เกียรติ สิทธีอมร เสนอกรอบการเจรจาตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน และเห็นชอบในแนวคิดนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลงทุนของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย และแสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวคิดในการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะสัดส่วนการลงทุนของแต่ละประเทศ และการไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงแสดงความคิดเห็นในการตัดสินใจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริหารกองทุนและร้องขอให้รัฐมนตรีชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดสรรเงินในกองทุน และการมีสิทธิในการออกเสียงของผู้ลงทุน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม เกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ วันนี้ทางรัฐบาลได้เสนอกรอบการเจรจาตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่ามีผลการศึกษามากมายหลายการศึกษานะครับว่าการที่จะทําให้กลุ่มประเทศ อาเซียน ๑๐ ประเทศ มีความเชื่อมโยงกันจะต้องใช้เงินมากมายทีเดียวในการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน หรือที่เราเรียกว่า คอนเนคทิวิตี้ (Connectivity) โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ จากการศึกษาของทางธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียก็บอกไว้ว่าต้องใช้เงินถึง ๔๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าเป็นกรอบที่ใหญ่ขึ้นไปกว่านั้นคือ อาเซียน +๓ หรือในกลุ่มของประเทศ เอเชียตะวันออก อาจจะต้องใช้เงินถึงเป็นล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลใน กลุ่มประเทศอาเซียนจะรวมตัวกันในการจัดตั้งเครื่องมือในการที่จะมีการระดมทุนมาได้ ในการนําไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจําเป็นและยังขาดอยู่ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และน่าสนับสนุนอย่างยิ่งนะครับ ที่ท่านได้นําเสนอเป็นกรอบการเจรจา เพราะฉะนั้นก็ต้อง บอกว่าข้อตกลงยังไม่ยุติ เป็นแนวกรอบที่จะนําไปใช้ในการเจรจา
เรื่องนี้จริง ๆ แล้วมันก็ริเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลชุดที่แล้วที่พัทยา ก็เป็น สิ่งที่ดีครับ ผมก็คุ้นเคยกับเรื่องนี้ แต่พอมาดูในรายละเอียดก็มีหลายประเด็น ผมอยาก จะฝากทางรัฐบาลไว้เวลาท่านไปเจรจา ซึ่งผมคิดว่าจริง ๆ แล้วถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังจะกรุณามานั่งฟังด้วยก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะว่าหลายประเด็น เกี่ยวข้องกับท่านโดยตรง ทีนี้เมื่อกี้ท่านเองก็ได้ระบุแล้วผมก็ไม่ค่อยสบายใจเวลาท่านพูด ท่านบอกว่าธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบีจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะปล่อยเงินกู้กับ โครงการใดบ้าง ตรงนี้ในแง่กรอบความคิดผมเป็นห่วงมากนะครับว่าเราเป็นคนลงขัน ประเทศต่าง ๆ ๑๐ ประเทศ เป็นคนลงขันเอาเงินไปใส่ไว้ในกองทุน แต่ทําไมธนาคารเพื่อการ พัฒนาเอเชียเป็นคนตัดสินใจว่าจะเอาเงินไปปล่อยให้ใคร ทั้ง ๆ ที่สัดส่วนของการลงทุนของเขา ไม่ถึงกี่เปอร์เซ็นต์นะครับ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ กรอบอย่างนี้ เผอิญคําพูดที่ท่านรัฐมนตรีพูด มันไม่ได้อยู่ในเอกสาร แต่ถ้ามันเป็นอย่างที่ท่านรัฐมนตรีพูดจริง ๆ ผมคิดว่าไปไม่ได้ครับ เราเป็นเจ้าของเงินครับ เอดีบีหรือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเป็นคนที่มาช่วยในการดูแล บริหารกองทุนเหล่านั้นในบางประเด็นเท่านั้นนะครับ แล้วก็ในเอกสารของท่านในหน้า ๒ ระบุไว้นะครับว่าสัดส่วนของเงินที่จะมีการไปลงทุนในจํานวนเงินทั้งสิ้นที่ประเทศสมาชิก ลงทุน ๓๓๕.๒ ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศไทยลงทุนเพียง ๑๕ ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ ประเทศอย่างมาเลเซียลงทุน ๑๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซียลงทุน ๑๒๐ ล้านเหรียญสหรัฐ อันนี้ผมไม่เข้าใจแนวคิดครับ ไม่เข้าใจแนวคิดว่าจริง ๆ แล้ว ๑๐ ประเทศในเรื่องของการ รวมตัวกัน สิทธิในการดําเนินการในทุกเรื่องครับก็ ๑ ประเทศ ๑ เสียงมาโดยตลอด แน่นอนครับ ในแง่ของกองทุนนั้นถ้ามันเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ในหลายกรณี เช่น กองทุนของ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะมีเรื่องของความสามารถของแต่ละประเทศในการที่จะ มีเงินเพียงพอหรือไม่ในการที่จะไปลงทุนในกองทุนเหล่านั้น แล้วแน่นอนที่สุดสิทธิในการที่จะ ออกเสียงแสดงความคิดความเห็นในการตัดสินใจนั้นก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของเงินลงทุน ทีนี้ประเทศไทยกําลังบอกว่ากองทุนแค่ ๔๐๐-๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เรากําลังจะไม่มี ปัญญาในการที่จะไปใส่เม็ดเงินในสัดส่วนเท่า ๆ กันกับทุกประเทศอย่างนั้นหรือเปล่า ๓๐๐ ๔๐๐ ๕๐๐ ๑๐ ประเทศ ๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐนะครับ สําหรับประเทศไทยไม่ใช่ เรื่องใหญ่ นั่นคือประเด็นที่ผมรู้สึกเป็นห่วงว่ามันเกิดอะไรขึ้นในแง่ของแนวความคิดในการ ที่จะไปดําเนินการในเรื่องนี้
พอมาในหน้า ๓ ท่านก็พูดถึงเรื่องโครงสร้างการกํากับดูแล ในแง่โครงสร้าง การกํากับดูแล ท่านไม่ได้ให้รายละเอียดไว้เลยครับว่าจะมีสิทธิในการออกเสียงอย่างไรในแง่ ของกรรมการที่จะเข้าไปบริหารกองทุน ผมอยากจะเห็นว่าการบริหารกองทุนนั้น ๑ ประเทศ ๑ เสียงครับ แล้วผมอยากเห็นการใส่เงินเข้าไปในกองทุนนั้นเท่า ๆ กัน ๑๐ ประเทศ หาร ๑๐ เลยครับจะตั้งกองทุนเท่าไร ส่วนของเอดีบีนั้นซึ่งจะเข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการ กองทุนจากที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงเมื่อกี้นี่นะครับ ผมเข้าใจว่าเอดีบีจะเป็นผู้บริหารแต่ผู้เดียว คือมันก็ไม่เลวนะครับผมลงทุนสัก ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ของกองทุน แต่ผมได้สิทธิ ในการบริหาร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าท่านรัฐมนตรีหลายท่านก็คุ้นเคยกับภาคธุรกิจนะครับ ผมคิดว่าอันนี้มันเป็นธรรมหรือเปล่านี่สําหรับประเทศอย่างประเทศไทย ผมคิดว่าถ้าเรา จะจ้างใครไปบริหารกองทุน เราต้องจ้างคนที่ดีที่สุด ที่เหมาะที่สุด แต่ตอนนี้ท่านกําลังหมิ่น ๆ กับเรื่องการบริหารจัดการที่ดี คือถ้าเอดีบีมีข้อเสนอที่ดีในการเป็นผู้บริหารกองทุน ที่มีประสิทธิภาพ ให้ผลตอบแทนสูง ให้โอกาสมากมายสําหรับเจ้าของกองทุนจ้างเลยครับ แต่ถ้าวันไหนวันหนึ่งเอดีบีเก่งไม่พอเมื่อเทียบกับผู้บริหารกองทุนรายอื่นในภาคเอกชน ทําไมจะโดนจํากัดว่าจะต้องเป็นจ้างในการจ้างเอดีบีแต่ผู้เดียว