาจที่เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด วุฒิสภาแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งของรัฐบาล ก็ไม่มีอํานาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด มันจะมีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยืนยัน ในเสียงข้างมาก วุฒิสภาก็ได้แค่ชะลอ แต่ว่าไม่สามารถจะระงับยับยั้งกฎหมายตรงนั้นได้ ตรงนี้ไม่ใช่อํานาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดครับ และผมก็เห็นด้วยว่าวุฒิสภาก็ไม่ควรจะมีอํานาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดตรงนี้ เพราะว่า ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรเขามีสิทธิรับผิดชอบต่อนโยบายของรัฐที่ประกาศไว้ กับประชาชนถ้ามันถูกระงับยับยั้งมันก็เดินหน้าไม่ได้ แต่จริง ๆ อํานาจของวุฒิสภาจริง ๆ มันไปอยู่ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด มันไม่ได้อยู่ที่การพิจารณาแต่งตั้ง ให้คําแนะนํา ให้ความ เห็นชอบบุคคลในองค์กรตรวจสอบครับ ซึ่งเราเรียกว่าองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นอํานาจที่ ๔ ครับ ผมขออีกนิดเดียวครับ วุฒิสภามีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากครับ การแต่งตั้งคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และที่สําคัญมากครับท่านประธาน ซึ่งผมขออนุญาตย้ําให้ชัด นิดหนึ่งเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนที่ติดตามรับชมการอภิปรายในสภา คืออํานาจเรื่อง การถอดถอน วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนตําแหน่งสําคัญอย่างยิ่งครับ ไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงาน อัยการ และอื่น ๆ อีกมากมาย ตรงนี้เป็นอํานาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่านประธานเห็น ไหมครับ ว่าอํานาจอย่างนี้ทําไมเขาไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาผู้แทนราษฎร ใช้อํานาจนี้ ทําไมเขาจึงแยกให้วุฒิสภาใช้อํานาจนี้ เพราะว่าการแต่งตั้งถอดถอนเหล่านี้ มันต้องเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ต้องไม่ถูกแทรกแซงครอบงําโดยพรรคการเมืองหรือ ฝ่ายการเมือง ถ้าให้สภาผู้แทนราษฎรมีอํานาจนี้ แน่นอนครับเราคงไม่สบายใจ เราคง เคลือบแคลง เราคงไม่เชื่อมั่นเพราะต้องยอมรับว่าสภาผู้แทนราษฎรมีความผูกพันกับ พรรคการเมือง เพราะเราเป็นการเมืองระบบพรรค ฉะนั้นความเป็นอิสระหรือความไม่ถูก แทรกแซงทางการเมืองของวุฒิสภาจึงเป็นหัวใจอันสําคัญอย่างยิ่ง ผมอยากจะชี้ประเด็น ตรงนี้ให้ชัดเจนว่าไม่ว่าเราจะอภิปรายในมาตราใด ๆ ๑๓ มาตราในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมและท่านประธานกรรมาธิการต้องอิงอยู่บนหลักการอันนี้ครับ หลักการคือเราต้อง ออกแบบให้วุฒิสภาเป็นกลางอย่างเคร่งครัดและปราศจากการครอบงํา แทรกแซงโดย พรรคการเมือง ถ้าผิดจากหลักการนี้ ขัดรัฐธรรมนูญและไม่ชอบธรรม และประชาชน เสียประโยชน์ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วกระมังครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี 🔗

ผมเข้าสู่ ประเด็นว่า ๓๐ วันกับ ๔๕ วันมีผลแตกต่างกันอย่างไร ท่านประธานอาจจะไม่ทราบครับว่า เมื่อปี ๒๕๔๙ ผมเคยสมัครสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดเพชรบุรี เดินไป ๘ อําเภอครับ ผมรู้ว่า มันเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนสําหรับคนที่ไม่มีเงินทองในกระเป๋า สําหรับคนที่ไม่ได้มี ความเกี่ยวพันกับพรรคการเมือง สําหรับคนที่ไม่มีเครือข่ายบริวารหรือมีอิทธิพลในพื้นที่ หรือมีเงิน ๔๐-๕๐ ล้านบาทที่จะโปรยเพื่อให้เกิดคะแนนเสียงเลือกตั้ง เหนื่อยมากครับ และผมก็รู้ว่าในการเลือกตั้งอันแท้จริง ปัจจัยที่มีผลสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าเวลามันเนิ่นนานออกไป มันคือเรื่องของเครือข่ายครับ ผมไม่พูดถึงเหตุการณ์ เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ มันไม่มี ประโยชน์จะพูดในวงกว้าง แต่ผมลิ้มรสของความที่ผู้สมัครมีความเกี่ยวพันกับเครือข่าย ในทางการเมือง ผมได้ที่ ๒ นะครับ แต่เขาเอาคนเดียว ผมไม่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ผมก็ได้ คะแนน ๖๐,๐๐๐ คะแนน มากกว่า ส.ว. ที่ได้รับการเลือกตั้งในยุคนั้นค่อนประเทศครับ แต่ผมก็ได้ลิ้มรสว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปหรือเลือกตั้งซ่อม เครือข่ายของนักการเมืองก็ดี อํานาจของเงิน ซึ่งแน่นอนครับ ๓๐-๔๐ ล้านบาทแน่นอน ในการกระจายเสียงให้มันครบทั้งพื้นที่ ๗ ตําบล ๑๐ ตําบล หรือ ๑๒ ตําบล ๑๓-๑๔ อําเภอ เหล่านั้น มันเหน็ดเหนื่อยอย่างแสนสาหัสครับ ฉะนั้นผมยังมีความเชื่อมั่นในหลักการว่า หลักการของสมาชิกวุฒิสภา เราต้องการให้ไม่ถูกแทรกแซงโดยพรรคการเมืองหรือไปเป็น ลูกน้อง บริวาร บุพการี ผู้สืบทอด ทายาทอะไรของนักการเมือง หรือให้ ส.ส. มาลงสมัคร อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ฉะนั้นมันก็ต้องตัดกระบวนการต่าง ๆ ที่การเมืองมันจะเอื้อผลให้กับ ผู้สมัครครับ ยิ่งเวลานานเท่าไร พรรคการเมืองหรือผู้มีอํานาจทางการเมือง หรือผู้มีอิทธิพล ในพื้นที่ หรือนายทุนในแต่ละพื้นที่เขาก็มีโอกาสมากขึ้นในการใช้กระบวนการต่าง ๆ ผมไม่อยากจะบอกว่าในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก สมาชิกวุฒิสภาในอนาคตจะมีการซื้อเสียง หรือไม่ แต่ผมสังหรณ์ใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ผมคาดการณ์เอาไว้ ฉะนั้นมันก็ต้องกลับมาสู่ หลักการที่บอกว่าสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นคนดีที่สังคมประจักษ์ ไม่ต้องมาหาเสียงหรอกครับ เป็นคนที่ทํางานมาอย่างยาวนานในพื้นที่ อาจจะต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ต่อสู้เรื่องความไม่ เป็นธรรมของมนุษย์ ต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ หรือการเป็นปราชญ์ชาวบ้าน หรือการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่พี่น้องประชาชนทั้งพื้นที่ ทั้งจังหวัดให้การเคารพนับถือ คนเหล่านี้ประกาศลงสมัครตูมนี้นะครับ ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้เบอร์เลยครับ เพราะว่าประชาชน ประชาคมสังคมตรงนั้นเห็นพ้องต้องกัน คนอย่างนี้คือคนที่คือคุณลักษณะที่รัฐธรรมนูญ ออกแบบว่าให้คนเหล่านี้มาทําหน้าที่เป็นสภากลั่นกรองตรวจสอบ แต่คนเหล่านี้ท่านประธาน เชื่อผมครับ ท่านประธานกรรมาธิการสามารถเชื่อผมว่า ลองทอดเวลาออกไปยิ่งนานเท่าไร มันต้านไม่อยู่ครับ ผมนี้เดิน ๘ อําเภอ ปี ๒๕๔๙ ห้ามหาเสียงด้วยครับ ต้องใช้เดินตามบ้าน ๘ อําเภอผมเดินรองเท้าผมสึกไปไม่รู้กี่คู่ครับ เป็นลมไปหลายรอบ แต่พออ้ายของแข็งมันลง อ้ายปัจจัยบางที่มันลงสู้ไม่ได้ แต่ว่าโชคดีนะครับว่าวุฒิสภายุคนั้นเขาอยู่แค่เดือนเดียว ผมจึงสรุปว่าผมอยากให้การเลือกตั้งซ่อมหรือการเลือกตั้งทั่วไปของวุฒิสภามันใช้เวลา สั้นที่สุด ยิ่งสั้นเท่าไรคนดีที่สังคมประจักษ์ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น คนซึ่งสังคมไม่ยอมรับหรือว่า ไม่ได้สร้างคุณงามความดีไว้อย่างยาวนานและตกผลึกในหัวใจของชาวบ้านจะได้ไม่มีโอกาส ใช้ช่วงเวลาที่จะใช้กลไกหรือวิ่งเข้าหานักการเมือง พรรคการเมือง หรือกลุ่มทุนแล้วเปลี่ยนแปลง ผลการเลือกตั้ง ประเด็นก็อยู่ที่ตรงนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะสรุปแล้วนะครับ ว่าวันนี้ถ้าในมือผมมีตาชั่งอยู่นะครับ ตาชั่งซึ่งหมายถึงความเที่ยงธรรมตาชั่งของระบอบ ประชาธิปไตยประเทศไทยมันจะมีตาชั่งซึ่งมีความสมดุลอยู่ ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคือฝ่ายบริหาร แล้วอีกด้านหนึ่งคือฝ่ายตรวจสอบ ตาชั่งแห่งความเที่ยงธรรมของประชาธิปไตยมันต้อง สมดุลพอดีครับ ตาชั่งของฝ่ายบริหารวันนี้มีน้ําหนักอะไรตกอยู่บ้าง ๑. ก็คือรัฐบาลละครับ อยู่ฝ่ายบริหาร ๒. ก็คือสภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ แล้วก็คือเป็นอํานาจของฝ่ายบริหาร เพราะ เป็นคนให้กําเนิดรัฐบาลขึ้นมา ปฏิเสธไม่ได้ครับ สภาผู้แทนราษฎรอยู่ตรงนี้ รัฐบาลอยู่นี้ครับ แล้วอีกฝั่งหนึ่งละครับที่ให้มันเกิดความสมดุลของประชาธิปไตย อีกฝั่งหนึ่งก็คือสมาชิก วุฒิสภาครับ และเราเพิ่มเติมองค์กรอิสระเข้าไปอีกน้ําหนักหนึ่ง ก็เกิดความถ่วงดุลที่พอดี แล้วเมื่อประชาธิปไตยเกิดความสมดุล เสียงข้างน้อยเสียงข้างมากได้รับการเคารพ โดยเท่าเทียม ประชาธิปไตยมันเดินไปได้ ประชาธิปไตยมันไม่ต้องไปอยู่ที่สี่แยกหรือ กลางถนนครับ แต่วันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ดุลอํานาจน้ําหนักของตาชั่ง ๒ ตาชั่งนี้ มันกําลังไม่สมดุล โดยการออกแบบและการแก้ไขครั้งนี้ดุลน้ําหนักของวุฒิสภากําลังมาอยู่ใน ฝ่ายบริหารแล้วครับ น้ําหนักมันเอียงครับ และแน่นอนเมื่อวุฒิสภาให้กําเนิดองค์กรอิสระ ตุ้มน้ําหนักขององค์กรอิสระก็มาอยู่ในฝ่ายบริหารด้วย ตาชั่งมันเอียงแบบนี้ครับ ตรงนี้มันไม่มี การที่จะถ่วงน้ําหนักให้เกิดความสมดุลในวิถึทางประชาธิปไตยครับ ผมจึงกราบเรียนกับ ท่านประธานว่า ผมจึงพยายามแปรญัตติแก้ไขให้วุฒิสภามาด้วยกระบวนการที่บริสุทธิ์โปร่งใส่ คนดีที่สังคมประจักษ์ได้มีโอกาสทํางานเพื่อบ้านเพื่อเมือง คนซึ่งเป็นตัวแทนหรือทายาทของ พรรคการเมืองจะต้องมีโอกาสน้อยที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นตาชั่งมันก็จะขาดสมดุล มันจะ เอียงไปข้างหนึ่ง แล้วในที่สุดตาชั่งที่มันไม่มีการถ่วงดุลมันก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อปรับสมดุลอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานอยากเห็นอย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานสามารถ อยากเห็นอย่างนั้นหรือไม่ ผมจึงใช้การอภิปรายทั้งหมดผ่านท่านประธานสภาไปยัง ประธานกรรมาธิการว่าผมเห็นอย่างนี้ครับ แต่ท่านไม่เห็นด้วยกับผม ท่านก็ต้องชี้แจงตรงนี้ว่า ท่านมีเหตุผลอย่างไร ตรรกะที่ท่านบอกว่าการเลือกตั้งนายก อบจ. เขายังไม่จํากัดสมัยเลย มันใช้กับวุฒิสภา ซึ่งอํานาจมันแตกต่างกันฟ้ากับดิน ผมเชื่อว่าท่านประธานกรรมาธิการ มีประสบการณ์มากกว่าผม ต่อสู้มาเยอะ ท่านเข้าใจอย่างถ่องแท้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านพูดนั้น อย่างไร ท่านประธานครับ สุดท้ายในมือผมขณะนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านครับ ท่านสรุปได้ยาวมากเลยครับ ผมว่าสมควรแล้วกระมังครับ และใช้เวลามากกว่าที่ขอเยอะ เลยครับ ขอความกรุณาเถอะครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ผมสรุป ในนาทีนี้ครับ ท่านประธานครับในมือผมขณะนี้เป็นน้ําใส ๆ อันนี้ไม่ใช่น้ําตาทาสนะครับ แต่ผมกําลังจะบอกว่าน้ําใส ๆ มันคืออุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งท่านคิดว่ามันสดใสสมบูรณ์ มันปราศจากสิ่งอื่น มันใสบริสุทธิ์ ไม่ใช่นะครับท่านประธาน วันนี้อ้ายน้ําใส ๆ คืออุดมการณ์ ประชาชนในประเทศไทยมันมีมลภาวะเยอะมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของทุนสามานย์ ไม่ว่าจะเรื่องเผด็จการของเสียงข้างมาก น้ําไม่ได้ใสเหมือน น้ําตาทาสนะครับ มันขุ่นแบบนี้ นี่คือประชาธิปไตยในโลกที่เป็นจริงครับ เราจะเอาน้ํา ที่ใสบริสุทธิ์หลักการประชาธิปไตยแท้ ๆ เหมือนน้ําเปล่าใสบริสุทธิ์ไปชําระล้างให้มันใสขึ้น เป็นไปไม่ได้ บางครั้งน้ําที่ลงไปแก้ปัญหามลภาวะทุนสามานย์ประชาธิปไตยมันต้องมียาแรง ปนไปด้วย เพื่อไประงับยับยั้งมลภาวะประชาธิปไตยที่มันเกิดขึ้นให้มันใสบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าท่านประธานสามารถเห็นด้วยกับผมนะครับ ฉะนั้นผมก็ขอบคุณท่านประธานที่ให้ โอกาสได้อภิปรายในวันนี้ และขอตั้งประเด็นคําถามเหล่านี้ให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ตอบอย่างกระจ่างแจ้ง ตรรกของท่าน เหตุผลของท่านตรงนี้คืออะไร กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพหลมีอะไรครับ

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเสนอปิดการอภิปรายครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพหลครับ ที่จริง มีรายชื่ออยู่กับผมเหลือคุณหมอเธียรชัยอยู่ท่านเดียวนะครับ ถ้าจะกรุณา คุณหมอเธียรชัย ได้อภิปรายก็น่าจะดี

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผม พหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ที่นั่งฟังมาตั้งแต่เช้า ผมเชื่อว่าเหตุผลในการเสนอขอแปรญัตติอะไรต่าง ๆ นี้ ผมได้รับฟัง จนครบถ้วน แล้วประเด็นก็มีอยู่เรื่องเดิมนี่ละครับ ซ้ําไป วนไปวนมา บางท่านกลับต้อง ออกนอกประเด็นอีกด้วยซ้ําไป เพราะไม่มีเรื่องอะไรที่จะพูดอีกนะครับ ผมยืนยันครับ ขอเสนอปิดอภิปรายครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงก็มีแค่เมื่อสักครู่ เพิ่มคุณบุญยอดมาอีก ๑ คน ก็เป็น ๒ ท่าน ท่านคุณหมอเธียรชัยกับท่านบุญยอด ถ้าจะ เปิดโอกาสให้ได้ใช้โอกาสตรงนี้อีกสัก ๒ ท่าน ผมว่าบรรยากาศก็จะไปด้วยดีนะครับ ขออีกสัก ๒ ท่าน ได้ไหมครับ ฝั่งนี้ว่าอย่างไรครับ

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ ๒ ท่านที่ท่านว่านี่ ต้องขออนุญาตหารือท่านก่อนนะครับ ไม่ออก นอกประเด็นนะครับ ท่านพอจะกําหนดระยะเวลาได้ไหมครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เขาสรุปแล้วครับ ทางนี้ ขออีก ๓ ท่าน ก็ใช้เวลาไม่นาน ท่านละประมาณ ๑๐ นาที สักครึ่งชั่วโมง เพื่อบรรยากาศที่ดี ผมว่าถอนเถอะนะครับ

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ผมขออนุญาตครับ ท่านประธาน ผมยืนครับ ขออนุญาตปิดอภิปรายครับท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงแค่ ๓ ท่าน ทีนี้ทางนี้ ก็ขอ เพื่อรักษาบรรยากาศ ผมว่าถ้าจะกรุณา ถอนก็ดีนะครับ ขอความกรุณาเถอะครับ วันนี้ บรรยากาศกําลังมาดีนะครับ

