มณเฑียร บุญตัน หารือเรื่องกรอบการเจรจาเกี่ยวกับกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศให้เข้ากับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาได้มีความเป็นสากลและสามารถเข้าถึงได้โดยทุกคน รวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาภาคอื่นครับ กระผมเองอยากจะขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรอบการเจรจาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาอภิปราย รายละเอียดข้อกังวลต่าง ๆ ซึ่งก็มีอยู่ในใจของพวกเราหลายคนอยู่แล้ว กระผมจะ ไม่ขอพูดถึงในส่วนเหล่านั้นนะครับ แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏในกรอบการเจรจาอีกประการหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะปรากฏในกรอบการเจรจาไหน ๆ มีอยู่ในกฎหมายทั้งกฎหมายไทย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงไปจนถึงกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ถึงกฎกระทรวงด้วยครับ แล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีด้วย นั่นก็คือเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีหลักประกันการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ของคนทุกกลุ่ม เรื่องนี้ประเทศไทยมีทั้งความสําเร็จและความล้มเหลวไว้เป็นแบบอย่างที่ดี พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นแกนนําในการยกร่างแล้วก็ได้ให้สัตยาบันไปแล้ว ก็คืออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ซึ่งเริ่มยกร่างมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณครับ แล้วก็ร่างสําเร็จ และประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมัครครับ ขณะนี้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการนั้นมีประเทศในกลุ่มอาเซียนได้ให้สัตยาบันไปแล้ว ๕ ประเทศ ก็คือประเทศไทย ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สหพันธรัฐมาเลเซีย และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ยังมีประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่ได้ลงนามแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน กฎหมายระหว่างประเทศ ฉบับนี้โดยประเพณีของไทยก่อนที่จะให้สัตยาบันก็จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย ภายในประเทศเสียก่อน ซึ่งประเทศไทยก็ได้ทําเช่นว่านั้นครับ ได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติ เดิมมีชื่อว่าพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อปรับปรุงแล้ว ก็ให้ชื่อใหม่ ก็มีการเริ่มปรับปรุงตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ปรับปรุงแล้วเสร็จ และผ่านความเห็นชอบในสมัยนายกรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เรื่องของคนพิการเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นการเมืองภาคใด ขั้วใด องค์กร ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมนําชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยทั้งสิ้นครับ
นอกจากนี้ได้มีกฎหมายระดับอนุบัญญัติออกมาในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ พูดถึงเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎกระทรวงไอซีที (ICT) ซึ่งก็ได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว ยังมีกฎกระทรวง ว่าด้วยเรื่องของการควบคุมอาคาร ซึ่งก็ออกในปี ๒๕๔๘ ทั้งหลายทั้งปวงนี่ละครับเป็นเรื่อง ของการให้หลักประกันในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทั้งสิ้น กระผม ก็อยากจะขอตั้งข้อสังเกต