รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖

วีรวิท คงศักดิ์ เสนอความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรา 120 ของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ว. และแสดงความไม่เห็นด้วยกับการยืดระยะเวลาการเลือกตั้งซ่อมวุฒิสภาจาก 30 วันเป็น 45 วัน และเสนอให้เลือกตั้งทดแทนในอดีตที่ใช้เวลา 30 วัน ซึ่งจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายน้อยลงและเหมาะสม

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและสมาชิกเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นไว้อภิปราย ในสภานะครับ ในส่วนที่ผมจะขออภิปรายในมาตรา ๘ ซึ่งเป็นการให้ยกเลิกความ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการสรรหา ส.ว. ในกรณีที่ตําแหน่งว่างลง ผมอยากกราบเรียนอย่างนี้ครับ ในส่วนแรกผมขอเรียนให้ทราบถึง ในส่วนที่ผมเสนอความเห็นต่อกรรมาธิการซึ่งอาจจะยังไม่อยู่ในรายการตรงนี้แต่เป็นสิ่งที่ผม ไม่เห็นด้วยในการอภิปรายต่อคณะกรรมาธิการจะมีอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ยืดระยะเวลาในการเลือกตั้งซ่อมจาก ๓๐ วันเป็น ๔๕ วัน ซึ่งอันนี้เป็นการอ้างอิงมาตรา ๑๑๘ ที่ผ่านมา แต่ในกรณีอันนี้ ไม่จําเป็นต้องอ้างอิงก็ได้ครับ เพราะของเดิมกําหนดไว้ ๓๐ วัน ท่านประธานครับ สาเหตุที่มี การกําหนดขึ้นให้มีการเลือกตั้งทดแทน ส.ว. ภายใน ๓๐ วันนั้น เป็นเพราะไม่ต้องการที่จะให้ มีการหาเสียง อยากจะให้ประชาชนนั้นได้มีการเลือกบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือประกอบ คุณงามความดีที่เหมาะสมในการที่จะเป็นตัวแทนของจังหวัดในการดําเนินการ เพราะฉะนั้น การที่เราขยายออกไปเป็น ๔๕ วัน โดยที่มีการจะแก้ไขจากการหาเสียงโดยที่ของเดิมนั้นให้มี การแนะนําตัวออกมาเป็นการดําเนินการโดยให้หาเสียงในการปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงหลักการของรัฐธรรมนูญผมถึงไม่เห็นด้วยในการที่จะให้เปลี่ยนแปลง จากเดิม ๓๐ วันเปลี่ยนเป็น ๔๕ วัน ในเรื่องนี้ครับเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ากระบวนการในการ ดําเนินการของการเลือกตั้งทดแทน ส.ว. โดยใช้เวลา ๓๐ วันนั้น สามารถจะทําได้อย่าง เหมาะสมถูกต้องแล้ว ในการที่มีการเลือกตั้ง ส.ว. ทดแทนในช่วงที่ผ่านมา ๒ ครั้ง เราได้ สมาชิกวุฒิสภาที่มีความรู้ความสามารถและเหมาะสมเป็นที่ยอมรับของจังหวัดเข้ามาถึง ๒ จังหวัด ก็คือ จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดระนอง ที่มีการเลือกตั้งทดแทนไป กระบวนการตรงนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่ากระบวนการที่เรากําหนดให้มีเวลาในการจัด เลือกตั้งซ่อมภายใน ๓๐ วันน่าจะเพียงพอ ไม่สมควรที่จะมีการขยายเป็น ๔๕ วัน ตามร่าง ที่ออกมา ในส่วนนี้ผมอยากเรียนว่าการที่เราขยายเป็น ๔๕ วันนั้นทําให้มีกระบวนการในการ ที่ต้องแนะนําตัว ต้องหาเสียง ทําให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น กระบวนการค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น นี่ละครับเป็นต้นเหตุของการที่ทําให้สมาชิกวุฒิสภานั้นอาจจะต้องมีพันธะในการปฏิบัติ อย่างหนึ่งอย่างใด นั่นคือประเด็นแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับตัวร่างนะครับ ที่ผมเรียน ท่านประธานกรรมาธิการแล้วว่าผมขออนุญาตเข้ามาอภิปรายโดยที่ไม่ได้อยู่ในข้อเขียน ที่ผมเขียน

ในประเด็นที่ ๒ ผมได้เสนอประเด็นต่อกรรมาธิการแล้วว่าในกรณีที่เขียนว่า กรณีที่มีการเลือกตั้งแทน เมื่อมีระยะเวลาของวาระของวุฒิสมาชิกไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตามร่างนี้ใช้คําว่า จะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ การที่เรากําหนดเปิดปลายไว้ว่าในระยะเวลา ของวาระของ ส.ว. เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เขียนไว้ว่าจะไม่ดําเนินการเลือกตั้งก็ได้ ประเด็นที่มีการเสนอและพิจารณาในกรรมาธิการก็คือว่า ใครจะเป็นผู้มีสิทธิในการใช้ดุลยพินิจ อันนี้ ต้องขอเรียนว่าเรื่องนี้มันคงไม่ยาก ประเด็นที่ถ้ามองดูว่าดุลยพินิจของการที่จะเลือกตั้ง หรือไม่เลือกตั้งก็ได้นั้นอาจจะเป็น ๒ ท่าน ก็คือวุฒิสภามีความเห็นว่าควรจะมีการเลือกตั้ง เลือกตั้งใหม่หรือไม่ ในขณะที่หนึ่งร้อยแปดสิบวันที่เหลือ หน่วยงานที่ ๒ ก็คือคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ซึ่งกรณีอันนี้ผมเลยเสนอว่าน่าจะมีการเปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๙ (๑) ที่ใช้คําว่า เว้นแต่อายุของ สภาผู้แทนราษฎร ถ้าในกรณีนี้ก็เป็น เว้นแต่อายุของวุฒิสภาจะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เท่านั้น ก็คือว่าจะเป็นกรณีที่ระบุไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญเลยว่า ถ้าเหลืออีกไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จะไม่มีการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่อันนั้นในจังหวัดอันนั้นนะครับ อันนี้ก็เป็น ๒ ประเด็น ที่ผมอยากกราบเรียนว่าการที่เราไปขยายเวลาในการให้เลือกตั้งซ่อม มีการหาเสียงกันได้จาก ๓๐ วัน เป็น ๔๕ วันนั้น ทําให้เป็นภาระและก็ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อันที่ ๒ ก็คือ เรื่องของข้อความที่ใช้จะไม่ดําเนินการเลือกตั้ง เมื่อเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันนั้น น่าจะใช้ข้อความเดียวกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙ (๑) คือระบุไปเลยว่า เว้นแต่ คือห้าม นะครับ ในส่วนที่ผมขอสงวนความเห็นไว้เอกสารในหน้า ๑๔๒ นั้น ผมมีหลักคิดว่า ส.ว. นั้น เป็นคนที่ทํางานในระดับยุทธศาสตร์ คําว่า ระดับยุทธศาสตร์ นั้น หมายถึงว่า การบริหาร ราชการแผ่นดินโดยทั่วไปจะมี ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือระดับยุทธศาสตร์ที่เป็นการมอง ภาพใหญ่ มองระยะไกล มองระยะยาว เพราะฉะนั้น ส.ว. น่าจะทําหน้าที่ส่วนนี้ ในส่วนที่ เป็นเรื่องของปฏิบัติการนั้น อาจจะเป็นเรื่องของการทํางานฝ่ายบริหารโดยตรง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นผู้ดูแล และส่วนสุดท้ายคือระดับยุทธวิธีที่ใช้นั้นก็เป็นท้องถิ่น ในลักษณะตรงนี้นะครับ ผมเลยมีความเห็นว่า ผมไม่ขัดข้องในการที่เลือกตั้งโดยใช้จังหวัดมา ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความคิด ของผมที่ผมเสนอไว้ในมาตรา ๓ ว่าผมต้องการให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสภาได้มีความเห็นตรงนั้น แต่หลักคิดของการที่ผมอยากจะเรียนว่าการเลือกตั้งซ่อมนั้น ไม่น่าจะมีความจําเป็นสําหรับสมาชิกวุฒิสภา ในตัวร่างที่ผมเสนอไว้ในที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร หน้า ๑๔๒ นั้น ผมใช้ระบบของการที่มีบัญชีรายชื่อของประเทศ แล้วก็กระบวนการตรงนี้ ก็เป็นกระบวนการที่เราได้ทําบัญชีมา แล้วใช้วิธีการเลื่อนบัญชีขึ้นมา ก็คือลําดับถัดไป ลักษณะจะคล้ายกับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ในกรณีที่ผมแพ้มติ ในมาตรา ๓ ไปแล้ว ผมยอมรับ และผมขอถอนความเห็นในเรื่องนี้นะครับ แต่อยากจะฝากข้อคิดไว้กับสภาว่า สมาชิกวุฒิสภานั้นมีความแตกต่างกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าไม่มีความจําเป็นแล้ว เราไม่น่าจะเสียงบประมาณในการที่จะจัดเลือกตั้งซ่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร ที่เป็นจังหวัดใหญ่ มี ส.ว. ได้ ๑๘ คน แต่ขณะนี้ถ้าเผื่อจะมีการดําเนินการ เราต้องทําการ เลือกตั้งทุกกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ใช้งบประมาณมาก เพื่อเลือกคน ๆ เดียว อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากข้อคิดท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ แล้วก็ในการ ดําเนินการต่อไปว่าเรามีความจําเป็นหรือไม่ในการที่จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ว. ถ้าผมย้อนกลับไปดูว่าในวันนี้ ส.