อรรถพร พลบุตร ระบุว่ามาตรา 120 ของรัฐธรรมนูญถูกเสนอให้เปลี่ยนแปลง โดยให้สมาชิกวุฒิสภาที่ว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกเหนือจากถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสอภิปรายในมาตรานี้นะครับ กราบเรียนท่านประธานว่ามาตรานี้ ผมได้สงวนคําแปรญัตติ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ มาตรา ๑๒๐ เมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างเพราะเหตุตามมาตรา ๑๑๙ ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาบังคับใช้กับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาเข้ามาแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าวาระ ที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของวุฒิสภาจะเหลือไม่ถึง ๑๘๐ วัน จะไม่ดําเนินการ เลือกตั้งก็ได้ สาระสําคัญของคําแปรญัตติของผมอยู่ตรงที่ว่า ในมาตรา ๘ ตามมติของ คณะกรรมการเสียงข้างมากมีความว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๒๐ เมื่อตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกเหนือจากถึงคราวออกตามวาระของวุฒิสภา ให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนภายใน ๔๕ วัน นับแต่วันที่ตําแหน่งนั้นว่างลง ในคําแปรญัตติของผม ผมได้ใช้บทบัญญัติเข้ามาทดแทนข้อความของกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือให้นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาบังคับใช้กับการเลือกตั้ง มาตรา ๑๑๘ ซึ่งเป็นสาระสําคัญในคําแปรญัตติของผมนั้นมีความแตกต่าง มาตรา ๑๑๘ ตามรัฐธรรมนูญได้กล่าวว่า เมื่อวาระของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจาก การเลือกตั้งใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งต้องกําหนดวันเลือกตั้งภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ความแตกต่างต้องอยู่ในเรื่องของ เงื่อนเวลาครับ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นได้ระบุเอาไว้ ๔๕ วัน แต่ผมเห็นว่า ๓๐ วัน มีความเหมาะสมและมีความสอดคล้องกับสถานะความเป็นอิสระของ วุฒิสมาชิก กราบเรียนท่านประธานครับ ผมใช้เวลาจากนี้ไปอธิบายเหตุผลว่าความแตกต่าง ของ ๓๐ วัน และ ๔๕ วันนั้น เป็นอย่างไร แต่เนื่องจากวันนี้ท่านประธานกรรมาธิการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านก็มานั่งทําหน้าที่อยู่ตั้งแต่เช้า ซึ่งผมก็ชื่นชม แต่ผมออกจะไม่ค่อยสบายใจกับคําชี้แจงของท่านหลายครั้ง โดยเฉพาะ เมื่อวานนี้นะครับ ซึ่งผมมีความเห็นที่แตกต่างกัน และผมถือว่าเป็นสาระสําคัญ ผมจะขอ อนุญาตได้อภิปรายผ่านท่านประธานรัฐสภาเพื่อถามท่านประธานกรรมาธิการ แล้วอยากให้ ท่านได้ใช้เหตุผลประกอบตรรกะหรือว่าชุดความคิดของท่านที่ท่านได้อธิบายความอย่างนี้ หลายครั้ง เมื่อวานนี้ท่านได้ชี้แจงอันหนึ่งนะครับ ซึ่งมันก็พอฟังได้ ท่านได้ชี้แจงว่าเหตุผลที่ได้ แก้รัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกวุฒิสภาสมารถดํารงตําแหน่งได้ต่อเนื่องกัน ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ท่านใช้เหตุผลว่าเนื่องจากมันเป็นการจํากัดสิทธิของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือประชาชน ท่านบอกว่าเมื่อประชาชนมีความพอใจ เขาก็ควรจะมีสิทธิเลือกตั้งได้ อาจจะเป็นคนเก่า คนเดิมก็เป็นสิทธิของประชาชน ผมจับความได้เช่นนั้นนะครับ เหตุผลท่านฟังได้นะครับ และในวันที่ผมเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายร่างพระราชบัญญัติองค์การ บริหารส่วนจังหวัด ผมยังไม่เห็นด้วยกับการจํากัดอายุของวาระการดํารงตําแหน่งของนายก อบจ. หรือนายก อบต. ที่สมัยก่อนนี้เขาจํากัดว่า ๒ สมัยต้องเว้นวรรค ที่จริงผมควรจะ เห็นด้วยกับการจํากัดตรงนั้น เพราะว่าผมต่อสู้ในสภาท้องถิ่นมาผมก็เจ็บปวดกับการผูกขาดอํานาจมาโดยตลอด แต่เหตุผล ที่พูดกันมากในกรรมาธิการก็คือเหตุผลว่าการจํากัดวาระ ๒ สมัยของท้องถิ่นมันไม่ใช่จํากัด วาระของตัวนายกหรือตัวผู้บริหาร แต่มันเป็นการจํากัดสิทธิของประชาชนผู้ใช้สิทธิ ถ้าเขามี ความพอใจคนนี้บริหารงานดีใช้สิทธิไป ๓ ปี ๔ ปีก็เป็นสิทธิของประชาชน เหตุผลนี้ครับ ผมก็ยกมือเห็นด้วยในการที่จะปลดล็อกการดํารงตําแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น แต่ท่านประธานครับ เหตุผลตรงนี้ที่ท่านประธานกรรมาธิการนํามาอ้างเมื่อวานนี้ ผมว่า มันเป็นเหตุผลซึ่งไม่สอดคล้องต้องกันนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นมีภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันมาก ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการบริหาร อํานาจบริหาร เป็นสิทธิของประชาชนจริง ๆ ครับ ทํางานดีเขาก็เลือกก็เป็นไปจนชีวิตจะหาไม่ก็เป็นได้ ถ้าตราบที่ประชาชนยังเลือกอยู่ครับ แต่ว่าวุฒิสภานั้นมีหลักการที่เป็นหัวใจอย่างยิ่งในเรื่อง ของการใช้อํานาจก็คือความเป็นกลางอย่างเคร่งครัดและการปราศจากการครอบงําของ ฝ่ายการเมือง ตรงนี้ครับที่ทําให้เราไม่สามารถจะใช้เหตุผลเรื่องการเลือกตั้งมาอธิบายความ ได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ทุกอย่าง ผมขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ เพียง ๔-๕ นาที ที่จะอธิบายความต่อเนื่องตรงนี้ เพราะผมว่ามันเป็นสาระสําคัญอย่างยิ่งของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในคราวนี้นะครับ อํานาจของวุฒิสมาชิกหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นมีความแตกต่าง จากสภาผู้แทนราษฎรเป็นอย่างยิ่ง เรามีสภาอยู่ ๒ สภาในแง่ของอํานาจนิติบัญญัตินะครับ คือสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรจริงอยู่ครับ แม้ว่าในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๒ จะระบุเอาไว้อย่างสวยสดงดงามเป็นปรัชญาประชาธิปไตย อย่างแท้จริงระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนของปวงชน ชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้อง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์โดยรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจาก การขัดกันแห่งผลประโยชน์ มันเป็นข้อความมาตรา ๑๑๒ ที่ไพเราะงดงาม ท่านประธาน เห็นด้วยกับผมนะครับ แต่ว่าในทางปฏิบัติทางที่เป็นจริงเราก็ต้องยอมรับว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเหมือนผม เหมือนท่านหรือเพื่อนสมาชิกในห้องนี้ ๕๐๐ ท่าน เราไม่ได้ เป็นอิสระอย่างแท้จริงตามบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ เราไม่ได้อยู่ในโซ่ตรวนอะไรหรอกครับ แต่ว่าสภาผู้แทนราษฎรของเรามีระบบเสียงข้างมาก มีระบบการเลือกตั้งฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร