อนุรักษ์ นิยมเวช หารือเรื่องกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการลงทุนและการบริหารจัดการของกองทุน รวมถึงการปล่อยกู้ของเอดีบีและโครงการที่จะปล่อยสินเชื่อ โดยมีความเห็นว่าความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อค่อนข้างต่ำ และเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยตอบข้อเสนอเพื่อให้รัฐสภาได้รับอนุมัติ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ศึกษาและอ่านในเรื่องกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในภูมิภาคอาเซียนหรือว่าเอไอเอฟนะครับ ในตัววัตถุประสงค์และความเป็นมา โดยเฉพาะ ความเป็นมาในการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ตามที่การประชุมอาเซียนในแต่ละครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ จนถึง ๘ เมษายน ๒๕๕๔ ที่เกาะบาหลีนะครับ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของโครงสร้างในเรื่องของตัวพื้นฐาน ในภูมิภาคอาเซียน ในหลักการดังกล่าวผมก็เห็นชอบด้วย เพียงแต่ว่าผมมีข้อสังเกต ในกรอบในการที่จะนํามาเสนอสู่สภาเพื่อให้ความเห็นชอบตามเงื่อนไขของมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้นะครับท่านประธานครับ ก็คือว่า
ในประการแรก ในกรอบการเจรจาในส่วนที่ผมมีข้อสงสัยก็คือเรื่องโครงสร้าง และเงินกองทุนนะครับท่านประธาน ก็คือว่าในปัจจุบันที่มีการกําหนดโครงสร้างของ เงินลงทุนไว้โดยเป็นสัดส่วนในส่วนของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ๘ ประเทศ รวมเป็นเงินกันประมาณ ๓๓๕.๒ ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นสัดส่วนของเอดีบีประมาณ ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ คําถามประการแรกก็คือว่าในปัจจุบันกองทุนสํารองระหว่างประเทศ ของประเทศไทยเรามีเงินจํานวนมากในสัดส่วนเกือบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ดูสัดส่วนแล้วเรามีสัดส่วนการลงทุนแค่ ๓.๐๙ ซึ่งสัดส่วนการลงทุนในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้น มันมีความสัมพันธ์กันกับสัดส่วนการลงคะแนนเสียงในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้น คําถามว่าเหตุใด เราจึงมีสัดส่วนการลงทุนที่จํานวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์เท่ากันนะครับ ถ้าเทียบกันก็คือมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่เขาลงไป ถึง ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็ ๑๒๐ ล้านเหรียญสหรัฐตามลําดับ
อีกประการหนึ่งก็คือว่าในการลงทุนดังกล่าว สัดส่วนในแง่ของผลตอบแทน จากการลงทุนหรือเป็นภาษาอังกฤษว่า รีเทิร์น ออน อิควิตี้ (Return on equity) เราประมาณการ ในโครงการลงทุนดังกล่าวเราคิดว่าเราจะได้ประมาณการลงทุนรีเทิร์นในรูปของเงินปันผล หรือผลประโยชน์ในรูปทางด้านสังคมอะไรก็แล้วแต่ ในตัวนี้ในการเสนอกรอบดังกล่าวไม่มี การลงรายละเอียดในแง่ของตัวผลตอบแทนการลงทุนไว้ในเรื่องของทางเศรษฐกิจหรือว่า ทางสังคมว่าจะประมาณการลงทุนผลตอบแทนเท่าไร
อีกประการหนึ่งในแง่ของการลงทุนในรูปของเงินลงทุน ความต่อเนื่องว่าจะมี การลงทุนเพิ่มทุนต่อเนื่องไปอย่างไรในอนาคตหรือเปล่า หรือว่าเป็นการลงทุน ๑ ครั้ง ณ วันนี้จะไม่มีการลงทุนต่อไปนะครับ อันนี้คือข้อที่ผมยังมีข้อสงสัยอยู่นะครับ
