กษิต ภิรมย์ ชี้แจงข้อสังเกตเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียน โดยเน้นย้ำบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางและริเริ่มแนวคิดการเชื่อมโยง (Connectivity) พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนสัดส่วนการลงทุนในกองทุนเพื่อรักษาเกียรติภูมิของประเทศ
กราบเรียน ท่านประธาน ผม นายกษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ทําหน้าที่สมาชิกรัฐสภา ผมมีข้อสังเกต ๒-๓ ประเด็นนะครับ อันแรกก็เกี่ยวกับกองทุน เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานของอาเซียน ก่อนอื่นผมก็ขอสนับสนุนข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะของเพื่อน สมาชิกรัฐสภา ท่าน ส.ส. เกียรติ สิทธีอมร แล้วก็ผมขอเพิ่มข้อสังเกตแล้วก็ข้อเสนอแนะ ของกระผม ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน คือ
ประเด็นแรก ก็คือว่าประเทศไทยอยู่ท่ามกลางของสมาคมอาเซียน หรือว่าอยู่ ท่ามกลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้นการสัญจรไปมาจะเป็นเหนือ ใต้ หรือตะวันออก ตะวันตก ทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ส่วนใหญ่จะต้องผ่านประเทศไทย จะเป็นถนนหนทาง การบิน ระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม โทรศัพท์ ถนนหนทาง ทางรถไฟ ต่าง ๆ เหล่านี้ เราอยู่ตรงกลางนะครับ และนอกจากนั้นแล้วเมื่อสองปีที่แล้วเราเป็นผู้ริเริ่มหลักการและ แนวความคิดที่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือว่าของอาเซียนที่ใช้ คําภาษาอังกฤษว่า คอนเนคทิวิตี้ แล้วเราก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการที่จะได้จัดทําแผนแม่บท ว่าด้วยการเชื่อมโยงที่เรียกว่า มาสเตอร์ แพลน ออฟ คอนเนคทิวิตี้ (Master plan of connectivity) เราจะได้ประโยชน์ เพราะว่าที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเรามันเอื้ออํานวย เราเป็นผู้ริเริ่ม เป็นผู้ก่อตั้งอาเซียน เป็นผู้ริเริ่มเรื่องของการเชื่อมโยงผมค่อนข้างจะแปลกใจ ที่บทบาทของเราในกองทุนนี้เท่ากับสิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม แล้วก็กัมพูชากับลาวรวมกัน ทั้ง ๆ ที่เราควรจะเป็นแนวหน้า ควรจะลงทุนในกองทุนอันนี้มากที่สุด เพราะว่าผลประโยชน์ เม็ด ๆ เนื้อ ๆ เลยมันจะอยู่ที่ประเทศไทยครับ ก็อยากจะขอให้ทางรัฐบาลโดยเฉพาะ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคมทบทวนในเรื่องนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสําคัญของ การเป็นที่ตั้งศูนย์กลางคมนาคมและโลจิสติกส์เท่านั้นเอง แต่ว่าเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี หน้าตา และเกียรติภูมิของประเทศไทยด้วย เราเล่นเป็นเดี๋ยวไวโอลินมือสองไม่ได้ครับ เราต้องเป็น คอนดัคเตอร์ (Conductor) ในเรื่องนี้ผมอยากจะขอให้มีการทบทวนสัดส่วนของการเข้าร่วม นะครับ ในกองทุนอันนี้
แล้วอีกประเด็นหนึ่งคืออินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะครับ เรื่องเชื่อมโยงทางบกนั้น เขาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย แล้วก็แนวคิดเกี่ยวกับการเชื่อมโยงนั้นมันจะต้องเป็นโครงการที่ ข้าม ๒ ประเทศด้วยกัน ไม่ใช่เอาเงินอันนี้ไปพัฒนาภายในของแต่ละประเทศ มันต้องเป็น เรื่องการเชื่อมโยงระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน แล้วเราจะปล่อยให้ ๒ ประเทศ คือ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ถ้าเผื่อเป็นไปตามการลงทุนมูลค่าที่ลงไปแล้วก็มีเสียงในการที่จะ ออกมากกว่าในการลงคะแนน ชีวิตของเราแล้วก็อนาคตของการเชื่อมโยงของอาเซียนก็จะไป ขึ้นกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย แล้วก็บวกกับเจ้าหน้าที่จากธนาคารเอดีบีที่ถือหุ้นอยู่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราไม่ควรจะปล่อยอนาคตแล้วก็ความยิ่งใหญ่แล้วก็ความเป็นประเทศนํา และประเทศที่จะได้ประโยชน์จากการสัญจรไปมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ให้มันสูญหาย ไปโดยใช่เหตุนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าการที่เราได้มีแผนพัฒนาแม่บทที่เรียกว่า มาสเตอร์แพลนแล้ว เพราะฉะนั้นการดําเนินการใด ๆ ก็ตามของบอร์ด ออฟ ไดเรคเทอร์ส หรือว่าคณะกรรมการบริหารกองทุนนั้นจะต้องถือแม่บทนี้ไว้นะครับ เป็นคล้าย ๆ คัมภีร์ในการ ดําเนินการ ในการที่จะจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังของโครงการ แล้วควรจะไป ที่ไหนอย่างไร แล้วก็ควรที่จะให้บอร์ด ออฟ ไดเรคเตอร์ส คณะกรรมการบริหารดูมาสเตอร์แพลน แผนแม่บทอันนี้ แล้วก็แยกแยะโครงการน่าจะออกมาเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่จะเป็น ดําเนินการโดยการที่ภาครัฐไปกู้มาดําเนินการ อันที่ ๒ เป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐกับ เอกชนนะครับ แล้วอันที่ ๓ ก็คือมีเอดีบีเข้ามาร่วมด้วยเป็นโครงการ ๓ เส้า ภาพนี้ต้องชัดว่า แบ่งหน้าที่กันอย่างไร บทบาทของทางภาคเอกชนจะเข้ามาเสริมอย่างไร เงื่อนไขเป็นอย่างไร อันนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญ แล้วก็การใช้เงินจากกองทุนอันนี้ไม่ควรที่จะเน้นตรงเรื่องของกายภาพ อย่างเดียว ส่วนของมาสเตอร์แพลนก็ได้มีบอกไว้ว่าจะต้องส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับ ประชาชนด้วย ไม่ใช่เป็นถนนหนทาง หรือระบบไฟฟ้าที่มันจะต้องไประหว่างประเทศ เท่านั้นเอง ระหว่างชนสองฟากแม่น้ําโขงจะมีการร่วมมือกันได้หรือไม่ที่จะใช้เงินจากกองทุน อันนี้ อยากจะให้คิดเรื่องของการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชน ในระดับการศึกษา องค์การวิจัยนะครับ วัดวาอารามทางด้านศาสนาก็สามารถที่จะเข้ามา เพื่อจะให้ การเชื่อมโยงนั้นเป็นไปได้ ทั้งสิ่งที่จับต้องได้และที่ส่งเสริมเรื่องความใกล้ชิดทางด้านจิตใจของ สมาคมอาเซียนโดยองค์รวม นั่นก็เป็นประเด็นแรกนะครับ
ส่วนอันที่ ๒ ก็อยากจะขอให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับในข้อสงวนที่เกี่ยวกับกิจการ ของเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา แล้วก็เพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช ๒ ประเด็นอันนี้ผมก็เป็นห่วง ทางเพื่อนผู้แทนราษฎรจากทางเชียงรายว่า เราต้องคิดเสียก่อนว่าประเทศไทยนั้น ภาคเกษตรอยู่ที่เกษตรกรรายย่อย เพราะฉะนั้นการที่จะให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเกินกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ คือเป็นหุ้นข้างใหญ่นั้น เงื่อนไขของการที่จะมีความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท ยักษ์ใหญ่เหล่านี้กับเกษตรกรเล็ก ๆ อย่างไร และเราได้เอาประสบการณ์ของบริษัทของไทย ที่ดังไปทั่วโลกคือกลุ่มบริษัท ซีพีนั้น ได้ปรึกษาหารือเขาหรือไม่ครับ กับภาคเอกชนไทย ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างมากในเรื่องนี้บทบาทเขาจะอยู่ที่ไหน นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าเราจะดูแลเกษตรกรรายย่อยอย่างไร ในการที่จะมี ความสัมพันธ์กับบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามา
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือว่า ผมก็ค่อนข้างจะแปลกใจว่าในเอกสารที่แจก บอกว่ายังรอความคิดเห็นในการตัดสินใจของกรมป่าไม้อยู่ ผมคิดว่าเราปล่อยให้กรมป่าไม้ เป็นเอกเทศไม่ได้ครับ อยากจะขอความกรุณาท่านประธานสภาขอให้สั่งผ่านไปที่รัฐบาล ไปที่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงที่ดูแลกํากับกรมป่าไม้ว่าต้องเร่งดําเนินการนะครับ ในความ ล่าช้าของหน่วยงานก็ไม่เกี่ยวกับในศักดิ์ศรี หน้าตา ความสนอกสนใจในการที่จะเข้าไปร่วมใน กิจการต่าง ๆ ของอาเซียนด้วย เราไม่สามารถที่จะปล่อยให้กรมใดกรมหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนนั้นมีความคืบหน้า ในหลักการโดยรวมก็เห็นด้วย ในหลักการ อยากจะให้ปรับปรุงโดยรายละเอียด เพราะว่าภายในปี ๒๕๕๘ เราจะต้องสร้าง ประชาคมอาเซียน
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือว่า มันจะมีผลกระทบต่อหมู่ต่าง ๆ ในอาเซียนนี้ ก็อยากจะขอให้รัฐบาลมีระบบของการที่จะเยียวยาดูแลแล้วก็อธิบายปรึกษาหารือนะครับ การที่จะมีคณะทํางานขึ้นมาต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ไม่ควรจะไปจํากัดแก่หน่วยราชการ ต้องปรึกษาหารือกับภาคเอกชน แล้วก็โดยเฉพาะทางภาคประชาชน ทาง อบต. อบจ. ลงไปถึงการปกครองท้องถิ่นต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ขอขอบคุณครับ