รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการขออนุญาตลุกขึ้นทักท้วงในการเสนอการปิดอภิปราย โดยอธิบายว่าการเสนอปิดอภิปรายไม่ใช่การวินิจฉัยของที่ประชุม และเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปิดอภิปรายในสภา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาข้อเท็จจริงและความเหมาะสมในการใช้ข้อบังคับในการปิดอภิปราย และขอให้ท่านประธานและทุกฝ่ายแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐสภา

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตลุกขึ้นเพื่อที่จะทักท้วงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ลุกขึ้นหารือ แล้วอภิปรายไป ประเด็นที่ผมทักท้วง ท่านได้บอกว่าสภาแห่งนี้และท่านประธานได้ใช้ข้อ ๙๙ ในการเสนอการปิดอภิปราย ถ้าผมเองไม่ลุกขึ้นทักท้วงผมเกรงว่าจะเป็นความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อนและเสียหายต่อรัฐสภาของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นของ การเสนอปิดอภิปรายที่ท่านประธานเองได้วินิจฉัยตลอดว่า ท่านไม่มีทางเป็นอื่นเลยนอกจาก รับญัตติแล้วให้สภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะปิดหรือไม่ปิด เราเองเสนอปิดอภิปราย เราไม่ได้ใช้ ข้อ ๙๙ ครับท่านประธานครับ เราใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ซึ่งอนุญาตไว้ให้กระทําได้ แม้ว่า จะมีการพิจารณาญัตติอื่นนะครับ เป็นข้อเว้นเลยครับบอกว่ากระทําได้ตาม (๕) และนั่น หมายความว่าข้อบังคับเขียนให้เสนอได้ สมาชิกย่อมเสนอได้ แน่นอนครับ ผมเองไม่ปฏิเสธ ท่านว่าเหมาะสมหรือสมควรหรือไม่ ตรงนั้นเป็นข้อพิจารณาที่สมาชิกรัฐสภาจะได้ให้ ข้อวินิจฉัย ถ้าเห็นควรแล้ว อภิปรายพอควรแล้ว ครบประเด็นแล้ว ก็ปิดอภิปรายได้ ตรงนั้น ยอมรับครับ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ข้อวินิจฉัยท่านประธานเอง ท่านสมาชิก หลายท่านยังเข้าใจว่าท่านประธานสมศักดิ์กับท่านประธานวินิจฉัยในเรื่องเดียวกัน ถึงแม้จะ มีชวเลขเอามาอ่าน ท่านประธานครับ ถ้าท่านไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ พร้อมกับผู้เสนอญัตติ ในวันนั้น ต้องขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่าน ส.ว. สุรชัย จากจังหวัดชลบุรี ท่านเป็นผู้ลุกขึ้น เป็นผู้เสนอญัตติ ญัตตินั้นไม่ใช่เป็นญัตติการปิดอภิปรายนะครับ เป็นญัตติที่อาศัยข้อ ๙๙ ว่า มาตรา ๔ เนื้อหาสาระได้ลงมติในมาตรา ๓ ไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีการอภิปราย ไม่ใช่ ปิดอภิปรายนะครับ เสนอว่าไม่ต้องอภิปราย ปิดอภิปรายต้องมีการอภิปรายมาก่อน แล้วเสนอปิด แต่ท่าน ส.ว. สุรชัยบอกว่ามาตรานี้เนื้อหาสาระมันอันเดียวกัน ลงมติไปแล้ว สภามีมติแล้ว ก็ไม่ต้องอภิปราย แต่การที่จะกระทําอย่างนั้นก็ต้องหารือกับท่านประธาน จะใช้วรรคท้ายข้อ ๙๙ เพื่อให้สภาวินิจฉัย เพราะว่ามีสมาชิกหลายท่านแย้งอยู่ว่าไม่ควร ควรจะให้อภิปราย ประเด็นนี้ท่านสมศักดิ์ได้วินิจฉัยไว้ผมก็ว่าชอบครับ เพราะว่าสมาชิก ลงชื่อไว้ถ้าจะใช้ข้อ ๙๙ ตัดสินเลยหรือไม่ให้อภิปรายนี่อาจจะไม่ชอบ ก็ต้องฟังเขาก่อน ถึงแม้ว่าประเด็นที่วินิจฉัยไปหรือสภาตัดสินไป จะประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๓ ตรงนั้น ก็เป็นข้อวินิจฉัยท่านสมศักดิ์ครับ ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องรับญัตติปิดอภิปราย ถ้าไม่เชื่อ ท่านสมศักดิ์ขึ้นมาวันนี้นี่ถ้าสมมุติว่าอภิปรายพอควรแล้ว ครบประเด็นแล้ว ท่านลองเสนอ ท่านสมศักดิ์ดูครับว่าท่านจะรับหรือไม่รับ ผมเชื่อว่าท่านรับครับเพราะเป็นอื่นไม่ได้ ยกเว้นว่า ท่านไม่รับ กรรมาธิการร้องขอผู้เสนอญัตติให้มีการถอดถอนไปภายใต้ความเห็นชอบของ รัฐสภา ตรงนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ท่านสมศักดิ์วินิจฉัยกับท่านนิคม วินิจฉัย ขออนุญาตเอ่ยนามทั้ง ๒ ท่านนะครับ เป็นคนละประเด็นจริง ๆ หลายท่านอาจจะ เทียบเคียงว่ามันจะก้าวล่วงไปรอนสิทธิ ตรงนั้นเป็นผลครับ แต่เราต้องเอาข้อจริงขึ้นมาก่อน ในการที่จะใช้ในการพิจารณาในรัฐสภาแห่งนี้ ผมเองด้วยความเคารพท่านประธานครับ ยังยืนยันว่าสิทธิในการปิดอภิปรายสามารถกระทําได้ตามข้อบังคับ และที่สําคัญในการที่จะอ้างว่าการปิดอภิปรายเป็นการปิดกั้นรอนสิทธิ ตรงนี้ต้องไปดู ในข้อเท็จจริงครับ จริงอยู่ข้อบังคับเขียนว่าผู้มีสิทธิอภิปรายก่อนคือผู้เสนอญัตติและ ผู้แปรญัตติมีสิทธิเท่ากัน ท่านประธานครับ ผู้เสนอญัตติกับผู้แปรญัตติมีสิทธิอภิปรายก่อน ได้เท่ากัน แต่สิทธิที่จะได้อภิปรายไม่เท่ากันนะครับท่านประธาน สิทธิที่จะได้อภิปราย ผู้แปรญัตติเท่านั้นที่จะได้อภิปราย ไม่มีข้อหลีกเว้นในข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ แต่ผู้เสนอ ญัตติ ผู้แปรญัตติไม่ใช่เป็นผู้เสนอญัตตินะครับท่านประธาน ต้องขีดเส้นใต้นะครับ ไม่ใช่เป็น ผู้เสนอญัตติ เป็นผู้แปรญัตติ แปลว่ามีความเห็นแตกต่างจากญัตติเดิมที่มีอยู่ เขาเรียก แปรญัตติ ไม่ได้เสนอใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นการแปรญัตติก็เป็นเสนอในญัตติเดิม แต่มีความเห็นต่างกับเจ้าของญัตติมาให้สภาวินิจฉัย เพราะฉะนั้นต้องถือว่าญัตตินั้นคือ ญัตติเดียวนะครับ ผู้แปรญัตติมีหลายคนได้ เพราะฉะนั้นการไปบอกว่าสภาแห่งนี้รอนสิทธิ ผู้แปรญัตติเสมือนผู้เสนอญัตติ ไม่ได้ท่านประธานครับ ต้องดูข้อเท็จจริงว่าประเด็นที่เขา แปรญัตติได้พูดกันไปหรือยัง ครบถ้วนหรือยัง หรือประเด็นที่เป็นซ้ําแล้ว ๔ ปี มี ๕๐ คน จะอภิปราย ๕๐ คน คือซ้ําประเด็น ประเด็นคือ ๔ ปีครับ ไม่ได้ซ้ําการพูดครับ เพราะฉะนั้น เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าสภาเราควรจะวินิจฉัย ผมเห็นด้วยครับที่จะต้องให้โอกาสทุกฝ่าย ได้ช่วยกันแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์กับรัฐสภาของเรา เราพยายามปกป้องสิทธิของทุกท่าน ภายใต้ข้อเท็จจริง ผมเองก็พยายามอยู่แล้วที่จะให้โอกาส ให้สิทธิในฐานะที่เป็นเสียงข้างมาก แต่เราก็ดูความเหมาะสม ดูความจําเป็นและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ ผมก็คิดว่าท่านประธานเองก็คงจะวินิจฉัยและเอื้ออํานวยกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แต่ละท่านด้วยเพื่อให้เขาทําประโยชน์สูงสุดครับ กราบขอบคุณครับ