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลาที่ฟังมาแต่เช้า ผมเชื่อว่าประเด็นก็มีวกไปวนมาซ้ําซากอยู่อย่างเดิมนี่ละครับ แล้วท่านประธานก็ไม่สามารถควบคุมได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่เป็นไรครับ แค่ ๓ ท่าน ใช้เวลาคงไม่เท่าไร เพื่อรักษาบรรยากาศ ผมว่าถอนดีกว่า

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ท่านประธาน จะกําหนดระยะเวลาได้ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงใช้เวลาไม่มากกระมังครับ ก็คงท่านละประมาณ ๑๐ นาทีก็น่าจะพอสมควร

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ถ้าอย่างนั้น ผมถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เพื่อสร้างบรรยากาศครับ ตกลงถอนนะครับ

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอบคุณ จริง ๆ ครับ ๓ ท่านนะครับ เรียงตามนี้ครับ คุณหมอเธียรชัย ท่านบุญยอด และท่านธนิตพล เชิญคุณหมอเธียรชัย ถ้าจะกรุณานะครับ ประเด็นมันมีนิดเดียวครับ คุณหมอครับ ประเด็น มีนิดเดียว คือที่ท่านสงวนเอาไว้นี้สงวนเรื่องจํานวน ที่ท่านสงวนนะครับ เมื่อสมาชิกวุฒิสภา ว่างลง ท่านมีความเห็นอย่างไร แล้วก็จะทําอย่างไรในประเด็นที่ท่านสงวนไว้ตรงนี้เท่านั้น นะครับ ก็น่าจะใช้เวลาสัก ๑๐ นาที ก็น่าจะพอสมควรนะครับ เพื่อเป็นการอะลุ้มอล่วย ทั้ง ๒ ฝ่ายครับ รักษาบรรยากาศ ก็ขอความร่วมมือจากคุณหมอเธียรชัยด้วยนะครับ ขอเชิญ คุณหมอเลยครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

เรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะพยายามใช้เวลาให้มีคุณค่า มากที่สุดครับ ผมคือผู้หนึ่งที่แปรญัตติแล้วก็ไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ในหลายมาตรา ที่ผ่านมานะครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ ซึ่งผมถือว่ามีความสําคัญมาก ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานว่า เมื่อได้เห็นรายชื่อคือท่านสามารถ แก้วมีชัย ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้วนะครับ ผมก็เลยไปดูในอดีตก็คือว่าท่านได้เป็น สสร. ท่านหนึ่ง และท่านก็ได้ยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการรับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่นี้นะครับ จึงมีรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนตัวอักษรไปบ้างเล็กน้อย นั่นก็คือว่าในมาตราของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะอยู่ในมาตรา ๑๓๔ ครับ สิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าพวกเราในขณะนี้ ก็คือการแก้ไขที่ว่ายกร่างของมาตรา ๑๒๐ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ มาเป็นข้อความที่เขียนอยู่ ดังปรากฏที่เห็นนี้ครับ ก็คือ มาตรา ๑๓๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ เหมือนกัน ทุกตัวอักษรนะครับ เกือบทุกตัวอักษร ยกเว้นคําว่า วาระ กับ อายุ เท่านั้นเอง ในปี ๒๕๔๐ นี้ อยู่ในคําว่า ใช้คําว่าตามอายุ นะครับ แต่ในปี ๒๕๕๐ ฉบับที่กําลังแก้ไข ใช้ว่า ให้เมื่อถึงคราว ออกก็ออกจากถึงคราวออกตามวาระ เพียงแค่นี้เองนะครับ อันนี้คือที่มาระหว่างคําว่า วาระ กับ อายุของวุฒิสภา และในส่วนต่อไปก็คือเวลา ๔๕ วันนะครับ ซึ่งผมเห็นว่า ระยะเวลาที่จะมีการเลือกตั้งแทนสมาชิกวุฒิสภาที่ว่างลงนี้นะครับ การใช้กําหนดระยะเวลา ๔๕ วัน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่กว่า เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญอะไรก็ตามที่ออกมาใหม่ ๆ นี่ครับ มันก็คือจะแก้ไข ปัญหาเก่า ๆ เราเรียกว่า การพัฒนา เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้มันจะต้องพัฒนามาโดยตลอด ไม่กลับไปสู่วังวนเดิมนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างนั้นก็ไปไม่ได้นะครับ ผมเรียนให้ทราบว่าในมาตราที่ผ่านมานะครับ หลายมาตราจะเกิดปัญหาขึ้นมาในอนาคตอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่ไม่ควรจะ เกิดขึ้นก็อย่างเช่นว่า ใครก็ตามที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ต้องการจะสมัครวุฒิสภาชุดปัจจุบันนี้ จะมีการสับเปลี่ยนกันได้ตลอด เพราะมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน คนนี้ลาออก คนนี้เอาเข้า จะเหมือนกับ ส.ส.ที่เคยเกิดเหตุที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้ครับ มันจะเกิดภาวะ อย่างนี้เกิดขึ้น เพราะอะไรครับ เพราะเราไปตัดคําว่า อดีต หมดเลยที่เคยเป็น ๆ เว้นวรรค ๕ ปี ไม่มี เราตัดออกหมดดังนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อในมาตรา ๑๒๐ ตามที่ปรากฏการแก้ไข อยู่ปัจจุบันนี้ครับ ที่ให้ ๔๕ วัน ผมจึงเห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินไปครับ ควรจะ ๓๐ วัน เห็นด้วยกับท่านอรรถพรที่ว่า คนจะเป็นวุฒิสภา หลักการก็คือว่าจะต้องดํารงหรือ ยืนหยัดอยู่ในเรื่องของว่าความเป็นกลางครับ เราต้องเข้าใจเรื่องความเป็นกลางมากกว่าสิทธิ เอามาเปรียบเทียบกันก็คือต้องการออกแบบระบบครับ ให้เป็นระบบที่มีความเป็นกลาง ไม่ใช่ว่าเพื่อรักษาสิทธินะครับ สิทธิต่าง ๆ หรือเสรีภาพหรือประชาธิปไตยนี่ครับ มันอยู่ที่ สภาผู้แทนราษฎรครับ อันนี้เราจะต้องพยายามอธิบายให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ผมจําเป็นว่าจะต้องอธิบายกับท่านประธานเพิ่มนิดหน่อยก็เพื่อให้พี่น้องประชาชนทราบว่า รัฐธรรมนูญที่กําลังแก้ไขอยู่ปัจจุบันนี้ครับ ต่อไปจะไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะ การแต่งตั้งถอดถอนของวุฒิสภานะครับ ซึ่งมีความสําคัญมาก โดยเฉพาะการแต่งตั้ง ป.ป.ช. ท่านประธานครับ เคยเกิดเหตุเมื่อปี ๒๕๔๘ ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ครั้งแรกนะครับ ทําไมต้องแก้ไขครั้งแรก เพราะว่าเกิดมีการสร้างระบบที่คล้ายกับระบบ ประธานาธิบดีครับ ไม่ใช่ระบบรัฐสภา เหตุที่ผมพูดเช่นนี้เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันมีล็อกอยู่ คือว่าการสรรหา ป.ป.ช. ต้องมาจากผู้สรรหา ๑๕ คน ใน ๑๕ คนนั้นจะมี ตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ๕ พรรคการเมือง เขาให้เอาแค่ ๕ พรรคการเมืองให้เลือกมาเหลือ ๕ พรรค ในปี ๒๕๔๘ ครับ มันเกิดปรากฏการณ์ ประหลาดก็คือว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคนะครับ มีได้เพียงแค่ ๔ พรรคครับ มันเลยเกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมานะครับ เรื่องของการสรรหาคณะสรรหา ๑๕ คน ว่าจะมาจากที่ใดบ้างนะครับ ในที่สุดหนึ่งในตําแหน่งนั้น ก็คือตําแหน่งผู้นําเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร ตําแหน่งนี้ไม่มีนะครับในระบบรัฐสภา ในระบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือระบบสภาผู้แทนราษฎรครับ เรามีแต่ผู้นําฝ่ายค้าน หรือเราอาจจะเข้าใจว่าผู้นําเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แต่รัฐธรรมนูญที่แก้ไขและ สําเร็จไปแล้วก็คือได้ตําแหน่งผู้นําเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหลายคนบอกว่า เป็นตําแหน่งที่สอดคล้องกับระบบประธานาธิบดี อันนี้ก็อยากจะเรียนให้ทราบ เพราะฉะนั้น ตําแหน่งของวุฒิสภามีความสําคัญจริง ๆ นะครับ การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้ไป ตัดเอาสิ่งสําคัญหรือหัวใจต่าง ๆ ออกทําให้ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าระบบที่เรากําลัง พิจารณาเพื่อสร้างอยู่นะครับ มันจะมีความเป็นกลางได้มากน้อยแค่ไหน ผมได้อภิปราย ในวาระสองในมาตรา ๓ ไปแล้วว่าความเป็นกลางเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝันหาแม้จะยากนะครับ แต่ก็สามารถที่จะทําได้ใกล้เคียงกันกับระบบศาลครับ ระบบศาลหัวใจก็คือว่าต้องการสร้าง ให้เกิดความเที่ยงธรรมมากที่สุด แต่จริง ๆ แล้วความเที่ยงธรรมมากที่สุดมันมีอยู่ในโลก อุดมคติ เราก็ได้เพียงแค่ความยุติธรรมเท่านั้นนะครับ ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ในมาตรานี้ ผมจึงเห็นว่าการที่ผมแปรญัตติดังที่ผมจะเรียนให้ทราบก็คือผมแปรญัตติ อย่างไรครับ ผมแปรญัตติในมาตรา ๑๒๐ ว่าเมื่อตําแหน่งวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุตาม มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๑๙ ก็คือการตาย การลาออกอย่างนี้ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาใช้บังคับการเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิก วุฒิสภา ในกรณีดังกล่าวและให้สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามาแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งนั้น ได้เพียงวาระที่เหลืออยู่ของผู้อื่นของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่ว่างลง จะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่ดําเนินการเลือกตั้งหรือการสรรหาก็ได้นะครับ แต่เนื่องจากเราได้ผ่านวาระว่าเราจะเป็นการเลือกตั้ง ผมก็ต้องยอมรับในเสียงข้างน้อยที่ ผมเห็นว่าการสรรหาหรือเรียกว่า การเลือกตั้งโดยทางอ้อม ยังมีคุณค่า เพราะผมเชื่อมั่น ในระบบของการผสมพันธุ์พืชและผสมพันธุ์สัตว์ครับ ถ้าการแต่งตั้งหรือการสรรหาได้จาก กลุ่มวิชาชีพผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถเชิงประจักษ์ เราจะได้ลูกที่ออกมา เข้มแข็ง แข็งแรงครับมีความหลากหลายตามธรรมชาติมากกว่าผมเชื่อตามหลักธรรมชาติ แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คน ความอ่อนแอมันมีครับ มันมีเห็นแล้วก็มีคนวิจัยกัน มากมายมีหลายท่านที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ก็พูดถึงเรื่องที่มี การสํารวจสถิติต่าง ๆ ออกมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็คงใช้เวลาเพียงแค่นี้ครับยืนยันว่า ผมยังเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาที่วุฒิสภามาจากการสรรหาส่วนหนึ่งหรือเรียกว่า การเลือกตั้ง ทางอ้อม ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาในมาตรา ๘ นี้นะครับ ผมได้มีการแปรญัตติและสงวนความเห็นเอาไว้ในการแก้ไขมาตรา ๑๒๐ ครับ จากข้อความ ที่ขึ้นมันก็จะมีอยู่ ๒ วรรคด้วยกัน วรรคแรกผมขออนุญาตรวบรัดให้ท่านเลยนะครับ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการอภิปรายในวันนี้ วรรคแรกผมไม่ติดใจครับ วรรคสองอันนี้ เป็นความเห็นใหม่นะครับซึ่งยังไม่มีใครที่จะได้เสนอแนวคิดนี้ต่อท่านประธานกรรมาธิการ และท่านสมาชิกรัฐสภาในขณะนี้ ผมอาจจะเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย ผมบอกว่าเมื่อสมาชิก วุฒิสภามีสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งให้สมาชิกที่เหลือนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพและจะสมัคร เป็นสมาชิกทั้งสองประเภทอีกมิได้ เอาล่ะครับคําว่า สองประเภท คงใช้ไม่ได้แล้วก็ไม่ติดใจ ที่จะอภิปรายตรงนี้ แต่ว่าแนวความคิดคือตรงนี้ท่านประธานครับ ผมมองโลกในแง่ร้ายครับ เช่น เกิดมีปัญหาในวุฒิสภาเกิดมีสมาชิกวุฒิสภามีการลาออกจํานวนมากหรือมีเหตุเป็นไป จากเรื่องต่าง ๆ อาจจะถูกถอดถอนอาจจะถูกศาลตัดสินในคดีต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย เมื่อจํานวนมันไม่ถึงครึ่งนะครับ จํานวนที่ไม่ถึงครึ่งในวุฒิสภาหรือแม้แต่ใน ส.ส. ก็ตาม นะครับ ถ้าเป็นเหตุอย่างนั้น ผมคิดว่าเราควรจะต้องเขียนในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนครับว่า มันไม่ควรจะต้องมีสภาพของการเป็นสภาอยู่ ดังนั้นจึงต้องถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ผมจึงเสนอแนวความคิดนี้ครับว่า จํานวน ถ้ามีปัญหาไม่ถึงครึ่งแล้วก็ต้องถือว่าสมาชิกชุดนั้นต้องสิ้นสุดลง แล้วก็แสดงถึงความ มีปัญหานะครับก็ต้องยุติธรรมต่อพี่น้องประชาชนที่เขาเลือกมาด้วย นั่นก็คือว่าชุดนั้นไม่ควร จะลงกลับมาลงรับเลือกตั้งได้ซ้ําอีกหรือนําไปสู่การสรรหาถ้ายังมีอยู่นะครับ ก็ไม่ควรจะรับ การสรรหากลับเข้ามาอีก อย่างนี้เป็นต้น ผมขออภิปรายเพียงเท่านี้ครับ ไม่ใช้เวลาของสภา มากมาย แล้วผมก็หวังว่าท่านประธานกรรมาธิการก็คงจะตอบเหมือนเดิมก็คือว่าไม่สนใจ ไม่เห็นด้วย ไม่ให้ความหวังใด ๆ ต่อสมาชิกที่จะได้นําเสนอเรื่องต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสภา แห่งนี้แม้ว่านี่จะเป็นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เกี่ยวข้อง กับคนทุกคนก็ตาม ผมไม่มีความหวังใด ๆ เลยที่จะได้อภิปรายใด ๆ ต่อไปอีก แต่ผมลุกขึ้นมา ทําหน้าที่นี้ตามหน้าที่ที่ประชาชนส่งผมเข้ามาครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต้องขอบคุณ ท่านบุญยอดนะครับ วันนี้ท่านน่ารักจริง ๆ ครับ อภิปรายอยู่ในข้อบังคับล้วน ๆ เลยนะครับ ขอท่านสุดท้ายนะครับ ท่านธนิตพล เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนที่ ผมจะได้อภิปรายจะหารือท่านประธานว่าจะปิดการอภิปรายแล้วหรือครับ เพราะว่ายังมี เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่ต้องการอภิปรายนะครับ ท่านประธานครับ จะขออนุญาต ได้ปรึกษาท่านประธานนิดเดียวครับ เพราะว่าผมเป็นวิปของฝ่ายค้านด้วย เมื่อสักครู่นี้ผม ได้ยินท่านประธานได้เรียนกับที่ประชุมแห่งนี้ว่าผมจะเป็นท่านสุดท้ายที่จะได้อภิปราย ทีนี้ ยังมีเพื่อนของผมอีกหลายคนที่แปรญัตติไว้ซึ่งเขาก็สงวนความเห็นของเขาไว้ สงวนคําแปรญัตติ ของเขาไว้รวมไปถึงมีผู้ที่ต้องการอภิปรายที่ไม่ได้สงวนไว้แต่ว่าเนื่องจากท่านเพิ่งเข้ามาเป็น ส.ส. ก่อนที่จะมีการพิจารณานะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ นะครับ มีท่านพหลได้ขอปิดการอภิปราย แล้วผมก็ขอความกรุณาจากท่านพหล ขอให้ถอน เพราะทราบว่าฝั่งนี้จะขอพูดแค่ ๓ ท่านสุดท้าย ท่านมายืนยันกับผมว่า ๓ ท่านสุดท้าย ผมก็เลยขอความอนุเคราะห์ ขอความร่วมมือจากท่านพหล ท่านพหลก็ให้ความอนุเคราะห์ ให้ช่วยถอนโดยมีเงื่อนไขว่าฝั่งนี้ขอพูดอีก ๓ ท่านสุดท้าย ซึ่งท่านก็เป็นท่านสุดท้ายครับ ก็ตามที่ตกลงกัน ด้วยเหตุตรงนี้ครับท่านพหลถึงได้ยอมถอนครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

ผมค่อนข้าง ไม่ค่อยสบายใจ แต่ว่าไม่เป็นไรท่านประธาน คือพวกผมเองก็ตั้งใจแปรญัตติไว้แล้วก็การสงวน คําแปรญัตติมันคือความต้องการที่จะได้อภิปราย ในส่วนของมาตราที่ผมได้แปรญัตติไว้ ในมาตรา ๘ ครับ ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนท่านประธานก่อนครับว่าผมได้แปรญัตติไว้ มีทั้งในส่วนที่ผมได้ตัดออก และมีทั้งในส่วนที่ผมได้เพิ่มเติม ซึ่งท่านประธานก็ขึ้นจอโทรทัศน์ ให้เห็นชัดเจนนะครับ ผมจะพยายามไม่อภิปรายนอกประเด็นแต่ว่าจะเรียนท่านประธานว่า ในส่วนที่ตัดออก เป็นส่วนที่อยู่ในมาตรา ๑๒๐ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับร่างแก้ไข เพิ่มเติมของกรรมาธิการนะครับ ได้เขียนไว้ว่า เมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุใด เพราะเหตุ แล้วก็ผมตัดออกในคําว่า อื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา ผมมีความเห็นที่ให้ตัดในส่วนนี้ออก เพราะว่าถ้ามาดูในส่วนของรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ ผมเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่กรรมาธิการได้ขอแก้ไขนี้ อย่างน้อยที่สุด ถ้าแก้ไขได้เราก็ยังต้องยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่เหมือนเดิม ทีนี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เจตนารมณ์เขียนไว้ชัดเจนครับ พูดถึงเรื่องของวาระของการดํารงตําแหน่งของ วุฒิสมาชิก ผมก็ขออนุญาตได้เรียนท่านประธานครับว่าวาระการดํารงตําแหน่งของ วุฒิสมาชิกนั้นมันมีตามมาตรา ๑๑๙ ท่านประธาน มาตรา ๑๑๙ เขียนไว้ชัดเจนครับว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง มันเป็นตัวต่อเนื่องกันนะครับ มาตรา ๑๑๙ เขียนไว้ ชัดเจนว่า สมาชิกของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อ (๑) ถึงคราวออกตามวาระ แต่ปัญหา ก็คือว่า ท่านประธานกรรมาธิการ รวมถึงท่านคณะกรรมาธิการไม่ได้พูดถึงเรื่องของการออก ตามวาระ ตามเจตนารมณ์ที่ระบุไว้ใน มาตรา ๑๒๐ เลยครับ ในส่วน (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ผมจะขออนุญาตไม่อ่านรายละเอียดเพื่อประหยัดเวลา แต่ว่าการตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ ต้องห้าม ตามมาตรา ๑๑๕ หรืออื่น ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทางคณะกรรมาธิการได้บัญญัติไว้ว่า เป็นเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ซึ่งผมคิดว่าเวลาเราเขียนรัฐธรรมนูญกันนี่ ต้องยอมรับครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเป็นฉบับเอาศักดิ์ของรัฐธรรมนูญก่อนดีกว่า ศักดิ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถือว่าเป็นกฎหมายที่มีลําดับศักดิ์ที่สูงที่สุดในบรรดากฎหมาย ทั้งหมด การบัญญัติมาตราต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เขาจะบัญญัติให้มีการล้อ ตามกันมาตามมาตราลดหลั่นกันไป เพื่อเพิ่มความเข้าใจในการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตาม กฎหมายที่มีลําดับศักดิ์ที่มันสูงสุด ปัญหาก็คือว่าทางคณะกรรมาธิการไม่ได้ดูในตรงนี้ครับ ทางคณะกรรมาธิการได้เขียนข้ามไปเลย แล้วบอกว่า ให้กําหนดไว้ว่า ให้ตําแหน่งสมาชิก วุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา ซึ่งผมคิดว่า ในตรงนี้ทําให้ผิดในส่วนของเจตนารมณ์ของการแก้ไขในครั้งนี้ครับ ต่อมาครับท่านประธาน ผมได้เพิ่มเติมในส่วนนี้ไว้ว่า เมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุอื่นใด เพราะเหตุ ตามมาตรา ๑๑๙ ก็คือที่ผมอ่านเมื่อสักครู่นี้ครับ ผมสงวนไว้ว่ามาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ซึ่งทางกรรมาธิการ เมื่อเราดูในส่วนของ มาตรา ๑๑๓ และ มาตรา ๑๑๔ จะเห็นว่า มาตรา ๑๑๓ เป็นเรื่องของหลักเกณฑ์ในการเลือกตั้ง ส.ว. ผมก็คิดว่าทําไม ทางคณะกรรมาธิการจึงต้องแก้ไขในส่วนนี้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วหลักเกณฑ์ในการเลือกตั้ง ส.ว. ถึงผมจะทราบว่าทางที่ประชุมได้ลงมติไปในมาตรา ๓ แล้ว แต่สุดท้ายแล้วผมก็ยังเห็นต่างกับทางคณะกรรมาธิการก็คือว่า วันนี้ถ้าเกิดสมมุติว่าเรายัง ไม่ใช้ในส่วนของหลักเกณฑ์ในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มันจะก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยง ในอนาคตตามมา ท่านประธานครับ หลักเกณฑ์ที่ว่านี้มันมีทั้งเลือกตั้งแบบสรรหาและการ เลือกตั้งแบบการเลือกตั้งจากประชาชนเลือกไป ผมก็เรียนท่านประธานว่า ผมย้อนกลับไป ในเรื่องนี้เพราะผมเป็นห่วง ผมเป็นห่วงว่าในมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ที่ถูกตัดออกด้วย ทั้ง ๆ ที่ผมได้แปรญัตติเพิ่มเติมไว้ ผมก็มีเหตุผลไว้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ ที่ชัดเจนที่สุดคือ การแก้ปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือเรื่องการที่เหตุการณ์ บ้านเมืองในขณะนั้นมันเกิดเหตุการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเผด็จรัฐสภา คําว่า เผด็จการ รัฐสภา ก็คือฝ่ายนิติบัญญัติทั้ง สส และ ส.ว. ต่างเป็นกลุ่มการเมืองเดียวกัน และเมื่อเป็น กลุ่มการเมืองเดียวกัน ผมก็กลัวว่าถ้าเกิดสมมุติว่าการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้น ก็จะส่งผล ให้กับความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก็คือเราอาจจะเกิดเหตุการณ์เหมือนปี ๒๕๔๙ อีก พวกผมก็ จึงได้คัดค้านและได้แปรญัตติไว้ตรงนี้ครับ ผมเรียนท่านประธานต่อครับว่า ในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นผมเชื่อว่าหากทางคณะกรรมาธิการจะกรุณาได้แก้ไขในรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง ไล่ตั้งแต่มาตราที่เรากําลังพูดถึงก็คือมาตรา ๘ แล้วท่านช่วยดูด้วยได้ไหมครับว่ามีวิธีไหนบ้าง ที่เราจะไม่ทําให้ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน สามารถไปมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน กับพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งได้บ้าง ที่แสดงความเป็นห่วง จริง ๆ ไม่อยากพูดถึงเลย แต่ว่าอยากจะกราบเรียนเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุมรัฐสภานี้เท่านั้นเองก็คือว่า ผมเชื่อว่า เหตุการณ์ที่พวกเราเป็นห่วงอยู่ในขณะนี้ มันเคยมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาก่อน ในเรื่อง ของเผด็จการรัฐสภา แต่ไม่ใช่ประเทศไทยครับ ผมเชื่อว่าพวกเรารู้จักดีครับ ว่าครั้งหนึ่ง เผด็จการรัฐสภาที่เกิดขึ้นสามารถทําให้ประเทศของเขาเสียหายได้มากขนาดไหน และสามารถทําให้โลกเสียหายได้มากขนาดไหน ก็คือตัวของผู้นําสูงสุดของประเทศเยอรมัน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผมเรียนท่านประธานว่า ผมคงไม่เอาประวัติของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มานั่งอ่านให้ท่านประธานฟัง แต่ว่าในส่วนของเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น ครั้งหนึ่ง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยได้ใช้เผด็จการรัฐสภา ออกกฎหมายมอบอํานาจฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมดให้กับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนิตพลครับ ไม่ใช้ คําว่า หมดเวลา นะครับ เพียงแต่ขอความกรุณาให้กระชับสักนิดเถอะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมจะขอ ความกรุณาท่านประธานได้ไหมครับ ใช้เวลานิดเดียวนะครับ แต่ว่ามาตรา ๓ ผมตั้งใจ แปรญัตติไว้ สงวนความเห็นไว้ผมก็ไม่ได้พูด มาตรา ๔ ผมสงวนความเห็นไว้ผมก็ไม่ได้พูด มาตรา ๕ ผมสงวนความเห็นไว้ผมก็ไม่ได้พูด มาตรา ๖ สงวนไว้เช่นเดียวกันก็ไม่ได้พูดอีก มาตรา ๗ เมื่อวานนี้ตั้งใจจะพูด พูดไป ๓ คน แล้วก็ปิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนิตพลครับ ผมจะ ให้เกียรติท่านอยู่แล้ว ก็ขอให้ท่านช่วยบริหารให้กระชับหน่อยก็แล้วกัน เอาว่าเราให้เกียรติ ซึ่งกันและกันนะครับ รัฐสภายินดีต้อนรับผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตําบลแก้วแสน ครู อาจารย์ และคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยความ ยินดียิ่งครับ เชิญท่านต่อเลยครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ต้องเรียนท่านประธานครับว่าสิ่งที่สงวนไว้ก็คือสิ่งที่ ผมอยากจะชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ผมรู้ว่าถึงผมจะเสียงข้างน้อย แต่อย่างน้อยที่สุดได้ชี้แจงให้ประชาชนรับทราบผมก็สบายใจครับ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมพูดถึงในอดีตที่ผ่านมาผู้นําของ ประเทศเยอรมัน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผมเรียนว่าครั้งหนึ่งเขาเคยออกกฎหมายครับ กฎหมาย ที่มอบอํานาจของนิติบัญญัติทั้งหมด

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วง เชิญครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายในข้อ ๔๓ ใช้คําที่ ฟุ่มเฟือยเกินไป แล้วก็ใส่ร้ายกระบวนนิติบัญญัติของรัฐสภาว่าจะนําไปสู่เหมือนกับนําไปสู่ เผด็จการรัฐสภา ซึ่งไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศซึ่งทําให้ประเทศชาติเสียหาย แล้วดิฉันก็ เป็นกรรมาธิการต่างประเทศ ดิฉันก็เสียหายตรงที่ว่าต้องไปนั่งอธิบายให้บรรดาเอกอัครราชทูต ฟังว่าทําไม ส.ส. ในสมาชิกรัฐสภาเข้าใจผิดถึงประวัติศาสตร์ขณะนี้ ถ้าเยอรมันระบบเลือกตั้ง ทางตรงไม่ดี ป่านนี้เขาคงไม่ใช้ค่ะ ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่ ซึ่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มันเป็นอุทาหรณ์ว่า อย่าเลือกคนที่มีแนวคิดเผด็จการคลั่งชาติ ทะเลาะกับเพื่อนบ้านก่อสงครามแล้วก็เข่นฆ่า พี่น้องในประเทศ เขาแค่ไม่อยากจะเอาคนแบบนั้นขึ้นไปเป็นผู้นํา ซึ่งในรัฐสภานี้มีคนแบบนั้น ด้วยหรือคะท่านประธาน เท่าที่ดิฉันเห็นไม่มีนะคะ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านอย่าฟุ่มเฟือย เกินไปค่ะ ทําให้ประเทศชาติเสียหายค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงก็เหลือท่านสุดท้าย ท่านก็ขอเมื่อสักครู่ก็ขอผมนะครับ ไม่ได้พูดมาหลายมาตราแล้ว บรรยากาศมันดีครับ ผมก็พยายามอะลุ่มอล่วย ทีนี้ท่านครับผมให้ความร่วมมือกับท่านเป็นอย่างดีนะครับ ท่านเข้าใจเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน แล้วก็ท่านเป็นคนสุดท้าย บรรยากาศก็กําลังดี เพราะนั้นขอความร่วมมือครับ ท่านว่าตามสบายแต่ขอให้กระชับ เอากระชับสัก ๔-๕ นาที ก็คงจะสมควรครับ เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

กราบขอบคุณ ท่านปรานครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ ๑. คือผมไม่ได้ใช้คําฟุ่มเฟือย ผมกลัวผมเสียหาย เดี๋ยวพี่น้องประชาชนจะเข้าใจผิด ท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่คงไม่ไปทําให้ต่อความยาว สาวความยืด ท่านประธานครับ แต่ผมขออนุญาตแนะนําให้ท่านไปอ่าน ไม่ต้องเป็นหนังสือ ก็ได้ครับ อ่านวิกิพีเดียก็ได้ครับ ผมคิดว่ารายละเอียดทั้งหมดค่อนข้างเชื่อถือได้ แล้วถ้าท่าน จะเข้าใจประวัติศาสตร์ในอดีตท่านก็สามารถที่จะได้เข้าใจ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าเข้าประเด็น ท่านดีกว่ากระมั่งครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็มีประท้วงขัดจังหวะท่านเฉย ๆ ท่านจะต้องได้ อภิปรายโดยไม่มีใครประท้วง ไม่มีใครมาขัดจังหวัด ผมว่าน่าจะดีกว่า ท่านเข้าประเด็นดีกว่า ท่านจารุพรรณคงพอแล้วกระมังครับ ให้ท่านได้อภิปรายต่อนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกรัฐสภา ดิฉัน อยากจะให้สิ่งที่พาดพิงเมื่อสักครู่นี้ให้ไปอ่านวิกิพีเดีย ไปอ่านด้วยกันค่ะ แล้วจะได้แปล แล้วก็ไปด้วยกันเลยว่าตกลงใครอ่านผิดกันแน่ ดิฉันใช้ชีวิตอยู่ที่ยุโรปมาประมาณเป็น ๑๐ ปี ในอังกฤษ ๓ ปี ที่เยอรมัน ๕ ปี รวม ๆ แล้วเกือบ ๑๐ ปีอยู่ที่ยุโรป เพราะฉะนั้นดิฉันไม่อ้างผิด และวันนี้ดิฉันทําหน้าที่ในฐานะเป็นกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันได้คุยกับเอกอัครราชทูตหลาย ๆ ประเทศ ดังนั้นข้อมูลไม่ผิดพาดแน่นอนค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาพอสมควรครับ อย่างนั้น เข้าประเด็นท่านเลยครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมพยายาม เข้าประเด็นอยู่ท่านประธาน คือผมก็เรียนกับท่านประธานว่าคือจะเรียนต่างประเทศมา ผมก็เรียนอยู่แถวนั้นละครับ ไม่ได้แตกต่าง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็แถวนั้นเหมือนกัน

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

แต่ถ้าจะชวนผม ไปอ่านหนังสือด้วย ผมคิดว่าผมคงไม่ว่างครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญต่อเลยครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ผมแปลกใจ นิดเดียวท่านประธานครับ คราวที่แล้วผมต้องการอภิปรายเรื่องของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นี่นะครับ ผมก็เรียนท่านประธานว่าต้องทําความเข้าใจนิดหนึ่งว่า ผู้นําสูงสุดของประเทศ เยอรมนี ถึงเวลาที่เดินไปที่ไหนในขณะนั้น เขาจะต้องให้คนทําความเคารพด้วยการยกมือขึ้น เหนือศีรษะ แล้วก็พูดว่า ไฮล์ ฮิตเลอร์ (Heil Hitler) เป็นการกล่าวสดุดีท่านผู้นํา ผมก็เรียนว่า พอผมพูดถึงฮิตเลอร์ปุ๊บ ผมก็สงสัยมีคนขึ้นมา ไฮล์กัน ๒ ครั้งแล้วครับนี่ คือมันจะเป็น อะไรกันนักหนากับการที่ให้ผมอภิปราย ในขณะที่พวกคุณปิดอภิปรายมา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ บรรยากาศ กําลังดีจริง ๆ ท่านเข้าประเด็นดีกว่านะครับ เอาว่าขอให้กระชับ คงน่าจะสัก ๔-๕ นาที ก็พอแล้วกระมังครับ เชิญเถอะครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

