รายงานการประชุมสภาร่างรั่ฐธรรมนูญ
ครั้งที่ ๗/๒๕๕๐
วันจันทร์ที่ ๑๙ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๐
ณ ตึกรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิก ครับ ขณะนี้มีท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญลงชื่อมาประชุมจำนวน ๕๒ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเป่ดการประชุมเพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ท่านประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ พิจารณารายงานความคืบหน้าในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการยกร่างรั่ฐธรรมนูญ
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้รายงานความคืบหน้าในการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการเพื่อให้ที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาในเรื่อง ดังต่อไปนี้
๑. แนวทางในการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่
๒. ประเด็นที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องการทราบ เพื่อการ รับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
๓. กำหนดการประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการ พิจารณารายละเอียดของหลักการที่คณะอนุกรรมาธิการเสนอ
กระผมขอเชิญคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เข้าประจำที่ครับ เชิญครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ขอเชิญ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ แถลงรายงานครับ
ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติ กระผม นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนชี้แจงเพื่อท่านจะได้ รับทราบความคืบหน้าในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้ง ๓๕ ท่าน ได้ดำเนินการอยู่ ก่อนอื่นผมอยากจะกราบเรียนว่า ตั้งแต่มีการประชุมสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๐ ที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ๓๕ ท่าน เพื่อทำหน้าที่ในการร่าง รัฐธรรมนูญ แล้วก็มาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้ เคยมาชี้แจงให้ท่านผู้มีเกียรติได้รับทราบความคืบหน้าไประดับหนึ่งแล้ว ซึ่งในการชี้แจง คราวนั้นก็ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องทำให้เสร็จภายในรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่กำหนดไว้คือ ๑๘๐ วัน และได้กำหนด กรอบขึ้นมา คราวนั้นก็เปึนการชี้แจงอย่างกว้าง ๆ แต่มาในคราวนี้กระผมในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็อยากจะกราบเรียนเพื่อให้ทราบความคืบหน้าของ การร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ทํากันมาในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้บริหารเวลา และได้กําหนดกรอบทํางานขึ้นมา ๓ กรอบด้วยกัน
กรอบที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงเรื่องการกระจายอํานาจ
กรอบที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องสถาบันการเมือง ซึ่งจะประกอบขึ้นด้วยพรรค การเมือง ระบบรัฐสภา และผู้ที่จะเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมือง
กรอบที่ ๓ ว่าด้วยระบบการตรวจสอบขององค์กรอิสระและศาล ทั้ง ๓ กรอบนี้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้จัดแบ่งกลุ่มการทำงานออกไปแต่ละกรอบ โดยมีประธานคณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เปึ้นประธานจัดการทําร้ายละเอียดในแต่ละ กรอบ เพื่อเปึ้นเนื้อหาสำคัญ ๆ สำหรับการประกอบการพิจารณาของประชาชนหรือของ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็อยากจะรับฟังรับทราบเช่นเดียวกัน ก่อนที่กระผมจะขอให้ ท่านประธานอนุกรรมาธิการยกร่างฯ แต่ละกรอบได้ชี้แจงรายละเอียดให้ทราบ กระผม ขอกราบเรียนแนวทางหลักที่สำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ให้ท่านสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญได้ทราบเสียก่อนว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังร่างอยู่ในขณะนี้จะยึดถือ แนวทางหลักที่สำคัญรวม ๑๐ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ คือ ประเทศไทยเปึนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแบ่งแยกมิได้
ประการที่ ๒ ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข และทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
ประการที่ ๓ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเปึ้นที่เคารพ สักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้และจะกล่าวหาหรือฟัองร้องในทางใด ๆ ก็มิได้
ประการที่ ๔ ประเทศไทยปกครองด้วยระบบนิติรัฐ
ประการที่ ๕ ประเทศไทยปกครองด้วยระบบรัฐสภา
ประการที่ ๖ อำนาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเปึ้นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล
ประการที่ ๗ รัฐธรรมนูญเปึนกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับซึ่งขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเปึ้นอันใช้บังคับ มิได้
ประการที่ ๘ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่บังคับไว้แต่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข
ประการที่ ๙ ศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเสมอภาค การมีส่วนร่วมของประชาชน และอำนาจของชุมชนย่อมได้รับการ คุ้มครองและรับรอง
ประการสุดท้ายคือประการที่ ๑๐ ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการ พิจารณาและพิพากษาอรรถคดีทั้งหลายในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ให้เปึ้นไป โดยเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ทั้ง ๑๐ ประการนี้จะเปึนแนวทางหลักที่สําคัญในการจัดร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้
ต่อไปนี้กระผมก็อยากจะขออนุญาตให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการ กรอบ ต่าง ๆ ได้ช่วยชี้แจงเนื้อหาที่ได้ร่างกันไว้อย่างกว้าง ๆ ยังไม่เปึนข้อยุติอะไร และเนื้อหา ต่าง ๆ เหล่านี้แต่ละกรอบนั้น คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็อยากจะรับฟัง ความคิดความเห็นจากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ถ้าหากว่าจะได้มีข้อเสนอใด แม้ในวันนี้ยังไม่ได้เสนอหรือแสดงความเห็น ถ้าหากว่าท่านจะได้กรุณาส่งความเห็น เหล่านั้นมาให้กรรมาธิการยกร่างฯ แต่ละกรอบ หรือตัวกระผมเองเพื่อจะได้นําไปใช้ ประกอบการพิจารณาให้เปึนประโยชน์ต่อไป กระผมก็อยากจะขอเรียนท่านไว้ในที่นี้ด้วย
ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจ ขอเสนอความ คืบหน้าในการดำเนินงานดังนี้ครับ คณะอนุกรรมาธิการกรอบที่ ๑ ได้พิจารณาใน ๕ หัวข้อหลักด้วยกัน คือ ๑. เรื่องสิทธิของชุมชน ๒. เรื่องการกระจายอำนาจสู่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓. แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ๔. การมีส่วนร่วมของประชาชน และ ๕. สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ในวันนี้ผมจะเสนอความคืบหน้าใน ๕ เรื่องแรกครับ ใน ๒ เรื่องหลังกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งจะได้มีโอกาสได้เสนอ ต่อไป ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการกรอบที่ ๑ เราได้มีการอภิปรายถึงประเด็น ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงห้าหกป้ที่ผ่านมา แล้วเราได้พูดถึงจุดอ่อนของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อันที่จริงคงไม่ใช่เปึ้นจุดอ่อน แต่ว่าเปึ้นประเด็นที่ทําให้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึ้นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งนั้นเกิดสภาพบังคับ มีกลไกในการส่งเสริม สนับสนุนสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ในการ พิจารณานั้นเรายังไม่ได้ลงไปถึงการพิจารณาว่าจะร่างหรือปรับปรุงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมาตราใด เพียงแต่นำเสนอกรอบประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข และผมคิดว่าอันนี้เปึนโอกาสดีที่ได้มานำเสนอเรื่องเหล่านี้ต่อเพื่อนสมาชิก สสร. ทั้งสภา แห่งนี้เพื่อที่จะได้ขอความคิดเห็นและนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป และอีกประการหนึ่ง ที่ผมคิดว่าอาจจะเกิดขึ้นก็คือว่า เพื่อนสมาชิก สสร. ทั้งหลายรวมทั้งกลไกการรับฟัง ความคิดเห็นและการมีส่วนของประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศนั้น จะได้นำเรื่องกรอบ ประเด็นปัญหาและข้อเสนอเพื่อนำแนวทางแก้ไขนั้นไปพิจารณา แล้วมีความเห็น ประการใดก็จะประมวลและสังเคราะห์กลับมาที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อปรับปรุงให้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดต่อไปครับ ท่านประธานครับ ในการพิจารณาของอนุกรรมาธิการเราได้พิจารณาประเด็นปัญหา ในช่วง ๕ ป้ที่ผ่านมา เราเห็นว่าได้มีการใช้อํานาจรัฐ อํานาจเงิน อํานาจบริหารราชการ แผ่นดินอย่างรวมศูนย์ อย่างมีประสิทธิภาพและเปึนระบบทั้งทางตรงและทางอ้อมนะครับ ทำการแทรกแซงองค์กรอิสระ แทรกแซงสื่อมวลชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้คนอย่าง กว้างขวาง โดยไม่คํานึงถึงบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ และที่สําคัญคือละเลย เพิกเฉยในการส่งเสริม สนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองหรือภาคประชาชน ทำให้ชุมชน สังคมอ่อนแอ ซึ่งไม่เปึนไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึ้นรัฐธรรมนูญ ที่เป่ดโอกาส เป่ดพื้นที่ให้การเมืองภาคพลเมืองมากที่สุด แต่ว่าได้กระทำในทางตรงข้าม ทำให้ชุมชน สังคมอ่อนแอด้วยระบบหรือนโยบายประชานิยมอย่างไร้ความรับผิดชอบ ดังที่ได้ปรากฏให้เห็นในสังคมไทยอยู่แล้ว ในขณะนี้ ท่านสมาชิกครับ ในเรื่องสิทธิชุมชน นั้น สิทธิชุมชนท้องถิ่นและสิทธิชุมชนดั้งเดิมยังไม่สามารถที่จะปกปัองคุ้มครองชุมชนได้ อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในเรื่อง สิทธิชุมชน ทำให้สามารถสถาปนาในสังคมไทย และเปึ้นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ว่า ชุมชนท้องถิ่นและชุมชนดั้งเดิมยังไม่สามารถที่จะปกปัองตนเองได้อย่างแท้จริง นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เราได้พิจารณาถึงชุมชนในรูปแบบความสัมพันธ์ระดับอื่น เช่น ชุมชนของศาสนา ชุมชนความเชื่อ ชุมชนวัฒนธรรม รวมทั้งชุมชนที่ร่วมกันทำ กิจกรรมที่เปึนประโยชน์กับสังคมในลักษณะต่าง ๆ และชุมชนเหล่านี้นะครับยังไม่ได้มีการ ปรากฏชัดว่าได้มีการรับรองในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ จึงมีข้อเสนอในเรื่องสิทธิชุมชนกับ อำนาจชุมชนไว้ ๔ ข้อด้วยกันครับ ข้อที่ ๑ ชุมชนต้องมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น ผม ได้เสนอพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ให้เห็นนะครับ ข้อที่ ๒ ชุมชนในฐานะผู้เสียหาย จะต้องมีสิทธิในการฟัองร้อง เพื่อปกปัองคุ้มครองตนเองที่จะใช้ประโยชน์จากฐาน ทรัพยากร ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเปึนประเด็นที่สมาชิกหลายท่านได้พูดกันมากว่า ไปเขียนว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่บัญญัติ ก็ทําให้สิทธิ ชุมชนไม่สามารถได้รับการรับรอง เราก็ได้เสนอว่าก็อาจจะต้องเพิ่มต่อท้ายไปว่า แม้ยัง ไม่มีกฎหมายบัญญัติ ก็ไม่ทําให้สิทธิชุมชนที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญต้องเสียไป
ประเด็นที่ ๔ เห็นว่าควรขยายการคุ้มครองสิทธิชุมชนที่มีความสัมพันธ์ใน รูปแบบอื่น ๆ ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว นั่นเปึนเรื่องของสิทธิชุมชน เปึ้นเรื่องของหัวข้อแรกที่ ผมได้นำเสนอครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณากันอย่างกว้างขวางนะครับ บอกว่า ๕ ป้ที่ผ่านมาตาม กระบวนการขั้นตอนการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความชะงักงัน เพราะการบริหารงานในการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ในลักษณะที่เราได้รู้ได้เห็นกัน ว่าในรูปแบบของ ซีอีโอ (CEO – Chief Executive Officer) ประเด็นปัญหาที่เราได้สรุปมี ๔ ข้อด้วยกันนะครับ ข้อที่ ๑ พรรคการเมืองระดับชาติและระบบราชการไทยยังครอบงำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดประสิทธิภาพในการ จัดการบริหารในส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารการคลังส่วนท้องถิ่น และ การบริหารงานบุคคล ข้อที่ ๒ มีปัญหาในเรื่องความโปร่งใสและความมีประสิทธิภาพของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ทั้งนี้เพราะระบบกลไกจากส่วนกลางที่เปึนอิสระ ไม่สามารถทำหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง ระบบและกลไกที่จะควบคุมกันเอง ในระดับจังหวัดก็ยังด้อยประสิทธิภาพและขาด ความเข้มแข็ง และที่สำคัญคือประชาชนในท้องถิ่นนั้นไม่ได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้มี ความเข้มแข็งเพียงพอที่จะทำหน้าที่ในการร่วมกันพัฒนาตรวจสอบองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้
ประการที่ ๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับ การศึกษาและพัฒนาคน รวมทั้งสวัสดิภาพของเด็ก สตรี คนชราและครอบครัวนี่ยัง ไม่เพียงพอ แต่มุ่งเน้นในเรื่องของการใช้งบประมาณไปในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทางกายภาพเปึนหลัก
ประการสุดท้าย คือประชาชนในท้องถิ่นขาดการมีส่วนร่วมโดยตรงในการ เสนอกฎหมายข้อบัญญัติท้องถิ่น ในการถอดถอน หรือในการร่วมพัฒนาองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
อย่างไรก็ตามนะครับ เราได้พูดถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน ไม่น้อยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แสดงบทบาทในการสร้างพัฒนาทำนุบำรุงชุมชน ในพื้นที่ให้ก้าวหน้าไปอย่างที่ระบบราชการไทยไม่สามารถทำได้ในอดีตที่ผ่านมา ทั้งราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาค ทั้งนี้เพราะนักการเมืองท้องถิ่นมีความ ใกล้ชิดกับประชาชน รู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และถูกตรวจสอบจาก ประชาชนอย่างใกล้ชิด มีข้อเสนอทั้งหมด ๖ ข้อด้วยกันครับ ในเรื่องของการกระจาย อำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๑. ให้คงหลักการกระจายอํานาจที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ไว้ เนื่องจากเราเห็นว่าเปึ้นทิศทางที่ถูกต้อง
๒. ควรกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะ เรื่องการบริหารงานบุคคล การจัดเก็บภาษี การคลังส่วนท้องถิ่น
๓. เปึนข้อที่ที่ประชุมคงต้องช่วยกันพิจารณานะครับ มีการเสนอว่า ควรสนับสนุนให้เกิดรูปธรรมสำหรับจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ ตามมาตรา ๗๘ ของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ให้เปึ้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่สามารถปกครอง ดูแลและพัฒนาตนเองได้ ในที่นี้เดี๋ยวผมจะขยายความในข้อเสนออีกทีนะครับ รวมทั้ง ควรพิจารณาการกระจายอำนาจไปสู่กลุ่มจังหวัด อาจจะในรูปแบบเทศาภิบาลมณฑล โดยเชื่อมด้วยฐานวัฒนธรรมเปึนตัวเชื่อม
๔. พัฒนาระบบกลไกการตรวจสอบในส่วนกลางที่มีความเปึนอิสระ ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนระบบ กลไกในการตรวจสอบและควบคุมกันเองภายในจังหวัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
๕. ควรเน้นการมีส่วนร่วมให้ประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้ทำการ กำกับ ตรวจสอบ เสนอกฎหมาย รวมทั้งถอดถอนผู้บริหารในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกัน พัฒนาท้องถิ่นร่วมกับภาคประชาชน โดยอาจจะมีสภาผู้แทนฯ ในทุกระดับ สภาผู้แทนฯ หรือคณะกรรมการระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับชาติ ในการเป่ดพื้นที่การเมือง ภาคพลเมือง ให้พื้นที่ของผู้นำในพื้นที่ ปลัด ชาวบ้าน ที่ร่วมกันในการพัฒนาชุมชน
ประการสุดท้าย ควรกำหนดคุณสมบัติผู้บริหารท้องถิ่นให้มีความชัดเจน เพื่อให้ได้บุคคลที่มาทำงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของท้องถิ่นเปึ้นสำคัญ รวมทั้งการ พัฒนาบุคลากรในท้องถิ่นให้มีแนวคิดในเรื่องการกระจายอำนาจ
ท่านสมาชิกครับ ประเด็นมาตรา ๗๘ ตามรัฐธรรมนูญที่ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะปกครองตนเองได้นั้น มีการพูดคุยกันในอนุกรรมาธิการว่า ประชาชนในท้องถิ่นในจังหวัดนั้นสามารถเรียกร้องให้ทำประชามติร่วมกับการพิจารณา กับรัฐบาลกลาง ในการที่จะออกไปเปึนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่จะ ปกครองตนเองได้ อันนั้นเปึนประเด็นเรื่องของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นครับ
ในเรื่องที่ ๓ คือเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ประชุมได้พูดถึงประเด็น ของสภาพการบังคับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ไม่เกิดผล ในทางปฏิบัติ แล้วก็มีข้อเสนอว่าสภาพการบังคับนั้นจะเกิดขึ้นจะต้องทําอะไรบ้างนะครับ ก็มีข้อเสนอว่าแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐที่จำเปึนสำหรับสังคมไทย และเปึนภารกิจ ของรัฐ ต้องหาแนวทางให้เกิดสภาพบังคับ เช่น การปัองกันประเทศ การต่างประเทศ การรักษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความยุติธรรมและที่สำคัญคือการบริการ สาธารณะในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ ส่วนแนวนโยบายพื้นฐาน อื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ก็กำหนดเพื่อเปึนแนวทางของรัฐบาลแต่ละชุดจะรับไปพิจารณา นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่จะทําให้เกิดสภาพบังคับคือรัฐบาลต้องแถลงต่อรัฐสภาว่ามี นโยบายใดที่ได้ปฏิบัติตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างไรบ้าง เพื่อที่ให้รัฐสภาและ ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบผลการทำงานของรัฐบาลว่าได้ทำไปตามที่แถลง หรือไม่ อันนี้ก็จะเปึนอีกกลไกหนึ่งนะครับ
และอันสุดท้ายประการที่ ๓ ก็คือว่าหากรัฐบาลใดก็ตามไม่ทําตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะต้องไม่ทำการฝ์าฝ๋น เช่น การที่รัฐกำหนดให้ประชาชน มีส่วนร่วมในด้านต่าง ๆ รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องปฏิบัติตามสิ่งที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
ประเด็นถัดมาที่ได้พิจารณาเพิ่มเติมในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็คือ เรื่องของการต่างประเทศ เราพบว่าในอดีตที่ผ่านมาผู้นําประเทศเมื่อไปเจรจาความเมือง กับนานาอารยประเทศแล้ว ให้กลับมาแจ้งให้สาธารณชนได้รับทราบ ก็มีข่าวลือหรือพูด กันต่าง ๆ นานาว่าไปเจรจาในเรื่องธุรกิจของครอบครัวของตนเองและพรรคพวก นอกจากนี้การทำข้อตกลงหรือพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของ รัฐสภา ตลอดจนไม่ได้ให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อันนี้ก็มีข้อเสนอ มีข้อเสนอว่าเมื่อเจรจาความเมืองแล้ว ต้องมารายงานให้สาธารณชนได้รับทราบว่าไป เจรจาเรื่องอะไร และควรจะกําหนดประเภทสนธิสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบของ รัฐสภาให้ชัดเจนมากขึ้น เราได้พูดไปถึง มาตรา ๒๒๔ ว่า ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นที่ว่า จะปรับ มาตรา ๒๒๔ อย่างไร
ประเด็นถัดมาคือเรื่องการศึกษาซึ่งเปึนภารกิจที่สำคัญ เราเห็นว่าควรจะ พัฒนาการศึกษาต่อเนื่องมาจากที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้วางไว้ คือนอกเหนือจาก กำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับเปึนเวลา ๑๒ ป้แล้ว ก็ขอให้เน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิต ให้มีการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาให้ได้มาตรฐาน ประกอบกับการส่งเสริม สนับสนุนเอกชนให้จัดการศึกษา และสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาทางเลือกของประชาชน เพื่อเปึนการเป่ดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น นั่นเปึ้นประเด็นเรื่องของการศึกษา ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพมาตรฐาน และเน้นเฉพาะการศึกษาในโรงเรียนมากเกินไป
ประเด็นถัดมาก็พูดถึงเรื่องของสถาบันครอบครัวที่เห็นว่าที่ผ่านมาสถาบัน ครอบครัวอ่อนแอ มีข้อเสนอว่ารัฐจะต้องส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีศักยภาพในการ อบรมดูแลบุตรหลานได้เต็มความสามารถ และควรให้ความสำคัญกับทารก็ตั้งแต่ปฏิสนธิ ในครรภ์มารดาจนถึงระยะ ๖ ป้แรกของชีวิต ท่านสมาชิกครับ ๖ ป้แรกของชีวิตนี่เปึน รากฐานที่สำคัญของชีวิต เปึนช่วงของพัฒนาการทั้งทางร่างกาย ทางสมอง สติปัญญา อารมณ์ ถ้าเราสามารถพัฒนาเด็กในครรภ์มารดาจนถึง ๖ ป้แรกได้ เปึนรากฐานที่สมบูรณ์ ในชีวิตแล้ว นั่นหมายความว่าเราสร้างรากฐานที่สำคัญให้กับชุมชนสังคมและ ประเทศชาติ และสามารถที่จะเติบโตและเปึนกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต
ในเรื่องของสังคมนะครับ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เราเห็นว่าที่ผ่านมาสังคม มีความอ่อนแอ ชุมชน สังคมต้องพึ่งพาลักษณะนโยบายที่ผมได้เรียนแล้วตอนต้นนะครับ ก็มีข้อเสนอว่ารัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนให้สังคมมีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าก็ยังไม่ได้ข้อยุติว่าควรจะบัญญัติหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ควรมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองหรือภาคประชาชน ที่สามารถดำเนินการได้อย่างเปึนอิสระ ปราศจากการแทรกแซงของรัฐ อันนี้ถามว่า สนับสนุนอะไรครับ ดังที่ผมได้กล่าวตั้งแต่ตอนต้นว่าถ้าเรามีสภาผู้นําท้องถิ่นในทุกระดับที่ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ก็จะเปึนการเป่ดพื้นที่ให้การเมืองภาคพลเมืองได้มาร่วม พัฒนาท้องถิ่น ได้มีการตรวจสอบควบคุมกำกับและประเมินผลการเมืองที่อยู่ในโครงสร้าง ของอำนาจ ถ้ามีเวทีของสภาผู้นำในระดับพื้นที่ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับชาติ แล้วตรงนี้ก็จะเปึนการสร้างดุลยภาพใหม่ในสังคม ที่ผ่านมาเราไม่ได้สนับสนุนตรงนี้ครับ สนับสนุนภาคประชาชนในการจัดทำกฎหมาย ในการยื่นข้อเสนอกฎหมายไม่ว่า ข้อบัญญัติหรือกฎหมายในระดับชาติ สนับสนุนประชาชนให้สามารถมีการถอดถอน ผู้บริหารท้องถิ่นในระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเปึนข้อเสนอที่มีการเสนอประเด็น ที่สำคัญ ๆ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครับ ท่านสมาชิกครับ ในเรื่องกองทุนสนับสนุน ความเข้มแข็งของภาคพลเมืองนั้น ดังที่ผมได้อภิปรายตั้งแต่ตอนต้นว่าเราต้องการเห็น ความเข้มแข็งของชุมชนและสังคม เพื่อพัฒนาควบคู่ไปกับการเมืองของพรรคการเมือง หรือสถาบันการเมือง ในตลอดระยะเวลาสามสี่สิบป้ที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วนะครับว่า การเมืองของนักการเมืองได้กระทำอะไรกับสังคมบ้าง อันที่จริงผมจะบอกว่าเปึนการเมือง ของนักการเมืองก็คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ผมควรจะพูดว่าเปึนการเมืองของนักเลือกตั้ง จำนวนสองสามพันคนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมายึดกุมอำนาจรัฐและโกงกินบ้านเมือง กันอย่างเหลือคณา ที่เราพูดกันว่า โคตรโกง หรือ โกงทั้งโคตร บางช่วงสภาแห่งนี้ก็เปึน สภาของอำมาตย์หรือสภาของขุนนาง จริง ๆ แล้วเราอยากเห็นสภาของนักการเมือง นักการเมืองในที่นี้หมายถึงคนที่เข้ามาพัฒนาทำนุบำรุงชาติบ้านเมืองและทำงานเพื่อ เห็นแก่คนรุ่นหน้า แต่นักเลือกตั้งก็จะเข้ามา เพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง รวบอำนาจ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วอ้างว่าประชาชนได้มอบอำนาจ ทั้งนี้เพราะเราไม่มีการเมือง ประชาธิปไตยทางตรง หรือการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองนั่นเอง ถ้าเรามีงบประมาณ จำนวนไม่มากให้สภาผู้นำในท้องถิ่นที่ไม่เกี่ยวกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับ พรรคการเมืองใด เราก็จะมีปราชญ์ชาวบ้าน มีผู้นำของชุมชนที่มีความปรารถนาและ ต้องการที่จะมีพื้นที่ที่ยืนในสังคมที่จะพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นของเขาตั้งแต่ระดับล่างสุด จนถึงระดับจังหวัดและระดับประเทศ สังคมชุมชนก็จะมีความเข้มแข็งมากขึ้นครับ นั่นเปึน ข้อเสนอทั้งหมดที่ผมอยากจะเรียนกับสภาแห่งนี้ครับ
สำหรับในประเด็นเรื่องของการมีส่วนร่วมและเรื่องสิทธิเสรีภาพ เปึ้นเรื่องที่ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ว่าแม้ว่าอยู่ในระหว่างการพิจารณาก็ตาม ถ้าเพื่อนสมาชิกมีข้อเสนออันใดที่เปึนประโยชน์กับการพิจารณาของอนุกรรมาธิการ ผมก็ยินดีครับ ขอบคุณครับ
