อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน และเรียกร้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐในการดำเนินการตามความตกลงที่ได้รับความเห็นชอบจากสภา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนในกองทุนด้านการเงินและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ และอาเซียน เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค
กราบเรียน ท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็น ความสําคัญอีกครั้งหนึ่งที่รัฐสภาจะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ต่อพันธกรณี หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน หรือว่าหนังสือสัญญา ๒ ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความตกลง ว่าด้วยการลงทุน หรือว่าเอซีไอเอ รวมไปถึงพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนและเกาหลี ตลอดจนความตกลงที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับกฎถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้าในระบบพีเอสอาร์ (PSR) กระผมมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะให้ความเห็นในเชิงเสนอแนะ และการตั้งคําถาม โดยคาดหวังคําตอบจากทางรัฐบาล ซึ่งจะมีหน้าที่ต่อไปในการดําเนินการตามที่รัฐสภาได้ให้ ความเห็นชอบภายใต้มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องของกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ความจริงต้องถือว่าเป็นความก้าวหน้า และจะเป็นความคืบหน้า ไม่ว่าใน ๔-๕ ฉบับที่เป็นพันธกรณีที่ทางคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการสานต่อเพื่อให้บรรลุต่อพันธกรณี ที่ประเทศไทยมีต่อประเทศอาเซียนและประเทศพันธกรณีที่เราได้ผูกพันไว้ นั่นหมายถึง การก้าวเดินสู่อนาคต และผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าข้อเสนอดังกล่าวในวันนี้จะได้รับการ พิจารณาอย่างถี่ถ้วนและได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจนจากทางรัฐบาล เพราะว่าก้าวเดินจากนี้ไป มันเป็นความท้าทายใน ๓ ระดับ ความท้าทายในระดับโลกภายหลังยุคแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) ความท้าทายในระดับภูมิภาคภายหลังยุควิกฤตการณ์เศรษฐกิจ โลกล่าสุด และความท้าทายในระดับประเทศในช่วงที่เราต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ของ ภัยธรรมชาติ ความท้าทายทั้ง ๓ ระดับนั้น จําเป็นต้องใช้เครื่องมือทุกประการรวมไปถึงแล้ว แต่ในส่วนของอาเซียน อินฟราสตัคเจอร์ ฟันด์ (ASEAN Infrastructure Fund) หรือ เอไอเอฟ (AIF) ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นําเสนอขอความเห็นชอบในกรอบ การเจรจา ความจริงในกรอบการเจรจาที่นําเสนอนั้นมีเพียง ๔ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของโครงสร้างเงินลงทุน
เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของโครงสร้างการกํากับดูแล
เรื่องที่ ๓ ในเรื่องของการปล่อยกู้ และ
เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการ
ถือเป็นความก้าวหน้าในระยะเพียง ๓ ปี หลังจากปี ๒๕๕๒ ที่รัฐมนตรีคลัง ของอาเซียนได้มาประชุมที่ประเทศไทย ข้อริเริ่มดังกล่าวและความร่วมมือในความตกลง ระหว่างกันในการศึกษาความเป็นไปได้ให้มีการจัดตั้งกองทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในภูมิภาคและกลุ่มอาเซียนของเรานั้นก็ต้องขอถือโอกาสนี้ย้ําเตือนว่ามันเป็นปีที่ประเทศไทย เป็นประธานอาเซียน เรามีนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดํารงตําแหน่งเป็นประธานอาเซียน และผู้นําของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังในขณะนั้น ก็คือ คุณกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม บทบาทของการทําหน้าที่ในฐานะ การริเริ่มและการผลักดันจนกระทั่งทําให้การประชุมรัฐมนตรีคลังของอาเซียนในครั้งนั้น ได้เห็นชอบให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งภายใต้การทํางานร่วมกันกับธนาคาร เพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือเอดีบี และสํานักงานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งมีดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ จนกระทั่งมาสู่ความเห็นชอบในหลักการของการจัดตั้งโดยเฉพาะการริเริ่มเงินลงทุนก้อนแรก เกือบ ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เรามีความคาดหมายว่าในอนาคตจะสามารถขยายกองทุน ดังกล่าวได้ถึง ๑๓ พันล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่ากองทุนไชน่า-อาเซียน (China-ASEAN) ที่ทาง รัฐบาลจีนได้เคยเสนอเมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายต่ออนาคตของอาเซียน ผมยินดี ให้การสนับสนุนและมีคําถามที่ต้องการความชัดเจนบางประการ ที่ได้ให้การสนับสนุน เพราะว่าภายใต้ความท้าทายในระดับโลกนั้น เอเชียคืออนาคตเราจะเป็นขั้วเศรษฐกิจ ที่สําคัญของโลก ในศตวรรษต่อไป อาเซียนถือได้ว่าเป็นกลุ่มการรวมตัวของ ๑๐ ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความผูกพันทั้งในข้อตกลงทั้งการค้า ข้อตกลงในเรื่องของ การบริการ และข้อตกลงในเรื่องของการลงทุน และเรากําลังจะก้าวสู่ความท้าทายระดับที่ ๒ นั่นก็คือในเรื่องของการเป็นประชาคมอาเซียน ความท้าทายดังกล่าวนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่เรา จะต้องลดความเหลื่อมล้ําระดับการพัฒนาใน ๑๐ ประเทศอาเซียน ซึ่งเราแยกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่ม ๖ และกลุ่ม ๔ กลุ่ม ๔ ก็คือกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และแน่นอนที่สุดความท้าทายสุดท้ายคือความท้าทายระดับประเทศของเราเอง นั่นคือการต้องพิจารณาว่าบทบาทของประเทศไทยจะเป็นบทบาทของการเป็นประเทศชั้นนํา หรือการเป็นเพียงหุ้นส่วนเล็ก ๆ หุ้นส่วนหนึ่งของกองทุนเอไอเอฟดังกล่าว ถ้าดูในรูปของ โครงสร้างเงินกองทุนเป็นประเด็นแรกนั้น กองทุนนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล
คําถามประเด็นแรก ก็คือว่าเราจะจัดตั้งจดทะเบียนนิติบุคคลนี้ที่ใด ที่จะเกิด คอร์เพอเรท ไอเดนทิที (Corporate Identity) เกิดขึ้น ขณะเดียวกันการที่กองทุนจะต้อง ระดมทุน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีมากที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างของทิศทางของการบริหาร เงินทุนในภูมิภาคนี้ การบริหารเงินออมในอนาคตของภูมิภาคนี้ ๑๐ ประเทศ เพื่อการยืนบน ขาของตัวเอง เพื่อการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งมี ๓ หลัง และหลังที่สําคัญมาก หลังหนึ่งก็คือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี นั่นหมายความว่าการลดความเหลื่อมล้ํา เพื่อที่จะให้ ๔ ประเทศอาเซียน กลุ่มซีแอลเอ็มวี นั้นสามารถปฏิบัติตามพันธสัญญาครบ ทุกกรณีทั้งในเรื่องของการค้า การบริการและการลงทุนนั้นจะมีความสําคัญอย่างยิ่ง ต่อในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและหลักเกณฑ์ที่เอไอเอฟจะได้มีการไปเจรจา ต่อไป บทบาทการลงทุนของเราต่อกองทุนดังกล่าวนั้นยังไม่ได้จํากัดเฉพาะในส่วนของ ภาครัฐบาลเท่านั้น แต่การที่เงินเพียงเกือบ ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนั้นไม่เพียงพอหรอกครับ ต่อการที่จะมารองรับการลงทุนโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและอื่น ๆ ซึ่งในระยะเริ่มต้นนั้น ในภูมิภาคนี้ต้องการไม่น้อยกว่า ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ และแม้ว่ากองทุน ดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะที่เรียกว่าเป็น โคไฟแนนซ์ (Co-finance) กับทางเอดีบี แต่เงินนั้นก็ ไม่เพียงพอต่อเงื่อนเวลาที่เร่งรัดมาในอีก ๓ ปี ๒ เดือนข้างหน้า ซึ่งเราถือว่านั่นคือเป็น เบนช์มาร์ค (Benchmark) ก้าวแรกของการพัฒนาอาเซียนไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และที่สําคัญคือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี เพราะการที่จะออกตราสารทาง การเงินที่เรียกว่าเป็นไฮบริด บอนด์ (Hybrid Bond) กึ่งหนี้กึ่งทุน หรือการออกพันธบัตร ซึ่งคงเป็นหน้าที่ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคงต้องให้ความชัดเจนว่าสถานะ ของการที่เราจะได้เรตติ้งเอไอเอ เพื่อสามารถถือไว้ได้ในฐานะการเป็นเงินทุนสํารองระหว่างประเทศใน ๑๐ ประเทศอาเซียน เราจะดําเนินการอย่างไร เพราะมันหมายถึงความโปร่งใส่และการบริหารกองทุน ที่มีประสิทธิภาพและเป็นกองทุนที่หวังผลตอบแทน และจะคุ้มต่อค่าบริการในการบริหาร กองทุนหรือไม่อย่างไร ซึ่งทางเอดีบีจะต้องรับผิดชอบในส่วนนี้
บทบาทสําคัญที่สมาชิกบางท่านได้เสนอและผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก็คือจะต้อง มีการทบทวนในเรื่องของการลงขันของกองทุนดังกล่าว ๑๐ ประเทศอาเซียนจะมีบทบาท ในลักษณะหลักเกณฑ์การลงทุนก้อนแรกที่เสมอภาคหรือลดหลั่นกัน แต่อย่างน้อยที่สุด หลักเกณฑ์ในเรื่อง ๖ บวก ๔ อาจจะเป็นเค้าโครงของการลงทุน ๑๐ ประเทศไม่ได้มีฐานะ ทางเศรษฐกิจที่เสมอเท่าเทียมกัน อย่างน้อยที่สุดในกลุ่ม ๖ ประเทศ ซึ่งมีสภาพระดับ เศรษฐกิจใกล้เคียงกัน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ นั้นน่าจะมี การลงทุนที่เท่ากันในสัดส่วนเฉลี่ยออกไป ในขณะที่กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี นั้นก็จะมีการ ลงทุนลงขัน ที่สามารถต่ําลงไปได้ นี่คือหลักเกณฑ์ส่วนหนึ่งที่อยากเสนอให้ทางรัฐบาล ได้นําไปใช้สู่กรอบการเจรจา
ในเรื่องโครงสร้างการกํากับดูแล ภายใต้หลักการ หลักเกณฑ์ ความตกลง เบื้องต้นของการจัดตั้ง ซึ่งได้กําหนดว่าคณะกรรมการบริหารกองทุน หรือว่า บอร์ด ออฟ ไดเรคเทอร์ส (Board of Directors) หรือบีโอดี (BOD) จะเป็นผู้มีอํานาจสูงสุดในการ ตัดสินใจประเด็นสําคัญ ๆ โดยมีเอดีบีนั้นหรือธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียนั้น เป็นผู้บริหารจัดการกองทุน ประเด็นนี้ใคร่ขอความชัดเจนว่าในการไปเจรจาภายใต้กรอบนี้ รัฐบาลให้ความชัดเจนว่าที่มาและจํานวนของบอร์ดนั้นอยู่บนฐานของจํานวนหุ้นและ เงินลงทุนใช่หรือไม่ แล้วตรงนี้จะไปตอบคําถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นภายใต้กรอบตารางที่เสนอมา ท่านจะมีการทบทวนหรือไม่ เพราะประเทศไทยจะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ ๓.๐๙ ของการออกเสียง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบของความเป็นประเทศชั้นนําของเราในอาเซียน ซึ่งอยู่ในระดับที่ ๑ ถึง ๓ ในแต่ละสาขาเกือบทุกด้านนั้น ผมคิดว่าเป็นความต้อยต่ําและไม่สมเกียรติภูมิ และการที่ทํา ให้ลดชั้นประเทศไทยไปสู่การที่ไม่ใช่ประเทศชั้นนําของอาเซียนในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการ เปลี่ยนแปลงของอาเซียนในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
กรอบแนวทางที่ ๓ คือการปล่อยกู้ คาดหมายกันว่ากองทุนเอไอเอฟนั้นจะมี การปล่อยกู้ร่วมกับทางเอดีบีในลักษณะของโคไฟแนนซ์ ในอัตราส่วน ๓๐ : ๗๐ ถ้าการ คาดการณ์ว่าในแต่ละปีจะมีกองทุนเอไอเอฟ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ นี่หมายความว่าเอดีบี ก็จะต้องนํามาผสมอีก ๗๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ รวมแล้วแต่ละปีมี ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยง่าย ๆ ก็คือ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับ ๑๐ ประเทศ ภายใต้เงื่อนเวลาของการเร่งรัดการพัฒนาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสําหรับตัวเลขดังกล่าวที่จะ สามารถสนองตอบต่อความต้องการของการพัฒนา และโดยเฉพาะเงื่อนเวลาที่กําหนดว่า ภายในปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๙ จะเป็นการปล่อยกู้เฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่มีรัฐบาล ค้ําประกันเท่านั้น ก็ยิ่งจํากัดขอบเขตของโครงการในการพัฒนา ความจริงท่านประธานครับ ผมจําได้ว่าในการประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนเมื่อต้นปีนี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมเจรจาหารือ ทวิภาคีระหว่างท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านประธานาธิบดี แห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย และอยู่ร่วมในการเจรจาทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรี ประทานโทษ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้นและประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของเมียนมาร์ อย่างน้อยที่สุดสาระสําคัญที่ได้ มีการหารือกันกับทางผู้นําฟิลิปปินส์นั่นคือการที่ทางฟิลิปปินส์ได้ยื่นเอกสารฉบับหนึ่งก็คือ โครงการพีพีพี (PPP) เป็นโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของฟิลิปปินส์ทั้งประเทศ โดยหวังว่าผู้นําของไทยนั้นจะได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน ฟิลิปปินส์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมเอกชนของไทยหรือว่าในส่วนของหน่วยงานของ รัฐหรือรัฐวิสาหกิจของไทยในการที่จะสนใจไปลงทุนในรูปแบบพีพีพีในประเทศฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกันท่านประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในขณะนั้นก็ได้หารือ ถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับเดนมาร์กในโครงการเมกะโปรเจกต์ ทวาย-กาญจนบุรี ที่ผมหยิบยกมาตรงนี้เพราะเห็นว่าในการปล่อยกู้ดังกล่าวนั้นมันจะเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องมาสู่ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการซึ่งเป็นกรอบที่ ๔ ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นชอบ ต่อรัฐสภา โดยที่จะให้ความสําคัญใน ๒ โครงการ
๑. โครงการที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่จะเสริมสร้างความร่วมมือและ ผลประโยชน์ในภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง เช่น การลงทุนข้ามพรมแดนและการค้า
๒. โครงการที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนรวมถึงโอกาส สําหรับการเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน พับลิค ไพรเวท พาร์ทเนอร์ชิพ (Public private partnership) หรือพีพีพี ผมต้องการคําชี้แจงเบื้องต้นว่าเรามีโครงการอยู่ ในใจบ้างหรือไม่ และขณะเดียวกันภายใต้หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการข้อที่ ๗.๑ และ ๗.๒ นั้นความหมายของการปล่อยกู้ในข้อที่ ๖ ที่เป็นกรอบที่เสนอมาในระยะ ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๙ จะจํากัดอยู่เฉพาะในส่วนของ ๗.๑ ใช่หรือไม่ในเอกสารที่ประกอบการ พิจารณาของรัฐสภา
ผมฝากประเด็นถึงทางรัฐบาลว่าในเรื่องของการปล่อยกู้ก็ดี ในเรื่องของ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการก็ดีนั้น มีเป้าหมายที่อาเซียนได้ประกาศไว้และเป็นการ ผลักดันโดยประเทศไทยเมื่อครั้งที่เราเป็นประธานอาเซียนในปี ๒๕๕๒ แล้วคําประกาศนี้ ถือได้ว่าเป็นอนาคตที่ท้าทายต่ออาเซียนอย่างยิ่งนอกเหนือจากการที่เราจะก้าวสู่การเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ นั่นคือการประกาศให้เป็นประชาคมแห่งความ เชื่อมโยงคอมมูนิตี้ ออฟ คอนเนคทิวิตี้ (Community of connectivity) หลังจากนั้นเราได้ ดําเนินนโยบายหลายประการในการที่จะสร้างความเชื่อมโยง และแน่นอนที่สุดกองทุน เอไอเอฟดังกล่าวนี้จะเป็นเครื่องมือสําคัญในการสร้างฝันให้เป็นจริง ในการเยือนอย่างเป็น ทางการของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในระหว่างการเยือนอินเดียได้พบปะ กับประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีของอินเดียเมื่อต้นปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ได้มีการพูดกันและ เราฝันร่วมกันและหวังว่ากองทุนของเอไอเอฟสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ภายใต้ ความร่วมมือของเอดีบี นั่นคือการเชื่อมโยงอาเซียนแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับ เอเชียใต้ ด้วยเส้นทางที่เรียกว่า เอเชียน ไฮเวย์ (Asian highway) ท่านประธานครับ โครงการเหล่านี้น่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทางรัฐบาลไทยจะนําไปสู่การหารือกับอาเซียน ที่เหลือและเอดีบีในการประชุมปลายเดือนนี้ที่บาหลี นั่นคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น ถนนจากตะวันตกของประเทศไทยผ่านพม่าไปเข้าอินเดียที่รัฐมณีปุระทางภาคอีสานของ อินเดีย นี่เป็นประเด็นที่ผมในขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และขณะเดียวกันก็ได้เยือน อินเดีย ๒-๓ ครั้ง พร้อมกันนั้นได้ร่วมคณะหลังสุดไปกับท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีการพูดถึง เรื่องนี้ระหว่างผู้นําของ ๒ ประเทศ เราได้เห็นถึงอนาคตและการเชื่อมโยง เพราะเราเชื่อว่าอนาคตของโลกอยู่ที่เอเชีย และประเทศที่มีศักยภาพมากที่จะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศไทยและอาเซียนก็คือ จีนและอินเดีย และแน่นอนที่สุดถ้าเราสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistics) การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และภาคบริการในอาเซียน และเป็นเส้นทางการเชื่อมโยง ด้วยระยะทางเพียงแค่ ๑,๓๖๐ กิโลเมตรเท่านั้นจากชายแดนของไทย ผ่านเนปีดอเข้าไปสู่ มณีปุระ ๑,๓๖๐ กิโลเมตร และปลายสุดของแผ่นดินไทยที่แม่สอดเชื่อมโยงเมียวดีข้าม แม่น้ําเมยนั้นมันคือปลายของระเบียงเศรษฐกิจ ตะวันออก ตะวันตก หรือว่าอีสต์-เวสต์ อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ (East-West economic corridor) ตรงนี้เองครับที่จะทําให้เราได้เปิด เส้นทางการขนส่งทางบกที่จะทําให้การท่องเที่ยว การค้า การบริการและการลงทุนทั้งหลาย เกิดการไหลเวียนด้วยความสะดวกของเส้นทางดังกล่าว กองทุนไอเอ็มเอฟสามารถที่จะนํา ประเด็นนี้เข้ามาสู่การสร้างโอกาส ไม่ใช่เฉพาะการเชื่อมโยงในอาเซียน แต่หมายถึง การเชื่อมโยงและสร้างโอกาสไปสู่ประชากร ๑,๐๐๐ กว่าล้านคนในเอเชียใต้ ซึ่งมีอินเดีย ๑,๑๕๐ ล้านคน เป็นตลาดใหญ่รองรับอยู่ ผมหวังว่านโยบายประตูตะวันตกภายใต้รัฐบาล ชุดที่แล้ว เราจะได้รับการสนองตอบจากเครื่องมือไอเอ็มเอฟภายใต้รัฐบาลชุดนี้ เช่นเดียวกัน การเชื่อมโยงกับจีนที่เราสามารถที่จะเข้าสู่จีนตอนใต้และตะวันตกของจีนได้ ไม่ว่าจะเป็น มณฑลยูนนาน มณฑลกวางสี กองทุนไอเอ็มเอฟ สามารถที่จะตอบสนองต่อการพัฒนา เส้นทางอาร์ ๓ ตะวันตก อาร์ ๓ ตะวันออก ที่ผ่านไทย ลาว และเข้าสู่มณฑลยูนนาน หรือไทย เมียนมาร์ จีน หรือแม้แต่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อวันที่ ๑๑ เดือน ๑๑ ปี ๒๐๑๑ เมื่อวานนี้ ตรงนั้นคือโอกาสอย่างยิ่งถ้าหากว่าเรามองเรื่องวิสัยทัศน์ ของประตูตะวันออกในการเชื่อมโยงผ่านไปสู่อินโดจีน ผ่านลาว และ ณ ปลายสะพานที่ คําม่วนดังกล่าวนั้นสามารถสร้างทางรถไฟไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิกที่หมู่บ้านของเวียดนาม ด้วยระยะทางเพียงแค่ ๒๐๐ กว่ากิโลเมตรเท่านั้นเอง
ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้หารือเรื่องนี้กับท่านนายกรัฐมนตรี เวียดนามในการประชุมอาเซียน และเห็นว่านี่คือโอกาสและยังได้พูดเรื่องนี้กับ ท่านนายกรัฐมนตรีลาว นี่คือการผลักดันความฝันของการเป็นประชาคมแห่งความเชื่อมโยง โดยมีประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลาง เป็นฮับ (Hub) ของโลจิสติกส์ทั้งหลายทั้งปวง และแน่นอนที่สุดจะเป็นเส้นทางที่จะเข้าสู่ลาวผ่านไปสู่จีนที่มณฑลกวางสี โดยผ่านด่าน ที่เวียดนาม ที่เรียกว่าด่านผิงเสียง แต่นั่นหมายความว่าเรากําลังสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย และเป็นการใช้เครื่องมืออย่างมีเป้าหมายและมีทิศทางและเกิดประโยชน์สูงสุดไม่ใช่เฉพาะ อาเซียน แต่รวมถึงประเทศไทยที่เราเป็นศูนย์กลาง การเชื่อมโยงของมหาสมุทรแปซิฟิกไม่ใช่ เฉพาะทางเวียดนาม แต่มีแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือน้ําลึกใหญ่ที่สุดเป็นเกตเวย์ (Gateway) ของประเทศไทยมาสู่ประตูตะวันตกคือทวาย-กาญจนบุรี ท่านประธานครับ โครงการดังกล่าว นั้นเริ่มเป็นการทํางานร่วมกันมาในช่วง ๑๐ ปีหลัง และมาคืบหน้าสําเร็จจนเป็นรูปธรรม เมื่อรัฐบาลที่ผ่านมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ก็ได้เห็นความสําคัญและจะเดินหน้าโครงการนี้ ผมเคยพูดเรื่องนี้ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ก็ได้ย้ําว่าเรื่องนี้มันหมายถึง อนาคตของประเทศไทย แล้วเป็นอนาคตของอาเซียน เป็นสหภาพที่เราสร้างให้เราได้เป็น แลนด์บริดจ์ (Landbridge) เป็น แลนด์ลิงค์ (land link) ที่จะเชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันตก ตะวันออก ทั้งการค้า การท่องเที่ยวและการลงทุน การบริการ โครงการเมกะโปรเจกต์ ทวาย-กาญจนบุรีนั้นเป็นโครงการที่จะมีการลงทุนทั้งในรูปแบบของเอกชนล้วน ๆ ทั้งในรูปแบบของ พีพีพี หรือการลงทุนโดยงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยและ เมียนมาร์ โครงการนี้จะทําให้ประเทศไทยนั้น มีทางออกเชื่อมโยงไปสู่เอเชียใต้ ไปสู่แอฟริกา ไปสู่ยุโรป ไปสู่ตะวันออกกลาง เราจะ กลายเป็นแลนด์บริดจ์ที่สําคัญของอาเซียน และนั่นคือโอกาสที่สําคัญอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่า โครงการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประตูตะวันตกอีกเช่นกันที่จะเชื่อมไปสู่ประตูตะวันออก ไม่ว่าจะออกที่แหลมฉบัง หรือจะไปออกที่โฮจิมินห์ หรือจะไปออกที่อู่ฮั่น หรือจะขึ้นไปสู่จีน ตอนใต้ผ่านผิงเสียงสู่กวางสี หรือจะผ่านอาร์ ๓ ไปสู่มณฑลยูนนานและเข้าสู่มณฑลอื่น ๆ โดยเฉพาะเสฉวน ฉงชิ่ง กุ้ยโจว ของจีน เป็นต้น จะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยอย่าง มหาศาล ผมหวังเหลือเกินว่าภายใต้กรอบการเจรจาและแนวทางที่เสนอมา โดยเฉพาะ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการจะได้ให้ความสําคัญในเรื่องของตัวอย่างที่ผมได้หยิบยกมา และนั่นคือโอกาสร่วมกันที่ยินดีที่จะให้การสนับสนุน แต่หวังว่ารัฐบาลจะเข้าใจประเด็น และมองไกล และได้เห็นถึงโครงการตัวอย่างที่จะนําไปเสนอภายใต้กรอบเจรจาดังกล่าว ผมคงไม่ใช้เวลาในการอภิปรายในส่วนของข้อตกลงอื่น ๆ นะครับ เพราะว่าในฐานะที่เคยเป็น รัฐมนตรีที่กํากับดูแลกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในกรอบที่เกี่ยวข้องการค้าหรือว่า ความตกลงทั้งในเรื่องของเอฟาส (AFAS) อาฟตา (AFTA) และอาเกียนั้น ก็ได้ทํางาน และหวังว่าการสานต่อดังกล่าวนั้นจะดําเนินการโดยเร็ว เพราะว่ากรอบความตกลงที่จะขอ ให้ความเห็นชอบในเรื่องของอาเกียหรือเอซีไอเอนั้น เราเป็นประเทศสุดท้ายนะครับ ที่จะยื่น รายการข้อสงวน เพื่อที่จะทําให้เอซีไอเอนั้นมีผลบังคับใช้ เพราะฉะนั้นก็หวังแต่เพียงว่า รัฐสภาให้ความเห็นชอบและรัฐบาลจะนําเรื่องนี้เข้าไปยื่นข้อสงวนในระดับของอาเซียนต่อไป เพื่อให้ความเป็นไปได้ของการเป็นประชาคมอาเซียนและภายใต้เครื่องมือของความตกลง ว่าด้วยการลงทุนแบบคอมพรีเฮนซีฟ หรือเอซีไอเอนั้นมีผลโดยเร็วครับ ขอบคุณท่านประธาน