แม้ว่าร่างกรอบการเจรจาที่ท่านได้ส่งมานี้ไม่ปรากฏเรื่องนี้ก็ตาม อยากจะขอให้ท่านได้นําเอาเจตนารมณ์ที่อยู่ในกฎหมายทั้งไทยและระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีนี่ละครับไปบรรจุไว้ในสาระสําคัญในการจัดตั้งกองทุนครับ เพื่ออย่างน้อยที่สุดการที่จะอนุมัติให้ประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถกู้ยืมเงินไปพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานจะได้คํานึงถึงเรื่องของหลักประกันในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะหลักประกันดังกล่าวนั้นเป็นหนึ่งในสิทธิมนุษยชน เป็นหนึ่งในสิทธิที่ได้บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน มาตรา ๕๔ ก็ได้พูดถึงเรื่องของสิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ได้พูดถึงเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติ และได้พูดถึงเรื่องของการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้วย เวลาพูดถึงเรื่อง โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประสบการณ์ที่ขมขื่นและน่าจะต้องนํามาเป็นแบบอย่างที่จะไม่ทํา ซ้ําอีกก็คือเรื่องของสนามบินสุวรรณภูมิ ตอนที่มีการออกแบบองค์กรภาคประชาสังคม พยายามที่จะเข้าไปให้ข้อเสนอแนะ ก็ได้รับการปฏิเสธการมีส่วนร่วมจากองค์กรของรัฐ โดยอ้างว่าคนออกแบบนั้นเป็นชาวตะวันตกมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่พอสร้าง เกือบจะเสร็จก็บอกว่ามันเป็นความไม่เอาไหนของคนออกแบบฝรั่ง สรุปแล้วก็คือมันไม่ได้ ทั้งขึ้นทั้งล่องนะครับ จนสุดท้ายสนามบินสุวรรณภูมิต้องเสียเงินค่าทุบแล้วปรับปรุงใหม่ หลายล้านบาทนะครับ ถ้าเงื่อนไขในการกู้ยืมเงินจากกองทุนนี้ไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะได้ใส่เงื่อนไขในเรื่องของการมีหลักประกันการเข้าถึงโดยอาศัยหลักการออกแบบที่เป็น สากล นั่นหมายความว่าจะต้องมีหลักประกันการเข้าถึงตั้งแต่ลําดับต้นก็คือการออกแบบ ซึ่งจะต้องเขียนไว้ในทีโออาร์ (TOR) เหมือนกับที่เราได้เขียนไว้ในทีโออาร์ของการออกแบบ อาคารรัฐสภาแห่งใหม่นี่ละครับ เราจะได้ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดินเหมือนที่เรา ได้เสียอย่างไม่รู้จบในสนามบินสุวรรณภูมิ และเราก็คงจะไม่มีข่าวให้ได้อับอายว่ามีเด็กชาว ไต้หวันตกลงไปในระหว่างช่องว่างชานชาลากับตัวรถในบริการรถแอร์พอร์ตลิงค์ (Airport Link) เพราะว่าช่องว่างระหว่างชานชาลากับตัวรถมันห่างกันเกินไป ผมก็ทราบมานะครับว่า เหตุที่ช่องว่างระหว่างตัวรถกับชานชาลาห่างกัน เพราะว่าการออกแบบชานชาลากับ ออกแบบตัวรถมันไม่สัมพันธ์กัน ขณะที่ออกแบบชานชาลาสถานีรถแอร์พอร์ตลิงค์ยังไม่รู้เลย ว่าจะใช้รถอะไร คือความไม่สัมพันธ์กันในระดับการออกแบบ ซึ่งก็ต้องสาวกลับไปถึงความ ไม่เป็นระบบ ไม่เป็นระเบียบ หรือไม่เข้าด้วยกับหลักการการออกแบบที่เป็นสากล หรือยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ (Universal Design) มันได้ส่งผลให้เห็นถึงเรื่องของความไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์ของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพราะถ้าไม่ได้กําหนดไว้ในทีโออาร์แล้ว ก็จะมีปัญหา ต่อเนื่อง จะต้องมีการทุบ จะต้องมีการซ่อมไม่รู้จบ อันนี้ยังไม่อยากพูดถึงเรื่องผังเมืองนะครับ ว่าเป็นต้นเหตุที่ทําให้เกิดน้ําท่วม ก็หลายท่านพูดไปแล้ว คงไม่เกี่ยวกับกองทุนนี้ แต่จริง ๆ ว่า ไม่เกี่ยวก็ไม่ใช่นะครับ เพราะโครงสร้างพื้นฐานหลายที่หลายแห่งก็เป็นต้นเหตุ เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากจะขอฝากเรื่องของหลักประกันในการเข้าถึงของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในกลุ่มอาเซียนจะเป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศที่จะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเวลา อันควรด้วยซ้ําไป เช่น ประเทศไทยเรานะครับ ขณะนี้อายุเฉลี่ยของคนไทยก็สูง แล้วสูงเร็ว กว่าที่คาดไว้ การที่เรามีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น แต่ว่าโครงสร้างพื้นฐานของเราไม่เอาไหน ก็ทําให้ ผู้สูงอายุนั้นจะต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควรครับ คนพิการกับผู้สูงอายุ ก็มีความต้องการความจําเป็นที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน เพราะว่าผู้สูงอายุหลายท่านก็จัดเป็น คนพิการด้วย เพราะฉะนั้นถ้าท่านได้นําเอาหลักการที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญก็ดี หลักการที่ บัญญัติไว้แล้วในพันธกรณีระหว่างประเทศที่เราเป็นภาคี อันนี้ก็รวมไปถึงกรอบนโยบาย ระดับภูมิภาคก็คือ บิวาโกะ มิลเลนเนียม เฟรมเวิร์ก (Biwako Millennium Framework) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายด้านคนพิการที่ประเทศไทยเองก็เป็นแกนนําในการร่างแล้วก็ได้ลงนาม ไปแล้วตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้วนี่นะครับ ประเทศไทยเรานี่เร็วในเรื่องของการไปร่วมร่าง แล้วก็ การลงนามให้สัตยาบันต่าง ๆ ซึ่งก็นําชื่อเสียงมาสู่ประเทศเรา แต่เวลาปฏิบัติมันไม่ค่อย สอดคล้องกันเท่าไร เพราะฉะนั้นคราวนี้ผมก็คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้ถือโอกาสเอาทั้ง ความสําเร็จและความล้มเหลวของประเทศเราที่ได้เป็นอนุสาวรีย์ อันนี้ก็ทราบว่าจะมีสนามบินสุวรรณภูมิเฟส ๒ ขึ้นมา ก็ต้องฝากไว้อีกละครับว่าตั้งแต่ทีโออาร์ จะต้องกําหนดหลักประกันในการเข้าถึงที่เป็นธรรมและทั่วถึง แล้วก็ถ้าจะมีการขยายระบบ ขนส่งทางราง ก็ขอให้ยึดมาตรฐานต่ําสุดก็คือรถไฟฟ้า รฟม. หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งก็ถือว่าได้ ทําแบบอย่างไว้ดีนะครับ มีหลักประกันการเข้าถึงไว้ตั้งแต่เริ่มแรก ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม เพราะฉะนั้นกองทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะพูดถึง เรื่องของขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะพูดถึงเรื่องอาคารสาธารณะที่ให้บริการประชาชน ไม่ว่าจะ พูดถึงเรื่องของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารบริการโทรคมนาคม ล้วนแล้วแต่ จะต้องมีหลักประกันการเข้าถึงที่เป็นธรรมและทั่วถึง หลักการการออกแบบที่เป็นสากลซึ่งได้ กําหนดไว้แล้ว และประเทศไทยเองก็เป็นผู้เสนอด้วยและได้ให้สัตยาบันไปแล้ว ขอให้ได้นํา หลักการนี้ไปบรรจุไว้ในการจัดตั้งกองทุนด้วยนะครับ แม้ว่าในกรอบที่ท่านเสนอมานี้ยังไม่มี แต่เวลามีการเจรจาหากว่าจะไม่เป็นการเสียเวลาหรือจะตั้งเป็นข้อสังเกตเพื่อนําไปพิจารณา ในการร่างกฎเกณฑ์ในการให้กู้ยืมเป็นเงื่อนไขใด ๆ ขอให้ได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ ไม่ได้ เป็นเพื่อใครคนใดคนหนึ่งในปัจจุบันนะครับ แต่เพื่อพวกเราทุกคนในอนาคต เพราะผมเชื่อ แน่ว่าอีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้าต่อจากนี้ไป หลายท่านก็จะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ครับ เว้นเสียแต่ว่าท่านจากโลกนี้ไปเสียก่อนวัยอันควรเท่านั้นเอง ก็ขอให้ทุกท่านโชคดีและ มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์ มีโอกาสได้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอันเกิดจากกองทุนนี้ร่วมกัน อย่างถ้วนหน้าครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน