กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดตั้งกองทุนนี้ โดยเสนอว่าควรเพิ่มเงินทุนในกองทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดูแลให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาต ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ท่านและเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง ได้กรุณาสานต่อในเรื่องที่เราได้ดําเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เรื่องของกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียนนั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ กองทุนนี้ได้ออกแบบมา เพื่อเป็นเครื่องมือในการที่จะเป็นแหล่งทุนลงทุนในโครงการที่จะช่วยเสริมการเชื่อมโยง ทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มประเทศในเครืออาเซียน และกองทุนนี้นอกจากนั้นได้ออกแบบมาเพื่อที่จะเป็นที่รองรับการลงทุนโดยกองทุนสํารอง ระหว่างประเทศของธนาคารกลางของประเทศสมาชิกอาเซียนทุก ๆ ประเทศ ซึ่งเราก็ทราบ กันอยู่นะครับว่าทุนสํารองระหว่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนนั้นมีมากที่สุด กลุ่มหนึ่งในโลก และที่ผ่านมาโอกาสและช่องทางในการที่จะลงทุนโดยทุนสํารอง ระหว่างประเทศของเรานั้นมีค่อนข้างน้อย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านทราบดี ว่าที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่เราก็จะนําเงินทุนสํารองระหว่างประเทศส่วนนี้ไปลงทุนซื้อพันธบัตร โดยเฉพาะพันธบัตรจากสหรัฐอเมริกาที่นับวันก็มีค่าน้อยลง มีอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน ที่ต่ําลง แล้วก็สุดท้ายทําให้ผลตอบแทนของประเทศเราน้อยลง ดังนั้นจึงมีแนวความคิด ร่วมกันว่าเราควรที่จะหาวิธีที่จะนําทุนสํารองระหว่างประเทศนี้มาลงทุนในระบบโครงสร้าง พื้นฐานของกลุ่มประเทศอาเซียนของเราเอง แทนที่จะไปลงทุนซื้อพันธบัตรจากประเทศ ในซีกตะวันตก นี่คือตรรกะแนวความคิดในการริเริ่มเรื่องของกองทุนที่เราเรียกกันว่ากองทุน เอไอเอฟ หรืออาเซียน อินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์นี้ นอกเหนือจากนั้นครับท่านประธาน ในต้นปี ๒๕๑๒ เราเพิ่งผ่านประสบการณ์ความสําเร็จในการที่จะเสริมกําลังของกองทุน ริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สําคัญในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน และเราก็มองว่ากองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ จะเป็นเครื่องมือสําคัญที่ ๒ ที่จะเป็นสัญลักษณ์ให้กับชาวโลกได้เห็นถึงการพัฒนา การเชื่อมโยงในการร่วมมือระหว่างกันทางด้านเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน แต่ที่สําคัญที่สุดอีกประเด็นหนึ่ง ท่านประธานครับ กองทุนนี้มีความสําคัญ เพราะว่าความคิด ริเริ่มกองทุนนี้เกิดขึ้นโดยประเทศไทยเราเองในฐานะที่ในปี ๒๕๑๒ ประเทศไทยเราเป็น ประธานอาเซียน แล้วก็ได้มีการประชุมสูงสุดที่พัทยา ซึ่งท่านประธานอาจจะสับสนเล็กน้อย ว่าทําไมถึงมีผลงานออกมาจากการประชุมที่พัทยาได้ เพราะในความทรงจําของพวกเรา ก็คือการประชุมผู้นําสูงสุดที่พัทยา ก็คือการประชุมที่มีกลุ่มเสื้อแดงเข้าไปขัดขวางการประชุม ทําให้สุดท้ายการประชุมต้องล่มไป แต่ข้อเท็จจริงครับ ทุก ๆ ครั้งที่มีการประชุมผู้นําสูงสุด ก็จะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีก่อนหน้านั้น และการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเกิดขึ้นประมาณ ๒ วันก่อนวันนัดหมายประชุมผู้นําสูงสุด แล้วเราก็ สามารถที่จะหาข้อสรุปตรงนี้ได้ โดยข้อเสนอนั้นเป็นข้อเสนอของทางฝั่งไทย ดังนั้นจึงเป็น เรื่องสําคัญที่เราต้องเดินหน้าต่อไปในการที่จะสนับสนุนแนวคิดและความตั้งใจของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในวันนี้ที่จะขอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติให้ไปเจรจา จัดตั้งกองทุนนี้ต่อไป ความจริงตามข้อเท็จจริงเราไม่ได้มีโอกาสที่จะไปเจรจาเพิ่มเติมมากนัก เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ความจริงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ควรที่จะเรียนให้ทาง รัฐสภาได้รับทราบ เพราะหลังจากที่มีข้อตกลงเบื้องต้นที่บาหลีในเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๓ แล้ว ประเทศอื่น ๆ ถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็คือเขาลงทุนกันไปหมดแล้วครับ ลงเงินในกองทุนไปกัน ครบถ้วนแล้ว ก็เหลือเพียงแค่ประเทศไทยเรา เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่เป็นประเด็นที่เราจะ สามารถไปเจรจาในแง่ของเงื่อนไขของกองทุนนี้ได้มากนัก แต่ก็ยืนยันนะครับว่าทั้งในส่วน ของรัฐบาลที่แล้ว และผมมั่นใจว่าโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านปัจจุบันเราก็ได้ พิจารณาตามความเหมาะสมนะครับว่ากรอบนี้เป็นกรอบที่ทําให้กองทุนน่าที่จะ ประสบความสําเร็จได้ แล้วก็รักษาผลประโยชน์ของประเทศของเราไว้ ทีนี้ผมก็มีประเด็น อยากที่จะขอเสนอให้ท่านรัฐมนตรีได้พิจารณาในการที่จะขับเคลื่อนกองทุนนี้ต่อไป ในอนาคต คือ
อันดับแรก ขนาดของกองทุนนี้ค่อนข้างเล็กเทียบกับความต้องการเม็ดเงิน ในการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคในภูมิภาคอาเซียน คือไม่ถึง ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดออกมาแล้วเป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของความต้องการ แม้แต่ภายในประเทศไทยเราเอง ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ต้องถือว่าค่อนข้างน้อย แล้วก็ถึงแม้ว่าจะมีเงินจากแหล่งอื่น มาสมทบในการลงทุนแต่ละครั้งร่วมกันกับกองทุนนี้ก็คงยังไม่เพียงพอ วิธีหนึ่งที่เราคิดมาแต่แรกว่าเราน่าจะเพิ่มศักยภาพและขนาดเม็ดเงินในกองทุนนี้ได้ ก็คือถ้าเรามีสถาบันระหว่างประเทศหรือองค์กรการเงินระหว่างประเทศนอกเหนือจากทาง ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเข้ามามีส่วนร่วม ก็คือเราอยากที่จะเสนอให้ทางธนาคารโลก เป็นต้น หรือว่ากองทุนระหว่างประเทศ ประเทศอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมใส่เงินลงขัน ในกองทุนก็จะทําให้ศักยภาพของกองทุนมีมากขึ้น แล้วก็ประเทศสมาชิกทุก ๆ ประเทศ ในอาเซียนก็จะได้รับประโยชน์ ก็จะมีประเด็นทางการเมืองเล็กน้อยครับ เพราะว่าทาง ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเมื่อมีบทบาทค่อนข้างสูงก็อยากที่จะยึดบทบาทไว้เป็นของ ตนเอง ปกติก็ไม่ค่อยอยากที่จะให้พี่ใหญ่ก็คือธนาคารโลกเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากเกินไป แต่เราต้องผลักดันนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือการเพิ่มขนาดศักยภาพและน้ําหนักของกองทุนเช่นเดียวกัน กับกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งได้ดําเนินการโดยประเทศไทยเราเช่นเดียวกันนะครับ ก็คือการหา ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าประเทศสมาชิกอาเซียนเข้ามามีส่วนร่วม ในกรณีนี้ อาจจะเป็นประเทศที่เราเรียกกันว่ากลุ่มบวกสามนะครับ ก็คือ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ถ้าเขาสนใจแล้วก็เราเคยได้ติดต่อไปถามความสนใจของเขาในการเข้ามาร่วมลงทุน ในกองทุนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคกองทุนนี้ เขาก็ส่งสัญญาณว่าเขาสนใจเราก็ควรที่จะ ติดต่อเขาเพื่อที่จะให้เขาลงขันเพิ่มเติม ตรงนี้ก็เช่นเดียวกันครับ สุดท้ายจะเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศสมาชิกอาเซียนทุก ๆ ประเทศ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องดูแลให้ ประเทศไทยเราได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้นะครับ กองทุนนี้ในการคัดเลือกว่าจะสนับสนุน กําลังเงินให้กับโครงการใดนะครับ ก็จะขึ้นอยู่กับเอดีบีส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ที่ทุก ๆ ประเทศมีส่วนร่วมส่วนหนึ่งนะครับ ซึ่งตรงนี้ท่านก็ต้องดูให้ดีว่าประเทศไทยเรามี แนวโน้มโอกาสที่ได้รับประโยชน์และอย่างน้อยโครงการที่กองทุนนี้ไปลงทุนต้องเป็นโครงการ ที่ปลอดการเมือง ต้องเป็นโครงการที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่าต่อกองทุนและ ต่อประเทศไทยเราในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมทุนในกองทุนนี้อย่างแท้จริง
ประเด็นสุดท้าย ก็คือเราต้องเร่งรัดให้ทางเอดีบีพัฒนาระดับความน่าเชื่อถือ ของกองทุนนี้ เพื่อกองทุนนี้จะได้ออกพันธบัตรและเป็นพันธบัตรที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูง พอที่ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ รวมถึงธนาคารกลางของประเทศไทยสามารถ ที่จะซื้อพันธบัตรและเก็บเป็นทุนสํารองระหว่างประเทศได้ นี่คือวิธีเดียวที่จะตอบ โจทย์เจตนาตั้งใจของการจัดตั้งกองทุนนี้แต่แรก ก็คือเป็นช่องทางให้กับธนาคารกลาง สามารถที่จะนําทุนสํารองลงทุนในระบบสาธารณูปโภคของเราเองผ่านพันธบัตรที่ออกโดย กองทุนลักษณะนี้
ก็เป็น ๔ ประเด็นที่อยากที่จะฝากให้กับทางรัฐบาลไปพิจารณาต่อไป แต่ในส่วนของหลักการการกลับไปเจรจาการจัดตั้งกองทุนนี้ ผมและพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนครับ ขอบคุณครับ