อรรถพร พลบุตร ระบุว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความผูกพันกับพรรคการเมือง และไม่สามารถเป็นอิสระได้ ในขณะที่วุฒิสภามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการแต่งตั้งและถอดถอนตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ และอ้างว่านี่เป็นหลักการของรัฐบาลที่มาจากรัฐสภา
๔-๕ นาที หมายถึงการอธิบายประเด็นนี้นะครับ แต่ว่าโดยรวม ๆ ผมจะใช้ประมาณ ๑๐ นาทีครับ ท่านจุลพันธ์ คงไม่มากไปกว่านั้นครับ ฉะนั้นพวกเราที่เป็นสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะประกาศให้เป็นอิสระแต่จริงเรามีความผูกพันกับพรรคการเมือง เรามีความผูกพันกับนโยบายของพรรคการเมืองที่เราสังกัด ถ้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก เป็นเสียงรัฐบาลก็มีความผูกพันกับนโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศไว้กับ พี่น้องประชาชน ก็ต้องรักษาสิทธิหรือมติสอดคล้องกับนโยบายต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งนั่นเป็น กติกาประชาธิปไตยก็ว่ากันไม่ได้ ผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านไม่มีโอกาส บริหารประเทศก็ทําหน้าที่ตรวจสอบ ผมก็มีมติไปในทิศทางเช่นนั้น ท่านจึงเห็นว่าจริง ๆ แล้ว เราไม่ได้เป็นอิสระจริงนะครับ สภาผู้แทนราษฎรเรามีความผูกพันกับกระบวนการบริหาร โดยเฉพาะ ส.ส. ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก ผมเองก็ผูกพันกับกระบวนการของการตรวจสอบ เราไม่ได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง แต่ตรงนั้นเป็นหลักการรัฐบาลที่มาจากรัฐสภา ปฏิเสธไม่ได้ แต่วุฒิสภาไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ อํานาจของวุฒิสภาที่แท้จริงผมเชื่อว่าท่านประธาน หรือท่านจุลพันธ์เห็นเหมือนผมว่าอํานาจของวุฒิสภาที่แท้จริง แม้ว่าจะระบุไว้หลายบท หลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นอํานาจนิติบัญญัติในเรื่องของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เรื่องการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปี เรื่องพระราชกําหนด หรือการแก้ไข รัฐธรรมนูญอะไรก็แล้วแต่ หรือมีอํานาจในการตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไปตาม มาตรา ๑๖๑ การตั้งกรรมาธิการต่าง ๆ เหล่านี้ แต่เหล่านั้นมันไม่ใช่อํานาจที่เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด วุฒิสภาแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งของรัฐบาล ก็ไม่มีอํานาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาด มันจะมีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยืนยัน ในเสียงข้างมาก วุฒิสภาก็ได้แค่ชะลอ แต่ว่าไม่สามารถจะระงับยับยั้งกฎหมายตรงนั้นได้ ตรงนี้ไม่ใช่อํานาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดครับ และผมก็เห็นด้วยว่าวุฒิสภาก็ไม่ควรจะมีอํานาจ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดตรงนี้ เพราะว่า ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรเขามีสิทธิรับผิดชอบต่อนโยบายของรัฐที่ประกาศไว้ กับประชาชนถ้ามันถูกระงับยับยั้งมันก็เดินหน้าไม่ได้ แต่จริง ๆ อํานาจของวุฒิสภาจริง ๆ มันไปอยู่ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด มันไม่ได้อยู่ที่การพิจารณาแต่งตั้ง ให้คําแนะนํา ให้ความ เห็นชอบบุคคลในองค์กรตรวจสอบครับ ซึ่งเราเรียกว่าองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นอํานาจที่ ๔ ครับ ผมขออีกนิดเดียวครับ วุฒิสภามีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากครับ การแต่งตั้งคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และที่สําคัญมากครับท่านประธาน ซึ่งผมขออนุญาตย้ําให้ชัด นิดหนึ่งเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนที่ติดตามรับชมการอภิปรายในสภา คืออํานาจเรื่อง การถอดถอน วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนตําแหน่งสําคัญอย่างยิ่งครับ ไม่ว่าจะเป็น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงาน อัยการ และอื่น ๆ อีกมากมาย ตรงนี้เป็นอํานาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่านประธานเห็น ไหมครับ ว่าอํานาจอย่างนี้ทําไมเขาไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาผู้แทนราษฎร ใช้อํานาจนี้ ทําไมเขาจึงแยกให้วุฒิสภาใช้อํานาจนี้ เพราะว่าการแต่งตั้งถอดถอนเหล่านี้ มันต้องเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ต้องไม่ถูกแทรกแซงครอบงําโดยพรรคการเมืองหรือ ฝ่ายการเมือง ถ้าให้สภาผู้แทนราษฎรมีอํานาจนี้ แน่นอนครับเราคงไม่สบายใจ เราคง เคลือบแคลง เราคงไม่เชื่อมั่นเพราะต้องยอมรับว่าสภาผู้แทนราษฎรมีความผูกพันกับ พรรคการเมือง เพราะเราเป็นการเมืองระบบพรรค ฉะนั้นความเป็นอิสระหรือความไม่ถูก แทรกแซงทางการเมืองของวุฒิสภาจึงเป็นหัวใจอันสําคัญอย่างยิ่ง ผมอยากจะชี้ประเด็น ตรงนี้ให้ชัดเจนว่าไม่ว่าเราจะอภิปรายในมาตราใด ๆ ๑๓ มาตราในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมและท่านประธานกรรมาธิการต้องอิงอยู่บนหลักการอันนี้ครับ หลักการคือเราต้อง ออกแบบให้วุฒิสภาเป็นกลางอย่างเคร่งครัดและปราศจากการครอบงํา แทรกแซงโดย พรรคการเมือง ถ้าผิดจากหลักการนี้ ขัดรัฐธรรมนูญและไม่ชอบธรรม และประชาชน เสียประโยชน์ ท่านประธานครับ