รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการลงทุนเงินสำรองของประเทศ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาที่ทำให้ประเทศไทยลงสัดส่วนต่ำ และเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดเกณฑ์การลงทุนเงินสำรองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เงินสำรองนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น นอกจากนี้ยังขออนุมัติให้ตั้งกองทุนเพื่อแก้ไขปัญหาการกู้เงินสำหรับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ นาน ๆ ทีเราจะได้เห็นฝ่ายค้านมาอภิปราย สนับสนุนรัฐบาลในที่ประชุมนะครับ เรื่องนี้มันก็เป็นบทเรียนอันหนึ่ง ซึ่งทําให้เราทราบว่า เหตุผลการที่เราลงสัดส่วนในกองทุนเอไอเอฟเพียงแค่ ๓.๐๙ เปอร์เซ็นต์นะครับ ต่ํากว่า เพื่อนบ้านคือมาเลเซียที่ ๓๐.๙๒ แล้วก็อินโดนีเซียที่ ๒๔.๗๓ ก็เพราะปัญหาเรื่องของ มาตรา ๑๙๐ แต่ว่ามาตรา ๑๙๐ นี่ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่ามันก็จะทําให้เราทํางานได้ รอบคอบ ผมเองก็สงสัยมาตั้งแต่ก่อนที่ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านจะแถลง อดีตนะครับ ว่ากรณีนี้มันเกิดจากการประชุมที่บาหลีแล้วเราไม่สามารถจะลงนามได้ แล้วเพื่อนบ้านเราลงนามไปหมดแล้ว ลงสัดส่วนของเงินลงทุนไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ทําให้เรามีปัญหาว่าเราจึงสามารถลงได้เพียง ๓ เปอร์เซ็นต์

ท่านประธานครับ โดยปกติแล้วสัดส่วนของการลงทุนในกองทุนมันมี ความหมายต่อการปล่อยกู้ เพราะว่าคนที่ลงทุนมากเสียงก็จะดังนะครับ ผมเองก็เคยอภิปราย ในรัฐสภาแห่งนี้มาหลายครั้งในกองทุนต่าง ๆ แม้กระทั่งซีเอ็มไอเอฟ ผมก็อภิปรายว่าทําไม เราถึงไม่ลงสัดส่วนให้มันมาก ๆ ไม่ได้หรือ แม้กระทั่งเอดีบี เพราะว่าการลงทุนสัดส่วนมาก มันดีสําหรับเรา ในการประชุมบอร์ด ออฟ ไดเรคเทอร์ส เราสามารถที่จะออกเสียงแล้วก็มี น้ําหนักเสียงดัง เหมือนกับถ้าเป็นนักมวยก็ตัวใหญ่อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป โครงการที่เราจะปล่อยกู้มันก็สามารถอิงกับผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ ท่านประธานครับ ข้อสําคัญนี่มันเป็นการนําเงินสํารองระหว่างประเทศมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ปัญหาก็คือ เงินสํารอง ขณะนี้เรามีอยู่มากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ผมอยากจะฝากคําถามผ่าน ท่านประธานถึงทางรัฐบาลว่าเงินสํารองที่เหมาะสมที่ควรจะเป็น ผมเองพูดในฐานะของ ประชาชน ผมไม่ทราบหรอกครับว่าเงินสํารองที่เหมาะสมของประเทศเรามันควรจะเป็น เท่าไร เราจะได้มีเกณฑ์ตรงนั้นวัดไว้ขั้นหนึ่ง แล้วเราจะได้เสนอว่าส่วนที่เกินนั้น มันนํามา ลงทุนหรือว่ามาออมในประเทศได้หรือไม่ ถ้าหากว่าออมได้มันก็จะได้ดอกผลที่เป็นประโยชน์ ต่อเรากลับคืนมา ไม่ได้ปล่อยให้เงินนี่มันนอนนิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้น ก็อยากจะฝากคําถาม เพราะว่าผมเองตอนแรกผมงงว่าทําไมมีตั้ง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วกลับไปลงทุน นิดเดียวนะครับ ตามที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นว่าทําไมลงทุนมาแค่ ๑๕ ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วนะครับ

อันที่ ๒ มันมีเรื่องที่มีการกู้เงิน คือตอนนี้เราเสนอแค่ตั้งกองทุนนะครับ ขออนุมัติกรอบในการตั้งกองทุนไปลงชื่อ ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะต้องไปลงชื่อตรงนี้นะครับ ทีนี้เมื่อตั้งกองทุนแล้ว ต่อไปก็เป็นการ ปล่อยกู้ของกองทุน การปล่อยกู้มันก็มีปัญหาตลอดมาในรัฐสภาแห่งนี้ ตัวเลขที่โชว์มามันจะ เป็นตัวเลขดอกเบี้ยต่ํา เสียดอกเบี้ยต่ํา เวลาจ่ายเงินไม่ว่าเราจะกู้มาทําอะไรก็ตาม ข้อเสนอ ดูเหมือนกับน่าสนใจ ดอกเบี้ย ๑ เปอร์เซ็นต์ ครึ่งเปอร์เซ็นต์นะครับ ๑ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ถือว่าน้อยมาก เหมือนกับจูงใจให้กู้ แต่ความเป็นจริงครับท่านประธานมันไม่ได้ต่ําอย่างนั้น มันมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มันมีค่าสวอพ (Swop) แล้วมันก็มีเงินค่าปากถุง เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีด้วยว่าในกรณีนี้ ถ้าในครั้งต่อ ๆ ไปมันมีรายละเอียดเข้ามานะครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนนี้หรือซีเอ็มไอเอฟ หรือกองทุนอื่น ท่านช่วยบอกในรายละเอียดว่าดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เราจะต้องกู้เงิน มันเท่าไรกันแน่ เพราะว่ามันมีปัญหาที่รัฐวิสาหกิจของเราหลายหน่วยไปกู้แบบนี้ แล้วก็พบ ปัญหาจากอัตราแลกเปลี่ยนทําไปทํามามันกลายเป็นว่าเสียดอกเบี้ยถึงปีละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ดอกเบี้ยของประเทศไทยต่ํา การกู้เงินจากกองทุนไม่ว่าจะเป็นเอดีบี ไม่ว่าจะเป็น เวิลด์แบงก์ แม้กระทั่งเอไอเอฟที่เราจะตั้งขึ้นใหม่ บางครั้งมันไม่จําเป็นจะต้องไปกู้ มันกู้ในประเทศก็พอ ไม่ว่าจะออกเป็นพันธบัตรหรืออย่างอื่น การกู้ในประเทศในสภาวะที่ เศรษฐกิจต่ํามันเป็นสิ่งที่ดีกว่าไปเสี่ยงกับการกู้นอกประเทศด้วยซ้ํา ผมเองนะครับ ท่านประธาน ผมไม่เชื่อละครับว่าเวิลด์แบงก์ หรือเอดีบี หรือเอไอเอฟที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตมันจะดีสม่ําเสมอไปตลอดเวลา ผมมีความเชื่อว่ามันขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งตรงนี้ เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะบริหารหนี้สาธารณะ แล้วก็กระทรวงการคลังที่จะบอก เราได้ว่าในภาวะข้างหน้า ในกรณีต่อไปเราควรจะหาแหล่งเงินกู้จากที่ไหน อย่างไร เพื่อลงทุน สาธารณูปโภค ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับกรณีที่เราจะตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานนั้นมันก็เป็นสิ่งที่จะต้องพัฒนา ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ แล้วก็ปัจจุบันนี้โครงสร้างพื้นฐานเราไม่ได้มีอะไรที่มากมาย เราสามารถ ที่พัฒนาได้มากกว่านี้อีกเยอะครับ โดยเฉพาะเรื่องของรถไฟ เราก็มีความพยายามจะมีการ พัฒนาถนนเป็นเครือข่ายโยงใยเหมือนใยแมงมุมของอาเซียน แต่ว่าเรื่องรถไฟเราก็มี อีกเหมือนกัน แต่ว่าเป็นเรื่องของการพัฒนาตั้งแต่สิงคโปร์ไล่ขึ้นมา ซึ่งการพัฒนารถไฟ แม้กระทั่งเป็นเครือข่ายอาเซียนมันก็ยังมีปัญหา ผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าในกรณีโครงสร้างพื้นฐานเรื่องของรถไฟบางครั้ง เราต้องคิดให้มาก สิงคโปร์ครับ สิงคโปร์เขาเสนอแค่รถไฟให้เราฟรี ๆ เพื่อขนส่งสินค้า แล้วก็ไปลงที่สิงคโปร์ตรงนี้เขาได้ประโยชน์ แต่แหลมฉบังเราเสียประโยชน์ ในกรณีแบบนี้ เราจะต้องคิดมากในการลงทุนกรณีอย่างนี้ แต่ว่าโดยภาพรวมโดยโครงสร้างแล้วผมเห็นว่า มันยังมีประโยชน์ได้มากกว่าเสียครับ ขอบคุณครับ