ผมพยายาม จะบอกท่านประธานว่าผมกลัวครับ สิ่งที่ผมกลัวนี่ก็เพราะว่านอกเหนือจากการที่มอบอํานาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติให้กับตัวเองแล้ว เราอาจจะบอกว่าในประเทศไทยไม่มีหรอก แต่ว่าแม้แต่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมก็คิดว่าเราไม่ควรจะได้นําไปสู่กระบวนการนั้น การคานอํานาจกันในระหว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เป็นเจตนารมณ์ที่ได้กําหนดไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ ท่านประธานเองก็คงทราบ ท่านประธานกรรมาธิการเองก็คงทราบครับ เมื่อก่อนนี้เขาแค่ให้ ส.ว. เป็นพี่เลี้ยง ส.ส. แต่หลังจากปี ๒๔๘๙ เมื่อ ส.ว. มาดํารงตําแหน่งได้ ๒-๓ ปี เขาก็ บอกว่าหลังจากที่เป็นพี่เลี้ยง ส.ส. แล้ว ก็น่าจะเป็นการคานอํานาจ เขาเรียกว่า ระบบสภา แบบ ๒ สภา วันนี้สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็เพราะว่า ระบบคานอํานาจอย่างนี้มันสร้างความมั่นใจ ให้กับประชาชนทั้งประเทศว่ามันจะไม่เกิดเหตุการณ์เขาเรียกว่าเผด็จการรัฐสภา อย่างที่เคย เกิดขึ้นในอดีตในหลาย ๆ ประเทศ และผมก็ได้กราบเรียนต่อว่า ครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นที่ ประเทศเยอรมนี ที่ทางสภานิติบัญญัติมอบอํานาจให้คณะรัฐมนตรี หลังจากมอบให้ คณะรัฐมนตรีเสร็จ ปรากฏว่าหลังจากนั้นประธานาธิบดีก็ขออํานาจจากศาลในการที่ตัวเอง จะได้เป็นประธานศาลยุติธรรมสูงสุด ซึ่งประธานาธิบดีในขณะนั้นหรือผู้นําในขณะนั้นก็คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เมื่อเขาได้อํานาจจากนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร ซึ่งตัวเองเป็นอยู่แล้ว และอํานาจของศาลแล้ว สุดท้ายเขาก็ออกกฎหมายปลดล็อกสุดท้ายของตัวเองคือไม่ให้ใคร ปลดตัวเองออก ผมก็เรียนว่า ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้นในเมืองไทย ถ้าหากเกิดขึ้นได้ ทําไมเราไม่สร้างดุลอํานาจที่มันถูกต้องละครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปถึงทางท่านประธานกรรมาธิการก็คือว่า ผมเองนี่ครับ ในส่วนของมาตรานี้ ผมได้เห็น เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๒๐ ชัดเจน ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านครับ เจตนารมณ์ของ มาตรา ๑๒๐ ที่กําหนดไว้ว่า โทษนะครับ เป็นเจตนารมณ์ที่ต้องการกําหนดวาระการสิ้นสุด วาระของ ส.ว. ในทุก ๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการหมดสมาชิกภาพ หรือแม้แต่ ในเรื่องของการกระทําผิดตามคุณสมบัติ ผมได้ตัดข้อความในส่วนที่ ๒ ออกก็คือหลังจากที่ ตามมาตรา ๑๑๙ ให้นําบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และ มาตรา ๑๑๘ มาบังคับใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว ในส่วนนี้เพื่อจะปิดช่องว่าง ที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของการหมดวาระของสมาชิกวุฒิสภา และผมได้ตัดเรื่องของการให้ มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทน ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตําแหน่งนั้นว่างลง ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ สอบถามท่านเลยครับ ส.ว. เมื่อปี ๒๕๕๐ ที่เลือกตั้งไป รวมถึงสรรหา ปีนี้ครับที่นั่งอยู่ในสภา จํานวนทั้งหมด ๑๕๐ คน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ในจํานวน ๑๕๐ คน บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ชัดเจนว่าให้กําหนดเลือกตั้งภายในหกสิบวัน ทางคณะกรรมาธิการเคยเชิญทาง กกต. มาปรึกษาไหมครับว่าการเลือกตั้งจํานวน ส.ว. ๒๐๐ คนในระยะเวลาสี่สิบห้าวันเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะในจํานวนสี่สิบห้าวัน ผมเรียนว่าถ้า ส.ว. มีจํานวนไม่มาก คณะกรรมการการเลือกตั้งจําเป็นจะต้องจัดการเลือกตั้ง ทั้งหมด ๒๐๐ เขต อย่างที่ท่านและเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ลงมติกันไว้ หรือแม้แต่ ท่าน ส.ว. บางท่านลงมติกันไว้ ๒๐๐ คน จํานวนสี่สิบห้าวันเท่ากับเดือนครึ่ง ท่านเคยมี ไทม์ไลน์ (Timeline) ไหมครับที่จะกําหนดว่าลงสมัครเขาใช้เวลากันเท่าไร เตรียมตัวเท่าไร การออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ ซึ่งมันไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส. แน่นอนครับ และท่านประธาน อย่าลืมนะครับว่ารัฐธรรมนูญในการเลือกตั้ง ส.ว. มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่รู้จักกี่ครั้งแล้ว มาตั้งแต่เรื่องการเลือกตั้งทางตรง มาทางอ้อม ทางอ้อมมา ทั้งทางอ้อมสรรหา สรรหาเสร็จปุ๊บ มาผสมกันระหว่างเลือกตั้งทางตรงกับสรรหา จนมาถึงสุดท้ายครั้งนี้คือการเลือกตั้งทางตรง ทั้ง ๒๐๐ เขต ผมก็อยากจะทราบเช่นเดียวกันครับว่าการเลือกตั้งทางตรง ๒๐๐ เขต กรรมาธิการสอบถาม กกต. เขาหรือยังว่า กกต. เขามีความพร้อมจริง ๆ หรือไม่ และถ้า กกต. บอกว่ามีความพร้อม ผมก็อยากดูว่าความพร้อมที่ว่านี้หมายถึงอะไรบ้าง เผื่อเวลาให้ ส.ว. เขาทําอะไรบ้าง อย่างเช่นให้เขาเตรียมตัวในการที่จะลงสมัคร การตรวจสอบคุณสมบัติ ต่าง ๆ ใช้เวลาเท่าไร รวมไปถึงเรื่องของวิธีการหาเสียงที่กําหนดให้ชัดเจน เพราะผมกลัวครับ อย่างที่บอกว่าการเลือกตั้งถ้าเราบอกว่าเราเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง คืนอํานาจให้ประชาชน การจะให้คน ๖๐ กว่าล้านคนออกมาเลือกตั้ง ส.ว. ตามที่พวกเรา หวังไว้ ผมคิดว่าทางคณะกรรมาธิการต้องคํานวณเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ เพราะหาก ไม่คํานวณเรื่องนี้อย่างจริงจัง สุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างที่พวกเราไม่อยากให้มันเกิดก็คือว่า คนลงเลือกตั้งทุกคนต้องใช้เงินในการลงทุนหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อลงทุนหาเสียงเลือกตั้งก็ไม่ อยากมีใครที่จะไม่ประสบผลสําเร็จจากการลงทุน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจํานวนสี่สิบห้าวัน เป็นการบีบบังคับให้กับ ส.ว. ที่บางครั้งเขาอาจจะไม่อยากเข้าไปอิงพรรคการเมือง แต่เมื่อ ลงทุนไปแล้วเขาอาจจะต้องเข้าไปอิงพรรคการเมืองในการช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านคงรู้ดี ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ของท่านก็มีสมาชิกวุฒิสภา ท่านได้พูดไหมครับว่ากระบวนการในการเลือกตั้ง ส.ว. ที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมา กรณีมีปัญหาผมเชื่อว่าหกสิบวันยังไม่พอเลย และวันนี้ท่านยังลดลงอีก ผมยิ่งเห็น ความชัดเจนเกิดขึ้นว่า เหมือนกลาย ๆ ว่าจะบีบให้ ส.ว. ทุกคนจะต้องไปมีผลประโยชน์ ต่างตอบแทนกับพรรคการเมืองซึ่งผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชัดเจนในการที่จะคาน อํานาจกันระหว่างสภานิติบัญญัติทั้ง ๒ สภา ผมเรียนท่านประธานครับว่า ในส่วนนี้ผมจึงได้ตัดออก และผมเพิ่มเติมเข้าไปในส่วนที่ว่า และให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาดํารงตําแหน่ง ผมคงไว้ตามมาตรา ๑๑๘ นะครับก็คือ ๖๐ วัน และให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาดํารงตําแหน่งแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งได้เพียง วาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน นี่หมายความว่าผมต้องการที่จะให้มีการคานอํานาจกัน อย่างเต็มที่ แต่ว่าท่านประธานกรรมาธิการพยายามจะบอกกับผมว่าวันนี้ประชาชนเลือก ไปแล้วคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ผมคิดว่าท่านประธานครับ สภานิติบัญญัติแห่งนี้คือที่ที่เราควรจะ กําหนดหลักของประเทศให้ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนได้เดินตามอย่างถูกต้องครรลองครับ ที่ท่านพูดไม่ผิดครับ ที่ประชาชนควรจะได้รับสิทธิในการเลือกตั้ง ส.ว. ทุกคน ไม่ผิดหรอกครับ แต่เราจะกําหนดอย่างไรละครับที่จะป้องกันไม่ให้ ส.ว. นี้ กลายเป็นส่วนเดียว หรือส่วนใด ส่วนหนึ่งของพรรคการเมือง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานนี้ครับ คือสิ่งที่ ผมแปรญัตติไว้ ดังนั้นนะครับสุดท้ายผมก็เรียนกับท่านประธานครับว่า ถึงมาตรานี้ ท่านประธานกรรมาธิการบอกจะไม่มีอะไรพูดมาก จริงครับ เพราะว่าที่มีอะไรให้พูด เพื่อนสมาชิกปิดการอภิปรายไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผมก็ต้องชี้ให้เห็นในมาตรานี้เช่นเดียวกันว่า ความจําเป็นในเรื่องของการคานอํานาจเป็นสิ่งจําเป็น ท่านประธานกรรมาธิการขอความกรุณา ส่วนที่เหลืออยู่ตรงไหนแก้ไขได้ สร้างดุลอํานาจให้มันถูกต้องเถอะครับ ผมไม่สามารถที่จะ เห็นตามกรรมาธิการได้ และจะกราบเรียนท่านประธานก็ขอเป็นผู้หนึ่งที่คัดค้านการแก้ รัฐธรรมนูญด้วยวิธีการอย่างนี้ อย่างเต็มที่ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ไม่มี ผู้อภิปราย ผมขอมติเลยนะครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้มีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ กราบเรียน ท่านประธานว่าในมาตรา ๘ นี้ เป็นการยกเลิกมาตรา ๑๒๐ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน แล้วก็บัญญัติถ้อยคําขึ้นใหม่ก็มีสาระสําคัญอยู่ ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรกก็คือกรณีที่ สมาชิกวุฒิสภาหมดสมาชิกภาพลง ซึ่งมิใช่เป็นการหมดสมาชิกภาพตามวาระนะครับ เช่น ตาย ลาออก หรือสิ้นสมาชิกภาพอะไรก็ตาม เป็นเรื่องเฉพาะตัวนี้นะครับ ก็ได้บัญญัติให้ มีการเลือกซ่อม โดยการดําเนินการเลือกซ่อมนี้ให้ใช้เวลาให้เสร็จภายใน ๔๕ วัน ยกเว้น ถ้ามีวาระดํารงตําแหน่งอยู่ไม่ถึง ๑๘๐ วัน ก็อาจไม่จําเป็นจะต้องเลือกซ่อมนะครับ อันนี้เป็น เรื่องที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมไปจากร่างที่รับไปจากรัฐสภา ยังคงถ้อยคําเดิมไว้ทุกถ้อยคํานะครับ ทีนี้เหตุผลว่า ๔๕ วัน เหมาะสมหรือไม่ก็กราบเรียน นะครับว่า ขณะที่เราได้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ก็ได้มีตัวแทนจากคณะกรรมการ การเลือกตั้งได้มานั่งให้คําแนะนํานะครับ ซึ่งถ้าท่านจะย้อนกลับไปดูในมาตรา ๑๑๘ นี้ นะครับ เดิม มาตรา ๑๑๘ เราบอกว่า กรณี ส.ว. สิ้นวาระให้เลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนะครับ ก็ปรากฏ กกต. เขาขอ ขอเป็น ๔๕ วันทั้ง ๒ อย่างนะครับ ทั้งหมดวาระและทั้งสิ้นสภาพเฉพาะตัว เหตุเพราะเขาบอกว่ามันจะมีปัญหาทางปฏิบัติ ในเรื่องของการเตรียมบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เราก็ได้ปรับแก้ตามความต้องการและเห็นว่า เหมาะสมในฐานะที่ กกต. เขาเป็นผู้มีประสบการณ์ เป็นผู้กํากับดูแลการเลือกตั้ง

และเหตุผลประการที่ ๒ ที่ ๔๕ วัน ท่านก็คงทราบนะครับว่าพื้นที่ในการที่ สมาชิกวุฒิสภาจะต้องไปพบปะพี่น้องประชาชน เราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ฉะนั้นการให้เวลาท่านก็เพื่อให้ท่านได้มีโอกาสไปพบปะพี่น้องประชาชน ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เราแก้ไขนะครับในมาตรา ๑๑๒ วรรคสี่ ก็ได้ให้ท่านที่สมัครสามารถที่จะหาเสียงได้ โดยพูดเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ของท่าน ฉะนั้นเราก็คิดว่าระยะเวลา ๔๕ วัน น่าจะเหมาะสม ฉะนั้นท่านประธานครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ขอยืนตามที่รับร่าง ไปจากรัฐสภานะครับในมาตรา ๘ นี่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญสมาชิกข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญเลยนะครับใช้สิทธิแสดงตน แสดงตนได้เลยนะครับ เห็นเข้ามาอีก ๑ หรือ ๒ คน

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

แสดงตนเรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๔๒๐ ท่าน ครบองค์ประชุม

ผมขอมติเลยนะครับ มติเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการหรือไม่ ใช้สิทธิได้เลย มาตรา ๘ นะครับ เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการหรือไม่ ใช้สิทธิได้เลย

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลย มติเห็นด้วย ๓๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๑๕ ท่าน ถือว่ารัฐสภา มีมติเห็นชอบ

เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๙ แก้ไขมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว.รสนาครับ ท่าน ส.ว. ไพบูลย์ เชิญครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ไพบูลย์ นิติตะวัน ท่านประธานครับเป็นคิวผมอภิปรายใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช่ครับ ท่านไพบูลย์ครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในเรื่องของการพิจารณา มาตรา ๙ ซึ่งกําหนดให้ยกเลิกข้อความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๔๑ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักร แล้วก็ในการที่ยกเลิกดังกล่าวนั้นก็เป็นเพื่อที่จะตัดคําว่า ประกาศให้มี การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา แต่ประเด็นที่เมื่อสักครู่ดูแล้วผมเลยได้แปรญัตติไว้โดยขอยกเลิก มาตรานี้ทั้งมาตรา เนื่องจากตอนแรกผมเป็นห่วง แต่เอาในวรรคสองของมาตรา ๒๔๑ ซึ่งเป็นมาตราที่ให้การคุ้มครองคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่เมื่อมาดูแล้วการแก้ไข ในบทบัญญัติมาตรา ๙ นั้นเป็นการแก้ไขเพื่อยกเลิกข้อความเฉพาะในวรรคหนึ่ง ส่วนวรรคสอง ท่านยังคงไว้ พอเห็นประเด็นนี้ก็เข้าใจครับ แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นที่ผมยังเป็นห่วง ที่อยากจะกราบเรียนไว้ก็คือว่า ในมาตรานี้เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งคณะกรรมการเลือกตั้งนั้น เป็นภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภาโดยตรงในการที่ ทั้งแต่งตั้งและถอดถอน และโดยเฉพาะในสิ่งที่สําคัญในหลักการและเจตนารมณ์ แห่งรัฐธรรมนูญนั้น วุฒิสภาจริง ๆ ถูกออกแบบไว้ให้ดูแลสถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่น ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่โดยในหลักการแล้วครับ เรื่อง กกต. นั้น เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าในการเลือกตั้งในประเทศไทยข้อเท็จจริงผู้ที่ออกเสียง เป็นจํานวนมาก สําหรับผู้ที่ออกเสียงนะครับ มีความต้องการให้ผู้ที่สมัครลงเลือกตั้งนั้น ให้ค่าตอบแทนในการออกเสียงทั้งก่อนและหลังการออกเสียงทําให้เสียงที่ออกมานั้น เป็นเสียงซึ่งได้รับผลตอบแทน เสียงดังกล่าวจึงไม่ใช่เสียงที่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้น ผู้ที่ไปสมัครรับเลือกตั้ง แล้วไปจํายอมที่ไปให้ค่าตอบแทนกับผู้ที่ออกเสียงนั้น ซึ่งมีบางส่วน นะครับ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับเลือกมาจากผู้ออกเสียงที่ไม่เป็นประชาธิปไตยย่อมไม่ใช่ผู้ที่อยู่ใน ระบบของประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ผู้สมัครในระบบเลือกตั้งเมื่อในบางพื้นที่ และในบางคนนะครับ ที่มีอุปนิสัยที่ไม่ค่อยดี แต่ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ ผมทราบว่า ท่านประธานไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทําให้เมื่อได้มามีค่าใช้จ่าย ซึ่งสมาชิกหลายท่านอภิปราย ไปแล้วก็ทําให้เวลามาทําหน้าที่ก็จะเน้นเรื่องผลประโยชน์ในการทําหน้าที่ แล้วก็นอกจากนั้น ครับ ยังทําให้การเลือกตั้งนั้นได้แต่เสียงป๊อบปูล่าโหวต (Popular Vote) ไม่ได้สามารถที่จะ ทําให้ได้คุณสมบัติในการที่จะกระจายไปยังกลุ่มเฉพาะเจาะจงที่เป็นประโยชน์ต่อการทํา หน้าที่ของวุฒิสภา กกต. เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ เพราะว่า กกต. นั้นมีส่วนในมาตราที่บัญญัติไว้ ก็คือเป็นผู้ที่ดําเนินการสรรหา ซึ่งได้ถูกในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สภาแห่งนี้ ได้ตัดออกไปแล้วนั้น ในมาตรา ๑๑๔ วรรคสอง ซึ่งถูกพิจารณายกเลิกไปในมาตรา ๔ ซึ่งเขียนว่าการซึ่งได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาให้คํานึงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของวุฒิสภาเป็นสําคัญ และให้คํานึงถึงองค์ประกอบ จากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน โอกาสและความเท่าเทียมกัน ทางเพศ สัดส่วนของบุคคลแต่ละภาคสาขาอาชีพ รวมทั้งให้โอกาสกับผู้ที่ด้อยโอกาส ทางสังด้วย คือผู้พิการต่าง ๆ นั้น ก็ถูกตัดไปในเมื่อเราพิจารณามาตรา ๔ ผมทราบครับ เพราะว่าระบบที่มาของ ส.ว. ที่มีการเลือกตั้งแบบ ส.ส. นั้น ท่านคุมเรื่องนี้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อกําหนดไม่ได้จึงมีปัญหาในส่วนที่ ๒ ซึ่ง กกต. ในการทําหน้าที่ตรวจสอบนั้น ในการเลือกตั้งนั้นเป็นองค์กรที่สําคัญที่สุด แต่ก็ทําหน้าที่นั้นในการดูแลเรื่องการสรรหา ได้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการนะครับ หลาย ๆ ครั้ง ท่านประธานกรรมาธิการเป็นห่วง ในเรื่องประชาธิปไตยต้องการให้มีการเลือกตั้งใน ส.ว. เลือกตั้ง มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมด ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ปัจจุบันมีอยู่ ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ให้เป็นทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเพิ่มจํานวนเป็น ๒๐๐ คนเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ผมอยากจะเรียนว่า ประชาธิปไตยคือพหุภาคีไม่ใช่ให้อํานาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มใหญ่นะครับ แต่เป็น การให้พื้นที่แบ่งปันทํางานร่วมกัน แบ่งปันร่วมกันในรัฐสภาแห่งนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านไพบูลย์ครับ ไม่อยากท้วงนะครับ ท่านช่วยเข้าประเด็นแล้วก็ขอกระชับด้วยครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านครับ นี่ละครับ ประเด็นปัญหา เพราะผมพูดเรื่องประชาธิปไตยตามที่ท่านประธานกรรมาธิการพูดอยู่ เสมอ ๆ เพราะว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของความคิด ความคิดเป็นแกนของประชาธิปไตย ดังนั้นถ้าผมได้อภิปรายแสดงว่าสภาแห่งนี้มีประชาธิปไตย แต่ถ้าผมอภิปรายแล้วถูกตัดหรือ ถูกหยุดยั้ง แสดงว่าความเป็นประชาธิปไตยในสภาแห่งนี้ไม่มี ดังนั้นด้วยความเป็นห่วงครับ ขอบคุณครับท่านประธาน เดี๋ยวผมต่อแล้วนะครับ ดังนั้นทั้งหมดนะครับ สภาผู้แทนราษฎรนั้น กับวุฒิสภามีหน้าที่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นท่านประธาน ที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ก็คือ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแบบ ส.ส. อย่างเดียว โดยไม่คํานึงถึงคนกลุ่มน้อยนะครับ กลุ่มน้อยนี่ไม่ได้น้อยอะไรมากมายหรอกครับ ก็เป็นจํานวนหลายล้านคนเช่นเดียวกัน ซึ่งอยู่ในสาขาอาชีพต่าง ๆ ทําให้ไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในวุฒิสภาได้ ซึ่งท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์ครับ ด้วยความเคารพครับ มาตรา ๙ นี้ เนื้อหาคือระหว่างเลือกตั้งนะครับหรือมีประชามตินี้ ไม่ให้จับกุมคุมขังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประเด็นมันมีอยู่ตรงนี้ครับ ทีนี้ท่านสงวนไว้ ขอตัดออกทั้งมาตรา ท่านมีความเห็นอย่างไรถึงตัดออกทั้งมาตราในกรณีอย่างนี้นะครับ ขอให้เข้าประเด็นเถอะครับท่านครับ ผมให้โอกาสมานานแล้วครับ ๗ นาทียังไม่เข้าประเด็น ด้วยความเคารพครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ จะได้กระชับขึ้นครับ ขอบคุณมากครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