ถ้าเอดีบีสนใจจะลงทุน ในกองทุนได้ผลตอบแทนในฐานะเจ้าของเงินในกองทุน ปกติครับเหมือนทุกประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทย ก็เป็นฐานะผู้ถือหุ้นไป แต่ทําไมจะต้องได้สิทธิในการบริหารแต่ผู้เดียว และได้สิทธิในการที่จะเป็นคนตัดสินใจว่าจะเอาเงินกองทุนนั้นไปให้โครงการใด ตรงนี้ผมคิดว่า ไม่เป็นธรรมครับ ไม่ถูกต้องเลยครับ เพราะฉะนั้นกรอบการเจรจาเช่นนี้ผมคิดว่ายังขาด ความชัดเจนอย่างยิ่งเลยนะครับในแง่กรอบความคิด จากรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารนั้น ผมคิดว่ายังไปไม่ได้ครับ ยังไปไม่ได้ ก็อยากฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจงนะครับ ผมเชื่อว่าสมาชิก หลายท่านจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ กับผมนะครับ ว่าเราเป็นเจ้าของเงินลงเงินไม่มีสิทธิกําหนด ว่าจะใช้เงินอย่างไร เราไม่บอกเลยว่าสิทธิการออกเสียงจะเป็นอย่างไร แล้วในขณะเดียวกัน ไปจ้างคนอื่นที่ออกเงินเพียง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ให้บริหารกองทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แต่ผู้เดียว ผมว่าตรงนี้นะครับต้องขอความชัดเจนจากทางท่านรัฐมนตรีนิดหนึ่งครับ เผอิญท่านไม่อยู่ อีกแล้วนะครับ
อีกประการหนึ่ง คือการปล่อยกู้ในข้อ ๖ หน้า ๓ ไม่มีความชัดเจนนะครับว่า สิทธิในการกู้ของแต่ละประเทศเป็นเงินเท่าไร สมมุติผมลงไป ๑๐ ล้านเหรียญ แต่เงินกองทุนมี ๓๐๐ ล้านเหรียญ เงินกองทุนนั้นยังไม่มีคน มาขอกู้ ผมมีโครงการ ๕๐ ล้านเหรียญ ผมมีสิทธิไหม การจัดลําดับความสําคัญของการ ใช้สิทธิของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร หรือเราบอกว่าโครงการที่จะเข้าข่ายของกองทุนนี้ ต้องเป็นโครงการที่เชื่อมโยงระหว่าง ๒ ประเทศขึ้นไป อันนี้ต้องมีความชัดเจนครับ เพราะไม่เช่นนั้นประเทศใดที่มีโครงการที่เข้าข่าย หรือที่สามารถกู้ได้ก็จะไปขอกู้ก่อนก็เป็น ระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ตรงนั้นคงไม่ถูกต้องนะครับถ้ามันจะเป็นในลักษณะที่ผม ได้กล่าวไปแล้ว แต่ผมก็อยากขอความชัดเจนนะครับ เพราะว่าในเอกสารซึ่งท่านกําลังจะไป เจรจาในแง่ของกรอบความคิดยังขาดความชัดเจนในหลายประเด็นนะครับ
ในส่วนของค่าบริหาร เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ ค่าบริหารท่านไม่ระบุครับ แต่ท่านไปตกลงแล้วท่านก็ใช้แต่ผู้เดียวคือเอดีบี ถ้าค่าบริหารผมคิด ๕ เปอร์เซ็นต์ ของกองทุนนะครับ ผมลงทุน ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ผมบริหาร ๖ ปีผมคุ้มแล้วนะครับ ทําไมไม่มีการระบุว่าค่าบริหารเป็นอย่างไรในการพิจารณา เพราะฉะนั้นในกรอบการเจรจา ของท่านผมคิดว่ายังขาดรายละเอียดอยู่หลายเรื่องนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่ง ว่าในการที่จะรักษาผลประโยชน์ของเงินของประเทศไทยเองในการที่จะไปร่วมในกองทุน เหล่านี้ ผมคิดว่าจะต้องมีชุดความคิดที่ชัดเจนกว่านี้
