ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 9 ในรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าการบัญญัติเกิดข้อขัดแย้งและไม่รอบคอบ รวมถึงเรียกร้องให้ท่านประธานชี้แจงว่าจะเลือกใช้มาตราไหนในการปฏิบัติ และจะดำเนินการอย่างไรในกรณีที่มีการขัดแย้ง
ขอบคุณ ท่านประธานครับ การที่ผมขอตัดมาตรา ๙ ทั้งหมดนี้ก็เพราะผมเห็นว่าการบัญญัติ รัฐธรรมนูญในการแก้ไขครั้งนี้นั้นไม่มีความรอบคอบ ท่านไปตัดเรื่องของกระบวนการสรรหา แล้วถ้าเกิดต้องมีการสรรหาจริง ๆ เพราะว่ามาตรา ๒๔๐ ยังอยู่ แล้วจะทําอย่างไร ผมพยายามโน้มน้าวและชี้ให้เห็นในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ว่าถ้ายังเดินหน้าต่อในมาตรา ๙ แล้วต่อไปถ้าเกิดว่ามันมีการสรรหา ส.ว. ขึ้นมาจริง ๆ เนื่องจากศาลฎีกาได้ตัดหรือถอนสิทธิ สมาชิกวุฒิสภา ผมพยายามท้วงติงให้ท่านเห็นเป็นระยะ ๆ ว่ายังมีเวลาที่จะกลับมติของ กรรมาธิการวิสามัญ ถ้าสมมุติว่าที่ประชุมแห่งนี้เห็นด้วยกับผม นั่นหมายถึงว่าท่านเห็นด้วย ว่าการบัญญัติกฎหมายในข้อมาตราที่ผ่านมานั้นมีปัญหา ที่ประชุมแห่งนี้ก็สามารถที่จะ ทบทวนกลับมติไปพิจารณาในเรื่องที่มีความขัดหรือแย้งในเรื่องของกฎหมายได้ การอภิปราย ในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ มันไม่ใช่หลักกฎหมายอย่างเดียว มันเป็นเรื่องกฎหมายมหาชน ควบรวมกับวิถีทางของพี่น้องประชาชน แนวทางการดําเนินชีวิต ลักษณะความเป็นอยู่ คุณธรรม จริยธรรม ทุกอย่างมันต้องประกอบไปในทิศทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเรียนท่านประธานว่าผมได้อภิปรายให้ท่านประธานเห็นว่าการที่เราไปแก้ไข กฎหมายและเราไม่ได้ดูอย่างรอบคอบ มาตรา ๘ ที่ผ่านมาขัดมาตรา ๒๔๐ ขัดมาตรา ๑๐ ขัดมาตรา ๑๒ วรรคสอง ซึ่งที่ประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญลุกขึ้นชี้แจง ผมเชื่อว่าคนที่ติดตามฟังการอภิปรายจริง ๆ จะทราบ ได้เลยครับว่าคําชี้แจงนั้นมันไม่มีน้ําหนัก เพราะมันก็ยังยืนยันให้เห็นว่ามันมีการขัดกัน แห่งการบัญญัติกฎหมายชัดเจน ถ้าท่านจะต้องจํากัดสิทธิหรือดําเนินการในเรื่องใดกฎหมาย ก็มีช่องในการออกบทเฉพาะกาล แต่ท่านปล่อยให้ ๒ มาตรา เดินคู่กันไปในรัฐธรรมนูญ ผมก็มีสิทธิที่จะเรียนท่านประธานว่าแล้วจะเลือกใช้มาตราไหนในการปฏิบัติ จะเอามาตรา ๘ จะเอามาตรา ๙ ซึ่งไปขัดกับมาตรา ๒๔๐ หรือเปล่า แล้วถ้าขัดจะทําอย่างไร เพราะ ท่านประธานไปดูนะครับว่าท่านเขียนกําหนดกระบวนการของการเลือกตั้งวุฒิสภาสมาชิกไว้ อย่างมีกรอบเวลาจํากัดอย่างยิ่ง เดิมที่ท่านเสนอมาให้เลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ วาระการของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งใช้กฎหมายเดียวกัน บัญญัติไว้ ๔๕ วัน ก็ด้วยเหตุผลของการทักท้วงในกรรมาธิการวิสามัญอย่างไรครับ แล้วท้ายที่สุดท่านก็ไม่เอา เราต้องขอให้ กกต. มาชี้แจงว่า ๓๐ วัน ทําทันไหม ซึ่ง กกต. เขาก็ ยืนยันว่า ๓๐ วันคิดว่าไม่น่าจะทัน ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนเป็น ๔๕ วัน ท่านเห็นไหมครับ นอกจากนั้นแล้วพอได้มีการดําเนินการแล้วท่านก็ให้กรรมการการเลือกตั้งไปร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ต่อรัฐสภาภายใน ๓๐ วัน ท่านไปดูมาตรา ๑๑ สิครับ ผมต้องโยงนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน เพราะต้องเชื่อมที่มาให้เห็นว่ากระบวนการการร่างกฎหมายครั้งนี้มันเกิดปัญหา ถ้าเรื่องนี้จะ เป็นการแก้ไขมาตราเพื่อการได้มาซึ่ง ส.ว. ท่านก็ต้องให้ดําเนินการให้ กกต. ไปดําเนินการ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรับธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. ไม่ต้องเกี่ยวกับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเลยครับ เพราะกระบวนการและวิธีการหลายอย่างที่มันไม่ตรงกัน ไม่ว่า จะเป็นสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชนที่ ๑ คนมีสิทธิ ๑ เสียง เลือก ส.ส. ได้ ๑ คน และในระบบ ส.ส. นั้นมีระบบบัญชีรายชื่อด้วย แต่ในการเลือกตั้งระบบของวุฒิสภานั้น ท่านเลือกโดยมีเกณฑ์ของจํานวนสมาชิก ๒๐๐ คน เป็นที่ตั้งแล้วหารด้วยจํานวนประชากร ในแต่ละจังหวัด เพราะฉะนั้นวิธีการเลือกตั้งจะแตกต่างกัน ถ้าท่านจะเขียนท่านต้องเขียนว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปดําเนินการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพราะเขาไม่ได้แก้ไขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านก็ไป เหมารวมไปเขียนเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปด้วย เมื่อท่านไปดําเนินการแล้วท่านก็ กําหนดระยะเวลาว่าให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใจ ๑๒๐ วัน ๔ เดือนครับ ให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ต้องถือว่าให้มีการดําเนินการให้มีการเลือกตั้ง เห็นไหมครับ ท่านวางตารางเวลา การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไว้ค่อนข้างชัดเจน สมมุติครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านความเห็นชอบในปลายเดือนกันยายน ไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต้นเดือนตุลาคม ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม