รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ พูดเรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน และเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนการปรับโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอแสดงความเห็นด้วย แล้วก็ขอสนับสนุนกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน แท้จริงแล้ววันนี้ผมตั้งใจที่จะพูดจาเรื่องนี้กับรัฐบาลเป็นการเฉพาะ ผมเข้าใจดีว่าข้อเสนอ ที่เราใช้ในการเจรจาที่มีการพิจารณากันในรัฐสภาวันนี้นั้นเป็นเรื่องของการจัดตั้งกองทุน ไม่มีรายละเอียดอื่นใดที่จะต้องไปพูดจาให้มากไปกว่าสิ่งที่ตามกรอบการเจรจาที่ได้เสนอ เข้ามาในวันนี้ แต่บังเอิญในขณะนี้ผมได้เห็นรายละเอียดของกรอบของเงื่อนไขที่เราจะต้อง ดําเนินการกันต่อไปในอนาคต ผมต้องขอให้การสนับสนุนความเห็นของท่านกษิต ภิรมย์ ที่ท่านได้กรุณาอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ นั่นก็คือว่าเรากําลังจะเดินทางเข้าไปสู่การเป็น ประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๘ ไม่ใช่เป็นปีเพียงแต่ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งใน ประชาคมอาเซียนเท่านั้น แต่หากเรายังต้องเป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียนอีกด้วย นี่คือเงื่อนไขทางกายภาพ และเงื่อนไขทางศักยภาพของประเทศไทยที่เราเป็นได้ทั้ง ๒ สถานะ ด้วยตรงนี้เองนะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะต้องทําก็คือว่าการเชื่อมโยงกันทางกายภาพของภูมิภาคอาเซียนนั้น มันมีเรื่องที่ต้องไปดําเนินการหลายเรื่อง บางเรื่องดูเหมือนจะมีรายละเอียดชัดเจนอยู่ในนี้แล้ว เราอาจจะต้องทํากันในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกันในทางคมนาคมขนส่ง บางเรื่องเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเชื่อมโยงกัน ทางด้านเครือข่ายพลังงาน การเชื่อมโยงกันทางองค์กรการขนส่งที่เป็นทั้งเรื่องการเดินทาง การก่อสร้าง รูปแบบ ภาษี และเงื่อนไขอื่น ๆ แต่ว่าเงื่อนไขที่สําคัญในการที่จะเป็นจุดเชื่อมโยง ของประชาคมก็คือว่าเป็นการเชื่อมโยงโดยตรงของประชาคมในอาเซียน ซึ่งเป็นเรื่องของ เศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ผมโยงมาตรงนี้เพื่อเพียงบอกกับท่านประธานสั้น ๆ เท่านั้นเองว่า ผมไม่มีโอกาสพูดเรื่องนี้กับรัฐบาลเมื่อวันที่จัดทํางบประมาณ แต่ผมได้พูดจา เรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่มีการแถลงนโยบาย ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ในอนาคตความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันระหว่างประชาชนใน ๑๐ ประเทศนี้เราจะ ไม่ไปมาหาสู่กันในนามระหว่างประเทศกับประเทศอีกแล้ว แต่เราจะเป็นการพบปะ เชื่อมโยงซึ่งกันและกันในระหว่างเมืองกับเมือง ในระหว่างชุมชนกับชุมชนมากยิ่งขึ้น วันนี้คนปักษ์ใต้ คนภาคใต้ของประเทศไทยไม่ได้รู้สึกว่าเวลาไปปีนังแล้วไปประเทศมาเลเซีย ถ้าจะไปปีนังคนไทยก็คิดว่านี่คือเราไปปีนัง เราไปโกตาบารู เราไปกัวลาลัมเปอร์ ไม่ค่อยมี ความรู้สึกว่าไปมาเลเซีย คนมาเลเซียก็มีความรู้สึกแบบนี้เช่นเดียวกัน ผมอธิบายเรื่องนี้กับ ท่านประธานก็เพราะว่าถึงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยเราจะต้องดําเนินการรูปแบบ การปกครองท้องถิ่นเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนเสียให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา ๓-๔ ปีนี้ นั่นก็คือว่าวันนี้สําคัญอย่างยิ่งยวดก็คือว่า เมืองชายแดนจะเป็นด่านสําคัญของ การเชื่อมโยงการขนส่งในสิ่งที่เราพูดจากันในขณะนี้ เพราะฉะนั้นเมืองชายแดนของ ประเทศไทยในปัจจุบันจึงไม่ใช่เป็นเมืองที่เป็นโครงสร้างของความมั่นคง ไม่ใช่ประตูหลังบ้าน ที่ปิดประตูใส่กลอน แต่ต่อไปนี้เมืองชายแดนเราทุกเมืองเป็นประตูหน้าบ้านและเป็น ห้องรับแขกของประชาคมอาเซียน นั่นหมายถึงว่ารูปแบบการปกครองท้องถิ่นของ เมืองชายแดนที่เป็นปัจจุบันนี้ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน ได้อย่างชัดเจน ผมจึงบอกว่าถึงเวลาที่ผมจะต้องใช้เวลาเพียงสั้น ๆ นี้บอกกล่าวกับรัฐบาลว่า ที่ได้มีการพูดจากันไปในวันแถลงนโยบายนั้น วันนี้อย่างน้อยที่สุดที่อยู่ในภาคใต้ก็คือที่เบตง เทศบาลเบตงต้องนําไปสู่การเป็นเมืองพิเศษ เมืองรูปแบบพิเศษเบตง เมืองสุไหงโก-ลก แล้วก็เมืองสะเดาที่จังหวัดสงขลา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นโครงสร้างเหล่านี้ที่จริงผมมี โครงสร้างตั้งแต่มหานคร นคร เมืองพิเศษ เมืองท่า เตรียมการเอาไว้ทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่อยากใช้เวลาตรงนี้ให้มากนัก เพียงแต่บอกผ่านไปยังรัฐบาลว่าการสร้างจุดเชื่อมโยงนี้ และการดําเนินการในเรื่องนี้ การปรับโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปรับ รูปแบบของการปกครองท้องถิ่น เพื่อที่จะรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ นั้น เป็นสิ่งที่ต้องทําควบคู่ไปกับกรอบการเจรจาเพื่อทําการขนส่งในครั้งนี้ด้วยเช่นเดียวกันครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