อีกประการหนึ่งก็คือว่าในแง่กองทุนของตัวเอไอเอฟ ผมก็คิดว่ามันมี ความจําเป็น เพราะว่าปัจจุบันสถานการณ์ในแง่ของตัวอาเซียนก็คงต้องพึ่งพากันเอง ในฐานะ ที่ทุก ๆ ประเทศก็มีเงินทุนระหว่างประเทศค่อนข้างจะสูง ถ้าไปพึ่งเงินลงทุนจากไม่ว่าจะเป็น ยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งผมคิดว่าเขาคงมีปัญหาและอุปสรรคอยู่วันนี้ เพราะฉะนั้น เป็นความจําเป็นที่ว่าเราต้องพยายามที่จะพึ่งพา มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อที่จะพึ่งพาการใช้เพื่อ ประโยชน์ในแง่ของกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง แต่ขณะเดียวกันในแง่ของวัตถุประสงค์โครงสร้าง กองทุนในวันหน้าที่บอกว่ากองทุนจึงมีแผนที่จะออกตราสารทางการเงินในลักษณะ ไฮบริด บอนด์ (Hybrid bond) แล้วออกพันธบัตร รวมทั้งการเพิ่มทุนกองทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม และผู้ถือหุ้นใหม่ ตรงนี้ยังขาดรายละเอียดว่าในวันหน้าสิ่งที่ผมเป็นกังวลก็คือว่า การเพิ่มทุน ในกองทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมกับผู้ถือหุ้นรายใหม่ว่าเราจะเพิ่มทุนในวงเงินที่เท่าไร ความสามารถ ในการที่จํานวนน้อยอย่างนี้นะครับก็คงมี แต่ก็ต้องได้ความชัดเจนว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร หรือว่ามีผู้ถือหุ้นรายใหม่ ผู้ถือหุ้นรายใหม่จะเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในกลุ่มนี้หรือจะเป็นผู้ถือหุ้นที่จะ เพิ่มเติมอย่างไรก็ขาดรายละเอียด
อีกประการหนึ่งในการที่จะออกพันธบัตรว่ากองทุนจะไประดมทุนอะไรต่าง ๆ แล้วทําให้เกิดสร้างความเชื่อถือ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ว่าจะทําอย่างไรที่จะทําให้กองทุนได้รับ การยอมรับ
อีกประการหนึ่งในเรื่องของโครงสร้างและในการกํากับ ตามเงื่อนไขโครงสร้าง ประการหนึ่งที่ผมมีข้อสงสัยก็คือว่า ผู้ถือหุ้นทุกรายมีอํานาจสูงสุดในฐานะกรรมการบริหาร แต่ขณะเดียวกันในเรื่องของสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในการลงเสียงเราก็ยังมีสัดส่วนต่ําอยู่ ในขณะเดียวกันการตัดสินใจประเด็นต่าง ๆ เอดีบีเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนนะครับ ซึ่งได้ ฟังท่านรัฐมนตรีในเรื่องของตัวหลักเกณฑ์ในการที่จะบริหารโครงการหรือว่าการคัดเลือก โครงการ ไม่ทราบว่าอยู่ในอํานาจของตัวเอดีบีเป็นผู้ที่จะเป็นคนหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก หรืออยู่ที่อํานาจของบอร์ดในการคัดเลือก ตรงนี้อาจจะขอความชัดเจนว่าใครเป็นผู้มีอํานาจ ในการตัดสินใจในการเลือกโครงการต่าง ๆ ที่ตัวเอไอเอฟจะไปดําเนินการปล่อยกู้
