รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖

ไพบูลย์ นิติตะวัน ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 8 ไม่เป็นธรรม เพราะไม่ได้กำหนดมาตรฐานเท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ไม่เปลี่ยนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม และให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเพิ่งมีโอกาสได้อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๘ นี้ละครับ รอมาตั้งแต่มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ นะครับ ดังนั้นในมาตรา ๘ ผมได้เสนอคําแปรญัตติ ก็คือตัดออกทั้งมาตรา ก็ด้วยเหตุผลอย่างนี้ครับ เพราะว่าในมาตราที่มีการแก้ไขก็คือบัญญัติ มาตรา ๑๒๐ ใหม่นั่นนะครับ ก็บอกว่า เมื่อตําแหน่งวุฒิสภาว่างลง เพราะเหตุอื่นใดนอกจาก ถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา เพราะว่าในขณะนี้มีปัญหาเรื่องการออกตามวาระของ วุฒิสภา เพราะว่าวุฒิสภานั้นก็จะต้องโยงไปที่ท่านแก้กันไปแล้ว ในมาตรา ๕ (๙) ที่ไปบอกว่า ในคราวนี้การที่วุฒิสภาครบวาระ โดยปกติ ส.ว. เลือกตั้งนั้น เมื่อครบวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ไม่สามารถไปลงสมัครเป็น ส.ว. เลือกตั้งได้ ส.ว. สรรหาก็เช่นเดียวกัน ถ้าเมื่อจะลงไป สรรหาใหม่ ในคราวก่อนที่มีบทเฉพาะกาล ก็ต้องลาออกก่อน เพราะมันจะมีปัญหาในทาง ข้อกฎหมาย แล้วก็มีการเป็นการเอาเปรียบด้วย เพราะถ้าเปรียบเทียบแล้วเหมือนกรณี อันนี้ฝากเรียนไปยังท่านประธานกรรมาธิการนะครับ อย่างกรณีที่สภาผู้แทนราษฎร เมื่อมี การยุบสภา หรือว่าครบวาระแล้วทุกท่านก็ต้องลาออกกันหมด ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องลาออก ก็ต้องหมดสภาพก็ไปลงเลือกตั้งกันหมด ทุกอย่างเริ่มต้นนับศูนย์เหมือนกันหมด แต่ไม่เหมือนกรณีของวุฒิสภาครับ ซึ่งกรณีวุฒิสภา ในมาตรา ๑๑๕ (๙) นั้น ได้ไปเปลี่ยน ไปเพิ่มคําว่า เขียนว่าไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น แล้วก็ไปเพิ่ม คําว่า ซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งการไปเพิ่มคํานี้ก็เลยเป็นความหมายว่า ผู้ที่จะไปสมัครนั้นถ้าเป็น สมาชิกวุฒิสภาก็สมัครได้ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากจะขออภิปรายว่าเป็นความที่ ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง จึงทําให้ผมต้องเสนอคําแปรญัตติตัดมาตรา ๘ ออกทั้งมาตรา ท่านประธานครับ ถ้าเป็นไปตามอย่างที่ว่าก็เท่ากับผมต้องขออภัย เพราะท่านประธาน รัฐสภาที่ทําหน้าที่อยู่ปัจจุบันนี้ท่านเป็นประธานวุฒิสภา ท่านก็ย่อมสามารถที่จะดํารง ตําแหน่งเป็นประธานวุฒิสภา แต่ลงไปสมัครเป็น ส.ว. จังหวัดฉะเชิงเทราได้ ซึ่งการไปทํา อย่างนั้นมันก็ไม่เป็นธรรมต่อการลงสมัครเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่สภาผู้แทนราษฎร เขามีมาตรฐานของเขาอยู่ แล้วสภาผู้แทนราษฎรทําไมผมต้องยกไปเปรียบเทียบกับ สภาผู้แทนราษฎร ก็ว่าท่านผู้เสนอญัตติและรวมทั้งท่านประธานกรรมาธิการท่านก็พูด อยู่เสมอว่าการเปลี่ยน การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในคราวนี้หลักการสําคัญก็คือจะเปลี่ยนให้ สมาชิกวุฒิสภานั้นมีที่มาแบบเดียวกันกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเมื่อเปลี่ยนอย่างนี้ ท่านก็ต้องเปลี่ยนให้หมดครับ ท่านไปเปลี่ยนเอาส่วนที่ดีท่านก็เอาไปให้ แต่ส่วนที่ท่าน เสียเปรียบอยู่ทางวุฒิสภาเขาก็ได้อีก เขากินรวบหมด ผมเพื่อให้ความเป็นธรรมกับท่าน ผมเลยท้วง ท้วงว่ามันจะไม่เป็นเหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นหลักการ และเหตุผลในเจตนารมณ์ที่ท่านบัญญัติไว้ ดังนั้นในส่วนผมเห็นว่าควรจะต้องปรับปรุงนะครับ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ก็จะต้องให้สมาชิกวุฒิสภาท่านที่เลือกตั้งถ้ามีการไม่จํากัดวาระ เหมือน ส.