เมื่อสักครู่ลืมดูนาฬิกาครับ ท่านประธานครับ หลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ท่านประธานครับ การลงประชามติ ก็อยู่ในนี้ ก็ชัดเจนนะครับ ผมอยากจะโยงมานิดหนึ่งว่า ถ้าจะให้ประชาชนมีบทบาทและมี ส่วนร่วมในการปกครองนั้น ก็ควรจะให้ประชาชนลงมติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เพราะ ประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น แต่ถ้าท่านมาแก้รัฐธรรมนูญกันเองนะครับ แล้วไม่ให้ประชาชนลงมติ เรื่องลงมตินี้อยู่ในนี้นะครับ ถ้าท่านไม่ให้ประชาชนลงมติเห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของท่านแล้ว มันโดยอาศัยว่าท่านเป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งประชาชน เลือกมานั้น ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมเห็นว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องให้ประชาชน ได้ใช้สิทธิโดยตรง เป็นประชาธิปไตยโดยตรงจึงจะถูกต้อง

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมกล่าวในฐานะเป็นประชาชนซึ่งมีโอกาสมาทํา หน้าที่ในรัฐสภาแห่งนี้โดยตรง เพราะถูกเลือกมานะครับ แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้แทนราษฎร ประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งหลาย ๆ ท่านเป็น ผมเป็นประชาชนตัวจริง จึงขอฝากความคิดเห็นไว้ ต่อรัฐสภาแห่งนี้ ดังได้กล่าวให้ท่านประธานรับทราบแล้ว ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านสุนัยเชิญครับ มีอะไรครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขอประทานโทษ ท่าน พลเอก สมเจตน์ นิดเดียวครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วนจังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนาม สมาชิกรัฐสภา ในฐานะตัวแทนของวิปรัฐบาล ท่านประธานครับ การโหวตมาตราเมื่อสักครู่นี้ เป็นเรื่องที่เราต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านจริง ๆ ครับ ไม่ใช่โหวตให้แก่เสียงข้างมาก แต่ว่า เราทุกคนได้สร้างให้ประชาชนเห็นว่า ความขัดแย้งในระบบประชาธิปไตยนั้นเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง ก็จะกลับมาสู่เหตุผลได้ ทําให้ประชาชนไม่เบื่อหน่าย ท่านประธานครับ ผมคงไม่ขัดขวางใคร ที่จะเสนอความเห็นต่อไป เพียงแต่กราบเรียนท่านประธานถึงเพื่อนสมาชิกว่า ในมาตรา ๙ นี้ มันไม่มีเนื้อหาอะไรมากเลย เพียงแต่ว่าระหว่างประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้งนั้น ห้ามไม่ให้ จับกุม กกต. เขาเท่านั้นเอง เว้นเสียแต่ความผิดเฉพาะหน้าที่เห็น ถ้าเราจะร่วมมือกันให้ผ่าน มาตรานี้โดยง่าย แล้วก็เอาเวลาที่เหลือนี้ไปว่าด้วย มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตราใหญ่ ๆ ผมเชื่อว่าเราจะเรียกศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยกลับมา จะทําให้ ประชาชนเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยที่เป็นระบบรัฐสภาว่า ผู้แทนราษฎรนั้นมีเหตุผล ทุกฝ่าย เลยขออนุญาตนําเสนอท่านในฐานะวิปรัฐบาล แล้วก็กราบขอขอบพระคุณนะครับ สําหรับมาตราเมื่อสักครู่นี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอท่านต่อไป เลยนะครับ ท่าน ส.ว. พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็ยินดีตอบสนองต่อเพื่อนสมาชิกรัฐสภานะครับ เพราะว่า ผมได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๙ ไว้นะครับ โดยมีการเพิ่มข้อความว่า ประกาศให้มีการสรรหา สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมติตรงนี้ทางรัฐสภาได้ลงมติไปแล้วว่าไม่ต้องการให้มีสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหา เพราะฉะนั้นผมก็จะไม่ใช้เวลานะครับ แต่ก็ขอสงวนความเห็น และความคิดที่ผมจะไปอภิปรายในมาตรา ๑๒ ครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านประสงค์ นุรักษ์ ครับ เดี๋ยวท่านประสงค์ เดี๋ยวผมประกาศชื่อเดี๋ยวจะได้เตรียมตัวทันนะครับ ท่านประสงค์ นุรักษ์ เสร็จแล้ว ก็ไปท่านเพ็ญพักตร์ ท่านสาย แล้วไปที่ท่านจุฤทธิ์นะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ถึงตาผม แล้วใช่ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในการแปรญัตติของกระผมในมาตรานี้ผมแปรญัตติไว้คงจะไม่มีผลบังคับแล้ว แต่ผมใคร่จะ ขอถือโอกาสนี้พูดแสดงความชัดเจนของกระผมครับ เพราะว่าส่วนที่ผมแปรญัตติไว้นี้ มันเกี่ยวกับการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมันไม่มีผลบังคับเสียแล้ว แต่ผมอยากจะถือโอกาสนี้ อภิปรายสนับสนุนคณะกรรมาธิการสักครั้งเถอะครับ เพราะว่าผมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้อง ผมก็สนับสนุน ถ้าหากว่าไม่ถูกต้องผมก็คัดค้านในกรณีนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพ ในกรณีที่จะจับกุม คุมขัง หรือเรียกคณะกรรมการเลือกตั้งในระหว่างการประกาศ การเลือกตั้งนี้ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องครับ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนคณะกรรมาธิการ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านเพ็ญพักตร์ครับ อยู่ไหมครับ ถอนนะครับ ก็ท่านสายครับ ถอนนะครับ ถอนเยอะ อย่างนั้นผมไปที่ท่านวันชัย อยู่ไหมครับ ถอนนะครับ ท่านจุฤทธิ์ครับ เชิญครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๙ นี้ครับ เป็นการแก้ไขมาตรา ๒๔๑ จากรัฐธรรมนูญเดิมปี ๒๕๕๐ มีสองวรรค แต่กรรมาธิการได้นําไปแก้ไขตัดวรรคสองทิ้งทั้งวรรค แล้วก็แก้ไขในวรรคที่หนึ่งคือตัดคําว่า ประกาศให้มีการสรรหาวุฒิสมาชิกวุฒิสภา ออก เพราะกรรมาธิการเข้าใจว่าวุฒิสมาชิก ที่มาจากการสรรหาจะไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องตัดประโยคดังกล่าวออก ซึ่งก็ถือว่า ถูกต้องตามหลักการปฏิบัติ แต่ผมมีข้อสงสัยอย่างนี้ครับ ท่านตัดมาตรา ๒๔๑ ออก ทําไม ท่านไม่ตัดมาตรา ๒๔๐ ออกไปด้วย เพราะมันอยู่ติดกันครับ ถ้ากรรมาธิการบอกว่า ท่านละเอียดลออรอบคอบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมคนหนึ่งนี่ครับ ผมเขียนว่าตัดออก ทุกมาตรา เพราะเห็นด้วยกับการมีวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาอยู่ ท่านก็บอกว่าขัดกับ หลักการในกฎหมายรัฐธรรมนูญเล่มนี้ครับ จะเขียนคําว่า สรรหา ไม่ได้เลยครับ เป็นของ แสลง แล้วทําไมมาตรา ๒๔๐ ท่านไม่แก้ออกไปด้วยละครับ หรือท่านประธานลืมดู หรือกรรมาธิการลืมดูหรือกรรมาธิการเร่งรีบลวก ๆ ทําแบบไม่ยอมดูอย่างละเอียดรอบคอบ ก็เลยลืมแก้ในมาตรา ๒๔๐ อันนี้เป็นคําถามให้ท่านประธานตอบด้วยครับ ให้ท่านประธาน กรรมาธิการวิสามัญตอบด้วยนะครับว่าทําไมท่านไม่แก้มาตรา ๒๔๐ ออกไป แต่แก้ มาตรา ๒๔๑ นั่นคือคําถามข้อที่ ๑

คําถามข้อที่ ๒ การที่ท่านตัดวรรคสองออกทั้งวรรคมันมีผลครับ ผลอย่างไรครับ ในมาตรา ๒๔๑ มันไม่ใช่แค่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสมาชิกนะครับ มาตรานี้ครอบคลุม เรื่องใหญ่ ๆ ๓ เรื่องครับ ๑. เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒. เลือกตั้งวุฒิสมาชิก ๓. การลงประชามติ เพราะฉะนั้นในมาตรานี้

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจุฤทธิ์เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตาม ข้อ ๔๓ ด้วยความเคารพ อาจจะเป็นความรีบร้อนเพราะว่าท่านรีบเข้ามาจากข้างนอก ผมเห็นอยู่ นะครับ มาตรา ๙ เขียนว่าให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๔๑ คือยกเลิกแค่วรรคหนึ่ง เพื่อให้ท่านผู้ฟังทางบ้านรวมถึงเพื่อนสมาชิกได้เข้าใจตรงกันนะครับ วรรคสองและวรรคสาม ไม่ได้มีการแก้ไขครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เหลืออีก คนสองคน ท่านจุฤทธิ์ครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แล้วผมผิดข้อบังคับตรงไหนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอภิปรายต่อไปครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานต้องดูครับ ท่านประธานครับ ผม จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนให้ใครประท้วงผม ประธานต้องบอกผมก่อนว่าผมผิดข้อบังคับข้อไหน ผมอภิปราย ๒ นาที ๓๓ วินาที ยังไม่ซ้ําประเด็นเลยท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

มาตรา ๙ พรรคประชาธิปัตย์ ผมอภิปรายคนแรกยังไม่ซ้ําประเด็นกับใครในพรรคด้วย ท่านต้องควบคุมการประชุมสิครับ

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมว่ากําลังจะไปได้สวย เพราะว่ามีอภิปรายไม่กี่คน เชิญประท้วงอะไรครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ข้อ ๔๓ เป็นการ อภิปรายนอกประเด็น จริง ๆ ก็ไม่รู้จะหาคําว่าอะไร แต่ว่าต้องเรียนท่านผู้อภิปรายด้วย ความเคารพมาตรา ๙ เขายกเลิกแค่วรรคหนึ่งครับ ก็เพื่อจะได้เข้าใจตรงกันนะครับ วรรคสอง วรรคสาม ไม่มีการแก้ไข ผมเห็นท่านอภิปรายบอกว่าตัดมาตรา ๒๔๑ ออก ทั้งมาตราแล้วมาเติมแค่วรรคหนึ่งมันจะเป็นความเข้าใจผิดของสมาชิกท่านอื่นด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจุฤทธิ์เอาเข้ามาตรา ที่ท่านจะขอแปรญัตติไว้ เชิญครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กระผม จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของ มาตรา ๒๔๑ ที่เรามีการแก้ไขในมาตรา ๙ ของร่างแก้ไข มันครอบคลุมประเด็นใหญ่ ในการเลือกตั้งถึง ๒ ระบบ คือเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเลือกตั้งวุฒิสมาชิก อีกส่วนหนึ่งที่มีความสําคัญไม่แพ้กันคือการออกเสียงประชามติในส่วนนี้ท่านประธานครับ การออกเสียงประชามติจะไปผูกพันกับมาตรา ๑๖๕ แต่ก็ไม่มีการแก้ไขครับอันนั้นผมไม่ ไปกล่าวถึง แต่ประเด็นดังกล่าวที่ว่าท่านตัดออกเรื่องการสรรหาวุฒิสมาชิก ผมก็ได้เรียน ไปตอนต้นแล้วว่าถ้าท่านแก้มาตรา ๒๔๑ ทําไมท่านไม่แก้มาตรา ๒๔๐ ด้วย เดี๋ยวท่านต้อง ตอบผมคําถามนี้ ส่วนอีกประเด็นหนึ่งครับที่ท่านแก้ไขในวรรคนี้ สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือเรื่องที่ ถ้าท่านแก้ไขเรื่องวิธีการในการจับกุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง สิ่งที่ผมห่วงที่สุดคือในกรณี ที่จับในขณะกระทําความผิดแม้นว่าไม่มีการแก้ไขแต่ก็มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงเพราะอะไรครับ เพราะสิ่งที่พวกผมอภิปรายมาตลอดก็คือต่อไปการเมืองครับ เมื่อวุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมดเดิมพันทางการเมืองมันสูงขึ้น การเลือกตั้งรุนแรงขึ้น เราวิเคราะห์กันว่าถ้าการเลือกตั้งรุนแรงขึ้นจะมีการซื้อสิทธิขายเสียงมากขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วง ที่สุดก็คือ สมมุติถ้ามีการกลั่นแกล้งกันล่ะครับ ถ้ามีการกลั่นแกล้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง วันดีคืนดีเลือกตั้งวุฒิสมาชิกกําลังมีส่วนได้ส่วนเสียกันอยู่ระหว่าง ๒ เบอร์แข่งขันกัน รุนแรงมาก วันดีคืนดีถ้ามีถุงขนมไปวางหน้าบ้านประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทําอย่างไรครับ กรรมาธิการได้คิดกันเรื่องนี้หรือไม่ ได้ปรึกษาเรื่องนี้หรือไม่ เพราะท่านเป็น คนแก้ไขเองครับ ๒๐๐ เขตนี่ท่านแก้ไขเองนะครับ ๒๐๐ เขตนี่ครอบคลุมไปทั่วทั้งประเทศ นะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการเคยตั้งคําถามพวกนี้บ้างหรือไม่ คณะกรรมาธิการมี ความสามารถในการดูแลครบทั้ง ๒๐๐ เขตหรือไม่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีความสามารถในการดูแลระบบเลือกตั้งระบบจังหวัด เป็นเขต แล้วก็เรียงเบอร์หรือไม่ เพราะคนละระบบกับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้คือ คําถาม สําคัญที่สุดครับสมมุติจังหวัดหนึ่งมีวุฒิสมาชิกได้ ๓ คน ถ้าลําดับ ๑ ลําดับ ๒ คะแนนห่างกันเยอะ ลําดับ ๓ ลําดับ ๔ สูสีกันอย่างนี้ครับ แล้วมีการกลั่นแกล้งได้หรือไม่ครับ มีการติดสินบนเจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้หรือไม่ครับ จะนําไปสู่การชี้ผล ใบเหลืองใบแดงของลําดับ ๓ ลําดับ ๔ หรือเปล่า ถ้ามีได้ ๓ คน ลําดับ ๓ มากกว่าลําดับ ๔ ไม่เท่าไร ถ้าลําดับ ๓ เป็นไปลําดับ ๔ ขยับขึ้นมาแทน ถ้ามีการพยายามทุจริตการเลือกตั้ง กรรมาธิการได้ถามหรือไม่ว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไรนะครับ ผมขอให้ทางกรรมาธิการ ได้ตอบตรงนี้ด้วย แล้วถ้าผมสงสัยผมจะซักถามอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