ประการสุดท้ายในเรื่องนี้นะครับ ท่านบอกว่ากองทุนนี้มีแผนที่จะออก ตราสารทางการเงินด้วย การออกตราสารทางการเงินดีครับ แต่กระบวนการในการออก เป็นอย่างไรแล้วก็เราจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์วันนี้ครับ วันนี้นักเศรษฐศาสตร์ทุกคน นักการเงินทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันนะครับว่าเงินจากตะวันตกจะไหลมาตะวันออก อันนี้ ก็เป็นโอกาสครับ ถ้าเราสามารถออกแบบการออกพันธบัตรได้อย่างดี เงินที่มีอยู่มากในระบบ สามารถที่จะดึงเข้ามาสู่กองทุนที่ใช้ในการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานก็จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งในการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยพร้อม ๆ กันนะครับ เมื่อกี้พอดี ท่านรัฐมนตรีเพิ่งเข้ามาผมพูดหลายประเด็นซึ่งตั้งคําถามท่าน ท่านคงทราบนะครับได้ยินอยู่ ก็อยากจะขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงให้ชัดนะครับ เพราะว่าเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง อยู่เช่นกัน
ผมอยากจะขออภิปรายสั้น ๆ อีกส่วนหนึ่งนะครับ ในเรื่องข้อสงวนภายใต้ ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียนหรืออาเกีย (ACIA) และแนวทางการเปิดเสรีรายการ สงวนชั่วคราว ๓ สาขานะครับ เรื่องนี้ผมค่อนข้างคุ้นเคยนะครับ เพราะว่าผมเองก็เคยนั่งอยู่ ใน กนศ. ตอนที่มีการอนุมัติในรายละเอียดเพื่อไปนําเสนอ ครม. และรัฐสภาในช่วงนั้น แต่ผมมาดู รายการและรายละเอียดในเอกสารก็ต้องเรียนนิดหนึ่งนะครับว่าเวลาท่านเตรียมเอกสาร ผมไม่ทราบฝ่ายไหนเป็นผู้เตรียมนะครับที่เข้าสภา การใช้คําพูดมันยังค่อนข้างที่จะ ไม่มีความชัดเจน อย่างเช่น เห็นควรผ่อนปรนมาตรการด้านการลงทุนในกิจการในรายการ สงวนชั่วคราว เห็นควรผ่อนปรนมาตรการด้านการลงทุน มาตรการการลงทุนของเรา จริง ๆ แล้วมันมี ๒ แบบนะครับ มาตรการส่งเสริมกับมาตรการกํากับดูแล ถ้าท่านบอกว่า ท่านจะชะลอก็บอกเลยครับขอชะลอการเปิดเสรีข้อไหนนะครับ พอไปเขียนอย่างนี้ คนที่ไม่คุ้นงงตายเลยครับ ผมเผอิญคุ้นพอเข้าใจว่าท่านเขียนแล้วหมายความว่า อย่างไรนะครับ
ประการที่ ๒ ในเอกสารที่ท่านนําเสนอท่านบอกว่าเรานี่ขอเสนอชะลออะไร แต่ไม่มีข้อมูลหรอกว่าประเทศอื่นเขาขอชะลอรายการใดบ้าง คําถามก็มีอยู่ว่าสภาแห่งนี้ จะพิจารณาได้อย่างไร ว่าสิ่งที่ขอชะลอในส่วนของประเทศไทยนั้นสมน้ําสมเนื้อ มีความเหมาะสม และมีเหตุมีผล เพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิกประเทศอื่น ข้อมูลตรงนี้ไม่มีครับ แต่ผมเข้าใจนะครับว่ามีบางประเทศก็ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงดั้งเดิมได้ แล้วก็ขอชะลอ เช่นกันในบางรายการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเอกสารที่นําเสนอควรจะมีมิติของประเทศ อื่น ๆ ปัญหาข้อจํากัดของประเทศอื่น ๆ ซึ่งมีความสําคัญไม่น้อยกว่าการที่เราจะมีการพูดคุย ถึงปัญหาและข้อจํากัดของประเทศไทยเองในฐานะประเทศสมาชิกที่รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ประการต่อไป ในหน้า ๔ ท่านก็ขอว่า เห็นควรเปิดเสรีเฉพาะ ๒ สาขา อันนี้ ผมเห็นด้วย สนับสนุนเต็มที่ว่า ๒ สาขานี้ควรจะมีการชะลอไว้ก่อน แม้แต่ว่า ๒ สาขานี้ อาจจะเปิดเพื่อให้ดําเนินการได้นะครับ ใน ๒ สาขานี้ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ครับ เวลาเราคุยกันใน กนศ. นี่ทัศนคติของกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการไปเจรจา เมื่อเจรจาเสร็จ ลงนามเสร็จ เขาถือว่าภารกิจเขาจบ แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงอื่น ๆ ที่ต้องมีหน้าที่กํากับ ดูแลยังไม่มีความกระตือรือร้นเพียงพอในการที่จะดําเนินการหามาตรการในการไปกํากับดูแล ในเรื่องกุ้งก็เช่นกันนะครับ เวลาท่านไปลงนามบอกมาลงทุนได้ แล้วเพียงเป็นกุ้ง ๖ ชนิด ที่บอกว่าเปิดได้ ถามนิดหนึ่งครับ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดูหน้ากุ้ง แล้วรู้ไหมครับว่ากุ้งนี่เป็นกุ้งพันธุ์ไหน ท่านมีมาตรการอย่างไรในการที่เข้าไปดูแลในแต่ละ พื้นที่ที่เขามาขอสิทธิหรือขอใช้สิทธิในการลงทุน แล้วพอลงทุนไปแล้วท่านดูออกไหมครับ ว่าเป็นพันธุ์ไหน มันตรงกับพันธุ์ที่เราเปิดหรือเปล่า ความสามารถ ขีดความสามารถในการ เข้าไปกํากับดูแลให้ดีเป็นเงื่อนไขที่สําคัญที่จะทําให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดจาก ความตกลงเหล่านี้ แล้วในช่วงที่เราประชุมกันที่ กนศ. ในเรื่องนี้เลยนะครับ ผมตั้งข้อสังเกต กับทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไว้แล้ว ผมตั้งข้อสังเกตชัดเจนนะครับ เพราะในวันที่ เขานําเสนอนี่เขาบอกเขายังศึกษาไม่เสร็จว่าผลกระทบเป็นอย่างไร ผมก็ชี้ว่ามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญกําหนดชัดเจนว่าต้องมีการศึกษาข้อดีข้อเสียก่อนที่จะมีการนําเสนอสภา ในวันที่เขานําเรื่องเข้า กนศ. นี่เขาบอกยังศึกษาไม่เสร็จ ผมบอก แหม ถ้าคุณศึกษาไม่เสร็จ แล้วใครจะรับผิดชอบล่ะครับ เราก็ตั้งเงื่อนไขว่า ผมจําได้แม่นนะครับวันที่อนุมัติ ตั้งเงื่อนไข ว่าท่านต้องไปศึกษาให้เสร็จแล้วนําเสนอ ครม. ก่อนนําเสนอสภา พอมันผ่าน กนศ. ไป ตอนนี้ปรากฏในรายงานของท่านว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเชิงลึก โดยกรมประมง สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมป่าไม้ คืออย่างนี้มันไม่ได้ครับ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีเอง มีหน้าที่ ถ้าท่านจะขอเปิดเสรีในเรื่องใดก็แล้วแต่ท่านต้องชี้ให้เห็นเลยครับกับสภาแห่งนี้ครับ ว่าผลกระทบคืออะไรบ้าง ท่านศึกษามาแล้วผลกระทบคืออะไร เป็นการศึกษาทาง วิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน มีข้อมูลชัดเจน สมาชิกถึงจะสบายใจ เพราะไม่เช่นนั้นตอนนี้คนไหน ที่เป็นสมาชิกที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มประมงก็จะมีความไม่สบายใจอยู่ว่า เอ๊ะ มันจะมี ผลกระทบอะไรไหม ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ตามมาตรา ๑๙๐ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่ง ผมก็ต้องชี้ให้ท่านละครับ เพราะว่าผมเองให้ความสําคัญเรื่องนี้มาก แล้วก็ได้มีการพูดกัน ในที่ประชุมของ กนศ. ตั้งแต่ต้นนะครับ แล้วผมยังแปลกใจว่าทําไมการศึกษายังไม่เสร็จ แล้วทําไมข้อมูลในการนําเสนอ ท่านบอกในเรื่องของผลกระทบในหน้า ๕ ของเอกสารฉบับนี้ ท่านพูดว่าผลกระทบ ไม่กระทบเพราะว่าไม่ต้องแก้กฎหมาย มันไม่ใช่นะครับ มันไม่ใช่ เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ นะครับ มาตรา ๑๙๐ เขาบอกว่าท่านต้องไปศึกษาให้ดีครับว่ามีผลกระทบกับกลุ่มใดบ้าง อย่างไรบ้าง และท่านจะมีมาตรการในการเข้าไปเยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างไร เพราะฉะนั้นการที่ เขียนเพียงว่าผลกระทบไม่ต้องแก้กฎหมายคือไม่กระทบนี่ ผมคิดว่าไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๙๐ นะครับ
ในส่วนของข้อ ๓.๓ ท่านก็พูดถึงว่าในที่ประชุมวันที่ ๔ ตุลาคม ปี ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอว่ารายการในภายใต้เอซีไอเอ รายการที่ ๑๙ ไม่สอดคล้องกับมาตรา ๑๙ ทวิ ของ พ.ร.บ. อาคารชุด ผมต่อมานะครับ และสําหรับ ข้อกําหนดเกี่ยวกับพื้นที่ทั้งหมดที่กําหนดว่าไม่เกิน ๕ ไร่ ปัจจุบันไม่ได้กําหนดไว้ในกฎหมาย แล้วจึงเห็นควรให้กระทรวงพาณิชย์ดําเนินการแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าว ท่านกําลังบอกว่าท่านกําลังจะแก้กฎหมายหรือเปล่าครับ นี่ท่านต้องแก้กฎหมายใช่ไหมครับ แต่ในข้อสรุปท่านบอกไม่ต้องแก้กฎหมาย ตรงนี้ขอความชัดเจนนิดหนึ่งนะครับว่ามันคือ อะไรแน่ ผมไปดูในหน้า ๓๑ ซึ่งเป็นรายการสงวนข้อ ๑๙ ก็พูดถึงเรื่องสิทธิในการซื้อ คอนโดมิเนียมครับ ไม่เกิน ๔๙ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ก็ไม่ได้มีอะไรพลิกแพลง ท่านอ้างถึง พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นข้อจํากัดนะครับ เพราะผมเอง ก็เป็นคนออกกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวแล้วบังคับใช้อยู่หลายปีพอจะจําได้ ทีนี้สมมุติฐานที่บอกว่าไม่ต้องแก้กฎหมายนั้นไม่กระทบนี่อันตรายมากครับท่านประธาน ถ้าท่านอ่านพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้ดี ไปพลิกดูมาตรา ๑๐ ครับ มาตรา ๑๐ เขียนข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่า ถ้าประเทศไทย รัฐบาลไทยไปลงนามความตกลงกับ ประเทศใดก็แล้วแต่ถือว่าเปิดให้ได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นสมมุติฐานที่บอกไม่แก้กฎหมาย คือไม่กระทบ คือไม่ผิด ไม่มีปัญหา ไม่จริงครับ เพราะมาตรา ๑๐ ของ พ.ร.บ. นี้ระบุชัดเจนครับ เปิดประตูไปเซ็นลงนามในข้อตกลงใด ๆ ก็ถือว่ายกเว้นข้อจํากัดหลายประการที่อยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะฉะนั้นการเขียนสรุปอย่างนี้จะทําให้สมาชิกรัฐสภาเข้าใจคลาดเคลื่อน ได้มากนะครับว่าผลของการที่ท่านไปลงนามความตกลงเหล่านั้นจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง กับกลุ่มใดบ้าง เพราะฉะนั้นขอความชัดเจนนะครับในข้อ ๓.๓ ท่านบอกว่ากระทรวงพาณิชย์ ต้องแก้กฎหมาย ในข้อ ๔ ท่านบอกว่าไม่ต้องแก้กฎหมาย ตรงนี้ขอความชัดเจนครับ
ประการที่ ๒ ที่อยู่ในข้อ ๔ นะครับ ท่านไปพูดถึงรายการข้อสงวนของไทย ภายใต้ความตกลงเอซีไอเอ จัดทําตามกฎหมายภายในประเทศไทยปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับ การลงทุนในกิจการที่ไม่ใช่บริการ งงครับ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวมี ๓ บัญชี บัญชี ๑ บัญชี ๒ บัญชี ๓ และบัญชี ๓ (๒๑) พูดถึงธุรกิจบริการ ฉะนั้น พ.ร.บ. นี้ไม่ใช่พูดถึง เฉพาะธุรกิจบริการ พ.ร.บ. นี้พูดถึงทุกธุรกิจ ผมต้องขอความชัดเจน ขอคําอธิบายก่อนที่ทาง สมาชิกรัฐสภาจะให้ความเห็นสนับสนุนในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับความตกลงเอซีไอเอ ฉบับนี้นะครับ แล้วก็ขอความชัดเจนในเรื่องการแก้กฎหมายหรือไม่แก้กฎหมาย ถ้าจะแก้ แก้ฉบับใดนะครับ ขอให้มีความชัดเจน แล้วก็เหตุผลที่ต้องแก้เพราะอะไร อันนั้นก็จะทําให้ สามารถที่จะพิจารณาเห็นชอบกับความตกลงหรือหนังสือสัญญาฉบับนี้ได้ครับ ผมก็มี ความเห็น ข้อสังเกตเฉพาะ ๒ เรื่องนี้นะครับ แล้วก็ถ้าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับว่า ถ้าในกรณี เช่น เรื่องกองทุนของอาเซียน ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะกรุณา ให้ความกระจ่างไปเลยครับ สมาชิกจะได้ไม่ต้องอภิปรายซ้ํา ๆ กันต่อจากนี้ไปครับ ขอบคุณครับ