ส. เมื่อครบเสร็จก็ต้องพ้นจากตําแหน่งเพื่อที่จะไปลงเลือกตั้ง สิ่งนี้ถึงค่อยเป็นธรรม แล้วนอกจากนั้นนะครับ ในส่วนของมาตรา ๑๐๙ ก็ยังโยงไปมาตรา ๑๑๖ ก็เกี่ยวกับเรื่องที่ ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ครับ ซึ่งมาตรา ๑๑๖ ก็ยืนยันไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ทําให้มาตรา ๘ ก็เลยต้องไปแก้ไข และเมื่อแก้ไขแล้วก็มีการเว้นเฉพาะการครบกําหนด ตามวาระซึ่งไม่จําเป็นจะต้องไปลงเลือกตั้ง ไม่จําเป็นจะต้องไปดําเนินการภายใน ๔๕ วัน ก็ฝากประเด็นนี้ไว้เป็นประเด็นที่ ๑ เดี๋ยวผมขอต่ออีกนิดหนึ่ง เพื่อให้เป็นแบบสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ผมอยากจะบอกประชาชนการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวนี้หลักใหญ่ ๆ ก็คือจะเปลี่ยน ส.ว. ให้เป็น ส.ส. หรือเป็น ส.ส. ให้เป็น ส.ว. เดี๋ยวผมเอาไว้พูดตอนท้าย ถ้าผมพูดตอนนี้เดี๋ยวโดนประท้วง แต่ว่าประเด็นหลักเมื่อพูดในลักษณะต้องการให้เป็นอย่างนี้ ผมว่าท่านยังขาดอยู่อันหนึ่ง ไหน ๆ บุพการีก็มาเป็นได้แล้ว ไหน ๆ ลาออกวันเดียวก็ไปสมัคร ได้แล้ว ท่านก็ควรจะเขียนไว้ด้วยว่าให้สมาชิกวุฒิสภานั้นสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน เสียเลย มันจะได้ชัดเจน อันนี้ฝากเป็นประเด็นครับ

แล้วต่อมาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ท่านบอกว่าจะต้องไปเลือกตั้งซ่อมภายใน ๔๕ วัน ผมยังอยู่ในประเด็นนะครับ ๔๕ วันเมื่อสักครู่นี้ท่าน พลอากาศเอก วีรวิท บอกว่าทําไม ไม่เป็น ๓๐ วันอย่างเดิม ไปยืดเวลาให้มันมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็เพราะมันเป็น การเลือกตั้งครับ ท่านประธานผมต้องขออนุญาตยกคําพูดของผู้ที่รัฐบาลเชื่อถือที่สุด รัฐบาล เชื่อแล้วก็นํามาพูดให้กับคนไทยฟังท่านนี้กล่าวว่า ประชาธิปไตยต้องมิใช่เพียงการลงคะแนน เลือกตั้งหรือทําให้คนส่วนใหญ่เข้าไปมีอํานาจ แต่ประชาธิปไตยเป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า คนส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์กับคนกลุ่มน้อยได้อย่างไร หากคิดว่าประชาธิปไตยคือการชนะ ทุกอย่างจะทําให้คนกลุ่มน้อยรู้สึกว่ากีดกันในทุกเรื่อง แล้วก็เห็นว่าประชาธิปไตย คือพหุภาคี ไม่ใช่อํานาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของการมีพื้นที่แบ่งปัน ทํางานกันได้ แบ่งปันค่านิยมบางอย่างร่วมกัน ประชาธิปไตยเรื่องของความคิด ความคิดเป็นแกนของ ประชาธิปไตยครับท่านประธาน ท่านผู้นี้ที่รัฐบาลเชื่อถือที่สุดก็คือท่าน โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้กล่าวไปเมื่อไม่นานนี้ ท่านประธานครับ สิ่งนี้ก็ทําให้เห็นว่าการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ใช่คําตัดสิน ผมเห็นด้วยกับ ท่านประธานกรรมาธิการที่พยายามพูดแล้วพูดอีกบอกว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กับประชาชน มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ กระผมขอเรียนครับ ไม่ใช่ หมายความว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้เป็นการเปลี่ยนการเลือกตั้งเดิม เปลี่ยนที่มาของ ส.ว. เดิม ซึ่งปัจจุบันนี้มี ส.ว. เลือกตั้งอยู่แล้ว เปลี่ยนเป็นให้มีแต่ ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด เพราะว่าการที่มี ส.ว. เลือกตั้งอยู่แล้วกึ่งหนึ่ง แล้วก็ให้มี ส.ว. สรรหากึ่งหนึ่งนั้น เป็นเหตุผลที่ผมได้อ่านไปเมื่อสักครู่ ก็คือให้มีคนกลุ่มใหญ่อยู่ แล้วก็ให้มีคนจากกลุ่มน้อย คือจากสาขาอาชีพได้มีที่ยืนอยู่ในวุฒิสภาเพื่อเกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน มันจะเป็น หลักการที่ดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตย แต่ท่านประธานกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตทักท้วงท่าน มีคราวหนึ่งท่านบอกว่า ดังนั้น ตามหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ส.ว. โดยตรงนั้นเป็นการให้ ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผมขอเรียนว่า ไม่ใช่ ในข้อนี้หลักการนี้ถ้าจะยกตัวอย่างให้ชัดเจนแล้วมันต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ที่ท่านจะแก้กันนั้น คือประชาชนเขาฟ้องโดยตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ แสดงว่าเขามีบทบาท มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แต่กําลัง ไปแก้ไขเพื่อให้ตัดสิทธิเขาไม่ให้ศาลรับโดยตรง แต่ต้องไปอัยการ อันนี้ถึงค่อยเข้าหลักการนี้ ผมอาจจะเลี้ยวออกไปนิดหนึ่งเพื่อให้ท่านประธานกรรมาธิการ ผมฟังท่านชี้แจงในที่ประชุม แห่งนี้ ผมก็ด้วยความเป็นห่วงก็เลยขออนุญาตนําเสนอท่านประธานกรรมาธิการว่า ผมเห็นว่าหลักการเจตนารมณ์ในส่วนนี้เป็นเรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่า ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดแล้วจะเป็นการส่งเสริมในส่วนนี้ เดี๋ยวผมขออนุญาตเพราะผมไม่ได้พูดมา หลายมาตรา เชื่อว่านะครับท่านประธาน ในเหตุผลที่ผมยกมาเมื่อกี้จนสอดคล้องกับ ในปัจจุบันผมว่าการอภิปรายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายนั้นประชาชนจะตื่นรู้นะครับ จะรับรู้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ส.ว. คืออะไร ทําหน้าที่อะไร แต่ว่าเมื่อเราอภิปราย เราเปิดเผย ประเด็น คุยกันต่าง ๆ ในที่ประชุมแห่งนี้ใช้เวลาอย่างมากมาย ผมเชื่อว่าประชาชนรู้มากขึ้น แล้วครับ ผมเชื่อว่าต่อไปในอนาคตซึ่งไม่ทราบอีกนานเท่าไร อาจจะไม่มีทั้ง ส.ว. ที่มารูปแบบ ส.ส. อย่างที่ท่านกําลังจะแก้ ทั้งหมดอาจจะไม่มีครับ แล้วก็อาจจะไม่มีรูปแบบ ส.ว. สรรหา จากวิชาชีพที่ท่านกล่าวมาเมื่อกี้ท่านกล่าวหาอยู่นั้นก็อาจจะไม่มีเหมือนกันในระบบปัจจุบัน แต่ในอนาคตอาจจะกลายเป็น ส.ว. ทั้งหมดต้องมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมที่มาจาก สาขาวิชาชีพเพื่อให้เป็นตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่งให้เขามีจุดยืนอยู่ในวุฒิสภาเพื่อจะถ่วงดุลกับ สภาผู้แทนราษฎร ผมเชื่อว่าในอนาคตจะเป็นอย่างนี้

