รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖

ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องมาตรา ๒๔๐ ของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งส.ว. และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขเพื่อให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิในการถอดถอนส.ว.

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คําถามของท่านจุฤทธิ์ซึ่งได้ถาม เมื่อสักครู่นี้แล้วก็ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ตอบไป แต่ผมเชื่อว่าคําตอบ ของท่านนั้นยังไม่มีความชัดเจน ถ้าท่านจะพูดว่ามาตรา ๒๔๐ ที่ไม่แก้นั้น เพราะว่า มีระยะเวลา ๑ ปี สําหรับ ส.ว. ที่ได้รับการสรรหามาที่อาจจะถูกเพิกถอนสิทธิได้ เป็นขบวนการที่จะต้องดําเนินการกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งให้เพิกถอนสิทธิ ก็ทําไมท่านไม่เขียน ให้ชัดละครับว่า ส.ว. สรรหาที่ได้ดําเนินการมา แล้วอยู่ในช่วงเวลา ๑ ปี ที่ศาลฎีกาจะต้อง ดําเนินการตามคําร้องที่อาจจะมีอยู่ก็ให้คงไว้เฉพาะ ส.ว. ที่มีปัญหา แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ของท่านมันจะไปใช้บังคับในวันที่ ๒ ในการเลือกตั้ง ส.ว. ปีหน้า ผมเชื่อว่าถ้าจะมีคนที่อยู่ใน กระบวนการการร้องเรียนขณะนี้ที่ผมตรวจสอบมันไม่มี ถ้าไม่มีท่านก็ไม่จําเป็นต้องไปใส่ หรือถ้าท่านจะใส่ท่านก็น่าจะเขียนให้ชัดว่าอันนี้หมายถึงในกรณีที่มีการสรรหา ส.ว. ขึ้นมาใหม่ ในระยะเวลายังไม่ครบ ๑ ปี ก็เห็นให้ชัดสิครับ แต่พอท่านเขียนไม่ชัดมันกลายเป็นว่า เมื่อมี การร้องขอหรือศาลฎีกาได้ดําเนินการเพิกถอนสิทธิ ทําไมท่านพูดแค่ ๑ ปี ผมว่าสิทธิในการ เพิกถอนของ ส.ว. สรรหามันไม่ได้มีเฉพาะที่มาของ ส.ว. สรรหาไม่ชอบ แต่ ส.ว. สรรหาที่มี อยู่อาจจะไปดําเนินการอะไรที่ผิดกฎหมายแล้วถูกศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนสิทธิก็ได้ เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ละครับ อาจจะถูกเพิกถอนสิทธิเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ท่านพูดว่า ๑ ปี นับแต่ได้รับการสรรหานั้นผมยืนยันว่าไม่ใช่ครับ เพราะสิทธิในการที่จะร้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองมันมีอยู่ตลอดเวลา สมมุตินะครับ ส.ว. ท่านอาจจะไปถือหุ้นเกินกว่ากฎหมายกําหนดหรือไปดําเนินการ ในระหว่างที่เป็น ส.ว. แล้วเข้าข่ายผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมถามว่ามีผู้ยื่นคําร้องขอให้ เพิกถอนสิทธิได้ไหมครับ ได้ครับ เกินกว่าเวลา ๑ ปี ก็ได้ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนว่าท่านดู กฎหมายไม่ละเอียด ถ้าจะบอกว่าท่านละเลย มาตรา ๒๔๐ ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะในมาตรา ๙ ท่านมาดูมาตรา ๒๔๑ ท่านดูเฉพาะกระบวนการการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นมันทําให้ผมมี แนวความคิดเดียวครับว่าตอนที่ท่านแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านสนใจอย่างเดียวคือวิธีการ เลือกตั้งที่จะได้มาซึ่ง ส.ว. เลือกตั้งเท่านั้น ท่านไม่สนใจอย่างอื่นเลยครับ เพราะฉะนั้นพอมัน เกิดปัญหาว่ามุมมองของท่านมองแค่ประเด็นเดียวที่จะเข้ามาแก้ ท่านก็เลยไปหลุดในประเด็นอื่น เดี๋ยวสักครู่หนึ่งท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญลุกขึ้นตอบผมนะครับ ที่ท่านตอบว่า หลังจากสรรหาแล้วมีเวลาถอดถอน ๑ ปี กับข้อเท็จจริงที่ผมยกให้กับท่านก็คือว่า แล้วถ้า มันเลย ๑ ปีแล้ว ส.ว. สรรหาไปดําเนินการหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดํารงตําแหน่ง ส.ว. ถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิได้หรือไม่ แล้วถ้าเกิดมีการเพิกถอนสิทธิท่านจะทําอย่างไร แล้วสิ่งที่ ผมได้กราบเรียนท่านประธานตั้งแต่แรกก็คือไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนครับท่านประธาน ที่ไประบุว่าให้มีผลบังคับก่อนรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขใช้บังคับ ผมตั้งแต่ศึกษาดูตํารา วิชากฎหมายมามากมายยังไม่เคยเจอเลยครับ มาในยุคนี้ละครับที่ได้เห็นว่าคนเขียนกฎหมาย มันช่างมีความเก่งกล้าสามารถมาก เขียนกฎหมายได้แม้กระทั่งว่าระหว่างที่กฎหมาย ยังไม่ออก ยังไม่ผ่าน สามารถมีผลบังคับย้อนหลังกลับไปได้ ซึ่งมันขัดหลักการในการออก กฎหมายครับ กฎหมายที่ย้อนหลังมันต้องเป็นลักษณะเป็นคุณ แต่เขาก็จะไม่บัญญัติ ครับท่านประธาน มันโดยลักษณะตัวมันเองจะต้องมีเป็นคุณที่จะไม่ทําให้ผู้ได้รับผลกระทบ จากกฎหมาย แต่ของท่านออกกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วให้มีผลย้อนหลังไปก่อนรัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับ แล้วเป็นเรื่องของสิทธิของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นมาตรา ๙ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ๑. ไม่สบายใจว่าท่านเลือกแก้ ท่านละเลย ท่านไม่เอาใจใส่ ทําให้การออกกฎหมายฉบับนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติ แล้วเมื่อ มีปัญหาแล้วก็ต้องส่งตีความ ส่งตีความแล้วจะยึดถือปฏิบัติอย่างไร ผมเชื่อว่าท่านก็จะให้ ความเห็นชอบในวาระ ๓ อย่างแน่นอน แล้วก็คงจะต้องออกไปในรูปแบบที่กรรมาธิการ วิสามัญนําเสนอที่ประชุมรัฐสภาให้พิจารณาในวันนี้ เพราะพวกผมทักท้วง ลุกขึ้นโต้แย้ง เอาประเด็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เรียนท่านมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ๑๐ กว่าวัน ท่านก็ไม่ฟัง มีวันหนึ่งที่จะมีความรู้สึกดีก็คือวันที่ท่านขอถอนมาตรา ๕ ถ้าจําไม่ผิด ว่าจะกลับไปทบทวนเรื่องครอบครัว บุพการี แล้วก็เรื่องพรรคการเมือง นักการเมือง ที่ท่านออกข่าวมา แต่พอถอนออกไปเข้าสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากันไม่ถึง ครึ่งชั่วโมงก็รีบกลับเข้ามาในที่ประชุมแห่งนี้ แล้วก็ตัดสิทธิเพื่อนสมาชิกที่เขาขอสงวน ความเห็น เขาขอแปรญัตติไม่สามารถใช้สิทธิได้เลย ผมเป็นผู้หนึ่งที่เสียสิทธิครั้งนั้น ผมก็มี สิทธิที่จะคิดได้ครับว่ามันเป็นแผนของกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่ ที่มันทําให้เห็นว่าท้ายที่สุด กระบวนการที่มันมีอยู่นี้ ที่ท่านรู้สึกอึดอัดว่ามันพูดจาในสิ่งที่ท่านไม่ได้ต้องการ ไม่อยากฟัง ท่านก็บอกว่า ๑๐ วันนี่พูดกันซ้ําซาก เบื่อหน่าย การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การแก้ไข กฎหมายธรรมดานะครับ มันต้องเปิดกว้าง มันต้องรับฟังความคิดเห็น แล้วท่านรู้ไหมครับว่า การที่ท่านพูดอยู่ตลอดเวลาว่าสิทธิที่ท่านสมาชิกอภิปรายซ้ําซาก วกวน แล้วก็ท่านไม่สามารถ รับฟังได้ จนกระทั่งเสนอขอปิดอภิปราย ผมเรียนให้ท่านทราบเลยครับว่านั่นคือจุดเปราะบาง ที่สุดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าท่านยังไม่ใจกว้างพอที่จะรับฟังความคิดเห็นของ คนอื่น และคนอื่นนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกลครับ เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยที่ทําหน้าที่ มันก็จะไป เทียบเคียงกับคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญว่าเมื่อท่านที่จะไปแก้องค์กรซึ่งเป็นองค์กรหลัก ในการบริหารประเทศ ท่านต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนว่าเขาเห็นด้วยกับท่าน หรือไม่