เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 120 ที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา และเสนอแนะว่าควรลดระยะเวลาการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจาก 45 วันเป็น 30 วัน
เรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะพยายามใช้เวลาให้มีคุณค่า มากที่สุดครับ ผมคือผู้หนึ่งที่แปรญัตติแล้วก็ไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ในหลายมาตรา ที่ผ่านมานะครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ ซึ่งผมถือว่ามีความสําคัญมาก ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานว่า เมื่อได้เห็นรายชื่อคือท่านสามารถ แก้วมีชัย ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้วนะครับ ผมก็เลยไปดูในอดีตก็คือว่าท่านได้เป็น สสร. ท่านหนึ่ง และท่านก็ได้ยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการรับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังพิจารณาอยู่นี้นะครับ จึงมีรากฐานมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนตัวอักษรไปบ้างเล็กน้อย นั่นก็คือว่าในมาตราของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะอยู่ในมาตรา ๑๓๔ ครับ สิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าพวกเราในขณะนี้ ก็คือการแก้ไขที่ว่ายกร่างของมาตรา ๑๒๐ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ มาเป็นข้อความที่เขียนอยู่ ดังปรากฏที่เห็นนี้ครับ ก็คือ มาตรา ๑๓๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ เหมือนกัน ทุกตัวอักษรนะครับ เกือบทุกตัวอักษร ยกเว้นคําว่า วาระ กับ อายุ เท่านั้นเอง ในปี ๒๕๔๐ นี้ อยู่ในคําว่า ใช้คําว่าตามอายุ นะครับ แต่ในปี ๒๕๕๐ ฉบับที่กําลังแก้ไข ใช้ว่า ให้เมื่อถึงคราว ออกก็ออกจากถึงคราวออกตามวาระ เพียงแค่นี้เองนะครับ อันนี้คือที่มาระหว่างคําว่า วาระ กับ อายุของวุฒิสภา และในส่วนต่อไปก็คือเวลา ๔๕ วันนะครับ ซึ่งผมเห็นว่า ระยะเวลาที่จะมีการเลือกตั้งแทนสมาชิกวุฒิสภาที่ว่างลงนี้นะครับ การใช้กําหนดระยะเวลา ๔๕ วัน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่กว่า เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญอะไรก็ตามที่ออกมาใหม่ ๆ นี่ครับ มันก็คือจะแก้ไข ปัญหาเก่า ๆ เราเรียกว่า การพัฒนา เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้มันจะต้องพัฒนามาโดยตลอด ไม่กลับไปสู่วังวนเดิมนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างนั้นก็ไปไม่ได้นะครับ ผมเรียนให้ทราบว่าในมาตราที่ผ่านมานะครับ หลายมาตราจะเกิดปัญหาขึ้นมาในอนาคตอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่ไม่ควรจะ เกิดขึ้นก็อย่างเช่นว่า ใครก็ตามที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ต้องการจะสมัครวุฒิสภาชุดปัจจุบันนี้ จะมีการสับเปลี่ยนกันได้ตลอด เพราะมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน คนนี้ลาออก คนนี้เอาเข้า จะเหมือนกับ ส.ส.ที่เคยเกิดเหตุที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้ครับ มันจะเกิดภาวะ อย่างนี้เกิดขึ้น เพราะอะไรครับ เพราะเราไปตัดคําว่า อดีต หมดเลยที่เคยเป็น ๆ เว้นวรรค ๕ ปี ไม่มี เราตัดออกหมดดังนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อในมาตรา ๑๒๐ ตามที่ปรากฏการแก้ไข อยู่ปัจจุบันนี้ครับ ที่ให้ ๔๕ วัน ผมจึงเห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินไปครับ ควรจะ ๓๐ วัน เห็นด้วยกับท่านอรรถพรที่ว่า คนจะเป็นวุฒิสภา หลักการก็คือว่าจะต้องดํารงหรือ ยืนหยัดอยู่ในเรื่องของว่าความเป็นกลางครับ เราต้องเข้าใจเรื่องความเป็นกลางมากกว่าสิทธิ เอามาเปรียบเทียบกันก็คือต้องการออกแบบระบบครับ ให้เป็นระบบที่มีความเป็นกลาง ไม่ใช่ว่าเพื่อรักษาสิทธินะครับ สิทธิต่าง ๆ หรือเสรีภาพหรือประชาธิปไตยนี่ครับ มันอยู่ที่ สภาผู้แทนราษฎรครับ อันนี้เราจะต้องพยายามอธิบายให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ผมจําเป็นว่าจะต้องอธิบายกับท่านประธานเพิ่มนิดหน่อยก็เพื่อให้พี่น้องประชาชนทราบว่า รัฐธรรมนูญที่กําลังแก้ไขอยู่ปัจจุบันนี้ครับ ต่อไปจะไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะ การแต่งตั้งถอดถอนของวุฒิสภานะครับ ซึ่งมีความสําคัญมาก โดยเฉพาะการแต่งตั้ง ป.