พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ เสนอการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการสร้างกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน หรือเอไอเอฟ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความเชื่อมโยงทางด้านโครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเชื่อมโยงทางบก ทางน้ำ และทางอากาศระหว่างประเทศอาเซียน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการตามกรอบความตกลงดังกล่าว
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายสนับสนุนกรอบ ทั้ง ๓ กรอบนะครับ
กรอบที่ ๑ การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน หรือเอไอเอฟ ซึ่งจากการดูแล้วก็เป็นการจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๒ โดยกองทุนดังกล่าวได้กําหนดวงเงินไว้ จํานวน ๔๘๕ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย ๑๔,๕๕๖ ล้านบาทนะครับ จากประเทศในอาเซียน ๙ ประเทศ ยกเว้นประเทศพม่า เพราะฉะนั้นจากการดูอัตราที่ร่วมกันจัดตั้งกองทุนในครั้งนี้จะเห็นได้ว่าประเทศมาเลเซีย ได้ลงทุนไป ๔,๕๐๐ ล้านบาท อินโดนีเซีย ๓,๖๐๐ ล้านบาท ฟิลิปปินส์ ๔๕๐ ล้านบาท ไทย ๔๕๐ ล้านบาท สิงคโปร์ ๔๕๐ ล้านบาท และบรูไน ๓๐๐ ล้านบาท เวียดนาม ๓๐๐ ล้านบาท กัมพูชาและลาวประเทศละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจากนั้นก็จะมี ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียอีก ๑๕๐ ล้านบาท ก็คือ ๔๐๐ ล้านบาท จากการที่ได้จัดตั้งกองทุน ดังกล่าวนี้ก็จะเกิดประโยชน์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ๓ ประการ
ประการแรกก็คือ เป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือบนเวทีอาเซียนของไทย ซึ่งจะแสดงออกถึงความเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเปลี่ยนจากสนามรบเมื่อ ๒-๓ ปี ที่ผ่านมาเป็นสนามการค้าการลงทุนในอาเซียนนะครับ ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เนื่องจากว่า เมื่อปีที่แล้วก็มีสงครามเกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา ในขณะนี้สงบลงแล้วนะครับ
ประการที่ ๒ เป็นการนําเอาเงินออมของประเทศมาใช้ประโยชน์ในการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน
และประโยชน์อันสุดท้ายก็คือ การพัฒนาความเชื่อมโยงในโครงสร้างพื้นฐาน ระหว่างประเทศ การจัดตั้งกองทุนเอไอเอฟเป็นแหล่งเงินทุนช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ในการพัฒนาความเชื่อมโยงทางด้านโครงสร้างพื้นฐานตามแผนแม่บทของอาเซียน เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ๓ ด้านก็คือ
๑. การเชื่อมโยงทางบก เป็นการเชื่อมโยงถนนในประเทศอาเซียนรวมกับจีน ด้วยนะครับ ก็คือไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ระยะทางทั้งสิ้น ๓๘,๔๐๐ กิโลเมตร และมีการเชื่อมโยงทางรถไฟ ๘ ประเทศ ก็คือไล่ตั้งแต่จีนตอนใต้ ลาว พม่า ไทย เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ อันนี้การเชื่อมทางบกนะครับ
๒. การเชื่อมโยงทางน้ํา ก็เป็นการเชื่อมโยงทางทะเล ก็มีท่าเรือทางทะเล ใน ๘ ประเทศ ๔๗ แห่งนะครับ ของไทยก็มี ๒ แห่ง ก็คือ ท่าเรือกรุงเทพฯ กับท่าเรือแหลมฉบัง อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์