กรรมาธิการตอบก่อนครับ เชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ คืออย่างนี้นะครับ คือมาตรา ๙ เราก็เพียงแต่ไปดูแลเฉพาะในวรรคหนึ่งนะครับ วรรคสองยังอยู่เหมือนเดิม วรรคหนึ่งที่เรา ต้องปรับปรุงแก้ไขก็เพราะว่าในเมื่อเราไม่มีวุฒิมาจากสรรหาแล้วถ้อยคําอะไรที่มันเกี่ยวข้อง กับการสรรหาเราก็ตัดออก ฉะนั้นก็จะคงเฉพาะกรณีวุฒิสภาหรือประกาศให้มีการออกเสียง ประชามติ ขณะที่ดําเนินการห้าม ก็ให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง กกต. อย่าไปจับกุมคุมขัง ยกเว้น ความผิดที่กระทําซึ่งหน้านะครับ ซึ่งในวรรคสองก็ไปขยายความถ้าจะจับก็ต้องขออนุญาต มาที่ประธาน กกต. อันนี้คือสิ่งที่เรากําลังพิจารณากันอยู่นะครับ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านกังวลว่า ไปตัดวรรคสองนี้ไม่ได้ตัดนะครับ ส่วนที่บอกว่าถ้าหาก กกต. ถูกกลั่นแกล้งเอาถุงเงินไปวาง หรืออะไรนะครับ ผมว่าเอกสิทธิ์ในรัฐธรรมนูญนี่ละครับจะไปคุ้มครองเขาซึ่งก็ได้ปฏิบัติกันมา กรรมาธิการก็ไม่ได้ไปแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคําอะไรนะครับ ในมาตรานี้ก็เป็นไปตามร่างที่ กรรมาธิการรับไปจากรัฐสภา แล้วก็คือถ้อยคําที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพียงแต่ตัดถ้อยคําที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสรรหาเท่านั้นเองครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจุฤทธิ์ ต่อครับ เชิญครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา รบกวนให้จบสิ้นกระบวนความตรงนี้นะครับแล้วเดี๋ยวจะมีท่านอื่นอภิปรายต่อ ผมเรียนถาม คําถามที่ ๑ ครับ ทําไม ๒๔๐ คือมาตรา ๒๔๐ ไม่ตัดทิ้ง ท่านมีเหตุผลอย่างไรถึงมีความ ไม่เหมือนกันระหว่าง ๒ มาตรานี้ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญประธานครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ครับ คือมาตรา ๒๔๐ ผมจะชี้แจงครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้วนะครับ ๒ ครั้งก็ได้ชี้แจงไปแล้ว คือเนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๘ กับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๐ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เป็นการให้อํานาจกับ กกต. และศาลฎีกาดําเนิน กระบวนการตรวจสอบ ส.ว. สรรหาที่ได้รับการสรรหามาโดยมิชอบ เหมือนพวกเรา ส.ส. นี่ละครับ เลือกตั้งเสร็จ รับรองไปก่อนแล้วตามสอยทีหลังก็ กกต. เขามีเวลาตามสอยอีก ๑ ปี ฉะนั้นในช่วงนี้ก็อยู่ในกระบวนการที่เขายังสามารถดําเนินการที่จะจัดการกับ ส.ว. สรรหา ที่ได้มาโดยมิชอบ แล้วเขาก็จะส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ฉะนั้นถ้าเราไปตัด ๒ มาตรานี้ ออกนะครับ ในการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะทําให้กระบวนการตรวจสอบดังกล่าว ไม่สามารถปฏิบัติได้ ฉะนั้นถ้าหากว่าประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปครบ ๑ ปี กกต. หมดอํานาจที่จะติดตามแล้ว ๒ มาตรา คาอยู่ก็ไม่เป็นไรครับก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เพราะไม่มี ส.ว. สรรหาแล้ว แก้รัฐธรรมนูญคราวหน้าก็ตัดทิ้งออกไปครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่มีผู้ใดสงสัยนะครับ หมดสงสัยก็ต่อไป ท่านสมชาย แสวงการ ครับ ท่านไม่อยู่ถือว่าไม่ประสงค์จะอภิปราย นะครับ ต่อไปท่านธนาครับ ท่านธนาเชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คําถามของท่านจุฤทธิ์ซึ่งได้ถาม เมื่อสักครู่นี้แล้วก็ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ตอบไป แต่ผมเชื่อว่าคําตอบ ของท่านนั้นยังไม่มีความชัดเจน ถ้าท่านจะพูดว่ามาตรา ๒๔๐ ที่ไม่แก้นั้น เพราะว่า มีระยะเวลา ๑ ปี สําหรับ ส.ว. ที่ได้รับการสรรหามาที่อาจจะถูกเพิกถอนสิทธิได้ เป็นขบวนการที่จะต้องดําเนินการกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอนสิทธิ ก็ทําไมท่านไม่เขียน ให้ชัดละครับว่า ส.ว. สรรหาที่ได้ดําเนินการมา แล้วอยู่ในช่วงเวลา ๑ ปี ที่ศาลฎีกาจะต้อง ดําเนินการตามคําร้องที่อาจจะมีอยู่ก็ให้คงไว้เฉพาะ ส.ว. ที่มีปัญหา แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ของท่านมันจะไปใช้บังคับในวันที่ ๒ ในการเลือกตั้ง ส.ว. ปีหน้า ผมเชื่อว่าถ้าจะมีคนที่อยู่ใน กระบวนการการร้องเรียนขณะนี้ที่ผมตรวจสอบมันไม่มี ถ้าไม่มีท่านก็ไม่จําเป็นต้องไปใส่ หรือถ้าท่านจะใส่ท่านก็น่าจะเขียนให้ชัดว่าอันนี้หมายถึงในกรณีที่มีการสรรหา ส.ว. ขึ้นมาใหม่ ในระยะเวลายังไม่ครบ ๑ ปี ก็เห็นให้ชัดสิครับ แต่พอท่านเขียนไม่ชัดมันกลายเป็นว่า เมื่อมี การร้องขอหรือศาลฎีกาได้ดําเนินการเพิกถอนสิทธิ ทําไมท่านพูดแค่ ๑ ปี ผมว่าสิทธิในการ เพิกถอนของ ส.ว. สรรหามันไม่ได้มีเฉพาะที่มาของ ส.ว. สรรหาไม่ชอบ แต่ ส.ว. สรรหาที่มี อยู่อาจจะไปดําเนินการอะไรที่ผิดกฎหมายแล้วถูกศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิก็ได้ เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ละครับ อาจจะถูกเพิกถอนสิทธิเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านพูดว่า ๑ ปี นับแต่ได้รับการสรรหานั้นผมยืนยันว่าไม่ใช่ครับ เพราะสิทธิในการที่จะร้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองมันมีอยู่ตลอดเวลา สมมุตินะครับ ส.ว. ท่านอาจจะไปถือหุ้นเกินกว่ากฎหมายกําหนดหรือไปดําเนินการ ในระหว่างที่เป็น ส.ว. แล้วเข้าข่ายผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมถามว่ามีผู้ยื่นคําร้องขอให้ เพิกถอนสิทธิได้ไหมครับ ได้ครับ เกินกว่าเวลา ๑ ปี ก็ได้ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนว่าท่านดู กฎหมายไม่ละเอียด ถ้าจะบอกว่าท่านละเลย มาตรา ๒๔๐ ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะในมาตรา ๙ ท่านมาดูมาตรา ๒๔๑ ท่านดูเฉพาะกระบวนการการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นมันทําให้ผมมี แนวความคิดเดียวครับว่าตอนที่ท่านแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านสนใจอย่างเดียวคือวิธีการ เลือกตั้งที่จะได้มาซึ่ง ส.ว. เลือกตั้งเท่านั้น ท่านไม่สนใจอย่างอื่นเลยครับ เพราะฉะนั้นพอมัน เกิดปัญหาว่ามุมมองของท่านมองแค่ประเด็นเดียวที่จะเข้ามาแก้ ท่านก็เลยไปหลุดในประเด็นอื่น เดี๋ยวสักครู่หนึ่งท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญลุกขึ้นตอบผมนะครับ ที่ท่านตอบว่า หลังจากสรรหาแล้วมีเวลาถอดถอน ๑ ปี กับข้อเท็จจริงที่ผมยกให้กับท่านก็คือว่า แล้วถ้า มันเลย ๑ ปีแล้ว ส.ว. สรรหาไปดําเนินการหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดํารงตําแหน่ง ส.ว. ถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิได้หรือไม่ แล้วถ้าเกิดมีการเพิกถอนสิทธิท่านจะทําอย่างไร แล้วสิ่งที่ ผมได้กราบเรียนท่านประธานตั้งแต่แรกก็คือไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนครับท่านประธาน ที่ไประบุว่าให้มีผลบังคับก่อนรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใช้บังคับ ผมตั้งแต่ศึกษาดูตํารา วิชากฎหมายมามากมายยังไม่เคยเจอเลยครับ มาในยุคนี้ละครับที่ได้เห็นว่าคนเขียนกฎหมาย มันช่างมีความเก่งกล้าสามารถมาก เขียนกฎหมายได้แม้กระทั่งว่าระหว่างที่กฎหมาย ยังไม่ออก ยังไม่ผ่าน สามารถมีผลบังคับย้อนหลังกลับไปได้ ซึ่งมันขัดหลักการในการออก กฎหมายครับ กฎหมายที่ย้อนหลังมันต้องเป็นลักษณะเป็นคุณ แต่เขาก็จะไม่บัญญัติ ครับท่านประธาน มันโดยลักษณะตัวมันเองจะต้องมีเป็นคุณที่จะไม่ทําให้ผู้ได้รับผลกระทบ จากกฎหมาย แต่ของท่านออกกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วให้มีผลย้อนหลังไปก่อนรัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับ แล้วเป็นเรื่องของสิทธิของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นมาตรา ๙ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ๑. ไม่สบายใจว่าท่านเลือกแก้ ท่านละเลย ท่านไม่เอาใจใส่ ทําให้การออกกฎหมายฉบับนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติ แล้วเมื่อ มีปัญหาแล้วก็ต้องส่งตีความ ส่งตีความแล้วจะยึดถือปฏิบัติอย่างไร ผมเชื่อว่าท่านก็จะให้ ความเห็นชอบในวาระ ๓ อย่างแน่นอน แล้วก็คงจะต้องออกไปในรูปแบบที่กรรมาธิการ วิสามัญนําเสนอที่ประชุมรัฐสภาให้พิจารณาในวันนี้ เพราะพวกผมทักท้วง ลุกขึ้นโต้แย้ง เอาประเด็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เรียนท่านมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ๑๐ กว่าวัน ท่านก็ไม่ฟัง มีวันหนึ่งที่จะมีความรู้สึกดีก็คือวันที่ท่านขอถอนมาตรา ๕ ถ้าจําไม่ผิด ว่าจะกลับไปทบทวนเรื่องครอบครัว บุพการี แล้วก็เรื่องพรรคการเมือง นักการเมือง ที่ท่านออกข่าวมา แต่พอถอนออกไปเข้าสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากันไม่ถึง ครึ่งชั่วโมงก็รีบกลับเข้ามาในที่ประชุมแห่งนี้ แล้วก็ตัดสิทธิเพื่อนสมาชิกที่เขาขอสงวน ความเห็น เขาขอแปรญัตติไม่สามารถใช้สิทธิได้เลย ผมเป็นผู้หนึ่งที่เสียสิทธิครั้งนั้น ผมก็มี สิทธิที่จะคิดได้ครับว่ามันเป็นแผนของกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่ ที่มันทําให้เห็นว่าท้ายที่สุด กระบวนการที่มันมีอยู่นี้ ที่ท่านรู้สึกอึดอัดว่ามันพูดจาในสิ่งที่ท่านไม่ได้ต้องการ ไม่อยากฟัง ท่านก็บอกว่า ๑๐ วันนี่พูดกันซ้ําซาก เบื่อหน่าย การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การแก้ไข กฎหมายธรรมดานะครับ มันต้องเปิดกว้าง มันต้องรับฟังความคิดเห็น แล้วท่านรู้ไหมครับว่า การที่ท่านพูดอยู่ตลอดเวลาว่าสิทธิที่ท่านสมาชิกอภิปรายซ้ําซาก วกวน แล้วก็ท่านไม่สามารถ รับฟังได้ จนกระทั่งเสนอขอปิดอภิปราย ผมเรียนให้ท่านทราบเลยครับว่านั่นคือจุดเปราะบาง ที่สุดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าท่านยังไม่ใจกว้างพอที่จะรับฟังความคิดเห็นของ คนอื่น และคนอื่นนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกลครับ เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยที่ทําหน้าที่ มันก็จะไป เทียบเคียงกับคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญว่าเมื่อท่านที่จะไปแก้องค์กรซึ่งเป็นองค์กรหลัก ในการบริหารประเทศ ท่านต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนว่าเขาเห็นด้วยกับท่าน หรือไม่

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยิน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับมีคนประท้วงท่าน เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตาม ข้อ ๙๙ ผมกําลังรอฟังอยู่ว่า มาตรา ๙ ที่ท่านบอกว่าให้ยกเลิกทั้งมาตราแล้วจะกลับไปใช้ มาตรา ๒๔๑ เก่า ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เกี่ยวเนื่องอย่างไรกับการอภิปรายของท่าน นะครับ ก็ขอท่านประธานโปรดควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านธนาครับ เอาเข้าประเด็นด้วยนะครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ การที่ผมขอตัดมาตรา ๙ ทั้งหมดนี้ก็เพราะผมเห็นว่าการบัญญัติ รัฐธรรมนูญในการแก้ไขครั้งนี้นั้นไม่มีความรอบคอบ ท่านไปตัดเรื่องของกระบวนการสรรหา แล้วถ้าเกิดต้องมีการสรรหาจริง ๆ เพราะว่ามาตรา ๒๔๐ ยังอยู่ แล้วจะทําอย่างไร ผมพยายามโน้มน้าวและชี้ให้เห็นในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ว่าถ้ายังเดินหน้าต่อในมาตรา ๙ แล้วต่อไปถ้าเกิดว่ามันมีการสรรหา ส.ว. ขึ้นมาจริง ๆ เนื่องจากศาลฎีกาได้ตัดหรือถอนสิทธิ สมาชิกวุฒิสภา ผมพยายามท้วงติงให้ท่านเห็นเป็นระยะ ๆ ว่ายังมีเวลาที่จะกลับมติของ กรรมาธิการวิสามัญ ถ้าสมมุติว่าที่ประชุมแห่งนี้เห็นด้วยกับผม นั่นหมายถึงว่าท่านเห็นด้วย ว่าการบัญญัติกฎหมายในข้อมาตราที่ผ่านมานั้นมีปัญหา ที่ประชุมแห่งนี้ก็สามารถที่จะ ทบทวนกลับมติไปพิจารณาในเรื่องที่มีความขัดหรือแย้งในเรื่องของกฎหมายได้ การอภิปราย ในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ มันไม่ใช่หลักกฎหมายอย่างเดียว มันเป็นเรื่องกฎหมายมหาชน ควบรวมกับวิถีทางของพี่น้องประชาชน แนวทางการดําเนินชีวิต ลักษณะความเป็นอยู่ คุณธรรม จริยธรรม ทุกอย่างมันต้องประกอบไปในทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานว่าผมได้อภิปรายให้ท่านประธานเห็นว่าการที่เราไปแก้ไข กฎหมายและเราไม่ได้ดูอย่างรอบคอบ มาตรา ๘ ที่ผ่านมาขัดมาตรา ๒๔๐ ขัดมาตรา ๑๐ ขัดมาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งที่ประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญลุกขึ้นชี้แจง ผมเชื่อว่าคนที่ติดตามฟังการอภิปรายจริง ๆ จะทราบ ได้เลยครับว่าคําชี้แจงนั้นมันไม่มีน้ําหนัก เพราะมันก็ยังยืนยันให้เห็นว่ามันมีการขัดกัน แห่งการบัญญัติกฎหมายชัดเจน ถ้าท่านจะต้องจํากัดสิทธิหรือดําเนินการในเรื่องใดกฎหมาย ก็มีช่องในการออกบทเฉพาะกาล แต่ท่านปล่อยให้ ๒ มาตรา เดินคู่กันไปในรัฐธรรมนูญ ผมก็มีสิทธิที่จะเรียนท่านประธานว่าแล้วจะเลือกใช้มาตราไหนในการปฏิบัติ จะเอามาตรา ๘ จะเอามาตรา ๙ ซึ่งไปขัดกับมาตรา ๒๔๐ หรือเปล่า แล้วถ้าขัดจะทําอย่างไร เพราะ ท่านประธานไปดูนะครับว่าท่านเขียนกําหนดกระบวนการของการเลือกตั้งวุฒิสภาสมาชิกไว้ อย่างมีกรอบเวลาจํากัดอย่างยิ่ง เดิมที่ท่านเสนอมาให้เลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ วาระการของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งใช้กฎหมายเดียวกัน บัญญัติไว้ ๔๕ วัน ก็ด้วยเหตุผลของการทักท้วงในกรรมาธิการวิสามัญอย่างไรครับ แล้วท้ายที่สุดท่านก็ไม่เอา เราต้องขอให้ กกต. มาชี้แจงว่า ๓๐ วัน ทําทันไหม ซึ่ง กกต. เขาก็ ยืนยันว่า ๓๐ วันคิดว่าไม่น่าจะทัน ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนเป็น ๔๕ วัน ท่านเห็นไหมครับ นอกจากนั้นแล้วพอได้มีการดําเนินการแล้วท่านก็ให้กรรมการการเลือกตั้งไปร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ต่อรัฐสภาภายใน ๓๐ วัน ท่านไปดูมาตรา ๑๑ สิครับ ผมต้องโยงนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน เพราะต้องเชื่อมที่มาให้เห็นว่ากระบวนการการร่างกฎหมายครั้งนี้มันเกิดปัญหา ถ้าเรื่องนี้จะ เป็นการแก้ไขมาตราเพื่อการได้มาซึ่ง ส.ว. ท่านก็ต้องให้ดําเนินการให้ กกต. ไปดําเนินการ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรับธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. ไม่ต้องเกี่ยวกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเลยครับ เพราะกระบวนการและวิธีการหลายอย่างที่มันไม่ตรงกัน ไม่ว่า จะเป็นสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชนที่ ๑ คนมีสิทธิ ๑ เสียง เลือก ส.ส. ได้ ๑ คน และในระบบ ส.ส. นั้นมีระบบบัญชีรายชื่อด้วย แต่ในการเลือกตั้งระบบของวุฒิสภานั้น ท่านเลือกโดยมีเกณฑ์ของจํานวนสมาชิก ๒๐๐ คน เป็นที่ตั้งแล้วหารด้วยจํานวนประชากร ในแต่ละจังหวัด เพราะฉะนั้นวิธีการเลือกตั้งจะแตกต่างกัน ถ้าท่านจะเขียนท่านต้องเขียนว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปดําเนินการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพราะเขาไม่ได้แก้ไขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านก็ไป เหมารวมไปเขียนเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปด้วย เมื่อท่านไปดําเนินการแล้วท่านก็ กําหนดระยะเวลาว่าให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใจ ๑๒๐ วัน ๔ เดือนครับ ให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ต้องถือว่าให้มีการดําเนินการให้มีการเลือกตั้ง เห็นไหมครับ ท่านวางตารางเวลา การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไว้ค่อนข้างชัดเจน สมมุติครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านความเห็นชอบในปลายเดือนกันยายน ไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต้นเดือนตุลาคม ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านธนาครับ ท่านเกียรติ์อุดมเชิญครับ ประท้วงอะไรครับ บอกด้วยครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายนะครับท่านประธาน อยากให้ท่านเข้าประเด็นนะครับ เพราะในเมื่อ ท่านประธานกรรมาธิการท่านก็ได้ชี้แจงแล้วว่ามาตรา ๒๔๐ นั้นก็ยังคงไว้เอาไว้รอให้สมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการสรรหาได้หมดวาระก่อน เพราะว่าขณะนี้ยังอยู่ในวาระสรรหานะครับ ได้หมดวาระก่อน เพราะว่าขณะนี้อยู่ในวาระ เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากสรรหานั้นก็ยังคงไว้อยู่จนจะหมดวาระเราค่อยแก้ใหม่ มาตรา ๙ นี้ท่านก็บอกว่า ท่านแก้แต่วรรคหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่คุ้มครองให้กับ กกต. เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านเข้าประเด็น เสียทีนะครับท่านประธานที่เคารพ ช่วยวินิจฉัยด้วยนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือท่านธนากําลังจะเข้าสู่ ประเด็นของเขา ที่คงเอาไว้มาตรา ๒๔๑ ท่านสุรเชษฐ์มีอะไรครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานก็ยืนยันมา หลายครั้ง ว่าท่านนั้นแม่นด้วยข้อบังคับ เพราะฉะนั้นผู้ที่กําลังอภิปราย ผมคิดว่า ท่านประธานก็ได้รับฟังว่าอยู่ในประเด็นหรือไม่ แต่ผู้ที่ขึ้นมาประท้วงตามข้อบังคับข้อ ๔๕ ว่าท่านประธานจะต้องวินิจฉัยว่าขึ้นมาประท้วงและผิดข้อบังคับข้อใด ถูกต้องหรือไม่ ไม่ใช่ขึ้นมากล่าวหาว่าไม่อยู่ในประเด็นอะไรต่ออะไร ทั้ง ๆ ที่ผมก็นั่งฟัง เพลิดเพลินกับข้อมูล การอภิปรายของคุณธนา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้ท่านประธานจะต้องวินิจฉัยว่าทุกครั้ง ที่ขึ้นมาประท้วง ผิดข้อบังคับ ถูกต้องหรือไม่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยเรียบร้อยนะครับ ท่านเกียรติ์อุดมพอแล้วกระมังครับ คือมาตรา ๒๔๐ ท่านธนาไม่ได้ไปเกี่ยวแล้ว ยังคงไว้ นะครับ ผมวินิจฉัยไปเรียบร้อยนะครับ เปิดไมโครโฟน