ป.ช. ท่านประธานครับ เคยเกิดเหตุเมื่อปี ๒๕๔๘ ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ครั้งแรกนะครับ ทําไมต้องแก้ไขครั้งแรก เพราะว่าเกิดมีการสร้างระบบที่คล้ายกับระบบ ประธานาธิบดีครับ ไม่ใช่ระบบรัฐสภา เหตุที่ผมพูดเช่นนี้เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันมีล็อกอยู่ คือว่าการสรรหา ป.ป.ช. ต้องมาจากผู้สรรหา ๑๕ คน ใน ๑๕ คนนั้นจะมี ตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ๕ พรรคการเมือง เขาให้เอาแค่ ๕ พรรคการเมืองให้เลือกมาเหลือ ๕ พรรค ในปี ๒๕๔๘ ครับ มันเกิดปรากฏการณ์ ประหลาดก็คือว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคนะครับ มีได้เพียงแค่ ๔ พรรคครับ มันเลยเกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมานะครับ เรื่องของการสรรหาคณะสรรหา ๑๕ คน ว่าจะมาจากที่ใดบ้างนะครับ ในที่สุดหนึ่งในตําแหน่งนั้น ก็คือตําแหน่งผู้นําเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร ตําแหน่งนี้ไม่มีนะครับในระบบรัฐสภา ในระบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือระบบสภาผู้แทนราษฎรครับ เรามีแต่ผู้นําฝ่ายค้าน หรือเราอาจจะเข้าใจว่าผู้นําเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แต่รัฐธรรมนูญที่แก้ไขและ สําเร็จไปแล้วก็คือได้ตําแหน่งผู้นําเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหลายคนบอกว่า เป็นตําแหน่งที่สอดคล้องกับระบบประธานาธิบดี อันนี้ก็อยากจะเรียนให้ทราบ เพราะฉะนั้น ตําแหน่งของวุฒิสภามีความสําคัญจริง ๆ นะครับ การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ได้ไป ตัดเอาสิ่งสําคัญหรือหัวใจต่าง ๆ ออกทําให้ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าระบบที่เรากําลัง พิจารณาเพื่อสร้างอยู่นะครับ มันจะมีความเป็นกลางได้มากน้อยแค่ไหน ผมได้อภิปราย ในวาระสองในมาตรา ๓ ไปแล้วว่าความเป็นกลางเป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝันหาแม้จะยากนะครับ แต่ก็สามารถที่จะทําได้ใกล้เคียงกันกับระบบศาลครับ ระบบศาลหัวใจก็คือว่าต้องการสร้าง ให้เกิดความเที่ยงธรรมมากที่สุด แต่จริง ๆ แล้วความเที่ยงธรรมมากที่สุดมันมีอยู่ในโลก อุดมคติ เราก็ได้เพียงแค่ความยุติธรรมเท่านั้นนะครับ ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ในมาตรานี้ ผมจึงเห็นว่าการที่ผมแปรญัตติดังที่ผมจะเรียนให้ทราบก็คือผมแปรญัตติ อย่างไรครับ ผมแปรญัตติในมาตรา ๑๒๐ ว่าเมื่อตําแหน่งวุฒิสภาว่างลงเพราะเหตุตาม มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๑๙ ก็คือการตาย การลาออกอย่างนี้ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาใช้บังคับการเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิก วุฒิสภา ในกรณีดังกล่าวและให้สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามาแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งนั้น ได้เพียงวาระที่เหลืออยู่ของผู้อื่นของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่ว่างลง จะเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่ดําเนินการเลือกตั้งหรือการสรรหาก็ได้นะครับ แต่เนื่องจากเราได้ผ่านวาระว่าเราจะเป็นการเลือกตั้ง ผมก็ต้องยอมรับในเสียงข้างน้อยที่ ผมเห็นว่าการสรรหาหรือเรียกว่า การเลือกตั้งโดยทางอ้อม ยังมีคุณค่า เพราะผมเชื่อมั่น ในระบบของการผสมพันธุ์พืชและผสมพันธุ์สัตว์ครับ ถ้าการแต่งตั้งหรือการสรรหาได้จาก กลุ่มวิชาชีพผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถเชิงประจักษ์ เราจะได้ลูกที่ออกมา เข้มแข็ง แข็งแรงครับมีความหลากหลายตามธรรมชาติมากกว่าผมเชื่อตามหลักธรรมชาติ แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คน ความอ่อนแอมันมีครับ มันมีเห็นแล้วก็มีคนวิจัยกัน มากมายมีหลายท่านที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ก็พูดถึงเรื่องที่มี การสํารวจสถิติต่าง ๆ ออกมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็คงใช้เวลาเพียงแค่นี้ครับยืนยันว่า ผมยังเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาที่วุฒิสภามาจากการสรรหาส่วนหนึ่งหรือเรียกว่า การเลือกตั้ง ทางอ้อม ขอบคุณครับ