รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันเสาร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
(๒) พิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า ภายใต้กรอบ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ระหว่างรัฐบาลแห่ง ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐเกาหลี
เป็นเรื่องทํานองเดียวกัน เกี่ยวกับอาเซียนเหมือนกัน ผมขออนุญาตนํามา พิจารณาร่วมกันเลยนะครับ
ถ้าที่ประชุมไม่เห็นเป็นอย่างอื่น ผมขออนุญาตดําเนินการตามนี้นะครับ ก็จะเรียนเชิญท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลง ตามลําดับครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้นําเสนอ กรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค อาเซียน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบครับ
กระผมขออนุญาตเรียนถึงความเป็นมาว่าแนวคิดในการจัดตั้งกองทุน เพื่อที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียนนั้น มีการนําเสนอกันแล้วก็มีการคิดกันขึ้นมา เป็นระยะเวลาหนึ่งนะครับ เพื่อที่จะจัดหาแหล่งเงินเข้ามาเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานในประเทศอาเซียน นอกจากนี้เพื่อที่จะให้เป็นกลไกในการที่จะใช้เงินออมในภูมิภาค ของอาเซียนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้
ในที่สุดในการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน ครั้งที่ ๑๓ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ ณ เมืองพัทยา ประเทศไทย ก็ได้มีมติให้มีการจัดตั้งกองทุนนี้ แล้วก็ได้มอบหมายให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียทําการศึกษารูปแบบการจัดตั้งที่เหมาะสม
ต่อมาในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน ครั้งที่ ๑๕ เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๔ ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่ประชุมก็ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของโครงสร้างเทคนิคของกองทุนนี้นะครับ แล้วก็ได้ กําหนดเงินลงทุนเริ่มต้นไว้เป็นจํานวน ๔๘๕.๒ ล้านเหรียญสหรัฐ ท่านประธานครับ สําหรับ กรอบการเจรจานั้นจะกําหนดไว้ว่ากองทุนนี้จะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก อาเซียน ซึ่งขณะนี้ประเทศที่จะลงทุนจะมีทั้งหมด ๙ ประเทศด้วยกันนะครับ คือประเทศ ในกลุ่มอาเซียนทุกประเทศ ยกเว้นพม่า แล้วจะมีธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบี (ADB) จะเข้ามาร่วมลงทุนด้วยครับ โดยประเทศในกลุ่มอาเซียนร่วมลงทุนนั้น เป็นเงิน ๓๓๕.๒ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วธนาคารเอดีบีเข้ามาร่วมลงทุนด้วยเป็นจํานวน ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงินลงทุนทั้งหมด ๔๘๕.๒ ล้านเหรียญสหรัฐครับ
โดยในเบื้องต้นนี้ ประเทศไทยได้แสดงท่าทีแสดงความสนใจจะร่วมลงทุน ในกองทุนนี้ เป็นเงิน ๑๕ ล้านเหรียญสหรัฐครับ โดยจะเป็นการลงทุนจากงบประมาณของ แต่ละประเทศ กองทุนนี้จะนําเงินเอาไปปล่อยให้กู้ยืมสําหรับโครงการต่าง ๆ ที่เป็นโครงสร้าง พื้นฐานนะครับ โดยตามโครงสร้างที่มีการออกแบบไว้ กองทุนนี้จะจัดตั้งขึ้นมาให้เป็น นิติบุคคลในประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศใดก็ได้ โดยมีธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เอดีบีนั้นจะทําหน้าที่เป็นผู้บริหารกองทุนครับ แล้วธนาคารเอดีบีนั้นก็จะเป็นคนตัดสิน โดยใช้กระบวนการคณะกรรมการกองทุนว่าจะเอาเงินนั้นไปให้กู้แก่โครงการใดนะครับ โดยการให้กู้ยืมนั้น กองทุนนี้จะใช้เงินร่วมการให้กู้ยืมกับทางเอดีบี ในสัดส่วน ๓๐ : ๗๐ ครับ แต่อย่างไรก็ดีการให้กู้ยืมซึ่งคาดว่าจะมีการให้กู้ยืมได้ในจํานวนเงินประมาณ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในช่วงระยะเริ่มต้นคือ ๔-๕ ปีแรกนั้น กองทุนนี้จะให้กู้เฉพาะ แก่โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีรัฐบาลเป็นผู้ค้ําประกันเท่านั้นนะครับ เพื่อที่จะให้ การดําเนินการนั้นสามารถที่จะทําให้มีระดับความน่าเชื่อถือ หรือที่เรียกว่า เรตติ้ง (Rating) นั้น สูงพอเพียง ซึ่งในอนาคตเมื่อมีการออกพันธบัตรเพื่อที่จะกู้ยืมจากตลาดเพิ่มขึ้นเพื่อเอาไปใช้ เพื่อการนี้แล้ว ก็จะมีความน่าเชื่อถือสูงเพียงพอที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศนั้นหากว่า สนใจก็จะสามารถที่จะเข้าไปซื้อพันธบัตรเหล่านี้นะครับ แล้วก็สามารถที่จะนับพันธบัตร เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเงินสํารองระหว่างประเทศได้ หลังจากนั้นแล้วเมื่อพ้นระยะช่วง ๔-๕ ปีแรกแล้วจึงจะพิจารณาจัดสรรเงินส่วนหนึ่งให้กับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ ไม่ใช่โครงการของทางรัฐบาลครับ
ในขั้นต่อไปนั้น กองทุนนี้ก็จะมีการเพิ่มขนาด อาจจะเป็นกรณีเพิ่มขนาด โดยการเพิ่มกองทุน แล้วก็อาจจะเป็นการเพิ่มขนาดโดยการออกตราสารการเงินต่าง ๆ ทั้งตราสารการเงินแบบเป็นพันธบัตรธรรมดา แล้วก็ตราสารการเงินแบบเป็นกึ่งหนี้กึ่งทุน
ท่านประธานครับ กระทรวงการคลังในการปรึกษาหารือกับกระทรวงการคลัง ของประเทศอื่น ๆ นั้นได้มีการจัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องเหล่านี้มา โดยตลอดนะครับ โดยเมื่อวันพุธที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ ได้มีการจัดประชุมใหญ่โดยมี ผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา แล้วก็ภาคเอกชน อาทิเช่น จากธนาคาร แห่งประเทศไทย กรมทางหลวง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สํานักงานคณะกรรมการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาหอการค้าไทย สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สํานักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น
ท่านประธานครับ กระผมขอเรียนว่าการจัดตั้งกองทุนเอไอเอฟ (AIF) หรือ กองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียนนี้นะครับ นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ สําคัญทางด้านความร่วมมือของไทยในเวทีอาเซียนแล้ว กองทุนนี้จะมีส่วนในการที่จะเน้นย้ํา การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของไทยนะครับ เพื่อที่จะรองรับการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ แล้วก็จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ให้ใกล้ชิดมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นไทยจึงควรจะเข้าร่วมลงทุน ในกองทุนเอไอเอฟนี้นะครับ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วนะครับ แล้วก็เพื่อให้เป็นไปตาม มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ รัฐบาลจึงขอให้รัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบในกรอบการเจรจา เพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานในภูมิภาคอาเซียนนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านภูมิ สาระผล เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้มาชี้แจงและนําเสนอเรื่อง การปรับกฎ ถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้า (PRS) จากพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๕ (HS ๒๐๐๒) เป็นฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ (HS ๒๐๐๗) ในเอกสารแนบ บี ของภาคผนวก ๓ ของความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทาง เศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ สาธารณรัฐประชาชนจีน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา ก่อนที่จะเริ่มบังคับใช้ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยภายใต้ความตกลงด้านการค้าสินค้าระหว่าง อาเซียน-จีน ไทยได้ลงนามเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ และมีผลบังคับใช้ในเดือน กรกฎาคม ๒๕๔๘ อาเซียนและจีนได้ตกลงว่าด้วยถิ่นฐานกําเนิดสินค้า กําหนดให้สินค้า ที่จะได้ใช้สิทธิประโยชน์จะต้องมีมูลค่าของวัตถุดิบที่ใช้ภายในภูมิภาคไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๔๐ ของ ราคาส่งออกเอฟโอบี (FOB) และกําหนดให้มีกฎถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้า สําหรับสินค้า บางรายการที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศไม่ถึงร้อยละ ๔๐ กฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้าและกฎ เฉพาะรายสินค้าดังกล่าว อยู่บนพื้นฐานของพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งองค์การศุลกากรโลกได้กําหนดให้เปลี่ยนไปใช้พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจีน ครั้งที่ ๙ ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ตกลงร่วมกันที่จะรับรองการปรับกฎถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้า จากฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อผนวกเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง
ต่อมาที่ประชุมคณะเจรจาการค้าเสรีอาเซียน-จีน ครั้งที่ ๒๓ ณ สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงมีมติขอให้ประเทศจีนและสมาชิกอาเซียนดําเนินการปรับกฎ ถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้าที่จะต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับระบบการกําหนดพิกัด ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยให้การแก้ไขดังกล่าวมีผลอย่างช้าที่สุดภายในเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ซึ่งไทย ก็ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ ซึ่งการปรับเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ดังกล่าว โดยทั่วไปไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเกณฑ์แหล่งกําเนิดสินค้า ยกเว้นในกรณีของประเภทย่อยที่ ๓๐๐๖.๑๐ ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม เอ็นเย็บแผล และประเภทย่อย ๔๑๐๓.๙๐ หนังดิบและหนังฟอกอื่น ๆ ซึ่งจากเดิมจะต้องมีมูลค่าของ วัตถุดิบในอาเซียนและจีนไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๔๐ เปลี่ยนเป็นสามารถเลือกใช้เกณฑ์มูลค่า วัตถุดิบไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๔๐ หรือใช้เกณฑ์เปลี่ยนพิกัดในระดับ ๔ หลักก็ได้ ซึ่งจะเป็นผลดี สําหรับสินค้าทั้ง ๒ ประเภทดังกล่าว ให้มีทางเลือกในการได้ถิ่นกําเนิดสินค้ามากขึ้น ซึ่งหากไทย ไม่ปรับเปลี่ยนกฎถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้าให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากร ระบบฮาร์โมไนซ์ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จะทําให้สินค้าดังกล่าวไม่มีเกณฑ์ถิ่นกําเนิด มารองรับ และไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้ ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนพิกัดศุลกากรระบบ ฮาร์โมไนซ์ดังกล่าว ไม่เกินขอบเขตของกฎหมายไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน และอยู่ภายใต้กรอบ กฎบัตรอาเซียน นอกจากนี้ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องออกกฎหมายเพิ่มเติมเป็นพิเศษ นอกจากการออกประกาศลดภาษีของกระทรวงการคลังหรือกรมศุลกากรเพื่อปฏิบัติตาม พันธกรณี ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กระผมจึงขอเสนอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับกฎถิ่นกําเนิดเฉพาะ รายสินค้าจากพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามเอกสารแนบ บี ของภาคผนวก ๓ ที่ได้นําเสนอไปแล้วของความตกลงว่าด้วยการค้า สินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีนครับ
ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตเสนอเรื่องต่อไปเลยนะครับ ที่ท่านประธานได้อนุญาตไว้ครับ ขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภา ที่เคารพครับ เรื่องนี้ในฐานะที่กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานประสานงานจัดตั้งประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน กระผม นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นําเสนอ เรื่อง รายการข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วย การลงทุนอาเซียน (ACIA) และแนวทางการเปิดเสรีรายการสงวนชั่วคราว ๓ สาขา ภายใต้ กรอบความตกลงว่าด้วยเขตการลงทุนอาเซียน (AIA) ซึ่งรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบความ ตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียนเพื่อเปิดเสรีการลงทุนในอาเซียนแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยความตกลงกําหนดให้มีข้อสงวนได้ ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบรายการข้อสงวนและให้นําเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประกาศ ร่วมกับอาเซียนอื่นต่อไปในช่วงการประชุมผู้นําอาเซียน ครั้งที่ ๑๙ ซึ่งจะมีขึ้น ณ ประเทศอินโดนีเซีย ทั้งนี้ รายงานข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน และแนวทางการเปิดรายการสงวนชั่วคราว ๓ สาขา ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยเขต การลงทุนอาเซียนเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบจัดทําโดยกระทรวงอุตสาหกรรม กระผมจึงขออนุญาตให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียด เพิ่มเติมก่อนครับ ขออนุญาตครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ขออนุญาตที่จะเรียนชี้แจงเพิ่มเติมต่อเนื่องจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อประกอบการพิจารณาให้ความเห็นชอบของท่านสมาชิกเกี่ยวกับ ๒ เรื่องด้วยกัน คือ
(๑) รายการข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ACIA) และแนวทางการเปิดเสรีรายการสงวนชั่วคราว ๓ สาขา ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วย เขตการลงทุนอาเซียน (AIA) ดังต่อไปนี้ครับ
ก่อนอื่นท่านประธานที่เคารพครับ ผมใคร่ขออนุญาตเท้าความสักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจของท่านสมาชิก ในการประชุมผู้นําอาเซียนหรืออาเซียนซัมมิท (ASEAN Summit) ครั้งที่ ๘ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ณ ประเทศกัมพูชา ในการประชุมครั้งนั้นที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กําหนดทิศทางการดําเนินงานเพื่อมุ่งไปสู่ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรืออาเซียน อีโคโนมิก คอมมูนิตี้ (ASEAN Economic Community) เออีซี (AEC) ภายในปี ๒๕๕๘ ในการนี้ได้มีการจัดทําแผนงานในภาพรวม ครอบคลุมการเปิดเสรีกิจการด้านเศรษฐกิจ ๕ ด้านด้วยกัน ได้แก่ ๑. เสรีด้านการค้าสินค้า ๒. เสรีด้านการบริการ ๓. เสรีด้านการลงทุน ๔. เสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ และ ๕. เสรีด้านการเงิน
สําหรับเสรีด้านการลงทุนนั้น เดิมทีได้เริ่มต้น ที่ประชุมก็ได้มีความตกลง เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ๒ เรื่อง ๒ ฉบับด้วยกัน
ฉบับแรกเรียกว่า ความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่าง อาเซียน เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า อินเวสท์เมนท์ การันตี อะกรีเมนท์ (Investment Guarantee Agreement) ย่อว่า ไอจีเอ (IGA) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ซึ่งเนื้อหา สาระสําคัญของความตกลงเรื่องนี้เป็นความตกลงที่ให้ความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอาเซียนว่า เมื่อเข้ามาลงทุนในประเทศแล้ว ๑. จะได้รับการดูแลที่เป็นธรรม ๒. ไม่ถูกรัฐบาลยึดกิจการ ไปเป็นของตนเอง หรือ ๓. จะได้รับค่าชดเชยถ้าหากถูกเวนคืน เป็นต้น
ข้อตกลงอันที่ ๒ เป็นความตกลงว่าด้วยเขตการลงทุนอาเซียนหรือเฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ ออน เดอะ อาเซียน อินเวสท์เมนท์ แอเรีย (Framework Agreement on the ASEAN Investment Area) ย่อว่า เอไอเอ (AIA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา ซึ่งเป็นความตกลงเรื่องการเปิดเสรีระหว่างอาเซียนด้วยกัน โดยนักลงทุนอาเซียนจะได้รับสิทธิ เท่าเทียมกันไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ที่เราเรียกว่า โมสท์ เฟเวอเรด เนชั่น ทรีทเมนท์ (Most Favoured-Nation Treatment) ยกเว้นกิจการหรือมาตรการที่ระบุไว้ในข้อสงวน ซึ่งไทยก็มี กิจการที่สงวนไว้ และจะเปิดเสรีให้นักลงทุนอาเซียนลงทุนได้ในปี ๒๕๕๓ จํานวน ๓ รายการ ด้วยกัน คือ ๑. การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา ๒. การเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช และ ๓. การทําป่าไม้จากป่าปลูก
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน หรืออาเซียน อีโคโนมิก มินิสเตอร์ส (ASEAN Economic Ministers) ก็ได้มีมติให้รวมความตกลง ทั้ง ๒ เรื่องนี้ ประเด็นเรื่องส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน แล้วก็เรื่องความตกลงว่าด้วย เขตการลงทุนอาเซียน รวมเป็นฉบับเดียวกัน และเรียกชื่อใหม่ว่าอาเซียน คอมพริเฮนซีฟ อินเวสท์เมนท์ อะกรีเมนท์ (ASEAN Comprehensive Investment Agreement) ย่อว่า เอซีไอเอ (ACIA) ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไทยตามมาตรา ๑๙๐ ของ รัฐธรรมนูญไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ แล้วก็ได้มีการลงนามไปเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ที่หัวหิน ในการประชุมอาเซียนซัมมิท แล้วก็ให้แต่ละประเทศ สมาชิกไปจัดทํารายการข้อสงวนที่จะไม่เปิดเสรีให้กับนักลงทุนอาเซียน หลักเกณฑ์ในการทํา ข้อสงวนของแต่ละประเทศนั้นเป็นไปตามความสมัครใจของแต่ละประเทศ แต่ละประเทศ จะสงวนอะไรก็เป็นเรื่องของประเทศนั้น ๆ ไม่มีความจําเป็นต้องมีการเจรจาต่อรองระหว่าง ประเทศต่าง ๆ ในสมาชิกด้วยกัน แต่ละประเทศจะมีเงื่อนไขหรือข้อจํากัดในการลงทุน ที่แตกต่างกันไปได้ แล้วก็ไม่จําเป็นต้องเปิดเสรีหรือสงวนในสาขาเดียวกัน ซึ่งสําหรับ ประเทศไทยนั้นเราก็จัดทํารายการข้อสงวนไว้ทั้งสิ้น ๒๕ รายการ เป็น ๓๓ ประเภทกิจการ นอกจากนั้นแล้วเราก็ยังมีมาตรการเพื่อเป็นเงื่อนไขอีก ๑๐ มาตรการ ดังต่อไปนี้
รายการที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องการพิมพ์หนังสือพิมพ์ การสกัดสมุนไพรไทย การทําหรือหล่อพระพุทธรูปและการทําบาตร การทํานา ทําไร่ ทําสวน การเลี้ยงสัตว์ การทําป่าไม้และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ การประมง เฉพาะการจับสัตว์น้ําในน่านน้ําไทย และในเขตเศรษฐกิจจําเพาะ
๒. กิจการภายใต้ภาคการผลิตในบัญชี ๒ ของ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ จํานวน ๖ รายการย่อย ประกอบด้วย การผลิตเครื่องไม้แกะสลัก การผลิตผ้าไหม การผลิตเส้นไหมไทย การทอผ้าไหมไทยหรือการพิมพ์ลวดลายผ้าไหมไทย การผลิตเครื่องดนตรีไทย การผลิตเครื่องทอง เครื่องเงิน เครื่องถม เครื่องทองลงหิน หรือเครื่องเขิน การผลิตถ้วยชามหรือเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นศิลปวัฒนธรรมไทย การแปรรูป ไม้เพื่อทําเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย
๓. กิจการในภาคการผลิตในบัญชี ๓ ของ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จํานวน ๓ รายการย่อย ประกอบด้วย การสีข้าว การผลิตไม้อัด แผ่นไม้วีเนียร์ (Veneer) ชิปบอร์ด (Chipboard) หรือฮาร์ดบอร์ด (Hardboard) การผลิตปูนขาว
๔. การผลิตน้ําตาลจากอ้อย
๕. กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยาสูบ
๖. กิจการผลิตไพ่
๗. การผลิตสุราและเอทิลแอลกอฮอล์
๘. กิจการในภาคเกษตรในบัญชี ๒ แนบท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ จํานวน ๒ รายการ และกิจการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับ ๒ รายการ ประกอบด้วย การเลี้ยงไหม การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงไหม การทํานาเกลือ รวมทั้ง การทําเกลือสินเธาว์ รวมทั้งการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการทํานาเกลือ รวมทั้งการทําเกลือ สินเธาว์
๙. กิจการเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช
๑๐. การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา
๑๑. การทําป่าไม้จากป่าปลูก
๑๒. กิจการในภาคเหมืองแร่ จํานวน ๒ รายการ ประกอบด้วย การทําเหมือง รวมทั้งการระเบิดหรือย่อยหิน การทําเกลือหิน
๑๓. กิจการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการผลิตและรายการในบัญชี ๑ จํานวน ๔ รายการ ประกอบด้วย การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการทํานา ทําไร่ ทําสวน และการเลี้ยงสัตว์ การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการทําป่าไม้และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการประมง เฉพาะการจับสัตว์น้ําในน่านน้ําไทยและในเขต เศรษฐกิจจําเพาะของประเทศไทย การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตทุกประเภท
๑๔. กิจการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการเหมืองแร่
๑๕. กิจการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการเกษตร การประมง และการป่าไม้ ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชี ๑ จํานวน ๓ รายการ ประกอบด้วย การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร ทุกประเภทยกเว้น การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการทํานา ทําไร่ ทําสวน และการเลี้ยงสัตว์ การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการทําป่าไม้ทุกประเภท ยกเว้น การบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการทํา ป่าไม้และการแปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ และการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการประมง ทุกประเภท ยกเว้นการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงเฉพาะการจับสัตว์น้ําในน่านน้ําไทย และในเขตเศรษฐกิจจําเพาะของประเทศไทย แล้วก็มี ๑๐ มาตรการที่เป็นเงื่อนไข
๑. เงื่อนไขแรก คือการขอใบรับรองหรือใบอนุญาตการประกอบธุรกิจจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
๒. การกําหนดทุนขั้นต่ําในการประกอบธุรกิจ
๓. การห้ามต่างชาติถือครองที่ดิน
๔. การห้ามต่างชาติถือครองที่พักอาศัย ยกเว้น อาคารชุด
๕. รัฐสามารถออกมาตรการเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับเอสเอ็มอี (SME) ได้
๖. รัฐสามารถออกมาตรการเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจหรือกิจการ ของรัฐได้
๗. รัฐสามารถออกมาตรการเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการลงทุนในหลักทรัพย์ได้
๘. รัฐสามารถออกมาตรการเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินตราได้
๙. รัฐสามารถห้ามต่างชาติประกอบอาชีพที่สงวนไว้เฉพาะคนไทยและ
๑๐. นักลงทุนต่างชาติต้องทําตามเงื่อนไขอื่น ๆ ที่กําหนดเพื่อให้เป็นไปตาม แนวทางการพัฒนาประเทศ
ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะขอเรียนชี้แจง ก็คือแนวทาง การเปิดเสรีและการสงวนชั่วคราว ๓ สาขา คําว่า เปิดเสรีการลงทุน ไม่ได้หมายความว่าเป็นการอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียนสามารถ เข้ามาลงทุนทํากิจการในประเทศได้โดยเสรีโดยสิ้นเชิง แต่หมายความถึงเป็นการเปิดเสรีแบบ มีเงื่อนไข แต่เป็นการเปิดเสรีที่สามารถผ่อนผันผ่อนปรนเงื่อนไขในการลงทุนให้เข้มงวด น้อยลงได้ ยกตัวอย่างเช่น เดิมกฎหมายบอกว่านักลงทุนต่างชาติจะลงทุนในประเทศไทยได้ ต้องถือหุ้นไม่เกินร้อยละ ๔๙ ก็ผ่อนปรนเป็นร้อยละ ๕๑ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งรายการสงวน ชั่วคราวภายใต้กรอบความตกลงเอเอ (AA) เดิมซึ่งเป็นข้อผูกพันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ นั้น ระบุว่าจะต้องนํามาเปิดเสรีภายในปี ๒๕๕๓ มี ๓ เรื่องด้วยกัน ได้แก่
๑. การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา เห็นควรให้เปิดเสรี โดยอนุญาตให้นักลงทุนอาเซียน เข้ามาถือหุ้นได้ร้อยละ ๕๑ เฉพาะในการเพาะเลี้ยงปลาทูน่าในกระชังน้ําลึก และกุ้งมังกร ๖ สายพันธุ์ท้องถิ่นของไทย ตามที่กรมประมงกําหนด และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดด้วย
๒. การเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช เห็นควรให้เปิดเสรี โดยอนุญาตให้ นักลงทุนอาเซียนเข้ามาถือหุ้นได้ร้อยละ ๕๑ เฉพาะเมล็ดพันธุ์หัวหอมใหญ่ และต้องปฏิบัติ ตามเงื่อนไขที่กําหนดด้วย
สําหรับการทําป่าไม้จากป่าปลูกนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ขอ ความเห็นจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ ก็ได้รับคําตอบว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกรมป่าไม้อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าเราก็ ขอสงวน ขอเปิดเสรีเพียง ๒ รายการ คือรายการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําเฉพาะการเลี้ยงปลาทูน่า ในกระชังน้ําลึกและกุ้งมังกร ๖ สายพันธุ์ของท้องถิ่นไทย กับเปิดเสรีเรื่องการเพาะขยายและ ปรับปรุงพันธุ์พืชเท่านั้นนะครับ