สุดท้ายก็คือทางอากาศ เชื่อมโยงในเรื่องการปรับปรุงระบบการบินและ การพัฒนาคุณภาพสาธารณูปโภคพื้นฐาน รองรับการขนส่งทางอากาศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันนี้ก็คือประโยชน์ที่จะได้จากกองทุนนะครับ เพราะฉะนั้นกองทุนดังกล่าวนี้ผมก็ขอ สนับสนุนรัฐบาลนะครับ
กรอบที่ ๒ ก็คือกรอบความตกลงว่าด้วยเขตการลงทุนอาเซียนเอไอเอและ แนวทางการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุนภายในอาเซียน ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ จะเห็นได้ว่าการผลิตแป้งจากข้าวและพืชไร่เปิดเสรีมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เพราะฉะนั้นในคราวนี้ก็จะเป็นการเปิดเสรี หรือว่าการลงทุนด้วยกัน ๓ สาขาอย่างที่กล่าว มาแล้ว ก็คือ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา การเพาะขยายและปรับปรุงพันธุ์พืช การทําไม้จาก ป่าปลูก ซึ่ง ๓ รายการนี้กําหนดเปิดเสรี หรือว่าเปิดการลงทุนระหว่างกันในปี ๒๕๕๓ แต่ก็ยังทําไม่ได้ สาเหตุที่ทําไม่ได้ก็คือประเทศไทยเกิดภาวะสงคราม สงครามภายในประเทศ ก็คือกีฬาสีนะครับ และสงครามระหว่างประเทศก็คือไทย กัมพูชา จึงไม่สามารถที่จะลงนาม ใน ๓ สาขานี้ได้
กรอบสุดท้ายนะครับ ก็คือกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทาง เศรษฐกิจการค้าการลงทุนระหว่างประเทศอาเซียนและประเทศเกาหลี ในประเทศนี้นะครับ จากที่ผมดูตารางการค้าระหว่างกันแล้วก็ปรากฏว่า ในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยขาดดุลการค้ากับประเทศเกาหลีดังต่อไปนี้นะครับ ปี ๒๕๕๐ ขาดดุล ๖๙,๑๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๑ ขาดดุล ๙๕,๗๒๒ ล้านบาท ปี ๒๕๕๒ ขาดดุล ๑๔๘,๗๔๐ ล้านบาท และปี ๒๕๕๓ ปีที่แล้วขาดดุล ๑๒๓,๕๑๐ ล้านบาท อันนี้การค้าระหว่างไทยกับเกาหลี เพราะฉะนั้นดูจากสินค้าแล้วที่ไทยส่งไปขายเกาหลีก็มี ๑. ยางพารา ๒. แผงวงจรไฟฟ้า ๓. น้ํามันดิบ ๔. เครื่องคอมพิวเตอร์ ๕. เครื่องใช้ไฟฟ้า ๖. เคมีภัณฑ์ ๗. กระดาษ ๘. ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน ๙. ไม้และ ผลิตภัณฑ์ไม้ ๑๐. น้ําตาลทราย และจากดูอัตราภาษีนําเข้าสินค้าจากไทยไปเกาหลี ก็จะเห็นได้ว่าแพงมากนะครับ ก็คือผักและผลไม้กระป๋อง ๓๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ น้ําตาลทราย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ดอกกล้วยไม้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ กล้วย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และทุเรียนอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในกรอบอันสุดท้ายนี้ก็คืออยากจะเสนอแนะทางรัฐบาล โดยผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์ในการพิจารณาตกลงกรอบการค้าการลงทุนระหว่างเกาหลี กับไทย ก็อยากจะให้ดูเกี่ยวกับอัตราภาษี คือประเทศไทยเรามีภาษีอย่างเดียวก็คือภาษีจาก ภาครัฐบาลหรือว่ากรมสรรพากรเก็บ แต่ภาษีของต่างประเทศมีภาษีซ้ําซ้อน ภาษีซ้ําซ้อน ก็คือถ้ามีการลงทุนหรือเปิดการค้าเสรีเข้าไปในประเทศเขาจากด่านศุลกากรไม่ได้เสียนะครับ แต่ว่าไปถึงรัฐหรือว่าถึงจังหวัดหรือถึงมณฑลเขานี่ เขาจะมีภาษีเฉพาะตัวของรัฐเขา เพิ่มขึ้นมาอีก อันนี้ก็อยากจะฝากทางรัฐบาลได้พิจารณาในส่วนนี้ด้วย ก็ขอสนับสนุนนะครับ กรอบทั้ง ๓ กรอบที่ผ่านมา ก็ขอกราบขอบคุณครับ ท่านประธานครับ