ท่านประธานครับ ดังนั้นในประเด็นต่อมาในส่วนที่เหลือผมอยากจะขอ ท่านประธานพูดถึงในส่วนหนึ่งว่า สุดท้ายประชาชนที่รับชมอยู่ทางบ้าน ผมอยากตอกย้ํา ให้ประชาชนรับทราบว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่เราพิจารณามาตลอดนั้นไม่ใช่ว่า ส.ว. ไม่มี ส.ว. เลือกตั้งอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ ส.ว. เลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีไว้ให้แล้ว มีไว้ให้กึ่งหนึ่ง จังหวัดละคน แต่ที่ท่านกําลังแก้ก็คือให้ทั้งหมดทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมาจาก การเลือกตั้งแล้วเพิ่มจํานวนขึ้นเป็น ๒๐๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มาจากสมัยปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ที่สภาสมัยนั้นมาจาก ส.ว. เลือกตั้งทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วสภาในขณะนั้นจํานวน ส.ว. ก็ ๒๐๐ คน สอดคล้องที่กําลังแก้อยู่ปัจจุบัน จึงอยากให้ประชาชนรับทราบด้วยว่า อย่าไปคิดว่า ส.ว. เลือกตั้งเทียบกับ ส.ว. สรรหาอะไร ดีกว่ากัน มันไม่ใช่ประเด็นนี้ ประเด็นก็คือสมาชิกวุฒิสภานั้น จําเป็นที่จะต้องมีความ หลากหลายทั้ง ส.ว. เลือกตั้ง ทั้ง ส.ว. สรรหามีการถ่วงดุลซึ่งกันและกันจึงจะเกิด ประสิทธิภาพประสิทธิผล เพราะว่าวุฒิสภาไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร แต่ในเมื่อหลักการ และเหตุผลของท่านต้องการเปลี่ยนให้วุฒิสภาเป็นสภาผู้แทนราษฎร มันก็จําเป็นแล้วครับ ที่ท่านต้องไปอย่างนี้ สุดท้ายครับ ท่านประธานรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ทั้ง ส.ส. ส.ว. ทั้งหมดที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ก็ล้วนแล้วแต่ปฏิญาณตนในที่ประชุมอยู่แล้วว่า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกประการ อันนี้เป็นประเด็นไว้นะครับ ต่อมายังบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ด้วย ส.ส. ทั้งหมดที่ทําหน้าที่อยู่ในนี้ ส.ว. ทั้งหมดจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมฝากให้ประชาชนท่านดูก็แล้วกันครับ ตลอดเวลา หลาย ๆ วันนั้น ส.ส. ส.ว. ท่านใดปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกประการ หรือกลับกลายเป็นเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ก็แก้มันแต่รัฐธรรมนูญนั่นละครับ แล้วสุดท้ายก็ยังมี ส.ว. ส.ส. ท่านใดปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านดูก็แล้วกันครับ สุดท้ายไว้สําหรับท่านประธานวุฒิสภาโดยเฉพาะ สําหรับท่านนั้นผมต้องขออนุญาตรบกวน ท่านนิดเดียว ก็คือผมรู้สึกหนักใจกับการทําหน้าที่ของท่านมาก เพราะเมื่อสักครู่ผมได้ อภิปรายไปแล้วว่า ท่านเป็นประธานวุฒิสภา ท่านมาพิจารณาในฐานะรองประธานรัฐสภา ท่านนั่งเป็นประธานในที่ประชุมแห่งนี้ เรื่องที่กําลังพิจารณาอยู่ก็เป็นเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อให้ท่านได้ดํารงตําแหน่งประธานวุฒิสภาต่อ ท่านได้ไปลง ส.ว. ต่อเพื่อกลับมา เป็นประธานวุฒิสภาต่อ โดยปกติแล้วนะครับ ไม่ว่าที่ไหนถ้ามีการประชุมคณะกรรมการ ขึ้นมา แล้วบุคคลใดมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนั้น ๆ เขาจะต้องไม่อยู่ในห้องประชุม แต่ท่านประธานท่านนอกจากไม่อยู่ในห้องประชุมแล้ว ท่านยังเป็นผู้ดําเนินการประชุม เสียเองด้วย ผมก็เลยรู้สึกหนักใจแล้วก็เป็นห่วงเยาวชนว่าเขาอาจจะได้ตัวอย่างที่ไม่ดี

สุดท้ายครับ สุดท้ายจริง ๆ ทีนี้ ส.ว. ที่มาแบบ ส.ส. ถ้ามาแบบ ส.ส. นะครับ ต่อไปท่านประธานในวุฒิสภาเราก็จะได้เห็น ส.ว. คนหนึ่งเอารองเท้ามาวางไว้บนโต๊ะ ในที่ประชุมวุฒิสภา อย่าลืมนะครับ เราจะได้เห็น ส.ว. คนหนึ่งเอารองเท้ามาวางไว้บนโต๊ะ ในที่ประชุมวุฒิสภาเหมือน ส.ส. คนหนึ่งมาไว้ในสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอบคุณครับ