อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความสมดุลในอำนาจของประชาธิปไตย
ผมเข้าสู่ ประเด็นว่า ๓๐ วันกับ ๔๕ วันมีผลแตกต่างกันอย่างไร ท่านประธานอาจจะไม่ทราบครับว่า เมื่อปี ๒๕๔๙ ผมเคยสมัครสมาชิกวุฒิสภาที่จังหวัดเพชรบุรี เดินไป ๘ อําเภอครับ ผมรู้ว่า มันเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนสําหรับคนที่ไม่มีเงินทองในกระเป๋า สําหรับคนที่ไม่ได้มี ความเกี่ยวพันกับพรรคการเมือง สําหรับคนที่ไม่มีเครือข่ายบริวารหรือมีอิทธิพลในพื้นที่ หรือมีเงิน ๔๐-๕๐ ล้านบาทที่จะโปรยเพื่อให้เกิดคะแนนเสียงเลือกตั้ง เหนื่อยมากครับ และผมก็รู้ว่าในการเลือกตั้งอันแท้จริง ปัจจัยที่มีผลสําคัญอย่างยิ่ง ถ้าเวลามันเนิ่นนานออกไป มันคือเรื่องของเครือข่ายครับ ผมไม่พูดถึงเหตุการณ์ เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ มันไม่มี ประโยชน์จะพูดในวงกว้าง แต่ผมลิ้มรสของความที่ผู้สมัครมีความเกี่ยวพันกับเครือข่าย ในทางการเมือง ผมได้ที่ ๒ นะครับ แต่เขาเอาคนเดียว ผมไม่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ผมก็ได้ คะแนน ๖๐,๐๐๐ คะแนน มากกว่า ส.ว. ที่ได้รับการเลือกตั้งในยุคนั้นค่อนประเทศครับ แต่ผมก็ได้ลิ้มรสว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปหรือเลือกตั้งซ่อม เครือข่ายของนักการเมืองก็ดี อํานาจของเงิน ซึ่งแน่นอนครับ ๓๐-๔๐ ล้านบาทแน่นอน ในการกระจายเสียงให้มันครบทั้งพื้นที่ ๗ ตําบล ๑๐ ตําบล หรือ ๑๒ ตําบล ๑๓-๑๔ อําเภอ เหล่านั้น มันเหน็ดเหนื่อยอย่างแสนสาหัสครับ ฉะนั้นผมยังมีความเชื่อมั่นในหลักการว่า หลักการของสมาชิกวุฒิสภา เราต้องการให้ไม่ถูกแทรกแซงโดยพรรคการเมืองหรือไปเป็น ลูกน้อง บริวาร บุพการี ผู้สืบทอด ทายาทอะไรของนักการเมือง หรือให้ ส.ส. มาลงสมัคร อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ฉะนั้นมันก็ต้องตัดกระบวนการต่าง ๆ ที่การเมืองมันจะเอื้อผลให้กับ ผู้สมัครครับ ยิ่งเวลานานเท่าไร พรรคการเมืองหรือผู้มีอํานาจทางการเมือง หรือผู้มีอิทธิพล ในพื้นที่ หรือนายทุนในแต่ละพื้นที่เขาก็มีโอกาสมากขึ้นในการใช้กระบวนการต่าง ๆ ผมไม่อยากจะบอกว่าในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก สมาชิกวุฒิสภาในอนาคตจะมีการซื้อเสียง หรือไม่ แต่ผมสังหรณ์ใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ผมคาดการณ์เอาไว้ ฉะนั้นมันก็ต้องกลับมาสู่ หลักการที่บอกว่าสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นคนดีที่สังคมประจักษ์ ไม่ต้องมาหาเสียงหรอกครับ เป็นคนที่ทํางานมาอย่างยาวนานในพื้นที่ อาจจะต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ต่อสู้เรื่องความไม่ เป็นธรรมของมนุษย์ ต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ หรือการเป็นปราชญ์ชาวบ้าน หรือการ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่พี่น้องประชาชนทั้งพื้นที่ ทั้งจังหวัดให้การเคารพนับถือ คนเหล่านี้ประกาศลงสมัครตูมนี้นะครับ ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้เบอร์เลยครับ เพราะว่าประชาชน ประชาคมสังคมตรงนั้นเห็นพ้องต้องกัน คนอย่างนี้คือคนที่คือคุณลักษณะที่รัฐธรรมนูญ ออกแบบว่าให้คนเหล่านี้มาทําหน้าที่เป็นสภากลั่นกรองตรวจสอบ แต่คนเหล่านี้ท่านประธาน เชื่อผมครับ ท่านประธานกรรมาธิการสามารถเชื่อผมว่า ลองทอดเวลาออกไปยิ่งนานเท่าไร มันต้านไม่อยู่ครับ ผมนี้เดิน ๘ อําเภอ ปี ๒๕๔๙ ห้ามหาเสียงด้วยครับ ต้องใช้เดินตามบ้าน ๘ อําเภอผมเดินรองเท้าผมสึกไปไม่รู้กี่คู่ครับ เป็นลมไปหลายรอบ แต่พออ้ายของแข็งมันลง อ้ายปัจจัยบางที่มันลงสู้ไม่ได้ แต่ว่าโชคดีนะครับว่าวุฒิสภายุคนั้นเขาอยู่แค่เดือนเดียว ผมจึงสรุปว่าผมอยากให้การเลือกตั้งซ่อมหรือการเลือกตั้งทั่วไปของวุฒิสภามันใช้เวลา สั้นที่สุด ยิ่งสั้นเท่าไรคนดีที่สังคมประจักษ์ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น คนซึ่งสังคมไม่ยอมรับหรือว่า ไม่ได้สร้างคุณงามความดีไว้อย่างยาวนานและตกผลึกในหัวใจของชาวบ้านจะได้ไม่มีโอกาส ใช้ช่วงเวลาที่จะใช้กลไกหรือวิ่งเข้าหานักการเมือง พรรคการเมือง หรือกลุ่มทุนแล้วเปลี่ยนแปลง ผลการเลือกตั้ง ประเด็นก็อยู่ที่ตรงนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะสรุปแล้วนะครับ ว่าวันนี้ถ้าในมือผมมีตาชั่งอยู่นะครับ ตาชั่งซึ่งหมายถึงความเที่ยงธรรมตาชั่งของระบอบ ประชาธิปไตยประเทศไทยมันจะมีตาชั่งซึ่งมีความสมดุลอยู่ ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคือฝ่ายบริหาร แล้วอีกด้านหนึ่งคือฝ่ายตรวจสอบ ตาชั่งแห่งความเที่ยงธรรมของประชาธิปไตยมันต้อง สมดุลพอดีครับ ตาชั่งของฝ่ายบริหารวันนี้มีน้ําหนักอะไรตกอยู่บ้าง ๑. ก็คือรัฐบาลละครับ อยู่ฝ่ายบริหาร ๒. ก็คือสภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ แล้วก็คือเป็นอํานาจของฝ่ายบริหาร เพราะ เป็นคนให้กําเนิดรัฐบาลขึ้นมา ปฏิเสธไม่ได้ครับ สภาผู้แทนราษฎรอยู่ตรงนี้ รัฐบาลอยู่นี้ครับ แล้วอีกฝั่งหนึ่งละครับที่ให้มันเกิดความสมดุลของประชาธิปไตย อีกฝั่งหนึ่งก็คือสมาชิก วุฒิสภาครับ และเราเพิ่มเติมองค์กรอิสระเข้าไปอีกน้ําหนักหนึ่ง ก็เกิดความถ่วงดุลที่พอดี แล้วเมื่อประชาธิปไตยเกิดความสมดุล เสียงข้างน้อยเสียงข้างมากได้รับการเคารพ โดยเท่าเทียม ประชาธิปไตยมันเดินไปได้ ประชาธิปไตยมันไม่ต้องไปอยู่ที่สี่แยกหรือ กลางถนนครับ แต่วันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ดุลอํานาจน้ําหนักของตาชั่ง ๒ ตาชั่งนี้ มันกําลังไม่สมดุล โดยการออกแบบและการแก้ไขครั้งนี้ดุลน้ําหนักของวุฒิสภากําลังมาอยู่ใน ฝ่ายบริหารแล้วครับ น้ําหนักมันเอียงครับ และแน่นอนเมื่อวุฒิสภาให้กําเนิดองค์กรอิสระ ตุ้มน้ําหนักขององค์กรอิสระก็มาอยู่ในฝ่ายบริหารด้วย ตาชั่งมันเอียงแบบนี้ครับ ตรงนี้มันไม่มี การที่จะถ่วงน้ําหนักให้เกิดความสมดุลในวิถึทางประชาธิปไตยครับ ผมจึงกราบเรียนกับ ท่านประธานว่า ผมจึงพยายามแปรญัตติแก้ไขให้วุฒิสภามาด้วยกระบวนการที่บริสุทธิ์โปร่งใส่ คนดีที่สังคมประจักษ์ได้มีโอกาสทํางานเพื่อบ้านเพื่อเมือง คนซึ่งเป็นตัวแทนหรือทายาทของ พรรคการเมืองจะต้องมีโอกาสน้อยที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นตาชั่งมันก็จะขาดสมดุล มันจะ เอียงไปข้างหนึ่ง แล้วในที่สุดตาชั่งที่มันไม่มีการถ่วงดุลมันก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อปรับสมดุลอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานอยากเห็นอย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานสามารถ อยากเห็นอย่างนั้นหรือไม่ ผมจึงใช้การอภิปรายทั้งหมดผ่านท่านประธานสภาไปยัง ประธานกรรมาธิการว่าผมเห็นอย่างนี้ครับ แต่ท่านไม่เห็นด้วยกับผม ท่านก็ต้องชี้แจงตรงนี้ว่า ท่านมีเหตุผลอย่างไร ตรรกะที่ท่านบอกว่าการเลือกตั้งนายก อบจ. เขายังไม่จํากัดสมัยเลย มันใช้กับวุฒิสภา ซึ่งอํานาจมันแตกต่างกันฟ้ากับดิน ผมเชื่อว่าท่านประธานกรรมาธิการ มีประสบการณ์มากกว่าผม ต่อสู้มาเยอะ ท่านเข้าใจอย่างถ่องแท้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านพูดนั้น อย่างไร ท่านประธานครับ สุดท้ายในมือผมขณะนี้