สําหรับข้อดีข้อเสียของการเปิดเสรีของไทยคืออะไร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา ในปัจจุบันไทยยังไม่สามารถที่จะเลี้ยงปลาทูน่าในกระชังน้ําลึกได้นะครับ ๒. กุ้งมังกร ๖ สายพันธุ์ท้องถิ่นกําหนดให้เราเปิดเสรี ก็เป็นการเปิดเสรีตามแนวทางดังกล่าว จะไม่ส่ง ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในปัจจุบัน และถ้าหากนักลงทุนอาเซียนเข้ามาลงทุนในไทย ได้ก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา ของไทยในอนาคตได้อีกด้วย
สําหรับการเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืชนั้น ปัจจุบันไทยยังไม่สามารถ ที่จะเพาะเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ได้ หากนักลงทุนอาเซียนที่มีเทคโนโลยีสูงเข้ามาลงทุน เพาะเมล็ดพันธุ์หัวหอมใหญ่ได้ นอกจากจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการลดการนําเข้าเมล็ดพันธุ์อีกด้วย
เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพ กระผมจึงใคร่ขอเสนอให้ที่ประชุมแห่งนี้ พิจารณาให้ความเห็นชอบรายการข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียนทั้ง ๒๕ รายการ และแนวทางการเปิดเสรีในการสงวนชั่วคราว ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วย เขตการลงทุนอาเซียน ๒ สาขา ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถ ยื่นรายการข้อสงวนต่ออาเซียนและเปิดเสรีในการสงวนชั่วคราวได้ในช่วงการประชุมอาเซียน ซัมมิทที่จะมีขึ้นในวันที่ ๑๗ วันที่ ๑๘ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ที่เมืองบาหลี ประเทศ อินโดนีเซียครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ ครบแล้วไม่ใช่หรือครับ
เรื่องที่ ๓ อีกเรื่องหนึ่งครับ ขออนุญาตเสนอให้ครบตามที่ท่านประธานได้กรุณาแจ้งไว้ครับ
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนชี้แจงท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เพื่อได้พิจารณาให้ ความเห็นชอบในเรื่อง พิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าอาเซียน- สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งไทยจะเข้าร่วมลงนามพิธีสารดังกล่าวร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น และสาธารณรัฐเกาหลี ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๑๙ ณ เมืองบาหลี ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงว่าด้วย การค้าสินค้าอาเซียนสาธารณรัฐเกาหลี หรือ เอเคเอฟทีเอ (AKFTA) เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ หลังจากที่สาธารณรัฐเกาหลีและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นได้ลงนามไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ ซึ่งความตกลงนี้กําหนดให้อาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี ทยอยลดภาษีนําเข้าสินค้าระหว่างกันจํานวนมากกว่าร้อยละ ๙๐ ของรายการสินค้าและ มูลค่าการนําเข้าให้เป็นศูนย์ และอนุญาตให้ประเทศภาคีสามารถจัดทํารายการสินค้าอ่อนไหว ที่จะมีการลดภาษีในรูปแบบที่ยืดหยุ่นกว่าสินค้าทั่วไป ต่อมาอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี เห็นชอบให้จัดทําพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าอาเซียน-สาธารณรัฐ เกาหลีขึ้น โดยกําหนดวิธีการโอนย้ายสินค้าจากสินค้าอ่อนไหวมาเป็นสินค้าลดภาษีปกติ ซึ่งเป็นการเร่งลดภาษีโดยสมัครใจ พิธีสารจะครอบคลุมทั้งการดําเนินการด้วยลดภาษีแบบ ภาคีฝ่ายเดียว การดําเนินการแบบภาคีสองฝ่ายหรือมากกว่าสองฝ่าย และการดําเนินการ แบบภาคีทุกฝ่าย รวมทั้งรายละเอียดเรื่องกระบวนการ วิธีการ ในการดําเนินการเมื่อมีการ แก้ไขเพิ่มเติมความตกลงทั้งภาคผนวกและเอกสารแนบต่าง ๆ ตลอดจนการแจ้งและ การมีผลใช้บังคับของการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ พิธีสารจะเป็นประโยชน์ในแง่ของ การเปิดเสรีที่เร็วขึ้น โดยไม่มีผลกระทบในทางลบแก่ประเทศภาคีอื่น ๆ และประเทศภาคีอื่น ๆ ไม่ต้องแก้ไขพันธกรณีที่ตนได้ตกลงไว้ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ กระผม จึงขอเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบการลงนามพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไข ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งจะมีการลงนามในช่วง การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๑๙ ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเรื่องด่วนทั้ง ๓ เรื่องนะครับ เรื่องด่วนที่ ๑ เรื่องด่วนที่ ๓ และ เรื่องด่วนที่ ๔ ครบถ้วนครับ ท่านสมาชิกที่จะอภิปรายเชิญครับ เชิญท่านสถาพร มณีรัตน์ และท่านเกียรติ สิทธีอมร และท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน ๓ ท่านนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในนามสมาชิกรัฐสภา กระผมเองที่เฝ้ามองและต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศของกลุ่มอาเซียนทั้งหมด เนื่องจากว่ากระผมเองนั้นมีประสบการณ์ตรงที่อยู่กับพี่น้องเกษตรกร ที่อยู่กับพี่น้องชาวไร่ ชาวนา ซึ่งข้อห่วงใยของกระผมนั้นก็คือเรื่องของผลกระทบกับกลุ่มพี่น้องเกษตรกรของ กระผมเหล่านั้น แน่นอนที่สุดครับ การจัดตั้งกองทุนนั้นกระผมยินดีที่จะสนับสนุนรัฐบาล ให้ดําเนินการไปเจรจาเปิดกรอบในการจะค้าขายเสรีต่าง ๆ แต่ข้อห่วงใยของกระผมก็คือว่า การเข้าไปเปิดเสรีทางการค้าไม่ว่าทั้งจีน ทั้งอาเซียนด้วยกัน ท่านได้เพิ่มพัฒนาศักยภาพ ในการตั้งงบประมาณที่จะเพิ่มศักยภาพของพี่น้องประชาชนที่จะมีผลกระทบหรือยัง เราเองต้องยอมรับว่า การเปิดกองทุนต่าง ๆ นั้นจะเป็นประโยชน์ ผมสนับสนุนมากครับ กองทุนเรื่องของการที่จะ พัฒนาสาธารณูปโภค เพราะว่าล่าสุดถนนสายอาร์ ๓ (R3) ของภาคเหนือผ่านไปยังเวียดนาม ผ่านไปยังคุนหมิง ผ่านไปยังจีน ได้ก่อเกิดประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาลของ พี่น้องชาวเหนือ โดยเฉพาะเรื่องของการขนส่ง แล้วก็เห็นการเปิดกรอบพื้นฐานของกองทุนนี้ จะเร่งรัดในการพัฒนาภาคขนส่งก็คือ ภาคถนน ภาคความเร็วสูง ภาคการขนถ่ายสินค้า นี่ยิ่งต้องเร่งรัดให้มีเป็นรูปธรรมโดยด่วน เพราะอะไรครับ เมื่อมีระบบขนส่งที่เชื่อมโยง ระหว่างอาเซียนด้วยกันแล้ว สินค้าเกษตรซึ่งปัญหาอุปสรรคก็คือระบบขนส่งนี่แหละครับ จะได้เข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ได้สะดวกง่ายขึ้น ผมเห็นพี่น้องผมเป็นกองทัพมดครับ ใช้รถปิกอัพ ขนลําไยสด ๆ นี่นะครับ ไปขายที่เวียดนามครับ ปรากฏว่าไม่ต้องมีรถห้องเย็นขนาดใหญ่ เลยครับ เอารถปิกอัพธรรมดาใส่น้ําแข็งแล้วก็เอาใบลําไยกลบ แล้วก็เอาผ้าห่มกลบ แล้วก็เอา ลําไยสด ๆ ใส่ แล้วก็เอาใบลําไยห่ม ปรากฏว่า ๕-๖ ชั่วโมงก็ถึงเวียดนามแล้วครับ พอถึงเสร็จ ก็ขนสินค้าพวกปลาพวกอะไรจากประเทศเวียดนามมาขายต่ออีกครับ ทําให้เกิด ผู้ประกอบการรายย่อยหรือที่เรียกว่ากองทัพมดจํานวนมหาศาล เพราะฉะนั้นถ้ากองทุนนี้ได้ จัดตั้งเรียบร้อย กลุ่มอาเซียนได้ขยายไปในส่วนต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ผมเชื่อมั่นว่ากองทุนนี้ จะเป็นประโยชน์กับประเทศ แต่ข้อสังเกตผมก็คือว่าการเปิดเสรีด้านการเกษตร ไม่ว่าด้าน ประมง ด้านป่าไม้ ด้านพันธุ์พืช มันจะทําให้มีผลประทบกับพี่น้องประชาชนที่ผู้ประกอบการ หรือเปล่า ตรงนี้ผมเป็นข้อสังเกตให้ทางรัฐบาลช่วยรับข้อสังเกตนี้ไปศึกษาและมารายงาน ต่อรัฐสภาด้วย
ส่วนที่ ๓ ที่เห็นด้วยอย่างยิ่งก็คือ เรื่องของการจัดตั้งกองทุนพัฒนาพลังงาน ในระบอบอาเซียนนี่ละครับ โดยเฉพาะอาเซียนผลิตสายส่งแรงสูงที่จะขยายไปในประเทศต่าง ๆ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงและนําเอาระบบพลังงานของประเทศของอาเซียนทั้งหมด มีความมั่นคง ตรงนี้ต้องเร่งรัดครับ เพราะวันนี้เราต้องยอมรับว่าพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นหัวใจ ของการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมและเป็นหัวใจของความร่วมมือระหว่างอาเซียน วันนี้กรอบ ยังไม่ไปถึงไหนครับ อาเซียนผลิตยังไม่มีการเจรจา ไฟฟ้าของประเทศอินโดนีเซีย ไฟฟ้าของ ประเทศลาว ไฟฟ้าของประเทศเขมร ประเทศเวียดนาม และไฟฟ้าของประเทศไทย ประเทศ มาเลเซียมันสามารถโดยยุทธศาสตร์ สามารถเชื่อมโยงระบบส่งได้ทั่วถึงกันหมด วันนี้ผมก็ อยากจะทําให้รัฐบาลให้มีการกําหนดกรอบความร่วมมือระหว่างกองทุน เพื่อที่จะให้เป็น รูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะขนส่งความเร็วสูงและเรื่องของอาเซียนผลิต แต่สิ่งที่เป็นห่วงที่สุด ที่เกรงว่าจะเป็นผลกระทบก็คือเรื่องของเกษตร ท่านประธานครับ เราเองนั้นต้อง หวงห้ามอาชีพที่ควรสงวนหวงห้ามให้กับลูกกับหลานเราในอนาคต แต่ถ้าเราเปิดเสรีซึ่งโดย ไม่มีกฎระเบียบอะไรมารองรับ ผมเกรงว่าลูกหลานเราในอนาคตจะมีผลกระทบ โดยเฉพาะ พืชจีเอ็มโอ (GMO) หรือพืชตัดต่อสายพันธุ์ วันนี้ปรากฏว่ามีการลักลอบตัดต่อสายพันธุ์ไม่ว่า พันธุ์ข้าวเหนียวก็เอากลิ่นหอมอะไรก็ไม่รู้ครับไปใส่ พันธุ์ข้าวเจ้า พันธุ์หอมมะลิ เพราะฉะนั้น กลุ่มพวกนี้มันจะกลายเป็นว่าเข้ามารวมหัวกันแล้วตัดต่อสายพันธุ์พืชทําให้มีผลกระทบกับ กลุ่มเกษตรกรของเรา และสายพืชหลักซึ่งเป็นของประเทศเราที่หวงนักหวงหนานี่เกรงว่าจะมี ผลกระทบ ผมสังเกตกรณีผักป่าของเราบางชนิด เช่น ผักหวานป่า ปรากฏว่ามีการรับซื้อ ส่งไปยังประเทศจีนไม่อั้นครับ พันธุ์ผักหวานป่าเรานี่นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละครับขอให้รัฐบาล เวลากรอบการเจรจาช่วยตั้งข้อสังเกต ในเรื่องของพันธุ์พืชจีเอ็มโอ ในเรื่องของการที่จะเอารัดเอาเปรียบ และในเรื่องของการเพิ่ม ศักยภาพของพี่น้องประชาชนที่ประกอบสัมมาอาชีพเหล่านี้ให้ชัดเจนว่า เมื่อเปิดเสรี ทางการค้า เมื่อมีการตั้งกองทุนพื้นฐาน เมื่อมีการจัดสิ่งสงวนหวงห้ามแล้วนี่ เราจะได้ ประโยชน์อะไร เสียประโยชน์อะไร ตรงนี้เราต้องเตรียมความพร้อมครับ มิฉะนั้นเรามีกองทุน แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์กองทุนอย่างเต็มที่ แล้วเขาเองนั้นยังจะต้องกลับมาเอา ประโยชน์จากกองทุนนี้กลับไปประเทศของเขา เราจะเสียเปรียบเขาครับ เพราะฉะนั้น ผมยินดีสนับสนุนในการที่รัฐบาลไปจัดตั้งกองทุนร่วมมือระหว่างอาเซียน แต่ก็เป็นห่วงใย เป็นข้อสังเกตที่จะมีผลกระทบกับวิถีชีวิต กับอาชีพอันพึงสงวนหวงห้ามไว้ให้ลูกหลานเรา ในอนาคต ผมยินดีสนับสนุนและขอให้ทางรัฐบาลเอาข้อสังเกตผมเข้าไปใส่ในกรอบ การเจรจาด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม เกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ วันนี้ทางรัฐบาลได้เสนอกรอบการเจรจาตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่ามีผลการศึกษามากมายหลายการศึกษานะครับว่าการที่จะทําให้กลุ่มประเทศ อาเซียน ๑๐ ประเทศ มีความเชื่อมโยงกันจะต้องใช้เงินมากมายทีเดียวในการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน หรือที่เราเรียกว่า คอนเนคทิวิตี้ (Connectivity) โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ จากการศึกษาของทางธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียก็บอกไว้ว่าต้องใช้เงินถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าเป็นกรอบที่ใหญ่ขึ้นไปกว่านั้นคือ อาเซียน +๓ หรือในกลุ่มของประเทศ เอเชียตะวันออก อาจจะต้องใช้เงินถึงเป็นล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลใน กลุ่มประเทศอาเซียนจะรวมตัวกันในการจัดตั้งเครื่องมือในการที่จะมีการระดมทุนมาได้ ในการนําไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจําเป็นและยังขาดอยู่ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และน่าสนับสนุนอย่างยิ่งนะครับ ที่ท่านได้นําเสนอเป็นกรอบการเจรจา เพราะฉะนั้นก็ต้อง บอกว่าข้อตกลงยังไม่ยุติ เป็นแนวกรอบที่จะนําไปใช้ในการเจรจา
เรื่องนี้จริง ๆ แล้วมันก็ริเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลชุดที่แล้วที่พัทยา ก็เป็น สิ่งที่ดีครับ ผมก็คุ้นเคยกับเรื่องนี้ แต่พอมาดูในรายละเอียดก็มีหลายประเด็น ผมอยาก จะฝากทางรัฐบาลไว้เวลาท่านไปเจรจา ซึ่งผมคิดว่าจริง ๆ แล้วถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังจะกรุณามานั่งฟังด้วยก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะว่าหลายประเด็น เกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง ทีนี้เมื่อกี้ท่านเองก็ได้ระบุแล้วผมก็ไม่ค่อยสบายใจเวลาท่านพูด ท่านบอกว่าธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบีจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะปล่อยเงินกู้กับ โครงการใดบ้าง ตรงนี้ในแง่กรอบความคิดผมเป็นห่วงมากนะครับว่าเราเป็นคนลงขัน ประเทศต่าง ๆ ๑๐ ประเทศ เป็นคนลงขันเอาเงินไปใส่ไว้ในกองทุน แต่ทําไมธนาคารเพื่อการ พัฒนาเอเชียเป็นคนตัดสินใจว่าจะเอาเงินไปปล่อยให้ใคร ทั้ง ๆ ที่สัดส่วนของการลงทุนของเขา ไม่ถึงกี่เปอร์เซ็นต์นะครับ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ กรอบอย่างนี้ เผอิญคําพูดที่ท่านรัฐมนตรีพูด มันไม่ได้อยู่ในเอกสาร แต่ถ้ามันเป็นอย่างที่ท่านรัฐมนตรีพูดจริง ๆ ผมคิดว่าไปไม่ได้ครับ เราเป็นเจ้าของเงินครับ เอดีบีหรือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเป็นคนที่มาช่วยในการดูแล บริหารกองทุนเหล่านั้นในบางประเด็นเท่านั้นนะครับ แล้วก็ในเอกสารของท่านในหน้า ๒ ระบุไว้นะครับว่าสัดส่วนของเงินที่จะมีการไปลงทุนในจํานวนเงินทั้งสิ้นที่ประเทศสมาชิก ลงทุน ๓๓๕.๒ ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศไทยลงทุนเพียง ๑๕ ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ ประเทศอย่างมาเลเซียลงทุน ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซียลงทุน ๑๒๐ ล้านเหรียญสหรัฐ อันนี้ผมไม่เข้าใจแนวคิดครับ ไม่เข้าใจแนวคิดว่าจริง ๆ แล้ว ๑๐ ประเทศในเรื่องของการ รวมตัวกัน สิทธิในการดําเนินการในทุกเรื่องครับก็ ๑ ประเทศ ๑ เสียงมาโดยตลอด แน่นอนครับ ในแง่ของกองทุนนั้นถ้ามันเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ในหลายกรณี เช่น กองทุนของ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะมีเรื่องของความสามารถของแต่ละประเทศในการที่จะ มีเงินเพียงพอหรือไม่ในการที่จะไปลงทุนในกองทุนเหล่านั้น แล้วแน่นอนที่สุดสิทธิในการที่จะ ออกเสียงแสดงความคิดความเห็นในการตัดสินใจนั้นก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของเงินลงทุน ทีนี้ประเทศไทยกําลังบอกว่ากองทุนแค่ ๔๐๐-๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เรากําลังจะไม่มี ปัญญาในการที่จะไปใส่เม็ดเงินในสัดส่วนเท่า ๆ กันกับทุกประเทศอย่างนั้นหรือเปล่า ๓๐๐ ๔๐๐ ๕๐๐ ๑๐ ประเทศ ๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐนะครับ สําหรับประเทศไทยไม่ใช่ เรื่องใหญ่ นั่นคือประเด็นที่ผมรู้สึกเป็นห่วงว่ามันเกิดอะไรขึ้นในแง่ของแนวความคิดในการ ที่จะไปดําเนินการในเรื่องนี้
พอมาในหน้า ๓ ท่านก็พูดถึงเรื่องโครงสร้างการกํากับดูแล ในแง่โครงสร้าง การกํากับดูแล ท่านไม่ได้ให้รายละเอียดไว้เลยครับว่าจะมีสิทธิในการออกเสียงอย่างไรในแง่ ของกรรมการที่จะเข้าไปบริหารกองทุน ผมอยากจะเห็นว่าการบริหารกองทุนนั้น ๑ ประเทศ ๑ เสียงครับ แล้วผมอยากเห็นการใส่เงินเข้าไปในกองทุนนั้นเท่า ๆ กัน ๑๐ ประเทศ หาร ๑๐ เลยครับจะตั้งกองทุนเท่าไร ส่วนของเอดีบีนั้นซึ่งจะเข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการ กองทุนจากที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเมื่อกี้นี่นะครับ ผมเข้าใจว่าเอดีบีจะเป็นผู้บริหารแต่ผู้เดียว คือมันก็ไม่เลวนะครับผมลงทุนสัก ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ของกองทุน แต่ผมได้สิทธิ ในการบริหาร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าท่านรัฐมนตรีหลายท่านก็คุ้นเคยกับภาคธุรกิจนะครับ ผมคิดว่าอันนี้มันเป็นธรรมหรือเปล่านี่สําหรับประเทศอย่างประเทศไทย ผมคิดว่าถ้าเรา จะจ้างใครไปบริหารกองทุน เราต้องจ้างคนที่ดีที่สุด ที่เหมาะที่สุด แต่ตอนนี้ท่านกําลังหมิ่น ๆ กับเรื่องการบริหารจัดการที่ดี คือถ้าเอดีบีมีข้อเสนอที่ดีในการเป็นผู้บริหารกองทุน ที่มีประสิทธิภาพ ให้ผลตอบแทนสูง ให้โอกาสมากมายสําหรับเจ้าของกองทุนจ้างเลยครับ แต่ถ้าวันไหนวันหนึ่งเอดีบีเก่งไม่พอเมื่อเทียบกับผู้บริหารกองทุนรายอื่นในภาคเอกชน ทําไมจะโดนจํากัดว่าจะต้องเป็นจ้างในการจ้างเอดีบีแต่ผู้เดียว ถ้าเอดีบีสนใจจะลงทุน ในกองทุนได้ผลตอบแทนในฐานะเจ้าของเงินในกองทุน ปกติครับเหมือนทุกประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทย ก็เป็นฐานะผู้ถือหุ้นไป แต่ทําไมจะต้องได้สิทธิในการบริหารแต่ผู้เดียว และได้สิทธิในการที่จะเป็นคนตัดสินใจว่าจะเอาเงินกองทุนนั้นไปให้โครงการใด ตรงนี้ผมคิดว่า ไม่เป็นธรรมครับ ไม่ถูกต้องเลยครับ เพราะฉะนั้นกรอบการเจรจาเช่นนี้ผมคิดว่ายังขาด ความชัดเจนอย่างยิ่งเลยนะครับในแง่กรอบความคิด จากรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารนั้น ผมคิดว่ายังไปไม่ได้ครับ ยังไปไม่ได้ ก็อยากฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจงนะครับ ผมเชื่อว่าสมาชิก หลายท่านจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ กับผมนะครับ ว่าเราเป็นเจ้าของเงินลงเงินไม่มีสิทธิกําหนด ว่าจะใช้เงินอย่างไร เราไม่บอกเลยว่าสิทธิการออกเสียงจะเป็นอย่างไร แล้วในขณะเดียวกัน ไปจ้างคนอื่นที่ออกเงินเพียง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ให้บริหารกองทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แต่ผู้เดียว ผมว่าตรงนี้นะครับต้องขอความชัดเจนจากทางท่านรัฐมนตรีนิดหนึ่งครับ เผอิญท่านไม่อยู่ อีกแล้วนะครับ
อีกประการหนึ่ง คือการปล่อยกู้ในข้อ ๖ หน้า ๓ ไม่มีความชัดเจนนะครับว่า สิทธิในการกู้ของแต่ละประเทศเป็นเงินเท่าไร สมมุติผมลงไป ๑๐ ล้านเหรียญ แต่เงินกองทุนมี ๓๐๐ ล้านเหรียญ เงินกองทุนนั้นยังไม่มีคน มาขอกู้ ผมมีโครงการ ๕๐ ล้านเหรียญ ผมมีสิทธิไหม การจัดลําดับความสําคัญของการ ใช้สิทธิของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร หรือเราบอกว่าโครงการที่จะเข้าข่ายของกองทุนนี้ ต้องเป็นโครงการที่เชื่อมโยงระหว่าง ๒ ประเทศขึ้นไป อันนี้ต้องมีความชัดเจนครับ เพราะไม่เช่นนั้นประเทศใดที่มีโครงการที่เข้าข่าย หรือที่สามารถกู้ได้ก็จะไปขอกู้ก่อนก็เป็น ระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ตรงนั้นคงไม่ถูกต้องนะครับถ้ามันจะเป็นในลักษณะที่ผม ได้กล่าวไปแล้ว แต่ผมก็อยากขอความชัดเจนนะครับ เพราะว่าในเอกสารซึ่งท่านกําลังจะไป เจรจาในแง่ของกรอบความคิดยังขาดความชัดเจนในหลายประเด็นนะครับ
ในส่วนของค่าบริหาร เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ ค่าบริหารท่านไม่ระบุครับ แต่ท่านไปตกลงแล้วท่านก็ใช้แต่ผู้เดียวคือเอดีบี ถ้าค่าบริหารผมคิด ๕ เปอร์เซ็นต์ ของกองทุนนะครับ ผมลงทุน ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ผมบริหาร ๖ ปีผมคุ้มแล้วนะครับ ทําไมไม่มีการระบุว่าค่าบริหารเป็นอย่างไรในการพิจารณา เพราะฉะนั้นในกรอบการเจรจา ของท่านผมคิดว่ายังขาดรายละเอียดอยู่หลายเรื่องนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่ง ว่าในการที่จะรักษาผลประโยชน์ของเงินของประเทศไทยเองในการที่จะไปร่วมในกองทุน เหล่านี้ ผมคิดว่าจะต้องมีชุดความคิดที่ชัดเจนกว่านี้
ประการสุดท้ายในเรื่องนี้นะครับ ท่านบอกว่ากองทุนนี้มีแผนที่จะออก ตราสารทางการเงินด้วย การออกตราสารทางการเงินดีครับ แต่กระบวนการในการออก เป็นอย่างไรแล้วก็เราจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์วันนี้ครับ วันนี้นักเศรษฐศาสตร์ทุกคน นักการเงินทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันนะครับว่าเงินจากตะวันตกจะไหลมาตะวันออก อันนี้ ก็เป็นโอกาสครับ ถ้าเราสามารถออกแบบการออกพันธบัตรได้อย่างดี เงินที่มีอยู่มากในระบบ สามารถที่จะดึงเข้ามาสู่กองทุนที่ใช้ในการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานก็จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งในการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยพร้อม ๆ กันนะครับ เมื่อกี้พอดี ท่านรัฐมนตรีเพิ่งเข้ามาผมพูดหลายประเด็นซึ่งตั้งคําถามท่าน ท่านคงทราบนะครับได้ยินอยู่ ก็อยากจะขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงให้ชัดนะครับ เพราะว่าเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง อยู่เช่นกัน
ผมอยากจะขออภิปรายสั้น ๆ อีกส่วนหนึ่งนะครับ ในเรื่องข้อสงวนภายใต้ ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียนหรืออาเกีย (ACIA) และแนวทางการเปิดเสรีรายการ สงวนชั่วคราว ๓ สาขานะครับ เรื่องนี้ผมค่อนข้างคุ้นเคยนะครับ เพราะว่าผมเองก็เคยนั่งอยู่ ใน กนศ. ตอนที่มีการอนุมัติในรายละเอียดเพื่อไปนําเสนอ ครม. และรัฐสภาในช่วงนั้น แต่ผมมาดู รายการและรายละเอียดในเอกสารก็ต้องเรียนนิดหนึ่งนะครับว่าเวลาท่านเตรียมเอกสาร ผมไม่ทราบฝ่ายไหนเป็นผู้เตรียมนะครับที่เข้าสภา การใช้คําพูดมันยังค่อนข้างที่จะ ไม่มีความชัดเจน อย่างเช่น เห็นควรผ่อนปรนมาตรการด้านการลงทุนในกิจการในรายการ สงวนชั่วคราว เห็นควรผ่อนปรนมาตรการด้านการลงทุน มาตรการการลงทุนของเรา จริง ๆ แล้วมันมี ๒ แบบนะครับ มาตรการส่งเสริมกับมาตรการกํากับดูแล ถ้าท่านบอกว่า ท่านจะชะลอก็บอกเลยครับขอชะลอการเปิดเสรีข้อไหนนะครับ พอไปเขียนอย่างนี้ คนที่ไม่คุ้นงงตายเลยครับ ผมเผอิญคุ้นพอเข้าใจว่าท่านเขียนแล้วหมายความว่า อย่างไรนะครับ
ประการที่ ๒ ในเอกสารที่ท่านนําเสนอท่านบอกว่าเรานี่ขอเสนอชะลออะไร แต่ไม่มีข้อมูลหรอกว่าประเทศอื่นเขาขอชะลอรายการใดบ้าง คําถามก็มีอยู่ว่าสภาแห่งนี้ จะพิจารณาได้อย่างไร ว่าสิ่งที่ขอชะลอในส่วนของประเทศไทยนั้นสมน้ําสมเนื้อ มีความเหมาะสม และมีเหตุมีผล เพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิกประเทศอื่น ข้อมูลตรงนี้ไม่มีครับ แต่ผมเข้าใจนะครับว่ามีบางประเทศก็ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงดั้งเดิมได้ แล้วก็ขอชะลอ เช่นกันในบางรายการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเอกสารที่นําเสนอควรจะมีมิติของประเทศ อื่น ๆ ปัญหาข้อจํากัดของประเทศอื่น ๆ ซึ่งมีความสําคัญไม่น้อยกว่าการที่เราจะมีการพูดคุย ถึงปัญหาและข้อจํากัดของประเทศไทยเองในฐานะประเทศสมาชิกที่รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ประการต่อไป ในหน้า ๔ ท่านก็ขอว่า เห็นควรเปิดเสรีเฉพาะ ๒ สาขา อันนี้ ผมเห็นด้วย สนับสนุนเต็มที่ว่า ๒ สาขานี้ควรจะมีการชะลอไว้ก่อน แม้แต่ว่า ๒ สาขานี้ อาจจะเปิดเพื่อให้ดําเนินการได้นะครับ ใน ๒ สาขานี้ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ครับ เวลาเราคุยกันใน กนศ. นี่ทัศนคติของกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการไปเจรจา เมื่อเจรจาเสร็จ ลงนามเสร็จ เขาถือว่าภารกิจเขาจบ แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงอื่น ๆ ที่ต้องมีหน้าที่กํากับ ดูแลยังไม่มีความกระตือรือร้นเพียงพอในการที่จะดําเนินการหามาตรการในการไปกํากับดูแล ในเรื่องกุ้งก็เช่นกันนะครับ เวลาท่านไปลงนามบอกมาลงทุนได้ แล้วเพียงเป็นกุ้ง ๖ ชนิด ที่บอกว่าเปิดได้ ถามนิดหนึ่งครับ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดูหน้ากุ้ง แล้วรู้ไหมครับว่ากุ้งนี่เป็นกุ้งพันธุ์ไหน ท่านมีมาตรการอย่างไรในการที่เข้าไปดูแลในแต่ละ พื้นที่ที่เขามาขอสิทธิหรือขอใช้สิทธิในการลงทุน แล้วพอลงทุนไปแล้วท่านดูออกไหมครับ ว่าเป็นพันธุ์ไหน มันตรงกับพันธุ์ที่เราเปิดหรือเปล่า ความสามารถ ขีดความสามารถในการ เข้าไปกํากับดูแลให้ดีเป็นเงื่อนไขที่สําคัญที่จะทําให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดจาก ความตกลงเหล่านี้ แล้วในช่วงที่เราประชุมกันที่ กนศ. ในเรื่องนี้เลยนะครับ ผมตั้งข้อสังเกต กับทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไว้แล้ว ผมตั้งข้อสังเกตชัดเจนนะครับ เพราะในวันที่ เขานําเสนอนี่เขาบอกเขายังศึกษาไม่เสร็จว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ผมก็ชี้ว่ามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญกําหนดชัดเจนว่าต้องมีการศึกษาข้อดีข้อเสียก่อนที่จะมีการนําเสนอสภา ในวันที่เขานําเรื่องเข้า กนศ. นี่เขาบอกยังศึกษาไม่เสร็จ ผมบอก แหม ถ้าคุณศึกษาไม่เสร็จ แล้วใครจะรับผิดชอบล่ะครับ เราก็ตั้งเงื่อนไขว่า ผมจําได้แม่นนะครับวันที่อนุมัติ ตั้งเงื่อนไข ว่าท่านต้องไปศึกษาให้เสร็จแล้วนําเสนอ ครม. ก่อนนําเสนอสภา พอมันผ่าน กนศ. ไป ตอนนี้ปรากฏในรายงานของท่านว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเชิงลึก โดยกรมประมง สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมป่าไม้ คืออย่างนี้มันไม่ได้ครับ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีเอง มีหน้าที่ ถ้าท่านจะขอเปิดเสรีในเรื่องใดก็แล้วแต่ท่านต้องชี้ให้เห็นเลยครับกับสภาแห่งนี้ครับ ว่าผลกระทบคืออะไรบ้าง ท่านศึกษามาแล้วผลกระทบคืออะไร เป็นการศึกษาทาง วิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน มีข้อมูลชัดเจน สมาชิกถึงจะสบายใจ เพราะไม่เช่นนั้นตอนนี้คนไหน ที่เป็นสมาชิกที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มประมงก็จะมีความไม่สบายใจอยู่ว่า เอ๊ะ มันจะมี ผลกระทบอะไรไหม ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ตามมาตรา ๑๙๐ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง ผมก็ต้องชี้ให้ท่านละครับ เพราะว่าผมเองให้ความสําคัญเรื่องนี้มาก แล้วก็ได้มีการพูดกัน ในที่ประชุมของ กนศ. ตั้งแต่ต้นนะครับ แล้วผมยังแปลกใจว่าทําไมการศึกษายังไม่เสร็จ แล้วทําไมข้อมูลในการนําเสนอ ท่านบอกในเรื่องของผลกระทบในหน้า ๕ ของเอกสารฉบับนี้ ท่านพูดว่าผลกระทบ ไม่กระทบเพราะว่าไม่ต้องแก้กฎหมาย มันไม่ใช่นะครับ มันไม่ใช่ เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ นะครับ มาตรา ๑๙๐ เขาบอกว่าท่านต้องไปศึกษาให้ดีครับว่ามีผลกระทบกับกลุ่มใดบ้าง อย่างไรบ้าง และท่านจะมีมาตรการในการเข้าไปเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างไร เพราะฉะนั้นการที่ เขียนเพียงว่าผลกระทบไม่ต้องแก้กฎหมายคือไม่กระทบนี่ ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ นะครับ
ในส่วนของข้อ ๓.๓ ท่านก็พูดถึงว่าในที่ประชุมวันที่ ๔ ตุลาคม ปี ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอว่ารายการในภายใต้เอซีไอเอ รายการที่ ๑๙ ไม่สอดคล้องกับมาตรา ๑๙ ทวิ ของ พ.ร.บ. อาคารชุด ผมต่อมานะครับ และสําหรับ ข้อกําหนดเกี่ยวกับพื้นที่ทั้งหมดที่กําหนดว่าไม่เกิน ๕ ไร่ ปัจจุบันไม่ได้กําหนดไว้ในกฎหมาย แล้วจึงเห็นควรให้กระทรวงพาณิชย์ดําเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าว ท่านกําลังบอกว่าท่านกําลังจะแก้กฎหมายหรือเปล่าครับ นี่ท่านต้องแก้กฎหมายใช่ไหมครับ แต่ในข้อสรุปท่านบอกไม่ต้องแก้กฎหมาย ตรงนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่งนะครับว่ามันคือ อะไรแน่ ผมไปดูในหน้า ๓๑ ซึ่งเป็นรายการสงวนข้อ ๑๙ ก็พูดถึงเรื่องสิทธิในการซื้อ คอนโดมิเนียมครับ ไม่เกิน ๔๙ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ก็ไม่ได้มีอะไรพลิกแพลง ท่านอ้างถึง พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นข้อจํากัดนะครับ เพราะผมเอง ก็เป็นคนออกกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวแล้วบังคับใช้อยู่หลายปีพอจะจําได้ ทีนี้สมมุติฐานที่บอกว่าไม่ต้องแก้กฎหมายนั้นไม่กระทบนี่อันตรายมากครับท่านประธาน ถ้าท่านอ่านพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้ดี ไปพลิกดูมาตรา ๑๐ ครับ มาตรา ๑๐ เขียนข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่า ถ้าประเทศไทย รัฐบาลไทยไปลงนามความตกลงกับ ประเทศใดก็แล้วแต่ถือว่าเปิดให้ได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นสมมุติฐานที่บอกไม่แก้กฎหมาย คือไม่กระทบ คือไม่ผิด ไม่มีปัญหา ไม่จริงครับ เพราะมาตรา ๑๐ ของ พ.ร.บ. นี้ระบุชัดเจนครับ เปิดประตูไปเซ็นลงนามในข้อตกลงใด ๆ ก็ถือว่ายกเว้นข้อจํากัดหลายประการที่อยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นการเขียนสรุปอย่างนี้จะทําให้สมาชิกรัฐสภาเข้าใจคลาดเคลื่อน ได้มากนะครับว่าผลของการที่ท่านไปลงนามความตกลงเหล่านั้นจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง กับกลุ่มใดบ้าง เพราะฉะนั้นขอความชัดเจนนะครับในข้อ ๓.๓ ท่านบอกว่ากระทรวงพาณิชย์ ต้องแก้กฎหมาย ในข้อ ๔ ท่านบอกว่าไม่ต้องแก้กฎหมาย ตรงนี้ขอความชัดเจนครับ
ประการที่ ๒ ที่อยู่ในข้อ ๔ นะครับ ท่านไปพูดถึงรายการข้อสงวนของไทย ภายใต้ความตกลงเอซีไอเอ จัดทําตามกฎหมายภายในประเทศไทยปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับ การลงทุนในกิจการที่ไม่ใช่บริการ งงครับ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวมี ๓ บัญชี บัญชี ๑ บัญชี ๒ บัญชี ๓ และบัญชี ๓ (๒๑) พูดถึงธุรกิจบริการ ฉะนั้น พ.ร.บ. นี้ไม่ใช่พูดถึง เฉพาะธุรกิจบริการ พ.ร.บ. นี้พูดถึงทุกธุรกิจ ผมต้องขอความชัดเจน ขอคําอธิบายก่อนที่ทาง สมาชิกรัฐสภาจะให้ความเห็นสนับสนุนในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับความตกลงเอซีไอเอ ฉบับนี้นะครับ แล้วก็ขอความชัดเจนในเรื่องการแก้กฎหมายหรือไม่แก้กฎหมาย ถ้าจะแก้ แก้ฉบับใดนะครับ ขอให้มีความชัดเจน แล้วก็เหตุผลที่ต้องแก้เพราะอะไร อันนั้นก็จะทําให้ สามารถที่จะพิจารณาเห็นชอบกับความตกลงหรือหนังสือสัญญาฉบับนี้ได้ครับ ผมก็มี ความเห็น ข้อสังเกตเฉพาะ ๒ เรื่องนี้นะครับ แล้วก็ถ้าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับว่า ถ้าในกรณี เช่น เรื่องกองทุนของอาเซียน ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะกรุณา ให้ความกระจ่างไปเลยครับ สมาชิกจะได้ไม่ต้องอภิปรายซ้ํา ๆ กันต่อจากนี้ไปครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่นครับ กระผมเองอยากจะขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาอภิปราย รายละเอียดข้อกังวลต่าง ๆ ซึ่งก็มีอยู่ในใจของพวกเราหลายคนอยู่แล้ว กระผมจะ ไม่ขอพูดถึงในส่วนเหล่านั้นนะครับ แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏในกรอบการเจรจาอีกประการหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะปรากฏในกรอบการเจรจาไหน ๆ มีอยู่ในกฎหมายทั้งกฎหมายไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงไปจนถึงกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ถึงกฎกระทรวงด้วยครับ แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีด้วย นั่นก็คือเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีหลักประกันการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ของคนทุกกลุ่ม เรื่องนี้ประเทศไทยมีทั้งความสําเร็จและความล้มเหลวไว้เป็นแบบอย่างที่ดี พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นแกนนําในการยกร่างแล้วก็ได้ให้สัตยาบันไปแล้ว ก็คืออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ซึ่งเริ่มยกร่างมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณครับ แล้วก็ร่างสําเร็จ และประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมัครครับ ขณะนี้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการนั้นมีประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ให้สัตยาบันไปแล้ว ๕ ประเทศ ก็คือประเทศไทย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สหพันธรัฐมาเลเซีย และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ยังมีประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่ได้ลงนามแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน กฎหมายระหว่างประเทศ ฉบับนี้โดยประเพณีของไทยก่อนที่จะให้สัตยาบันก็จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย ภายในประเทศเสียก่อน ซึ่งประเทศไทยก็ได้ทําเช่นว่านั้นครับ ได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติ เดิมมีชื่อว่าพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อปรับปรุงแล้ว ก็ให้ชื่อใหม่ ก็มีการเริ่มปรับปรุงตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ปรับปรุงแล้วเสร็จ และผ่านความเห็นชอบในสมัยนายกรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เรื่องของคนพิการเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นการเมืองภาคใด ขั้วใด องค์กร ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมนําชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยทั้งสิ้นครับ
นอกจากนี้ได้มีกฎหมายระดับอนุบัญญัติออกมาในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ พูดถึงเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งก็ได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว ยังมีกฎกระทรวง ว่าด้วยเรื่องของการควบคุมอาคาร ซึ่งก็ออกในปี ๒๕๔๘ ทั้งหลายทั้งปวงนี่ละครับเป็นเรื่อง ของการให้หลักประกันในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทั้งสิ้น กระผม ก็อยากจะขอตั้งข้อสังเกต แม้ว่าร่างกรอบการเจรจาที่ท่านได้ส่งมานี้ไม่ปรากฏเรื่องนี้ก็ตาม อยากจะขอให้ท่านได้นําเอาเจตนารมณ์ที่อยู่ในกฎหมายทั้งไทยและระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีนี่ละครับไปบรรจุไว้ในสาระสําคัญในการจัดตั้งกองทุนครับ เพื่ออย่างน้อยที่สุดการที่จะอนุมัติให้ประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถกู้ยืมเงินไปพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานจะได้คํานึงถึงเรื่องของหลักประกันในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะหลักประกันดังกล่าวนั้นเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชน เป็นหนึ่งในสิทธิที่ได้บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน มาตรา ๕๔ ก็ได้พูดถึงเรื่องของสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ได้พูดถึงเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติ และได้พูดถึงเรื่องของการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้วย เวลาพูดถึงเรื่อง โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประสบการณ์ที่ขมขื่นและน่าจะต้องนํามาเป็นแบบอย่างที่จะไม่ทํา ซ้ําอีกก็คือเรื่องของสนามบินสุวรรณภูมิ ตอนที่มีการออกแบบองค์กรภาคประชาสังคม พยายามที่จะเข้าไปให้ข้อเสนอแนะ ก็ได้รับการปฏิเสธการมีส่วนร่วมจากองค์กรของรัฐ โดยอ้างว่าคนออกแบบนั้นเป็นชาวตะวันตกมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่พอสร้าง เกือบจะเสร็จก็บอกว่ามันเป็นความไม่เอาไหนของคนออกแบบฝรั่ง สรุปแล้วก็คือมันไม่ได้ ทั้งขึ้นทั้งล่องนะครับ จนสุดท้ายสนามบินสุวรรณภูมิต้องเสียเงินค่าทุบแล้วปรับปรุงใหม่ หลายล้านบาทนะครับ ถ้าเงื่อนไขในการกู้ยืมเงินจากกองทุนนี้ไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะได้ใส่เงื่อนไขในเรื่องของการมีหลักประกันการเข้าถึงโดยอาศัยหลักการออกแบบที่เป็น สากล นั่นหมายความว่าจะต้องมีหลักประกันการเข้าถึงตั้งแต่ลําดับต้นก็คือการออกแบบ ซึ่งจะต้องเขียนไว้ในทีโออาร์ (TOR) เหมือนกับที่เราได้เขียนไว้ในทีโออาร์ของการออกแบบ อาคารรัฐสภาแห่งใหม่นี่ละครับ เราจะได้ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดินเหมือนที่เรา ได้เสียอย่างไม่รู้จบในสนามบินสุวรรณภูมิ และเราก็คงจะไม่มีข่าวให้ได้อับอายว่ามีเด็กชาว ไต้หวันตกลงไปในระหว่างช่องว่างชานชาลากับตัวรถในบริการรถแอร์พอร์ตลิงค์ (Airport Link) เพราะว่าช่องว่างระหว่างชานชาลากับตัวรถมันห่างกันเกินไป ผมก็ทราบมานะครับว่า เหตุที่ช่องว่างระหว่างตัวรถกับชานชาลาห่างกัน เพราะว่าการออกแบบชานชาลากับ ออกแบบตัวรถมันไม่สัมพันธ์กัน ขณะที่ออกแบบชานชาลาสถานีรถแอร์พอร์ตลิงค์ยังไม่รู้เลย ว่าจะใช้รถอะไร คือความไม่สัมพันธ์กันในระดับการออกแบบ ซึ่งก็ต้องสาวกลับไปถึงความ ไม่เป็นระบบ ไม่เป็นระเบียบ หรือไม่เข้าด้วยกับหลักการการออกแบบที่เป็นสากล หรือยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ (Universal Design) มันได้ส่งผลให้เห็นถึงเรื่องของความไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์ของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพราะถ้าไม่ได้กําหนดไว้ในทีโออาร์แล้ว ก็จะมีปัญหา ต่อเนื่อง จะต้องมีการทุบ จะต้องมีการซ่อมไม่รู้จบ อันนี้ยังไม่อยากพูดถึงเรื่องผังเมืองนะครับ ว่าเป็นต้นเหตุที่ทําให้เกิดน้ําท่วม ก็หลายท่านพูดไปแล้ว คงไม่เกี่ยวกับกองทุนนี้ แต่จริง ๆ ว่า ไม่เกี่ยวก็ไม่ใช่นะครับ เพราะโครงสร้างพื้นฐานหลายที่หลายแห่งก็เป็นต้นเหตุ เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากจะขอฝากเรื่องของหลักประกันในการเข้าถึงของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะเป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศที่จะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเวลา อันควรด้วยซ้ําไป เช่น ประเทศไทยเรานะครับ ขณะนี้อายุเฉลี่ยของคนไทยก็สูง แล้วสูงเร็ว กว่าที่คาดไว้ การที่เรามีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น แต่ว่าโครงสร้างพื้นฐานของเราไม่เอาไหน ก็ทําให้ ผู้สูงอายุนั้นจะต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควรครับ คนพิการกับผู้สูงอายุ ก็มีความต้องการความจําเป็นที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน เพราะว่าผู้สูงอายุหลายท่านก็จัดเป็น คนพิการด้วย เพราะฉะนั้นถ้าท่านได้นําเอาหลักการที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญก็ดี หลักการที่ บัญญัติไว้แล้วในพันธกรณีระหว่างประเทศที่เราเป็นภาคี อันนี้ก็รวมไปถึงกรอบนโยบาย ระดับภูมิภาคก็คือ บิวาโกะ มิลเลนเนียม เฟรมเวิร์ก (Biwako Millennium Framework) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายด้านคนพิการที่ประเทศไทยเองก็เป็นแกนนําในการร่างแล้วก็ได้ลงนาม ไปแล้วตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้วนี่นะครับ ประเทศไทยเรานี่เร็วในเรื่องของการไปร่วมร่าง แล้วก็ การลงนามให้สัตยาบันต่าง ๆ ซึ่งก็นําชื่อเสียงมาสู่ประเทศเรา แต่เวลาปฏิบัติมันไม่ค่อย สอดคล้องกันเท่าไร เพราะฉะนั้นคราวนี้ผมก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้ถือโอกาสเอาทั้ง ความสําเร็จและความล้มเหลวของประเทศเราที่ได้เป็นอนุสาวรีย์ อันนี้ก็ทราบว่าจะมีสนามบินสุวรรณภูมิเฟส ๒ ขึ้นมา ก็ต้องฝากไว้อีกละครับว่าตั้งแต่ทีโออาร์ จะต้องกําหนดหลักประกันในการเข้าถึงที่เป็นธรรมและทั่วถึง แล้วก็ถ้าจะมีการขยายระบบ ขนส่งทางราง ก็ขอให้ยึดมาตรฐานต่ําสุดก็คือรถไฟฟ้า รฟม. หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งก็ถือว่าได้ ทําแบบอย่างไว้ดีนะครับ มีหลักประกันการเข้าถึงไว้ตั้งแต่เริ่มแรก ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม เพราะฉะนั้นกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะพูดถึง เรื่องของขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะพูดถึงเรื่องอาคารสาธารณะที่ให้บริการประชาชน ไม่ว่าจะ พูดถึงเรื่องของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารบริการโทรคมนาคม ล้วนแล้วแต่ จะต้องมีหลักประกันการเข้าถึงที่เป็นธรรมและทั่วถึง หลักการการออกแบบที่เป็นสากลซึ่งได้ กําหนดไว้แล้ว และประเทศไทยเองก็เป็นผู้เสนอด้วยและได้ให้สัตยาบันไปแล้ว ขอให้ได้นํา หลักการนี้ไปบรรจุไว้ในการจัดตั้งกองทุนด้วยนะครับ แม้ว่าในกรอบที่ท่านเสนอมานี้ยังไม่มี แต่เวลามีการเจรจาหากว่าจะไม่เป็นการเสียเวลาหรือจะตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อนําไปพิจารณา ในการร่างกฎเกณฑ์ในการให้กู้ยืมเป็นเงื่อนไขใด ๆ ขอให้ได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ ไม่ได้ เป็นเพื่อใครคนใดคนหนึ่งในปัจจุบันนะครับ แต่เพื่อพวกเราทุกคนในอนาคต เพราะผมเชื่อ แน่ว่าอีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้าต่อจากนี้ไป หลายท่านก็จะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ครับ เว้นเสียแต่ว่าท่านจากโลกนี้ไปเสียก่อนวัยอันควรเท่านั้นเอง ก็ขอให้ทุกท่านโชคดีและ มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์ มีโอกาสได้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอันเกิดจากกองทุนนี้ร่วมกัน อย่างถ้วนหน้าครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
เชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่ออาเซียนมีกรอบความตกลงและ เขตลงทุนอาเซียนเอไอเอนี่นะคะ แล้ววันนี้เราก็มาขอมือจากรัฐสภานั้นดิฉันมีข้อห่วงใยค่ะ ท่านประธาน เพราะว่าห่วงใยพืชผักผลไม้ไทยที่จะหายไปอยู่ในกํามือของชนต่างชาติ ดังนั้นแล้วดิฉันจึงมาเสนอข้อห่วงใย ข้อสังเกตไว้ เผื่อผู้ที่มีอํานาจสั่งการ ผู้ที่มีอํานาจจะได้นํา เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรของประเทศไทยทั้งประเทศ การเปิดเสรี ด้านการลงทุนภายในอาเซียนและมีผลบังคับใช้ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ โดยอนุญาตให้แต่ละประเทศสมาชิกจัดทํารายการข้อสงวนเพื่อระบุสาขาที่ไม่เปิดเสรี และระบุมาตรการที่เป็นข้อจํากัดด้านการลงทุน ดิฉันต้องการสะท้อนรายการข้อสงวน แบ่งเป็น ๒ ประเภท ดังนี้ค่ะ
ข้อ ๑ รายการสงวนชั่วคราวที่มีกําหนดเวลาเปิดเสรี
ข้อ ๒ รายการความอ่อนไหวที่ไม่มีกําหนดเวลาเปิดเสรี
ประเทศไทยมีรายการสงวนชั่วคราวทั้งหมด ๔ รายการ ก็คือการผลิต แป้งจากข้าวและพืชไร่ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา การเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช การทํา ป่าไม้จากป่าปลูก และวันนี้นั้นมีการที่จะขอมือสมาชิกอยู่ ๒ รายการ ก็คือการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ํา การขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช ดิฉันสนใจมากนะคะ สนใจที่รัฐบาลให้ความสนใจ และสนับสนุนทั้ง ๒ รายการสู่รัฐบาลอย่างเต็มภาคภูมิ แต่ว่าในข้อห่วงใยของดิฉันนี้นั้นก็ยังมี อยู่ไม่เสื่อมคลาย ซึ่งจะสะท้อนให้ท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีที่รับผิดชอบได้รับทราบ นะคะว่าการเปิดเสรีรายการสงวนชั่วคราวที่มีกําหนดเวลาเปิดเสรี เรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา อนุญาตเฉพาะการเลี้ยงปลาทูน่าในกระชังทะเลน้ําลึก และการ เลี้ยงกุ้งมังกร ๖ สายพันธุ์ ดิฉันต้องการตรงนี้นะคะ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบ ดิฉันอยากจะให้ทําไมเปิดเฉพาะปลาทูน่าในกระชังน้ําลึก นี่น่าสงสัยนะคะ ท่านจะบอกว่าประเทศเราทําไม่ได้ ดิฉันยอมรับว่าเรายังเป็นประเทศที่ยังเล็กอยู่นะคะ ยังทํา ไม่ได้ ปลาทูน่าในกระชังน้ําลึกนี้ยังทําไม่ได้ แล้วก็การเลี้ยงกุ้งมังกร ๖ สายพันธุ์ เราต้องการ เทคโนโลยีนําสู่ประเทศไทยเพื่อเราจะได้มีเทคโนโลยีและเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําเหล่านี้ ดิฉันทราบดีค่ะ แต่ทําไมไม่เปิดปลานิล เป็นคําถามนะคะ หรือว่าท่านห่วงใยทุนที่ครอบงํา ประเทศไทยอยู่หรือไม่ อย่างไร เพราะว่าทําไมดิฉันห่วงใยเรื่องนี้ ดิฉันต้องการให้มีการ แข่งขันค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันต้องการให้มีการแข่งขันเหมือนโทรศัพท์มือถือและ ได้ประโยชน์ ท่านประธานก็คงจะทันนะคะ โทรศัพท์มือถือในปี ๒๕๓๕ นาทีละ ๑๘ บาท แต่ทุกวันนี้ โอ้โฮ ๑๙๙ บุฟเฟต์ (Buffet) อย่างนี้ค่ะ คนที่ใช้ได้ประโยชน์ ผู้บริโภค ได้ประโยชน์ ทีนี้นั้นการเปิดเสรีข้อเสี่ยงชั่วคราวเรื่องการเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช ข้อนี้นั้นน่าห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง แม้จะเป็นเพียงการเพาะปลูกหอมหัวใหญ่เพื่อเก็บเมล็ดกลับ ประเทศของเขา ดิฉันเป็นห่วงกลัวจะเหมือนสมุนไพรเปล้าน้อย ดิฉันอ่านออกเสียงไม่ผิด นะคะ เปล้าน้อย ที่มีที่ประเทศไทยนั้นทวงสิทธิการจดสิทธิบัตร การจดสิทธิบัตรในประเทศ ญี่ปุ่น เขาจดไปแล้ว ๓๘ ปีแล้วค่ะท่านประธานคะ แต่เป็นสมุนไพรจากประเทศไทย แล้วทีนี้ ตัวนี้นั้นดิฉันกลัวว่าจะเหมือนตัวนี้ เพราะว่ามีการแอบแฝงเข้ามา ทําไมต้องกลัวว่าจะเหมือน เปล้าน้อย เปล้าน้อยนะคะออกเสียงให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ถูกต้องค่ะ แล้วทีนี้ทําไมกลัวว่า จะเหมือนตัวนี้ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๓ ถึงปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ เรียนให้ท่านประธาน ทราบว่าตอนนั้นประเทศไทยศึกษาเรื่องสมุนไพรกับประเทศญี่ปุ่น มีการวิเคราะห์วิจัยกัน อย่างดีเป็นอย่างยิ่ง แล้วพอวิเคราะห์วิจัยกันเสร็จแล้วว่าสมุนไพรเปล้าน้อยนี้สามารถที่จะมี สารสกัดที่รักษาโรคกระเพาะ รักษาได้ดีมากเลย เมื่อส่องกล้องเข้าไปกระเพาะอาหารเป็น แผล ๑ เซนติเมตร สามารถที่จะรักษาโดยสมุนไพรสารสกัดจากสมุนไพรเปล้าน้อยนี้ได้ ในระยะเวลา ๕-๖ สัปดาห์หายขาด เหมือนสวรรค์บันดาลให้ประเทศไทย แต่ว่า ใยคนในประเทศไทยไม่รักษาไว้ เขารู้แล้วอย่างนี้เขากลับประเทศเขาไปจดเป็นสิทธิบัตร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ ท่านประธานคะ รวมระยะเวลา ๓๘ ปีแล้ว เราสามารถที่จะกลับ นํามาใช้ได้ไหม ได้ แต่ต้องสั่งซื้อในรูปของยา ซึ่งปีหนึ่ง ๆ เราซื้อยารักษาโรคกระเพาะนี้ปีละ กว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาทเลยทีเดียวค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันกลัวว่าข้อนี้จะเหมือนกับสมุนไพร เปล้าน้อยซึ่งเราเป็นเพียงแค่ปลูกไม่สามารถที่จะสกัดสารสกัดนํามาขายได้เลย นี่นะคะ แปรรูปผลิตภัณฑ์อะไรก็ไม่ได้เลยเพราะว่าเขาจดสิทธิบัตรแล้ว นี่เปล้าน้อยนะคะ ยังมี อีกหลายตัวค่ะ ชุมเห็ดเทศเอาไปอีกแล้วโจรสลัดชีวภาพนี่นะคะต้องบอกว่ามาในชุดสูท เป็นนักวิชาการ เงินเยอะ ความเชื่อถือเกิดในทั่วโลก เห็นไหมคะ ชุมเห็ดเทศกับโกฏจุฬาลําพา ข่อย ไปแล้ว และที่ไปแล้วเป็นข่าวใหญ่โต อันนี้ไม่เป็นข่าวนะคะ แอบไป ชิงไหวชิงพริบไป แล้วที่ เป็นข่าวใหญ่โตค่ะก็คือกวาวเครือ บ้านดิฉันเรียกว่า ดอกจาน เพราะว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ ในประเทศญี่ปุ่น โคเซ่ (KOZE) ยักษ์ใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นเอาไปจดสิทธิบัตรแล้ว แล้วก็ทําไม หรือคะ กวาวเครือตัวนี้นั้นทําไมถึงต้องเอาไปจดสิทธิบัตรเครื่องสําอางคะ ถ้าอยู่ในประเทศไทย ไม่สวยเฉพาะผู้หญิงไทย และเป็นอมตะเฉพาะผู้หญิงไทยเท่านั้นนะคะ ผู้ชายก็จะได้ประโยชน์ด้วย นี่ค่ะเขาเอาไปเรียบร้อยแล้ว นี่คือการชิงไหวชิงพริบจะไม่เรียกว่าโจรสลัดชีวภาพได้อย่างไร แล้วพอเปิดตัวนี้ในข้อ ๓ การเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์อื่น ตีความได้กว้างไกล จึงน่าเป็นห่วง เห็นด้วยไหมกับกรอบตกลงของอาเซียน เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ สนันสนุนนโยบายของ รัฐบาลเป็นอย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ แต่ว่าข้อห่วงใยและข้อสังเกตของดิฉันนี้ เพราะว่าโจรสลัดทาง ชีวภาพนั้นสามารถที่จะชิงไหวชิงพริบได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็นําไปจดสิทธิบัตรหรือเราจะเป็น แค่ผู้ปลูก ซึ่งเราเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ปู่สังกะสา ย่าสังกะสีเลยทีเดียวเรื่องนี้นะคะ อันนี้ก็เอาไปอีกแล้วค่ะ กวาวเครือ ชุมเห็ดเทศ และโกฏจุฬาลําพา รวมทั้งข่อยด้วย ใบข่อยที่ สมัยก่อนเอามาแปรงฟันนี่นะคะ ท่านประธานที่เคารพคะ โจรสลัดทางชีวภาพจ้องปล้น สมุนไพรไทยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงเป็นข้อห่วงใยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรอบคอบ ระมัดระวัง ในการเปิดเสรีเข้าสู่เหมือนชั่วคราว แล้วสุดท้าย ไม่ใช่สุดท้ายที่ดิฉันจะอภิปรายนะคะ มังคุด น้ํามังคุด สารสกัดจากมังคุด เป็นน้ํามังคุด ประเทศสหรัฐอเมริกาจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว ราชินีแห่งผลไม้นะคะ เพราะว่าสวยงามด้วย เอาไปเรียบร้อยแล้วค่ะ นี่ก็คือไม่เป็นข่าว แล้วทําไมต้องห่วงว่าเขาจะจดสิทธิบัตร ทําไมจะไม่ห่วงคะท่านประธาน การจดสิทธิบัตร จะทําให้ไทยตกอยู่ในฐานะของผู้ส่งออกวัตถุดิบเท่านั้น ไม่สามารถพัฒนาหรือแปรรูป ผลิตภัณฑ์ได้เลย ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลาทูน่าในกระชังน้ําลึก การเลี้ยงกุ้งมังกร ๖ สายพันธุ์ แล้วก็การเข้ามาเพาะเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ กลัวเหลือเกินค่ะ ดิฉันจะกลัว เหมือนเปล้าน้อย ชุมเห็ดเทศ โกฏจุฬาลําพา ข่อย กวาวเครือ และมังคุดที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ เพราะว่าโจรสลัดทางชีวภาพนั้นมาลงทุนในความสุภาพอ่อนหวานเป็นนักวิชาการ และเงินเยอะ สิ่งเหล่านี้คือความน่ากลัว จึงฝากไว้ว่าเราจะหายไปอีกกี่ชิ้นไหมคะ กี่ชนิดไหมคะ กี่ประเภท ไหมคะ กี่สพีซีส์ (Species) ไหมคะ ซึ่งเป็นของไทยค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ จึงฝากเป็น ข้อสังเกตและข้อห่วงใยไว้ด้วยค่ะว่าอย่าเคลือบแฝงเข้ามาเป็นโจรสลัดทางชีวภาพ เพราะกลัวว่าจะเป็นผลกระทบต่อพืชผักผลไม้ในประเทศไทยทั้งหมดทั้งมวลค่ะ เพราะโจรสลัด ทางชีวภาพเขาซาบซึ้ง สมุนไพรตรึงตราจิตให้ชีวิตใหม่ กระบวนการจัดการอย่างไทย ๆ จึงเป็นข้อห่วงใยกรอบตกลงเพราะกลัวจะมีคนบงการ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็น ความสําคัญอีกครั้งหนึ่งที่รัฐสภาจะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ต่อพันธกรณี หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน หรือว่าหนังสือสัญญา ๒ ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความตกลง ว่าด้วยการลงทุน หรือว่าเอซีไอเอ รวมไปถึงพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนและเกาหลี ตลอดจนความตกลงที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับกฎถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้าในระบบพีเอสอาร์ (PSR) กระผมมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะให้ความเห็นในเชิงเสนอแนะ และการตั้งคําถาม โดยคาดหวังคําตอบจากทางรัฐบาล ซึ่งจะมีหน้าที่ต่อไปในการดําเนินการตามที่รัฐสภาได้ให้ ความเห็นชอบภายใต้มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องของกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ความจริงต้องถือว่าเป็นความก้าวหน้า และจะเป็นความคืบหน้า ไม่ว่าใน ๔-๕ ฉบับที่เป็นพันธกรณีที่ทางคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการสานต่อเพื่อให้บรรลุต่อพันธกรณี ที่ประเทศไทยมีต่อประเทศอาเซียนและประเทศพันธกรณีที่เราได้ผูกพันไว้ นั่นหมายถึง การก้าวเดินสู่อนาคต และผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าข้อเสนอดังกล่าวในวันนี้จะได้รับการ พิจารณาอย่างถี่ถ้วนและได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจนจากทางรัฐบาล เพราะว่าก้าวเดินจากนี้ไป มันเป็นความท้าทายใน ๓ ระดับ ความท้าทายในระดับโลกภายหลังยุคแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) ความท้าทายในระดับภูมิภาคภายหลังยุควิกฤตการณ์เศรษฐกิจ โลกล่าสุด และความท้าทายในระดับประเทศในช่วงที่เราต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ของ ภัยธรรมชาติ ความท้าทายทั้ง ๓ ระดับนั้น จําเป็นต้องใช้เครื่องมือทุกประการรวมไปถึงแล้ว แต่ในส่วนของอาเซียน อินฟราสตัคเจอร์ ฟันด์ (ASEAN Infrastructure Fund) หรือ เอไอเอฟ (AIF) ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นําเสนอขอความเห็นชอบในกรอบ การเจรจา ความจริงในกรอบการเจรจาที่นําเสนอนั้นมีเพียง ๔ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของโครงสร้างเงินลงทุน
เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของโครงสร้างการกํากับดูแล
เรื่องที่ ๓ ในเรื่องของการปล่อยกู้ และ
เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการ
ถือเป็นความก้าวหน้าในระยะเพียง ๓ ปี หลังจากปี ๒๕๕๒ ที่รัฐมนตรีคลัง ของอาเซียนได้มาประชุมที่ประเทศไทย ข้อริเริ่มดังกล่าวและความร่วมมือในความตกลง ระหว่างกันในการศึกษาความเป็นไปได้ให้มีการจัดตั้งกองทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในภูมิภาคและกลุ่มอาเซียนของเรานั้นก็ต้องขอถือโอกาสนี้ย้ําเตือนว่ามันเป็นปีที่ประเทศไทย เป็นประธานอาเซียน เรามีนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดํารงตําแหน่งเป็นประธานอาเซียน และผู้นําของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังในขณะนั้น ก็คือ คุณกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม บทบาทของการทําหน้าที่ในฐานะ การริเริ่มและการผลักดันจนกระทั่งทําให้การประชุมรัฐมนตรีคลังของอาเซียนในครั้งนั้น ได้เห็นชอบให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งภายใต้การทํางานร่วมกันกับธนาคาร เพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือเอดีบี และสํานักงานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งมีดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ จนกระทั่งมาสู่ความเห็นชอบในหลักการของการจัดตั้งโดยเฉพาะการริเริ่มเงินลงทุนก้อนแรก เกือบ ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เรามีความคาดหมายว่าในอนาคตจะสามารถขยายกองทุน ดังกล่าวได้ถึง ๑๓ พันล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่ากองทุนไชน่า-อาเซียน (China-ASEAN) ที่ทาง รัฐบาลจีนได้เคยเสนอเมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายต่ออนาคตของอาเซียน ผมยินดี ให้การสนับสนุนและมีคําถามที่ต้องการความชัดเจนบางประการ ที่ได้ให้การสนับสนุน เพราะว่าภายใต้ความท้าทายในระดับโลกนั้น เอเชียคืออนาคตเราจะเป็นขั้วเศรษฐกิจ ที่สําคัญของโลก ในศตวรรษต่อไป อาเซียนถือได้ว่าเป็นกลุ่มการรวมตัวของ ๑๐ ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความผูกพันทั้งในข้อตกลงทั้งการค้า ข้อตกลงในเรื่องของ การบริการ และข้อตกลงในเรื่องของการลงทุน และเรากําลังจะก้าวสู่ความท้าทายระดับที่ ๒ นั่นก็คือในเรื่องของการเป็นประชาคมอาเซียน ความท้าทายดังกล่าวนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่เรา จะต้องลดความเหลื่อมล้ําระดับการพัฒนาใน ๑๐ ประเทศอาเซียน ซึ่งเราแยกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่ม ๖ และกลุ่ม ๔ กลุ่ม ๔ ก็คือกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และแน่นอนที่สุดความท้าทายสุดท้ายคือความท้าทายระดับประเทศของเราเอง นั่นคือการต้องพิจารณาว่าบทบาทของประเทศไทยจะเป็นบทบาทของการเป็นประเทศชั้นนํา หรือการเป็นเพียงหุ้นส่วนเล็ก ๆ หุ้นส่วนหนึ่งของกองทุนเอไอเอฟดังกล่าว ถ้าดูในรูปของ โครงสร้างเงินกองทุนเป็นประเด็นแรกนั้น กองทุนนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล
คําถามประเด็นแรก ก็คือว่าเราจะจัดตั้งจดทะเบียนนิติบุคคลนี้ที่ใด ที่จะเกิด คอร์เพอเรท ไอเดนทิที (Corporate Identity) เกิดขึ้น ขณะเดียวกันการที่กองทุนจะต้อง ระดมทุน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีมากที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างของทิศทางของการบริหาร เงินทุนในภูมิภาคนี้ การบริหารเงินออมในอนาคตของภูมิภาคนี้ ๑๐ ประเทศ เพื่อการยืนบน ขาของตัวเอง เพื่อการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งมี ๓ หลัง และหลังที่สําคัญมาก หลังหนึ่งก็คือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี นั่นหมายความว่าการลดความเหลื่อมล้ํา เพื่อที่จะให้ ๔ ประเทศอาเซียน กลุ่มซีแอลเอ็มวี นั้นสามารถปฏิบัติตามพันธสัญญาครบ ทุกกรณีทั้งในเรื่องของการค้า การบริการและการลงทุนนั้นจะมีความสําคัญอย่างยิ่ง ต่อในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและหลักเกณฑ์ที่เอไอเอฟจะได้มีการไปเจรจา ต่อไป บทบาทการลงทุนของเราต่อกองทุนดังกล่าวนั้นยังไม่ได้จํากัดเฉพาะในส่วนของ ภาครัฐบาลเท่านั้น แต่การที่เงินเพียงเกือบ ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนั้นไม่เพียงพอหรอกครับ ต่อการที่จะมารองรับการลงทุนโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและอื่น ๆ ซึ่งในระยะเริ่มต้นนั้น ในภูมิภาคนี้ต้องการไม่น้อยกว่า ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ และแม้ว่ากองทุน ดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะที่เรียกว่าเป็น โคไฟแนนซ์ (Co-finance) กับทางเอดีบี แต่เงินนั้นก็ ไม่เพียงพอต่อเงื่อนเวลาที่เร่งรัดมาในอีก ๓ ปี ๒ เดือนข้างหน้า ซึ่งเราถือว่านั่นคือเป็น เบนช์มาร์ค (Benchmark) ก้าวแรกของการพัฒนาอาเซียนไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และที่สําคัญคือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี เพราะการที่จะออกตราสารทาง การเงินที่เรียกว่าเป็นไฮบริด บอนด์ (Hybrid Bond) กึ่งหนี้กึ่งทุน หรือการออกพันธบัตร ซึ่งคงเป็นหน้าที่ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคงต้องให้ความชัดเจนว่าสถานะ ของการที่เราจะได้เรตติ้งเอไอเอ เพื่อสามารถถือไว้ได้ในฐานะการเป็นเงินทุนสํารองระหว่างประเทศใน ๑๐ ประเทศอาเซียน เราจะดําเนินการอย่างไร เพราะมันหมายถึงความโปร่งใส่และการบริหารกองทุน ที่มีประสิทธิภาพและเป็นกองทุนที่หวังผลตอบแทน และจะคุ้มต่อค่าบริการในการบริหาร กองทุนหรือไม่อย่างไร ซึ่งทางเอดีบีจะต้องรับผิดชอบในส่วนนี้
บทบาทสําคัญที่สมาชิกบางท่านได้เสนอและผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก็คือจะต้อง มีการทบทวนในเรื่องของการลงขันของกองทุนดังกล่าว ๑๐ ประเทศอาเซียนจะมีบทบาท ในลักษณะหลักเกณฑ์การลงทุนก้อนแรกที่เสมอภาคหรือลดหลั่นกัน แต่อย่างน้อยที่สุด หลักเกณฑ์ในเรื่อง ๖ บวก ๔ อาจจะเป็นเค้าโครงของการลงทุน ๑๐ ประเทศไม่ได้มีฐานะ ทางเศรษฐกิจที่เสมอเท่าเทียมกัน อย่างน้อยที่สุดในกลุ่ม ๖ ประเทศ ซึ่งมีสภาพระดับ เศรษฐกิจใกล้เคียงกัน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ นั้นน่าจะมี การลงทุนที่เท่ากันในสัดส่วนเฉลี่ยออกไป ในขณะที่กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี นั้นก็จะมีการ ลงทุนลงขัน ที่สามารถต่ําลงไปได้ นี่คือหลักเกณฑ์ส่วนหนึ่งที่อยากเสนอให้ทางรัฐบาล ได้นําไปใช้สู่กรอบการเจรจา
ในเรื่องโครงสร้างการกํากับดูแล ภายใต้หลักการ หลักเกณฑ์ ความตกลง เบื้องต้นของการจัดตั้ง ซึ่งได้กําหนดว่าคณะกรรมการบริหารกองทุน หรือว่า บอร์ด ออฟ ไดเรคเทอร์ส (Board of Directors) หรือบีโอดี (BOD) จะเป็นผู้มีอํานาจสูงสุดในการ ตัดสินใจประเด็นสําคัญ ๆ โดยมีเอดีบีนั้นหรือธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียนั้น เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน ประเด็นนี้ใคร่ขอความชัดเจนว่าในการไปเจรจาภายใต้กรอบนี้ รัฐบาลให้ความชัดเจนว่าที่มาและจํานวนของบอร์ดนั้นอยู่บนฐานของจํานวนหุ้นและ เงินลงทุนใช่หรือไม่ แล้วตรงนี้จะไปตอบคําถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นภายใต้กรอบตารางที่เสนอมา ท่านจะมีการทบทวนหรือไม่ เพราะประเทศไทยจะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ ๓.๐๙ ของการออกเสียง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบของความเป็นประเทศชั้นนําของเราในอาเซียน ซึ่งอยู่ในระดับที่ ๑ ถึง ๓ ในแต่ละสาขาเกือบทุกด้านนั้น ผมคิดว่าเป็นความต้อยต่ําและไม่สมเกียรติภูมิ และการที่ทํา ให้ลดชั้นประเทศไทยไปสู่การที่ไม่ใช่ประเทศชั้นนําของอาเซียนในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการ เปลี่ยนแปลงของอาเซียนในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
กรอบแนวทางที่ ๓ คือการปล่อยกู้ คาดหมายกันว่ากองทุนเอไอเอฟนั้นจะมี การปล่อยกู้ร่วมกับทางเอดีบีในลักษณะของโคไฟแนนซ์ ในอัตราส่วน ๓๐ : ๗๐ ถ้าการ คาดการณ์ว่าในแต่ละปีจะมีกองทุนเอไอเอฟ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ นี่หมายความว่าเอดีบี ก็จะต้องนํามาผสมอีก ๗๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ รวมแล้วแต่ละปีมี ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยง่าย ๆ ก็คือ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับ ๑๐ ประเทศ ภายใต้เงื่อนเวลาของการเร่งรัดการพัฒนาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสําหรับตัวเลขดังกล่าวที่จะ สามารถสนองตอบต่อความต้องการของการพัฒนา และโดยเฉพาะเงื่อนเวลาที่กําหนดว่า ภายในปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๙ จะเป็นการปล่อยกู้เฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่มีรัฐบาล ค้ําประกันเท่านั้น ก็ยิ่งจํากัดขอบเขตของโครงการในการพัฒนา ความจริงท่านประธานครับ ผมจําได้ว่าในการประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนเมื่อต้นปีนี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมเจรจาหารือ ทวิภาคีระหว่างท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านประธานาธิบดี แห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย และอยู่ร่วมในการเจรจาทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรี ประทานโทษ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้นและประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของเมียนมาร์ อย่างน้อยที่สุดสาระสําคัญที่ได้ มีการหารือกันกับทางผู้นําฟิลิปปินส์นั่นคือการที่ทางฟิลิปปินส์ได้ยื่นเอกสารฉบับหนึ่งก็คือ โครงการพีพีพี (PPP) เป็นโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของฟิลิปปินส์ทั้งประเทศ โดยหวังว่าผู้นําของไทยนั้นจะได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน ฟิลิปปินส์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมเอกชนของไทยหรือว่าในส่วนของหน่วยงานของ รัฐหรือรัฐวิสาหกิจของไทยในการที่จะสนใจไปลงทุนในรูปแบบพีพีพีในประเทศฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกันท่านประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในขณะนั้นก็ได้หารือ ถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับเดนมาร์กในโครงการเมกะโปรเจกต์ ทวาย-กาญจนบุรี ที่ผมหยิบยกมาตรงนี้เพราะเห็นว่าในการปล่อยกู้ดังกล่าวนั้นมันจะเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องมาสู่ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการซึ่งเป็นกรอบที่ ๔ ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบ ต่อรัฐสภา โดยที่จะให้ความสําคัญใน ๒ โครงการ
๑. โครงการที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและ ผลประโยชน์ในภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง เช่น การลงทุนข้ามพรมแดนและการค้า
๒. โครงการที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนรวมถึงโอกาส สําหรับการเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน พับลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ (Public private partnership) หรือพีพีพี ผมต้องการคําชี้แจงเบื้องต้นว่าเรามีโครงการอยู่ ในใจบ้างหรือไม่ และขณะเดียวกันภายใต้หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการข้อที่ ๗.๑ และ ๗.๒ นั้นความหมายของการปล่อยกู้ในข้อที่ ๖ ที่เป็นกรอบที่เสนอมาในระยะ ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ จะจํากัดอยู่เฉพาะในส่วนของ ๗.๑ ใช่หรือไม่ในเอกสารที่ประกอบการ พิจารณาของรัฐสภา
ผมฝากประเด็นถึงทางรัฐบาลว่าในเรื่องของการปล่อยกู้ก็ดี ในเรื่องของ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการก็ดีนั้น มีเป้าหมายที่อาเซียนได้ประกาศไว้และเป็นการ ผลักดันโดยประเทศไทยเมื่อครั้งที่เราเป็นประธานอาเซียนในปี ๒๕๕๒ แล้วคําประกาศนี้ ถือได้ว่าเป็นอนาคตที่ท้าทายต่ออาเซียนอย่างยิ่งนอกเหนือจากการที่เราจะก้าวสู่การเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ นั่นคือการประกาศให้เป็นประชาคมแห่งความ เชื่อมโยงคอมมูนิตี้ ออฟ คอนเนคทิวิตี้ (Community of connectivity) หลังจากนั้นเราได้ ดําเนินนโยบายหลายประการในการที่จะสร้างความเชื่อมโยง และแน่นอนที่สุดกองทุน เอไอเอฟดังกล่าวนี้จะเป็นเครื่องมือสําคัญในการสร้างฝันให้เป็นจริง ในการเยือนอย่างเป็น ทางการของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในระหว่างการเยือนอินเดียได้พบปะ กับประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีของอินเดียเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ได้มีการพูดกันและ เราฝันร่วมกันและหวังว่ากองทุนของเอไอเอฟสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ภายใต้ ความร่วมมือของเอดีบี นั่นคือการเชื่อมโยงอาเซียนแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับ เอเชียใต้ ด้วยเส้นทางที่เรียกว่า เอเชียน ไฮเวย์ (Asian highway) ท่านประธานครับ โครงการเหล่านี้น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทางรัฐบาลไทยจะนําไปสู่การหารือกับอาเซียน ที่เหลือและเอดีบีในการประชุมปลายเดือนนี้ที่บาหลี นั่นคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น ถนนจากตะวันตกของประเทศไทยผ่านพม่าไปเข้าอินเดียที่รัฐมณีปุระทางภาคอีสานของ อินเดีย นี่เป็นประเด็นที่ผมในขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และขณะเดียวกันก็ได้เยือน อินเดีย ๒-๓ ครั้ง พร้อมกันนั้นได้ร่วมคณะหลังสุดไปกับท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีการพูดถึง เรื่องนี้ระหว่างผู้นําของ ๒ ประเทศ เราได้เห็นถึงอนาคตและการเชื่อมโยง เพราะเราเชื่อว่าอนาคตของโลกอยู่ที่เอเชีย และประเทศที่มีศักยภาพมากที่จะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศไทยและอาเซียนก็คือ จีนและอินเดีย และแน่นอนที่สุดถ้าเราสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistics) การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และภาคบริการในอาเซียน และเป็นเส้นทางการเชื่อมโยง ด้วยระยะทางเพียงแค่ ๑,๓๖๐ กิโลเมตรเท่านั้นจากชายแดนของไทย ผ่านเนปีดอเข้าไปสู่ มณีปุระ ๑,๓๖๐ กิโลเมตร และปลายสุดของแผ่นดินไทยที่แม่สอดเชื่อมโยงเมียวดีข้าม แม่น้ําเมยนั้นมันคือปลายของระเบียงเศรษฐกิจ ตะวันออก ตะวันตก หรือว่าอีสต์-เวสต์ อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ (East-West economic corridor) ตรงนี้เองครับที่จะทําให้เราได้เปิด เส้นทางการขนส่งทางบกที่จะทําให้การท่องเที่ยว การค้า การบริการและการลงทุนทั้งหลาย เกิดการไหลเวียนด้วยความสะดวกของเส้นทางดังกล่าว กองทุนไอเอ็มเอฟสามารถที่จะนํา ประเด็นนี้เข้ามาสู่การสร้างโอกาส ไม่ใช่เฉพาะการเชื่อมโยงในอาเซียน แต่หมายถึง การเชื่อมโยงและสร้างโอกาสไปสู่ประชากร ๑,๐๐๐ กว่าล้านคนในเอเชียใต้ ซึ่งมีอินเดีย ๑,๑๕๐ ล้านคน เป็นตลาดใหญ่รองรับอยู่ ผมหวังว่านโยบายประตูตะวันตกภายใต้รัฐบาล ชุดที่แล้ว เราจะได้รับการสนองตอบจากเครื่องมือไอเอ็มเอฟภายใต้รัฐบาลชุดนี้ เช่นเดียวกัน การเชื่อมโยงกับจีนที่เราสามารถที่จะเข้าสู่จีนตอนใต้และตะวันตกของจีนได้ ไม่ว่าจะเป็น มณฑลยูนนาน มณฑลกวางสี กองทุนไอเอ็มเอฟ สามารถที่จะตอบสนองต่อการพัฒนา เส้นทางอาร์ ๓ ตะวันตก อาร์ ๓ ตะวันออก ที่ผ่านไทย ลาว และเข้าสู่มณฑลยูนนาน หรือไทย เมียนมาร์ จีน หรือแม้แต่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อวันที่ ๑๑ เดือน ๑๑ ปี ๒๐๑๑ เมื่อวานนี้ ตรงนั้นคือโอกาสอย่างยิ่งถ้าหากว่าเรามองเรื่องวิสัยทัศน์ ของประตูตะวันออกในการเชื่อมโยงผ่านไปสู่อินโดจีน ผ่านลาว และ ณ ปลายสะพานที่ คําม่วนดังกล่าวนั้นสามารถสร้างทางรถไฟไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิกที่หมู่บ้านของเวียดนาม ด้วยระยะทางเพียงแค่ ๒๐๐ กว่ากิโลเมตรเท่านั้นเอง
ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้หารือเรื่องนี้กับท่านนายกรัฐมนตรี เวียดนามในการประชุมอาเซียน และเห็นว่านี่คือโอกาสและยังได้พูดเรื่องนี้กับ ท่านนายกรัฐมนตรีลาว นี่คือการผลักดันความฝันของการเป็นประชาคมแห่งความเชื่อมโยง โดยมีประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลาง เป็นฮับ (Hub) ของโลจิสติกส์ทั้งหลายทั้งปวง และแน่นอนที่สุดจะเป็นเส้นทางที่จะเข้าสู่ลาวผ่านไปสู่จีนที่มณฑลกวางสี โดยผ่านด่าน ที่เวียดนาม ที่เรียกว่าด่านผิงเสียง แต่นั่นหมายความว่าเรากําลังสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย และเป็นการใช้เครื่องมืออย่างมีเป้าหมายและมีทิศทางและเกิดประโยชน์สูงสุดไม่ใช่เฉพาะ อาเซียน แต่รวมถึงประเทศไทยที่เราเป็นศูนย์กลาง การเชื่อมโยงของมหาสมุทรแปซิฟิกไม่ใช่ เฉพาะทางเวียดนาม แต่มีแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือน้ําลึกใหญ่ที่สุดเป็นเกตเวย์ (Gateway) ของประเทศไทยมาสู่ประตูตะวันตกคือทวาย-กาญจนบุรี ท่านประธานครับ โครงการดังกล่าว นั้นเริ่มเป็นการทํางานร่วมกันมาในช่วง ๑๐ ปีหลัง และมาคืบหน้าสําเร็จจนเป็นรูปธรรม เมื่อรัฐบาลที่ผ่านมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ก็ได้เห็นความสําคัญและจะเดินหน้าโครงการนี้ ผมเคยพูดเรื่องนี้ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ก็ได้ย้ําว่าเรื่องนี้มันหมายถึง อนาคตของประเทศไทย แล้วเป็นอนาคตของอาเซียน เป็นสหภาพที่เราสร้างให้เราได้เป็น แลนด์บริดจ์ (Landbridge) เป็น แลนด์ลิงค์ (land link) ที่จะเชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันตก ตะวันออก ทั้งการค้า การท่องเที่ยวและการลงทุน การบริการ โครงการเมกะโปรเจกต์ ทวาย-กาญจนบุรีนั้นเป็นโครงการที่จะมีการลงทุนทั้งในรูปแบบของเอกชนล้วน ๆ ทั้งในรูปแบบของ พีพีพี หรือการลงทุนโดยงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยและ เมียนมาร์ โครงการนี้จะทําให้ประเทศไทยนั้น มีทางออกเชื่อมโยงไปสู่เอเชียใต้ ไปสู่แอฟริกา ไปสู่ยุโรป ไปสู่ตะวันออกกลาง เราจะ กลายเป็นแลนด์บริดจ์ที่สําคัญของอาเซียน และนั่นคือโอกาสที่สําคัญอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่า โครงการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประตูตะวันตกอีกเช่นกันที่จะเชื่อมไปสู่ประตูตะวันออก ไม่ว่าจะออกที่แหลมฉบัง หรือจะไปออกที่โฮจิมินห์ หรือจะไปออกที่อู่ฮั่น หรือจะขึ้นไปสู่จีน ตอนใต้ผ่านผิงเสียงสู่กวางสี หรือจะผ่านอาร์ ๓ ไปสู่มณฑลยูนนานและเข้าสู่มณฑลอื่น ๆ โดยเฉพาะเสฉวน ฉงชิ่ง กุ้ยโจว ของจีน เป็นต้น จะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยอย่าง มหาศาล ผมหวังเหลือเกินว่าภายใต้กรอบการเจรจาและแนวทางที่เสนอมา โดยเฉพาะ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการจะได้ให้ความสําคัญในเรื่องของตัวอย่างที่ผมได้หยิบยกมา และนั่นคือโอกาสร่วมกันที่ยินดีที่จะให้การสนับสนุน แต่หวังว่ารัฐบาลจะเข้าใจประเด็น และมองไกล และได้เห็นถึงโครงการตัวอย่างที่จะนําไปเสนอภายใต้กรอบเจรจาดังกล่าว ผมคงไม่ใช้เวลาในการอภิปรายในส่วนของข้อตกลงอื่น ๆ นะครับ เพราะว่าในฐานะที่เคยเป็น รัฐมนตรีที่กํากับดูแลกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในกรอบที่เกี่ยวข้องการค้าหรือว่า ความตกลงทั้งในเรื่องของเอฟาส (AFAS) อาฟตา (AFTA) และอาเกียนั้น ก็ได้ทํางาน และหวังว่าการสานต่อดังกล่าวนั้นจะดําเนินการโดยเร็ว เพราะว่ากรอบความตกลงที่จะขอ ให้ความเห็นชอบในเรื่องของอาเกียหรือเอซีไอเอนั้น เราเป็นประเทศสุดท้ายนะครับ ที่จะยื่น รายการข้อสงวน เพื่อที่จะทําให้เอซีไอเอนั้นมีผลบังคับใช้ เพราะฉะนั้นก็หวังแต่เพียงว่า รัฐสภาให้ความเห็นชอบและรัฐบาลจะนําเรื่องนี้เข้าไปยื่นข้อสงวนในระดับของอาเซียนต่อไป เพื่อให้ความเป็นไปได้ของการเป็นประชาคมอาเซียนและภายใต้เครื่องมือของความตกลง ว่าด้วยการลงทุนแบบคอมพรีเฮนซีฟ หรือเอซีไอเอนั้นมีผลโดยเร็วครับ ขอบคุณท่านประธาน
เชิญท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ครับ ท่านมีอะไรหรือครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภา ผม ไตรรงค์ ติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดบึงกาฬ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออภัยท่านสมาชิกที่จะอภิปรายแป๊บหนึ่งนะครับ ผมหารือกับท่านประธาน และท่านสมาชิกทุกท่านว่า เนื่องจากว่าเราประชุมมา ๓ วันแล้ว เลิกก็ตี ๑ ตี ๒ หลายท่าน ก็มีภารกิจที่จะต้องเดินทางกลับในวันนี้ ผมอยากหารือกับท่านประธานและท่านสมาชิก ทุกท่านว่าผมอยากให้ท่านกําหนดเวลาในการอภิปราย ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า อยากเสนอท่านละ ๗ นาที แล้วก็อยากให้อภิปรายให้แล้วเสร็จก่อนเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ของวันนี้นะครับ เพราะว่าพวกเราก็ทํางานมาหนัก ๓-๔ วัน วันนี้ ๔ แล้วครับ แล้วเมื่อคืนนี้ ก็ดึกเต็มที่แล้ว ฉะนั้นจึงขอหารือในที่ประชุมนะครับ ขอเสนอกําหนดเวลาสัก ๗ นาทีนะครับ ท่านประธานรัฐสภาครับ
ครับ มีสมาชิกท่านใด มีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าหากไม่มี ผมถือว่า ที่ประชุมเห็นด้วยนะครับว่าเราจะอภิปรายกันประมาณท่านละ ๗ นาทีครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ศึกษาและอ่านในเรื่องกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในภูมิภาคอาเซียนหรือว่าเอไอเอฟนะครับ ในตัววัตถุประสงค์และความเป็นมา โดยเฉพาะ ความเป็นมาในการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ตามที่การประชุมอาเซียนในแต่ละครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ จนถึง ๘ เมษายน ๒๕๕๔ ที่เกาะบาหลีนะครับ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของโครงสร้างในเรื่องของตัวพื้นฐาน ในภูมิภาคอาเซียน ในหลักการดังกล่าวผมก็เห็นชอบด้วย เพียงแต่ว่าผมมีข้อสังเกต ในกรอบในการที่จะนํามาเสนอสู่สภาเพื่อให้ความเห็นชอบตามเงื่อนไขของมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้นะครับท่านประธานครับ ก็คือว่า
ในประการแรก ในกรอบการเจรจาในส่วนที่ผมมีข้อสงสัยก็คือเรื่องโครงสร้าง และเงินกองทุนนะครับท่านประธาน ก็คือว่าในปัจจุบันที่มีการกําหนดโครงสร้างของ เงินลงทุนไว้โดยเป็นสัดส่วนในส่วนของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ๘ ประเทศ รวมเป็นเงินกันประมาณ ๓๓๕.๒ ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นสัดส่วนของเอดีบีประมาณ ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ คําถามประการแรกก็คือว่าในปัจจุบันกองทุนสํารองระหว่างประเทศ ของประเทศไทยเรามีเงินจํานวนมากในสัดส่วนเกือบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ดูสัดส่วนแล้วเรามีสัดส่วนการลงทุนแค่ ๓.๐๙ ซึ่งสัดส่วนการลงทุนในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้น มันมีความสัมพันธ์กันกับสัดส่วนการลงคะแนนเสียงในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้น คําถามว่าเหตุใด เราจึงมีสัดส่วนการลงทุนที่จํานวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์เท่ากันนะครับ ถ้าเทียบกันก็คือมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่เขาลงไป ถึง ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็ ๑๒๐ ล้านเหรียญสหรัฐตามลําดับ
อีกประการหนึ่งก็คือว่าในการลงทุนดังกล่าว สัดส่วนในแง่ของผลตอบแทน จากการลงทุนหรือเป็นภาษาอังกฤษว่า รีเทิร์น ออน อิควิตี้ (Return on equity) เราประมาณการ ในโครงการลงทุนดังกล่าวเราคิดว่าเราจะได้ประมาณการลงทุนรีเทิร์นในรูปของเงินปันผล หรือผลประโยชน์ในรูปทางด้านสังคมอะไรก็แล้วแต่ ในตัวนี้ในการเสนอกรอบดังกล่าวไม่มี การลงรายละเอียดในแง่ของตัวผลตอบแทนการลงทุนไว้ในเรื่องของทางเศรษฐกิจหรือว่า ทางสังคมว่าจะประมาณการลงทุนผลตอบแทนเท่าไร
อีกประการหนึ่งในแง่ของการลงทุนในรูปของเงินลงทุน ความต่อเนื่องว่าจะมี การลงทุนเพิ่มทุนต่อเนื่องไปอย่างไรในอนาคตหรือเปล่า หรือว่าเป็นการลงทุน ๑ ครั้ง ณ วันนี้จะไม่มีการลงทุนต่อไปนะครับ อันนี้คือข้อที่ผมยังมีข้อสงสัยอยู่นะครับ
อีกประการหนึ่งก็คือว่าในแง่กองทุนของตัวเอไอเอฟ ผมก็คิดว่ามันมี ความจําเป็น เพราะว่าปัจจุบันสถานการณ์ในแง่ของตัวอาเซียนก็คงต้องพึ่งพากันเอง ในฐานะ ที่ทุก ๆ ประเทศก็มีเงินทุนระหว่างประเทศค่อนข้างจะสูง ถ้าไปพึ่งเงินลงทุนจากไม่ว่าจะเป็น ยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งผมคิดว่าเขาคงมีปัญหาและอุปสรรคอยู่วันนี้ เพราะฉะนั้น เป็นความจําเป็นที่ว่าเราต้องพยายามที่จะพึ่งพา มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อที่จะพึ่งพาการใช้เพื่อ ประโยชน์ในแง่ของกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง แต่ขณะเดียวกันในแง่ของวัตถุประสงค์โครงสร้าง กองทุนในวันหน้าที่บอกว่ากองทุนจึงมีแผนที่จะออกตราสารทางการเงินในลักษณะ ไฮบริด บอนด์ (Hybrid bond) แล้วออกพันธบัตร รวมทั้งการเพิ่มทุนกองทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม และผู้ถือหุ้นใหม่ ตรงนี้ยังขาดรายละเอียดว่าในวันหน้าสิ่งที่ผมเป็นกังวลก็คือว่า การเพิ่มทุน ในกองทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมกับผู้ถือหุ้นรายใหม่ว่าเราจะเพิ่มทุนในวงเงินที่เท่าไร ความสามารถ ในการที่จํานวนน้อยอย่างนี้นะครับก็คงมี แต่ก็ต้องได้ความชัดเจนว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร หรือว่ามีผู้ถือหุ้นรายใหม่ ผู้ถือหุ้นรายใหม่จะเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในกลุ่มนี้หรือจะเป็นผู้ถือหุ้นที่จะ เพิ่มเติมอย่างไรก็ขาดรายละเอียด
อีกประการหนึ่งในการที่จะออกพันธบัตรว่ากองทุนจะไประดมทุนอะไรต่าง ๆ แล้วทําให้เกิดสร้างความเชื่อถือ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ว่าจะทําอย่างไรที่จะทําให้กองทุนได้รับ การยอมรับ
อีกประการหนึ่งในเรื่องของโครงสร้างและในการกํากับ ตามเงื่อนไขโครงสร้าง ประการหนึ่งที่ผมมีข้อสงสัยก็คือว่า ผู้ถือหุ้นทุกรายมีอํานาจสูงสุดในฐานะกรรมการบริหาร แต่ขณะเดียวกันในเรื่องของสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในการลงเสียงเราก็ยังมีสัดส่วนต่ําอยู่ ในขณะเดียวกันการตัดสินใจประเด็นต่าง ๆ เอดีบีเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนนะครับ ซึ่งได้ ฟังท่านรัฐมนตรีในเรื่องของตัวหลักเกณฑ์ในการที่จะบริหารโครงการหรือว่าการคัดเลือก โครงการ ไม่ทราบว่าอยู่ในอํานาจของตัวเอดีบีเป็นผู้ที่จะเป็นคนหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก หรืออยู่ที่อํานาจของบอร์ดในการคัดเลือก ตรงนี้อาจจะขอความชัดเจนว่าใครเป็นผู้มีอํานาจ ในการตัดสินใจในการเลือกโครงการต่าง ๆ ที่ตัวเอไอเอฟจะไปดําเนินการปล่อยกู้
อีกประการหนึ่งในเรื่องของการคิดค่าบริหารจัดการ ตัวแอดมินิสเทรทีฟว์ ฟีส์ (Administrative fees) ในระดับที่เหมาะสม ระดับความเหมาะสมคือเท่าไรอย่างไร เพราะว่าในเอดีบีมีส่วนของคอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of Interest) อยู่ คือ ๑. เป็นส่วนของตัวผู้ถือหุ้นด้วย และขณะเดียวกันเป็นส่วนของการที่จะร่วมปล่อยกู้ในแง่ของตัวโคไฟแนนซ์กันอยู่ ในขณะเดียวกันก็ยังรับเป็นผู้บริหารกองทุนด้วย เพราะฉะนั้นความชัดเจนตรงนี้ ถ้าเป็นการบริหารจัดการที่มีแพลน (Plan) นี่นะครับ เราในฐานะที่เราเป็นผู้ถือหุ้นเราอาจจะ เสียเปรียบ เพราะฉะนั้นความชัดเจนในเรื่องค่าบริหารจัดการเป็นความจําเป็นที่เราจะต้อง ทราบว่าถ้าค่าบริหารจัดการที่มันแพง เขาในฐานะผู้ถือหุ้นเขาก็ไปเอาค่าจัดการแพง ๆ ซึ่งเขาก็ถือว่าเขาได้รับค่าตอบแทนอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าอยากจะทราบ รายละเอียดที่ว่ามีการเจรจาเบื้องต้นกันไหม แล้วระดับที่เหมาะสมคืออะไร ค่อนข้างจะ กว้างขวาง
อีกประการหนึ่งการปล่อยกู้ของเอดีบี ในฐานะที่เป็นโคไฟแนนซ์ร่วมกับ เอไอเอฟในสัดส่วน ๓๐ : ๗๐ คงเป็นคําถามที่สอดคล้องกับเรื่องหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก โครงการว่าเมื่อกองทุนจะปล่อยสินเชื่อ ซึ่งผมคิดว่าความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อของเอดีบี ร่วมกับเอไอเอฟความเสี่ยงคงต่ํา เพราะว่าเอดีบีมาเกาะในส่วนของตัวเอไอเอฟในสัดส่วนของ การค้ําประกันที่รัฐบาลมีการค้ําประกันอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่งนะครับท่านประธาน ในเรื่องหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก โครงการก็คือว่า การคัดเลือกโครงการในฐานะที่ประเทศไทยมีโอกาสที่จะได้รับเลือก โครงการในการที่จะเข้าสู่โครงการตามเงื่อนไขของกรอบตาม ๗.๑ หรือ ๗.๒ หรือไม่ โดยเฉพาะโครงสร้างที่แสดงให้เห็นศักยภาพที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและผลประโยชน์ ในภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง โดยเฉพาะกองทุนข้ามพรมแดนและการค้า ซึ่งจริง ๆ แล้วตรงนี้ อย่างที่ผมเรียนถามว่าขึ้นอยู่กับตัวมติของบอร์ดหรือขึ้นอยู่กับตัวเอดีบีที่เป็นคนดําเนินการ โดยเฉพาะในเรื่องของ ๗.๒ ในโครงการการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน รวมทั้งโอกาสสําหรับ การเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ผมคิดว่ามีความจําเป็น โดยเฉพาะในส่วนของ ประเทศไทย ในฐานะที่ประเทศไทยงบประมาณในการลงทุนมีข้อจํากัดอยู่ เราไม่สามารถ ที่มีงบประมาณพอเพียง เพราะฉะนั้นโครงการของพีพีพี พับลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ นี่ก็เป็นความหวังอันหนึ่งที่สามารถจะมาเสริมเติมเต็มในส่วนของงบประมาณเงินลงทุนของ ภาครัฐที่จะเข้าสู่โครงการของพีพีพี ผมอยากจะสอบถามว่าโอกาสความเป็นไปได้ที่จะมี โครงการตรงนี้ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย โดยเฉพาะตรงนี้ก็มีส่วนหนึ่งว่า การตัดสินใจที่จะเอาโครงการต่าง ๆ มาลงมันก็ไปลิงค์กับตัวสัดส่วนของในฐานะผู้ถือหุ้น และในขณะเดียวกันในสัดส่วนของการบริหารโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็อยากจะให้ โครงการต่าง ๆ เหล่านั้นมาสู่ประเทศไทยและเป็นประโยชน์ในฐานะที่เราไปร่วมลงทุนแล้วได้ ประโยชน์จากการดําเนินการดังกล่าวเพื่อเสริมสภาพกับตัวงบประมาณการลงทุนของ ประเทศที่เรามีข้อจํากัดอยู่ ก็เลยฝากเป็นข้อสังเกตไว้นะครับท่านประธาน เพื่อให้ทางรัฐบาล ได้ช่วยตอบข้อเสนอในกรอบดังกล่าวเพื่อที่จะให้ทางรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านนพคุณ รัฐผไท ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นพคุณ รัฐผไท ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ในวันนี้ทางรัฐบาลได้เสนอกรอบการเจรจาหนังสือสัญญากรอบพิธีสาร หลายฉบับเพื่อขอความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ จากรัฐสภา ผมขอแสดงความเห็นโดยให้ ความเห็นชอบทั้งหมด แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็อยากจะสนใจในเรื่องของกรอบหนังสือสัญญา รายการข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียนและแนวทางการเปิดเสรีและ การสงวนชั่วคราว ๓ สาขา ภายใต้กรอบการตกลงว่าด้วยเขตการลงทุนอาเซียน ท่านประธานครับ การเปิดเสรี ๓ สาขา ท่านรัฐมนตรีอุตสาหกรรมได้กรุณาชี้แจงเมื่อเช้าว่าตอนนี้ลดลงเหลือ ๒ สาขาแล้ว คือสาขาการเลี้ยงสัตว์น้ําและสาขาขยายเพาะปรับปรุงพันธุ์พืชคือ หอมหัวใหญ่ ผมเห็นว่าหอมหัวใหญ่นั้นเป็นพืชเศรษฐกิจที่สําคัญที่มีการปลูกในพื้นที่ การทําตามกรอบการ เจรจาเพื่อเป็นไปตามพันธะผูกพันของอาเซียนนั้นจะสามารถลดกรณีการฟ้องร้องได้และ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศภาคีสมาชิก เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมเห็นด้วยที่จะให้เปิดสาขาเพาะเมล็ดพันธุ์เกี่ยวกับหอมหัวใหญ่ ท่านประธานครับ การส่งเสริมเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่นั้นปัจจุบันนี้มีการปลูกเฉพาะที่จังหวัด เชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย แล้วก็จังหวัดกาญจนบุรีเท่านั้น ที่ผลิตออกมาเพื่อส่งออกให้ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้บริโภค ในส่วนครึ่งหนึ่งของการผลิตปีละ ๓๕ ล้านกิโลกรัม จะส่งไปขายที่ญี่ปุ่น แล้วก็เมล็ดพันธุ์ที่เอามาปลูก ๓ จังหวัดนี้นั้นก็สั่งนําเข้าจากประเทศ สหรัฐอเมริกา แล้วก็ญี่ปุ่น รวมทั้งอิสราเอลด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามีการเปิดเสรีในด้านนี้ ก็จะทําให้เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ไม่จําเป็นต้องสั่งนําเข้า ก็จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของ เกษตรกรได้ อย่างไรก็ตามนะครับ นอกจากข้อดีหลายประการของการเปิดเสรีด้านนี้ก็ยังมี ข้อกังวลของเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ ซึ่งได้ฝากผมมาว่าถ้าหากเปิดเสรีแล้วมันจะมี เนื้อหาว่าจะมีการเปิดโอกาสให้นักลงทุนอาเซียนสามารถลงทุนได้ถึง ๕๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ อันนี้ก็เป็นที่กังวลว่าทําไมต้อง ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ทําไมไม่เป็น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าถ้า ๕๑ เปอร์เซ็นต์นั้นก็หมายความว่านักลงทุนต่างชาตินั้นสามารถที่จะบริหารแล้วก็ตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของราคาของเมล็ดพันธุ์ เพราะปีหนึ่งนั้นเราต้องสั่งซื้อหรือนําเข้า เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ปีหนึ่ง ๖,๙๐๐ ปอนด์ ปอนด์หนึ่งก็สามารถสร้างผลผลิตได้ถึง ๕,๐๐๐ กิโลกรัม อันนี้ก็เป็นความห่วงใยของเกษตรกรครับว่าอยากจะให้ทางรัฐบาลได้กรุณา ชี้แจงว่าการลงทุน การถือหุ้นของต่างชาตินั้นถ้าลดลงมาจาก ๕๑ เปอร์เซ็นต์จะได้หรือไม่
ประการที่ ๒ ที่เขาห่วงใยก็คือว่าเมล็ดพันธุ์ที่มาเพาะในประเทศไทยจะมี คุณภาพหรือมีประสิทธิภาพดีเท่ากับของที่เขาสั่งนําเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ นะครับ ถ้าหากว่าเขาผลิตได้ไม่ถึง ๕,๐๐๐ กิโลกรัมต่อปอนด์ เขาก็ลงทุนอันนี้ก็จะเป็นความเสียหาย จะเป็นการเพิ่มต้นทุน การผลิตแทนที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนที่มีอาชีพในด้านนี้นะครับ
ความกังวลทั้ง ๒ ประการนี้ ก็อยากจะกราบเรียนให้รัฐบาลได้ช่วยนําไป พิจารณาด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามการเปิดเสรีด้านสาขาเพาะเมล็ดพันธุ์และขยายพันธุ์ ในเรื่องของหอมหัวใหญ่นั้น เกษตรกรส่วนใหญ่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งนะครับ ถ้าหากว่า มีการผลิตในประเทศไทยแล้วต้นทุนการผลิตของเกษตรกรนั้นจะลดลงนะครับ แต่ก็มี ความกังวล ๒ ประการอย่างที่ผมได้นํากราบเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้นะครับ ผมขอ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ผม นายกษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภา ผมมีข้อสังเกต ๒-๓ ประเด็นนะครับ อันแรกก็เกี่ยวกับกองทุน เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานของอาเซียน ก่อนอื่นผมก็ขอสนับสนุนข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะของเพื่อน สมาชิกรัฐสภา ท่าน ส.ส. เกียรติ สิทธีอมร แล้วก็ผมขอเพิ่มข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะ ของกระผม ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน คือ
ประเด็นแรก ก็คือว่าประเทศไทยอยู่ท่ามกลางของสมาคมอาเซียน หรือว่าอยู่ ท่ามกลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้นการสัญจรไปมาจะเป็นเหนือ ใต้ หรือตะวันออก ตะวันตก ทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ส่วนใหญ่จะต้องผ่านประเทศไทย จะเป็นถนนหนทาง การบิน ระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม โทรศัพท์ ถนนหนทาง ทางรถไฟ ต่าง ๆ เหล่านี้ เราอยู่ตรงกลางนะครับ และนอกจากนั้นแล้วเมื่อสองปีที่แล้วเราเป็นผู้ริเริ่มหลักการและ แนวความคิดที่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือว่าของอาเซียนที่ใช้ คําภาษาอังกฤษว่า คอนเนคทิวิตี้ แล้วเราก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการที่จะได้จัดทําแผนแม่บท ว่าด้วยการเชื่อมโยงที่เรียกว่า มาสเตอร์ แพลน ออฟ คอนเนคทิวิตี้ (Master plan of connectivity) เราจะได้ประโยชน์ เพราะว่าที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเรามันเอื้ออํานวย เราเป็นผู้ริเริ่ม เป็นผู้ก่อตั้งอาเซียน เป็นผู้ริเริ่มเรื่องของการเชื่อมโยงผมค่อนข้างจะแปลกใจ ที่บทบาทของเราในกองทุนนี้เท่ากับสิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม แล้วก็กัมพูชากับลาวรวมกัน ทั้ง ๆ ที่เราควรจะเป็นแนวหน้า ควรจะลงทุนในกองทุนอันนี้มากที่สุด เพราะว่าผลประโยชน์ เม็ด ๆ เนื้อ ๆ เลยมันจะอยู่ที่ประเทศไทยครับ ก็อยากจะขอให้ทางรัฐบาลโดยเฉพาะ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคมทบทวนในเรื่องนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสําคัญของ การเป็นที่ตั้งศูนย์กลางคมนาคมและโลจิสติกส์เท่านั้นเอง แต่ว่าเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี หน้าตา และเกียรติภูมิของประเทศไทยด้วย เราเล่นเป็นเดี๋ยวไวโอลินมือสองไม่ได้ครับ เราต้องเป็น คอนดัคเตอร์ (Conductor) ในเรื่องนี้ผมอยากจะขอให้มีการทบทวนสัดส่วนของการเข้าร่วม นะครับ ในกองทุนอันนี้
แล้วอีกประเด็นหนึ่งคืออินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะครับ เรื่องเชื่อมโยงทางบกนั้น เขาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย แล้วก็แนวคิดเกี่ยวกับการเชื่อมโยงนั้นมันจะต้องเป็นโครงการที่ ข้าม ๒ ประเทศด้วยกัน ไม่ใช่เอาเงินอันนี้ไปพัฒนาภายในของแต่ละประเทศ มันต้องเป็น เรื่องการเชื่อมโยงระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน แล้วเราจะปล่อยให้ ๒ ประเทศ คือ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ถ้าเผื่อเป็นไปตามการลงทุนมูลค่าที่ลงไปแล้วก็มีเสียงในการที่จะ ออกมากกว่าในการลงคะแนน ชีวิตของเราแล้วก็อนาคตของการเชื่อมโยงของอาเซียนก็จะไป ขึ้นกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย แล้วก็บวกกับเจ้าหน้าที่จากธนาคารเอดีบีที่ถือหุ้นอยู่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราไม่ควรจะปล่อยอนาคตแล้วก็ความยิ่งใหญ่แล้วก็ความเป็นประเทศนํา และประเทศที่จะได้ประโยชน์จากการสัญจรไปมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ให้มันสูญหาย ไปโดยใช่เหตุนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าการที่เราได้มีแผนพัฒนาแม่บทที่เรียกว่า มาสเตอร์แพลนแล้ว เพราะฉะนั้นการดําเนินการใด ๆ ก็ตามของบอร์ด ออฟ ไดเรคเทอร์ส หรือว่าคณะกรรมการบริหารกองทุนนั้นจะต้องถือแม่บทนี้ไว้นะครับ เป็นคล้าย ๆ คัมภีร์ในการ ดําเนินการ ในการที่จะจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังของโครงการ แล้วควรจะไป ที่ไหนอย่างไร แล้วก็ควรที่จะให้บอร์ด ออฟ ไดเรคเตอร์ส คณะกรรมการบริหารดูมาสเตอร์แพลน แผนแม่บทอันนี้ แล้วก็แยกแยะโครงการน่าจะออกมาเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่จะเป็น ดําเนินการโดยการที่ภาครัฐไปกู้มาดําเนินการ อันที่ ๒ เป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐกับ เอกชนนะครับ แล้วอันที่ ๓ ก็คือมีเอดีบีเข้ามาร่วมด้วยเป็นโครงการ ๓ เส้า ภาพนี้ต้องชัดว่า แบ่งหน้าที่กันอย่างไร บทบาทของทางภาคเอกชนจะเข้ามาเสริมอย่างไร เงื่อนไขเป็นอย่างไร อันนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญ แล้วก็การใช้เงินจากกองทุนอันนี้ไม่ควรที่จะเน้นตรงเรื่องของกายภาพ อย่างเดียว ส่วนของมาสเตอร์แพลนก็ได้มีบอกไว้ว่าจะต้องส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับ ประชาชนด้วย ไม่ใช่เป็นถนนหนทาง หรือระบบไฟฟ้าที่มันจะต้องไประหว่างประเทศ เท่านั้นเอง ระหว่างชนสองฟากแม่น้ําโขงจะมีการร่วมมือกันได้หรือไม่ที่จะใช้เงินจากกองทุน อันนี้ อยากจะให้คิดเรื่องของการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชน ในระดับการศึกษา องค์การวิจัยนะครับ วัดวาอารามทางด้านศาสนาก็สามารถที่จะเข้ามา เพื่อจะให้ การเชื่อมโยงนั้นเป็นไปได้ ทั้งสิ่งที่จับต้องได้และที่ส่งเสริมเรื่องความใกล้ชิดทางด้านจิตใจของ สมาคมอาเซียนโดยองค์รวม นั่นก็เป็นประเด็นแรกนะครับ
ส่วนอันที่ ๒ ก็อยากจะขอให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับในข้อสงวนที่เกี่ยวกับกิจการ ของเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา แล้วก็เพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช ๒ ประเด็นอันนี้ผมก็เป็นห่วง ทางเพื่อนผู้แทนราษฎรจากทางเชียงรายว่า เราต้องคิดเสียก่อนว่าประเทศไทยนั้น ภาคเกษตรอยู่ที่เกษตรกรรายย่อย เพราะฉะนั้นการที่จะให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเกินกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ คือเป็นหุ้นข้างใหญ่นั้น เงื่อนไขของการที่จะมีความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท ยักษ์ใหญ่เหล่านี้กับเกษตรกรเล็ก ๆ อย่างไร และเราได้เอาประสบการณ์ของบริษัทของไทย ที่ดังไปทั่วโลกคือกลุ่มบริษัท ซีพีนั้น ได้ปรึกษาหารือเขาหรือไม่ครับ กับภาคเอกชนไทย ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมากในเรื่องนี้บทบาทเขาจะอยู่ที่ไหน นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าเราจะดูแลเกษตรกรรายย่อยอย่างไร ในการที่จะมี ความสัมพันธ์กับบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามา
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือว่า ผมก็ค่อนข้างจะแปลกใจว่าในเอกสารที่แจก บอกว่ายังรอความคิดเห็นในการตัดสินใจของกรมป่าไม้อยู่ ผมคิดว่าเราปล่อยให้กรมป่าไม้ เป็นเอกเทศไม่ได้ครับ อยากจะขอความกรุณาท่านประธานสภาขอให้สั่งผ่านไปที่รัฐบาล ไปที่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงที่ดูแลกํากับกรมป่าไม้ว่าต้องเร่งดําเนินการนะครับ ในความ ล่าช้าของหน่วยงานก็ไม่เกี่ยวกับในศักดิ์ศรี หน้าตา ความสนอกสนใจในการที่จะเข้าไปร่วมใน กิจการต่าง ๆ ของอาเซียนด้วย เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้กรมใดกรมหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนนั้นมีความคืบหน้า ในหลักการโดยรวมก็เห็นด้วย ในหลักการ อยากจะให้ปรับปรุงโดยรายละเอียด เพราะว่าภายในปี ๒๕๕๘ เราจะต้องสร้าง ประชาคมอาเซียน
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือว่า มันจะมีผลกระทบต่อหมู่ต่าง ๆ ในอาเซียนนี้ ก็อยากจะขอให้รัฐบาลมีระบบของการที่จะเยียวยาดูแลแล้วก็อธิบายปรึกษาหารือนะครับ การที่จะมีคณะทํางานขึ้นมาต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ไม่ควรจะไปจํากัดแก่หน่วยราชการ ต้องปรึกษาหารือกับภาคเอกชน แล้วก็โดยเฉพาะทางภาคประชาชน ทาง อบต. อบจ. ลงไปถึงการปกครองท้องถิ่นต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านวิทยา อินาลา ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะที่เป็น สมาชิกรัฐสภา วันนี้ก็ก่อนที่จะลงมติให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ที่รัฐบาลขอให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบ ก็อยากจะขอความชัดเจนว่าในแต่ละเรื่องนั้นที่มาที่ไปเป็นอย่างไรบ้าง เราให้ความเห็นชอบแล้วนะครับ มันจะเกิดประโยชน์กับอาเซียนอย่างไรบ้าง เกิดประโยชน์ กับประเทศไทยอย่างไรบ้าง กรอบแรกที่จะพูดก็คือกรอบการเจรจาตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน วัตถุประสงค์ก็คือเป็นการที่จะสนับสนุนให้ปี ๒๕๕๘ ที่ ๑๐ ประเทศจะเข้ามาสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยกันแล้ว ให้มีการเชื่อมโยง ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะไปทางเรือ ทางรถ ทางรถไฟ ทางอากาศ อย่างเช่น เมื่อวานนี้ ก็มีการเชื่อมโยงสะพานข้ามแม่น้ําโขงแห่งที่ ๓ ระหว่างแขวงคําม่วนกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว กับจังหวัดพนม ทีนี้วัตถุประสงค์ใหญ่ ๆ ของการจัดตั้งกองทุนนี้ ก็คือเพื่อส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในภูมิภาคอาเซียน และสามารถนําเงินออม ภายในภูมิภาคมาใช้เกิดประโยชน์ผ่านทางการออกพันธบัตรของกองทุนนะครับ แล้วก็จะทํา ให้ตรงนี้มีความเชื่อถือขึ้น แล้วขณะเดียวกันก็คือให้ตรงนี้ถือว่าเป็นเงินสํารองกองทุนระหว่าง ประเทศของแต่ละประเทศด้วยนะครับ
ทีนี้ผมอยากจะตั้งประเด็นคําถามผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีที่มาชี้แจง นะครับว่า โครงสร้างของคณะกรรมการกํากับดูแลที่มีสมาชิกอยู่ ๑๐ ประเทศของอาเซียน และก็มีเอดีบีเข้ามาถือหุ้นด้วยในการจัด เขาเรียกว่าจัดคณะกรรมการบริหารกองทุน หรือว่าบอร์ด ถามว่าแต่ละประเทศส่งสมาชิกได้ประเทศละ ๑ คนใช่ไหม และประเทศพม่า ที่ยังไม่จ่ายเงินเข้าสู่กองทุนมีสิทธิเข้าไปนั่งในบอร์ดของคณะนี้ด้วยหรือเปล่า ๒. ในการออกเสียง จะอนุมัติโครงการต่าง ๆ คนที่อยู่ในบอร์ดออกเสียง ๑ คน ๑ เสียงเท่ากันใช่หรือไม่ หรือออกเสียงตามจํานวนเปอร์เซ็นต์ของเงินที่ลงทุนลงไป ถ้าออกเสียงตามจํานวนเงิน ที่ลงทุนลงไป ประเทศที่จะได้เปรียบก็คือประเทศมาเลเซียลงทุน ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถามว่าประเทศมาเลเซียเปรียบเทียบกับประเทศไทย ถ้าประชากรเรามากกว่ามาเลเซีย ๓ เท่า จีดีพีเราก็มากกว่ามาเลเซีย แต่ทําไมมาเลเซียลงทุนมากกว่าเรา ๑๐ เท่า ถามว่า ประเทศมาเลเซียมีอะไรไหม มีฮิดเดน อาเจนดา (Hidden agenda) ที่อยู่ในตรงนี้ไหม เพราะว่าถ้าเขาลงทุนมากเขามีสิทธิโหวตตามจํานวนแชร์ (Share) ของเขาอยู่ เวลาเขาจะ อนุมัติโครงการจะเชื่อมกับประเทศอื่น ๆ ร่วมกับเอดีบี มาเลเซียก็มีเสียงมากกว่า เพราะฉะนั้นมาเลเซียมีเสียงมากกว่า มาเลเซียก็จะเอานักลงทุนไปใช้ประโยชน์กับตรงนี้ ตามไปอีกทีหนึ่ง ถามว่าตอนนี้มาเลเซียคิดอะไรอยู่ มาเลเซียคิดคือต้องการเป็นผู้นํา ของอาเซียนใช่หรือไม่ แล้วไทยละครับ ไทยแค่ ๑๕ ล้านเหรียญยูเอสดอลลาร์ แล้วไทยคิดอะไรอยู่ หรือว่าไทยบอกว่ามีเงินกองทุนสํารองระหว่างประเทศเยอะเหลือเกิน เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ยูเอสดอลลาร์นะครับ เกินความจําเป็น แต่ทําไมเราไปลงแค่ ๑๕ ล้านเหรียญยูเอสดอลลาร์ แสดงว่าตรงนี้เราไม่ต้องการทําถนนหนทาง ไม่ต้องการทําอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ในเมืองไทยใช่หรือไม่ หรือเราไม่ต้องการสร้างความสัมพันธไมตรีกับ เพื่อนบ้านโดยไม่มีการให้การสนับสนุน ถ้ารัฐบาลคิดอย่างนี้ผมถือว่าเราเดินทางผิดในการที่ จะเป็นผู้นําประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่อีก ๔ ปีข้างหน้านี้จะเปิด เศรษฐกิจเราโตเป็น อันดับ ๒ ของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย อินโดนีเซียกับเรานะครับ อินโดนีเซียมีร้อยละ ๒๔.๗๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ไทยแค่ ๓.๐๙ ต่างกัน ๔ เท่า ต่างกันหลายเท่าถามว่า ประเทศมาเลเซีย ๒๒ ล้านคน ไทย ๖๖ ล้านคน ไทยบอกว่าตอนนี้เป็นผู้นําอาเซียนแล้ว สุดท้ายทําแบบนี้เป็นอย่างไรนะครับ แล้วกับเรื่องของเอดีบี เอดีบีกับเอไอเอฟจริง ๆ แล้ว ๓๐ : ๗๐ มันไม่ใช่ครับ เพราะว่า ๓๐ มีเอดีบีอยู่ ๙.๒๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าอัตราส่วน ๓๐ ของเอไอเอฟกับ ๗๐ ของเอดีบี เอดีบีจะมีหุ้นอยู่ก็คือ ๗๐ บวกกับ ๙.๒๘ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดเอดีบีจะมีทั้งหมด ๗๙.๒๘ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นเอดีบีมีอํานาจในการตัดสินใจเพียง ผู้เดียวก็ชนะไหมถ้าเป็นอย่างนี้ อันนี้ก็คือฝากท่านผู้มาชี้แจงให้ชี้แจงนิดหนึ่ง
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของตัวการปรับถิ่นกําเนิดเฉพาะตัวสินค้านะครับ โดยเฉพาะอาเซียนกับจีน ผมถามว่าอาเซียนกับจีน เวลาจีนส่งมาเราหรือเราส่งไปจีนเราได้ ฟอร์ม อี (Form E) และประเทศถิ่นกําเนิดจะต้องมีสินค้าในอาเซียนหรือจีนอย่างน้อยที่สุด ร้อยละ ๔๐ ถามว่าถ้าผมซื้อสินค้าจากประเทศลาว เมืองไทยเป็นคนผลิตแล้วส่งไปขาย เมืองจีน ประเทศลาวได้ออกฟอร์ม อี ให้ผู้ผลิตในเมืองไทยได้หรือไม่ แล้วไทยสามารถออกไป ได้ไหม ซึ่งตรงนี้บอกว่าร้อยละ ๔๐ รวมราคาเอฟโอบีด้วย เอฟโอบีนี้รวมค่าแรงในประเทศ ด้วยหรือไม่นะครับ ก็อยากจะเรียนสอบถามท่านประธานผ่านไปทางผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์นะครับ เพราะฉะนั้นผมว่าเรื่องที่เราจะทําอะไรก็แล้วแต่ให้คํานึงถึง รายละเอียดหน่อยว่าคนที่เป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยเขาได้อะไรบ้าง และให้คํานึงถึง ผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ครับ
ท่านประธานครับ ท่านประเสริฐได้มอบหมายให้กระผมได้พูดก่อนครับ แล้วเดี๋ยว ท่านประเสริฐจะได้มาทีหลัง ขออนุญาตเลยได้ไหมครับ ท่านมาพอดีครับ ขอเชิญครับ ท่านไม่ได้มา ท่านนั่งอยู่ตรงโน้นครับ เชิญมานั่งนี่ครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายในเรื่องการปรับกฎเฉพาะรายสินค้าจากพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงจากฉบับปี ๒๕๔๕ เป็นฉบับปี ๒๕๕๐ ภายใต้กรอบความตกลงระหว่าง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับจีน ผมมีความเห็นว่ารัฐบาลนี้ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนําเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบของรัฐสภาตาม มาตรา ๑๙๐ มีสินค้ามากกว่า ๙๘ เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกท่านประธานครับ ได้ถูกจําแนกแล้ว ในระบบฮาร์โมไนซ์ ซึ่งเป็นระบบจําแนกประเภทและระบุรายการสินค้าได้ปรับปรุงตาม องค์การศุลกากรโลก ซึ่งประกอบไปด้วยประเภทสินค้าย่อยประมาณถึง ๕,๐๐๐ รายการ ผมมีเหตุผลสั้น ๆ ๒ ประเด็นครับท่านประธาน
เรื่องแรกนั้น องค์การศุลกากรโลกนั้นได้เปลี่ยนไปใช้พิกัดศุลกากรในระบบ ฮาร์โมไนซ์ฉบับปี ๒๕๕๐ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๐ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับจีนที่ประเทศเวียดนามเมื่อหลายปีก่อนนะครับ ประเทศไทย เองนั้นได้ใช้ระบบฮาร์โมไนซ์นี้มาตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ เพราะฉะนั้นจึงมีความ จําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยของเรานั้นจะต้องทําตามมติของที่ประชุม อีกทั้งคณะทํางาน กลุ่มย่อยในเรื่องว่าด้วยกฎกําเนิดแหล่งสินค้านั้นได้ติดตามเรื่องนี้มาอย่างใกล้ชิด อยากให้ ประเทศไทยนั้นได้เร่ง ได้ร้องขอบอกว่าขอให้ได้มีการรับรองอย่างช้าที่สุดภายในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ซึ่งได้ผ่านมาเป็นระยะเวลาหลายเดือนแล้ว นอกจากนั้นแล้วการปรับเปลี่ยน พิกัดอัตราศุลกากรนี้ส่งผลให้เกณฑ์ถิ่นกําเนิดสินค้าบางรายการนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอ็นเย็บแผลหรือว่าหนังดิบ โดยทําให้สินค้าที่อยู่ ในรายการที่มีการเปลี่ยนแปลงในข้อกําหนดนั้นในการได้ถิ่นกําเนิดสินค้ามากขึ้น คือเดิม อาเซียนกับจีนนั้นได้ตกลงมูลค่าวัตถุดิบที่ใช้ภายในประเทศหรืออาร์วีซี (RVC) ไม่ต่ํากว่า ร้อยละ ๔๐ ของเอฟโอบี แต่การบรรลุข้อตกลงนั้นจะทําให้สินค้าบางรายการที่ได้ใช้วัตถุดิบ ภายในประเทศได้ไม่ถึงร้อยละ ๔๐ อันแรกนั้นไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๔๐ อันหลังนั้นไม่ถึง ร้อยละ ๔๐ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงตามกฎของพีเอสอาร์ จะได้รับข้อตกลงตามข้อยกเว้นนี้ อย่างไรก็ตามกระผมเห็นว่ารัฐบาลนั้น สภาแห่งนี้ควรจะให้ความเห็นชอบในการปรับ กฎถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้าตามข้อตกลง ทั้งนี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการค้าระหว่างไทยกับจีน แล้วก็ทําให้ประเทศไทยนั้นมีขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น เพราะว่าประเทศไทยนั้น ได้มีภาวะการขาดดุลการค้ากับประเทศจีนมาเป็นระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ กระผมมีข้อสังเกตคือการปรับเปลี่ยนพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์ตาม ข้อตกลงนี้นั้น เป็นการทําไปตามความเห็นขององค์การศุลกากรโลก ซึ่งเป็นข้อตกลง ฝ่ายเดียวนะครับ ซึ่งประเทศไทยผมไม่แน่ใจว่าได้มีการหารือในเรื่องนี้ก่อนหน้านี้แต่อย่างไร หรือไม่ เพราะฉะนั้นสิทธิในการโต้แย้งถ้าประเทศไทยไม่เห็นด้วยจะส่งผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในเรื่องนี้ต่อกลุ่มเกษตรกรที่ค้าเกี่ยวกับเครื่องหนังก็ดี หรือกลุ่ม นักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจทางด้านการแพทย์ก็ดี ซึ่งสินค้าที่ผมได้นําเรียน ๒ ประเภทดังกล่าวนั้น มีความเกี่ยวพันและเกี่ยวโยงกันนะครับ กระผมจึงเห็นว่ารัฐสภาแห่งนี้ควรจะผ่านกรอบ ข้อตกลงดังกล่าวนะครับ เพื่อให้มีผลบังคับต่อไป ขอขอบคุณครับ
๓ ท่านต่อไปจะเป็น ท่านศุภชัย ใจสมุทร ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ท่านพีรพันธุ์ พาลุสุข นะครับ เชิญท่านศุภชัย ใจสมุทร ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคงจะไม่เข้าสู่รายละเอียดในสิ่งที่รัฐบาล ได้มีการเสนอเพื่อให้สภาแห่งนี้ได้มีการรับรองนะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตเสนอ ความคิดเห็นไปยังรัฐบาลเป็นหลักการที่อยากจะขอกราบเรียนถึงสิ่งที่เราในฐานะที่เป็น ประเทศหนึ่งกําลังจะเกิดขึ้นนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่า วันนี้คง ต้องยอมรับนะครับว่าด้วยกติกาโลกใหม่ หรือที่เราเรียกว่า นิว เวิลด์ ออเดอร์ (New world order) นี่นะครับ มันทําให้เราเองจะต้องอยู่ในสังคมโลก และต้องอยู่ในกติกาที่เราไปทํากันไว้ สิ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่า เวลานี้ถ้าเรามองกันว่าในประเทศเราจะประกอบไปด้วยใครบ้าง สิ่งที่เกี่ยวข้องก็คงต้องคิดว่า อันดับแรกก็คือรัฐบาล อันดับ ๒ ก็คือผู้ประกอบการ และอันดับ ๓ ก็คือประชาชนคนทั่ว ๆ ไป สิ่งที่ผมค่อนข้างเป็นห่วงก็คือว่านับจากที่เราเองไปเป็นสมาชิก ในข้อตกลงแกตต์ (GATT) ขององค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) จนกระทั่งมา เป็นอาเซียน และภายในปี ๒๕๕๘ อาเซียนก็จะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผลก็คือว่า กติกาต่าง ๆ ที่เราไปตกลงกันไว้ในฐานะรัฐบาลที่มาขออนุมัติจากสภาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา ๑๙๐ เพื่อจะไปทําความตกลงกับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ตรงนั้นมันเป็นสิ่งที่มี ผลผูกพันกับประชาชนและผู้ประกอบการ สิ่งที่เราไปดําเนินการมันเป็นสัญญาตามสิ่งที่ เขาเรียกว่าเป็นสัญญาในเรื่องของกฎหมายเศรษฐกิจ หรืออินเตอร์เนชันแนล อีโคโนมิค ลอว์ (International Economic Law) และมันมีผลผูกพัน คําถามก็คือว่าจนถึงเวลานี้ ประเทศไทยเราพี่น้องประชาชนที่อยู่ในแผ่นดินนี้หรือผู้ประกอบการทุกคนเขามีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลได้ไปตกลงไปทําสัญญามากน้อยขนาดไหน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ น่าเป็นห่วง เพราะว่าในที่สุดเมื่อเราเข้าไปทําความตกลงกับประเทศใดก็ตาม นั่นหมายถึงว่า กติกาก็คือว่าเราก็ตัวเท่ากับเขาแล้ว บางประเทศตัวใหญ่กว่าเรา บางประเทศมีสตางค์มากกว่าเรา อํานาจทางเศรษฐกิจมากกว่าเรา แต่ตามกติกาก็ต้องพูดได้ว่าเขากับเราตัวเท่ากัน ซึ่งเมื่อ ตัวเท่ากันการไปชกกันเราต้องแบกน้ําหนักเยอะ คําถามก็คือกองเชียร์เรา หรือผู้มีผลกระทบ ประชาชนทั้งหลายหรือผู้ประกอบการบางคนบางกลุ่ม แน่นอนละครับ ผู้ประกอบการที่ทํา ธุรกิจแบบข้ามชาติเป็นบริษัทใหญ่ก็คงพอเข้าใจ แต่บ้านเรายังมีเอสเอ็มอีอยู่มาก และบุคคล เหล่านี้ผู้ประกอบการจํานวนมากมายรวมทั้งประชาชนไม่ได้รู้ถึงความเป็นไปเลย หลักเรื่อง โมสท์ เฟเวอร์-เนชั่น หรือว่าเนชั่น ออฟ ทรีทเมนท์ ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีใครรู้ หลักเรื่อง การไม่เลือกปฏิบัติ ดิสคริมิเนชั่น (Discrimination) หลักเรื่องความเท่าเทียมกันต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ในที่สุดแล้วมันเป็นปัญหา สิ่งที่อยากจะเรียนฝากรัฐบาลไปก็คือว่าเมื่ออีกไม่กี่ปี ข้างหน้าที่จะถึงนี่เราต้องเข้าไปอยู่ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถามว่าวันนี้รัฐบาล ได้เตรียมตัว เตรียมพร้อมให้ประชาชนที่ผมบอกว่าเป็น ๑ ใน ๓ กลุ่ม ก็คือรัฐบาล ผู้ประกอบการ แล้วก็ประชาชน รัฐบาลได้เตรียมตัวขนาดไหนในการที่จะให้เขาได้ เตรียมพร้อม พร้อมที่จะรบ พร้อมที่จะรับ เพราะการไปทําความตกลงกับประเทศใด ๆ ก็ตามนี่ครับ ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือว่ามันมีคนได้ มีคนเสีย มีทั้งออพเพอร์ทูนิตี้ (Opportunity) มีโอกาส ในขณะเดียวกันก็เป็นอุปสรรคด้วย แน่นอนครับมันจะมีผลกระทบ กระทบกับประชาชน เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกบางท่านพูดถึงหัวหอมใหญ่ เมื่อตอนก่อนหน้านี้ ก็พูดเรื่องลําไย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เจ้าของสวนลําไยไม่ทราบหรอกครับว่าถ้ารัฐบาลไปเซ็นอะไร กับใครแล้วจะมีผลกระทบกับตัวเอง แถวบ้านผมทางใต้วันดีคืนร้ายกุ้งกุลาดําก็เคยมีปัญหา กรณีเรื่องของแกตต์มาแล้ว อะไรอย่างนี้ ยกตัวอย่างเป็นต้นนะครับ ซึ่งที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่าจนในที่สุดตั้งแต่เวลานั้นจนถึงเวลานี้ รัฐบาลหรือรัฐควรจะต้องมี หน้าที่ที่จะให้ความเข้าใจให้ความรู้กับประชาชน ให้ตั้งรับได้ว่าเวลานี้เมื่อรัฐบาลได้มาขอ อํานาจจากสภา ขอความเห็นชอบจากสภาไปแล้วรัฐบาลไปลงนามในสัญญาใดก็ตาม แปลว่ารัฐบาลก็พร้อมที่จะให้ประชาชนได้รู้ว่าประชาชนพร้อมที่จะรับในการที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโอกาส หรือไม่ว่าจะเป็นอุปสรรค สิ่งเหล่านี้ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ก็อยากจะฝากรัฐบาลไปว่าวันนี้ต้องรีบเร่งนะครับ ท่านอย่าปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไป เรื่องของ เออีซีเป็นเวลาไม่กี่ปีข้างหน้าท่านต้องเตรียมพร้อม รวมถึงว่าท่านไปทําความตกลงเรื่องใด ก็ตามต้องเผยแพร่ให้ประชาชนรู้เป็นการทั่วไป ประชาชนควรจะได้รับรู้ในสิ่งที่ท่านไปทํา ความตกลงกับใครไว้ก็ตาม กับรัฐบาลประเทศอื่นไหนก็ตาม หรือในกลุ่มอาเซียน นี่คือสิ่งที่ ผมคิดว่าท่านต้องเตรียมพร้อม ท่านต้องจัดระบบเรื่องการศึกษาให้เกิดความพร้อม ผู้ที่เป็นนักศึกษามีหลักสูตรในเรื่องของอาเซียนมากน้อยขนาดไหน การตกลงข้อตกลง ระหว่างประเทศอันสําคัญที่ประชาชนควรจะต้องรู้ผ่านไปในระบบการศึกษาในสถาบัน ในมหาวิทยาลัย ผมว่าเป็นเรื่องจําเป็นที่รัฐบาลควรที่จะเร่งด่วนก่อให้เกิดประโยชน์ ให้เขาเตรียมพร้อม ให้เขารู้ว่าวันนี้เมื่อเราไปตกลงกับใครแล้วเขาต้องตั้งรับเรื่องอะไรบ้าง เขาจะรุกเรื่องใดได้บ้าง สิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา เมื่อรัฐบาลเสนอมานี่ โดยหลักการผมก็คงยินดีที่จะรับในสิ่งที่ท่านได้เสนอมานะครับ แต่อยากจะฝากให้เป็น ภาระหน้าที่ของรัฐบาลในการไปดําเนินการให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อให้เราสามารถที่จะอยู่ในโลก ตามกฎกติกาโลกใหม่นี้ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่เสียหาย ก็ขออนุญาตฝากรัฐบาลไปครับ ขออนุญาตกราบเรียนเพียงเท่านี้ขอบพระคุณครับ
๓ ท่านต่อไปจะเป็น ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ท่านกรณ์ จาติกวณิช ท่านวิบูลย์ คูหิรัญ เชิญท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในความเห็นของผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่รัฐบาลได้เสนอมา โดยเฉพาะในเรื่องที่ผมสนใจอยู่ก็คือเรื่องของกองทุน ในเรื่องของกองทุนเพียงแต่ว่า ผมมีข้อสงสัยอยู่หลายประการที่กรอบการตกลงที่เราจะไปพูดคุยกันในไม่กี่วันโดย ท่านนายกรัฐมนตรี ทราบว่าท่านจะเดินทางไปทําความตกลงเองนี่นะครับ ผมมองดูในเงินทุน ที่ผมคิดเหมือนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาเกือบทุกท่านที่ได้กรุณาให้ความเห็นมาว่า เราเป็นสมาชิกกองทุนในเอไอเอฟเพียงแค่ ๑๕ ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเปอร์เซ็นต์แค่ ๓.๐๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ผมกําลังมองว่าใน ๒ รัฐบาลที่ผ่านไปหมายรวมถึงรัฐบาลที่มีอยู่ใน ปัจจุบันนี้ท่านคิดอย่างไร เป็นข้อสงสัยครับผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ผมเพียงแต่มองว่า
ประการที่ ๑ ประเทศไทยผมเชื่อว่ามีศักยภาพ ศักยภาพที่จะสามารถลงเงินทุน ได้มากกว่านี้ มากกว่า ๑๕ ล้านเหรียญมากกว่านั่นเยอะด้วยซ้ําไป เพียงแต่ว่าท่านคิดอะไรอยู่ หรือว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้เห็นความจําเป็น หมายรวมถึงรัฐบาลนี้ด้วยไม่ได้มองถึง ความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการในเรื่องนี้ สิ่งที่กําลังจะนําเรียนก็คือว่า ในการที่จะเป็นสมาชิก ผมเชื่อว่าในวงเงินเท่านี้เราคงไม่มีสิทธิมีเสียงที่จะไปพูดอะไรได้มากนักหรอก เรื่องนี้รัฐบาล ก็คงจะต้องตอบว่าในวงเงินเท่านี้เราจะมีสิทธิมีเสียงไปพูดอะไรได้ไหม ในการที่จะนําเงิน ออกไปให้กับประเทศต่าง ๆ กู้ หรือหมายรวมถึงการที่เราจะกู้ด้วย เรามีสิทธิมีเสียงแค่ไหน จากเงินแค่ ๓.๐๙ เปอร์เซ็นต์ ผมดูในเอกสารที่ท่านให้มานี่นะครับ ในหน้า ๘ ของเอกสารประกอบการเจรจาตั้งกองทุนนี้ ถ้าท่านรัฐมนตรีท่านดูไปพร้อมกับผมนี่นะครับ จะเห็นว่าที่ท่านเขียนว่ากองทุนเอไอเอฟ อีกหนึ่งกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน ท่านเขียนว่าเบื้องต้นการตั้ง วงเงินกองทุนที่ ๖๐๐ ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นเงินทุนจากประเทศสมาชิกอาเซียนรวม ๔๕๐ ล้านดอลลาร์ แล้วก็เขียนต่อไปอีกว่า อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบีที่เราเรียกกันอีก ๑๕๐ ล้านดอลลาร์ ผมก็พยายามจะมานั่งคํานวณดูว่าในประมาณ ๖๐๐ ล้านดอลลาร์ มีอยู่ในตารางที่ท่านเขียนไว้นี่หลายประเทศได้ร่วมกันลงทุนมาแล้วนี่นะครับ มาเลเซีย ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย ๑๒๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็ไล่ ๆ มาใน หลาย ๆ ประเทศของไทยเรา ๑๕ ล้านเหรียญสหรัฐ ทีนี้ในความรู้สึกของผมถ้าหากว่า เราอยากจะเพิ่มสัดส่วนมันยังมีเงินอีกจํานวนหนึ่งเหลืออยู่นะครับ เหลืออยู่ประมาณ ๑๑๕ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าหากว่าเราต้องการที่จะเพิ่ม สมมุติว่ารัฐบาลอยากจะเพิ่ม ขอเป็น คําถามนะครับ ๑. รัฐบาลอยากจะเพิ่มหรือเปล่า ถ้าไม่อยากเพิ่มท่านไม่อยากเพิ่มด้วยเหตุผลใด ๒. ถ้าอยากเพิ่มจะเพิ่มอย่างไร เราจะสามารถเพิ่มได้หรือไม่ ถ้ามันเพิ่ม เพิ่มได้อีกถึง ๑๑๕ ล้านดอลลาร์โดยประมาณนะครับ บวกกับของเก่าที่เรามี ๑๕ ล้านดอลลาร์ มันก็จะ เป็นเงินประมาณ ๑๓๐ ล้านดอลลาร์ พอเราเพิ่มได้ถึง ๑๓๐ ล้านดอลลาร์ เราก็จะมีวงเงิน การลงทุนเป็นที่ ๒ ในกลุ่มอาเซียน นั่นคือสิ่งที่ผมเป็นข้อสงสัยอยากจะเรียนถามรัฐบาลว่า จะทําได้หรือไม่อย่างไร ถ้าทําได้จะทําหรือไม่
เรื่องต่อไปเป็นข้อสงสัยเหมือนกันนะครับ เมื่อมันเป็นกรอบการเจรจา พม่า ผมอาจจะพูดเลยไปว่า ถ้าเขาไม่ลงทุนเขาจะมีสิทธิได้รับการดูแลอนุเคราะห์แค่ไหน อย่างไร แล้วก็สงสัยเหมือนเพื่อน ๆ อีกหลายคนว่าทําไมเราจึงต้องใช้ แล้วต้องให้อํานาจ เอดีบีเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเอาเงินไปปล่อยให้ใครต่อใครกู้ก็ได้
ในประเด็นสุดท้ายซึ่งผมอยากจะฝากรัฐบาลนะครับ ในการไปเจรจากับ ต่างประเทศ หรือว่าในกลุ่มที่จะพูดคุยกันเรื่องการจัดตั้งกองทุนนั้น ผมอยากจะให้ได้มองถึง ผลประโยชน์ของประเทศชาติในทุกมิติ ที่ท่านเขียนไว้ละเอียดดีมากพอสมควรแล้ว แต่ผมยัง มองว่าในการที่จะทํางานให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริงนั้นมันจะต้องมองในทุกมิติ ถ้าหาก สามารถมองได้ในทุกมิติในการเจรจาในเบื้องต้นก็จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับ พี่น้องประชาชนคนไทย หมายรวมถึงพี่น้องประชาชนในอาเซียนได้ด้วย ก็คงมีเรื่องนําเรียน ท่านประธานเท่านี้นะครับ เพราะว่าประเด็นทั้งหลายบรรดาท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้อภิปรายกันไว้มากมายแล้วนะครับ ก็ขออํานวยพรให้การเจรจาครั้งนี้ของรัฐบาลประสบ ความสําเร็จดังที่ทุกคนได้มุ่งมั่นและตั้งความหวังไว้ สําหรับผมเห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่าน กรณ์ จาติกวณิช ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาต ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ท่านและเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง ได้กรุณาสานต่อในเรื่องที่เราได้ดําเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เรื่องของกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียนนั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ กองทุนนี้ได้ออกแบบมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการที่จะเป็นแหล่งทุนลงทุนในโครงการที่จะช่วยเสริมการเชื่อมโยง ทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มประเทศในเครืออาเซียน และกองทุนนี้นอกจากนั้นได้ออกแบบมาเพื่อที่จะเป็นที่รองรับการลงทุนโดยกองทุนสํารอง ระหว่างประเทศของธนาคารกลางของประเทศสมาชิกอาเซียนทุก ๆ ประเทศ ซึ่งเราก็ทราบ กันอยู่นะครับว่าทุนสํารองระหว่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนนั้นมีมากที่สุด กลุ่มหนึ่งในโลก และที่ผ่านมาโอกาสและช่องทางในการที่จะลงทุนโดยทุนสํารอง ระหว่างประเทศของเรานั้นมีค่อนข้างน้อย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านทราบดี ว่าที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่เราก็จะนําเงินทุนสํารองระหว่างประเทศส่วนนี้ไปลงทุนซื้อพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรจากสหรัฐอเมริกาที่นับวันก็มีค่าน้อยลง มีอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน ที่ต่ําลง แล้วก็สุดท้ายทําให้ผลตอบแทนของประเทศเราน้อยลง ดังนั้นจึงมีแนวความคิด ร่วมกันว่าเราควรที่จะหาวิธีที่จะนําทุนสํารองระหว่างประเทศนี้มาลงทุนในระบบโครงสร้าง พื้นฐานของกลุ่มประเทศอาเซียนของเราเอง แทนที่จะไปลงทุนซื้อพันธบัตรจากประเทศ ในซีกตะวันตก นี่คือตรรกะแนวความคิดในการริเริ่มเรื่องของกองทุนที่เราเรียกกันว่ากองทุน เอไอเอฟ หรืออาเซียน อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์นี้ นอกเหนือจากนั้นครับท่านประธาน ในต้นปี ๒๕๑๒ เราเพิ่งผ่านประสบการณ์ความสําเร็จในการที่จะเสริมกําลังของกองทุน ริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สําคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน และเราก็มองว่ากองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ จะเป็นเครื่องมือสําคัญที่ ๒ ที่จะเป็นสัญลักษณ์ให้กับชาวโลกได้เห็นถึงการพัฒนา การเชื่อมโยงในการร่วมมือระหว่างกันทางด้านเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน แต่ที่สําคัญที่สุดอีกประเด็นหนึ่ง ท่านประธานครับ กองทุนนี้มีความสําคัญ เพราะว่าความคิด ริเริ่มกองทุนนี้เกิดขึ้นโดยประเทศไทยเราเองในฐานะที่ในปี ๒๕๑๒ ประเทศไทยเราเป็น ประธานอาเซียน แล้วก็ได้มีการประชุมสูงสุดที่พัทยา ซึ่งท่านประธานอาจจะสับสนเล็กน้อย ว่าทําไมถึงมีผลงานออกมาจากการประชุมที่พัทยาได้ เพราะในความทรงจําของพวกเรา ก็คือการประชุมผู้นําสูงสุดที่พัทยา ก็คือการประชุมที่มีกลุ่มเสื้อแดงเข้าไปขัดขวางการประชุม ทําให้สุดท้ายการประชุมต้องล่มไป แต่ข้อเท็จจริงครับ ทุก ๆ ครั้งที่มีการประชุมผู้นําสูงสุด ก็จะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีก่อนหน้านั้น และการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเกิดขึ้นประมาณ ๒ วันก่อนวันนัดหมายประชุมผู้นําสูงสุด แล้วเราก็ สามารถที่จะหาข้อสรุปตรงนี้ได้ โดยข้อเสนอนั้นเป็นข้อเสนอของทางฝั่งไทย ดังนั้นจึงเป็น เรื่องสําคัญที่เราต้องเดินหน้าต่อไปในการที่จะสนับสนุนแนวคิดและความตั้งใจของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในวันนี้ที่จะขอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติให้ไปเจรจา จัดตั้งกองทุนนี้ต่อไป ความจริงตามข้อเท็จจริงเราไม่ได้มีโอกาสที่จะไปเจรจาเพิ่มเติมมากนัก เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ความจริงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ควรที่จะเรียนให้ทาง รัฐสภาได้รับทราบ เพราะหลังจากที่มีข้อตกลงเบื้องต้นที่บาหลีในเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๓ แล้ว ประเทศอื่น ๆ ถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็คือเขาลงทุนกันไปหมดแล้วครับ ลงเงินในกองทุนไปกัน ครบถ้วนแล้ว ก็เหลือเพียงแค่ประเทศไทยเรา เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่เป็นประเด็นที่เราจะ สามารถไปเจรจาในแง่ของเงื่อนไขของกองทุนนี้ได้มากนัก แต่ก็ยืนยันนะครับว่าทั้งในส่วน ของรัฐบาลที่แล้ว และผมมั่นใจว่าโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านปัจจุบันเราก็ได้ พิจารณาตามความเหมาะสมนะครับว่ากรอบนี้เป็นกรอบที่ทําให้กองทุนน่าที่จะ ประสบความสําเร็จได้ แล้วก็รักษาผลประโยชน์ของประเทศของเราไว้ ทีนี้ผมก็มีประเด็น อยากที่จะขอเสนอให้ท่านรัฐมนตรีได้พิจารณาในการที่จะขับเคลื่อนกองทุนนี้ต่อไป ในอนาคต คือ
อันดับแรก ขนาดของกองทุนนี้ค่อนข้างเล็กเทียบกับความต้องการเม็ดเงิน ในการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคในภูมิภาคอาเซียน คือไม่ถึง ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดออกมาแล้วเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของความต้องการ แม้แต่ภายในประเทศไทยเราเอง ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ต้องถือว่าค่อนข้างน้อย แล้วก็ถึงแม้ว่าจะมีเงินจากแหล่งอื่น มาสมทบในการลงทุนแต่ละครั้งร่วมกันกับกองทุนนี้ก็คงยังไม่เพียงพอ วิธีหนึ่งที่เราคิดมาแต่แรกว่าเราน่าจะเพิ่มศักยภาพและขนาดเม็ดเงินในกองทุนนี้ได้ ก็คือถ้าเรามีสถาบันระหว่างประเทศหรือองค์กรการเงินระหว่างประเทศนอกเหนือจากทาง ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเข้ามามีส่วนร่วม ก็คือเราอยากที่จะเสนอให้ทางธนาคารโลก เป็นต้น หรือว่ากองทุนระหว่างประเทศ ประเทศอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมใส่เงินลงขัน ในกองทุนก็จะทําให้ศักยภาพของกองทุนมีมากขึ้น แล้วก็ประเทศสมาชิกทุก ๆ ประเทศ ในอาเซียนก็จะได้รับประโยชน์ ก็จะมีประเด็นทางการเมืองเล็กน้อยครับ เพราะว่าทาง ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเมื่อมีบทบาทค่อนข้างสูงก็อยากที่จะยึดบทบาทไว้เป็นของ ตนเอง ปกติก็ไม่ค่อยอยากที่จะให้พี่ใหญ่ก็คือธนาคารโลกเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากเกินไป แต่เราต้องผลักดันนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการเพิ่มขนาดศักยภาพและน้ําหนักของกองทุนเช่นเดียวกัน กับกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งได้ดําเนินการโดยประเทศไทยเราเช่นเดียวกันนะครับ ก็คือการหา ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าประเทศสมาชิกอาเซียนเข้ามามีส่วนร่วม ในกรณีนี้ อาจจะเป็นประเทศที่เราเรียกกันว่ากลุ่มบวกสามนะครับ ก็คือ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ถ้าเขาสนใจแล้วก็เราเคยได้ติดต่อไปถามความสนใจของเขาในการเข้ามาร่วมลงทุน ในกองทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคกองทุนนี้ เขาก็ส่งสัญญาณว่าเขาสนใจเราก็ควรที่จะ ติดต่อเขาเพื่อที่จะให้เขาลงขันเพิ่มเติม ตรงนี้ก็เช่นเดียวกันครับ สุดท้ายจะเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศสมาชิกอาเซียนทุก ๆ ประเทศ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องดูแลให้ ประเทศไทยเราได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้นะครับ กองทุนนี้ในการคัดเลือกว่าจะสนับสนุน กําลังเงินให้กับโครงการใดนะครับ ก็จะขึ้นอยู่กับเอดีบีส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ที่ทุก ๆ ประเทศมีส่วนร่วมส่วนหนึ่งนะครับ ซึ่งตรงนี้ท่านก็ต้องดูให้ดีว่าประเทศไทยเรามี แนวโน้มโอกาสที่ได้รับประโยชน์และอย่างน้อยโครงการที่กองทุนนี้ไปลงทุนต้องเป็นโครงการ ที่ปลอดการเมือง ต้องเป็นโครงการที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่าต่อกองทุนและ ต่อประเทศไทยเราในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมทุนในกองทุนนี้อย่างแท้จริง
ประเด็นสุดท้าย ก็คือเราต้องเร่งรัดให้ทางเอดีบีพัฒนาระดับความน่าเชื่อถือ ของกองทุนนี้ เพื่อกองทุนนี้จะได้ออกพันธบัตรและเป็นพันธบัตรที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูง พอที่ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ รวมถึงธนาคารกลางของประเทศไทยสามารถ ที่จะซื้อพันธบัตรและเก็บเป็นทุนสํารองระหว่างประเทศได้ นี่คือวิธีเดียวที่จะตอบ โจทย์เจตนาตั้งใจของการจัดตั้งกองทุนนี้แต่แรก ก็คือเป็นช่องทางให้กับธนาคารกลาง สามารถที่จะนําทุนสํารองลงทุนในระบบสาธารณูปโภคของเราเองผ่านพันธบัตรที่ออกโดย กองทุนลักษณะนี้
ก็เป็น ๔ ประเด็นที่อยากที่จะฝากให้กับทางรัฐบาลไปพิจารณาต่อไป แต่ในส่วนของหลักการการกลับไปเจรจาการจัดตั้งกองทุนนี้ ผมและพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิบูลย์ คูหิรัญ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใคร่ขอร่วมให้ ข้อคิดเห็นในการที่รัฐบาลจะใช้เป็นกรอบในการเจรจาในเรื่องกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งท่านสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เกี่ยวกับในเรื่องเปอร์เซ็นต์ของการที่ประเทศไทยไปร่วมตั้งกองทุนนี้ด้วย แล้วก็เกี่ยวเนื่องไปถึงการที่จะมีอํานาจในการตัดสินใจในโครงการต่าง ๆ เนื่องจากการที่ไป ลงทุนก่อตั้งนี้วงเงินเปอร์เซ็นต์น้อยนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะก่อให้เกิดปัญหาในการตัดสินใจ ดังนั้นผมจะไม่ขอตั้งข้อสังเกตใน ๒ ประเด็นนี้ แต่ในโครงสร้างเกี่ยวกับทางด้านกํากับการ ดูแลนี้ที่จะนําไปเจรจาในครั้งนี้มีอยู่อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในการที่จะให้ทางเอดีบีเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนเอไอเอฟนี้ ซึ่งก็คงจะเป็นผู้ที่คอยดูแล โครงการด้วยนะครับ ทั้งนี้ เนื่องจากว่าประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่แล้วในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่กําลังพัฒนา จึงเห็นว่าถ้าจะใช้เงินเอไอเอฟให้ได้ประโยชน์ มากที่สุดเมื่อไปดําเนินการในโครงการใดควรจะต้องมีคณะผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ คอยช่วยเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งจากกรอบการเจรจานี้ก็คือจะให้เอดีบี แต่จากประสบการณ์ที่เคยอยู่ ในหน่วยงานที่ใช้เงินกู้จากแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเคเอสดับเบิลยู (KSW) โออีซีเอฟ (OECF) ซีด้า (CEDA) เอดีบี หรือ ไอบีอาร์ดี (IBRD) นะครับ เราเห็นว่าโครงการที่ใช้เงินกู้จากของ เวิลด์แบงก์ (World Bank) คือไอบีอาร์ดีจนประสบความสําเร็จสูงสุดนะครับ ทั้งนี้ เพราะ ไอบีอาร์ดีนี้มีคณะผู้เชี่ยวชาญจะช่วยตั้งแต่เริ่มงานไม่ว่าจะตั้งแต่ พรีแอสเซสเซอร์ (Pre Assessor) แอสเซสเซอร์ (Assessor) แล้วก็ตอนอิมพลีเมนท์ (Implement) หรือแม้กระทั่งในขณะที่ต้องติดตามการดําเนินการต่าง ๆ จึงคิดว่าถ้าเผื่อเอไอเอฟนี้จะใช้ การบริหารโดยการจ้างบริษัทที่ปรึกษามาช่วย แล้วก็จ้างคณะผู้เชี่ยวชาญมาเสริมโดยอาศัย ไกด์ไลน์ (Guideline) ของไอบีอาร์ดีก็น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ แทนที่จะใช้การบริหาร ของเอดีบีโดยตรง ซึ่งครั้งนี้ของเอดีบีเอง ถ้าเผื่อว่าให้มาบริหารนี้ก็อาจจะเกิดอินเทอเรสท์ คอนฟลิคท์ด้วยนะครับ เพราะว่าเอดีบีเองก็เป็นผู้ปล่อยเงินกู้ด้วยนะครับ จึงใคร่ขอ ตั้งข้อสังเกตให้คณะเจรจาในการใช้คณะบริหารจากภายนอกช่วยบริหารแทนเอดีบี ซึ่งคงจะช่วยให้เอดีบีบริหารเฉพาะทางด้านการเงินเฉย ๆ นะครับ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง สําหรับการดําเนินการเชื่อมโยงด้านพลังงานไฟฟ้า หรือเอเชียน เน็ตเวิร์ค (Asian Network) นั้น จริง ๆ แล้วมีการดําเนินการโดยมีการประชุม ของอาเซียนอยู่ตลอดทุกปีซึ่งเรียกว่า ฮาปัว (HAPUA) ซึ่งในด้านนี้ทางด้านเอเชียน พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค (Asian Power Network) นี้ ของเราก็มีทาง กฟผ. เป็นตัวแทน แล้วก็เป็นประธาน อยู่ด้วย ดังนั้นในการที่จะไปเจรจานี้คิดว่าน่าจะขอข้อมูลจาก กฟผ. ด้วย เพื่อที่จะใช้ ประโยชน์ในการเจรจาต่อไปครับ ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความเห็นด้วย แล้วก็ขอสนับสนุนกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน แท้จริงแล้ววันนี้ผมตั้งใจที่จะพูดจาเรื่องนี้กับรัฐบาลเป็นการเฉพาะ ผมเข้าใจดีว่าข้อเสนอ ที่เราใช้ในการเจรจาที่มีการพิจารณากันในรัฐสภาวันนี้นั้นเป็นเรื่องของการจัดตั้งกองทุน ไม่มีรายละเอียดอื่นใดที่จะต้องไปพูดจาให้มากไปกว่าสิ่งที่ตามกรอบการเจรจาที่ได้เสนอ เข้ามาในวันนี้ แต่บังเอิญในขณะนี้ผมได้เห็นรายละเอียดของกรอบของเงื่อนไขที่เราจะต้อง ดําเนินการกันต่อไปในอนาคต ผมต้องขอให้การสนับสนุนความเห็นของท่านกษิต ภิรมย์ ที่ท่านได้กรุณาอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ นั่นก็คือว่าเรากําลังจะเดินทางเข้าไปสู่การเป็น ประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๘ ไม่ใช่เป็นปีเพียงแต่ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งใน ประชาคมอาเซียนเท่านั้น แต่หากเรายังต้องเป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียนอีกด้วย นี่คือเงื่อนไขทางกายภาพ และเงื่อนไขทางศักยภาพของประเทศไทยที่เราเป็นได้ทั้ง ๒ สถานะ ด้วยตรงนี้เองนะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะต้องทําก็คือว่าการเชื่อมโยงกันทางกายภาพของภูมิภาคอาเซียนนั้น มันมีเรื่องที่ต้องไปดําเนินการหลายเรื่อง บางเรื่องดูเหมือนจะมีรายละเอียดชัดเจนอยู่ในนี้แล้ว เราอาจจะต้องทํากันในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกันในทางคมนาคมขนส่ง บางเรื่องเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเชื่อมโยงกัน ทางด้านเครือข่ายพลังงาน การเชื่อมโยงกันทางองค์กรการขนส่งที่เป็นทั้งเรื่องการเดินทาง การก่อสร้าง รูปแบบ ภาษี และเงื่อนไขอื่น ๆ แต่ว่าเงื่อนไขที่สําคัญในการที่จะเป็นจุดเชื่อมโยง ของประชาคมก็คือว่าเป็นการเชื่อมโยงโดยตรงของประชาคมในอาเซียน ซึ่งเป็นเรื่องของ เศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ผมโยงมาตรงนี้เพื่อเพียงบอกกับท่านประธานสั้น ๆ เท่านั้นเองว่า ผมไม่มีโอกาสพูดเรื่องนี้กับรัฐบาลเมื่อวันที่จัดทํางบประมาณ แต่ผมได้พูดจา เรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่มีการแถลงนโยบาย ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ในอนาคตความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันระหว่างประชาชนใน ๑๐ ประเทศนี้เราจะ ไม่ไปมาหาสู่กันในนามระหว่างประเทศกับประเทศอีกแล้ว แต่เราจะเป็นการพบปะ เชื่อมโยงซึ่งกันและกันในระหว่างเมืองกับเมือง ในระหว่างชุมชนกับชุมชนมากยิ่งขึ้น วันนี้คนปักษ์ใต้ คนภาคใต้ของประเทศไทยไม่ได้รู้สึกว่าเวลาไปปีนังแล้วไปประเทศมาเลเซีย ถ้าจะไปปีนังคนไทยก็คิดว่านี่คือเราไปปีนัง เราไปโกตาบารู เราไปกัวลาลัมเปอร์ ไม่ค่อยมี ความรู้สึกว่าไปมาเลเซีย คนมาเลเซียก็มีความรู้สึกแบบนี้เช่นเดียวกัน ผมอธิบายเรื่องนี้กับ ท่านประธานก็เพราะว่าถึงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยเราจะต้องดําเนินการรูปแบบ การปกครองท้องถิ่นเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนเสียให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา ๓-๔ ปีนี้ นั่นก็คือว่าวันนี้สําคัญอย่างยิ่งยวดก็คือว่า เมืองชายแดนจะเป็นด่านสําคัญของ การเชื่อมโยงการขนส่งในสิ่งที่เราพูดจากันในขณะนี้ เพราะฉะนั้นเมืองชายแดนของ ประเทศไทยในปัจจุบันจึงไม่ใช่เป็นเมืองที่เป็นโครงสร้างของความมั่นคง ไม่ใช่ประตูหลังบ้าน ที่ปิดประตูใส่กลอน แต่ต่อไปนี้เมืองชายแดนเราทุกเมืองเป็นประตูหน้าบ้านและเป็น ห้องรับแขกของประชาคมอาเซียน นั่นหมายถึงว่ารูปแบบการปกครองท้องถิ่นของ เมืองชายแดนที่เป็นปัจจุบันนี้ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน ได้อย่างชัดเจน ผมจึงบอกว่าถึงเวลาที่ผมจะต้องใช้เวลาเพียงสั้น ๆ นี้บอกกล่าวกับรัฐบาลว่า ที่ได้มีการพูดจากันไปในวันแถลงนโยบายนั้น วันนี้อย่างน้อยที่สุดที่อยู่ในภาคใต้ก็คือที่เบตง เทศบาลเบตงต้องนําไปสู่การเป็นเมืองพิเศษ เมืองรูปแบบพิเศษเบตง เมืองสุไหงโก-ลก แล้วก็เมืองสะเดาที่จังหวัดสงขลา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นโครงสร้างเหล่านี้ที่จริงผมมี โครงสร้างตั้งแต่มหานคร นคร เมืองพิเศษ เมืองท่า เตรียมการเอาไว้ทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่อยากใช้เวลาตรงนี้ให้มากนัก เพียงแต่บอกผ่านไปยังรัฐบาลว่าการสร้างจุดเชื่อมโยงนี้ และการดําเนินการในเรื่องนี้ การปรับโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปรับ รูปแบบของการปกครองท้องถิ่น เพื่อที่จะรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ นั้น เป็นสิ่งที่ต้องทําควบคู่ไปกับกรอบการเจรจาเพื่อทําการขนส่งในครั้งนี้ด้วยเช่นเดียวกันครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่ขอมีส่วนในการที่จะแสดงความคิดเห็นในรายการข้อสงวน ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียนและแนวทางการเปิดเสรีรายการข้อสงวน ชั่วคราว ๓ สาขา ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยเขตการลงทุนอาเซียน เนื่องจากการที่ ประเทศไทยจะเปิดเสรีในเรื่องของรายการสงวนชั่วคราว ๓ สาขาที่กําหนดไว้ ซึ่งในขณะนี้ ได้มีความพร้อมใน ๒ สาขาที่จะเปิดก็คือ สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําและสาขาการเพาะ ขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช ส่วนอีกสาขาหนึ่งคือการทําป่าไม้จากป่าปลูกนั้นยังจะต้อง อยู่ในระหว่างการติดตามเรื่อง แล้วก็ความเห็นของกรมป่าไม้ ซึ่งในกรณีของการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ํานั้น ผมมีข้อคิดเห็นซึ่งอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ในการที่เราจะเปิดเสรีให้มีการเพาะเลี้ยงปลาทูน่าในกระชังน้ําลึกนั้น อันที่จริงเรื่องการเพาะเลี้ยง ปลาทูน่าในกระชังน้ําลึกถือว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังถือว่าเป็นเทคโนโลยี ที่ประเทศไทยอาจจะยังไม่พร้อมและยังไม่มีด้วยซ้ําในขณะนี้ จากการตรวจสอบจากผู้ที่มี ความรู้ในเรื่องนี้แล้วก็จากการตรวจสอบจากเอกสารที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในเอกสารนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าการเพาะเลี้ยงปลาทูน่าในกระชังน้ําลึกนั้นอาจจะมีการดําเนินการในประเทศไทย ในขณะนี้ก็คงจะมีการไปใช้ประโยชน์จากแพลทฟอร์ม (Platform) ของแท่นขุดเจาะน้ํามัน ที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะในอ่าวไทย เพราะการที่จะไปทํากระชังน้ําลึกได้นั้นแน่นอนครับ อยู่ ๆ การที่จะไปตั้งทําเป็นกระชังเลยเทคโนโลยีขั้นสูงก็อีกส่วนหนึ่ง และการลงทุนก็คง จะต้องลงทุนอยู่มาก แต่หากใช้แพลทฟอร์มของแท่นเจาะน้ํามันที่มีอยู่ในอ่าวไทย ซึ่งบางแท่นเจาะกําลังจะยกเลิก หรือเลิกไปแล้วในขณะนี้ถูกทิ้งร้างไว้ก็มีโอกาสที่จะมีความ เป็นไปได้สูง เมื่อมาดูเรื่องนี้แล้วก็อาจจะมีความห่วงใยอยู่ว่าคงจะต้องใช้เทคโนโลยี ขั้นสูงพอสมควร ทีนี้พอมาดูประเทศในกลุ่มอาเซียนแล้วความเป็นไปได้ในการที่จะใช้ เทคโนโลยีขั้นสูงเช่นนี้จากประเทศในอาเซียนด้วยกันแล้ว ก็ดูเหมือนว่าอาจจะมีประเทศเพียง ประเทศเดียวที่น่าจะสนใจมาดําเนินการก็คือประเทศสิงคโปร์ แต่ว่าในความเป็นจริงนั้น ประเทศสิงคโปร์เองก็อาจจะไม่ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ด้วยตนเอง ก็อาจจะเป็นการนํา เทคโนโลยีจากประเทศอื่นซึ่งอาจจะมีลักษณะเช่นนี้อยู่บ้างในทะเลเหนือในขณะนี้ ที่มีเทคโนโลยีนี้อยู่ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าหากจะมีการมาดําเนินการในประเทศอาเซียนเรา จากประเทศอาเซียนเราก็คงจะต้องมีการใช้เทคโนโลยีที่เป็นการถ่ายทอดมาอีกทีหนึ่ง แล้วการลงทุนที่จะดําเนินการในลักษณะเช่นนั้นก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการมาลงทุนโดยตรง ของประเทศในสมาชิกอาเซียน ซึ่งมาดูรายละเอียดและข้อตกลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับข้อห้าม หรือกรณีใด ๆ ก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของตารางรัฐสมาชิกอาเซียนตามข้อ ๙ ในหน้า ๖ ของเอกสารนี้ แล้วก็ไปดูในข้อ ๘ ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงใยอยู่ว่าการมาร่วมลงทุนนั้น มันมีความไม่ชัดเจนว่าการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ของประเทศไทยเรา ได้มีข้อขีดคั่นไม่ให้ประเทศซึ่งเป็นประเทศที่สามไม่ใช่เป็นประเทศที่เป็นคู่ลงทุนซึ่งเป็น สมาชิกของประชาคมอาเซียนได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมลงทุนด้วยหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เองอาจจะเป็น ข้อที่ทําให้เกิดความน่าห่วงใยว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้วผู้ที่จะมาลงทุนนั้นจะเป็นผู้ที่มาจาก ประเทศอาเซียนจริง ๆ หรือมาจากประเทศที่สามแต่ใช้ประเทศอาเซียนเป็นทางผ่าน เข้ามาร่วมลงทุนในบ้านเรา ซึ่งก็เลยตั้งเป็นข้อสังเกตที่น่าห่วงใยไว้ เพราะในข้อ ๘ นั้นมีความไม่ชัดเจน ก็อยากจะขอฝากท่านรัฐมนตรีไว้นะครับว่าคงจะต้องมี ความชัดเจนในเรื่องนี้ว่าประเทศที่สามที่จะใช้ประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซียนเข้ามา ลงทุนในบ้านเราโดยใช้เงื่อนไขตามข้อกําหนดนี้ ข้อตกลงนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด และจะทําให้เราเกิดเสียสิทธิ หรือได้สิทธิ หรือได้ประโยชน์ในการที่ประเทศในอาเซียนนั้น จะมาลงทุนในสัดส่วน ๕๑ เปอร์เซ็นต์นี้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด
ในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา ที่เรียกว่าเลี้ยงกุ้งมังกร การเลี้ยงกุ้งมังกรนั้นมีความน่าสนใจและน่าห่วงใยบางประการนะครับ ก็คือกุ้งมังกรนั้น หากจะเลี้ยงต้องเลี้ยงในพื้นที่ที่มีน้ําค่อนข้างจะดี ซึ่งสภาพเช่นนี้เลี้ยงชายฝั่งที่มีน้ําค่อนข้าง จะดีนะครับ สภาพแวดล้อมดี ซึ่งสภาพแวดล้อมเช่นนี้ในบ้านเราก็คงจะอยู่ตามเกาะ เพราะตามชายฝั่งที่เป็นแผ่นดินใหญ่ในปัจจุบันนั้นเราค่อนข้างจะมีมลภาวะมากมาย แล้วก็การเลี้ยงกุ้งมังกรนั้นจากการตรวจสอบทางวิชาการแล้วก็พบว่าอายุของกุ้งมังกร อายุของการเลี้ยงนี่ต้องใช้เวลา ๒ ปีถึงจะได้ผล เมื่อการเลี้ยงต้องใช้เวลาถึง ๒ ปีเช่นนี้ ก็ห่วงใยว่าอาจจะเกิดปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น แล้วโดยเฉพาะหากจะต้องไปเลี้ยง ตามเกาะต่าง ๆ ซึ่งเป็นเกาะที่อาจจะมีความบริสุทธิ์อยู่ค่อนข้างจะมาก ยังไม่มีมลภาวะ มากมาย การเปิดโอกาสให้ไปเลี้ยงกุ้งมังกรเช่นนี้มันจะทําให้ความบริสุทธิ์หรือความที่จะเป็น สิ่งแวดล้อมที่ดีอยู่ตามบริเวณเกาะนั้น ๆ เกิดผลกระทบหรือเกิดความเสียหายหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน เพียงไร ก็อยากจะเป็นข้อสังเกตเอาไว้ เพราะอย่าลืมว่าในเรื่องของ การเลี้ยงกุ้งกุลาดําในบ้านเรานั้น ครั้งแรก ๆ ที่เข้ามาในบ้านเรานั้นก็มาจากผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง จากไต้หวัน และในที่สุดพอนาน ๆ เข้าก็เกิดการขยายตัว จากการลงทุนของผู้ลงทุนจาก ประเทศอื่น ๆ อยู่บ้างแฝงเข้ามา และในที่สุดการเลี้ยงกุ้งกุลาดําก็ทําให้เกิดมลภาวะขึ้นมา ตามชายฝั่งของบ้านเราอย่างมากมาย เช่นเดียวกันการเลี้ยงกุ้งมังกรที่จะเกิดการลงทุนจาก ประเทศในอาเซียนคราวนี้ ผมก็ห่วงใยว่าจะมีประเทศอื่นเข้ามาสวมเข้ากับประเทศอาเซียน ที่จะมาลงทุนในบ้านเรา แล้วในที่สุดก็จะทําให้เกิดปัญหาเรื่องมลภาวะตามเกาะต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีความสวยงามและความน่าสนใจในทางสิ่งแวดล้อมอยู่ในขณะนี้ด้วย ก็ขออนุญาต ฝากเป็นข้อสังเกตไปกับท่านรัฐมนตรีครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เราประชุมกันมา ๔ วัน ๔ คืนแล้วนะครับ ก็รู้สึกพอสมควร แล้วก็มีการอภิปรายกันในญัตติ เรื่องนี้ก็ใช้เวลากันพอสมควรนะครับ ก็คงจะมีไม่กี่ท่านที่จะต้องอภิปรายอีก ที่เห็นอยู่ก็มี ส.ว. เหลืออยู่ ๓ ท่าน คงขอเป็น ๓ ท่านสุดท้ายนะครับ เราใช้เวลาพอสมควร แล้วถ้ากระชับได้ ไม่ถึง ๗ นาทีก็จะขอบคุณครับ เชิญท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจาก จังหวัดตาก ผมจะขอร่วมให้ความเห็นในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ด้วยคนหนึ่งครับ เนื่องจาก เวลาจํากัด ผมจะขอพูดสั้น ๆ ใน ๒ หัวข้อด้วยกัน ๒ กรอบความตกลง
เรื่องแรกคือ กรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในภูมิภาคอาเซียน หรืออาเซียน อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ หลายท่านก็ได้พูดไปแล้วนะครับ ซึ่งที่จริงก็ชัดเจนนะครับว่ากองทุนนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และพิจารณาอย่างไรก็เป็น ประโยชน์ทั้งนั้นเลยครับ ดูแล้วไม่น่าจะต้องนํามาเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมด้วยซ้ําไป แต่เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญกําหนดว่าจะต้องนํามาเข้า ก็เลยคงจะต้องมาเข้าให้ความเห็นชอบ เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานนี่เป็นเรื่องที่สําคัญมาก แต่ละประเทศให้ความสําคัญกับ โครงสร้างของตนเอง อาเซียนโดยรวมก็เช่นเดียวกันนะครับ ถ้าเราพิจารณาโดยทั่วไป แล้วเราจะเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของเราเรื่องถนนหนทาง เรื่องไฟฟ้า ประปา ประเทศไทยเรา ไม่เป็นรองใครเลยนะครับ ฉะนั้นกองทุนที่ตั้งขึ้นมานี้โดยวัตถุประสงค์แล้ว และเรามีเอดีบี เป็นผู้ศึกษารูปแบบหรือความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง และเมื่อจัดตั้งไปแล้วเอดีบีก็เป็นผู้บริหาร กองทุนตรงนี้นะครับ วัตถุประสงค์นี่อ่านปั๊บก็เข้าใจเลยนะครับว่า จริง ๆ แล้วเราต้องการที่จะให้ประเทศด้อยพัฒนาที่ยากจนกว่าเราได้ใช้เงินเหล่านี้ไปใช้ ในการพัฒนาพื้นฐานเขา ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์หรือพม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา เหล่านี้เป็นต้น นะครับ และตรงนี้เองเพื่อเป็นการจูงใจ เอดีบีก็ได้ให้ความหวังว่าเงินที่มาเข้ากองทุน เหล่านี้ก็จะนํามาโดยการออกพันธบัตร ซึ่งพันธบัตรนี้จะอยู่ในระดับที่มีความน่าเชื่อถือ สามารถที่จะนํามาเป็นส่วนหนึ่งของเงินสํารองระหว่างประเทศได้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว ถ้าเงินตรงนี้ประเทศไทยจะใส่ลงไปให้ประเทศต่าง ๆ ลงในกองทุนมากน้อยเท่าไรก็สามารถ ที่จะนํามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเงินสํารองประเทศได้ซึ่งทําให้ได้ประโยชน์ ๒ ต่อ แต่ประโยชน์ ที่สําคัญมากก็คือการที่ประเทศไทยเรามีส่วนร่วมในการที่จะให้มีกองทุนนี้เกิดขึ้นนั้นก็จะทํา ให้ประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นมีถนนหนทาง เครือข่ายการติดต่อที่ดีขึ้น ไม่มีประเทศไหน หรอกครับที่จะได้ประโยชน์เท่าประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซียก็อยู่ไกลไป ไทยเรานี่เป็น เกตเวย์ทางภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองไปทางไหนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอาร์ ๓ เอ (R3A) ที่ขึ้นไปถึงประเทศจีน ผ่านลาว ผ่านพม่าไปนี่นะครับ หรือว่าอาร์ ๙ (R9) จากไทย ทางมุกดาหารผ่านอุตสาหกรรมสะหวัน-เซโนไปถึงดานัง เวียดนาม แล้วก็ยังติดต่อไปถึง กัมพูชาได้ และในอนาคตซึ่งท่านอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร จะได้กล่าวไปแล้วนะครับว่าอีกไม่ช้าไม่นานนี่นะครับ อีกไม่เกิน ๑๐ ปี พม่าก็จะมี ท่าเรือทวายน้ําลึก ซึ่งใหญ่โตมโหฬารมากนะครับ ท่าเรือน้ําลึกนี้มีความลึกถึง ๑๕-๒๐ เมตร ซึ่งมากกว่าท่าเรือน้ําลึกทุกแห่งในภูมิภาคนี้นะครับ นอกจากนี้อุตสาหกรรมที่จะมีการพัฒนา ต่อไป มีพื้นที่รวมกันถึง ๒๕๐ ล้านตารางกิโลเมตร หรือ ๖๐,๐๐๐ ไร่ อุตสาหกรรมหนัก ๆ หรือว่ามีปัญหาทางด้านพอลลูชั่น (Pollution) ทั้งหลายในเมืองไทยทําไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะ มาบตาพุดหรือว่าแหลมฉบังก็คงจะต้องไปที่ทวาย โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็จะช่วยให้ ประเทศไทยเรามีความสามารถที่จะเป็นเกตเวย์ได้สมบูรณ์มากขึ้นที่จะเชื่อมโยงนําสินค้า ไปทางตะวันออกกลาง และในยุโรป และภูมิภาคเอเชียใต้ด้วยนะครับ และเรื่องนี้เมื่อดูจาก ผลประโยชน์ต่าง ๆ แล้วผมคิดว่าสมาชิกทุกท่านก็คงจะเห็นอยู่ว่าเราควรจะให้ความ สนับสนุนนะครับ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับรายการข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วย การลงทุนอาเซียน เอซีไอเอ และแนวทางการเปิดเสรีรายการสงวนชั่วคราว ๓ สาขา เรื่องนี้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยนะครับ มีการเจรจากันมาตั้ง ๑๔-๑๕ ปีแล้วนะครับ แล้วขอเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านด้วยครับว่า การเจรจาในเรื่องการลงทุน เป็นเรื่องที่ใช้เวลามากที่สุดนะครับเช่นเดียวกับการเจรจาการเปิดเสรีการค้าบริการหรือ เซอร์วิส เซคเตอร์ (Service sector) ทั้งหลาย เพราะทุกประเทศไม่ว่าจะไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ทุกคนก็กลัวกันหมดนะครับ เขาจริง ๆ แล้วเขากลัวเรามากกว่าเรากลัวเขา การเปิดเสรีการลงทุนนี่นะครับ ประเทศไทยไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย ที่มันช้านี่ไม่ใช่เราช้า อย่างเดียวนะครับ มาเลเซียก็กลัว อินโดนีเซียก็กลัว แต่ในที่สุดด้วยสปิริต (Spirit) ที่ว่า เราจะต้องตั้งให้เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีภายในปี ๒๕๕๘ เพราะฉะนั้น ทุกประเทศก็ต้องเร่งรัดให้เป็นพันธกรณี ที่จริงแล้วทั้ง ๓-๔ รายการนี้ประเทศไทยเรามี พันธกรณีจะต้องเปิดภายในปี ๒๕๕๓ ด้วยซ้ําไป แต่เนื่องจากว่ามีกระแสต่อต้านจากเอ็นจีโอ (NGO) หรือว่าภาคประชาชนทั้งหลายก็ทําให้การพิจารณาล่าช้าไป ในที่สุดแล้วทุกอย่าง ก็เรียบร้อยนะครับ คณะทํางานซึ่งมีเลขาธิการสํานักงานการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) ของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน แล้วก็มีคณะกรรมการจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ทุกคนก็ได้ร่วมกันพิจารณา โดยเฉพาะอย่างเรื่องเกี่ยวกับการขยายและ ปรับปรุงพันธุ์พืช และป่าไม้ก็ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปพิจารณา กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ก็นําเรื่องผลการเจรจามาให้คณะทํางานพิจารณา คณะทํางานพิจารณาเสร็จแล้ว ก็นําเสนอคณะกรรมการ กนศ. คือคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งได้พิจารณาเสร็จแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันล่าช้ามาเนิ่นนาน ทุกประเทศเขาเรียบร้อยเขาพร้อมกันแล้ว เขารอประเทศไทยประเทศเดียว แล้วผมเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านว่าทุกวันนี้ประเทศไทยเป็นตัวถ่วงอาเซียนไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ในอดีตนั้นเราเป็นผู้นํานะครับ ทุกคนยกย่องเราเป็นเสือตัวที่ ๕ แต่ตอนนี้ทุกคน ส่ายหน้าเลยว่าอะไร ๆ ก็ต้องรอไทยอย่างเดียว เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าเราไม่ควรจะปล่อยเวลา ให้เนิ่นนานออกไปอีกแล้ว ถ้าสามารถจะให้ความเห็นชอบในวันนี้ได้ก็ควรจะต้องรีบทํานะครับ สิ่งที่เรากลัวอย่างเดียวคือผลกระทบ แต่ผมดูแล้วรายการนี่ครับ เรื่องปรับปรุงพันธุ์พืช หรือป่าไม้ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา ประเทศไทยเราได้เปรียบทุกประเทศเลย เราไม่รู้ว่าเราจะกลัวเขา ทําไมนะครับ ซีพีของเราไม่ใช่ยิ่งใหญ่ของอาเซียนนะครับ เรายิ่งใหญ่ของระดับโลก ทุกประเทศกลัวเรากันทั้งนั้น เราส่งกุ้งก็อันดับต้น ๆ ของโลก สินค้าการเกษตรหลายอย่าง เราเป็นที่ ๑ ของโลก เราอย่ากลัวให้มากเลยครับ คนอื่นเขากลัวเรามากกว่าครับ เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนเต็มที่เลยครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ นาน ๆ ทีเราจะได้เห็นฝ่ายค้านมาอภิปราย สนับสนุนรัฐบาลในที่ประชุมนะครับ เรื่องนี้มันก็เป็นบทเรียนอันหนึ่ง ซึ่งทําให้เราทราบว่า เหตุผลการที่เราลงสัดส่วนในกองทุนเอไอเอฟเพียงแค่ ๓.๐๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ ต่ํากว่า เพื่อนบ้านคือมาเลเซียที่ ๓๐.๙๒ แล้วก็อินโดนีเซียที่ ๒๔.๗๓ ก็เพราะปัญหาเรื่องของ มาตรา ๑๙๐ แต่ว่ามาตรา ๑๙๐ นี่ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่ามันก็จะทําให้เราทํางานได้ รอบคอบ ผมเองก็สงสัยมาตั้งแต่ก่อนที่ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านจะแถลง อดีตนะครับ ว่ากรณีนี้มันเกิดจากการประชุมที่บาหลีแล้วเราไม่สามารถจะลงนามได้ แล้วเพื่อนบ้านเราลงนามไปหมดแล้ว ลงสัดส่วนของเงินลงทุนไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ทําให้เรามีปัญหาว่าเราจึงสามารถลงได้เพียง ๓ เปอร์เซ็นต์
ท่านประธานครับ โดยปกติแล้วสัดส่วนของการลงทุนในกองทุนมันมี ความหมายต่อการปล่อยกู้ เพราะว่าคนที่ลงทุนมากเสียงก็จะดังนะครับ ผมเองก็เคยอภิปราย ในรัฐสภาแห่งนี้มาหลายครั้งในกองทุนต่าง ๆ แม้กระทั่งซีเอ็มไอเอฟ ผมก็อภิปรายว่าทําไม เราถึงไม่ลงสัดส่วนให้มันมาก ๆ ไม่ได้หรือ แม้กระทั่งเอดีบี เพราะว่าการลงทุนสัดส่วนมาก มันดีสําหรับเรา ในการประชุมบอร์ด ออฟ ไดเรคเทอร์ส เราสามารถที่จะออกเสียงแล้วก็มี น้ําหนักเสียงดัง เหมือนกับถ้าเป็นนักมวยก็ตัวใหญ่อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป โครงการที่เราจะปล่อยกู้มันก็สามารถอิงกับผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ ท่านประธานครับ ข้อสําคัญนี่มันเป็นการนําเงินสํารองระหว่างประเทศมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ปัญหาก็คือ เงินสํารอง ขณะนี้เรามีอยู่มากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ผมอยากจะฝากคําถามผ่าน ท่านประธานถึงทางรัฐบาลว่าเงินสํารองที่เหมาะสมที่ควรจะเป็น ผมเองพูดในฐานะของ ประชาชน ผมไม่ทราบหรอกครับว่าเงินสํารองที่เหมาะสมของประเทศเรามันควรจะเป็น เท่าไร เราจะได้มีเกณฑ์ตรงนั้นวัดไว้ขั้นหนึ่ง แล้วเราจะได้เสนอว่าส่วนที่เกินนั้น มันนํามา ลงทุนหรือว่ามาออมในประเทศได้หรือไม่ ถ้าหากว่าออมได้มันก็จะได้ดอกผลที่เป็นประโยชน์ ต่อเรากลับคืนมา ไม่ได้ปล่อยให้เงินนี่มันนอนนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้น ก็อยากจะฝากคําถาม เพราะว่าผมเองตอนแรกผมงงว่าทําไมมีตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วกลับไปลงทุน นิดเดียวนะครับ ตามที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่าทําไมลงทุนมาแค่ ๑๕ ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วนะครับ
อันที่ ๒ มันมีเรื่องที่มีการกู้เงิน คือตอนนี้เราเสนอแค่ตั้งกองทุนนะครับ ขออนุมัติกรอบในการตั้งกองทุนไปลงชื่อ ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะต้องไปลงชื่อตรงนี้นะครับ ทีนี้เมื่อตั้งกองทุนแล้ว ต่อไปก็เป็นการ ปล่อยกู้ของกองทุน การปล่อยกู้มันก็มีปัญหาตลอดมาในรัฐสภาแห่งนี้ ตัวเลขที่โชว์มามันจะ เป็นตัวเลขดอกเบี้ยต่ํา เสียดอกเบี้ยต่ํา เวลาจ่ายเงินไม่ว่าเราจะกู้มาทําอะไรก็ตาม ข้อเสนอ ดูเหมือนกับน่าสนใจ ดอกเบี้ย ๑ เปอร์เซ็นต์ ครึ่งเปอร์เซ็นต์นะครับ ๑ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ถือว่าน้อยมาก เหมือนกับจูงใจให้กู้ แต่ความเป็นจริงครับท่านประธานมันไม่ได้ต่ําอย่างนั้น มันมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มันมีค่าสวอพ (Swop) แล้วมันก็มีเงินค่าปากถุง เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วยว่าในกรณีนี้ ถ้าในครั้งต่อ ๆ ไปมันมีรายละเอียดเข้ามานะครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนนี้หรือซีเอ็มไอเอฟ หรือกองทุนอื่น ท่านช่วยบอกในรายละเอียดว่าดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เราจะต้องกู้เงิน มันเท่าไรกันแน่ เพราะว่ามันมีปัญหาที่รัฐวิสาหกิจของเราหลายหน่วยไปกู้แบบนี้ แล้วก็พบ ปัญหาจากอัตราแลกเปลี่ยนทําไปทํามามันกลายเป็นว่าเสียดอกเบี้ยถึงปีละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ดอกเบี้ยของประเทศไทยต่ํา การกู้เงินจากกองทุนไม่ว่าจะเป็นเอดีบี ไม่ว่าจะเป็น เวิลด์แบงก์ แม้กระทั่งเอไอเอฟที่เราจะตั้งขึ้นใหม่ บางครั้งมันไม่จําเป็นจะต้องไปกู้ มันกู้ในประเทศก็พอ ไม่ว่าจะออกเป็นพันธบัตรหรืออย่างอื่น การกู้ในประเทศในสภาวะที่ เศรษฐกิจต่ํามันเป็นสิ่งที่ดีกว่าไปเสี่ยงกับการกู้นอกประเทศด้วยซ้ํา ผมเองนะครับ ท่านประธาน ผมไม่เชื่อละครับว่าเวิลด์แบงก์ หรือเอดีบี หรือเอไอเอฟที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตมันจะดีสม่ําเสมอไปตลอดเวลา ผมมีความเชื่อว่ามันขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งตรงนี้ เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะบริหารหนี้สาธารณะ แล้วก็กระทรวงการคลังที่จะบอก เราได้ว่าในภาวะข้างหน้า ในกรณีต่อไปเราควรจะหาแหล่งเงินกู้จากที่ไหน อย่างไร เพื่อลงทุน สาธารณูปโภค ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับกรณีที่เราจะตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานนั้นมันก็เป็นสิ่งที่จะต้องพัฒนา ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ แล้วก็ปัจจุบันนี้โครงสร้างพื้นฐานเราไม่ได้มีอะไรที่มากมาย เราสามารถ ที่พัฒนาได้มากกว่านี้อีกเยอะครับ โดยเฉพาะเรื่องของรถไฟ เราก็มีความพยายามจะมีการ พัฒนาถนนเป็นเครือข่ายโยงใยเหมือนใยแมงมุมของอาเซียน แต่ว่าเรื่องรถไฟเราก็มี อีกเหมือนกัน แต่ว่าเป็นเรื่องของการพัฒนาตั้งแต่สิงคโปร์ไล่ขึ้นมา ซึ่งการพัฒนารถไฟ แม้กระทั่งเป็นเครือข่ายอาเซียนมันก็ยังมีปัญหา ผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าในกรณีโครงสร้างพื้นฐานเรื่องของรถไฟบางครั้ง เราต้องคิดให้มาก สิงคโปร์ครับ สิงคโปร์เขาเสนอแค่รถไฟให้เราฟรี ๆ เพื่อขนส่งสินค้า แล้วก็ไปลงที่สิงคโปร์ตรงนี้เขาได้ประโยชน์ แต่แหลมฉบังเราเสียประโยชน์ ในกรณีแบบนี้ เราจะต้องคิดมากในการลงทุนกรณีอย่างนี้ แต่ว่าโดยภาพรวมโดยโครงสร้างแล้วผมเห็นว่า มันยังมีประโยชน์ได้มากกว่าเสียครับ ขอบคุณครับ
ขอเป็นท่านสุดท้ายนะครับ พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุนกรอบ ทั้ง ๓ กรอบนะครับ
กรอบที่ ๑ การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน หรือเอไอเอฟ ซึ่งจากการดูแล้วก็เป็นการจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๒ โดยกองทุนดังกล่าวได้กําหนดวงเงินไว้ จํานวน ๔๘๕ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย ๑๔,๕๕๖ ล้านบาทนะครับ จากประเทศในอาเซียน ๙ ประเทศ ยกเว้นประเทศพม่า เพราะฉะนั้นจากการดูอัตราที่ร่วมกันจัดตั้งกองทุนในครั้งนี้จะเห็นได้ว่าประเทศมาเลเซีย ได้ลงทุนไป ๔,๕๐๐ ล้านบาท อินโดนีเซีย ๓,๖๐๐ ล้านบาท ฟิลิปปินส์ ๔๕๐ ล้านบาท ไทย ๔๕๐ ล้านบาท สิงคโปร์ ๔๕๐ ล้านบาท และบรูไน ๓๐๐ ล้านบาท เวียดนาม ๓๐๐ ล้านบาท กัมพูชาและลาวประเทศละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจากนั้นก็จะมี ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียอีก ๑๕๐ ล้านบาท ก็คือ ๔๐๐ ล้านบาท จากการที่ได้จัดตั้งกองทุน ดังกล่าวนี้ก็จะเกิดประโยชน์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ๓ ประการ
ประการแรกก็คือ เป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือบนเวทีอาเซียนของไทย ซึ่งจะแสดงออกถึงความเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเปลี่ยนจากสนามรบเมื่อ ๒-๓ ปี ที่ผ่านมาเป็นสนามการค้าการลงทุนในอาเซียนนะครับ ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เนื่องจากว่า เมื่อปีที่แล้วก็มีสงครามเกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา ในขณะนี้สงบลงแล้วนะครับ
ประการที่ ๒ เป็นการนําเอาเงินออมของประเทศมาใช้ประโยชน์ในการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน
และประโยชน์อันสุดท้ายก็คือ การพัฒนาความเชื่อมโยงในโครงสร้างพื้นฐาน ระหว่างประเทศ การจัดตั้งกองทุนเอไอเอฟเป็นแหล่งเงินทุนช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ในการพัฒนาความเชื่อมโยงทางด้านโครงสร้างพื้นฐานตามแผนแม่บทของอาเซียน เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ๓ ด้านก็คือ
๑. การเชื่อมโยงทางบก เป็นการเชื่อมโยงถนนในประเทศอาเซียนรวมกับจีน ด้วยนะครับ ก็คือไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ระยะทางทั้งสิ้น ๓๘,๔๐๐ กิโลเมตร และมีการเชื่อมโยงทางรถไฟ ๘ ประเทศ ก็คือไล่ตั้งแต่จีนตอนใต้ ลาว พม่า ไทย เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ อันนี้การเชื่อมทางบกนะครับ
๒. การเชื่อมโยงทางน้ํา ก็เป็นการเชื่อมโยงทางทะเล ก็มีท่าเรือทางทะเล ใน ๘ ประเทศ ๔๗ แห่งนะครับ ของไทยก็มี ๒ แห่ง ก็คือ ท่าเรือกรุงเทพฯ กับท่าเรือแหลมฉบัง อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์
สุดท้ายก็คือทางอากาศ เชื่อมโยงในเรื่องการปรับปรุงระบบการบินและ การพัฒนาคุณภาพสาธารณูปโภคพื้นฐาน รองรับการขนส่งทางอากาศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันนี้ก็คือประโยชน์ที่จะได้จากกองทุนนะครับ เพราะฉะนั้นกองทุนดังกล่าวนี้ผมก็ขอ สนับสนุนรัฐบาลนะครับ
กรอบที่ ๒ ก็คือกรอบความตกลงว่าด้วยเขตการลงทุนอาเซียนเอไอเอและ แนวทางการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุนภายในอาเซียน ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่าการผลิตแป้งจากข้าวและพืชไร่เปิดเสรีมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เพราะฉะนั้นในคราวนี้ก็จะเป็นการเปิดเสรี หรือว่าการลงทุนด้วยกัน ๓ สาขาอย่างที่กล่าว มาแล้ว ก็คือ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา การเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช การทําไม้จาก ป่าปลูก ซึ่ง ๓ รายการนี้กําหนดเปิดเสรี หรือว่าเปิดการลงทุนระหว่างกันในปี ๒๕๕๓ แต่ก็ยังทําไม่ได้ สาเหตุที่ทําไม่ได้ก็คือประเทศไทยเกิดภาวะสงคราม สงครามภายในประเทศ ก็คือกีฬาสีนะครับ และสงครามระหว่างประเทศก็คือไทย กัมพูชา จึงไม่สามารถที่จะลงนาม ใน ๓ สาขานี้ได้
กรอบสุดท้ายนะครับ ก็คือกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทาง เศรษฐกิจการค้าการลงทุนระหว่างประเทศอาเซียนและประเทศเกาหลี ในประเทศนี้นะครับ จากที่ผมดูตารางการค้าระหว่างกันแล้วก็ปรากฏว่า ในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยขาดดุลการค้ากับประเทศเกาหลีดังต่อไปนี้นะครับ ปี ๒๕๕๐ ขาดดุล ๖๙,๑๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๑ ขาดดุล ๙๕,๗๒๒ ล้านบาท ปี ๒๕๕๒ ขาดดุล ๑๔๘,๗๔๐ ล้านบาท และปี ๒๕๕๓ ปีที่แล้วขาดดุล ๑๒๓,๕๑๐ ล้านบาท อันนี้การค้าระหว่างไทยกับเกาหลี เพราะฉะนั้นดูจากสินค้าแล้วที่ไทยส่งไปขายเกาหลีก็มี ๑. ยางพารา ๒. แผงวงจรไฟฟ้า ๓. น้ํามันดิบ ๔. เครื่องคอมพิวเตอร์ ๕. เครื่องใช้ไฟฟ้า ๖. เคมีภัณฑ์ ๗. กระดาษ ๘. ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน ๙. ไม้และ ผลิตภัณฑ์ไม้ ๑๐. น้ําตาลทราย และจากดูอัตราภาษีนําเข้าสินค้าจากไทยไปเกาหลี ก็จะเห็นได้ว่าแพงมากนะครับ ก็คือผักและผลไม้กระป๋อง ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ น้ําตาลทราย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ดอกกล้วยไม้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ กล้วย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และทุเรียนอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในกรอบอันสุดท้ายนี้ก็คืออยากจะเสนอแนะทางรัฐบาล โดยผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์ในการพิจารณาตกลงกรอบการค้าการลงทุนระหว่างเกาหลี กับไทย ก็อยากจะให้ดูเกี่ยวกับอัตราภาษี คือประเทศไทยเรามีภาษีอย่างเดียวก็คือภาษีจาก ภาครัฐบาลหรือว่ากรมสรรพากรเก็บ แต่ภาษีของต่างประเทศมีภาษีซ้ําซ้อน ภาษีซ้ําซ้อน ก็คือถ้ามีการลงทุนหรือเปิดการค้าเสรีเข้าไปในประเทศเขาจากด่านศุลกากรไม่ได้เสียนะครับ แต่ว่าไปถึงรัฐหรือว่าถึงจังหวัดหรือถึงมณฑลเขานี่ เขาจะมีภาษีเฉพาะตัวของรัฐเขา เพิ่มขึ้นมาอีก อันนี้ก็อยากจะฝากทางรัฐบาลได้พิจารณาในส่วนนี้ด้วย ก็ขอสนับสนุนนะครับ กรอบทั้ง ๓ กรอบที่ผ่านมา ก็ขอกราบขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านรัฐมนตรี จะชี้แจงหน่อยไหมครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีกรณ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่ได้ช่วยกรุณาชี้แจงว่า กรณีของกองทุนเอไอเอฟนั้น ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนเขาเซ็นสัญญากันไปแล้วครับ จริง ๆ แล้วเนื่องจากว่ากระบวนการทํางานของเราต้องมาผ่านสภาตามมาตรา ๑๙๐ นั้น แล้วก็มีจังหวะในการที่เรามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ทําให้การดําเนินการของเรา ค่อนข้างจะล่าช้า เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านสมาชิกเกิดไม่ชอบใจเงื่อนไขในจุดใดที่เป็น ประเด็นปลีกย่อยสําหรับกรณีนี้ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้วครับ
มีประเด็นบางประเด็นที่ท่านสอบถามนะครับ และผมอยากจะชี้แจงและแจ้ง ให้ทราบเป็นข้อมูลเพื่อจะให้ท่านสบายใจ
ประการแรกนั้น มีสมาชิกถามว่ากองทุนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศใด เรียนให้ทราบว่าจดที่ประเทศมาเลเซียครับ อันนี้เป็นสาเหตุที่มาเลเซียเขาให้การสนับสนุน เต็มที่ถึงได้ลงทุนเป็นเงินทั้งหมดที่ว่า ๔๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ว่าอยากเรียนอย่างนี้ครับ กองทุนนี้สําหรับมาเลเซียก็ดี สําหรับไทยก็ดี หรือแม้แต่อย่างประเทศสิงคโปร์ก็ดี มันไม่ใช่ ช่องทางที่เราจะไปหาเงินมากู้นะครับ ไม่ใช่ช่องทางที่เราจะไปหาเป็นแหล่งเงินหรอกครับ เพราะว่าแหล่งเงินตรงนี้ต้นทุนแพงกว่าที่เราสามารถกู้ได้ขณะนี้ครับ เพราะฉะนั้นประเทศ ที่อันดับเครดิตเรตติ้งดี อย่างไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เรามีแหล่งกู้จากตลาดในอัตราที่ต่ํากว่านี้ เพราะฉะนั้นกองทุนนี้จริง ๆ แล้วคือเล็งที่จะไปลงในประเทศอาเซียนในระดับที่ต่ํากว่า แล้วมันเป็นช่องทางในการที่จะทําอย่างไรประเทศในอาเซียนถึงจะเอาเงินสํารอง ในระหว่างประเทศซึ่งเก็บอยู่ในแต่ละประเทศจํานวนมากเอาไปลงทุนได้มากกว่าครับ
ท่านถามว่าการบริหารจัดการจะทําอย่างไร จะทําโดยวิธีเป็นคณะกรรมการครับ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากแต่ละประเทศ คือ ๙ คน แล้วก็มีเอดีบีอีก ๑ คน ก็เป็น ๑๐ คน แต่ว่าการออกเสียงในทุกเรื่องจะทํา ๒ ขยักครับ ขยักหนึ่งนั้นนับจํานวนกรรมการ และอีก ขยักหนึ่งถึงจะนับจํานวนเงินที่ลงทุนนะครับ เพราะฉะนั้นมันก็มีกระบวนการเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) ที่อยู่ในระดับหนึ่ง
ที่ถามว่าจํานวนเงินที่รัฐบาลไทยจะเอาไปลง ๑๕ ล้านเหรียญสหรัฐนั้น ก็เรียนว่าอันนี้เป็นจํานวนที่กําหนดโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว แล้วผมเองก็คิดว่าเป็นจํานวน ที่เหมาะสม เพราะว่าการลงของประเทศไทยเราต้องใช้เงินจากงบประมาณครับ เงินนี้ไม่ได้ใช้เงิน แบงก์ชาตินะครับ เงินนี้ไม่ได้ใช้เงินสํารองครับ เป็นเงินจากงบประมาณ สาเหตุที่เรา ไม่สามารถใช้เงินสํารองได้ก็เพราะว่ากฎหมายแบงก์ชาติไม่ได้เปิดช่องไว้ครับ เพราะฉะนั้น เวลานี้เราถึงได้มีปัญหาว่าเงินสํารองระหว่างประเทศของเราที่เก็บอยู่ที่แบงก์ชาติ ผลตอบแทนต่ํานะครับ เพราะฉะนั้นวิธีการที่เราจะได้ประโยชน์จากกระบวนการนี้ก็คือว่าเร่ง ให้มีการขยายกองทุน แต่ว่าโดยวิธีให้เขาออกบอนด์ (Bond) ครับ ออกพันธบัตรในการกู้ แล้วก็ทําให้บอนด์อันนั้นมีอันดับความน่าเชื่อถือที่สูงเพื่อจะได้เปิดให้ธนาคารกลางอย่าง แบงก์ชาติของเราสามารถเอาไปลงได้ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนให้ทราบสั้น ๆ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านรัฐมนตรี ภูมิ สาระผล ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกในสาระ โดยสรุปสั้น ๆ นะครับ
ที่มีท่านสมาชิกได้สอบถามเรื่องการปรับกฎถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้าภายใต้ ความตกลงอาเซียนและจีนนั้น ท่านยกตัวอย่างว่า ถ้าไทยนําเข้าจากลาวส่งไปจีน จะนับรวม วัตถุดิบจากลาวโดยต้นทุน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อส่งไปจีนได้หรือไม่ อันนี้ขอเรียนว่าเรื่องเกณฑ์ ต้นทุน ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นต้นทุนของภูมิภาคครับ ฉะนั้นสินค้าที่มีวัตถุดิบจากลาวก็นับ อยู่ในต้นทุน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ได้ สามารถส่งไปจีนได้โดยได้ลดภาษีนําเข้าจีนได้เช่นกัน
ส่วนข้อถามที่ว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นได้รวมค่าแรงไว้ในนั้นด้วยหรือไม่ ขอตอบว่า ค่าแรงได้รวมไว้ในต้นทุน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ได้
นอกจากนี้ท่านสมาชิกได้ถามในเรื่องการเปลี่ยนระบบพิกัดศุลกากรได้มีการ ผ่านการหารือหรือไม่ กราบเรียนครับว่าการเปลี่ยนระบบพิกัดศุลกากรนั้นทําโดยองค์การ ศุลกากรโลก ซึ่งไทยเป็นสมาชิกและได้เข้าร่วมประชุมกําหนดข้อเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งก็เป็น การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับความทันสมัยกับรูปแบบของสินค้าที่พัฒนาไปตลอด และข้อถามในเรื่องผลกระทบต่อเภสัชภัณฑ์และหนังดิบว่าได้มีการหารือภาคเอกชน และว่าได้รับการตอบรับเช่นไรนั้น ในเรื่องนี้กรมศุลกากรได้ศึกษาและหารือกับภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องแล้ว คือไทยไม่ได้นําเข้าหนังดิบจากจีนเลยนะครับ จะมีนําเข้าก็เพียง เอ็นเย็บแผลบ้าง ทั้งนี้ รวมมูลค่าการนําเข้าจากจีนก็เพียงปีละประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ก็จึงจะเป็นข้อมูลที่นําเรียนท่านสมาชิกเพื่อจะได้เบาใจในข้อคลางแคลงและ ข้อสงสัย ขอกราบเรียนเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ผมหารือปิดอภิปรายเลย ได้ไหมครับ เชิญท่านรัฐมนตรี เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ขออนุญาตที่จะชี้แจงข้อกังวลของท่านสมาชิกบางท่านเกี่ยวกับกรณี การเปิดเสรีรายการสงวนชั่วคราว ๓ สาขา ซึ่งท่านกังวลว่าเรื่องนี้ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบ ในเชิงลึก ผมอยากจะเรียนนิดหนึ่งครับว่าในการประชุมของ กนศ. คณะกรรมการนโยบาย เศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาคณะหนึ่ง โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นประธาน องค์ประกอบก็มาจาก หน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้มอบหมายให้ ๓ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ กรมประมง กรมป่าไม้ สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร ไปศึกษาวิจัยผลดี ผลเสีย และผลกระทบของการเปิดเสรี ๓ สาขาในเชิงลึก แล้วก็ได้ข้อสรุปแนวทางการเปิดเสรีโดยการผ่อนปรนมาตรการ ในกิจการย่อยบางรายการภายใต้ ๓ สาขาดังกล่าว เพื่อให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณี ภายใต้ความตกลงเอไอเอเดิม ซึ่งสํานักงานส่งเสริมการลงทุนได้นําเสนอผลการดําเนินงาน และผลการหารือของคณะทํางานตามมติของคณะรัฐมนตรีข้างต้นต่อ กนศ. เพื่อที่จะให้ความเห็นชอบในการประชุม ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ซึ่งผมขออนุญาตอ่านบันทึกรายงานการประชุมบางตอนโดยย่อดังนี้นะครับว่า
ท่านประธาน กนศ. ในขณะนั้นก็ได้แก่ ขออภัยที่เอ่ยนามครับ ท่านอดีต รองนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ ดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านได้กล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า จากการประชุม กนศ. คราวที่แล้วกรมประมงก็แจ้งแล้วว่าปลาทูน่าในน้ําลึกครีบเหลือง และกุ้งมังกรชนิดที่ยังไม่มีผู้เพาะเลี้ยงในไทยจึงไม่มีผลกระทบใครอยู่แล้ว ดังนั้นในวันนี้ก็จะ พิจารณาการเปิดเสรีแบบผ่อนปรนในรายการสงวน ๓ รายการ ที่ได้มีการปรึกษาหารือกัน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้แก่ ปลาทูน่าครีบเหลือง กุ้งมังกร และเมล็ดพันธุ์ หอมหัวใหญ่ สําหรับการทําป่าไม้จากป่าปลูกนั้นขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมไปพิจารณาก่อน ซึ่งหลังจากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมโดยสํานักงานส่งเสริม การลงทุนก็ได้ทําหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ ถึง ๔ ฉบับ ฉบับแรก เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ฉบับที่ ๒ เดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ฉบับที่ ๓ เดือนธันวาคม ๒๕๕๓ และฉบับสุดท้าย ฉบับที่ ๔ เดือนกันยายน ๒๕๕๔ ก็ยังไม่ได้รับ คําตอบจากกรมป่าไม้แต่อย่างใด เพราะฉะนั้นในคราวนี้ก็จึงเสนอรายการสงวนชั่วคราวเพียง ๒ สาขา คือ สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํากับสาขาขยายพันธุ์และเพาะพันธุ์พืชเท่านั้นนะครับ ผมขอเรียนชี้แจงให้ท่านผู้ทรงเกียรติได้ทราบครับ
ท่านมีอะไร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือคําถามของผมบางทีท่านยังตอบไม่หมด อย่างเช่นของรัฐมนตรี ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่บอกว่าสมาชิกมีทั้งหมด ๙ บวก ๑ ใช่ไหมครับ อาเซียน ผมบอกว่าพม่าไม่ได้จ่ายสตางค์เลยเป็นสมาชิกไหม กัมพูชากับลาว ๒ ประเทศ รวมกันแล้ว ๐.๒ กัมพูชากับลาวถือว่าเป็นหนึ่งไหม หรือว่า พม่า กัมพูชากับลาว นับ ๒ และพม่าไม่นับเลย ผมอยากจะทราบข้อมูลตรงนี้
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งที่บอกว่าสินค้าที่ซื้อจากลาว เวลามาผลิตที่เมืองไทย แล้วขายไปจีน ถามว่าลาวเรามีออกสิทธิเป็นอาเซียน เราซื้อจากลาวได้ฟอร์ม ดี (Form D) หรือฟอร์ม อี เพราะว่าเราส่งไปเวลาเราผลิตจากอาเซียนไปจีนมันได้ ฟอร์ม อี แต่อาเซียน กับอาเซียนได้ ฟอร์ม ดี ถามว่าลาวออกฟอร์ม ดี หรือ ฟอร์ม อี ให้เรา อันนี้ก็คืออยากจะ เรียนประเด็นอีกประเด็นหนึ่ง
แล้วสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะถามก็คือการเปลี่ยน เอชเอส โค้ด (HS code) หรือว่าฮาร์โมไนซ์ ซิสเต็ม (Harmonize system) ปี ๒๐๐๒ ก็คือปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๕ มาเป็น ๒๐๐๗ ก็คือปี ๒๕๕๐ ตัว ๔ ตัวนี้ของระบบฮาร์โมไนซ์ ซิสเต็ม ๔ ตัวเหมือนกัน แต่ตัว ๒ ตัว ๖ หลักเหมือนกันไหม หรือต้องเปลี่ยน เพราะเมน (Main) ๔ หลักเหมือนกัน แต่มันจะมาเปลี่ยนตรง ๒ ตัวสุดท้าย คือ ๖ หลัก ถามว่า ๒๕๔๕ เปลี่ยนไปเป็น ๒๕๕๐ เปลี่ยนเฉพาะ ๔ ตัว หรือว่า ๔ ตัวเหมือนกัน หรือว่าเปลี่ยนเฉพาะ ๒ ตัวสุดท้าย รวม ๖ ตัว ๒ ตัวสุดท้ายมันต่างกันอยากจะทราบเหตุผลครับ
ท่านรัฐมนตรี จะตอบหน่อยไหมครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปไหนครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังครับ ท่านสมาชิกถามไม่ทราบท่านจะชี้แจงหรือเปล่า อยู่ไหนไม่ทราบ ท่านครับ ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปไหนแล้ว ท่านพอจะอนุโลม ได้ไหมครับ เดี๋ยวค่อยคุยกับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา อย่างนั้นก็ไม่เป็นไรครับ ก็คือผมขอข้อมูลทีหลังก็ได้ครับ คือผมอยากจะทราบว่าเป็นอย่างไร
ขอบคุณครับ ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ คงต้องให้ข้อมูลอีกทีครับ ผมหารือ ปิดอภิปรายเลยนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่น ถือว่าที่ประชุมมีมติให้มีการปิดอภิปรายนะครับ ผมขอมติเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญสมาชิกข้างนอกด้วยนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนผมจะขอมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ โปรดเสียบบัตร และกดปุ่มแสดงตนด้วยนะครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใดมีปัญหา ในการแสดงตนหรือเปล่าครับ มีท่านจิรายุนะครับ มีท่านใดอีกหรือเปล่าครับ ๒-๓ ท่าน เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยนะครับ ท่านรังสิมาด้วยเพิ่งมาครับ ใครมีปัญหายกมือด้วยนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยครับ มีท่านใดยังมีปัญหาอยู่หรือเปล่าครับ มีไหมครับ ไม่มีนะครับ ปิดการลงคะแนนได้แล้วครับ ส่งผลได้เลยครับ มีผู้เข้าประชุม ๔๕๔ ท่าน ถือว่าครบ องค์ประชุมครับ
ผมจะขอมติทั้งหมด ๔ มตินะครับ ก็จะเรียงไปตามลําดับครับ มติที่ ๑ เรื่องด่วนที่ ๑ กรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ผมจะขอมติว่าท่านสมาชิกเห็นด้วยหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ มติเห็นด้วยหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านใดยังไม่พร้อมครับ ท่านใดยังมีปัญหายกมือครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วยนะครับ เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มตินะครับ เห็นด้วย ๔๕๔ คน ไม่เห็นด้วย ๑ คน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ
ผมขอมติที่ ๒ เรื่องด่วนที่ ๓ การปรับกฎถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้า (PSR) จากพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๕ (HS ๒๐๐๒) เป็นฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ (HS ๒๐๐๗) ในเอกสารแนบ บี ของภาคผนวก ๓ ของความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้ กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน และเชิญสมาชิกใช้สิทธิ ลงคะแนนได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มติเห็นด้วย ๔๕๙ คน ไม่เห็นด้วย ๑ คน ถือว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบครับ
ขอไปเรื่องด่วนที่ ๔ จะมี ๒ ฉบับ ที่จะต้องลงมติ ๒ ครั้ง
ฉบับที่ ๑ รายงาน ข้อสงวนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ACIA) นะครับ เชิญใช้สิทธิได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มติเห็นด้วย ๔๖๐ คน ไม่เห็นด้วย ๑ คน ถือว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบนะครับ
ต่อไปขอมติ ฉบับที่ ๒ พิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการค้า สินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ สาธารณรัฐเกาหลี ใช้สิทธิได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
อย่าลืมนะครับ เรามีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันอังคารที่ ๑๕ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มติเห็นด้วย ๔๕๘ คน ไม่เห็นด้วย ๒ คน ถือว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบนะครับ ปิดประชุมครับ