ว. ของเราก็มีแค่ ๑๔๙ คน จังหวัดบึงกาฬ ถึงแม้ว่าจะมี การแยกจังหวัดบึงกาฬไปแล้วเป็นเวลา ๓ ปี เศษ คือตั้งแต่ก่อนสรรหารอบที่ ๒ จนกระทั่งบัดนี้ เรายังไม่มีการเลือกตั้ง ส.ว. ของจังหวัดบึงกาฬเลย สมาชิกวุฒิสภาก็มี ๑๔๙ คน เราก็ทํางานได้ และสามารถทํางานในระดับยุทธศาสตร์ที่เป็นการมองภาพรวมของประเทศได้ การที่ไม่มี ส.ว. ของบึงกาฬ แต่เรามี ส.ว. ของหนองคาย ที่จะสามารถใช้ข้อมูลหรือเอาสถานการณ์ ในท้องที่เข้ามากําหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือมีการแก้ไขปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ของ ประเทศได้ เพราะฉะนั้นการที่มี ส.ว. ที่มีคนเดียวในจังหวัด ถ้าเกิดมีอันเป็นไป ไม่สามารถจะ ปฏิบัติหน้าที่ได้ เราก็สามารถจะใช้ข้อมูลจากข้างเคียงเข้ามาใช้ได้ นอกจากนั้นในจังหวัด อีกหลายจังหวัดที่มีจํานวน ส.ว. มากกว่า ๑ คน กระบวนการในการที่เราจะดําเนินการนั้น น่าจะไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม เหลือเท่าไรก็เหลือเท่านั้นนะครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการว่า ถ้าเราดูสถิติการสูญเสียของ ส.ว. ในช่วงที่ผ่านมา จะมีการเลือกตั้งซ่อม ๒ ครั้ง แล้วก็มีสรรหาทดแทน ๔ ครั้ง การสรรหาทดแทน ๔ คนนั้น เป็นกรณีของการที่การสรรหาไม่สมบูรณ์ ๓ ครั้ง และก็เป็นการทดแทนผู้เสียชีวิต ๑ ท่าน ซึ่งก็เป็นโอกาสดีที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาทดแทนผู้ที่เสียชีวิตในสมัยแรกนะครับ ก็อยากจะ กราบเรียนว่ากระบวนการในการสรรหานั้นอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก อย่างที่หลายท่าน ว่ามากระผมก็ยอมรับ กระบวนการในการที่เราทํานั้น แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่า ผมได้รับการสรรหามา ยังไม่เคยมีการวิ่งกับใครเลย ท่านสามารถจะบอกได้ว่าผมมีหลักฐาน ในการที่จะวิ่งกับใคร ช่วยกรุณาบอกผมด้วย ในสิ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะเรียนฝากท่านว่า ไม่จําเป็นหรอกครับ ในการที่จะต้องมาสรรหา ส.ว. หรือมาเลือกตั้ง ส.ว. ทดแทนในการ จัดเลือกตั้งซ่อม ในส่วนของ ส.ว. เลือกตั้งนั้นมีการเลือกตั้งซ่อมอยู่ ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นเรื่องของ ความผิดปกติของการเลือกตั้ง จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ กับอันที่ ๒ ก็คือเป็นการทดแทน ผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายทําที่จังหวัดระนอง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าตลอดเกือบ ๖ ปีที่ผ่านมานั้นเรามีการสูญเสีย ส.ว. ที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม ๒ คนเท่านั้นเอง ซึ่งการ สูญเสียไป ๒ คนกับการทํางานที่เราเพิ่มขึ้นมาจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คนนั้นไม่น่าจะมี ความจําเป็น และเราไม่จําเป็นที่จะต้องเสียงบประมาณ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเรียน ในหลักการที่ผมได้เสนอไว้ในคําสงวนคําแปรญัตติว่าเราจะไม่มีการเลือกตั้งซ่อมของ ส.ว. กระบวนการในการดําเนินการต่าง ๆ นั้นก็ขอให้มี ส.ว. ถ้าขาดไปเท่าไรก็คงเหลือในส่วน ที่เหลือเท่านั้นนะครับ แต่ส่วนที่จะมีกระบวนการในอนาคตที่จะมีการจัดทําบัญชีตามที่ผม ได้เสนอความคิดไว้ในมาตรา ๓ นั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องทําต่อไป แต่โดยหลักการที่ผม อยากจะเรียนเสนอว่าเราไม่ควรมีการเลือกตั้ง ส.ว. ทดแทนตําแหน่งที่ว่าง เพราะว่าจะทําให้ เราเสียงบประมาณและไม่มีความจําเป็นใด ๆ เลย โดยเฉพาะการเสียงบประมาณเลือก ในกรุงเทพมหานครซึ่งจะต้องใช้จํานวนเงินมหาศาลในการเลือก ส.ว. เพียงคนเดียว ขอบพระคุณครับ