ท่านกรอบเดียว แล้วท่านจะพูดทุกกรอบไปก่อน หรือจะเอาทีละกรอบครับ ทุกกรอบ อย่างนั้นเชิญท่าน ต่อไปนะครับ ท่านประธานกรอบที่ ๒ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ประธานคณะอนุกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๒ ครับ ขอประทานกราบเรียนถึงข้อเสนอหรือข้อยุติของ คณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันการเมืองครับ ทาง คณะอนุกรรมาธิการได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้รับ ประเด็นเรื่องสถาบันการเมืองไปพิจารณา ๙ หลักการ และแยกเปึนกรอบการพิจารณา ได้ ๔ กรอบด้วยกัน คือ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำ กับฝ์ายการเมือง และคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการประจำและการเมือง ในการ พิจารณาเท่าที่ผ่านมานี้ได้ทำในกรอบที่ ๑ เสร็จ คือกรอบที่ว่าด้วยรัฐสภา โดยได้ทำข้อยุติ เบื้องต้นเปึน ๔ เรื่องด้วยกันนะครับ
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของวุฒิสภาได้นําเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญไป ๕ ประเด็น
เรื่องที่ ๒ เรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ได้ข้อยุตินำเสนอ ๘ ประเด็น
เรื่องที่ ๓ เรื่องการควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อหาทางแก้ปัญหาการทุจริต ซื้อสิทธิ ขายเสียง ในการเลือกตั้ง ๖ ประเด็น
เรื่องที่ ๔ เรื่องที่เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ๒ ประเด็น
ในเรื่องแรกครับ เรื่องวุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอ ๕ ประเด็น คือ ๑. จํานวนของสมาชิกวุฒิสภา ๒. อํานาจหน้าที่ ๓. การได้มา ๔. คุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้าม และ ๕. วาระการดํารงตําแหน่ง
ประเด็นแรกครับ เรื่องจํานวนของสมาชิกวุฒิสภา เห็นว่าควรจะมีจํานวนที่ ไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตัวเลขที่คิดกันไว้ก็คือไม่ควร ที่จะเกินกว่า ๒๐๐ คนนะครับ แต่ว่าน้อยกว่าได้ ส่วนน้อยกว่า ถ้าจะเอาน้อยกว่าจะเปึน เท่าไร ก็ยังไม่ได้มีข้อคิดเห็นอะไรลงไปนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า ควรจะให้วุฒิสภามีอํานาจหน้าที่ ๔ ประการครับ ๑. พิจารณากลั่นกรองกฎหมายที่ผ่าน การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ๒. ถ่วงดุลอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรและ ฝ์ายบริหาร เช่น การตั้งกระทู้ถาม เปึนต้น ๓. สนับสนุนการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร หรือฝ์ายบริหาร เช่น การตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องต่าง ๆ เพื่อส่งให้ สภาผู้แทนราษฎรและฝ์ายบริหารรับไปดำเนินการ เปึ้นต้น และ ๔. กลั่นกรองบุคคล เพื่อเข้าสู่องค์กรตรวจสอบอิสระตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ
ประเด็นที่ ๓ กระบวนการการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา เห็นสมควร เสนอไว้ ๒ วิธี วิธีแรกคือวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้ง กับวิธีที่ ๒ วิธีการเลือกตั้ง โดยอ้อม แต่ทั้งนี้ก็มีคณะอนุกรรมาธิการฝ์ายข้างน้อยบางท่านได้ขอสงวนไว้ว่า น่าจะ ยังต้องคงเรื่องของการเลือกตั้งโดยตรงตามที่เคยปฏิบัติมาในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ด้วย โดยควรจะต้องพิจารณาด้วยว่าระบบการเลือกตั้งโดยตรงของสมาชิกวุฒิสภามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และถ้าในที่สุดมีการจะต้องเปลี่ยนกลับไปใช้วิธีการเลือกตั้งโดยตรงจะได้ สามารถนำเอากระบวนการแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเข้ามาใช้ประกอบได้ แต่ว่า ข้อเสนอแรกก็คือเสนอว่าควรจะใช้วิธีสรรหามาเพื่อแต่งตั้ง เพราะว่าอำนาจหน้าที่ของ วุฒิสภานั้นได้เสนอให้ตัดอํานาจหน้าที่ในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ออกไป เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งโดยตรงก็ไม่น่าจะจําเปึน
ประเด็นที่ ๔ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการเห็นควรให้คงหลักการใหญ่ไว้ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ว่า อาจจะขอให้เพิ่มใน ๓ ประเด็น คือ ๑. อายุไม่ควรต่ำกว่า ๔๐ ป้ ๒. ต้องมีคุณสมบัติ คุณวุฒิสูงกว่าผู้ที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ๓. ต้องไม่เคยเปึ้นผู้ดํารงตําแหน่ง ทางบริหารของพรรคการเมืองมาไม่น้อยกว่า ๒ ป้ก่อนถึงวันรับสมัคร ก็มีผู้ที่ให้ข้อสังเกต ไว้ว่าควรจะต้องพิจารณาด้วยว่าควรกำหนดห้ามมิให้คู่สมรส ท้ายาท หรือญาติ ของผู้ที่ได้รับเลือกเปึน สส. หรือ สว. มาดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพร้อมในวาระในขณะเดียวกัน
ประเด็นที่ ๕ วาระการดํารงตําแหน่ง เห็นสมควรให้คงอยู่ในวาระได้ครั้งละ ๖ ป้ แต่ว่าให้มีการคัดออกแล้วตั้งเข้ามาใหม่จำนวนกึ่งหนึ่งทุก ๆ ๓ ป้ แต่ว่าไม่ได้กำหนด ว่าจะต้องดํารงตําแหน่งได้ว่าระเดียวหรือติดต่อกันได้หรือไม่นะครับ ประเด็นนี้ไม่ได้มีการ พิจารณา ขอแต่เพียงว่าให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๖ ป้ และ ๓ ป้ก็คัดสรรออก ทั้งนี้เพื่อให้ กระบวนการคนที่ทํางานในวุฒิสภาต่อเนื่องกัน
เรื่องที่ ๒ สภาผู้แทนราษฎร คณะอนุกรรมาธิการได้นำเรียนเสนอไว้ ๘ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เรื่องจำนวน เห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรควรประกอบด้วย สมาชิกแบบเขตที่มาจากเขตเลือกตั้งจำนวนเท่าเดิม ๔๐๐ คน
ประเด็นที่ ๒ ควรตัดยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบระบบบัญชี รายชื่อออกไป เพราะเห็นว่าระบบบัญชีรายชื่อที่นำเข้ามาใช้ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น เป่ดช่องโอกาสให้อำนาจหัวหน้าพรรคการเมืองและคณะกรรมการบริหาร พรรคการเมืองมากเกินไปในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาในบัญชีรายชื่อ เป่ดช่องให้มีโอกาส นำคนที่ราษฎรไม่ได้มีเจตนาจะเลือกโดยตรงเข้ามาในบัญชีรายชื่อได้ และก็เปึ้นหนทาง ที่จะให้พรรคการเมืองใช้เปึนกรณีตอบแทนแก่บรรดาผู้ที่ให้การสนับสนุนแก่พรรค ซึ่งเปึน กรณีที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์ของการมีระบบบัญชีรายชื่อที่ต้องการให้ได้มาซึ่งผู้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารประเทศด้านต่าง ๆ ที่จะเข้ามาทํางานอย่างแท้จริง ทั้งยังเปึน การแบ่งแยกประเภทชนชั้นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แตกต่างจากกันอีกด้วย ประเด็นที่ ๒ นี้มีอนุกรรมาธิการขอสงวนความเห็นไว้ว่าน่าจะคงให้มีสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออยู่ต่อไปได้ แต่ใช้วิธีอย่ากำหนดให้เปึ้นบัญชีเดียวทั้งประเทศ ซึ่งไม่มีแบบอย่างในประเทศอื่นปฏิบัติ ถ้าจะให้มีบัญชีรายชื่ออยู่ก็ควรจะกำหนดให้มี มากกว่า ๑ บัญชี เช่น แบ่งตามภาคของประเทศเปึนต้น
ในประเด็นที่ ๓ เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะอนุกรรมาธิการเสนอ ๒ ข้อครับ ข้อที่ ๑ เห็นว่าไม่ควร จะต้องไปจํากัดคุณวุฒิทางด้านการศึกษาว่าจะต้องจบปริญญาตรีนะครับ เพราะว่า การจบปริญญาตรีหรือไม่จบนี่ไม่ได้เปึนหลักประกันคุณภาพที่แท้จริงของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีที่ ๒ ครับ เห็นควรแก้ไขว่าคุณสมบัติเดิมที่บอกว่า ถ้าได้รับ โทษจำคุกมาไม่น้อยกว่า ๒ ป้ และพื้นโทษมายังไม่เกิน ๕ ป้ ถึงวันรับสมัครก็ไม่มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง ก็ขอให้ตัด กำหนด ๒ ป้ ออกครับ ก็จะเสนอเปึนว่า ถ้าเคยถูกจำคุกโดย คำพิพากษามาไม่ว่าจะเปึนเวลาเท่าไร และพ้นโทษจำคุกออกมายังไม่เกิน ๕ ป้ เว้นแต่ ความผิดฐานประมาทหรือลหุโทษก็ควรจะไม่มีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่มีประวัติมัวหมอง ไม่ว่าจะถูกจําคุกด้วยระยะเวลาใดก็ตามนะครับ
ประเด็นที่ ๔ การพ้นจากตำแหน่ง คณะอนุกรรมาธิการเสนอไว้ ๒ ข้อครับ ข้อที่ ๑ ในกฎหมายเดิมว่าจะต้องถูกจำคุก ถ้าถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดก็ให้พ้น จากตําแหน่ง เห็นว่าน่าจะต้องพิจารณาว่าเอาคําว่า ถึงที่สุด ออก เพราะว่าถ้าถูกจําคุก จริง ๆ โดยคำพิพากษาแล้วก็ควรจะต้องพื้นจากตำแหน่งดีกว่านะครับ เพราะว่าอยู่ใน สถานะที่เกือบจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ข้อที่ ๒ ครับ เสนอว่าในกรณีที่ศาลพิพากษาจำคุก แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ไม่ได้ถูกจำคุกจริง ๆ ก็ควรจะต้องให้พ้นจากตำแหน่งได้ นะครับ แม้ศาลจะลงอาญาไว้ ข้อนี้ก็มีผู้ทักท้วงอยู่บ้างนะครับ และก็มีเสียงข้างน้อยที่ เห็นว่าอาจจะเคร่งครัดจนเกินไป ข้อที่ ๒ อย่างนี้ควรจะใช้สําหรับผู้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ความเห็นส่วนใหญ่ก็ได้นำเสนอมาตามมตินะครับ
ประเด็นที่ ๕ ความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง คณะอนุกรรมาธิการ เสนอว่า ยังควรต้องให้ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมืองก่อนวันสมัครรับเลือกตั้งนะครับ และก็ แบ่งเปึน ๒ กรณี ครับ ถ้าเปึนกรณีสภาครบวาระเลือกตั้งตามปกติก็ต้องสังกัดพรรค การเมืองก่อนวันสมัครไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ตามเดิม แต่ถ้าเกิดจากกรณียุบสภาก็ให้ลด จำนวนวันเลือกตั้งลงมาให้เหลือเพียง ๓๐ วันนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสการที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาหาทางย้ายพรรคได้ตามความเหมาะสม ในกรณี ยุบสภา ข้อที่ ๒ ครับ เห็นว่า ไม่ควรอนุญาตให้มีการควบรวมพรรคการเมืองในระหว่าง อายุของสภาเหมือนอย่างที่เคยกระทำกันมาในอดีตนะครับ การควบรวมพรรคการเมือง ควรให้กระทำได้เฉพาะในช่วงเวลาที่สภาสิ้นสุดลง จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้งนะครับ เพื่อ ปัองกันการซื้อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเล็กทั้งพรรค ซึ่งจะเปึนการทำลายระบบ พรรคการเมือง
ประเด็นที่ ๖ การกำหนดเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นนี้ มีข้อทักท้วงและเสียงสะท้อนจากภายนอกผู้ที่เกี่ยวข้องมาค่อนข้างมากนะครับ คณะอนุกรรมาธิการก็จึงได้ขออนุญาตรับกลับไปพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่า ข้อเสนอเดิมนะครับ เห็นว่าควรจะให้เขตเลือกตั้งมีพื้นที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะเปึน เขตเดียวคนเดียวก็อาจจะกำหนดให้เปึ้นเขตละ ๓ คน เปึนต้น และส่วนราษฎรที่มาใช้ สิทธิเลือกตั้งนี่อาจจะยังไม่ได้พิจารณาอะไรนะครับ เปึนข้อเสนอเบื้องต้นว่าอาจจะ ให้ลงคะแนนเสียงได้เพียง ๑ เสียง หรืออาจจะให้ครบทั้ง ๓ เสียงก็ได้ ทั้งนี้ก็พยายามที่จะทำให้การซื้อเสียงนี่ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีข้อยุติตรงนี้ ก็ในวันพุธนี้ก็จะมีการพิจารณาทบทวนร่วมกันกับผู้ที่ทักท้วงอีกครั้งหนึ่งก่อน
ประเด็นที่ ๗ วิธีการนับคะแนนเสียง คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าการนับ คะแนนที่เขตเลือกตั้งร่วมกันอย่างที่ทํามาตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แม้จะมีข้อดีอยู่บ้าง แต่ก็มีข้อเสียหลายประการ โดยเฉพาะการทุจริตในระหว่างขนส่งหีบบัตรเลือกตั้ง แล้วก็มี ผลกระทบทำให้การนับคะแนนล่าช้า แต่ว่าถ้าจะให้ไปนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง แต่ละหน่วยเหมือนในอดีตก่อนหน้านั้น ก่อนหน้าป้ ๒๕๔๐ ก็จะมีปัญหาอีกประการหนึ่ง ที่จะเป่ดช่องทางให้หัวคะแนนสามารถควบคุมลูกทีมได้ในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ทางก็มีข้อดี ข้อเสียทั้งคู่ คณะอนุกรรมาธิการก็เสนอว่าควรจะใช้ระบบ ผสมผสาน คือไม่จำเปึนต้องมารวมที่เขตเลือกตั้งทั้งหมด แต่ควรจะเอามารวมหน่วย เลือกตั้งจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน เปึนจำนวนอาจจะ ๓ หน่วย ๔ หน่วย ก็สุดแท้แต่ เท่าที่ไม่ให้มีการตรวจเช็ค (Check) คะแนนของผู้ออกเสียงลงคะแนนได้ ก็จะ แก้ปัญหาของการนับรวมที่เขตไปได้ในระดับหนึ่ง
ประเด็นที่ ๘ ประเด็นสุดท้ายของสภาผู้แทนราษฎร ข้อจำกัดของกิจกรรม พฤติกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะอนุกรรมาธิการเสนอ ๒ ข้อครับ ข้อแรก เห็นว่า ควรมีการห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปเกี่ยวข้องมีผลประโยชน์ ทับซ้อนกับหน่วยงานของรัฐ ควรจะต้องขยายให้รวมไปถึงคู่สมรส ท้ายาท ญาติ หรือบุคคลอื่นที่จะมาเปึนตัวแทนหรือนอมินี (Nominee) ให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาด้วย
เรื่องที่ ๒ ก็เห็นสมควรตัดข้อยกเว้นในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาได้รับแต่งตั้งเปึนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปในหน่วยงานของรัฐ ตามกฎหมาย ข้อนี้ควรจะตัดคำอนุญาตช่องทางนี้ออก เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาปรากฏว่ามี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาใช้ช่องทางนี้เข้าไปเปึนกรรมการใน หน่วยงานของรัฐ โดยอาศัยช่องทางการเปึนผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เข้าไปมีอิทธิพลแทรกแซง ในการดำเนินกิจการของหน่วยงานของรัฐนั้น เช่น ใช้เปึนฐานเสียงในบางองค์กรได้
เรื่องที่ ๓ เรื่องการควบคุมการเลือกตั้ง คณะอนุกรรมาธิการเสนอ ๖ ประเด็นครับ
ข้อที่ ๑ ขอให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเปึ้นนโยบายพื้นฐานของรัฐ ในเรื่อง ที่ว่า การเลือกตั้งจะต้องสุจริตและเที่ยงธรรม จะต้องไม่ทุจริตหรือซื้อสิทธิขายเสียง นะครับ
ข้อที่ ๒ ควรกำหนดมาตรการและการควบคุมการใช้จ่ายเงินของ พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าบัญชีค่าใช้จ่ายในการหาเสียง การได้รับการ สนับสนุนทางการเงินจากบุคคลภายนอก และการเบิกจ่ายเงินจากสถาบันการเมือง รวมทั้งควรให้มีการเป่ดเผยบัญชีทางการเงินต่อสาธารณะที่จะทำการตรวจสอบได้
ข้อที่ ๓ เสนอขอให้มีบทกำหนดลงโทษแก่พรรคการเมืองและผู้บริหาร พรรคการเมือง ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองไปทำการทุจริตซื้อสิทธิ ขายเสียงในการเลือกตั้ง โดยอาจจะให้สันนิษฐานไว้ว่าพรรคการเมือง หัวหน้าพรรค การเมือง และคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีส่วนรู้เห็น หรือให้การสนับสนุนแก่ พฤติกรรมดังกล่าวด้วย เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน และสามารถที่จะเอาใจใส่ กำกับ ดูแล ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง ซึ่งจะเปึ้นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ การเลือกตั้งสามารถเปึ้นไปได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริงได้
ข้อเสนอที่ ๔ ครับ เสนอให้อำนาจ กกต. ที่จะกำหนดหลักการ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับจรรยาบรรณที่นักการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง สส. สว. ต้องปฏิบัติหรือห้ามมิให้กระทำ เพื่อให้การเลือกตั้งเปึ้นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันนี้ก็จะต้องลงไปในรายละเอียดของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่งนะครับ เช่น กรณีที่มีการหาเสียงโดยใช้นโยบายหรือสัญญาว่าจะดำเนินการใด ๆ ยกตัวอย่าง ถ้าได้รับ เลือกตั้งจะให้เงินกองทุนหมู่บ้านละ ๑๐ ล้านบาท เปึนต้น
ข้อเสนอที่ ๕ เห็นควรกำหนดมิให้พรรคการเมืองเข้าไปครอบงำสื่อมวลชน ในลักษณะที่จะเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองของตน เช่น การห้ามผู้บริหารพรรคเข้าไป เปึ้นผู้บริหารหรือกรรมการ หรือมีอำนาจบริหารจัดการครอบงำ ก้าวก่ายการทำหน้าที่ของ สื่อมวลชนเปึนต้น
ข้อเสนอที่ ๖ เสนอมาตรการที่จะต้องนำไปกำหนดไว้ในกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญเรื่องการเลือกตั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตและไม่เที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง เช่น การกำหนดบทลงโทษทางอาญาแก่ผู้ซื้อเสียงให้มากขึ้น การขยายบทกำหนดโทษ ในการซื้อเสียงให้รวมถึงการตระเตรียมการซื้อขายเสียงด้วย เพื่อมิให้เกิดช่องว่างทาง กฎหมาย รวมทั้งการกําหนดฐานความผิด ให้ฐานความผิดในการทุจริต ในการซื้อสิทธิ ขายเสียงในการเลือกตั้งเปึนความผิดมูลฐานตามกฎหมายปัองกันและปราบปราม การฟอกเงิน
เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องที่ ๔ คณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๒ เสนอว่าควร จะต้องมีการปรับปรุงระบบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒ ประเด็นครับ ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องที่มา ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องอำนาจหน้าที่
ประเด็นในเรื่องที่มานั้น เห็นว่ายังควรคงระบบสรรหาบุคคลเข้าดำรง ตำแหน่ง กกต. ไว้เหมือนเดิม แต่ขอให้เปลี่ยนจากการสรรหารายชื่อ เสนอรายชื่อ ๒ เท่า ให้วุฒิสภาเลือกให้เหลือจํานวนตามที่กฎหมายกําหนด เปลี่ยนเปึนว่าให้คณะกรรมการ สรรหาเสนอชื่อเท่าจํานวนที่กฎหมายกําหนด เช่น ๕ คน แล้วให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความ เห็นชอบ แทนที่จะให้วุฒิสภาเลือก จุดที่ ๒ เสนอให้คณะกรรมการสรรหา กกต. ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ผู้แทนพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนรัฐมนตรี ๑ คน โดยสรุปว่าผู้แทนของฝ์ายค้าน ๑ คน ประธาน ปปช. ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาที่เลือกกันเองอีก ๑ คน รวมทั้งหมด ๗ คน ซึ่งเปึนองค์กรที่เปึนกลางทาง การเมือง มาทำหน้าที่สรรหาผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเปึน กกต. ในส่วนแรกนี้จำนวน ๓ คน โดยผู้ที่ ได้รับการสรรหาจะต้องได้รับความเห็นชอบด้วยมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวน คณะกรรมการสรรหาทั้งหมด ๗ คนนั้น ส่วนที่ ๒ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหาผู้ได้รับ การเสนอชื่อเปึน กกต. จํานวน ๒ คนครับ ก็รวมเปึน ๕ คน เสนอให้วุฒิสภาให้ความ เห็นชอบ ถ้าวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบในส่วนไหน ส่วนนั้นก็จะต้องสรรหาและเสนอ บุคคลใหม่เข้าไปแทน ในกรณีที่คณะกรรมการสรรหาในกรอบที่ ๑ ๓ คนนั้นไม่สามารถ สรรหาได้หรือไม่มีคณะกรรมการสรรหา ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเปึ้นผู้เสนอรายชื่อตาม จำนวนที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องเสนอแทน
กรอบที่ ๒ เรื่องอำนาจหน้าที่ของ กกต. โดยหลักการยังเห็นควรให้ กกต. มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเช่นเดียวกับที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่เห็นสมควรที่จะไม่ให้เปึนการใช้อํานาจแบบวินิจฉัยเด็ดขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในการให้ใบแดง ใบเหลือง สมควรให้ศาลทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจ ของ กกต. ในเรื่องดังกล่าว โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งของ กกต. สามารถร้องต่อศาล เพื่อพิจารณาตรวจสอบและวินิจฉัยได้ ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับ วิธีพิจารณาตรวจสอบวินิจฉัยของศาลนั้นก็ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเปึ้นผู้พิจารณา กำหนด โดยมีข้อบเขต เช่น จะต้องมีความรวดเร็ว ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อประโยชน์ ในการเลือกตั้งให้เปึ้นไปโดยรวดเร็ว สุจริตและเที่ยงธรรม ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ก็แจ้งให้ทราบด้วยว่าเวลานี้มีคณะครูและนักเรียนและผู้ปกครองของชมรมตาดีกา จังหวัดสตูล จำนวน ๘๐ คน เข้ามาสังเกตการประชุมของเรานะครับ ก็ยินดีต้อนรับ นะครับ เชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการต่อไปครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๓ ว่าด้วยองค์กรตรวจสอบ อิสระและศาล ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอกราบเรียนท่านประธานและ ที่ประชุมถึงการร่างรัฐธรรมนูญในกรอบที่ ๓ ตามที่ได้รับมอบหมายจากกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดแนวทางเอาไว้ ๕ แนวทางนะครับ
แนวทางที่ ๑ ควรคงองค์กรตรวจสอบอิสระและศาลไว้ทั้งหมด โดยปรับปรุงอำนาจหน้าที่ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แนวทางที่ ๒ คือปรับปรุงระบบการสรรหาองค์กรตรวจสอบอิสระ ให้มีความเปึนอิสระและเปึนกลางอย่างแท้จริง ไม่ควรให้วุฒิสภาเปึนองค์กรทําหน้าที่ แต่งตั้งองค์กรตรวจสอบอิสระเพียงองค์กรเดียว
แนวทางที่ ๓ ควรมีระบบการตรวจสอบการทำงานขององค์กรตรวจสอบ อิสระตามรัฐธรรมนูญ
แนวทางที่ ๔ ควรให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาล และองค์กรตรวจสอบอิสระโดยตรงได้ง่ายขึ้น
แนวทางที่ ๕ ระบบการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ควรใช้ระบบไต่สวนโดยเร็ว
ทั้งนี้คณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๓ ได้แต่งตั้ง คณะทำงานขึ้น ๓ คณะ เพื่อพิจารณาดำเนินการในด้านต่าง ๆ คือ
คณะที่ ๑ ทำงานในด้านพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านศาล อันได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครองและศาลทหาร
คณะทำงานชุดที่ ๒ พิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการด้านองค์กร อิสระและด้านการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ โดยดำเนินการดังนี้ คือ พิจารณาองค์กรอิสระด้านตรวจเงินแผ่นดิน ดำเนินการพิจารณาด้านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และสุดท้ายคือคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ
คณะทำงานชุดที่ ๓ พิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านการ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ทั้งนี้โดยพิจารณาคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทั้งหลาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับสูง
ต่อไปก็คือการถอดถอนบุคคลดังกล่าวจากตำแหน่งและการดำเนิน คดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการประชุม แต่ว่ายังไม่สิ้นสุดของการประชุม คือเราได้มีการศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ได้มาพอสมควร ขณะนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การประชุมของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยตรงครับ แต่ว่าเราก็มีข้อเสนอแนวทางเพื่อที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ได้ช่วยกัน พิจารณา อนุกรรมาธิการก็สรุปการพิจารณาของคณะทํางานทั้ง ๓ คณะ ก็มีความเห็น ในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ ที่สําคัญ ๆ
ประเด็นแรกที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญ เท่าที่แล้วมาเปึ้นองค์กรที่มีความอ่อนแอที่สุดในระบบศาล มีการแทรกแซงการใช้อำนาจ จากรัฐบาล และผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้องค์กรมีความอ่อนแอ เพราะฉะนั้น คงจะต้องมีการปรับทั้งในรูปแบบขององค์กรและในอำนาจหน้าที่ในการทำงาน โดยเห็น ควรให้คงศาลรัฐธรรมนูญไว้ เพราะยังมีความจำเปึนในการที่จะพิทักษ์รักษาสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน และการตรวจสอบว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ให้ พิจารณาลดจำนวนศาลรัฐธรรมนูญลง และปรับเปลี่ยนองค์ประกอบ โดยมีองค์ประกอบ ๓ กลุ่ม ซึ่งอาจจะยังไม่ตกผลึกนะครับ ก็ยังปรับเปลี่ยนได้อีก คือที่เสนอแนะมาก็คือจากที่ ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกผู้พิพากษาศาลฎีกา ๓ คน จากที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง สูงสุดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จํานวน ๓ คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความ เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ จำนวน ๓ คน รวม ๙ คน โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มา จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนิติศาสตร์นั้นให้มีคณะกรรมการ สรรหาเปึ้นผู้เสนอ ส่วนฝ์ายนิติบัญญัติเปึ้นผู้ให้ความเห็นชอบเท่านั้น โดยองค์ประกอบ ของคณะกรรมการสรรหามีจำนวน ๕ คน ประกอบด้วย ๑. ประธานศาลฎีกา ๒. ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ๓. ประธานศาลปกครองสูงสุด ๔. ประธานสภาผู้แทนราษฎร ๕. ผู้นํา ฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยอำนาจหน้าที่อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วนะครับ ก็คือ การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนที่กฎหมายจะใช้บังคับตามมาตรา ๒๖๒ มาตรา ๑๗๗ ประเดิมตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นเอง พิจารณาร่างข้อบังคับของฝ์าย นิติบัญญัติในการชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามมาตรา ๒๖๓ พิจารณาร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย มาตรา ๑๘๐ การควบคุมภายหลังจากที่กฎหมายใช้ บังคับโดยผ่านกระบวนการทางศาลตามมาตรา ๒๖๔ ผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา มาตรา ๑๙๘ และข้อเสนอให้ผ่านทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การควบคุมเงื่อนไข การตราพระราชกําหนด มาตรา ๒๑๙ นอกจากนี้ก็ให้คงอํานาจหน้าที่ ในการวินิจฉัยกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๖ ที่ประชุมได้เสนอทางเลือกกรณีการกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่นำไปสู่การยุบ พรรคการเมือง และปัญหาการวินิจฉัยคุณสมบัติของ สส. สว. และ กกต. สมควรให้นำ คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือมิฉะนั้นก็ยังคงให้อยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังคง ต้องพิจารณาในรายละเอียดต่อไป
ส่วนข้อต่อไปคือกรณีที่มีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน อันเปึนการเท็จหรือปกป่ดข้อเท็จจริงที่ควรจะแจ้งให้ทราบ ซึ่งนอกจากห้ามดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเปึนเวลา ๕ ป้ และมีโทษทางอาญาด้วยนั้น เห็นสมควรให้นำไปสู่การ พิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะว่าเปึน อำนาจที่ ปปช. พิจารณาชี้มูลตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นก็ไปสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา นักการเมืองโดยตรง ในส่วนที่เกี่ยวกับศาลยุติธรรมนั้น ความจริงการทำงานของศาล ยุติธรรมก็ได้รับความชื่นชมจากสาธารณชน แต่ว่าในบทบาทของศาลยุติธรรมนั้นควรจะ เพิ่มบทบาทในการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้กระบวนการเปึนไปโดยชอบธรรม และทำให้สิทธิ ของประชาชนได้รับความคุ้มครองยิ่งขึ้นนะครับ สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการ ตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. นั้น เราเห็นว่าเท่าที่แล้วมา เนื่องจากว่าการเติบโตของ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีจำนวนมากถึง ๒,๐๐๐ กว่าคน แต่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มี จำนวนเพียงแค่ ๓๐๐ กว่าคน ผู้พิพากษาศาลฎีกามีจำนวน ๘๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งเท่าที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ การได้มาซึ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๓ ศาล จึงถูกครอบงําโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเสียเปึ้นส่วนใหญ่นะครับ แล้วก็ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็บอกว่าให้เลือกได้ทุกชั้นศาลด้วยนะครับ ก็คือ หมายความว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นก็เลือกศาลอุทธรณ์ได้ เลือกผู้ทรงคุณวุฒิศาลฎีกาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีมาแล้วก็คือตามรูปแบบที่บกพร่องอยู่ ซึ่งได้รับการตำหนิจากผู้หลัก ผู้ใหญ่ บรรพตุลาการ ว่าเปึนการเอาเด็กปกครองผู้ใหญ่ ซึ่งไม่เหมือนอย่างในอดีต ซึ่งถูก กําหนดขึ้นโดยองค์กรตุลาการ ซึ่งผู้ที่มีประสบการณ์หรือผู้ทรงคุณวุฒิในระดับสูง ในระดับ ผู้พิพากษาศาลฎีกาเปึ้นผู้ที่พิจารณานะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการดำเนินงานในด้าน วินัย การดำเนินงานในด้านการแต่งตั้ง เลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง เพราะฉะนั้นเราก็แก้ไข นะครับ มีข้อเสนอว่าให้ผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจํานวน ๓ คน ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จำนวน ๔ คน ผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน ๕ คน โดยให้ ผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลเลือกผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะในส่วนของชั้นศาลของตน ศาล ชั้นต้นก็เลือกศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ก็เลือกศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็เลือกศาลฎีกานะครับ ส่วนบุคคลภายนอกจากวุฒิสภาก็ให้คงไว้จํานวน ๒ คน เช่นเดิมนะครับ สําหรับตําแหน่ง ประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา และประธานแผนกในศาลฎีกาก็มีผู้เสนอนะครับ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่เปึ้นที่ยุติ คือเห็นสมควรเปลี่ยนแปลงจากที่ให้ กกต. เปึ้นผู้ให้ ความเห็นชอบ เปึนว่า ให้เสนอชื่อโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แล้วก็ให้ กกต. เปึ้นผู้ให้ ความเห็นชอบ ทั้งนี้โดยมีวาระการดํารงตําแหน่งครั้งละ ๑ ป้ และสามารถคัดเลือกใหม่ได้ แต่ไม่เกิน ๓ วาระ คือ ในการเสนอแนะนี่ก็เพื่อให้ทางผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงของประมุข ฝ์ายตุลาการ และผู้บริหารศาลซึ่งอยู่ในชั้นศาลฎีกาได้มีวิสัยทัศน์ แล้วก็จะได้มีการ คัดเลือกผู้นำจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยตรง ซึ่งก็คงจะต้องพิจารณากัน ในรายละเอียดต่อไปครับ ต่อไปก็คือการกำหนดให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา เฉพาะคดีสําคัญ ก็ได้แก่คดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง คดีของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่มีความสำคัญ ซึ่งให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เปึ้นผู้พิจารณากลั่นกรองว่าจะให้รับไว้พิจารณาหรือไม่ครับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ศาลฎีกาไม่มีคดี ที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ซึ่งก็เปึนคดีเล็กคดีน้อยนะครับ ซึ่งขณะนี้คั่งค้างอยู่เปึนจำนวนมาก นะครับ แล้วทําให้ไม่ได้พัฒนาระดับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งควรจะเปึ้นศาล ที่พิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับศาลอุทธรณ์ให้ได้มีคุณภาพอย่างแท้จริงนะครับ เพราะไม่ว่าอะไรก็บอกว่าให้ไปสู่ศาลฎีกาหมดนะครับ เพราะฉะนั้นก็เปึนการปรับปรุง ครั้งสำคัญครับ ถ้าเผื่อเปึนไปได้ตามนี้นะครับ ก็เพื่อให้งานของการพิจารณาพิพากษา อรรถคดีเปึนงานที่มีคุณภาพอย่างแท้จริงครับ
ต่อไปก็ให้แก้ไข มาตรา ๒๔๖ แห่งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ โดยเพิ่มกรณี จ่ายค่าทดแทนให้ผู้ต้องหาในคดีอาญา คือเดิมพิจารณาจ่ายให้เฉพาะจำเลยในคดีอาญา แต่เห็นสมควรให้เพิ่มในการจ่ายค่าทดแทนให้ผู้ต้องหาด้วย แต่ว่าต้องพิจารณาใน รายละเอียดว่าในการจ่ายนั้นควรจะจ่ายให้ในรูปของเหยื่อ ของอาชญากรรม และ ผู้ต้องหานั้นต้องไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วยนะครับ และเห็นควรให้มีองค์กรที่ ดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายหรือ ลีเกิลเอด (Legal aid) ให้กับประชาชน ผู้ยากไร้โดยตรงนะครับ โดยที่ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ก็เหมือนมีดีเฟ็นเดอร์ (Defender) ของรัฐ ดีเฟนเดอร์ ออฟ เสตท์ (Defender of state) นะครับ ที่ช่วยดำเนินการ แทนผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา หรือว่าจำเลยที่ยากไร้ ประชาชนทั้งหลายได้มีที่พึ่งพิงนะครับ เห็นควรให้ตัดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาที่บัญญัติไว้เปึ้นรายละเอียด มากมายนะครับ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ปรากฏว่าเขียนรายละเอียด ที่เกี่ยวกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา เหมือนกับว่าลอกมาเกือบทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็เห็นว่าควรจะตัดออกไป แต่ว่าเอามาสรุปเปึนบทบัญญัติที่เปึ้นหลักการ เฉพาะเปึนหลักการ เช่นว่า ให้มีการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีหน้าที่ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา การจำกัดสิทธิใด ๆ ให้กระทําโดยศาลเท่านั้น รวมทั้งกําหนดให้ศาลเปึ้นผู้ตรวจสอบการใช้อํานาจด้วย การตรวจสอบการใช้อำนาจ ก็คือกรณีที่มีการจับกุมคุมขังหรือปฏิบัติต่อบุคคลใน คดีอาญา ฝ์าฝ๋นต่อกฎหมายหรือกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ให้ผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา มีสิทธิในการร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคําสั่งปล่อยตัวในทันที ทั้งนี้ตามหลักของ การปล่อยตัว ก็คือว่าให้มีการไต่สวนโดยฉับพลัน และถือว่ากระบวนการไต่ส่วนนั้นเปึน กระบวนการที่จะต้องทำก่อนคดีอื่นทั้งหมด ในทำนองเดียวกับฮาเบี้ยส คอร์ปุส (Habeas corpus) ของประเทศอังกฤษ
หลักการต่อไปก็คือเห็นควรให้มีบทบัญญัติที่ประชาชนสามารถเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย อาจจะให้ผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาก็ดี หรือว่าประชาชน หรือผู้เสียหายอาจจะมาร้องได้โดยตรงอย่างไร ก็คงจะบัญญัติไว้ใน รายละเอียดว่าให้มาฟัองร้อง ไม่ว่าจะเปึนการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นต่อศาลปกครอง หรือยื่นต่อศาลยุติธรรมก็ตาม และเห็นควรกำหนดช่องทางเพื่อให้ศาลรับพิจารณาคดีของ ประชาชนไว้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการปฏิเสธความยุติธรรม ไม่ใช่ไปที่ศาลโน้นก็บอกว่าให้ไป ที่ศาลนี้ ชี้ไปที่ศาลโน้น พอไปถึงก็บอกชี้ไปที่ศาลนี้อีก ทำความยุ่งยากลำบากให้กับ ประชาชนผู้ทุกข์ยาก เขาก็ต้องได้รับความเดือดร้อนจากการที่ได้รับความเสียหายจาก ข้อพิพาทต่าง ๆ อยู่แล้ว กลับมาต้องมาปวดหัวยุ่งยากกับกระบวนการฟัองร้องทางศาลอีก เพราะฉะนั้นเราก็เห็นสมควรให้มีบทบัญญัติว่าห้ามไม่ให้ศาลปฏิเสธความยุติธรรม อย่างเด็ดขาด
ต่อไปก็คือการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา ๗๕ แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ คือปกติแล้วกำหนด ไว้เปึนแนวนโยบายแห่งรัฐว่าจะต้องมีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งมันก็ยังอยู่ในแนวนโยบายแห่งรัฐ ไม่เคยปรากฏเปึนจริงเลย เพราะฉะนั้นจึงเห็นสมควร ให้มาบัญญัติไว้ในบทบัญญัติเรื่องศาลโดยตรง โดยเสนอให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อ การปฏิรูปและตรวจสอบคุณภาพของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยมีผู้แทนจาก ประชาชน จากองค์กรของประชาชน ผู้แทนจากศาลยุติธรรม จากอัยการ จากทนายความ และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย เปึนผู้ที่ดําเนินการในเรื่องของการศึกษาข้อมูล และเสนอแนะ แนวทางที่จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นตำรวจ ศาล ทนายความ อัยการ และ ราชทัณฑ์ให้เปึ้นระบบ และตรวจสอบคุณภาพของการทำงานด้วยว่าทำงานได้คุ้มกับเงิน ที่ราษฎรจ่ายภาษีอากรให้หรือเปล่า และในที่สุดแล้วก็ให้คณะกรรมการอิสระนี้เสนอ รายงานต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาได้รับทราบและแก้ไขปัญหาโดยตรง นอกจากนี้ก็เห็นควร ให้ขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษาและตุลาการทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้ก็ยัง ลักลั่นกันอยู่ ๖๐ บ้าง แล้วก็ต่ออายุเปึนประเภทผู้พิพากษาอาวุโส หรืออย่างตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ๖๕ ป้อย่างนี้ ก็ควรจะให้ดํารงตําแหน่งถึง ๗๐ ป้บริบูรณ์ ก็เปึ้น ข้อเสนอสำหรับศาลยุติธรรม สำหรับศาลปกครองก็แก้ไขปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของศาล ปกครองตามมาตรา ๒๗๖ ในการตรวจสอบการใช้อำนาจบริหารขององค์กรอิสระให้ ชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับศาลทหารก็คงไว้อย่างเดิม องค์กรอิสระด้านการตรวจเงินแผ่นดิน ก็เห็นสมควรให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการ ตรวจเงินแผ่นดินในรูปแบบของศาลบัญชี หรือศาลตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งนี้ให้ผู้ที่มีข้อพิพาทไม่พึงพอใจก็สามารถจะอุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุด แผนกตรวจ เงินแผ่นดินเปึ้นผู้วินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้ายนะครับ ก็มีผู้เสนอว่าน่าจะตั้งเปึนแผนกใน ศาลปกครองกลางเสียเลย แต่ว่าก็ยังไม่ยุตินะครับ เห็นสมควรให้คงไว้เปึนคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน แต่ว่าทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาท โดยในรูปขององค์คณะก็จึงมีขนาด เล็กลง คือมีจำนวนไม่เกิน ๗ คนนะครับ
ส่วนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีความขัดแย้งกันอยู่ แล้วก็มักจะไม่ลงร้อยกัน ก็เห็นสมควรเมื่อให้ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทำหน้าที่วินิจฉัยเหมือนกับศาลแล้ว ผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดินก็ทำหน้าที่เหมือนอัยการ ในเรื่องของคดีที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่อยู่ ภายใต้ระบบบังคับบัญชาของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินโดยตรง อยู่ในลักษณะของ การกำกับ ดูแล และถ่วงดุลการใช้อำนาจซึ่งกันและกันนะครับ
สำหรับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ผมพูดร่วมกันไปเลยนะครับว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เห็นสมควรให้มี ระบบสรรหาเช่นเดียวกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยอำนาจหน้าที่ของ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าซ้ำซ้อน และคาบเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะทำงานและอนุกรรมาธิการก็เห็นสมควรให้มีการยุบรวม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา โดยให้ องค์กรหลักคือผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีหน้าที่ความรับผิดชอบ ๓ ด้าน คือ ๑. ด้าน การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ๒. ด้านกระบวนการยุติธรรม ๓. ด้านการคุ้มครองสิทธิ มนุษยชน ก็จะทำงานครอบคลุมทั้ง ๓ ด้าน ตามลักษณะของอ้อมบุดส์แมน (Ombudsman) ของต่างประเทศครับ
คณะกรรมการต่อไปคือคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ก็เห็นสมควรให้ลดจำนวนคณะกรรมการสรรหากรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติลงเหลือ ๕ คน ทั้งนี้เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการสรรหามากขึ้น เพราะเท่าที่แล้วมาเราก็คงทราบกันดีว่าคณะกรรมการ ปปช. ถูกแทรกแซงตั้งแต่ระดับ การสรรหาจนถึงวุฒิสภาค่อนข้างมาก เพราะว่าเปึนองค์กรที่มีอํานาจค่อนข้างสูง แล้วก็ ตรวจสอบการทุจริตการใช้อำนาจ ซึ่งไม่เปึ้นที่พึงพอใจของนักการเมืองทั้งหลาย เพราะฉะนั้นก็พยายามล้ม แม้กระทั่งไม่ให้ทำงานก็ยังพยายามทำ เพราะฉะนั้น ในกระบวนการสรรหาจึงประกอบไปด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็ลักษณะเช่นเดียวกับทางศาลรัฐธรรมนูญนะครับ โดยกำหนดให้การลงคะแนน กระทําโดยเป่ดเผยและส่งไปยังวุฒิสภาเพื่อให้การรับรอง ในกรณีที่วุฒิสภาให้การรับรอง ให้ประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป โดยเสนอจํานวนมาเท่า จํานวน คือคัดเลือกมาแล้วอย่างไร วุฒิสภาก็ไม่ใช่เสนอ ๒ เท่า แล้วก็มาคัด ซึ่งอาจจะมี การวิ่งเต้นได้อีก ในกรณีนี้เราก็เห็นกันว่าถ้าวุฒิสภาไม่ให้การรับรองก็ให้ส่งกลับไปที่ กรรมการสรรหาพร้อมด้วยเหตุผล หากคณะกรรมการสรรหาเห็นชอบด้วยกับวุฒิสภา ก็ให้สรรหาใหม่ แต่ถ้าหากว่ายั่งยืนยันตามมติเดิม ก็ให้ประธานวุฒิสภานําความ กราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไปครับ ก็คือมีโอกาสจะยับยั้งได้ ๑ ครั้ง ต่อไปก็คือเห็นควรบัญญัติคุณสมบัติของคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติเพิ่มขึ้นอีก ๑ มาตรา โดยให้นำมาตรา ๒๕๖ แห่งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาใช้ และเห็นควรให้กำหนดข้อความใน (๓) เปึ้นดังนี้คือ เคยเปึ้นรัฐมนตรี กรรมการการ เลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชน หรือกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน หรือเคยรับราชการไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี หรือไม่ต่ำกว่าข้าราชการพลเรือนระดับ ๙ ก็คือข้อเสนอแนะอันนี้หมายความว่าให้ลดระดับลงจากชั้นอธิบดีลงเหลือชั้นรองอธิบดี ทําไมถึงเปึนอย่างนั้น เพราะว่าทางคณะอนุกรรมาธิการก็ดี หรือคณะทํางานที่พิจารณานี่ เห็นว่า เมื่อกำหนดชั้นอธิบดีนี่มักจะได้แต่ผู้อาวุโส หรือผู้ที่บางคนก็หมดไฟแล้ว ไม่ได้มี ความมุ่งหมายที่จะมาทำงาน เพื่อที่จะให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า หรือมีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร อันนี้ก็ยังไม่ตกผลึกนะครับ ก็เปึนข้อเสนอให้ลดระดับลงเหลือรองอธิบดี จะได้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือเพิ่มตัวเลือกมากขึ้นนั่นเอง ความจริงอธิบดีก็ยังได้อยู่ และ นอกจากนี้ก็ให้ผู้ที่องค์กรวิชาชีพพิจารณาเสนอ ก็คือเห็นว่าเท่าที่แล้วมานี่ได้แต่คนใน ระบบราชการ ก็ทำให้การทำงานไม่ได้มีวิสัยทัศน์อะไรก็ว้างไกลเกินระบบราชการเท่าที่ ทํางานอยู่ เพราะฉะนั้นก็เห็นควรให้มาจากองค์กรวิชาชีพด้วย หรือดํารงตําแหน่ง ไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ อันนี้ก็มาจากสายวิชาการ และเห็นควรให้คณะกรรมการ ปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทำหน้าที่เปึนสำนักงานกำกับดูแลจริยธรรม และคุณธรรมของนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวคือในกรณีที่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือกรณีทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีไม่ได้เปึ้นอันขาด โดยเสนอให้มี การลงโทษทางการเมืองตามขั้นตอนของความร้ายแรง เช่น ตักเตือน ภาคทัณฑ์ หรือให้ พ้นจากตำแหน่งไป โดยเสนอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง หรือรัฐสภา เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดในขั้นสุดท้ายครับ สำหรับในคดีอาญา กรณีนักการเมืองทุจริต เห็นควรให้มีผู้ทําหน้าที่ฟัองคดี โดยคัดเลือกจากนักกฎหมาย ผู้มีความรู้ความชำนาญ มีความเชี่ยวชาญชั้นนำ ที่สุจริตและไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ และ ไม่เปึนข้าราชการด้วยในขณะที่ได้รับการคัดเลือก โดยให้รัฐสภาเปึ้นผู้ให้การรับรอง และ ประธานรัฐสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง ทั้งนี้โดยให้ทําหน้าที่เฉพาะเรื่อง ก็คือเปึนคณะอัยการพิเศษนั่นเอง อาจจะเรียก อัยการ คงไปซ้ำซ้อน ก็เรียกว่าเปึน ผู้ว่าคดี ผู้ว่าการคดี หรือผู้ว่าการยุติธรรมแห่งชาติ อะไรในทำนองนั้น เฉพาะเรื่องไป ไม่ได้เปึน ตำแหน่งถาวรตลอดไปครับ โดยให้ทำหน้าที่ของพนักงานอัยการ และทำหน้าที่ในการ สอบสวนด้วย เพิ่มเติมด้วย อะไรด้วย ทำหน้าที่ได้อย่างกว้างขวางในเรื่องของการ ตรวจสอบนักการเมืองทุจริต โดยต่อยอดจากคณะกรรมการ ปปช. และส่งตรงไปที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง และข้อเสนอเพิ่มเติมนะครับ เห็นควรให้มี การปรับปรุงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และค่าตอบแทนอื่นของฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ และฝ์ายตุลาการให้ใช้บัญชีเดียวกัน ควรให้ความเปึ้นอิสระในด้านการ จัดสรรงบประมาณแก่องค์กรตรวจสอบอิสระและศาล โดยจัดตั้งเปึนกองทุน หรือโดยแบ่ง งบประมาณตามสัดส่วนของแต่ละองค์กรและศาล โดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของ ฝ์ายบริหารในการจัดสรรงบประมาณ และในการตรวจสอบของฝ์ายบริหาร ก็คือให้ขึ้นตรง ต่อรัฐสภานั่นเอง เปึ้นอิสระในด้านงบประมาณนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้มี การจัดทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จพร้อมรัฐธรรมนูญ การจัดทำกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง ทำให้ผู้ร่างกฎหมายไม่สามารถเชื่อมโยง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกับร่างกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการ ก็เสนอให้มีบทเฉพาะกาลในการจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ก่อนมีรัฐสภาชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญด้วยครับ
ต่อไปก็คือเห็นควรให้องค์กรตรวจสอบอิสระกำหนดข้อตกลงกับตัวแทน ประชาชนด้วย โดยให้นำมาตรา ๗๕ และ มาตรา ๘๘ แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาประยุกต์ใช้ คือให้มี คอมมิทเมนท์ (Commitment) กับประชาชนว่าจะ ทำงานจริงจังและไม่เห็นแก่หน้าผู้ใดทั้งสิ้น กระผมก็ขอเสนอรายงานของอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๓ เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะให้ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น ผมขอปรึกษา เนื่องจากคุณวัชรา หงส์ประภัศร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอญัตติเรื่องการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ใส่ไว้ในระเบียบวาระที่ ๓ โดยเสนอความเห็นเกี่ยวกับแนวทาง ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมเห็นว่าเปึ้นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน น่าจะนำมาพิจารณา พร้อมกัน เพื่อสมาชิกจะได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นไปพร้อมกันในคราวเดียวกัน ไม่ใช่จบอันนี้แล้วไปถึงระเบียบวาระที่ ๓ ต้องกลับมาพูดอีก จะมีสมาชิกท่านใด เห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่มีจะได้รวบ แล้วก็จะได้เริ่มได้นะครับ มีท่านใด เห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ ในเรื่องถามเรื่องนี้เท่านั้นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการตามนี้นะครับ ถ้าดำเนินการตามนี้ผมต้อง ขออนุญาตก่อนจะถึงท่านอื่น ซึ่งมีชื่ออยู่ข้างบนแล้ว ก็ขึ้นปัายไว้แล้ว
ระเบียบวาระที่ ๓ ญัตติ เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (นายวัชรา หงส์ประภัศร เปึ้นผู้เสนอ) ขออนุญาตเชิญคุณวัชรา หงส์ประภัศร ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคารพ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร สสร. ท่านประธานสภาที่เคารพครับ โดยที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ มาตรา ๒๖ บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้จัดทําคําชี้แจง ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นใหม่นั้นมีความแตกต่างกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ในเรื่องใด พร้อมด้วยเหตุผลในการแก้ไข การบัญญัติดังนี้แม้ไม่ได้ระบุ โดยตรงว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องถือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว เปึนแนวทางหรือแม่แบบในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่ง เปึ้นฉบับที่ ๑๘ ก็ตาม แต่ก็เห็นได้ถึงเจตนารมณ์ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทางหรือแม่แบบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะได้บัญญัติไว้ว่า เมื่อใดที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่างไปจากรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๐ ต้องระบุและให้เหตุผลให้แจ้งชัด ประกอบกับรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวได้กำหนดให้ระยะเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้สั้นมาก และยัง บังคับให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ด้วย ประการสำคัญคือต้อง ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นั้น ฉะนั้นจึงน่าจะเปึ้นที่ยุติได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อันเปึ้นฉบับที่ ๑๘ ต้องใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทางหรือแม่แบบ แต่ทั้งนี้มิได้ หมายความว่าในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะให้ยกหรือคัดลอกรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๔๐ มาทั้งฉบับ หากแต่นำเค้าโครงมาใช้และปรับแก้ไขส่วนเนื้อหา ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเหตุผลในปัจจุบัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ คือฉบับที่ ๑๘ ทำเปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในลักษณะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั่นเอง แต่เรียกว่าทำฉบับใหม่ เพราะฉบับที่ ๑๖ ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ดังตัวอย่างในประวัติศาสตร์ก็เคยมีคือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ใช้แก้ไขฉบับป้ ๒๔๗๕ และได้ใช้ชื่อเรียกเปึ้นที่ชัดเจนเช่นนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอประทาน กราบเรียนเพิ่มเติมว่าในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ในแรกเริ่มการพิจารณาร่าง ตลอดจนบัดนี้ไม่มีมติถึงหลักการ เหตุผล วัตถุประสงค์ หรือความคาดหวังไว้แต่อย่างใด ทําให้ไม่อาจล่วงรู้ถึงเจตนารมณ์ของการร่าง หรือการทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันเปึน หัวใจของการออกกฎหมาย ความคิดดี ๆ ในโลกนี้มีมาก แต่เปึนการเหมาะสมแค่ไหนที่จะ นำมาบรรจุระบุไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเปึ้นเรื่องที่จะต้องพิเคราะห์ และจะต้องดูเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ๆ เปึนหลัก การทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผิดกับการทํารัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๖ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ปรากฏตามหมายเหตุท้ายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔ ฉบับแก้ไขฉบับที่ ๖ ป้ ๒๕๓๙ ซึ่งบัญญัติว่าให้ทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ทั้งฉบับ ๑. เพื่อเปึนพื้นฐานที่สำคัญในการปฏิรูปการเมือง ๒. เพื่อปรับปรุงโครงสร้าง ทางการเมืองขึ้นใหม่ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ ๓. เพื่อเป่ดโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุมัติรัฐธรรมนูญโดยการออกเสียงประชามติได้ด้วย ทั้งนี้ยังคงรักษาระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขไว้ตลอดไป นอกจากนั้นปรากฏตามคำปรารภ์ในพระบรมราชโองการให้ใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ พ.ศ. ๒๕๔๐ มีสาระสำคัญความว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๑. เปึนการส่งเสริมและ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ๒. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง หรือตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเพิ่มขึ้น ๓. เพื่อปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มี เสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยได้คํานึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเปึน สำคัญ ตามที่กระผมกราบเรียนนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ฉะนั้นในการทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้ เมื่อถือเอารัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖ เปึ้นแนวทางหรือแม่แบบแล้ว ก็ถือได้ว่า ได้ถือเอาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ มาเปึนหลักไปในตัวด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ไป ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้สมตามเจตนารมณ์ โดยครบถ้วน กล่าวคือรัฐมีเสถียรภาพ แต่การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐไม่มี ประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้เกิดผลเสียหายแก่ประเทศชาติมากมายมหาศาล อันเปึ้นที่ ทราบกันดีอยู่แล้ว อันสรุปได้ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีส่วนที่พอใจอยู่ส่วนหนึ่ง และมีส่วนที่ต้องแก้ไข ดังนั้นในการทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องค้นหาว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มีจุดอ่อน จุดแข็งตรงไหน แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมตรงตาม เจตนารมณ์ของการทํารัฐธรรมนูญต่อไป รวมทั้งการเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาดอยู่ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้ากระทำได้ดังนี้ ก็สมความคาดหวังของประชาชน และไม่ก่อให้เกิดความสับสน กระผมไม่ได้กล่าวหาว่า ความคิดของท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ไม่สมควรนะครับ หากแต่ที่กระผมได้กราบเรียนมา ก็เพราะความคิดดี ๆ ของท่านนั้นบางส่วนก็สมควรที่จะบรรจุลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บางส่วนก็คงที่จะละเว้นไว้ก่อน กระผมใคร่ขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่าขณะนี้ประชาชน สับสนอยู่ ๒ ประการคือ
ประการที่ ๑ เจตนารมณ์อย่างไร ซึ่งถ้าถือรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖ คือ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทางหรือแม่แบบ ก็จะคล้ายความสับสนลงไปได้ว่าการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีเจตนารมณ์อย่างเดียวกับรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐
ในประการที่ ๒ การที่กรรมาธิการยกร่างฯ บางท่านออกมาให้สัมภาษณ์ ทางสื่อหลาย ๆ ครั้งว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่แตกต่างไปจากเดิมนั้น จริง ๆ แล้วเปึน อย่างไร เปึนที่สงสัยหรือสับสนของประชาชนเปึนอย่างมาก คือถ้าได้มีมติให้ชัดว่า ถือรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทางหรือแม่แบบ ประชาชนเขาจะได้ทราบว่ายังไม่มี ข้อยุติ เพราะเมื่อมีความเห็นของกรรมาธิการยกร่างฯ แตกต่างไปจากเดิม จะต้องชี้แจง เหตุผลที่แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ และต้องฟังประชาชนด้วย ยังไม่ยุติ ตามนั้น ซึ่งประการนี้ทําให้กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนฯ ทํางานด้วย ความยากลำบาก เพราะขณะนี้ประชาชนสับสนมาก ประชาชนส่วนหนึ่งไม่มาให้ ความคิดเห็นเพราะเข้าใจว่าไม่เปึนผลแล้ว เพราะความคิดเห็นไม่เปึนประโยชน์เนื่องจาก ยุติไปแล้ว กระผมจึงจําเปึ้นเสนอญัตติว่าในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ต้องยึดถือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทางหรือแม่แบบ แล้วแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสม สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ถ้าจะอภิปรายที่ขึ้นไว้นี่ครับ ต้องอภิปรายในประเด็นที่ท่านวัชราเสนอไว้ก่อนนะครับ และ เดี๋ยวผมเข้าใจว่าทางกรรมาธิการจะได้ชี้แจง แล้วถ้าพอถึงใครที่จะลงรายละเอียดนะครับ ถึงตอนนั้นผมต้องเรียนว่าต้องทีละกรอบ ไม่อย่างนั้น ๓ กรอบเดี๋ยวพันกันนะครับ ตอนนี้ อย่าเพิ่งไปลงรายละเอียดนะครับ เอาประเด็นที่ท่านวัชราพูดเสียก่อน ทีนี้ขึ้นเอาไว้นี่ ผมต้องเอาตามที่ผมเรียนท่านแล้ว ถ้าท่านไม่อภิปรายในนี้ท่านก็จะขอผ่านไปก่อน ที่ขึ้นไว้ จะเริ่มต้นด้วย ท่าน สสร. มนูญศรี ตามด้วยท่าน สสร. โอกาส และท่าน สสร. เจิมศักดิ์ ที่นั่นไว้แล้ว ขอตามนี้ก่อน แต่ว่าเอาเรื่องทั่วไปที่ท่านวัชราถามคณะกรรมาธิการ แล้วถ้า อยู่ในประเด็นนี้ก็ได้ ส่วนท่านที่ต้องการลงในรายละเอียดนะครับ เดี๋ยวก็จะแยกแล้วก็ จะต้องเปึนกรอบ ๆ ไปนะครับ เอาเรื่องที่ท่านวัชราเสนอ แล้วถ้าจะตามด้วยเรื่องนี้เดี๋ยวจะ ได้ให้ทางคณะกรรมาธิการตอบ เชิญท่านมนูญศรี จะต่อด้วยเรื่องนี้ แล้วจะลงรายละเอียด หรือเปล่าครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน สสร. มนูญศรี ภาคเอกชนนะคะ ดิฉันคงจะเข้าไปในเรื่องของรายงานการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะคะท่าน เพราะว่ามีบางข้อความค่ะ ซึ่งดิฉันได้รับเอกสาร เมื่อวันศุกร์แล้วนี่ก็ได้นํามาพิจารณา ก็เห็นว่ามีบางข้อความน่าจะบรรจุเอาไว้ในเรื่องของ แนวทางในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ค่ะ
ขอประทานโทษ ถ้าอย่างนั้นถ้าเอากรอบแรกนะครับ ต้องเอากรอบเรื่องสิทธิ ที่เมื่อกี้ทางท่านกรรมาธิการ ยกร่างฯ เสนอเปึนกรอบแรก จะได้ไม่สับสนกัน แต่ถ้าท่านจะอภิปราย ท่านจะลงเนื้อ นะครับ แต่ถ้ายังเปึ้นเรื่องทั่วไปที่คุณวัชราเสนอญัตติไว้นี่ครับ ผมว่าเอาอันนี้เสียก่อน อย่าเพิ่งไปลงเนื้อครับ เพราะถ้าลงเนื้อแล้วเดี๋ยวทางคนอื่นก็จะพูด ทีนี้ได้ตกลงเอาที่ คุณวัชราเสนอญัตติไว้ก่อน ท่านอยู่ในเรื่องที่คุณวัชราเสนอไว้หรือเปล่าครับ
ไม่ใช่ค่ะ
ไม่ใช่ อย่างนั้นขอ ท่านโอกาสล่ะครับ ในเรื่องทั่วไปที่จะลงเนื้อครับ
คือจริง ๆ แล้วผมอยากจะพูดเรื่องของกรอบที่ ๓ เพราะว่ามันมีองค์กรอันหนึ่งตกหล่นไปอันหนึ่ง
อันนั้นขอเดี๋ยว นะครับ เพราะวันนี้ต้องพูดแน่ เพราะท่านเสนอ ๓ กรอบ และต้องพูดกัน ถ้าพูดรวม ๓ กรอบแล้วมันจะสับสน ต้องทีละกรอบ แสดงว่าท่านยังไม่ได้พูดเรื่องทั่วไป
มันจะเปึนทั่วไปหรือเปล่าครับ
ขอประทานโทษ เรื่องที่ท่านวัชรา พูดเรื่องเดียวกันไหมครับ เพราะท่านกำลังพิจารณาญัตติของท่านวัชรา ผมเข้าใจว่าชื่อเดี๋ยวจะไว้ตามเดิม ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ เรื่องที่ท่านวัชราพูดใช่ไหมครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ผมจะขอพูดในประเด็นญัตติของคุณวัชรานะครับ ก็คือเรื่องทั่วไปและก็เรื่องที่จะใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นกรอบ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยว่าเราคงจะต้องยึดกรอบใดกรอบหนึ่ง เพราะว่าในที่สุดแล้วจะทำให้ การทำงานชัดเจนและก็รวดเร็วขึ้น เพราะว่าถ้าเราสมมุติว่าจะยึดป้ ๒๕๔๐ เปึ้นหลัก ถ้าเราไม่พอใจหรือเราคิดว่าจะต้องแก้ไข ตัดทิ้ง อย่าว่าแต่เปึนมาตราเลย เปึนหมวดเราก็ ทำได้ และขณะเดียวกันจะเติมเปึนมาตรา เติมเปึนหมวดเรื่องใหม่ก็สามารถจะทำได้ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยว่า จะเกิดความรวดเร็วและจะทำให้ชัดเจน ทำให้พวกผมอยากจะ กราบเรียนผ่านไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วย พวกผมจะได้ตามท่านทัน เพราะถ้าท่าน บอกว่าท่านจะไปอะไรก็ไม่รู้ ท่านอาจจะยกใหม่ทั้งหมด ผมตามไม่ทันเลย แล้วเรามีเวลา น้อยมาก พอถึงเวลาท่านร่างเสร็จพวกผมต้องแปรญัตติ ผมจะแปรกันอย่างไร และผม จะตามท่านไม่ทันเลย แต่ถ้าท่านบอกเสียว่าท่านจะเอาฉบับไหนเปึ้นกรอบ เช่น เอาป้ ๒๕๔๐ เปึนกรอบ ท่านจะแก้ไขปรับปรุงผมยังพอเห็นกรอบความคิด ของท่านว่าจะเอากันอย่างไร แล้วที่ผมฟังดูวันนี้ทั้ง ๓ กรอบที่ท่านเสนอโดยประธาน ๓ อนุกรรมาธิการ ผมก็คิดว่าผมก็พอมองเห็นร่องร้อย แล้วก็คิดว่าเราคงจะทำงานกันได้ ด้วยดี อันนี้ผมก็ต้องกราบเรียนเห็นด้วยกับคุณวัชรา
ประการที่ ๒ ที่คุณวัชราบอกว่าอยากจะเห็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของ รัฐธรรมนูญถ้าเราจะนําไปฉบับใหม่จะไปอย่างไร ผมขอกราบเรียนด้วยความเปึ้นห่วง นิดหนึ่งว่า ในขณะนี้ผมยังไม่ได้ยินว่าทิศทางรวมจะเปึนอย่างไร ขณะเดียวกันผมเคย แสดงเจตนารมณ์ไว้ส่วนหนึ่งว่า ผมเสนอว่าควรจะลดอํานาจรัฐและก็เพิ่มอํานาจให้ ประชาชน ผมเคยเสนอไว้อย่างนั้น แต่ขณะนี้ผมยังไม่เห็นทั้งหมด แต่ว่าเท่าที่ผมฟัง สุ้มเสียงของท่านทั้งหลายที่พูดมาตั้งแต่เช้า ๓ ท่าน รวมทั้งท่านประธานด้วย ผมเห็น รายละเอียดแล้วผมมีความรู้สึกว่า เรากำลังเพิ่มการมีส่วนร่วมของตุลาการมากขึ้น และลดอํานาจของตัวแทนประชาชนที่มาจากรัฐสภาให้น้อยลง ผมมีความรู้สึกอย่างนั้น จริง ๆ ผมเห็นทิศทางเปึ้นทิศทางในการเพิ่มอำนาจตุลาการที่เข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระ เข้ามาเปึนกรรมการสรรหาฯ เข้ามาตรวจสอบทำโน่นทำนี่มากขึ้น และก็ลดอำนาจจาก วุฒิสภา อํานาจจากรัฐสภาให้น้อยลง ผมถามว่าอย่างนี้เปึนเจตนารมณ์ที่เราคิดว่า ใช่หรือเปล่า ผมคิดว่าต้องดูกันตรงนี้ด้วย บางทีเราอาจจะลดอํานาจรัฐ ซึ่งหมายความว่า อย่างไรลดอํานาจรัฐ อาจจะลดอํานาจบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วไปได้อํานาจรัฐ อาจจะต้องลดอำนาจราชการ และไปเพิ่มการเมืองภาคประชาชนเพิ่มขึ้น ถ้าภาพรวม กรอบใหญ่ ๆ เปึนอย่างนี้ ก็เปึ้นทางหนึ่ง กระผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเอง ชื่นชมตุลาการนะครับ ผมต้องเรียนตรง ๆ และที่ผ่านมาบรรพบุรุษ บุพชนทางด้าน ตุลาการนั้นได้กระทำไว้น่าชื่นชมยิ่ง ทำให้พวกเรานั้นมองเห็นว่าตุลาการเปึ้นที่พึ่งได้ และผมก็เชื่อเช่นนั้นจริง ๆ ว่าเปึ้นที่พึ่งได้ แต่ท่านประธานครับ ถ้าดูโครงสร้างของ รัฐธรรมนูญผมหวังจะใช้ยาวนะครับ ผมไม่ได้หวังจะใช้สั้น ๆ แล้วเราก็จะต้องร่างกันใหม่ โครงสร้างของฝ์ายตุลาการเปึนโครงสร้างที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนเลย ในวงการตุลาการประกอบไปด้วยนักกฎหมายที่จบนิติศาสตร์และก็จบเนติบัณฑิต จำนวนประมาณสี่พันกว่าคน ปัจจุบันนี้คุณภาพค่อนข้างดี ดีกว่าฝ์ายที่มาจากการ เลือกตั้งมากมาย ดีกว่าข้าราชการทั่วไปมากมาย แต่ท่านประธานครับ เราจะสร้างไว้ใน รัฐธรรมนูญที่เราจะเพิ่มอํานาจตุลาการ ผมก็เห็นด้วยว่าควรจะเพิ่มอํานาจตุลาการเข้าไป ดูแลอย่างอื่นมากขึ้น เพราะเขาทําได้ดีจริง ๆ แต่ถึงกับมากระดับไหนนี่ ผมว่าต้องคิด ให้หนัก และเราควรจะสร้างระบบให้ตุลาการนั้นมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้นไหม ควรที่จะให้อำนาจของภาคประชาชนในการตรวจสอบตุลาการเพิ่มมากขึ้นไหม จะได้ค้าน และดุลกัน ถ้าไม่อย่างนั้นท่านประธานก็จะเห็นว่าตุลาการคือกลุ่มคนสี่ห้าพันคน แล้วก็ สามารถจะตรวจสอบคนอื่น สามารถจะแต่งตั้งคนอื่นได้อย่างมากมาย นี่คือภาพรวม นะครับท่านประธาน อยู่ในกรอบเจตนารมณ์ที่พูดกันเมื่อสักครู่นี้ ผมเหลือประเด็นสั้น ๆ อีกนิดเดียว ผมไม่ลงรายละเอียดหรอกครับ
อย่าเพิ่งไป ลงรายละเอียดท่าน
รองศาตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง : ผมไม่ลงแน่นอน คุณวัชราได้พูดถึง ประเด็นหนึ่งที่น่าฟังนะครับ ผมเองก็ถูกคำถามนี้มาก ผมไปต่างจังหวัด ท่านก็รู้ว่าระยะนี้ ผมไม่ค่อยได้อยู่กรุงเทพฯ วิ่งรอกอยู่จังหวัดต่าง ๆ แล้วก็ได้พบว่าประชาชนทุกแห่ง ไม่ใช่ แห่งเดียวนะครับ คราวที่แล้วผมเรียนไปแห่งเดียว ผมไปเชียงใหม่ก็โดน ไปที่อื่นก็ โดน เขาถามว่ามาฟังเขานี่จริงใจหรือเปล่า ที่เชียงใหม่โดนถามท่านผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ผมก็ โดนถาม แล้วผมก็แก้ตัวโดยการอธิบายแทนกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้งหมดจริง ๆ ในห้องนี้ นั่งกันอยู่หลายคน ที่ผมอธิบาย ผมพยายามจะอธิบายว่าเราต้องการฟังประชาชนจริง ๆ แต่เนื่องจากเงื่อนไข ๑๘๐ วัน มันมีจำกัด กรรมาธิการยกร่างฯ ในขณะนี้เขาก็ต้องสร้าง กรอบและเขาก็ถกกันไป ถกกันไปโดยที่จะมีประเด็นเตรียมไว้สำหรับแก้ไขได้เมื่อเรารับฟัง จากประชาชนเข้ามา แล้วก็จะต้องปรับปรุงแก้ไขแน่นอน ผมพูดเต็มปากเต็มคำหมดเลย แต่ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ผมฟังแล้วผมมีความใจหายอยู่นิด ผมได้ฟังท่านพูดว่า บัดนี้มีกรรมาธิการเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยที่สงวนคําแปรญัตติไว้แล้ว ผมจะอธิบายเขาอย่างไรต่อไปนี้ ผมพบนะครับ โดยเฉพาะในกรอบเรื่อง สส. นี่เยอะเลย ที่บอกว่ามีคนขอแปรญัตติ ขอสงวนไว้ และท่านใช้คำว่า มีเสียงข้างน้อย ด้วยนะครับ การได้มาท่านก็พูดและก็บอกว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าอย่างนี้ เสียงข้างน้อย ยังบอกว่าควรจะเลือกโดยตรง วุฒิสภาใช่ไหมครับ และก็มีหลายจุดเลยที่ผมจดไว้มีเสียง ข้างมาก เสียงข้างน้อยนะครับ ท่านไม่ให้ผมลงรายละเอียด แต่ว่านี่คือหลักที่คุณวัชรา ได้พูด เพราะฉะนั้นกรุณาอธิบายตรงนี้ด้วยได้ไหมครับว่าที่ท่านพูดไปเมื่อสักครู่นี้เสียงข้าง น้อยมันไม่ตรงกับที่ผมเข้าใจ คือถ้าเสียงข้างน้อยแปลว่าท่านมีมติแล้ว เสียงข้างมาก จะเอาอย่างนี้ เสียงข้างน้อยผมคุ้นกับระบบสภานะครับ ไม่ใช่ผมพูดโดยผมไม่รู้เรื่อง เสียงข้างน้อยในกรรมาธิการก็จะสงวนไว้และมาสู้ในสภาใหญ่ร่วมกับพวกผม ตกลงตรงนี้ ไม่ใช่ ใช่ไหมครับ หวังว่าไม่ใช่นะครับ หวังว่าท่านต้องอธิบาย เพราะตอนนี้เราถ่ายทอด ออกไป ถ้าคนที่เข้าใจ คนเคยเปึน สส. สว. หรือคนที่เข้าใจระบบรัฐสภาดี พอบอก กรรมาธิการบัดนี้เสียงข้างมากเปึนอย่างนี้ เสียงข้างน้อยเปึ้นอีกอย่างหนึ่ง และสงวนไว้ ท่านใช้คำนั้นเป็ะเลย มันก็จะมีความหมายทันทีว่า บัดนี้กรรมาธิการมีมติเรียบร้อย ถ้าเปึ้นเช่นนั้น เหลือแต่ค่อยแปรญัตติและผู้ที่สงวนก็มาสู้กันในสภาใหญ่แห่งนี้ ถ้าแบบนั้น ผมจะอธิบายประชาชนเขาไม่ได้เลย ผมจะเปึนหนังหน้าไฟท่านทันทีเลยว่าผมจะอธิบาย อย่างไร เขาต้องถามว่า แล้วอย่างนั้นอาจารย์เจิมศักดิ์กับคณะทั้งหลายเดินสายมา ทําไมครับ เสียเงินเสียทองด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้หวังว่าท่านพูดผิด หรือใช้คําผิด หรือผม ฟังผิด หรือความจริงไม่ใช่เช่นนั้น กรุณาชี้แจงตรงนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวกรรมาธิการ คงชี้แจงนะครับ เมื่อกี้ท่านที่ชี้แจงในนามกรรมาธิการเปึนประธานอนุกรรมาธิการนะครับ ขอให้อยู่ในเรื่อง จะขอชี้แจงเลยใช่ไหมครับ เชิญครับท่าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม จรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๒ นะครับ เราถือตัว ว่าคณะอนุกรรมาธิการนี้ยังไม่ได้เปึนตัวที่จะบอกข้อยุติของการยกร่างฯ นะครับ นี่เปึน อนุกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็มอบหมายให้ ๓ กลุ่มเล็ก ๆ นี่ไปดูสิว่าจะมีประเด็นอะไรที่อยากจะปรับปรุงแก้ไขให้แตกต่างไปจาก รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ บ้าง แล้วทางคณะอนุกรรมาธิการนี้ก็ไปดูว่าประเด็นเหล่านี้อะไรที่ เห็นตรงกันหมดก็นํามาเรียนท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ประเด็นไหนที่เห็นไม่ตรงกัน มีฝ์ายไหนข้างมาก ฝ์ายไหนข้างน้อย ก็นํามาเรียนท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ แล้ว คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ท่านจะลงมติรวมของท่านใช่ไหมครับ ท่านอาจจะไม่เอาด้วย เลยกับข้อเสนอที่เปึ้นเอกฉันท์ของคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ ท่านอาจจะเอาด้วยกับ ความเห็นฝ์ายข้างน้อยของคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ เพราะฉะนั้นระหว่างนี้ยังไม่มีอะไรที่ เปึนข้อยุติของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่จะไปตัดโอกาสการรับฟังเสียงเรียกร้องหรือ ความต้องการข้อเสนอของประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ์าย ตอนนี้ก็เปึนเพียงว่าเปึน กลุ่มการทำงานภายในในกระบวนการของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ครับ ขอบคุณครับ
ผมเรียนถาม ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ จะชี้แจงเรื่องญัตติที่คุณวัชราถามเสียเลยทีเดียวไหมครับ ถ้าเข้าใจตรงกันแล้วจะได้ไปลงรายละเอียดของกรอบต่าง ๆ ว่าอย่างไรครับ จะเอาอย่างไร เชิญครับ
ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพครับ กระผม นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิกนะครับที่ได้กรุณาห่วงใยในเรื่องที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นจะไม่ยึดหลัก รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่าเปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่มีข้อความเรื่องราวต่าง ๆ นั้นเปึนประโยชน์ต่อสังคมส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ทุกคนยอมรับในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ กระผมขอกราบเรียนว่าข้อห่วงใยของท่านนั้นความจริงแล้วในการ พิจารณายกร่างของคณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯ กรอบต่าง ๆ นั้น ได้คำนึงถึงเรื่องที่ท่าน ห่วงใยนี้อยู่โดยตลอด แล้วก็ยังคำนึงกว้างไกลไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณี การปฏิบัติ หรือวัฒนธรรมในทางการเมืองจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่แล้วมาด้วย เราได้ เปรียบเทียบหลายต่อหลายฉบับ แต่อย่างไรก็ตามฉบับป้ ๒๕๔๐ ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ป้ ๒๕๔๙ นี้ได้บอกเอาไว้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเมื่อร่างเสร็จแล้วถ้ามี เรื่องใดที่จะต้องแตกต่างไปจากร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ก็จะต้องมีเหตุผลชี้แจงได้ ว่าข้อดี ข้อเสียเปึนอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ ไม่น่าที่จะเข้าใจผิดว่า เราจะไม่มามองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ มองครับและนำมาพิจารณาด้วยครับ เพราะว่า เราต้องเปรียบเทียบให้เห็นในข้อแตกต่างในบางเรื่องบางราวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึงแม้ไม่เขียนชัดเจนว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องยึดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ เปึ้นหลัก แม้ไม่เขียนอย่างนั้น แต่ข้อความที่จะต้องชี้แจงเหตุผลว่าดีและไม่ดี หรือมีเหตุผลอย่างไรถึงร่างแตกต่างไปจากเรื่องราวบางประการใน พ.ศ. ๒๕๕๐ อันนี้ก็ อนุโลมกันได้นะครับว่าให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ กระผมก็ขอ กราบเรียนในหลักการอย่างนี้และก็ขอโอกาสนี้ขอบพระคุณท่านสมาชิกที่หยิบยกเรื่องนี้ ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ และก็ขอกราบเรียนว่า คณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯ แต่ละกรอบนั้นได้ทำงานอย่างพิถีพิถั่น พร้อม ๆ กับรับฟัง เสียงข้างนอกตลอดเวลาในขณะที่ร่างนะครับ และทุกสิ่งทุกอย่างถึงแม้ว่าจะบอกว่าเปึน เสียงข้างน้อย เสียงข้างมากอะไรต่าง ๆ อันนั้นมันเปึ้นเรื่องภายในเฉพาะของคณะ อนุกรรมาธิการยกร่างฯ แต่ละกรอบที่จะต้องมาเสนอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งคณะอีกหนหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างผมได้กราบเรียนในตอนต้นที่ได้ชี้แจงในตอนต้นแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่มีข้อยุติ และเราเป่ดรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเปึนสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ภาคส่วนทางราชการหรือภาคส่วนของประชาชนที่แตกต่างกันหลายกลุ่ม หลายอาชีพ ไม่ได้ป่ดกั้นนะครับ ยังทำงานกันอยู่พร้อม ๆ กันไปกับการทำงานของคณะ อนุกรรมาธิการยกร่างฯ แต่ละกรอบ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานและ ขอขอบพระคุณนะครับ
มีสมาชิกเตรียม จะขอไว้มีท่านพิเชียร์กับท่านจุตินันท์ ขอเปึนเรื่องทั่วไป เรื่องนี้ต่อญัตตินะครับ สั้น ๆ เพราะเดี๋ยวจะได้เข้าไปสู่กรอบสักที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ นะครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และท่านผู้ที่กำลัง รับฟังรับชมการอภิปรายของ สสร. ในเช้าวันนี้นะครับ ตามร่างญัตติที่เพื่อนสมาชิก ท่านหนึ่ง คือท่านวัชรา หงส์ประภัศร ได้กรุณานำเสนอต่อที่ประชุม ขอเสนอญัตติการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ลงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ มีเนื้อหาสาระใจความ ต้องการ ให้อยู่ในวรรคสามของจดหมายที่บอกว่าในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องยึดถือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปึนแนวทางหรือแม่แบบแล้ว แก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าตรงนี้เปึนสาระสําคัญนะครับท่านประธาน แล้วก็ควรจะมีการเป่ดให้อภิปรายกัน อย่างกว้างขวางนะครับ คือโดยส่วนตัวแล้วกระผมเองนั้นก็เห็นคล้าย ๆ กับท่านทั้งหลายนี้ ละครับว่าเราควรจะนํารัฐธรรมนูญ ป้พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาประกอบในการพิจารณา ยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นี้นะครับ ผมก็มิได้เห็นแตกต่างจากท่านทั้งหลายในหลักการ ทั่วไป แต่สิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมและก็อยากจะเสนอแนะก็คือว่าถ้าเรามากำหนดตาม ร่างญัตติของท่านวัชรา เช่นนี้มันจะเปึนการบีบกรอบมากจนเกินไป กระผมอยากจะให้ การร่างรัฐธรรมนูญ ป้พุทธศักราช ๒๕๕๐ ครั้งนี้เปึ้นร่างรัฐธรรมนูญที่เป่ดโอกาสให้พี่น้อง ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีโอกาสในการเข้าร่วม ทั้งในเรื่องของกระบวนการร่างแล้วก็ ทั้งในเรื่องของเนื้อหาสาระของร่างให้มากที่สุดเท่าที่จะเปึ้นไปได้ จริงอยู่แม้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ นั้น โดยทั่วไปจะดูว่าเปึนรัฐธรรมนูญที่ดีนะครับ แต่ท่านทั้งหลายก็ต้องตระหนักและก็ต้องยอมรับในระดับหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นมีจุดอ่อนที่สำคัญหลายประการ และเปึนจุดอ่อนที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองตามมาในช่วงสองสามป้ที่ผ่านมานี้ นั่นก็คือการเป่ดโอกาสให้ฝ์ายบริหารนั้น คือรัฐบาลมีอํานาจมากเหลือเกิน มากจนน่ากลัว ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ ถ้าหากเราจะไปยึดแบบอย่างเปึนแนวทาง ผมคิดว่า พอได้นะครับ แต่ว่าถ้าถึงขั้นจะให้เปึนแม่แบบเลย กระผมคิดว่าผมกลัวครับ ผมเรียน ตามตรง ผมกลัวว่าการที่อํานาจของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มันมีมากจน อาจจะก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาในอนาคตได้อีก ดังนั้นจะเปึ้นไปได้ไหมว่าเราเขียน ว่าเปึนแนวทางก็พอ แต่ว่าถึงขั้นที่จะเปึนแม่แบบเลย อันนี้ผมคิดว่าจะยังมีพี่น้อง ประชาชนในหลายส่วนที่อาจจะยังไม่เห็นด้วย เพราะว่าเขามีความรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั่นแหละ ที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงสองสามป้ที่ผ่านมา นี่เปึ้น ประการที่ ๑ นะครับ แต่ว่าในวรรคสองที่ท่านได้กล่าวถึงว่าการแสดงความคิดเห็นของ พี่น้องประชาชน ขณะนี้อาจจะดำเนินไปไม่เต็มที่ เพราะว่าส่วนหนึ่งท่านบอกว่าทาง กรรมาธิการยกร่างฯ มีการเสนอแนะแล้วก็มีการให้ข่าวหนังสือพิมพ์ค่อนข้างจะมาก จนทําให้ผู้คนรู้สึกสับสนนะครับว่า ความคิดของตนอาจจะไม่เปึ้นประโยชน์อีกต่อไปแล้ว ตรงนี้กระผมคิดว่าน่ารับฟังยิ่งครับท่านประธาน และกระผมอยากจะขออนุญาตเรียน ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓๕ ท่านนะครับว่าความรู้สึกนี้มีอยู่จริง ในหมู่พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่พวกเราได้ออกไปรับฟังความคิดเห็น ดังที่ท่าน อาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ ดังนั้น ท่านจะทําอย่างไรที่จะทําให้การยกร่างของ ท่าน ซึ่งท่านประธานประสงค์ แล้วก็หลายท่านได้กรุณาชี้แจงแล้วนะครับว่าท่านยังไม่เปึ้น ที่ยุติ ตรงนี้ผมคิดว่าท่านจะทําอย่างไรที่จะทําให้พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศได้มั่นใจ ในส่วนนี้ว่าข้อคิดเห็นของเขาที่ได้เสนอผ่านมาในทุกทาง ท่านทั้งหลายจะนำไปประกอบ ในการพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิจารณานัดสุดท้ายที่ท่านจะกำหนดออกมา เปึ้นเนื้อหารายมาตรา ตรงนั้นสำคัญยิ่ง และนอกจากนั้นที่มีข่าวว่าท่านจะไปประชุมกัน แบบเข้าแคม่ปี (Camp) ในวันที่ ๕ ถึง ๑๐ มีนาคม เดือนหน้าที่จะถึงนี้ ก็มีหลายส่วนได้ กรุณาซักถามผมมาว่าการไปป่ดแคมปีอย่างนั้นจะเฉพาะ ๓๕ ท่านนี้หรือไม่ หรือว่า สสร. ท่านอื่นจะมีโอกาสเข้าไปร่วมรับฟังหรือร่วมเสนอแนะแสดงความคิดเห็นได้หรือไม่ นี่คือส่วนหนึ่ง แล้วก็แม้กระทั่งพี่น้องประชาชนบางส่วน หรือจากกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่ อยากจะเข้าไปสังเกตการณ์ หรือรับฟังการพิจารณาระหว่างวันที่ ๕ ถึง ๑๐ มีนาคมนั้น ท่านอนุญาตหรือไม่ ตรงนี้ก็ขออนุญาตเรียนสอบถาม เพราะว่าเปึ้นสิ่งที่พี่น้องประชาชน สอบถามมามาก ในส่วนของกระผมนั้นนะครับ กระผมคิดว่าผมได้ดูในรัฐธรรมนูญ ชั่วคราวนะครับ ในมาตราต่าง ๆ ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนครับ ท่านประธาน โดยได้เขียนไว้ ตั้งแต่ในมาตรา ๑๙ นะครับ มาตรา ๑๙ เขียนไว้ว่า ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตรงนี้เขียนไว้ ชัดนะครับในมาตรา ๑๙ ว่า เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ เพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ นี่มาตราที่ ๑ นะครับ คือมาตรา ๑๙ แล้วก็ถัดมาในมาตราที่ ๒๕ ครับ ในการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น คณะหนึ่ง ตรงนี้ในมาตรา ๒๕ ก็เขียนไว้ชัดเจนอีกว่า ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นนี่คือมาตราที่ ๒ และมาตราที่ ๓ ในมาตรา ๒๖ ก็ได้เขียนไว้นะครับว่า เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้จัดทำคำชี้แจงว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความแตกต่างกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในเรื่องใดพร้อมด้วยเหตุผล ตรงนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วนะครับว่า ให้จัดทำร่างใหม่ แล้วก็ในมาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าจัดทําร่าง รัฐธรรมนูญ รวมทั้งมาตรา ๓๐ ด้วย ได้ระบุไว้ต่างกรรมต่างวาระมากมายเช่นนี้ ถ้าเผื่อเรา ไปแก้ไขว่าให้เสมือนหนึ่งว่าเปึนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้วไซร้ กระผมคิดว่า อาจจะมีปัญหาในข้อกฎหมายได้ครับท่านประธาน ดังนั้นกระผมจึงคิดว่าร่างญัตติของ ท่านวัชรานี้มีประโยชน์ แต่ว่าควรเขียนไว้ว่าให้ยึด ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทาง ถ้าอย่างนี้ก็คิด ว่าพอรับได้ แต่ว่าถ้าจะให้ยึดเปึนต้นแบบเลยนี่เกรงว่าอาจจะมีการคัดค้านกันขึ้นมาได้ โดยส่วนตัวกระผมเคารพความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอญัตติมา แต่กระผม คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นยังมีข้อบกพร่อง มีจุดอ่อนหลายประการ ซึ่งอันนี้ ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเราต้องมานั่งร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น กระผมจึงคิดว่าขอให้เปึ้นแนวทางก็พอครับ ขอบพระคุณมากครับ
เดี๋ยวเวลาพูด พูดกับประธาน จะฝากอะไรก็ฝากทางประธานไปถึงกรรมาธิการนิดหนึ่ง เชิญท่านต่อไป ครับ ในเรื่องทั่วไปท่านจุตินันท์ เรื่องญัตติของคุณวัชรา คุณจุตินันท์ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี สสร. อย่างแรกก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ ที่ช่วย สังเคราะห์และสกัดประเด็นสําคัญนะครับ แล้วนํามาเสนอสู่พวกเราในสภาวันนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมก็เข้าใจว่าเปึ้นส่วนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมมีประเด็น สั้น ๆ ที่อยากจะฝากให้ท่านนะครับ คือโดยส่วนตัวจากที่รับฟังทั้ง ๓ กรอบ หนึ่ง สอง สาม นี้นะครับถือว่าเพิ่มผลประโยชน์ให้กับประชาชนโดยตรงและอย่างชัดเจน ประชาชน สามารถสัมผัสได้ แต่ประเด็นที่ผมเปึนห่วงก็คือส่วนหนึ่งของกรอบที่ ๒ ซึ่งมีประเด็น ละเอียดอ่อนและเกรงว่าจะกระเทือนคนส่วนมาก ซึ่งอาจจะยังขาดความเข้าใจในประเด็น นี้ ถึงแม้ว่าประเด็นที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ กรอบ ๒ เสนอมาอาจจะเปึ้นสิ่งที่ดี ผมเกรงว่าถ้าเผื่อประชาชนไม่เข้าใจจะทำให้ประเด็นที่ดี ๆ ทั้งหมดที่เสนอมาทั้งกรอบ หนึ่ง สอง สาม จะไม่เปึ้นที่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่ผ่านประชามติ จริง ๆ แล้วหน้าที่ ภารกิจสำคัญของ สสร. พวกเรานี้ไม่ใช่แค่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่ควรจะดีขึ้น ดียิ่งกว่า ป้ ๒๕๔๐ แต่อย่างไรจะต้องให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทําประชามตินะครับ ผมก็เลยอยากจะขอฝากทุก ๆ ท่านในที่นี้ว่า อย่างไรเสียอยากให้รับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน และนำมาพิจารณาอย่างละเอียดและถี่ถ้วนนะครับ และกรุณาคำนึงถึง ผลกระทบในความสำเร็จของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านเสริมเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่เคารพ กระผม เสริมเกียรติ วรดิษฐ์ สสร. หมายเลข ๐๘๗ กระผมขออนุญาตชื่นชมคณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้ง ๓ คณะ ที่ได้ทำการบ้าน แล้วก็ พยายามเสนอแนวทาง รวมทั้งประเด็นต่าง ๆ ในการที่จะแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ ยกร่าง ฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่งความเห็นตรงกันหมดครับ ทางท่านวัชราก็ดี ท่านเมื่อกี้ที่ อภิปรายก็ดี ความเห็นไม่ได้ขัดแย้งกัน ที่ว่าแนวทางรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นเปึ้น แนวทางที่คณะ สสร. จะต้องยกร่าง แต่ว่ามิได้หมายความว่าจะต้องเปึนแม่แบบ เอาเปึน เพียงแนวทางซึ่งถ้าส่วนใดไม่ดีก็ต้องปรับแก้ ส่วนใดขาดหายไปก็ต้องเพิ่มเติม ส่วนใดที่ มันมากเกินไปเปึนลูกก็ต้องตัดออกอย่างที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกรรมาธิการวิชาได้ กล่าวถึงในเรื่องกฎหมาย วิอาญา เอามาใส่ในรัฐธรรมนูญตั้งเยอะแยะ อันนี้ก็ไม่ควรจะ ไปใส่ โดยเฉพาะ วิอาญา ฉบับที่ ๒๒ ก็แก้ไขไว้เรียบร้อยแล้วในเรื่องการจับ การควบคุม การค้น ไม่น่าต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญ อันนี้เราก็เห็นชอบด้วย แต่สิ่งหนึ่งกระผมขอกราบเรียน ที่ท่านประธานได้บอก สสร. แห่งนี้ว่า ณ เวลานี้ เราควรจะ พิจารณากรอบก่อนว่ากรอบเห็นด้วยกับทางท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ที่วางไว้หรือไม่ กระผมขอกราบเรียนว่าแนวความคิดในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้ หากเรา คิดว่าอะไรที่มันดี อะไรที่ควรจะมีแก้ อะไรที่ควรจะปรับมากประเด็นขึ้น โดยเฉพาะในท้าย ของระเบียบวาระนี้มีถึง ๒๘ ประเด็น และยังอาจจะมีประเด็นอื่น ๆ ที่ทาง คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ยังไม่ได้นำมาเสนอ และยังมีอีกหลายประเด็นที่ประชาชน ต้องการ ซึ่งถ้าหากว่าเราเอาทุกประเด็นเอามาพิจารณาดูแล้วว่า ถ้ายิ่งมากประเด็น โอกาสที่จะประชามติผ่านมันก็ยิ่งน้อยลง อย่างเมื่อกี้ท่าน สสร. ท่านเมื่อกี้ได้พูดถึงเปึน ข้อคิดที่เราจะต้องเอามาพิจารณาว่า ๑ ประเด็น ก็มีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ๒ ประเด็นก็ยิ่งมากขึ้น พอ ๑๐ ประเด็นก็มากขึ้น พอมา ๓๐ ประเด็นยิ่งมากขึ้นอีก เมื่อ มากขึ้นแล้ว โอกาสที่คนจะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมันยิ่งมากขึ้น โอกาสประชามติไม่ผ่าน มันยิ่งสูงขึ้น ผมถึงกราบเรียนว่าประเด็นยิ่งน้อยโอกาสผ่านก็ยิ่งมาก ประเด็นยิ่งมาก โอกาสผ่านก็ยิ่งน้อย ถ้าหากว่าท่านคิดจะแก้ไขปรับปรุงให้มันมากเพื่อจะให้เกิดความ สวยงามดีเลิศยิ่งกว่าฉบับป้ ๒๕๔๐ ทุกแง่ทุกมุม ผมยังคาดการณ์ว่าอนาคตวันที่ ประชามติคงจะต้องมีการหยิบรัฐธรรมนูญในตู้มา ๑ ฉบับ แล้วมาปรับแก้ใช้ ผมคาดเดา อย่างนั้นจริง ๆ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าควรจะกำหนดกรอบของ สสร. โดยเฉพาะกรรมาธิการยกร่างฯ ว่า เราต้องเอารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาดูว่าที่ใช้มานี้มัน เกิดปัญหาวิกฤติอะไรบ้าง ปัญหาที่เด่นชัดควรจะเอามาปรับแก้ ส่วนที่ไม่มีปัญหาควรจะ ปล่อยไปก่อนดีไหม เพื่อให้ประเด็นมันน้อย ประชามติจะได้แตกต่างน้อยลง อย่างเช่น เรื่องที่มันไม่ใช่เปึนปัญหา การเพิ่มอำนาจของตุลาการ ซึ่งท่านเจิมศักดิ์ก็บอกว่าตุลาการมี คุณภาพ ทำประโยชน์สังคม เพิ่มตอนนี้เหมาะไหม การไปลดบทบาทองค์กรอัยการ ไปมีอัยการพิเศษ มีผู้ว่าการแห่งชาติอะไรนี่มันเหมาะไหม ตรงนี้มันไม่เกิดปัญหา ถ้าเราไปแตะทุกอย่างมันต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทำให้ประชามติ มันไม่ผ่านยิ่งขึ้นจริงหรือเปล่า ผมกราบเรียนว่าประเด็นภาพกว้างที่ สสร. เราควรจะไปดู อย่างเช่นว่า เกี่ยวกับเรื่องที่บอกว่าตั้งผู้ว่าการ สตง. มันเกิดปัญหา ควรจะทำอย่างไร ในเรื่องที่ตั้งคณะกรรมการ ปปช. ๑๘ ล้าออกไป ๑ เหลือ ๑๗ เกิดปัญหาจะทำอย่างไร ในเรื่องที่เลือก สส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน เกิดลาออก ๑ คน ไม่ครบ ๕๐๐ จะเป่ดสภา ไม่ได้จะทำอย่างไร ในเรื่องที่ควรจะมี สว. หรือไม่ สว. นี่บอกว่าให้แนะนําตัวได้ ให้หาเสียง ไม่ได้ มันขัดหลักธรรมชาติของมนุษย์ไหม การเลือกตั้งเมื่อแนะนำตัว ก็ต้องบอกว่าให้เลือกผม ถ้าบอกเลือกผมแล้วผิดควรมีหรือไม่ หรือควรที่จะเห็นว่า ปัญหามันเกิดขึ้น ควรจะเปึน สว. โดยแต่งตั้ง ถ้าแต่งตั้งเกิน ๑ สมัย มันก็มีการผูกพัน เพื่อตอบแทนคนแต่งตั้งก็ต้องมีใบสั่งมา สว. ได้ ควรจะ ๑ สมัยไหม อันนี้คือภาพกว้าง ต่าง ๆ ซึ่งท่านวัชราพูดถูกต้อง ถ้าหากว่าเราเอาฉบับป้ ๒๕๔๐ มาเปึ้นแนวทางแก้ไข โดยขอความกรุณาท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าไปดูในมาตราในหมวดของท่าน มี ๑๒ หมวด แบ่งคณะออกไปว่าคณะละกี่หมวด แล้วก็ไปดูว่าแต่ละหมวดมีมาตราใด ที่ทำให้เกิดเกม (Game) การเมืองหรือทำให้เกิดปัญหา ทำให้เกิดทางตันว่าจะเดินหน้า หรือถ้อยหลังไม่ได้ อย่างนี้จะทำอย่างไร อย่าไปใช้มาตรา ๗ มาตรา ๗ มันเปึ้นบทบัญญัติ ซึ่งกว้างขวางเกินไป ไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ ในกรณีที่ว่า สส. ไม่ครบ ๕๐๐ ควรจะเป่ด ได้ไหม ควรจะให้องค์กรใดกำหนดไปเลย เช่นว่าองค์กรที่มีอยู่แล้วไม่ต้องไปเพิ่มบุคลากร ไม่ต้องไปเพิ่มงบประมาณ อย่างเช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ให้บัญญัติในป้ ๒๕๕๐ ไปเลยว่า กรณีที่มีปัญหาใดในการปฏิบัติไม่ว่าเรื่ององค์กรขัดแย้งหรือว่าเกิดทางตันว่าทำได้ เดินหน้าถ้อยหลังไม่ได้ ให้องค์กรนี้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร แล้วคำชี้ขาดเปึ้นที่สุด ซึ่งคำชี้ขาดตรงนี้ให้มันเปึนที่สุดโดยทุกคนก็ต้องยอมรับว่าประชาชนเปึ้นคนตรวจสอบ องค์กร หากองค์กรมีมติในทางที่ขัดหูขัดตา องค์กรนั้นอยู่ไม่ได้หรอกครับ ผมกำลังคิดว่า ๑๘๐ วัน ถ้าท่านจะทำป้ ๒๕๕๐ ให้เลอเลิศประเสริฐศรีเหนือป้ ๒๕๔๐ ผมว่าเปึนไปไม่ได้ เปึ้นไปไม่ได้อย่างแน่นอน สุดท้ายเมื่อยิ่งมากประเด็น ตอนนี้ ๒๘ แล้ว อาจจะเปึน ๔๐ ๕๐ โอกาสประชามติไม่ผ่านยิ่งสูง ผมขอกราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้ว่าน้อยประเด็นเท่าไร โอกาสประชามติผ่านยิ่งมากเท่านั้นครับท่านประธานครับ ขอบคุณมาก
ท่านสมาชิกครับ ผมเข้าใจว่าในญัตติของคุณวัชราได้พูดกันเปึ้นที่เข้าใจแล้วนะครับ แต่ถามว่าเราจะผ่าน ได้ไหม คือทางท่านประธานกรรมาธิการท่านก็ชี้แจงแล้วนะครับ คือญัตติของคุณวัชรา ถามว่าให้ยึดถือเปึ้นแนวทางหรือแม่แบบ ถ้าเกิดให้ยึดถือเปึนแนวทางในการจัดทำเข้าใจ ว่าก็ตรงกันทุกฝ์ายเลย เราจะได้ไม่ต้องอภิปรายในเรื่องทั่วไปตรงนี้ เพราะว่ามีบางท่าน พออภิปรายก็ชักลงไปในรายละเอียดบ้างแล้วนะ ทางกรรมาธิการจะได้ตอบในเรื่องที่เปึน รายละเอียดได้จะได้ไหมครับ ขอให้ยุติในเรื่องญัตตินี้ แล้วญัตตินี้คุณวัชราได้ไหม ว่าเปึ้น แนวทางในการจัดทำ ก็ตรงกับทางที่ท่านประธานทางกรรมาธิการก็ชี้แจงแล้วสั้น ๆ ว่า ได้หรือไม่
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมนายวัชรา หงส์ประภัศร สสร. เรื่องนี้อันที่จริงทางกรรมาธิการยกร่างฯ ได้มีมติไว้ เมื่อการประชุมวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๐ เข้าใจว่าเปึนการประชุมครั้งแรก ใน หน้าสุดท้ายมีข้อความว่า ในการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญจะนำรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาเปึนกรอบในการพิจารณาร่วมกับรัฐธรรมนูญ ฉบับอื่น ๆ กระผมเห็นว่าที่เขียนเอาไว้หรือมีมติเอาไว้นั้น เปึนการลงมติที่กว้างเกินไป ส่วนถ้อยคำที่จะว่าเปึนแนวทางหรือเปึนแม่แบบอันนั้นไม่สำคัญ จะใช้คำว่ากรอบก็ได้ แต่ปัญหามีว่าจะต้องเปึนฉบับเดียว คือ ๒๕๔๐ มาเปึ้นแนวทาง หรือเปึนกรอบ ไม่ใช่ ฉบับนี้และฉบับอื่น เพราะเหตุว่าถ้าระบุไว้เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเปึ้นที่จะต้องระบุหรือ ไม่มีค่าที่จะระบุ อีกอย่างหนึ่งที่ผมเสนอในญัตตินี้นั้นก็เพื่อไปสู่เจตนารมณ์ เพราะว่าการที่ จะใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ นั้น เมื่อเรามาใช้เปึ้นกรอบ เราก็จะได้เจตนารมณ์มาด้วย นั่นก็คือการร่างรัฐธรรมนูญจะได้สมบูรณ์ครับ เพราะถ้าไม่มีเจตนารมณ์แล้วมันขาด จิตวิญญาณ ขาดหัวใจของรัฐธรรมนูญไปครับ ส่วนที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ คือท่านพิเชียร ได้เอ่ยถึงว่าไม่เคยมีแบบอย่างว่ามันเปึนการแก้เปึนการร่างใหม่ ไม่ใช่เปึนการแก้ไข เคยมี แม่แบบ เราเคยใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๔๗๕ มาแล้วเราก็ใช้คําพูดว่าทั้งที่ร่างใหม่ แต่ว่า ก็นำมาแก้ไข แล้วก็เอามาใช้ เคยมีทำเช่นนั้นครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านวัชรา เพราะว่าเมื่อกี้ที่ผมบอกได้ถามกรรมาธิการได้ว่า ที่ท่านเสนอบอกว่ายึดถือรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปึนแนวทางในการจัดทำ ก็จะถามทาง กรรมาธิการ ถ้าตรงกันก็จะได้ผ่านอันนี้ เพราะผมเข้าใจว่าวันนี้สมาชิกจะได้พูดใน รายละเอียด เพราะว่าเวลาอภิปรายมันเข้าไปในรายละเอียดบ้างแล้ว จะได้ไปใน กรอบต่าง ๆ ได้เลย
ประทานโทษครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม เสนอเปึนญัตติ เพราะฉะนั้นจำเปึ้นที่จะต้องมีการลงมติตามข้อบังคับ ขอบพระคุณครับ
ถ้าอย่างนั้น คุณพิเชียร เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ กระผม พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ สสร. หมายเลข ๐๔๕ นะครับ ตามที่ท่าน สสร. วัชรา ได้กรุณาชี้แจงเมื่อสักครู่นี้กระผมถือว่าเปึนสาระสำคัญ ถือว่าเปึนสาระสำคัญยิ่งเลย ทีเดียวข้องการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะว่าท่านได้จําเพาะเจาะจงลงมาเลยนะครับ ว่าจะต้องยึดรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทาง แล้วก็เปึนแม่แบบเท่านั้นนะครับ ซึ่งมี คำว่า เท่านั้น ลงไปด้วย ถ้าเปึนดังนี้กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับท่านประธาน เพราะว่า ๑. จะเปึนการจํากัดกรอบการร่างของพวกเราโดยไม่จําเปึน เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าท่าน ทั้งหลายไปศึกษาดู ท่านจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญหลายฉบับของประเทศไทยมีสาระที่เปึน ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เช่น รัฐธรรมนูญ ป้พุทธศักราช ๒๕๑๗ หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถือเปึ้นรัฐธรรมนูญที่เปึน ประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทยเลยทีเดียว ก็น่าที่จะนำเนื้อหาสาระ มาประกอบในการร่างครั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญเมื่อป้พุทธศักราช ๒๔๗๕ ก็เปึ้นร่าง รัฐธรรมนูญที่ดียิ่งอีกฉบับหนึ่งนะครับ ซึ่งคณะราษฎรได้ร่างขึ้น แล้วก็ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีร่าง รัฐธรรมนูญ ป้พุทธศักราช ๒๔๙๒ ซึ่งก็ได้ร่างขึ้นโดย ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แล้วก็ผู้รู้ อีกหลายท่าน ก็เปึ้นร่างรัฐธรรมนูญที่เปึนประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ในใจของผมเองนี่ กระผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๑๗ ป้ ๒๔๗๕ ป้ ๒๔๙๒ แล้วก็ป้ ๒๕๔๐ ครับ ท่านประธาน ๔ ฉบับนี้สามารถที่จะนำมาบูรณาการ แล้วก็นำมาศึกษาเพื่อประกอบ ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้ และควรยกร่างใหม่เลยครับ อย่าไปแค่ แก้ไขครับ เพราะว่าถ้าแก้ไขมันจะได้เงาร่างของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งก็ยังมีเงาของ สิ่งที่เรามองว่าไปให้อำนาจกับฝ์ายบริหารมากจนเกินไป จนก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ ทางการเมือง ดังนั้นกระผมจึงมีความคิดเห็นว่าถ้าในญัตติของท่านวัชราครั้งนี้ ก็ขอให้ระบุ ให้ชัดไปเลยนะครับว่าถ้าท่านต้องการป้ ๒๕๔๐ ดังที่ว่านี้กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง นะครับ และกระผมอยากจะให้ ถ้าจะเขียนก็เขียนแค่ว่า ป้ ๒๕๔๐ เปึนแนวทาง เท่านั้น ก็พอ ให้ตัดคำว่า หรือต้นแบบ ออกไปด้วยซ้ำไปนะครับ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง แล้วก็ ชัดเจน และกระผมขอเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านได้อภิปรายในประเด็นนี้ เพราะถือ เปึ้นประเด็นใหญ่ที่สำคัญยิ่ง ท่านประธานเสรีครับ
ขอบพระคุณครับ ผมว่าในประเด็นญัตติของท่านวัชราอภิปรายเฉพาะประเด็น แล้วส่วนรายละเอียดเดี๋ยวท่านก็ได้อภิปรายรอบอื่นนะครับ ญัตติดังกล่าวนี้ ผมไม่แน่ใจว่า รายชื่อที่แจ้งไว้นี้ มีท่านอาจารย์กรรณิการ์ อาจารย์เจริญศักดิ์ ท่านอาจารย์อภิชาติ ท่าน สสร. มนูญศรี ท่านสมเกียรตินี่นะครับ แล้วก็อีกหลายท่าน รายชื่อพวกนี้ในประเด็น ท่านวัชราหรือเปล่าครับ ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวขอข้ามไปก่อนนะครับ เอาเปึนว่าประเด็นของ ท่านวัชราในเรื่องญัตติดังกล่าวมีใครติดใจไหมครับ มีท่านอาจารย์เจริญศักดิ์ ท่านอาจารย์ศรีราชา ท่านสมเกียรติ ท่านวิทยา อย่างนั้น ๔ ท่านนี้ก่อนนะครับ อาจารย์กรรณิการ์ด้วยหรือครับ ประเด็นนี้นะครับ ท่านอาจารย์กรรณิการ์มีชื่ออยู่ก่อนแล้ว นะครับ อาจารย์กรรณิการ์ แล้วอาจารย์เจริญศักดิ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ที่เคารพ ในส่วนประเด็นญัตติของท่านวัชรา มีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ถึงแม้ว่าเราจะมาใช้เปึนหลักในการประกอบ หรือจะเปึนแนวทาง หรือจะเปึนกรอบ ในการทํารัฐธรรมนูญใหม่ ป้ ๒๕๕๐ นี้ก็ตาม แต่อยากให้ย้อนรําลึกถึงกระบวนการทำงาน ตอนร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นะคะว่ามีกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เข้าใจว่าเปึนฉบับแรกและก็ฉบับเดียวที่มีกระบวนการทำงานโดยภาคประชาชนเข้ามามี ส่วนร่วม และมีกระบวนการความคิดเห็นที่หลากหลาย และก็มีกระบวนการทำที่ดี ให้เห็น ถึงจิตวิญญาณในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีมากที่สุดในบรรดารัฐธรรมนูญทั้งหลาย จึงจะเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เราใช้เปึ้นกลวิธีในการที่จะมาสื่อสารกับ ประชาชนในการออกไปรับฟังความคิดเห็นแล้ว โดยใช้ยุทธศาสตร์ก็คือทําอย่างไรจึงจะให้ รัฐธรรมนูญใหม่ ป้ ๒๕๕๐ ผ่าน อันนี้น่าจะเปึนวิธีการหลักสําคัญที่กรรมาธิการประสาน การมีส่วนร่วมฯ รวมทั้งกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ ระดับจังหวัดหรือภาคก็ตาม จะต้องเอาไปพูดคุยกับประชาชนในระดับล่างที่สุด คงไม่ใช่มาพูดเฉพาะในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปพูดในระดับประชาชน ซึ่งเขาทั้งหลายโดยส่วนใหญ่ได้ผ่าน กระบวนการธงเขียวในตอนยกร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่าเปึ้นจิตวิญญาณของ เขา ตรงนี้เปึนส่วนสำคัญ อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ ว่า ตรงนี้น่าจะใช้เปึนกลยุทธ์สำคัญในการที่จะใช้ในการสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี่ใช้แนวทางของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ใช้จิตวิญญาณของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาเปึนตัวตั้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึ้นส่วนสําคัญ เพราะไม่แน่ใจว่า ณ ป้นี้ วันนี้ กระบวนการถึงแม้ว่าเราจะมีการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนใน ระดับพื้นที่ก็ตาม แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไปมากจาก ๑๐ ป้ที่แล้ว สถานการณ์ปัจจุบัน เปึ้นลักษณะของความขัดแย้งสูง ขัดแย้งทางความคิด ขัดแย้งเรื่องอำนาจ ขัดแย้ง หลาย ๆ เรื่อง แต่ถ้าเราพูดถึงจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มันยังมีอยู่ จะทํา อย่างไรถึงจะรวมใจคนระดับพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งทั้งหลายให้มารวมจิตรวมใจกัน ถือว่า เปึ้นยุทธศาสตร์สําคัญในการที่จะผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ ป้ ๒๕๕๐ นี้ให้ได้ เพราะฉะนั้น ก็อยากจะฝากเรื่องนี้ไปด้วย ซึ่งในฝ์ายทางกรรมาธิการในระดับกรรมาธิการชุดอื่น ๆ โดยเฉพาะชุดการรับฟังความคิดเห็นฯ ระดับจังหวัดนี่เปึนฝ์ายการจัดการประสานเพื่อให้ เกิดประชามติผ่าน เพราะฉะนั้นข้อความทั้งหลายที่เราจะไปสื่อสารกับระดับพื้นที่เปึนส่วน สำคัญที่สุด ซึ่งท่าน สสร. หลาย ๆ ท่านได้พูดมาว่าการสื่อสารข้อความจากท่าน กรรมาธิการยกร่างฯ บางท่าน ที่ให้สื่อสารกับสื่อมวลชนทั้งหลายนี่ ตรงนี้ก็เปึนส่วนสำคัญ ว่าทำให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นในระดับล่างนี่ถูกบล็อก (Block) พอสมควรว่ามี การเสนอไปแล้ว ญัตติแน่นอนแล้ว เท่านั้นเท่านี้ สส. เท่านั้นเท่านี้ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วท่าน เปึนการแสดงความคิดเห็นโดยส่วนตัว แต่ว่าการสื่อสารกับสังคม กับสื่อสารกับสาธารณะ ตรงนี้ อยากจะฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ ว่า ตรงนี้สื่อสารอย่างไรจึงจะ ให้ระดับพื้นที่เข้าใจกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในระดับจังหวัด ระดับ อำเภอ ระดับล่างที่สุดขณะนี้ให้เขาเข้าใจว่าความคิดเห็นของเขานี่มีความหมาย แล้วกระบวนการที่เขาเคยเข้าร่วมในสมัย ป้ ๒๕๔๐ นี่ยังมีอยู่ เปึ้นจิตวิญญาณตรงนั้น โดยที่เราจะใช้ตัวรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทาง ตรงนี้อยากจะสื่อสารไปอย่างนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์เจริญศักดิ์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศาสตราจารย์เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ โดยส่วนตัวผมเองผมเปึนนักวิทยาศาสตร์ ผมขอคอมเมนท์ (Comment) ๒ ประเด็นหลัก ๆ นะครับ เราพูดถึงว่าเรามีปัญหาเรื่อง เวลา เรามีปัญหาเรื่องประชามติ แต่ประเด็นหนึ่งผมเคารพว่า จะเปึนแนวทางหรือจะเปึน แม่แบบก็ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งในการดำเนินชีวิต หรือมาตรการทั่วไป ไอเดีย (Idea) ใหม่ บางครั้งเราปรารถนาดี แต่ถ้าไอเดีย ความคิดใหม่อันนั้นมันไม่ได้ผ่านการทดสอบ มันอาจจะก่อเกิดปัญหาให้เราได้โดยเราไม่รู้ตัว ผมก็ฝากเท่านั้นล่ะครับ ไอเดียใหม่ ๆ ทุกคนอยากจะมีไอเดียใหม่ ๆ แต่ว่าเราใส่ไปในของหลัก มันอาจจะก่อปัญหาให้ลูกหลาน โดยไม่รู้ตัว ผมอยากจะเห็นว่าอะไรที่มันไม่มีปัญหา อะไรไม่มีประเด็น เราให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของเราให้มันแก้ไขได้ง่าย ๆ และมอบให้ลูกหลานทำ ที่ผ่านการทดสอบมาแล้ว ไอเดียใหม่ มันอาจจะเกิดโทษโดยไม่รู้ตัว ผมได้ฟังผู้ที่มีส่วนสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว เขาบอกว่าความผิดของรัฐบาลที่ผ่านมานี่มันเปึนการออกแบบ เปึนการออกแบบของ รัฐธรรมนูญที่จะให้อํานาจของรัฐ ให้อํานาจของพรรคการเมือง เพราะบ้านเรามันผ่านมา มันมีปัญหาของรัฐบาลที่ว่าไม่มีอำนาจ แล้วก็พรรคการเมืองไม่มีอำนาจ ฉบับที่แล้วเลย ออกแบบอันนี้ แต่มันก็มากเกินไป เราก็ได้ผ่านการทดสอบแล้วมันมากเกินไป เราก็ไปแก้ จุดนั้น ไอเดียใหม่ ๆ ผมเคารพ แต่ผมกลัว มอบให้ลูกหลานเราทำดีกว่า ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านต่อไปท่านอาจารย์ศรีราชา เชิญครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม ศรีราชา เจริญพานิช สสร. ผมขอเรียนว่าเปึ้นประเด็นที่สำคัญ และคงจะต้องให้เกิด ความชัดเจน ญัตติของท่านวัชรานี่ แต่ผมเองผมเห็นว่าในส่วนของการที่เราจะ ร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเผื่อเราไปคงให้รัฐธรรมนูญเก่า ป้ ๒๕๔๐ มาครอบหมดสิ้นเชิง และก็ ร่างด้วยความกลัว สุดท้ายแล้วเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีและเหมาะสม และจะแก้ไขปัญหา ของประเทศชาติได้อย่างไร ผมคิดว่าการที่ใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เปึ้นต้นแบบ ผมว่าจะเปึนตัวที่จะลิมิต (Limit) ตัวทุกอย่างที่จะแก้ไข จะใช้คำว่า เปึนแนวทาง หรือเปึน กรอบ นี่น่าจะเหมาะสมอยู่แล้ว อย่างเช่น ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นี้ได้ กล่าวไปตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นผมว่าในบางครั้งเราอาจจะกลัวจนเกินกว่าเหตุ แต่อะไรก็ ตาม ถ้าเผื่อเราทำดีที่สุดแล้ว และสามารถอธิบายต่อประชาชนได้แล้ว ผมคิดว่าตรงนั้น ต่างหากเปึนสิ่งที่เราจะได้ของที่ดีที่สุด แต่ถ้าเผื่อเราเริ่มต้นด้วยความกลัวว่าอะไรก็ทํา ไม่ได้ อะไรก็แก้ไขไม่ได้ จะกลายเปึนประเด็น จะกลายเปึนสิ่งที่ประชาชนไม่ยอมรับ ผมว่า ตรงนั้นไม่ใช่ ตรงนั้นมันเปึ้นสิ่งที่เราจะต้องดําเนินการต่อ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเราต้อง ร่างให้ดีที่สุด รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดไม่ใช่มีป้ ๒๕๔๐ ฉบับเดียว มีป้ ๒๕๑๗ ก็เปึ้นอีกฉบับ หนึ่งที่ร่างมาด้วยจิตวิญญาณของประชาชน หลังจากที่เกิดเรื่องเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเราควรจะเอาข้อดีของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับที่มีอยู่ บทบัญญัติ ที่ดีในแต่ละฉบับที่มีอยู่เอามาประมวลเข้าด้วยกัน แล้วเชื่อมต่อกัน ส่วนที่ว่าเวลาจะ ทำงานนี่จะทันหรือเปล่า ผมว่าเวลามันมีกรอบอยู่แล้ว ส่วนจะทันหรือไม่ทันมันต้องเร่งกัน แต่ถ้าเผื่อมาพูดกันในเรื่องที่เถียงกันไปเถียงกันมา โดยที่ยังติดยึดอยู่กับอะไรบ้างอย่าง มันก็จะทําให้สิ่งที่มันจะต้องเดินไปข้างหน้า อย่างเช่น จะอภิปรายล้วงลึกลงไปถึงเรื่อง ต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เสนอไป ๓ กรอบเมื่อเช้านี้ มันก็จะไม่มีเวลาสําหรับ ส่วนนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงอยากให้ทําให้สั้นลง โดยที่ว่าเราคงจะใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เปึ้นเพียงกรอบหรือแนวทางเท่านั้น แต่คงจะไม่ป่ดกั้นในการที่จะต้องใช้ ที่จะต้องเสนอแนวความคิดใหม่ ๆ หรืออะไรก็ตามที่จะต้องแก้ แต่ส่วนที่ว่าหลังจากร่าง แล้วจะมีวิธีการอย่างไรที่จะทําให้รัฐธรรมนูญนั้นผ่าน ผมว่ามันเปึ้นอีกกลไกหนึ่ง อย่างที่ ท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้บอกว่ามันจะต้องมีกลยุทธ์ ผมว่ากลยุทธ์อันนั้น มันเหมือนกับว่าเราจะต้องเอาของใหม่ไปเทียบกับป้ ๒๕๔๐ แล้วชี้แจงให้เขาเห็นว่ามัน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มันดีไปกว่าเดิม เพราะแก้ไขปัญหาอะไรอย่างนี้ อย่างนี้มันก็ คงจะผ่านไปได้ สิ่งที่ผมห่วง ห่วงก็คือว่าสิ่งที่เรากำลังเดินหน้าในช่วงนี้ จนกระทั่งถึงวันที่ จะต้องไปประชามติ สิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจแก่ประชาชนทั้งประเทศให้เข้าใจ เห็นหนังสือพิมพ์ชี้แจง ออกมาบอกว่ามีประชาชนตั้งมากมายที่ไม่เข้าใจคําว่า รัฐธรรมนูญคืออะไร แต่จะต้องไป ประชามติครับ ตรงนั้นนะครับน่าห่วงมาก ๆ ที่จะทําอย่างไรจะแสดงให้เขาเห็นถึง ความสําคัญ และก็ให้รู้ว่ารัฐธรรมนูญมันคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาอย่างไร ผมว่าตรงนี้จะต้องเน้นให้มาก ๆ ในส่วนของกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องนะครับ โดยเฉพาะ กรรมาธิการจังหวัดที่จะทําอย่างไรที่จะลงให้กว้างขว้าง และก็สามารถที่จะทําให้เขาเข้าใจ แล้วพอถึงตอนที่เอารัฐธรรมนูญไปประชามติจริง ๆ ก็จะได้ไม่เปึ้นปัญหาในการที่จะทำ ความเข้าใจนะครับ เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าอะไรที่ดีที่สุดเราคงต้องทําครับ เราคงไม่ทํา แต่เพียงลวก็ ๆ ให้ผ่านเพื่อหวังว่าจะผ่านประชามติ เพราะจริง ๆ แล้วตรงนั้นผมก็ไม่แน่ใจ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะจริง ๆ ตัวประชามติที่จะลงไปในวันนั้นอาจจะไม่ได้เปึนประเด็น ในแง่ของรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่อาจจะเปึนประเด็นในทางการเมืองที่จะเอาแพ้เอาชนะกัน ระหว่างฝ์ายที่เปึนอํานาจเก่า อํานาจใหม่ ทํานองนี้ครับ ตรงนี้ผมว่าเราคงต้องคํานึง เพราะฉะนั้นไหน ๆ เราก็มีโอกาสที่จะทําสิ่งดีที่สุดให้แก่ประชาชนแล้ว ผมคิดว่ามันไม่ควร จะมาเสียเวลาที่จะมารั้งรอกันหรอกครับ ผมอยากให้ลงมติกันเลยครับว่าญัตตินี้จะเอา อย่างไร และจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตรงนี้ แต่ไปอภิปรายในเรื่องของกรอบในรายละเอียด ของรัฐธรรมนูญต่อไปนะครับ ขอบพระคุณครับ
เหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ยังติดใจไหมครับ ท่านวิทยา คชเขื่อน กับท่านสมเกียรติ ท่านยัง ติดใจไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา คชเขื่อน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ คำว่า สมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ นี่คือสิ่งที่เราตระหนักอยู่เสมอว่าเรามาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มาแก้ไข รัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันแตกต่าง สิ่งที่มันดีกว่า โอ.เค. (O.K. – Okay) นะครับ ถ้าเปรียบเทียบว่าในป้ ๒๔๗๕ มาถึงป้ ๒๕๔๐ และมาแก้ไขเมื่อป้ ๒๕๔๘ เราแก้ไขมาตลอดให้มันดีขึ้น หากมายกเอาสุดท้ายมันก็พอจะไปได้ แต่ว่าความรู้สึกของ คณะนะครับว่าเราต้องการให้มันดีที่สุด เราต้องเปรียบเทียบมาทั้งหมดทุกฝ์ายก็พอใจ นะครับ แต่ว่าในสิ่งที่ผมจะหลีกเลี่ยงก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ใช่เรามาแก้ไข แต่มายกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คือยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาให้ เราแก้ไข นั่นคือประเด็นหนึ่งนะครับ
ประเด็นที่ ๒ การให้ข่าว มันอาจจะไปตรงกับท่านที่พูดไปแล้วนะครับ แต่ว่าผมยังย้ำอยู่ว่าการให้ข่าวของกรรมาธิการยกร่างฯ อาจจะเปึนจริงหรือไม่เปึนจริงก็ได้ ว่าอยากให้เปึนอย่างนั้น อาจจะเปึนความรู้สึกส่วนตัว แต่ว่าพอเสร็จแล้ว พอออกมาก็ ปรากฏว่ามันเปึนแนวทาง มันเปึนประเด็นที่ก่อให้เกิดปัญหานะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขออนุญาตว่าเปึนความรู้สึกก็ขอให้มันเปึนความรู้สึกส่วนตัวนะครับ ยังไม่ได้เปึน สูตรสำเร็จที่จะแก้ไขไม่ได้ เพราะว่าหลายฝ์ายพยายามลงไปในพื้นที่เพื่อรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน เพื่อนำมาแก้ไขให้มันดีขึ้น แต่ปรากฏว่าเวลาข่าว ออกไปแล้วเขาบอกว่ามันป่ดแล้ว เขาไม่ได้รับฟังความคิดเห็นแล้ว มันจบไปแล้ว นี่คือ ประเด็นที่ไม่อยากให้เปึนนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ข้อเจาะลงไปนิดหนึ่งในเรื่องของอำนาจของศาลนะครับว่า ดูแล้วว่าจะเพิ่มอำนาจ
ท่านวิทยาครับขออภัย เอาญัตติก่อนดีไหมครับ เดี๋ยวส่วนรายละเอียดไปว่าในกรอบ อีกทีหนึ่ง
โอ.เค. ครับ ตกลงครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ เชิญท่านสมเกียรติ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. ครับ ก็คงจะต้องขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเกี่ยวกับญัตติของ ท่านวัชรา นะครับ ก็คงจะต้องขออนุญาตกราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ และ ฉบับอื่น ๆ ก็มีข้อดี ข้อด้อย จุดอ่อน จุดแข็งกันไม่มากก็น้อยนะครับ โดยเฉพาะป้ ๒๕๔๐ มี ๑๒ หมวด ๓๑๓ มาตรา กับอีก ๑ บทเฉพาะกาล ๒๓ มาตรา นี่นะครับ มีทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง จุดเด่น จุดด้อย อยู่ในตัวของรัฐธรรมนูญเองนะครับ ส่วนอันไหนที่มันเปึ้นจุดแข็งอยู่แล้ว มันดีอยู่แล้ว ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดอยู่แล้ว นะครับ ก็ขอให้คงไว้เถอะครับ ส่วนใดที่เปึ้นจุดอ่อน จุดด้อย จุดที่จะต้องทำให้เกิดปัญหา อุปสรรคในการบริหารประเทศหรือในการดําเนินการต่าง ๆ ทางด้านการเมืองนะครับ ก็กราบวิงวอนไปถึงท่านกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ ขอให้คำนึงถึงหาทางแก้ไขเสีย นะครับ โดยเฉพาะป้ ๒๕๔๐ ก็คงจะต้องเน้นว่าน่าจะเปึนเฉพาะเปึนกรอบและเปึน แนวทางเท่านั้น ไม่ใช่จะมาเปึนแม่แบบเลย ซึ่งจะเปึนการป่ดกั้นกันเกินไปนะครับ ก็เพื่อให้หาจุดเด่น จุดด้อยที่จะดำเนินการทั้งหมด เราหาทางขจัดจุดด้อยออกไป แล้วหาจุดเด่นเข้ามาใส่ หรือจุดแข็งเข้ามาใส่ โดยคำนึงถึงนะครับ ขอความกรุณาถึงท่าน กรรมาธิการยกร่างฯ ทุกคนนะครับ ให้คํานึงถึงเลยนะครับว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนต้องได้ประโยชน์สูงสุด ประชาชนให้มีส่วนร่วมมากที่สุด และให้ประชาชน มีอํานาจมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ค่อย ๆ ไปลดอํานาจทางรัฐลงนะครับ ซึ่งเราก็รู้ แล้วนะครับ ปัจจุบันนี้นะครับ ถ้าเผื่อให้อํานาจทางการบริหารมากเกินไปก็เปึนประเด็น ปัญหาอุปสรรคและก็มีวิกฤติที่เกิดขึ้นนะครับ ก็คงจะต้องสนับสนุนท่านพิเชียรนะครับว่า ขอให้ฉบับป้ ๒๕๔๐ นี่เปึ้นแค่แนวทางและกรอบในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ อาจารย์อภิชาติยังมีประเด็นนี้หรือครับ ผมว่าสรุปกันเลยดีไหมครับ เชิญครับอาจารย์ครับ
ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และก็ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมเองมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ ซึ่งอาจจะเปึนประโยชน์ต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ในส่วนญัตติที่เรากำลังถกเถียงกันนั้น ผมเรียนว่าจะใช้ถ้อยคำอย่างไรนั้นผมไม่ติดใจครับ แต่ที่ผมติดใจนั่นก็คือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและหลักประกันที่จะทำให้ ประชาชนนั้นมีความมั่นใจ อุ่นใจได้ว่า ความคิดเห็นทุกความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ที่ผ่านกระบวนการรับฟังจากระดับจังหวัด ระดับภาคนั้น ได้ส่งผ่านมาถึงคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลานะครับ ท่านประธานครับ ในขณะนี้ ถ้าเราเปรียบสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. และกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นเปึ้นทัพเดียวกันครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้งหลายนั้นท่านเปึ้นแม่ทัพนายกอง เปึ้นเสนาธิการที่ปฏิบัติงาน อยู่ใจกลางพระนคร ในขณะที่ สสร. อีก ๗๕ ชีวิตอย่างพวกผมนั้น ก็เปึ้นเสมือนหนึ่งนักรบ แนวหน้าที่ต้องไปชูดาบกล้ากลางสมรภูมิ แต่ในขณะนี้ความสอดรับกันระหว่างนักรบ แนวหน้ากับเสนาธิการทั้งหลายก็ยังดูไม่ชัดเจนนักนะครับ ที่ผมเรียนอย่างนี้นี่นะครับ ท่านประธานครับ เพราะผมเองนั้นได้มีโอกาสไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนหลาย ภูมิภาคแล้วครับ ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ๗ จังหวัดภาคใต้ตอนบ้น ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ ที่ผ่านมา ๗ จังหวัดภาคตะวันออก รับฟังกระทั่งคนพิการจาก ๔ ภูมิภาคทั่วทั้งประเทศ ผมเรียนกับท่านประธานและก็เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและก็คณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ เลยนะครับว่า ไปพบเห็นบรรยากาศ ไปสัมผัสประชนชนแล้วผมรู้สึกอุ่นใจครับว่า ครั้งนี้ประชาชนตื่นตัวครับ แล้วก็อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญอย่าง กว้างขวาง การอภิปรายในบางพื้นที่เสนอถึงกับว่าวันเดียวไม่พอ น่าจะจัดกัน ๒ วัน ๑ คืน ไปเลย นี่คือความอุ่นใจที่ผมได้พบได้เห็นประชาชนเปึ้นจำนวนมากให้ความสนใจที่จะ แสดงความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาเริ่มต้นกันบ้างแห่งน่ารักมากครับท่านประธาน ยังไม่มีแบบฟอร์ม (Form) ยังไม่มี แบบสอบถามออกไปจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนเขาตัดกรอบข่าวของ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ กรอบข่าว ๒๐ ประเด็น กรอบข่าว ๒๘ ประเด็น จนกระทั่ง พัฒนามาเปึ้น ๓๖ ประเด็น นี่ก็เปึนสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าผมอุ่นใจในเรื่องความมีส่วนร่วม และก็การอยากจะเข้ามาเปึ้นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ของพี่น้องประชาชน
ท่านอาจารย์ครับ ขอขัดจังหวัดนิดหนึ่ง ผมก็พยายามฟังอาจารย์ว่าจะเข้าตรงญัตติ ท่านวัชราอย่างไร
กระทั่งผู้พิการนะครับท่านประธาน คนที่มี ความบกพร่องทางการได้ยินและการออกเสียง อย่างที่ชาวบ้านเรียกว่า คนหูหนวก เปึนใบ้ ก็แสดงความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างเต็มที่โดยผ่านล่ามภาษามือ นี่คือ ภาพที่ผมอยากให้สื่อได้เห็นคู่ขนานกันไปกับการแสดงความคิดเห็นของท่านกรรมาธิการ ยกร่างฯ ประเด็นที่เกี่ยวพันกับญัตติที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ก็คือเรื่องของ การใช้แนวทางของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึ้นเรื่องทั่วไปที่เรากำลังอภิปรายกัน ผมกำลังจะเพิ่มเติมว่าข้อเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้น ได้มีรูปแบบหรือวิธีการ ทำงานในการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่ชัดเจนกว่าที่เปึนอยู่ เพราะกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในขณะนี้ส่งไปที่กรรมาธิการจังหวัด จากจังหวัดส่งไปที่ กรรมาธิการภาค จากกรรมาธิการภาคส่งไปที่กรรมาธิการวิสามัญประสานการมี ส่วนร่วมฯ จากกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมส่งไปที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ ผมมองว่าเปึ้นเรื่องเดียวกัน เพราะเรากําลังถกกันเรื่อง ป้ ๒๕๔๐ หรือไม่ ป้ ๒๕๔๐ เปัาหมายสำคัญคือจะให้รัฐธรรมนูญทันเวลาและประชาชนยอมรับได้อย่างไร ผมจึงเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้เปึนเนื้อเดียวกัน ผมจึงเสนอว่าทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ น่าจะมีการออกแบบระบบงานให้มีช่องทางตรงในการรับเรื่องราว หรือความ คิดเห็นจากพี่น้องประชาชน ประชาชนตื่นตัวมาก แล้วก็ที่ผมบอกว่าผมอุ่นใจ แต่ที่ผม หน้าวใจ ระคนกันไปนั้นก็เพราะว่าประชาชนตั้งคำถามไม่ต่างจากที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ได้อภิปรายมา ฟังจริงหรือเปล่า นึกถึงไหม หรือเปึนเพียงแค่ว่าจัดฉากกันเท่านั้น ผมเองก็ ต้องทำหน้าที่เหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์บอก ก็คือเรื่องไหนที่เปึนเรื่อง วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องไหนที่เปึนเรื่องติติง คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ผมก็ต้องยืดอกรับแทน เปึ้นหนังหน้าไฟ ยืนยันว่ารับฟังจริง ๆ ไม่มีพิมพ์เขียว ไม่มีธง สายตรงคือประชาชน เราจึง ต้องทำหน้าที่เปึ้นทั้งหนังหน้าไฟ เปึ้นทั้งกระบอกเสียงในการอธิบายความให้ประชาชน เข้าใจว่ากรรมาธิการยกร่างฯ วางกรอบเวลาไว้อย่างไร วางกรอบเนื้อหาไว้อย่างไร ที่โยนขึ้นมา ๒๐ ประเด็น ๒๘ ประเด็น ๓๘ ประเด็น เหล่านั้นเปึ้นการโยนเพื่อสร้าง บรรยากาศในการแสดงความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญ ผมเองนั้นได้รับความคิดเห็น จากประชาชนมากมาย ทั้งในรูปแบบของการสรุปเปึนรายกลุ่ม ทั้งในรูปแบบของการ พิมพ์จดหมายอย่างดีเปึนรายบุคคล ทั้งในรูปแบบของกระดาษขยุกข์ยุยเปึนจุดหมายน้อย ผมคิดว่าทุกตัวอักษรนั้นมีคุณค่า และควรได้ผ่านสายตาของคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ เพราะเราประกาศทั่วบ้านทั่วเมืองว่ารัฐธรรมนูญทุกตัวอักษรคือเสียงสะท้อน ของประชาชน แม้แต่คนพูดไม่ได้ก็ต้องมีสิทธิแสดงความคิดเห็นที่มีต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจึงเรียนเพิ่มเติมตรงนี้เล็กน้อย ซึ่งมันมีความเกี่ยวพันกับญัตติที่เราถกเถียงกันว่า ขอความกรุณาท่านคณะกรรมาธิการนะครับ ได้ออกแบบระบบงานที่มีช่องทางของการ รับฟังความคิดเห็นประชาชนโดยตรงอีกกระบวนการหนึ่งด้วย นอกจากกระบวนการ ที่ผ่านจากกรรมาธิการจังหวัด กรรมาธิการภาค และก็กรรมาธิการวิสามัญประสาน การมีส่วนร่วม ถ้าประชาชนได้เห็นภาคของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้ง ๓ กรอบ มารับฟังความคิดเห็นทั้งรายกลุ่ม รายบุคคล ทั้งจุดหมายน้อยฉบับขยุกข์ยุยเหล่านี้ ทุกฉบับได้ผ่านสายตาของท่าน ประชาชนจะมีความอุ่นใจ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ ในแต่ละจังหวัดก็จะทํางาน ด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องตอบคำถามอย่างที่เราได้ตั้งคำถามตั้งแต่แรกนะครับ นี่ก็คือ ความคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งผมคิดว่าจะเปึนประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะทั้ง สสร. และทั้ง กรรมาธิการนั้นเราต่างลงเรือลำเดียวกันนะครับ เปัาหมายของเราคือถึงฝัืง ไม่ใช่ ไทท่านิก (Titanic) ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ครับ ขอบพระคุณครับ ขอตรงประเด็นหน่อยนะครับ คือตรงหมดนะครับ แต่เอาให้ตรง มาก ๆ หน่อยนะครับ ท่านวัชราครับ เดี๋ยวนะครับให้กรรมาธิการลองตอบดูก่อนเผื่อจะ ตรงกัน นะครับ เชิญท่านอาจารย์วุฒิสารครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วุฒิสาร ตันไชย ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิก ในกรณีที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้เปึนห่วงว่าคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้มี โอกาสรับฟังหรือมีช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและองค์กรอย่างไร นะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เองได้ตั้ง คณะอนุกรรมาธิการประสานการรับข้อมูลนะครับ ซึ่งกราบเรียนว่าขณะนี้ข้อมูลนอกจากที่ จะไปที่กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ ในแต่ละภาค แต่ละจังหวัด รวมทั้งกรรมาธิการ วิสามัญประสานการมีส่วนร่วมฯ ที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์เปึนประธานแล้วนี่นะครับ ก็มีความเห็นอีกส่วนหนึ่งที่ส่งตรงมาที่กรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ ดังนั้นกรรมาธิการ ยกร่างฯ จึงได้มีมติกันว่าได้กำหนดแนวทางในการรับฟังความเห็น ซึ่งผมขออนุญาตกราบ เรียนสั้น ๆ ครับว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ในอนุกรรมาธิการชุดนี้จะมีการรับฟังและ ประมวลความเห็นทุกสัปดาห์นะครับ ขณะนี้ผมทราบว่าท่านประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ทําหนังสือถึงประธานกรรมาธิการทุกชุดนะครับว่าข้อมูลในการรับฟังความเห็นทั้งหมด นี่จะถูกส่งมา เรื่องใดที่พร้อมแล้วนี่ก็ขอให้ส่งมาไม่เกินวันพุธของทุกสัปดาห์ครับ แล้วจะ มีคณะทำงานที่ประมวลความเห็นเหล่านี้เพื่อนำสรุปในวันจันทร์ และทุกวันจันทร์ นะครับ เมื่อคณะอนุกรรมาธิการประสานฯ ได้พิจารณาทั้งหมดก็จะนำส่งข้อมูลเหล่านี้ให้ คณะอนุกรรมาธิการยกร่างฯ ใน ๓ กรอบ และกรรมาธิการ ๓๕ ท่านนะครับ ผม ขออนุญาตกราบเรียนว่าขณะนี้ในกรอบตั้งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม จนถึง ๑๔ กุมภาพันธ์ ประมาณ ๒ สัปดาห์นี่นะครับ ในกรอบที่ ๑ ได้มีความเห็นซึ่งเราได้ประมวลแล้วนี่ ประมาณ ๓๘ ความเห็นนะครับ ในกรอบที่ ๒ มีความเห็นมาแล้ว ๑๕๓ ความเห็น และ ในกรอบที่ ๓ มีความเห็นมาแล้ว ๔๖ ความเห็น ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าข้อมูลชุดนี้จะ ถูกนำส่งให้กับกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการยกร่างฯ ทุกกรอบนะครับ ในทุกสัปดาห์ รวมทั้งเราก็จะรอรับฟังความเห็นที่มาจากคณะกรรมาธิการประสานฯ การรับฟังทั้งหมด นะครับ เพื่อประมวลและก็นํามาใช้เปึนข้อสรุปในการที่จะเปึนความเห็นสนับสนุนเพื่อเปึน ข้อมูลสนับสนุนให้กรรมาธิการยกร่างฯ ได้ประกอบการพิจารณา เพราะฉะนั้นผม ขออนุญาตกราบเรียนว่าในขณะที่อนุกรรมาธิการต่าง ๆ ได้ดำเนินการนั้นนี่นะครับ ก็ได้มี การรับฟังความเห็นส่วนหนึ่ง แม้ว่าความเห็นเหล่านี้ไม่ได้ผ่านจากคณะกรรมาธิการ จังหวัดและคณะกรรมาธิการภาคนะครับ แต่ว่า ขออนุญาตกราบเรียนว่า เนื่องจากกรอบ เวลาดังที่เราได้ขออนุมัติจากสภาไปแล้วก็ได้มีการดำเนินการในส่วนหนึ่งนะครับ แต่มิได้ หมายความว่าความเห็นที่มาจากจังหวัดและภาคนั้นจะไม่ถูกนํามาประมวลนะครับ เราก็ จะมีการประมวล แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าเราจะประมวลทุกสัปดาห์เพื่อนำส่ง ให้กับคณะอนุกรรมาธิการทุกกรอบครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมว่าญัตติที่ท่านวัชราเสนอมานี้นะครับ ขอหารือ นะครับว่าจริง ๆ แล้วช่วงนี้อยู่ระหว่างที่กรรมาธิการกำลังรายงานความคืบหน้านะครับ ก็มิได้หมายความว่า กรรมาธิการจะยุติแบบนี้นะครับ แล้วเท่าที่ฟังดูทางกรรมาธิการเอง ก็ไม่ปฏิเสธนะครับในเรื่องของแนวทางหรือกรอบที่จะใช้นํารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาเปึน หลักนะครับ ก็คงไม่ได้ปฏิเสธนะครับ เพียงแต่ติดตรงถ้อยคำว่า รูปแบบ หรือ แม่แบบ อะไรก็แล้วแต่นี่ ผมว่าในช่วงนี้ผมหารือท่านวัชราอย่างนี้ครับ ถ้าเปึนไปได้นะครับ ท่านวัชราครับ ขออนุญาตฟังนิดหนึ่งก่อนนะครับ ถ้าเปึนไปได้นี่นะครับ ญัตติที่ท่านเสนอ มานี้ก็มอบให้กรรมาธิการไปพิจารณาก่อนนะครับ แล้วท่านก็ยังสามารถที่จะคอยติดตาม ดูว่ากรรมาธิการนี่เขาไปทําหน้าที่แล้วไปอาศัยรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาเปึ้นตัวตั้งหรือไม่ นะครับ ท่านก็เก็บมาซักถามได้ตลอดนะครับ ก็คือมอบญัตติท่านให้กรรมาธิการไป ทั้งหมดเลยนะครับ แล้วกรรมาธิการก็จะได้นำไปพิจารณา ส่วนถ้าหากว่ากรรมาธิการได้ พิจารณาแล้ววางกรอบมาในคราวต่อ ๆ ไป ยังไม่เห็นทิศทางว่าจะเอาป้ ๒๕๔๐ เปึน แนวทางหรือเปึนตัวตั้งอะไรก็แล้วแต่นี่นะครับ ท่านก็ยังมาซักถาม ขอความชัดเจน ยังทำได้ต่อไปเรื่อย ๆ ดีกว่าให้ที่ประชุมมาลงมติตอนนี้ ถ้าลงไปแล้ว เดี๋ยวไปเกิดข้อขัดข้องอะไรต้องมากลับมติ หรือว่ามาหาทางออกอะไรกันอีกมันก็จะยุ่ง นะครับ ผมว่าแนวทางนี้มันก็ไปกันได้ กรรมาธิการก็รับเรื่องของท่านไป ก็คงไม่ปฏิเสธ อะไรใช่ไหมครับ กรรมาธิการครับ ท่านประธานกรรมาธิการก็พยักหน้านะครับ ท่านเห็นด้วยไหมครับ เชิญท่านวัชราครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร สสร. กระผมกราบขอบคุณแนวทางที่ท่านประธานได้ เสนอมานะครับ แต่ผมเห็นว่าตอนนี้ก็ล่าช้ามาพอสมควรเกี่ยวกับความเข้าใจสับสน ของประชาชน แล้วก็จำเปึ้นที่จะต้องมีคำพูดที่ยืนยันได้เปึนมติของสภา คือคำว่า มติ นี่หมายความว่าสภาพูดนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อให้สบายใจแล้วก็ถูกต้องตามเจตนารมณ์ ของพวกเราก็คือว่าผมจะแก้คำว่า แม่แบบ เปึน กรอบ ญัตติของผมนั้นก็อ่านได้ความว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะต้องยึดถือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทางหรือกรอบ แล้วแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสมสอดคล้องกับ เจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าเช่นนี้จะพอที่จะลงมติได้ไหมครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ทางท่านกรรมาธิการรับได้ไหมครับ สิ่งที่ทางท่านอาจารย์วัชราเสนอ ปฏิเสธอะไรไหมครับ รับได้ไหมครับ เปึ้นแนวทาง เปึนกรอบ เชิญท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้หารือกับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็อยากจะ กราบเรียนว่าข้อห่วงใยของท่านนั้นเราตระหนัก แต่การที่จะผูกมัดอะไรต่าง ๆ ลงไป จนกระทั่งการทํางานต้องยึดถือหรือว่าเจาะจงอยู่เฉพาะบางสิ่งบางอย่างนั้นน่าจะเปึน เรื่องที่ไม่รอบคอบพอ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของท่านที่จะให้ใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เปึนแนวทางหรือเปึนกรอบในการพิจารณา เราก็ได้พูด เราก็ได้มี ความเห็นแล้ว และผมก็ได้ชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้ว เพียงแต่อยากจะเรียนกับท่าน ว่าเราควรจะเป่ดกว้างพอสมควรในการที่จะพิจารณาในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นด้วยที่เปึน ประโยชน์ต่อประชาชนหรือต่อสังคมส่วนใหญ่ ถ้าหากว่าเราผูกมัดอยู่เฉพาะ ป้ ๒๕๔๐ เท่านั้น อย่างที่กระผมฟังมาตั้งแต่ต้น แล้วก็มาเปลี่ยนแปลงในลักษณะตอนหลัง ก็เพียงจะขอเรียนย้ำว่าคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะดำเนินการพิจารณายกร่าง รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นี้ โดยใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นแนวทางหรือเปึ้นกรอบใน การพิจารณานะครับ รวมถึงการพิจารณาในสิ่งที่เปึนประโยชน์ต่าง ๆ จากการรับฟัง ความคิดความเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่ยังเปึน ประโยชน์ต่อประเทศชาติ หรือต่อสังคม หรือต่อประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ผมคิดว่า ถ้าหากว่าเราใช้แนวทางอย่างนี้มันก็ไม่น่าที่จะเปึนผลเสียหรือว่าผลไม่ดีเกิดขึ้นกับ ชาติบ้านเมือง กระผมขอเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกนะครับ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทุกท่าน ทั้ง ๓๕ ท่าน ขอกราบเรียนให้ทราบว่า พวกเราตั้งใจ ที่จะทำงานชิ้นนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชาติบ้านเมือง เนื้อหาทุกอย่างจะเปึนประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่อยู่ภายใต้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตรย์ทรงเปึนประมุขให้ดีที่สุด เราจะ ทำงานกันอย่างดีที่สุด และเปึนประโยชน์ที่สุดและพร้อมที่จะรับฟังความคิดความเห็น ข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิกในสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกเมื่อ ทุกโอกาสทุกเวลา ขั้นตอนใน การทำงานหรือช่องทางติดต่อทางคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ได้วางเอาไว้แล้วในระดับ อนุกรรมาธิการที่จะติดต่อกับคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เราได้ เริ่มวางแนวทางการทำงานไว้อย่างนี้ ก็ขอกราบเรียนครับเพื่อความสบายใจด้วยกัน ทุกฝ์าย และก็ขอกราบเรียนท่านผู้เสนอญัตติด้วยว่าข้อห่วงใยของท่านนั้นเราตระหนัก อยู่ตลอดเวลา เจตนารมณ์ จิตวิญญาณที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นั้น มันก็ จะต้องอยู่ในฉบับป้ ๒๕๕๐ ด้วยและอาจจะมีเพิ่มเติมขึ้นมาในลักษณะของการขยาย ขอบเขต อำนาจ สิทธิ เสรีภาพของประชาชนให้มากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป ขอกราบเรียนด้วย ความขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คงรับญัตติของท่านวัชรานะครับ แต่ขอให้พิจารณาส่วนอื่น ๆ ด้วยนะครับ เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเปึ้นรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่ดีที่สุดนะครับ อย่างนั้นเอาหลักตามนี้นะครับ ก็ยอมรับในญัตติของ ท่านวัชรานะครับ ท่านสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่เห็นก็ไม่ต้องพูดนะครับ เดี๋ยวเอาประเด็นอื่นดีกว่าเยอะครับ
ขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียวครับ
เห็นด้วยไหมครับ
ผมเห็นด้วยกับท่านประธานประสงค์ สุ่นศิริ นะครับ และก็เห็นด้วยกับที่ท่านประธานเสรีได้กรุณาสรุปเมื่อสักครู่นี้นะครับ แต่ว่า ขออนุญาตเรียนย้ำนะครับว่าในการพิจารณารัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ นั้นนอกจาก จะพิจารณารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แล้ว ขอให้พิจารณารัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ นะครับ ผลดีของรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ รวมทั้งข้อคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ประกอบด้วย ให้ระบุให้ชัดเจนเช่นนี้ครับท่านประธาน
ครับ เมื่อกี้ผมก็รวบรวมให้หมดแล้วนะครับ ว่าพิจารณาส่วนอื่น ๆ หรือเรื่องอื่น ๆ ให้รอบคอบนะครับ และก็ให้เปึ้นรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ที่ดีที่สุดนะครับ ก็คือรวมทุกอย่าง นะครับ ก็คงไม่ปฏิเสธญัตติท่านวัชรา และท่านวัชราก็ค่อยติดตามผลของกรรมาธิการได้ นะครับ ท่านก็ค่อยเสนอความเห็น ค่อยซักถามอะไรได้ต่อไปนะครับ อย่างนั้นผมขอเข้า ในส่วนของกรอบแนวความคิดเห็นที่ทางกรรมาธิการเสนอไว้ ๓ กรอบนะครับ แล้วแต่ละ กรอบนั้นอยากให้อภิปรายไปทีละกรอบนะครับ โดยกรอบแรกนั้นว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและ การมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจนะครับ ที่เสนอชื่อไว้ท่านมนูญศรี ครับ เดี๋ยวดูรายชื่อนิดหนึ่งนะครับ เอากรอบนี้ก่อนนะครับ ส่วนท่านที่ยังไม่ได้รับประทาน อาหารนะครับ ก็กรุณาทยอยไป ผมไม่หยุดประชุมนะครับ แต่ท่านที่รับประทานเสร็จแล้ว กรุณาเข้าในห้องประชุมด้วยนะครับ ท่านสวิ่ง ตันอุด ครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ และก็ท่าน อาจารย์พิเชียร นะครับ เชิญท่านอาจารย์สวิงครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ตกลงท่านประธาน ให้ผมใช่ไหมครับ
ท่านสวิ่ง ครับ ขอเปึนกรอบแรกนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด สสร. นะครับ ผมอยากจะอภิปรายในกรอบแรกนะครับว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับสิทธิชุมชนนะครับ ผมมี ประเด็นอยู่สามสี่ประเด็นนะครับที่สําคัญในเรื่องเกี่ยวกับทางด้านสิทธิชุมชนนะครับ ซึ่ง ผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการนะครับ ผมคิดว่าในเรื่องเกี่ยวกับ สิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่ก็ได้พูดไว้จํานวนมากนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เปึ้น เรื่องที่ดีอยู่แล้วนะครับ แล้วก็เวลาเราไปรับฟังความคิดเห็นตอนนี้ประชาชน ก็หวังว่า ป้ ๒๕๕๐ ก็จะมีเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ยังอยู่คงเดิม และสิ่งที่สำคัญที่สุดนี้นะครับ เขาเสนออย่างนี้นะครับว่าทําอย่างไร ถึงจะทําให้เรื่องสิทธิชุมชนได้ถูกยกระดับมาเปึน หมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสําคัญนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วมี หลายมาตรานะครับ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่ว่าจะเปึ้นมาตรา ๔๐ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ มาตรา ๗๐ ถึงมาตรา ๒๘๐ กระจัดกระจายอยู่โดยทั่วไป ว่าถึง เรื่องเกี่ยวกับสิทธิชุมชนและก็เรื่องของอำนาจชุมชน ผมค่อนข้างจะดีใจนะครับ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ใช้คําว่า อํานาจของชุมชน เพราะคําว่า สิทธิชุมชน มันหมายถึงเรื่องที่ ซึ่งจริง ๆ แล้วอำนาจของชุมชนอาจจะชัดเจนยิ่งกว่า ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ ก็อยากจะฝากให้กรรมาธิการได้ไปพิจารณานะครับว่าทําอย่างไรถึงจะทําให้เรื่องนี้มี สถานะความสําคัญในรัฐธรรมนูญที่เด่นขึ้นมา เสมือนหนึ่งอํานาจส่วนต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว ในรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องขององค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่น เรื่องของสภาท้องถิ่นก็ดี ที่ผ่านมาได้มีบทบาทในแง่ของความสำคัญอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่สําคัญก็คือว่าทําอย่างไรถึงจะให้องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ได้มีกระบวนการ ในแง่ของการที่จะร่วมมือกับประชาชนในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมา เราได้พยายามที่จะทำเรื่องเกี่ยวกับประชาคม ประชาสังคม แต่ว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ยังไม่ได้มีกฎหมายฉบับใดรับรองไว้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะสร้างอีกขาหนึ่ง คือข้าขององค์กรชุมชนที่มีทั้งเรื่องของเยาวชน เรื่องของผู้สูงอายุ เรื่องของกลุ่มสตรี เรื่องของกลุ่มอะไรต่าง ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าด้วย สภาองค์กรชุมชน ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เปึนการร่วมมือที่จะสร้างองค์กรที่จะขึ้นมาร่วมมือกับ องค์กรท้องถิ่น และทำให้กระบวนการของประชาชนเข้มแข็งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ น่าจะถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ อันนี้คือเรื่องที่ ๒ ครับ
เรื่องที่ ๓ นะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เราเปึนปัญหากันมาโดยตลอดก็คือเรามี สภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ว่าเราไม่มีสภาพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สิ่งที่ผ่านมานี่นะครับ ๗๕ ป้ ๘๐ ป้ที่ผ่านมา ประชาธิปไตยของเราค่อนข้างจะบกพร่อง และไม่ค่อยสมบูรณ์ ก็เพราะว่าเราไม่ได้มีกระบวนการหรือองค์กรใดในการที่จะมาทำการ พัฒนาการเมืองของภาคพลเมือง ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะถูกบัญญัติไว้ในส่วนของ รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่าจะต้องมีสถาบันหรือสภาพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ที่ประชาชนสามารถที่จะเข้ามาใช้ทรัพยากร หรือมีกองทุนอะไรก็แล้วแต่ในการที่จะทำให้ การเมืองของภาคพลเมืองเข้มแข็งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าอันนี้น่าจะถูกกําหนดไว้นะครับ
ประเด็นต่อมา เมื่อกี้ฟังท่านกรรมาธิการยกร่างฯ พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง แล้วก็ยังไม่ค่อยชัดเจนว่าจะถูกบัญญัติไว้หรือไม่ ผมคิดว่าปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียงสำคัญอย่างยิ่งครับ ขณะนี้ชุมชนได้เคลื่อนตัวไปแล้วในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ พอเพียง และได้ดำเนินการเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปจำนวนมากแล้ว ดังนั้นเรื่องปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงหรือแนวนโยบายในเรื่องเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงควรจะถูก กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน และที่สำคัญก็คือว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียงครับ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเราควรจะต้องสร้างวิธีคิดว่าด้วยวิถีพอเพียง ซึ่งรวมถึงเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่พอเพียง มีการปฏิรูปวัฒนธรรมในบางเรื่องบางราว นะครับ เพื่อที่จะไม่ให้ตกไปสู่วัฒนธรรมของตะวันตกมากเกินไป รวมถึงการเมือง แบบพอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะพัฒนาเรื่องเกี่ยวกับการเมืองสมานฉันท์ ในระดับชุมชน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องทั้งหมดเหล่านี้อยู่ในปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสิ้น อันนี้ก็ควรที่จะต้องถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องหนึ่ง ผมค่อนข้างจะดีใจซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญก็คือเรื่องสิทธิการฟัองร้อง ของประชาชน เราไปรับฟังความคิดเห็นมาหลายเวที ประชาชนนี่นะครับที่ผ่านมา เปึ้นผู้เสียภาษี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าพอไปถึงบทที่เขาได้รับผลกระทบ แล้วเขาจะต้องถูกฟัองร้อง เขาไม่มีส่วนหรือถูกปฏิเสธในเรื่องนี้ว่าเปึ้นผู้เสียหาย ดังนั้น ถ้าถูกกําหนดไว้ให้ชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการได้พูดเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ผม คิดว่าน่าจะทำให้เปึ้นจริงเปึนจังมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในการที่จะยื่น ข้อเสนอผ่านองค์กรอิสระ ในแง่ของการที่จะตรวจสอบเพื่อทำการฟัองร้อง อาจจะต้องให้ ดาบกับองค์กรอิสระบางองค์กร อย่างเช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรืออะไรต่าง ๆ เปึ้นต้น ในการที่จะเปึ้นตัวแทนในแง่ของการฟัองร้อง เปึนต้นนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ เรื่องนี้สําคัญ ผมคิดว่าไม่มีใครพูดในที่นี้ นั่นก็คือเราจะได้เห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ในขณะที่หน่วยงานของรัฐก็ดี รัฐวิสาหกิจก็ดี ทำโครงการขนาดใหญ่ภายในพื้นที่ และหลังจากนั้นประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบในเรื่องเกี่ยวกับพื้นที่นั้นขึ้นมาคัดค้าน การคัดค้านปะทะกันในทางกำลัง เกิดขึ้นอยู่เสมอในเรื่องเกี่ยวกับการที่จะไม่เห็นด้วยในเรื่องเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ โครงการสาธารณะทั้งหลายของรัฐก็ดี ของรัฐวิสาหกิจก็ดี สิ่งที่เปึนต้นเหตุในเรื่องนี้ อีกอันหนึ่งก็คือ ความน่าเชื่อถือในเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราถูกกำหนดว่า เราจะต้องมีการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือเราใช้คำว่า อีไอเอ (EIA – Environmental Impact Assessment) ทุกวันนี้ พรบ. เรื่องเกี่ยวกับทางด้านสุขภาพ ก็กำหนดขึ้นมาอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า เอชไอเอ (HIA – Health Impact Assessment) หรือ การประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพ ที่ผ่านมานะครับองค์กรหรือทีมที่ทำเรื่องนี้เปึน นักวิชาการที่อยู่ในมหาวิทยาลัยและถูกจัดจ้างโดยเจ้าของโครงการ ถ้าเจ้าของโครงการ เปึ้นผู้จัดจ้างทีม (Team) ประเมินผลกระทบนั้นเสียเอง ดังนั้นไม่ต้องรอหรอกครับว่า ผลของการประเมินนั้นจะออกมาอย่างไร ดังนั้นประชาชนจะไม่เชื่อถือครับ การปะทะกัน ในเรื่ององค์ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ที่ผ่านมาล้มเหลวในสังคมไทย ประเด็น ก็คือว่าทำอย่างไรเราถึงจะสร้างที่อาจจะเรียกว่าเปึนคณะกรรมการประเมินผลกระทบ แห่งชาติขึ้นมา แล้วมีกองทุน มีอะไรก็แล้วแต่ในการที่จะเปึ้นตัวกลางในการที่จะทำหน้าที่ ในแง่ของการประเมินผลกระทบในเรื่องราวต่าง ๆ นี้ ที่ทำให้เปึนองค์กรกลางที่น่าเชื่อถือ อย่างแท้จริง เพราะตอนนี้ถ้าสมมุติว่าองค์กรไหนก็แล้วแต่ ไปทำโครงการขนาดใหญ่ แล้วจ้างทีมประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพก็ดี หรือทางด้านสิ่งแวดล้อมก็ดี ที่ผ่านมา ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า อีไอเอ มากกว่า ปรากฏว่าประชาชนก็จะตั้งทีมของตัวเอง ขึ้นมาอีกที่มหนึ่ง ในการที่จะมาสู้ในแง่เกี่ยวผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ไม่เปึนผลดีเลย ประเด็นก็คือว่าเราทำให้การปะทะกันรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะความ ไม่น่าเชื่อถือขององค์กรที่เกิดขึ้นนี้เองไม่มีองค์กรกลางที่ชัดเจน ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเรา สามารถที่จะสร้างคณะกรรมการประเมินผลกระทบโครงการขนาดใหญ่แห่งชาติอะไร ก็แล้วแต่ ที่มีอำนาจพอสมควรในการที่จะไปจัดจ้างที่มประเมินผลกระทบในโครงการนั้น โครงการนี้ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเปึนเรื่องเกี่ยวกับเหมืองลิกไนต์ (Lignite) ก็ดี เรื่องเกี่ยวกับทางด้านแก๊ส (Gas) ธรรมชาติก็ดี หรืออะไรก็แล้วแต่ และทำให้องค์กรเหล่านี้ เปึ้นองค์กรที่น่าเชื่อถือ และทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในแง่ของการเมือง มีผลกระทบด้วย ผมคิดว่าอันนี้จะแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทย แล้วทำให้เราสามารถที่ จะสร้างสังคมของเราเปึนสังคมแห่งการเรียนรู้ เปึ้นสังคมแห่งปัญญาและสู้กันด้วยข้อมูล ข่าวสาร องค์ความรู้ที่แท้จริง ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือหัวใจสำคัญครับ ถ้าเราสามารถที่จะ กําหนดไว้ได้ในรัฐธรรมนูญได้จริงในเรื่องนี้ เราจะเห็นความต่างในแง่ของการปะทะ สังสรรค์กันในทางสังคมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้จะสําคัญอย่างยิ่ง ซึ่งไม่มี ใครพูดในที่นี้ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าจะต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเพื่อที่จะทำ ให้เรื่องนี้เปึนจริงมากยิ่งขึ้น
ทีนี้สิ่งที่สำคัญอีกอันหนึ่งประเด็นต่อไป ผมคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับการลด อํานาจรัฐ เพิ่มอํานาจประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอํานาจประชาชน ผมคิด ว่ากรรมาธิการได้วางไว้ ๓ แนวทาง ซึ่งก็ค่อนข้างจะตรงกับความคิดเห็น นั่นก็คือเรื่องของ การที่จะทำให้ประชาชนสามารถที่จะทำการเมืองได้โดยตรง ที่ผ่านมาในป้ ๒๕๔๐ เองการทำการเมืองหรือการเสนอ พรบ. ในทางตรงก็เกิดขึ้น เหมือนกัน แต่ว่าในทางปฏิบัติไม่สามารถที่จะเปึนจริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลข ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เปึนอุปสรรคมาก ทําอย่างไรเราถึงจะลดตัวเลขนี้ลง ประชาชนที่ผ่านมาเขาเสนอเพียงแค่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ก็อาจจะพอสำหรับในการที่จะ เสนอพระราชบัญญัติเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าหลายเรื่อง ที่เกิดขึ้นในปัญหาของสังคมไทย ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับทางด้านกฎหมายเท่านั้นนะครับ หลายเรื่องเปึนประกาศกระทรวง หลายเรื่องเปึนกฎกระทรวง หลายเรื่องเปึนมติ ครม. ทำอย่างไรถึงจะทำให้เรื่องนี้ที่ประชาชนสามารถที่จะเสนอได้โดยตรงนี่นะครับ ครอบคลุม ถึงเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย เช่น เรื่องประกาศกระทรวงหรือกฎกระทรวงในบางเรื่อง ประชาชนอาจจะเข้าชื่อกันในแง่ของการที่จะให้ข้อทบทวนเพื่อที่จะแก้ไขเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ได้ด้วย ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายเท่านั้นนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือเรื่องที่สำคัญ และอีกเรื่องที่สำคัญก็คือว่าในทางปฏิบัตินะครับที่ผ่านมา ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ มีปัญหามาก ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับเอกสารในการที่จะเอามาใช้ บางคน เสียชีวิตไปแล้วเพราะว่าช่วงเวลา ๒ ป้ที่ผ่านมาก็จะต้องมาทบทวน กว่าที่จะดำเนินการได้ อันนี้ก็เปึนปัญหา อีกปัญหาหนึ่งก็คือว่าสิ่งที่ประชาชนเสนอเข้ามาเปึนกฎหมาย ทำอย่างไรถึงจะปัองกัน หรือปกปัองพระราชบัญญัติของประชาชนนี้ได้ด้วย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเวลาพระราชบัญญัติของประชาชนเสนอเข้ามาก็จะถูกแข่งโดยพระราชบัญญัติ ของรัฐบาลบ้าง ของ สส. หรือพรรคการเมืองบ้าง ถึงที่สุดเนื้อหาต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ถูกแปรเปลี่ยนไป ซึ่งอันนี้ก็เปึนเรื่องที่ประชาชนได้ท้วงติงมาว่ามติของประชาชนควรจะมี ความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองทางตรงที่ประชาชนได้เข้ามามีส่วน ท่านประธานครับ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับการที่จะมีเรื่องเกี่ยวกับการถอดถอน ซึ่งผมคิดว่ามี การอภิปรายกันมาก ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนถอดถอนนักการเมืองตั้งแต่ระดับ ท้องถิ่นไปถึงระดับชาติ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ต้องคิดตัวเลขกันให้ชัดนะครับ แล้วสิ่งที่สำคัญคือ การพัฒนาการเมือง ซึ่งจะต้องทำให้สถาบันการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดำเนินการ อย่างชัดเจน
ประเด็นสุดท้าย สิ่งที่สําคัญก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําอย่างไร เขาเสนอมาเหมือนกันว่าทําอย่างไรถึงจะมีเงื่อนของเวลาในแง่ของการทบทวนให้ชัดเจน ด้วยนะครับ อย่างเช่น ๕ ป้ หรือ ๗ ป้ เพื่อที่จะไม่ให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับแล้ว ฉบับเล่าที่ผ่านมา ดังนั้นถ้าสมมุติเราตั้งธงแบบนี้ไว้ชัดเจน เราก็จะได้มีการทบทวนกัน อย่างชัดเจน ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ก่อนที่จะถึงท่านมนูญศรีนะครับ แล้วก็ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นะครับ ผมขอความร่วมมือทางสื่อมวลชน โดยเฉพาะในส่วนของสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ นะครับ เวลาถ่ายภาพขอให้ถ่ายในส่วนที่มีสมาชิก หรือกรรมาธิการนั่งอยู่นะครับ ถ้าถ่ายภาพ กว้าง ๆ ออกไปอาจจะเข้าใจผิด ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าสมาชิกไม่มาร่วมประชุม นะครับ ตอนนี้สมาชิกก็ทยอยไปรับประทานอาหารด้วยนะครับ กรรมาธิการด้วย แต่ใน ห้องรับประทานอาหารนี้นะครับก็จะมีโทรทัศน์วงจรป่ด แล้วก็ยังมีถ่ายทอดเสียงการ อภิปรายให้ได้ยินได้ทราบตลอดเวลานะครับ ก็ขอความร่วมมืออย่าถ่ายในส่วนที่ไม่มี คนนั่งบริเวณนั้นออกไปนะครับ อาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้นะครับ ส่วนสมาชิก ที่รับประทานอาหารแล้วก็ขอความกรุณาเข้ามาร่วมประชุมพร้อม ๆ กันต่อไปด้วยนะครับ ท่านที่อภิปราย อาจารย์เจิมศักดิ์ก่อนหรือท่านมนูญศรีครับ ตกลงกันได้ เชิญครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ที่ท่านประธานได้ขอให้สื่อมวลชนช่วยให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อันนั้นก็เปึน ของที่ถูกแล้วนะครับ ในขณะเดียวกันผมที่จะต้องพูดตอนนี้เพราะว่าผมมีประชุม ซึ่งประเดี๋ยวก็จะต้องออกจากที่ประชุมแห่งนี้ไปเพื่อที่จะประชุมอยู่ห้องข้าง ๆ ก็เปึ้นเรื่อง รีบด่วนทั้งสิ้นที่เราจะต้องประชุม เพื่อที่จะไปรับฟังความเห็นของประชาชนในภาคต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวจะเห็นว่าผมพูดเสร็จก็หายไปที่นั่งตรงนี้ก็ว่าง ที่ท่านประธานพูด ก็เปึนความจริง แต่ว่าก็เปึนความจริงอีกเหมือนกันว่าท่านที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ควรจะรีบเข้ามาผลัดเปลี่ยนอยู่ตรงนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต อย่างนี้ ผมได้ฟังมาโดยตลอดที่คุณหมอชูชัย ประธานอนุกรรมาธิการในเรื่องของกรอบนี้ นะครับได้พูดเปึ้นท่านแรกในเมื่อเช้าวันนี้ ผมต้องเรียนว่าโดยภาพรวมผมชื่นชมและผม รับได้ ผมคิดว่าไปในทิศทางที่ถูกแล้ว แล้วก็เห็นด้วยว่าจะต้องเดินในทิศทางนี้ สิ่งที่ผมจะ ตั้งข้อสังเกต แล้วท่านประธานอนุกรรมาธิการก็นั่งจดอยู่นี้นะครับ ผมคิดว่าจะเปึน ประโยชน์อย่างยิ่ง ก็คือว่า เวลาที่ท่านร่วม ๓ กรอบเข้าด้วยกัน มันเปึนเรื่องของการที่เราจะต้องพยายาม บาลานซ์ (Balance) ภาษาไทยผมยังนึกไม่ออก สร้างดุลอำนาจใน ๓ กรอบ เพราะว่าที่ คุณหมอชูชัยและอนุกรรมาธิการในกรอบนี้มันเปึนการเมืองภาคประชาชน เปึ้นเรื่องของ การเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน แต่ขณะเดียวกันถ้าถูกยื้ออำนาจไปอยู่ในส่วนการเมือง ภาคตัวแทนคือสถาบันการเมือง และการเมืองในภาคองค์กรตรวจสอบ ท่านจะเพิ่มตรงนี้ ไปท่านพิจารณาแต่ตัวของท่านเองเฉย ๆ ไม่ได้ ท่านต้องดูว่าท่านเพิ่มแล้วท่านไปเกี่ยวพัน กับเรื่ององค์กรตรวจสอบและเกี่ยวพันกับเรื่องสถาบันการเมืองอย่างไร ต้องดูภาพรวม ทั้งหมดด้วย นั่นเปึ้นประการแรกที่ผมกราบเรียน ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังก็ได้ เวลาที่ ประชาชนมีอํานาจในการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๗ ๕๐,๐๐๐ ชื่อถอดถอนได้ แต่แล้วพอไปโยงกับอำนาจของ ปปช. กลายเปึนว่า ปปช. เปึนคนไปชี้มูล ถ้า ปปช. ๙ คนเท่านั้นบอกว่ามูลความผิดไม่พอ ตกเลย ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ฟ้าวล์ (Foul) ไปหมดเลย ผมก็เลยมองว่าแบบนี้เท่ากับเล่นลิเกหลอกประชาชน ให้ประชาชนทำเหนื่อย แทบตาย แต่ว่าไปสะดุดต่อตรงองค์กรอิสระ ท่านประธานเราเปึนสมาชิกวุฒิสภาด้วยกัน เราทราบดี ผมได้ไปตรวจสอบ ปปช. ต่อ พบว่า ปปช. ไปตั้งเกณฑ์ของตัวเองให้มันไม่ผ่าน คือเข้าไปตั้งสองในสาม จะต้องได้คะแนน ๖ จาก ๙ ถึงจะผ่าน หลายต่อหลายกรณีเราจะ ถอดถอนรัฐมนตรี ไปได้คะแนน ๕ ต่อ ๔ บอกว่ามีมูล ๕ คน ๔ คนบอกว่าไม่มีมูล เขาก็ เตะตกไปเลย ตกลงกลายเปึนว่าอํานาจของประชาชนทั้งที่ภาคตัวแทนที่สมาชิกวุฒิสภา จะเปึนคนลงมติสุดท้าย ลงดาบสุดท้ายก็ทำไม่ได้ อำนาจของประชาชนในการเข้าชื่อมา ก็ล้มเหลว เพราะตรงกลางคือองค์กรอิสระเตะทิ้ง ท่านประธานครับ เรานี่เจ็บปวดกันมา ๙ ครั้งที่มีประชาชนเข้าชื่อและ สส. เข้าชื่อที่จะให้ถอดถอนรัฐมนตรีในรัฐบาลที่แล้ว แต่แล้วเราก็ทําอะไรกันไม่ได้หมดเลย เพราะ ปปช. เจ้าเดียวแท้ ๆ เพราะฉะนั้นกราบเรียน ผ่านไปยังกรรมาธิการว่า ต้องกรุณาดูอีก ๒ กรอบผสมผสานไปด้วย นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมรู้ว่าหัวใจของคนที่ทำอยู่ในกรอบนี้นี่นะครับ ต้องการจะลด อำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจให้ประชาชน แต่ผมเรียนไปแล้วว่าช่วยกรุณาเหลือบไปดูกรอบ องค์กรอิสระและเหลือบไปดูองค์กรของตุลาการด้วย ผมจะไม่พูดซ้ำท่านประธาน ตุลาการ นี่บรรพบุรุษเขาทำไว้ดี แต่เราจะโยนภาระไปให้เขาทั้งหมด อำนาจไปให้เขาทั้งหมด ในที่สุดแล้วระยะยาว ถ้าสถาบันที่เรายั่งยึดได้มีอำนาจมากเกินไป หรือทำอะไรกระจาย ตัวมากเกินไป ในที่สุดแล้วถ้าเกิดมีปัญหาบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร ขณะนี้ตุลาการ เปึ้นหลักให้กับพวกเรา เพราะฉะนั้นอันนี้ก็กรุณาดูเทียบเคียงกับตุลาการด้วยนะครับ ขอความกรุณาต้องไปพันกับเรื่องนั้นด้วย สิ่งที่ผมจะพูดเจาะลงในกรอบนี้มีอยู่ ๔ – ๕ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ต้องเกี่ยวพันกับสื่อมวลชน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะพูด ต่อไปนี้ผมได้มาจากประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่หลังจากเราไปเป่ดเวทีรับฟังที่จังหวัด เชียงใหม่และสงขลา เขามีความเปึนห่วงมาก ๆ คือเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเปึนอิสระ ของสื่อมวลชน เข้ามองว่าถ้าสื่อไม่เปึนอิสระ ถูกแทรกแซง ประชาชนจะขาดซึ่งสิทธิในการ รับรู้ และการมีส่วนร่วมในเรื่องอื่น ๆ ก็ผิดเพี้ยนไปหมด ไม่สามารถจะกระทำได้ เพราะฉะนั้นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนจะได้รับก็คือสิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับข่าวสาร ข้อมูลที่ครบถ้วนทุกด้าน ไม่ถูกบิดเบือน คำถามคือผมไปฟังประชาชน เขาพอใจมากเลย กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ ที่คุ้มครองผู้ทําสื่อ และก็ให้มีการจัดสรรคลื่น จัดสรรความเปึ้นเจ้าของสื่อเสียใหม่ เขาพอใจมาก ๆ แต่เขามี คำถามอยู่อันเดียวก็คือว่า จะทําอย่างไรให้รัฐธรรมนูญไม่เปึนเสือกระดาษ ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญกลายเปึ้นสิ่งที่ บัญญัติไว้สวยหรู แต่ถูกละเมิดเต็มไปหมด มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ แล้วก็ ไม่เห็นใครสามารถบังคับให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญได้ ผมฝากกรรมาธิการนะครับ ตรงนี้ จะต้องสร้างใหม่ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ คงอยู่ แต่ต้องมีอะไรที่รองรับว่า ถ้าทำผิด มาตรา ๓๙ หรือมาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ จะมีอะไรเกิดขึ้น ทุกที่ที่ใส่มา เหมือนยันต์กันผี แล้วทําอะไรไม่ได้เลย ผมอยู่ในสภาแห่งนี้รู้ดีว่ามาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ ทําอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านจะทําอะไรท่านต้องเขียนตรงนี้ ประชาชน เขาฝากมา แต่ว่ายังไม่ค่อยลงตัวนัก วันหลังผมจะนํามาอภิปรายตรงนี้อีกทีหนึ่งว่า เขาฝากมา อย่างเช่นให้มีบทลงโทษ ผมก็ไม่รู้ว่าจะใส่ที่ตรงไหนบทลงโทษในรัฐธรรมนูญ ก็ยังรู้สึกต้องมาปรึกษานักกฎหมายว่ามันจะเขียนอย่างไรบทลงโทษในรัฐธรรมนูญ หรือจะต้องให้องค์กรไหนตรวจสอบ ถ้าฝ์ายรัฐทําผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ ในเรื่องของการแทรกแซงสื่อ จะต้องมีระบบการถอดถอนทันที ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ไปแทรกแซง จะทําอย่างไร ใครจะเปึนคนถอดถอน ใครจะ เปึ้นคนตรวจสอบ นั่นเปึนหน้าที่ของกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องไปนั่งคิด และจะต้องไป สัมพันธ์กับกรอบอื่น ๆ อย่างที่ผมกราบเรียนว่าอำนาจคงพันกันไปพันกันมาพอสมควร ท่านประธานครับ ชาวบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ฝากมาโดยเฉพาะก็คือถามว่าเปึนไปได้ไหม ว่า มาตรา ๔๐ ที่กำหนดให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาจัดสรรคลื่นความถี่เสียใหม่ น่าจะระบุให้ ชัดมากขึ้นไหม ทุกที่ไปกำหนดในกฎหมายลูก ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ว่า คลื่นความถี่ดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งในห้า หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ (Percent) จะต้องให้กับชุมชน เขาถามว่าเขียนเสียในรัฐธรรมนูญตรงนี้สักนิดเดียวพอจะได้ไหมว่า คลื่นความถี่เปึนของสาธารณะ เพราะฉะนั้น้อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้คลื่นความถี่ แต่กตัวได้มากมายมหาศาล อย่างน้อยกึ่งหนึ่งต้องจัดสรรให้กับชุมชนและสาธารณะ พอจะทำได้ไหม เขาฝากผมมานะครับ ผมรับเข้ามาแล้ว คุณสวิ่งนั่งฟังอยู่ด้วยกัน คุณสวิ่ง ยืนยันได้ว่านั่งฟังอยู่ด้วยกัน แล้วก็ สสร. จำนวนมากที่นั่งฟังอยู่ด้วยกันเขายืนยันอันนี้ เมื่อผมรับเข้ามาผมก็มากราบเรียนกรรมาธิการยกร่างฯ
ท่านประธานครับ ประเด็นถัดไป ผมอยากจะพูดถึงประเด็นเรื่องเกี่ยวพัน กับนิติบัญญัติ ที่เกี่ยวพันกับนิติบัญญัติก็คืออํานาจของประชาชนในการออกกฎหมาย ที่ผ่านมาเราใช้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เมื่อกี้คุณสวิ่งพูดไปแล้วว่า ๕๐,๐๐๐ ชื่อนั้นยากลำบาก อย่างไร ประชาชนเขาเสนอว่าสัก ๒๐,๐๐๐ ชื่อเปึนอย่างไร และขณะเดียวกันเขาไม่มี ตัวแทนเข้าไปอยู่ในสภา ท่านประธานทราบดีว่าเวลาเราทำกฎหมาย เวลากฎหมายเปึ้น ของรัฐบาลหรือเปึนของพรรคการเมือง เขาจะมีตัวแทนในสภาที่จะดีเฟนด์ (Defend) กฎหมาย ที่จะชี้แจง ที่จะอธิบายว่าอันนี้ตัดไม่ได้เพราะมันจะไปพันกับมาตราโน้น เจตนารมณ์รวมกันแล้วมันจะเปึนอย่างนี้ ถ้าคุณตัดไปหรือไปเปลี่ยนแปลงมันจะบิดเบี้ยว เจตนารมณ์ของกฎหมายไปหมดเลย ท่านประธาน เราก็คุ้นกันดีเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมา นะครับ ชาวบ้านไม่มีโอกาสมาชี้แจงเลยในสภาแห่งนี้ แล้วท่านประธาน กระผม จำได้ไหม พวกเรารีบเสนอขึ้นมาเปึนกรรมาธิการ เพราะว่าถ้าเราไม่เสนอเปึนกรรมาธิการเขายิ่ง ไม่มีโอกาสอะไรเลยที่จะเข้ามาอยู่ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะเขียนกฎเกณฑ์ตรงนี้เสีย ได้ไหมว่า ถ้าให้เขาเสนอกฎหมายแล้ว เขาต้องมีตัวแทนจำนวนหนึ่งมานั่งอยู่ในสภา แห่งนี้เพื่อชี้แจงกฎหมายของเขา ท่านประธานครับ อันนี้เปึ้นเรื่องสำคัญ ตอนที่ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ คลอดใหม่ ๆ ประธาน ๒ ท่านที่นั่งอยู่บนนี้เปึ้น สสร. เก่า ผมจำได้ ผมเองชื่นชมมากที่ให้ประชาชนมีสิทธิเสนอพระราชบัญญัติ วันนั้นประธาน รัฐสภาของแคนาดามาเยี่ยมเยือนประเทศไทย แล้วก็มีการจัดเลี้ยงกันที่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยา ผมเองไปนั่งอยู่ข้าง ๆ ประธานรัฐสภาของแคนาดา คําแรกที่เขาพูดกับผม เขาบอกว่า เขาตกใจมากเลยที่ประเทศไทยก้าวหน้าขนาดให้ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อเสนอ พระราชบัญญัติได้ แต่เขาถามผม คำถามถัดมาทันที บอกสิ่งที่เขาเปึนห่วงก็คือใครจะไปดีเฟ็นด์กฎหมายของ เขาในสภา ผมนี่วันนั้นทันทีเลยครับ ขนลุกทันทีเลยว่าเปึนความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ ที่ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้เลย และผมก็พยายามที่จะทําอย่าง ไม่มีกฎหมาย ไม่มีกฎเกณฑ์ แต่เขาไม่ได้ห้าม ก็เลยเอาชาวบ้านเข้ามานั่งเปึนกรรมาธิการ แต่ก็ได้เพียงแค่บางส่วน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ต้องฝากไปด้วยนะครับ ยิ่งกว่านั้น คุณสวิ่งพูดเมื่อสักครู่นี้ถูกแล้ว ประชาชนเขาฝากมาด้วยว่าพอพระราชบัญญัติที่ประชาชน เข้าชื่อกันยากลำบากกว่าจะร่างเสร็จเปึ้นพระราชบัญญัติ แล้วก็รายชื่อก็ หลายหมื่นชื่อ พอเสนอเข้ามารัฐบาลมักจะชิงเสนอร่างของรัฐบาลเข้ามาประกบเพื่อที่จะ เอาหน้าเอาตา แล้วในที่สุดสภาก็บอกว่าใช้ร่างทั้งหลายควบคู่กัน โดยใช้ร่างของรัฐบาล เปึ้นหลัก ตกลงจบเลยครับ ในที่สุดก็ใช้ร่างของรัฐบาลเปึนหลัก รัฐบาลก็ชี้แจงแล้ว ชี้แจงอีกสนุกสนานกันไป ประชาชนหมดโอกาสที่จะเข้ามาชี้แจง ประชาชนก็เปึน ไม้ประดับของระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา และระบอบนิติบัญญัติ ท่านประธานครับ อันนี้จะต้องแก้ไข ผมฝากกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าท่านจะทําอย่างไร ที่จะป่ดประเด็นเรื่องการที่รัฐบาลจะเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้ามาประกบ แล้วร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลที่เสนอเข้ามาก็เหมือนกันเกือบทุกตัวอักษร เปลี่ยนแปลงเพียงนิด ๆ หน่อย ๆ ให้ดูเปึ้นร่างของรัฐบาล แล้วเขามี สส. ในสภา เขาก็บอก ว่าในที่สุดมีมติให้เอาร่างของรัฐบาลเปึนหลัก ของประชาชนจบกัน ณ เวลานั้น ได้แต่มีชื่อ ว่าเสนอร่างพระราชบัญญัติ
ท่านประธานครับ ในหัวข้อถัดไปในเรื่องนิติบัญญัตินี้ก็คือเรื่องการ ถอดถอน ผมได้พูดให้เห็นปัญหาอยู่ส่วนหนึ่งก็คือว่าประชาชนเข้าชื่อมา วุฒิสภา ป้ ๒๕๔๐ รับเรื่อง ส่งให้ ปปช. ปปช. บอกมูลความผิดไม่พอ ตกเลย จบ ประชาชน คราวนี้เขาเสนอใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เขาเสนอใหม่ว่า ขอให้ประชาชนมีสิทธิในการ เรียกคืนตัวแทนของเขาบ้างได้ไหม เขาขอสิทธิในการเรียกคืนผู้แทน หรือตัวแทนของเขา เขาบอกว่าเขาเลือกกันขึ้นมาก็เปึนผู้แทนของเขา แต่ถ้าไปทำไม่ดีเขาขออนุญาตเข้าชื่อกัน ให้บุคคลคนนั้นพิสูจน์ตัวเอง คือลงมาจากตำแหน่ง สส. หรือ สว. แล้วเลือกใหม่ ในเขตนั้น ถ้าได้ใหม่ก็แสดงว่าประชาชนส่วนใหญ่ยั่งยอมให้ แต่ถ้าไม่ได้ก็เอาคนใหม่ที่ได้ ไปทำหน้าที่แทนเลย ผมก็ถามนะครับ ผมถามแทนท่านกรรมาธิการว่าถ้าอย่างนั้นจะให้ คนทำอย่างไร เกณฑ์ในการที่จะเรียกคืนมันเริ่มอย่างไร ฝ์ายหนึ่งผมกราบเรียนว่า ยังไม่ตกตะกอนดี วันนี้ถ่ายทอดไปประชาชนมีความเห็นอย่างไร เห็นด้วยต้องช่วยกันคิด ส่วนหนึ่งเขาบอกว่า ถ้า สส. คนนั้นชื่อ นาย ก ได้ไป ๔๐,๐๐๐ คะแนน ถ้าหากว่ามี ประชาชนถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนที่ได้รับเห็นว่าควรจะมาพิสูจน์ตัวเอง คือ ๒๐,๐๐๐ ขึ้นไป ให้ต้องหลุดออกมาจากตำแหน่งชั่วคราว แล้วพิสูจน์ตัวเองทันทีโดยการเลือกตั้งแข่งกับ คนอื่น ถ้ายังกลับเข้าไปได้ก็กลับเข้าไป อีกกลุ่มหนึ่งมีความเห็นว่าถ้าผู้มีสิทธิที่สามารถ เลือกในเขตนั้น สมมุติว่าผู้มีสิทธิ ๑๕๐,๐๐๐ คน เลือก สส. ได้ ๑ คน ให้ใช้สิทธิเกณฑ์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๕๐,๐๐๐ คน คือของจำนวนประชากรที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง ๑๕๐,๐๐๐ คน เอา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเอา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๕,๐๐๐ หรือ ๓๐,๐๐๐ รายชื่อก็ทําได้เหมือนกัน อันนั้นก็เปึ้นอันที่ ๒ แต่อันที่ ๓ ถ้าผม ไม่พูดก็จะหาว่าผมไม่พูดให้ครบ แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับเขาอันที่ ๓ ผมก็บอกเขา หลังจากที่เขาเสนอหมดแล้ว แต่ผมบอกเขาว่าเพื่อความเปึนธรรมผมจะเสนอทั้งหมดกับ กรรมาธิการยกร่างฯ อันที่ ๓ เขาบอกว่าใครก็ได้ขึ้นฟัองร้องต่อศาล แล้วให้ศาลสั่งปลด สส. ได้เลย ผมก็ปล่อย ให้เขาพูด หลังจากหมด เขาพูดแล้วเปลี่ยนวาระผมก็บอกว่า คุณไม่กลัวหรือว่าเรากำลัง ให้อำนาจตุลาการในการถอดถอนตัวแทนของประชาชนที่เปึนฝ์ายนิติบัญญัติ ตกลง อำนาจตุลาการจะครอบงำฝ์ายนิติบัญญัติได้ แล้วตุลาการองค์คณะมี ๓ คน สามารถ จะถอดถอน สส. ได้เลย อันนี้ก็เขาเสนอ อันนี้ผมก็ต้องกราบเรียน แล้วก็มีคนเห็นด้วย จำนวนหนึ่งด้วย เพราะว่าขณะนี้กระแสตุลาการภิวัตน์กำลังแรง ทุกคนหวังพึ่งตุลาการ ให้ตุลาการทำโน่นทำนี่ แต่ผมเปึนห่วง ผมเตือนไว้แล้ว ประการถัดไปครับ ท่านประธานครับ
อาจารย์ขออนุญาต ขออภัย กรอบ ๑ หรือเปล่าครับอาจารย์ครับ
นี่อยู่ในกรอบ ๑ นะครับ
ยังกรอบ ๑ อยู่นะครับ
ประการถัดไปคือเรื่องผู้บริโภค ผมนี่ แยกเปึนเรื่อง ๆ ครับท่านประธาน ท่านเห็นไหมผมพูดเรื่องสื่อ พูดถึงเรื่องประชาชน อำนาจประชาชนในนิติบัญญัติ ในการเสนอกฎหมายและถอดถอน แล้วก็อำนาจ ประชาชนในการเรียกคืนตำแหน่ง เขาไม่เอาแล้วแบบที่ผ่าน ปปช. ผ่านสภา เที่ยวนี้ อำนาจของประชาชนในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค นี่แหละตรงเลยครับ ผมอยากจะ กราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มีบัญญัติไว้อยู่มาตราหนึ่งว่า จะให้มีองค์กรอิสระ คุ้มครองผู้บริโภค ๙ ป้เศษ ไม่เคยปรากฏเลยที่จะมีองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคที่เปึนอิสระ ความจริงนั้นน่าจะเรียกว่าสภาผู้บริโภค เพราะอะไรครับ เพราะถ้ามีองค์กรคุ้มครอง ผู้บริโภค หรือสภาผู้บริโภค ย่อมจะมีอำนาจค้านกับผู้ผูกขาดในระบบเศรษฐกิจ ผู้ผูกขาด ที่ขายพ่วง ผู้ผูกขาดที่เอาเปรียบเขา โฆษณาเกินจริง หรือคุณภาพสินค้าไม่เหมือนที่ระบุไว้ ผู้บริโภคจะปัองกันตัวเองได้ทันที ท่านประธานครับ อยากจะเรียนกรรมาธิการว่า ถ้าให้ องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีอำนาจฟัองร้องแทนผู้บริโภคด้วย ถ้าเปึนไว้เฉย ๆ ไม่มี อำนาจฟัองร้อง องค์กรแห่งนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องให้โอกาสเขา ถามว่ากฎหมายเคยมีไหม ให้องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคฟัองร้องแทนผู้บริโภค มีครับ เขามีหน่วยงานที่เขาให้ ขณะที่ เปึ้นมูลนิธิเขายังให้ฟัองได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะมีสภาคุ้มครองผู้บริโภค ท่านต้องให้ อำนาจเข้าในการฟัองร้องได้ แล้วอย่างนี้จะได้คานและดุลกับผู้ผูกขาดในระบบเศรษฐกิจ ที่ผลิตสินค้าแล้วเอาเปรียบผู้บริโภค
อีกเรื่องหนึ่งเหมือนกันเลย ก็คือเรื่ององค์กรอิสระคุ้มครองสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็มีไว้ในการคุ้มครองประชาชน เปึนอำนาจของประชาชน ในการจัดการกับ นักอุตสาหกรรมที่สักแต่ว่าทำลายสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่าเหมือนกับเรื่ององค์กรคุ้มครอง ผู้บริโภค ฝากท่านพิจารณาในประเด็นนี้ด้วยนะครับ
ประเด็นถัดไป ผมคิดว่าในกรอบนี้ท่านควรจะเขียนให้ชัดว่ารัฐมีสิทธิในการ เลือกปฏิบัติ เลือกปฏิบัติในทางที่เปึนคุณให้แก่ผู้เสียเปรียบและผู้ด้อยโอกาสในสังคม เขียนเสียให้ชัดได้ไหม ว่ารัฐต้องเลือกปฏิบัติ ก็คือในทางที่เปึนคุณกับผู้ที่ด้อยโอกาสใน สังคม ไม่ว่าจะเปึนสตรี ไม่ว่าจะเปึนชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะเปึ้นผู้พิการทุกประเภท ผมคิดว่า เปึนความจําเปึนอย่างยิ่งในสังคมเราจะต้องเกื้อหนุนกัน
ท่านประธานครับ ผมเหลืออีกประเด็นเดียวที่ผมอยากจะพูด แต่ผมคิด ทางออกไม่ได้ เปึ้นประเด็นที่หนักอกหนักใจผมอย่างยิ่ง แต่ผมกราบเรียนว่าถ้าผมไปนั่ง ยกร่าง ผมก็ไม่รู้จะยกร่างอย่างไร แต่ผมต้องพูดเพื่อให้ท่านช่วยผมคิด ก็คือระบบอุปถัมภ์ ในสังคมไทย ผมว่าเรื่องนี้คือวัฒนธรรมของไทย เราไปดูรัฐธรรมนูญกี่ประเทศก็ตาม ในโลก ไม่สามารถจะช่วยได้ แต่ท่านรู้ใช่ไหมครับการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเปึนไปได้ ยากลำบากมากถ้าระบบอุปถัมภ์ยังคงอยู่ แล้วระบบอุปถัมภ์เปึ้นระบบในการควบคุมคน ใช้ระบบบุญคุณ ใช้ระบบพรรคพวก ใช้ระบบต่างตอบแทนกันด้วยบุญคุณ ระบบ สายเลือด ระบบที่ พลเอก สุรยุทธ์ เคยพูดว่า เลียตีน ศีลมาก ปากสอพลอ ล่อไข่แดง แต่แก้ร่งวิชามาสุดท้าย ระบบอุปถัมภ์ อย่างที่ข้าราชการหลายคนเขาใช้กันอยู่ว่าต้อง สายโลหิต ศิษย์ข้างเคียง เสบียงหลังบ้าน กราบกรานสอพลอ ล่อไข่แดง ท่านประธานครับ เรื่องนี้ท่านจะแก้อย่างไร สิ่งที่ท่านร่างมาในกรอบนี้ทั้งหมดจะล้มเหลวทั้งหมดเลย ถ้าระบบอุปถัมภ์คงอยู่ ท่านจะรู้ มันจะมีระบบวิ่งเต้นและขอกันตลอด ท่านจะร่างกี่หมื่นรายชื่อ ท่านจะให้ทำ อย่างไรก็ตามระบบอุปถัมภ์มันจะสอดแทรกเข้าไปหมดทุกอย่าง เราจะทำอย่างไร หรือเราจำเปึ้นที่จะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับระบบอุปถัมภ์ และดัดระบบ อุปถัมภ์อย่างไรให้มันโปร่งใส ให้มันเข้าที่ ระบบเล่นพรรคพวก ผมไม่ลงรายละเอียด ล่ะครับ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกคงจะต้องแสดงความเห็นอีกเยอะ แต่ระบบอุปถัมภ์นั้น มันจะทำให้สิ่งที่เราพูดมาทั้งหมดล้มเหลวใช่ไหม ไม่ว่าจะเปึ้นสภาองค์กรคุ้มครอง ผู้บริโภค ไม่ว่าจะจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ ไม่ว่าจะคุ้มครองสิทธิของคนทำสื่อให้มีเสรีภาพ ผมพูดอย่างนี้ซึ้งไหมครับว่าระบบอุปถัมภ์ที่ผ่านมามันเอาพรรคพวกของมันเข้ามาอยู่ใน สื่ออย่างไร มันเอาพรรคพวกของมันมาหากินกันอย่างไร แล้วในทุกเรื่องที่เราพูดมา ทั้งหมด แต่ท่านประธาน ผมบอกตรง ๆ ว่าผมยังคิดไม่ออก ผมจนด้วยเกล้าว่าเราถ้าคิด แบบฝรั่งเราก็จะร่างสนุกสนานมากเลย แต่ผมบอกว่าแล้วระบบอุปถัมภ์มันมีจริงใน สังคมไทย โดยเฉพาะในภาคชนบท ภาคชนบทระบบอุปถัมภ์นั้นหนักแน่นมาก ๆ แล้วท่าน ร่างเปึนอย่างหนึ่งมันไม่เข้ากับระบบอุปถัมภ์ แล้วจะให้มันทำงานอย่างไร ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ รายชื่อที่แจ้งไว้แล้วก็มีท่านมนูญศรี โชติเทวัญ อาจารย์พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ อาจารย์เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ แล้วก็เดี๋ยวมีหลายท่านนะครับ เดี๋ยวขานชื่ออีกครั้งแล้วกันครับ ท่านกฤษฎา รอสักครู่นะครับ ท่านมนูญศรี เชิญครับ เราอยู่ในกรอบที่ ๑ นะครับ ในส่วนเรื่องว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของ ประชาชน และการกระจายอํานาจนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน มนูญศรี โชติเทวัญ สสร. ภาคเอกชนค่ะ ก็ตั้งแต่เช้านะคะที่ได้พยายามจะยกมือและก็จะพูดก่อน ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นะคะ แต่ท่านก็พูดไปบางประเด็นที่ดิฉันตั้งใจว่าจะพูดอยู่เหมือนกัน นะคะ ในเรื่องของแนวทางในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้นะคะ ก็ได้มีการพูดกัน ถึงเรื่องข้าราชการ นักการเมืองมาโดยตลอดนะคะ ก็จะมาได้ยินเมื่อสักครู่ท่าน อาจารย์เจิมศักดิ์ได้พูดถึงองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคนะคะ แล้วก็สิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงกับที่ ดิฉันคิดว่ามันน่าจะบรรจุเอาไว้ในแนวทางในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะคะ อย่างเช่น ดิฉันอยากจะพูดถึงความเปึนอยู่ของประชาชนนะคะ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ อาจจะเปึ้นทั่วประเทศนะคะว่าเขาควรที่จะได้รับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้เกิดความ เท่าเทียมกันนะคะ ซึ่งในแนวทางหลักของการร่างรัฐธรรมนูญจะบรรจุไว้ในข้อ ๙ นะคะ ซึ่งได้บอกว่าศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเสมอภาค การมีส่วนร่วม ของประชาชนและอำนาจของชุมชนย่อมได้รับการรับรองและคุ้มครอง ดิฉันอยากจะ นำเสนอเพิ่มอีกว่า และให้ได้รับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้เกิดความเท่าเทียมกัน หมายความว่าคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรืออยู่ในเมืองที่เจริญแล้วเขามีไฟฟัาใช้ มีน้ำประปา ใช้ มีการสาธารณสุขที่ดี คนต่าง ๆ เหล่านั้นอีกหลายจังหวัดนะคะซึ่งห่างไกลความเจริญ เขาเหล่านั้นจะอยู่ที่ไหนก็ตามนะคะ เขาก็สมควรที่จะได้รับการสนับสนุน แล้วก็ การส่งเสริมเช่นเดียวกับคนในกรุงนะคะ อันนี้ดิฉันก็เสนอแนวทางเอาไว้ในแนวทางหลัก ในการเพิ่มลงไปในข้อ ๙ นะคะ ดิฉันจะเสนอหลายประเด็นในหลายกรอบ เพราะว่า จะไม่ลงรายละเอียดเยอะมากนะคะ ดิฉันก็อยากจะเพิ่มในเรื่องของกรอบที่ ๑ ข้อ ๓ เหมือนกันค่ะ ศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคตามพันธกรณีระหว่างประเทศย่อมได้รับการคุ้มครอง และได้รับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้เกิดความเท่าเทียมกันด้วย อันนี้ก็เปึนประเด็น ความคิดเห็นที่ดิฉันนําเสนอในกรอบที่ ๑ ดิฉันนี่มาจากภาคเอกชน ภาคธุรกิจนะคะ ดิฉัน อยากจะเสนอว่ามีแต่ข้าราชการ นักการเมืองอยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นี่เยอะ มากเลย แต่ภาคเอกชน ภาคธุรกิจไม่มีนะคะ ในหน้า ๒ ข้อ ๔ ที่บอกว่า กรอบในการ พิจารณามีดังนี้ ๑. รัฐสภา ๒. คณะรัฐมนตรี ๓. ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับ นักการเมือง ๔. คุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการและนักการเมือง ดิฉันอยากจะ ขอให้เพิ่ม และ นักธุรกิจ ด้วยค่ะ อันนั้นคือกรอบที่ ๑ นะคะ ดิฉันก็ไปอ่านมาในช่วงตั้งแต่ ได้รับเอกสารมาตั้งแต่วันศุกร์นะคะ ก็มีเวลาคิดอยู่ ๒ วัน ดิฉันก็อยากจะพูดอีกสักสอง สามประเด็น ซึ่งอยู่ในกรอบที่ ๒ และกรอบที่ ๓ ซึ่งก็จะคล้าย ๆ กันนะคะ ในกรอบที่ ๒ ดิฉันจะไม่ลงในรายละเอียดลึกนะคะ จะพูดเนื้อ ๆ เลยนะคะ
ขอประทานโทษ กรอบที่ ๒ เราจะขอไว้ก่อนได้ไหมครับ แล้วพอถึงเวลากรอบที่ ๒ แล้ว ผมเรียนท่านอีกครั้งหนึ่งดีไหมครับ
ได้ค่ะ ดิฉันมีกรอบที่ ๒ และกรอบที่ ๓ ด้วย นะคะ ขอบพระคุณท่านมากค่ะ
เรายัง อยู่ในกรอบที่ ๑ นะครับ และเหลือในตารางถัดไปก็เปึนท่านพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ซึ่งไม่อยู่ในที่ประชุมนี้นะครับ ต่อไปก็ท่านเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ครับ เรียนเชิญท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ สสร. หมายเลข ๐๐๘ ครับ ผมคิดว่าเช้านี้เราได้พูดกันพอสมควรในเรื่อง กรอบที่เราจะนําไปใช้เปึนแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างกันอยู่ในขณะนี้ แล้วผมเข้าใจว่าสิ่งที่ทางท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้นําเสนอเช้านี้เปึ้นเรื่องซึ่งกําลัง มาบอกกล่าวกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่าได้วางกรอบกําหนดในการทํางาน อย่างไรบ้าง มีประเด็นอะไรต่าง ๆ และผมก็เข้าใจสิ่งซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องการ ก็คือ ต้องการฟังว่าในกรอบต่าง ๆ เหล่านี้มีอะไรอีกบ้างไหมที่ขาดตกบกพร่อง หรือ อยากจะมีข้อเสนอแนะอย่างไรให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นําไปพิจารณาในการกําหนด การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จริง ๆ แล้วเราคงทราบกันแต่ต้นแล้วชัดเจนว่าถึงที่สุด อย่างไรก็ตามคงจะต้องใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ นี้เปึนต้นแบบในการร่าง เพื่อที่จะ แก้ไข และให้เหตุผลความชัดเจนถึงเหตุที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงให้มันดีขึ้น ไม่มีข้อกำหนด ตรงไหนเลยในการทํางานของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่จะห้ามไม่ให้นําเอารัฐธรรมนูญ ฉบับอื่น ๆ หรือตรงไหนก็ได้มาพิจารณาร่วม จะตรงไหนก็ได้ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญดี ทุกฉบับ แต่ก็เจ๊งทุกฉบับ ถูกยกเลิกไปทุกฉบับเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากรอบการ ทํางานของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะเปึนอย่างไรก็ตาม ก็คงจะนําเอาสิ่งซึ่งจะอธิบาย ได้ในการแก้ไข ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยใช้ฐานของรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เปึ้นตัวตั้งอยู่ดี ทีนี้เมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นตัวตั้ง ผมคิดว่าโดยภาพรวมเรา ก็จะต้องบอก ชี้ให้เห็นว่าอะไรมันทําให้เราต้องมาแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ฉบับนี้ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งพูดกันว่าดีแล้วดีอีก แต่ก็ถูกยกเลิกไปนี่เอง มันมีเหตุที่บกพร่องอยู่ ๒ – ๓ เรื่องด้วยกัน ในความเห็นคิดว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อันที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง อันที่ ๒ ข้อบกพร่องที่มองเห็นก็คือได้ ก่อให้เกิดภาระของประชาชนมากน้อยแค่ไหน เปึ้นเรื่องที่ต้องพิจารณา และอันที่ ๓ ก็คือ ก่อให้เกิดความไม่เปึนธรรมาภิบาลขึ้นมาบ้างหรือไม่ ผมคิดว่า ๒ – ๓ ประเด็นนี้จะเปึน ๒ – ๓ ประเด็นหลักซึ่งน่าจะได้นำเสนอเปึนภาพให้ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นำไป พิจารณาว่า หากจะต้องแก้ไข ต้องปรับปรุง ต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เรียกว่า ป้ ๒๕๕๐ นี้ ขึ้นอย่างไร ที่จะไม่ให้รัฐธรรมนูญซึ่งกําลังร่างนี้นําไปสู่วิกฤตการณ์ทั้ง ๓ ที่ว่านี้ วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเราก็ทราบกันแล้วว่ามันยุ่ง ๆ กันมาตลอด จนกระทั่ง เกิดการยุบสภา ซึ่งผลตามมาก็คือทำให้เกิดการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และก็ ต้องมีการรักษาการนายกรัฐมนตรีโดยที่ลาออกไม่ได้ จนถึงขั้นที่สุดมีการพูดถึง ความพยายามที่จะให้ลาออก ถึงการนำเอามาตรา ๗ เอาประเพณีการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยเพื่อที่จะให้ลาออกไป แต่ก็ออกไม่ได้ จนได้เกิดวิกฤตการณ์ตามมา อย่างที่ทราบ นี่ผมคิดว่าเปึนกรณีน่าศึกษาที่น่าสนใจมากว่าวิกฤตการณ์ที่มันเกิดขึ้น เกิดจากตัวบุคคลหรือเกิดจากระบอบหรือระบบที่เปึนอยู่ แล้วก็แก้ไขไม่ได้ ผลของการ ยุบสภาอย่างที่ทราบ กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน ๓๐ วัน มันก็เกิดวิกฤตการณ์ ของสภา ของการเลือกตั้งตามมา เพราะว่า ๓๐ วัน ซึ่งเปึนการยุบก่อนวาระปกติมันถูก มองว่าเปึนการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น พรรคอื่นมากไป เพราะแม้แต่การยุบตามวาระปกติ ก็ยังต้องใช้เวลา ๔๕ วัน ไม่ปกติทำไมถึงสั้นกว่า มันควรจะมากกว่า ๔๕ วันด้วยซ้ำไป อันนี้ก็เปึนประเด็นซึ่งน่าจะไปดูว่า จริง ๆ แล้วเพราะระบอบมันเปึนอย่างนั้นหรือเปล่า พอให้มีการเลือกตั้งพรรคการเมืองก็ไม่เลือกตั้งกันอีก เพราะเหตุว่ากฎหมาย พรรคการเมืองบอกว่ามีพรรคได้แต่ไม่จำเปึนต้องลงเลือกตั้งก็ได้ นี่ก็เปึ้นเรื่องของระบบอีก ก่อวิกฤติตามมาจนกระทั่งลามมาถึงวิกฤติของ กกต. เข้าจนได้ เพราะว่าอำนาจการตัดสิน เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเปึ้นของ กกต. ทั้งหมด และก็ฉบับใหม่ซึ่งกำลังจะร่างกันนี้บอกว่า ต่อไปนี้จะให้ศาลเปึ้นผู้ตัดสินเสียแล้ว ซึ่งดี ก็อยากจะบอกว่าทำให้มันชัดเจน แก้วิกฤติ ตรงนี้ได้ไม่อย่างนั้น กกต. ก็ติดคุกอีกในระยะต่อไป สรุปก็คือว่าถ้าจะแก้ระบบเหล่านี้ ไม่ให้เกิดวิกฤติอีกอย่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ก็ควรจะนํามาพิจารณาในเรื่องเหล่านี้ ที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มันนําไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองเหล่านั้น เราจะแก้ตรงนี้ อย่างไรสำหรับฉบับใหม่ซึ่งกำลังร่างขึ้น
ขอประทานโทษนิดหนึ่งครับ ขอให้ลงเนื้อหาสาระของกรอบที่ ๑ นะครับ
ผมคิดว่าหลายท่านพูดเนื้อหาสาระ แต่ถ้า ไม่พูดภาพรวมเหล่านี้ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการจะมองไม่เห็น แล้วในรายละเอียดผมจะมี ประปรายอยู่ในนี้ด้วยครับ
คือผมเกรงว่าจะย้อนกลับไปพูดเรื่องเก่าที่เราผ่านไปแล้วนะครับ ถ้าเพียงแต่นำเรื่องขึ้นมา เพื่อพิจารณาในเนื้อหาสาระกรอบที่ ๑ ก็ไม่เปึนไรครับ ขอเข้าสู่ประเด็นก็แล้วกันครับ
ก็ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นก็อยากจะพูดอย่างนี้ ก็แล้วกันว่าในส่วนเปึ้นประเด็นซึ่งเปึนปัญหาก่อให้เกิดวิกฤติเหล่านี้จะต้องแก้ไขไม่ให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปลอกเลี่ยนแบบ หรือว่าจะต้องแก้ไขไม่ให้เกิดวิกฤติได้ และไม่ให้ เกิดเปึนภาระของประชาชนอีก อย่างเช่นภาระของประชาชนอย่างเช่นเรื่องนี่มันก็ลง รายละเอียดไปในตัว เช่นเรื่องค่าใช้จ่ายเรียน ๑๒ ป้ พูดแล้วก็ทำไม่ได้ ต้องอาศัยเงินจาก หวยใต้ดิน อะไรต่ออะไรมาช่วยเหล่านี้มันก็ไม่ไหว แล้วมันก็มีข้อบกพร่องที่เกิดจาก รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว จากการกําหนดสิ่งที่ทําไม่ไหวหรือทําไม่ได้ พูดถึงอันที่ร่างใหม่นี่ดี พูดถึงการศึกษาตลอดชีวิต พูดถึงการศึกษาของเด็กปฐมวัยตั้งแต่ ๐ ถึง ๖ อะไรเหล่านี้ ซึ่งเปึน คริติคอล เอจ (Critical Age) อันนี้สำคัญ และผมก็เห็นว่าดี และก็อยากจะ กราบเรียนท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าจุดนี้ขอให้พิจารณาอย่าให้มันเปึนภาระของ ประชาชนมากอย่างที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ อย่างเรื่องการศึกษาฟรี ถ้างบการศึกษาทำไม่ได้ถึงร้อยละ ๔ ของจีดีพี (GDP – Gross Domestic Product) เราก็ ลำบากแล้ว รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มันมีช่องโหว่อย่างนี้ จึงอยากจะเรียนว่าต้องแก้ไข ตรงนี้ ถ้าหากว่าจะพูดถึงในส่วนที่รายละเอียดก็ไปว่ากัน ทีนี้เรื่องซึ่งผมคิดว่าสำคัญและก็ นำไปสู่วิกฤติในเรื่องการโกงกิน คอร์รัปชั่น (Corruption) จากรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว จะแก้ไขอย่างไร คดีต่าง ