วิทยา อินาลา หารือกรอบการเจรจาเพื่อตั้งกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน โดยเสนอแนวทางเชื่อมโยงระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ รวมถึงการใช้เงินออมภายในภูมิภาคผ่านพันธบัตรของกองทุน พร้อมตั้งประเด็นข้อสังเกตต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับโครงสร้างคณะกรรมการกำกับดูแลที่มีเอดีบีถือหุ้น ซึ่งชี้ให้เห็นความไม่สมดุลในการลงทุนระหว่างไทยและมาเลเซียที่อาจซ่อนเจตนาแอบแฝงในการเป็นผู้นำอาเซียน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะที่เป็น สมาชิกรัฐสภา วันนี้ก็ก่อนที่จะลงมติให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ที่รัฐบาลขอให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบ ก็อยากจะขอความชัดเจนว่าในแต่ละเรื่องนั้นที่มาที่ไปเป็นอย่างไรบ้าง เราให้ความเห็นชอบแล้วนะครับ มันจะเกิดประโยชน์กับอาเซียนอย่างไรบ้าง เกิดประโยชน์ กับประเทศไทยอย่างไรบ้าง กรอบแรกที่จะพูดก็คือกรอบการเจรจาตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน วัตถุประสงค์ก็คือเป็นการที่จะสนับสนุนให้ปี ๒๕๕๘ ที่ ๑๐ ประเทศจะเข้ามาสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยกันแล้ว ให้มีการเชื่อมโยง ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะไปทางเรือ ทางรถ ทางรถไฟ ทางอากาศ อย่างเช่น เมื่อวานนี้ ก็มีการเชื่อมโยงสะพานข้ามแม่น้ําโขงแห่งที่ ๓ ระหว่างแขวงคําม่วนกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว กับจังหวัดพนม ทีนี้วัตถุประสงค์ใหญ่ ๆ ของการจัดตั้งกองทุนนี้ ก็คือเพื่อส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในภูมิภาคอาเซียน และสามารถนําเงินออม ภายในภูมิภาคมาใช้เกิดประโยชน์ผ่านทางการออกพันธบัตรของกองทุนนะครับ แล้วก็จะทํา ให้ตรงนี้มีความเชื่อถือขึ้น แล้วขณะเดียวกันก็คือให้ตรงนี้ถือว่าเป็นเงินสํารองกองทุนระหว่าง ประเทศของแต่ละประเทศด้วยนะครับ
ทีนี้ผมอยากจะตั้งประเด็นคําถามผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรีที่มาชี้แจง นะครับว่า โครงสร้างของคณะกรรมการกํากับดูแลที่มีสมาชิกอยู่ ๑๐ ประเทศของอาเซียน และก็มีเอดีบีเข้ามาถือหุ้นด้วยในการจัด เขาเรียกว่าจัดคณะกรรมการบริหารกองทุน หรือว่าบอร์ด ถามว่าแต่ละประเทศส่งสมาชิกได้ประเทศละ ๑ คนใช่ไหม และประเทศพม่า ที่ยังไม่จ่ายเงินเข้าสู่กองทุนมีสิทธิเข้าไปนั่งในบอร์ดของคณะนี้ด้วยหรือเปล่า ๒. ในการออกเสียง จะอนุมัติโครงการต่าง ๆ คนที่อยู่ในบอร์ดออกเสียง ๑ คน ๑ เสียงเท่ากันใช่หรือไม่ หรือออกเสียงตามจํานวนเปอร์เซ็นต์ของเงินที่ลงทุนลงไป ถ้าออกเสียงตามจํานวนเงิน ที่ลงทุนลงไป ประเทศที่จะได้เปรียบก็คือประเทศมาเลเซียลงทุน ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถามว่าประเทศมาเลเซียเปรียบเทียบกับประเทศไทย ถ้าประชากรเรามากกว่ามาเลเซีย ๓ เท่า จีดีพีเราก็มากกว่ามาเลเซีย แต่ทําไมมาเลเซียลงทุนมากกว่าเรา ๑๐ เท่า ถามว่า ประเทศมาเลเซียมีอะไรไหม มีฮิดเดน อาเจนดา (Hidden agenda) ที่อยู่ในตรงนี้ไหม เพราะว่าถ้าเขาลงทุนมากเขามีสิทธิโหวตตามจํานวนแชร์ (Share) ของเขาอยู่ เวลาเขาจะ อนุมัติโครงการจะเชื่อมกับประเทศอื่น ๆ ร่วมกับเอดีบี มาเลเซียก็มีเสียงมากกว่า เพราะฉะนั้นมาเลเซียมีเสียงมากกว่า มาเลเซียก็จะเอานักลงทุนไปใช้ประโยชน์กับตรงนี้ ตามไปอีกทีหนึ่ง ถามว่าตอนนี้มาเลเซียคิดอะไรอยู่ มาเลเซียคิดคือต้องการเป็นผู้นํา ของอาเซียนใช่หรือไม่ แล้วไทยละครับ ไทยแค่ ๑๕ ล้านเหรียญยูเอสดอลลาร์ แล้วไทยคิดอะไรอยู่ หรือว่าไทยบอกว่ามีเงินกองทุนสํารองระหว่างประเทศเยอะเหลือเกิน เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ยูเอสดอลลาร์นะครับ เกินความจําเป็น แต่ทําไมเราไปลงแค่ ๑๕ ล้านเหรียญยูเอสดอลลาร์ แสดงว่าตรงนี้เราไม่ต้องการทําถนนหนทาง ไม่ต้องการทําอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ในเมืองไทยใช่หรือไม่ หรือเราไม่ต้องการสร้างความสัมพันธไมตรีกับ เพื่อนบ้านโดยไม่มีการให้การสนับสนุน ถ้ารัฐบาลคิดอย่างนี้ผมถือว่าเราเดินทางผิดในการที่ จะเป็นผู้นําประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่อีก ๔ ปีข้างหน้านี้จะเปิด เศรษฐกิจเราโตเป็น อันดับ ๒ ของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย อินโดนีเซียกับเรานะครับ อินโดนีเซียมีร้อยละ ๒๔.๗๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ไทยแค่ ๓.๐๙ ต่างกัน ๔ เท่า ต่างกันหลายเท่าถามว่า ประเทศมาเลเซีย ๒๒ ล้านคน ไทย ๖๖ ล้านคน ไทยบอกว่าตอนนี้เป็นผู้นําอาเซียนแล้ว สุดท้ายทําแบบนี้เป็นอย่างไรนะครับ แล้วกับเรื่องของเอดีบี เอดีบีกับเอไอเอฟจริง ๆ แล้ว ๓๐ : ๗๐ มันไม่ใช่ครับ เพราะว่า ๓๐ มีเอดีบีอยู่ ๙.๒๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าอัตราส่วน ๓๐ ของเอไอเอฟกับ ๗๐ ของเอดีบี เอดีบีจะมีหุ้นอยู่ก็คือ ๗๐ บวกกับ ๙.๒๘ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดเอดีบีจะมีทั้งหมด ๗๙.๒๘ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นเอดีบีมีอํานาจในการตัดสินใจเพียง ผู้เดียวก็ชนะไหมถ้าเป็นอย่างนี้ อันนี้ก็คือฝากท่านผู้มาชี้แจงให้ชี้แจงนิดหนึ่ง
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของตัวการปรับถิ่นกําเนิดเฉพาะตัวสินค้านะครับ โดยเฉพาะอาเซียนกับจีน ผมถามว่าอาเซียนกับจีน เวลาจีนส่งมาเราหรือเราส่งไปจีนเราได้ ฟอร์ม อี (Form E) และประเทศถิ่นกําเนิดจะต้องมีสินค้าในอาเซียนหรือจีนอย่างน้อยที่สุด ร้อยละ ๔๐ ถามว่าถ้าผมซื้อสินค้าจากประเทศลาว เมืองไทยเป็นคนผลิตแล้วส่งไปขาย เมืองจีน ประเทศลาวได้ออกฟอร์ม อี ให้ผู้ผลิตในเมืองไทยได้หรือไม่ แล้วไทยสามารถออกไป ได้ไหม ซึ่งตรงนี้บอกว่าร้อยละ ๔๐ รวมราคาเอฟโอบีด้วย เอฟโอบีนี้รวมค่าแรงในประเทศ ด้วยหรือไม่นะครับ ก็อยากจะเรียนสอบถามท่านประธานผ่านไปทางผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์นะครับ เพราะฉะนั้นผมว่าเรื่องที่เราจะทําอะไรก็แล้วแต่ให้คํานึงถึง รายละเอียดหน่อยว่าคนที่เป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยเขาได้อะไรบ้าง และให้คํานึงถึง ผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักครับ ขอบคุณครับท่านประธาน