อีกประการหนึ่งในเรื่องของการคิดค่าบริหารจัดการ ตัวแอดมินิสเทรทีฟว์ ฟีส์ (Administrative fees) ในระดับที่เหมาะสม ระดับความเหมาะสมคือเท่าไรอย่างไร เพราะว่าในเอดีบีมีส่วนของคอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอเรสท์ (Conflict of Interest) อยู่ คือ ๑. เป็นส่วนของตัวผู้ถือหุ้นด้วย และขณะเดียวกันเป็นส่วนของการที่จะร่วมปล่อยกู้ในแง่ของตัวโคไฟแนนซ์กันอยู่ ในขณะเดียวกันก็ยังรับเป็นผู้บริหารกองทุนด้วย เพราะฉะนั้นความชัดเจนตรงนี้ ถ้าเป็นการบริหารจัดการที่มีแพลน (Plan) นี่นะครับ เราในฐานะที่เราเป็นผู้ถือหุ้นเราอาจจะ เสียเปรียบ เพราะฉะนั้นความชัดเจนในเรื่องค่าบริหารจัดการเป็นความจําเป็นที่เราจะต้อง ทราบว่าถ้าค่าบริหารจัดการที่มันแพง เขาในฐานะผู้ถือหุ้นเขาก็ไปเอาค่าจัดการแพง ๆ ซึ่งเขาก็ถือว่าเขาได้รับค่าตอบแทนอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าอยากจะทราบ รายละเอียดที่ว่ามีการเจรจาเบื้องต้นกันไหม แล้วระดับที่เหมาะสมคืออะไร ค่อนข้างจะ กว้างขวาง
อีกประการหนึ่งการปล่อยกู้ของเอดีบี ในฐานะที่เป็นโคไฟแนนซ์ร่วมกับ เอไอเอฟในสัดส่วน ๓๐ : ๗๐ คงเป็นคําถามที่สอดคล้องกับเรื่องหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก โครงการว่าเมื่อกองทุนจะปล่อยสินเชื่อ ซึ่งผมคิดว่าความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อของเอดีบี ร่วมกับเอไอเอฟความเสี่ยงคงต่ํา เพราะว่าเอดีบีมาเกาะในส่วนของตัวเอไอเอฟในสัดส่วนของ การค้ําประกันที่รัฐบาลมีการค้ําประกันอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่งนะครับท่านประธาน ในเรื่องหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก โครงการก็คือว่า การคัดเลือกโครงการในฐานะที่ประเทศไทยมีโอกาสที่จะได้รับเลือก โครงการในการที่จะเข้าสู่โครงการตามเงื่อนไขของกรอบตาม ๗.๑ หรือ ๗.๒ หรือไม่ โดยเฉพาะโครงสร้างที่แสดงให้เห็นศักยภาพที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและผลประโยชน์ ในภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง โดยเฉพาะกองทุนข้ามพรมแดนและการค้า ซึ่งจริง ๆ แล้วตรงนี้ อย่างที่ผมเรียนถามว่าขึ้นอยู่กับตัวมติของบอร์ดหรือขึ้นอยู่กับตัวเอดีบีที่เป็นคนดําเนินการ โดยเฉพาะในเรื่องของ ๗.๒ ในโครงการการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน รวมทั้งโอกาสสําหรับ การเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ผมคิดว่ามีความจําเป็น โดยเฉพาะในส่วนของ ประเทศไทย ในฐานะที่ประเทศไทยงบประมาณในการลงทุนมีข้อจํากัดอยู่ เราไม่สามารถ ที่มีงบประมาณพอเพียง เพราะฉะนั้นโครงการของพีพีพี พับลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ นี่ก็เป็นความหวังอันหนึ่งที่สามารถจะมาเสริมเติมเต็มในส่วนของงบประมาณเงินลงทุนของ ภาครัฐที่จะเข้าสู่โครงการของพีพีพี ผมอยากจะสอบถามว่าโอกาสความเป็นไปได้ที่จะมี โครงการตรงนี้ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย โดยเฉพาะตรงนี้ก็มีส่วนหนึ่งว่า การตัดสินใจที่จะเอาโครงการต่าง ๆ มาลงมันก็ไปลิงค์กับตัวสัดส่วนของในฐานะผู้ถือหุ้น และในขณะเดียวกันในสัดส่วนของการบริหารโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็อยากจะให้ โครงการต่าง ๆ เหล่านั้นมาสู่ประเทศไทยและเป็นประโยชน์ในฐานะที่เราไปร่วมลงทุนแล้วได้ ประโยชน์จากการดําเนินการดังกล่าวเพื่อเสริมสภาพกับตัวงบประมาณการลงทุนของ ประเทศที่เรามีข้อจํากัดอยู่ ก็เลยฝากเป็นข้อสังเกตไว้นะครับท่านประธาน เพื่อให้ทางรัฐบาล ได้ช่วยตอบข้อเสนอในกรอบดังกล่าวเพื่อที่จะให้ทางรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ กราบขอบพระคุณครับ