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา เมื่อกี้นี้ผมประท้วงชัดเจนว่าผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ไม่ได้เข้าประเด็นนะครับท่านประธาน ผมยืนยันชัดเจนนะครับ ข้อ ๔๓ ให้เข้า ในประเด็น ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมก็จะให้เข้าประเด็น เพราะว่าท่านธนาเขาตัดออกหมด คือยังคงไว้ มาตรา ๒๔๑ เชิญท่านธนาท่านพยายามเข้าสู่ ประเด็น เพราะผมฟังท่านด้วยความสนใจนะครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้กราบเรียนท่านประธานให้เห็นภาพ เพราะการที่จะหยิบยก ในเรื่องมาตราใดมาตราหนึ่งนั้นมันเกี่ยวโยงกับอีกหลายส่วน ถ้าผมไม่หยิบยกเรื่องในส่วนที่ เกี่ยวข้องมาพูดก็จะไม่เกิดความเข้าใจ ผมกําลังเรียนให้เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เนื่องจากมีเวลาที่เป็นตัวตั้ง ทําให้เราละเลยแล้วขาดความรอบคอบในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมเรียนท่านประธานตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่า ไม่แก้มาตรา ๒๔๐ แต่ข้ามมาแก้ มาตรา ๒๔๑ เพราะไปมุ่งเน้นอย่างเดียวเรื่องของการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา แต่เพราะ พอไปเน้นอยู่เรื่องเดียวมันทําให้เกิดความละเลยในการที่จะดูรายละเอียดประกอบในกรณีที่ ส.ว. สรรหา ซึ่งท่านยังคงสถานะเขาไว้อยู่นั้น เมื่อท่านไปตัดบทการสรรหาออกหมดแล้ว เกิดสมาชิกวุฒิสภาบางท่านถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิท่านจะทําอย่างไร อันนี้ละครับ มันเป็นเรื่องสําคัญที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องไม่ประมาทเลินเล่อหรือพลาดพลั้งในการบัญญัติ กฎหมายแล้ว ไม่สามารถดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายได้ แล้วสิ่งที่ผมอภิปรายประกอบ ความเห็นของผมก็คือว่า พวกผมก็ไม่แปลกใจว่าทําไมพวกผมต้องมาลุกขึ้นอภิปรายข้ามวัน ข้ามคืนติดต่อกัน ๔-๕ วัน ก็ทําครับท่านประธาน เมื่อเป็นหน้าที่เราก็ทํา แต่สิ่งหนึ่งที่ผม อยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า ไม่เคยมีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งใดซึ่งเป็น กฎหมายหลักสําคัญของประเทศแต่ขาดความรอบคอบ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปก็คือสมมุติว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้สิ้นสุด ในปลายเดือนนี้ ท่านก็ไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ระหว่างประกาศในราชกิจจานุเบกษา ที่ส่งทูลเกล้าฯ มันก็มีช่องทางให้เกิดการตีความรัฐธรรมนูญนั้นชอบหรือไม่ชอบ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพวกผมกําลังเรียนท่านประธานว่าพวกผมจะใช้ช่องทางนั้นละครับ ที่จะยับยั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้ก็พูดกันตรง ๆ เพราะฉะนั้นมันก็จะมีเวลาอยู่ที่ ศาลรัฐธรรมนูญอีกส่วนหนึ่ง ถ้านับเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกประมาณสักเดือนหนึ่ง ก็ขึ้นต้นเดือนพฤศจิกายน ประกาศใช้กฎหมาย ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ ท่านเห็นไหมครับ เวลามันคาบเกี่ยวและมันเกือบจะไปชนกับวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ที่ท่านประธานกับเพื่อน สมาชิกอีกจํานวนหนึ่งจะต้องหมดสมาชิกภาพแล้วจะต้องมีการดําเนินการเลือกตั้งครับ และที่ผมชี้ให้เห็นก็คือว่าเมื่อไปมีกําหนดเวลาอย่างนั้นมันทําให้การร่างกฎหมายไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม มีอย่างที่ไหนครับท่านประธาน ให้ กกต. ๔ เดือนไปดําเนินการร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. ถ้า ส.ว. ทําไม่เสร็จภายใน ๔ เดือน ท่านประธานรู้ไหมครับว่าเขาทําอย่างไร กฎหมายฉบับนี้เขียนว่าให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร นําร่างที่ กกต. พิจารณาอยู่นั้นขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย และถ้าระหว่าง ๔ เดือน เกิด กกต. เขาพิจารณากันไปได้มาตรา ๒ มาตรา ๓-๔ มาตรา มันยังไม่มีความครบถ้วน สมบูรณ์ ท่านจะเอาร่างอย่างไรครับไปทูลเกล้าฯ ท่านเห็นไหมครับ ก็เพราะไปเขียนเวลา จํากัดอย่างนี้เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. ชุดใหม่มาจากการเลือกตั้งให้ทันภายในวันที่ ๒ มีนาคมครับท่านประธาน มันถึงไม่เขียนให้ละเอียดว่าถ้า กกต. ทําไม่เสร็จ ร่างที่พิจารณา อยู่นั้นจะมีความสมบูรณ์ แล้วใครจะเป็นคนชี้ขาด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ท่านไปถึง มาตรา ๑๐ แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาถึงมาตรา ๑๐ ท่านก็ไม่ต้องอภิปรายนะครับ เพราะนี่ท่านกําลังว่ามาตรา ๑๐ อยู่ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานในเบื้องต้นว่าการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น มันไม่ใช่ว่ามาตรา ๕ ก็พูดถึงมาตรา ๕ เพราะมาตรา ๕ ของท่านไปโยงมาตรา ๗ ไปโยง มาตรา ๑๐ ไปโยงมาตรา ๘ และถ้าผมไม่พูด ท่านสมาชิกจะเข้าใจไหมครับ และท่านประธาน บอกให้ผมไปอภิปรายในมาตรา ๑๐ ผมเคยได้อภิปรายไหมครับท่านประธาน มาตรา ๕ มาตรา ๖ ก็ไม่ได้อภิปราย หลายมาตราที่ผมไม่ได้อภิปรายครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านขจิตรเชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธานในมาตรา ๕ ใช้ข้อบังคับ ใช้กฎหมายในการ ดําเนินการประชุม ผมประท้วงผู้อภิปราย ต้องอภิปรายอยู่ในประเด็นตามมาตรา ๙ แล้วก็ ตามข้อบังคับข้อ ๙๙ ท่านประธานครับ ท่านปล่อยให้อภิปรายผิดประเด็นชัดเจนมาก ในมาตรา ๙ พูดถึงเฉพาะว่าในระหว่างเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เขาไม่ให้จับกุมคุมขัง หรือหมายเรียกตัวกรรมการการเลือกตั้งไปสอบสวน เขาพูดถึงอยากให้การดําเนิน การเลือกตั้ง และที่อภิปรายมานี้ไม่ว่าจะอภิปรายเรื่องเป็นทนายใหญ่รู้กฎหมาย รู้รัฐธรรมนูญ เชี่ยวชาญ ก็ไม่ใช่มีสิทธิมาพูดในนี้ ในมาตรานี้ ท่านประธานต้องให้หยุด อภิปรายทํานองนี้ ถ้าจะรักษาข้อบังคับต่อไป ไม่ใช่มาฟังบอกมาตรา ๑๐ ให้อภิปรายไปเลย ทําไมไม่ให้ทุกคนอภิปรายเลยไปได้ละ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่าน พอแล้วครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผมประท้วง ท่านประธาน ต้องวินิจฉัยดู เคร่งครัด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านธนท่านจะเป็น คนสุดท้ายนะครับที่อภิปรายวันนี้ พอแล้วครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ไม่ใช่ สุดท้าย หรือไม่สุดท้ายก็ไม่มีสิทธิ ผิดข้อบังคับ ผิดมาตรา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มันจะเกี่ยวเนื่องไม่เป็นไร เกี่ยวเนื่องไปนิดหน่อยครับ เชิญคุณหมอสุกิจ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ไม่ใช่ครับ ท่านประธาน กําลังอภิปราย วินิจฉัยว่าให้ผิดข้อบังคับได้ใช่ไหมครับ เลยไปมาตรา ๑๐ ก็ได้ ใช่ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ คืออย่างนี้ครับ ท่านนั่งลงและผมวินิจฉัยนะครับ เพราะว่าบางครั้งบางทีมันจะไปเกี่ยวเนื่อง ซึ่งหลายครั้ง ที่เราเวลาพูดปั๊บมันจะเกี่ยวเนื่องไปมาตราอื่น ๆ อีกมาตรานะครับ เพราะฉะนั้นคุณหมอ เดี๋ยวคุณหมอสุกิจ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงผู้ที่ประท้วงนะครับ ว่าท่านไม่ได้ฟังที่เขาอภิปราย หรือฟังแล้วท่านไม่ได้ศัพท์ครับ เพราะว่าคุณธนานี้พยายามอภิปรายให้เห็นว่าที่ท่านไปตัด มาตรา ๒๔๐ แล้วทําไมไม่ตัดที่ มาตรา ๒๔๑ แล้วทําไม มาตรา ๒๔๐ ไม่ตัด ท่านกําลัง จะบอกให้ฟังว่า ท่านมั่นใจหรือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันจะได้ใช้ ฟังได้ความอย่างนี้ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเค เข้าใจแล้วครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เพราะว่าท่านกําลัง พยายามที่จะยกอะไรขึ้นมาต่าง ๆ ยกสาเหตุว่าทําไมมันจึงจะไม่ได้ใช้บ้าง ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ใช้มันก็จะกลับไปใช้ปี ๒๕๕๐ ซึ่งท่านธนาได้ตัดไว้ทั้งมาตรา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจแล้วครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ประเด็นคือว่า ถ้าอย่างไร ถ้ามันไม่ได้ใช้ก็ต้องกลับไปใช้ปี ๒๕๕๐ ทั้งหมดก็คือตรงนี้ครับ แล้วท่านพยายาม ที่อภิปรายอย่างน่าฟังมีเหตุมีผล ผมกําลังรับฟังอยู่ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมก็กําลังฟังเหมือนกันนะครับ ท่านธนา เพราะว่าท่านไปถึงมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ ด้วยนิดหน่อยนะ ไปแตะนะครับ ท่านเอาเฉพาะที่ท่านขอตัดมาตรา ๒๔๑ แล้วถ้าไม่ใช่ มาตรา ๒๔๑ เดิม ท่านเอาประเด็นนั้น พอแล้วครับ ท่านไม่ประท้วงนะ นะครับ ท่านขจิตครับ เอาเชิญพาดพิงว่าอย่างไรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิต ชัยนิคม สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่มีผู้อภิปรายประท้วงผม พาดพิงว่าผมไม่ฟัง เขาอภิปราย ผมฟังครับ แต่มันไม่ใช่มีเรื่องของการเลือกคุ้มครอง กกต. คนอภิปราย ผมจะต้องไปอ่านไม่ใช่ว่าพรรคพวกตัวเองพูดอะไรไปก็พยายามอธิบายได้ ผมเข้าใจข้อบังคับ แล้วประท้วงถูกด้วยครับ ไม่มีอะไรผิดเลยครับ ท่านอ่านมาตรา ๒๔๑ สิครับ ส่วนความ วิตกกังวล เขาไม่ให้อภิปราย ข้อ ๙๙ เขาไม่ให้อภิปรายความวิตกกังวลครับ ยืนยันครับ ผมถูกต้องหมดครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาล่ะครับ พอแล้วนะครับ คุณหมอสุกิจครับ เอาครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ คือก็ด้วยความเคารพ แต่ผมอยากจะให้ท่านดูว่าคุณธนาเขาตัดอะไรครับ คุณธนาเขาตัดทั้งมาตรา ตัดทั้งมาตรา เพราะฉะนั้นหมายความว่าเขาไม่เอาที่แก้ใหม่นี้ มันจะต้องกลับไปใช้ของเดิม ของปี ๒๕๕๐ ซึ่งจะมีส่วนของเรื่องของการสรรหาอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นที่เขาพยายามพูดนี้ก็คือว่า ท่านอย่าเพิ่งทิ้งเรื่องของการสรรหาไป เพราะว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่แน่ว่ามันจะได้ใช้หรือเปล่าที่ท่านแก้กันอยู่นี่ เพราะมันยังมีเหตุการณ์ อะไรเกิดขึ้นในช่วงนี้มากมาย ทั้งเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งอีก ๑๕ วันข้างหน้านี้ อะไรเกิดขึ้นก็ไม่รู้ นี่แหละครับ ประเด็นสําคัญอย่างนี้คือ ท่านต้องดูว่าเขาตัดตรงไหนนะครับ เขาก็ต้องอภิปรายตรงนั้นครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ ให้คุณธนา พูดว่าต่อนะครับ ถ้าไม่ได้ใช้ก็กลับไปใช้อันเก่านะครับ เชิญต่อเลยครับ มีไหมครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม นายธนา ชีรวินิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพ การพิจารณากฎหมายนี้ถือว่าสําคัญนะครับ แต่มันไม่มีอะไรสําคัญและยิ่งใหญ่เท่ากับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าท่านประธานไปดูข้อบังคับเขาเขียนไว้เลย นะครับว่า สภา หรือรัฐสภา มีอํานาจไปออกข้อบังคับได้เฉพาะการพิจารณาพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติเท่านั้น เขาไม่ให้อํานาจท่านไปออกข้อบังคับในการประชุมเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไป เพราะ อะไรรู้ไหมครับ เพราะเขากลัวเสียงข้างมากตัดสิทธิ หรือละเมิดเสียงข้างน้อยอย่างไรครับ แต่ว่าเมื่อท่านไม่ฟังก็ไม่เป็นไร ผมก็ต้องขออนุญาตอภิปรายเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุม ถ้าในการพิจารณาคดีของศาลนี้ก็ถือว่าผมกําลังนําเสนอหลักฐานเพื่อติดสํานวน ผมกําลัง อภิปรายให้ท่านประธานเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเร่งรีบ มันไม่มีความรอบคอบ และมันก่อให้เกิดปัญหากฎหมายขัดกัน และใช้บังคับไม่ได้ เวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เขาก็ต้องมาดูเอาคําอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในประเด็นต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พวกผมแทบจะไม่มีโอกาสพูดในที่ประชุมแห่งนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าสิทธิของกระผมในฐานะผู้แทนปวงชน ชาวไทยมันต้องได้รับการรับรอง แม้สิทธิของประชาชนถูกตัดในมาตรา ๖๘ เรื่องของ การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ยอมเลยครับ เพราะนั่นถือเป็นการตัดสิทธิ ของประชาชน พวกผมแต่ละคนเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนจากทั้งประเทศ คนหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนหลายแสนคน ยังไม่มีโอกาสจะพูด แล้วผมก็มั่นใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็คงมีดุลพินิจไม่ต่างจากการพิจารณามาตรา ๖๘ แน่นอนครับ เมื่อวานนี้ ทนายวันชัยพูดดีครับ แปรญัตติ สงวนความเห็น ไม่ให้เขาอภิปราย แล้วสภาจะลงมติ ได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน แต่เอาละครับ ในระบอบรัฐสภา เมื่อท่านมี เสียงข้างมาก ผมก็ยืนยันกับท่านตลอดว่าเสียงข้างมากไม่ใช่เสียงที่ถูกต้อง และไม่ใช่เสียง ที่จะยืนยันความเป็นธรรม ถ้าเมื่อไรก็ตามเสียงข้างมากเลือกใช้ที่จะปฏิบัติโดยไม่คํานึง ถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม มันก็เป็นเสียงข้างมากที่ขาดความรับผิดชอบ และเป็นเสียง ข้างมากที่ไม่สามารถที่จะสร้างความผาสุกให้กับพี่น้องประชาชนได้ พวกผมถึงต้องออกมา ลุกขึ้น เมื่อพวกผมได้รับเลือกตั้งมาเพื่อใช้สิทธิในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นในสภา พวกผมก็ใช้สิทธิเท่าที่มีอยู่นี่ละครับอภิปราย จะเป็นการใช้สิทธิของเสียงข้างน้อยที่ท่าน อาจจะรําคาญ แต่นั่นก็คือความงดงามในระบอบประชาธิปไตย ถ้าท่านทนแม้กระทั่งฟังเสียง คนที่เห็นต่างในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ เราก็ไม่สามารถเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่ดีได้อย่างแน่นอน เพราะท่านไม่เปิดกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นต่างที่เขาต่างจากท่าน ความคิดเห็นนั้นท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ท่านจะอยากฟังหรือไม่อยากฟัง แต่ท่านต้อง เปิดสิทธินั้นให้พวกผม

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ อภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็น แล้วท่านประธานก็ได้กล่าวเตือน หลายครั้ง ก็มีผู้ประท้วงหลายครั้งก็ยังไม่เข้าประเด็นสักที อยากให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ได้แล้วนะครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านธนา ท่านก็ความจริงท่านก็เท้าความ ถ้าเกิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ผ่าน ท่านก็จะบอกว่า มันคงอันนี้ไว้เพื่อจะได้เป็นประโยชน์นะครับ เอาละครับท่านธนาท่านพยายามให้มันกระชับ แล้วก็เข้าสู่ประเด็น เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเชื่อว่าตั้งแต่มีการดําเนินการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. ผมได้มีโอกาสลุกขึ้นอภิปราย ๓-๔ ครั้ง สิ่งที่ผมได้อภิปรายทั้งหมดในการทําหน้าที่ ๓-๔ ครั้ง ท่านประธานที่เคารพ ถ้าไม่ได้ทําการบ้าน ไม่ได้ศึกษาข้อมูล ไม่ได้รวบรวม ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ผมอภิปรายไม่ได้หรอกครับท่านประธาน แต่สิ่งที่ผมพยายามที่จะทําหน้าที่ ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยคนหนึ่งที่ควรจะต้องทํา แล้วยิ่งในภาวะบ้านเมืองที่มีความเห็น แตกต่างกันอย่างนี้ ผมว่าถ้าสภาแห่งนี้จะได้เป็นบทเรียน เป็นตัวอย่างที่ดีกับสังคมไทยในการที่จะพร้อมจะ รับฟังความเห็นของบุคคลอื่นซึ่งไม่ได้ตรงกับเรา คิดไม่เหมือนเรา แตกต่างกับเราโดยสิ้นเชิง ขออนุญาตท่านประธานจริง ๆ ครับ ถ้าไม่ใช่รัฐธรรมนูญผมจะไม่พูดเลย การพิจารณา พ.ร.บ. นิรโทษกรรมเมื่อที่ผ่านมาของกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมฟังท่านสมาชิกจาก รัฐบาล ผมจะไม่เอ่ยนาม ท่านพูดแล้วผมฉุกคิดเลยครับว่าสังคมไทยมันเป็นแบบนี้แล้วจริง ๆ ท่านบอกว่าสิ่งที่พวกผมพูดนี่ท่านรับไม่ได้เพราะมันแตกต่างจากแนวความคิดของท่าน โดยสิ้นเชิง แล้วต่อไปนี้เราก็จะมาต่อสู้กัน เมื่อความเห็นไม่ตรงกันก็จะต่อสู้กัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเรียนครับว่าสิ่งที่ท่านพูดนี้เหมือนกับสิ่งที่ผมคิดครับ

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับท่านธนา ท่านเกียรติ์อุดมครับ ท่านประท้วงอะไรท่านบอกมาเลยครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ท่านประธานครับ ยิ่งไม่ได้ไปใหญ่เลย ข้อ ๔๓ ชัดเจน ตอนนี้นอกประเด็น ไปใหญ่ ถึงกับท้าทายกันเลยนะครับท่านประธาน ท่านจะปล่อยอย่างนี้ไม่ได้นะครับ ท่านประธาน ท่านต้องควบคุมให้ผู้อภิปรายมาในประเด็นมาตรา ๙ ถึงท่านจะโยงไป นิดหน่อยพวกผมก็ไม่ว่า พวกผมก็ทนฟังอยู่ แต่ว่าจะมาท้าทายกันในสภาไม่ได้นะครับ ท่านประธาน ต้องเคารพท่านประธาน พวกผมเคารพประธานนะครับ เมื่อท่านประธาน วินิจฉัยพวกผมก็เคารพท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านต้องเคารพประธาน เมื่อท่านประธาน บอกให้ท่านเข้าประเด็นท่านต้องเข้าประเด็นนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็อดทนหน่อยนะครับ มันออกไปนิดหน่อยไม่เป็นไรครับ ท่านธนาเข้าสู่ประเด็นของท่านเลยครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ผมไม่ได้ท้าทายเลยครับ เพียงแต่ผมบอกผมก็รู้สึกเหมือนท่าน จริง ๆ แล้วผมต้องชมเชยท่านประธานสามารถที่ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการนิรโทษ กรรม เป็นเพราะว่าพวกเรารับแต่ข้อมูลด้านเดียว ฝ่ายเดียว แล้วก็มีความเชื่อด้านเดียว แล้วยิ่งเราปิดโอกาสไม่รับฟังความคิดเห็นแตกต่าง ความขัดแย้งวันนี้มันถึงเกิดขึ้น ผมต้อง ชื่นชมท่านประธานสามารถที่ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมท่านรับฟังความคิดเห็นทุกคน ได้มีโอกาสพูด แล้วได้ฟังในสิ่งที่พวกเราอาจจะไม่อยากฟัง แต่ว่านี่คือความจริงในสังคมไทย ถ้าพวกเรา ฟังกันมากขึ้น ให้เห็นว่าคนอื่นที่เขาคิดต่างจากเขานั้นเขาคิดแบบไหน คิดอย่างไร ผมเชื่อมั่น ครับว่าสังคมดีขึ้น แต่ถ้าเรายังปิดกั้นว่าคนที่เห็นแตกต่าง คนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา เราไม่ฟัง เราปิดปาก แล้วเราปิดกั้น มันก็จะเกิดความขัดแย้งอย่างนี้ขึ้นเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน ผมถึงเรียนท่านประธานว่าการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสําคัญใช้โอกาสนี้ รับฟังความเห็นต่างเขาสักนิดหนึ่งว่าเขาคิดอะไร อย่างน้อย ๆ ผมเชื่อว่าสังคมไทย คนไทย ที่เขาติดตามรับฟังอยู่เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับพวกผม แต่เขาก็มีสิทธิที่จะรับฟังว่าพวกผม คิดอะไร เขาอาจจะมีมุมมอง มีประเด็นที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผม แต่เขาเกิด วิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลมากขึ้น ฝั่งที่เขาเห็นด้วยกับผมเขาก็จะได้ฟังสิ่งที่ท่านพูด ซึ่งถูกปิดกั้นหรือไม่ได้รับฟังกันมาก่อน แต่วันนี้ถ้าสังคมจะเดินหน้าไปด้วยกันเราต้องฟัง มากขึ้น เราต้องให้โอกาสคนอื่นได้แสดงความคิดเห็นมากขึ้น แล้วเมื่อวันนั้นผมเชื่อว่า สังคมไทยก็จะเดินเข้าสู่ความเข้าใจและความปรองดองมากขึ้น ผมกราบเรียนท่านประธาน ครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสําคัญ ผมภูมิใจที่ได้ทําหน้าที่ตรงนี้ และผมเชื่อมั่นว่า ทุกคําอภิปรายของผมนั้นอยู่บนเหตุและอยู่บนผล ถ้ากรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกจะได้ รับฟังและได้พิจารณาว่าที่เราทําอยู่นี้เรามีผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนกับประเทศ เป็นจุดหมายปลายทางของพวกเราหรือเปล่า ถ้าเรามีตรงนั้นด้วยกัน ผมเชื่อมั่นครับว่า เหตุการณ์ในการประชุมมันไม่ยาวมาขนาดนี้หรอกครับ เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานว่า ขอให้ย้อนกลับมามองตัวเองด้วยกัน ผมก็ต้องกลับมา มองตัวเองครับ ว่าทําไมวันนี้บางครั้งผมรับฟังคนที่มีความเห็นต่างแล้ว บางทีมันรับฟังไม่ได้ เราต้องใช้โอกาสนี้ครับเป็นตัวอย่างที่ดีกับสังคม ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น เมื่อกรรมาธิการได้ไปแก้ไขในมาตรา ๙ โดยแก้ไขมาตรา ๒๔๑ ข้ามมาตรา ๒๔๐ และจะทําให้ กฎหมายรัฐธรรมนูญมีปัญหาในการปฏิบัติเนื่องจากไม่มีขบวนการสรรหาวุฒิสมาชิกอีกแล้ว จะเป็นประเด็นสําคัญที่จะทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถใช้บังคับได้ ผมจึงไม่เห็นด้วย และตัดมาตรา ๙ ออกทั้งมาตราครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

หมดผู้อภิปรายนะครับ ผมปิดอภิปราย เชิญกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบขอบพระคุณ ท่านผู้อภิปรายนะครับ ผมก็นั่งฟังก็ได้ความรู้หลายเรื่องนะครับ แต่อยากกราบเรียน ท่านประธานว่าความคิดเห็นด้านกฎหมายก็ย่อมแตกต่างกันไปแล้วแต่มุมมองนะครับ แต่กรรมาธิการขอยืนยันนะครับว่ากรรมาธิการได้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญที่เราได้รับไปจาก รัฐสภานี้อย่างละเอียดรอบคอบนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๙ นี้เราไม่ได้ไปแก้ไข เพิ่มเติมอะไรเลยนะครับ ยังคงถ้อยคําทุกถ้อยคําไว้ ส่วนที่ท่านพยามจะไปโยงมาตราอื่น เข้ามาด้วย จริง ๆ แล้วถ้ามีเวลาก็อยากจะชี้แจงเสียตอนนี้ แต่เนื่องจากผมเกรงว่า เรายังจะต้องพิจารณามาตรา ๑๐ ซึ่งก็คงจะซ้ําประเด็นนี้นะครับ ผมจะเอาไว้ไปชี้แจงท่าน ในมาตรา ๑๐ แต่สําหรับมาตรา ๙ กรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ ก็ขอยืนยันตามร่าง ซึ่งเราก็รับไปจากรัฐสภานี้ครับ ไม่ได้ไปแก้ไขที่ไหนครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นผมขอลงมติครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติในมาตรา ๙ นะครับ เพราะฉะนั้นก่อนลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมนะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ เมื่อท่านเข้าห้องประชุมแล้ว ขอความกรุณาได้แสดงตนนะครับ ขอเชิญทุกท่านแสดงตนนะครับ เพราะชื่อที่ท่านแสดงตนนั้น จะปรากฏอยู่ในเอกสารคอมพิวเตอร์ (Computer) นะครับ เมื่อทุกท่านเข้ามาแล้วกรุณา แสดงตนนะครับ ผมให้โอกาสทุกท่านได้แสดงตนนะครับ เชิญแสดงตนครับ อยากให้เป็น ตัวเลขที่แท้จริงนะครับ ทุกท่านเข้ามาแล้วท่านก็แสดงตน

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เมื่อแสดงตนเรียบร้อยแล้ว ส่งผลการแสดงตนครับ ท่านสมาชิกแสดงตนทั้งสิ้น ๔๐๖ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วครับ

ต่อไปผมจะขอให้ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิลงคะแนนนะครับ ถ้าท่านสมาชิก ท่านใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิก ท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการหรือว่าผู้ที่แปรญัตติท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านไม่ประสงค์ จะลงคะแนนท่านกดปุ่ม ไม่ออกเสียง เข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้นทุกท่านลงมติได้ครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เมื่อทุกท่านลงมติเรียบร้อย แล้วหรือยังครับ ถ้าทุกท่านลงมติเรียบร้อยแล้ว ปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิก ๔๙๔ ท่าน เห็นด้วย ก็คือให้ผ่าน มาตรา ๙ ๓๕๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๙๖ ท่าน งดออกเสียง ๓๖ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๔ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมได้เห็นชอบที่ผ่านมาตรา ๙

ผมขออนุญาตให้เลขาธิการได้อ่าน มาตรา ๑๐ ไปก่อนนะครับ

นางนรรัตน์ พิมเสน รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ รัฐสภา

มาตรา ๑๐ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติ ขอสงวนคําแปรญัตติ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ วันนี้ ผมเกรงว่าท่านจะกลับบ้านไม่ถูกนะครับ ท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา เราได้เหนื่อยยากกันมาก็จริง บรรยากาศวันนี้เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ผมคิดว่าอยากจะให้ผ่านมาตรา ๑๐ อีกสักมาตรา เถอะครับ เพราะว่าเราได้เสียเวลาไปกับการหารือมาหลายครั้ง ขออนุญาตท่านประธาน ดําเนินการต่อ จะให้ผมอภิปรายเลยก็ได้นะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือมีผู้อภิปรายอยู่ไม่กี่ท่าน นะครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เดิมทีเราตกลงกัน มีหลายท่านครับที่มาตกลง ผมขออนุญาตเอ่ยนามครับ มีท่านเกชา ท่านสุรชัย ท่านอุดมเดช ท่านวิทยา ท่านอํานวย คลังผา ท่านพิเชษฐ์ ก็ตกลงกันว่า เนื่องจากตอนเมื่อเช้านี้ เราเห็นว่าเราคุยกันแล้วก็ไปกันไม่ค่อยได้ ก็มาตกลงกันว่าถ้าจบ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ จะยกยอดไปอภิปรายไปประชุมกันวันพรุ่งนี้ ท่านประธานครับ ข้อตกลงนี้ มันก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงสิครับ ไม่อย่างนั้นมันก็ถูกเบี้ยวทุกที มันเดินไปตกลงทุกที ถูกต้มทุกทีมันเป็นไปไม่ได้ ท่านประธานเมื่อสักครู่ก็ทําท่าจะปิด ท่านประธานก็เหมือนกับ จะผิดข้อตกลงอีกแล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่หรอกครับ ผมต้องถาม ดูก่อน เพราะว่าหลายฝ่ายเหลือเกินนะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

หลายฝ่ายแล้วไปตกลงทําไมล่ะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ท่านประเสริฐครับ เดี๋ยวผมขอถามทางวิปรัฐบาล เอาอย่างนี้นะครับ ท่านประเสริฐนั่งได้แล้วครับ พรุ่งนี้ ผมขอนัดประชุม ๙ โมงครึ่ง ไม่มีการหารือนะครับ นัด ๙ โมงครึ่ง

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

เอา ๑๐ นาฬิกาสิครับ ตามหนังสือที่ออกแล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ไม่ต้องไปเปลี่ยนอะไรแล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ ๙ โมงครึ่งนะครับ พรุ่งนี้ผมขอ ๙ โมงครึ่งเลยนะครับ และจะไม่มีการหารือนะครับ เราจะพูดถึงมาตรา ๑๐ วันนี้ขอขอบคุณทุกท่านครับ กลับบ้านถูกนะครับ ปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๓๑ นาฬิกา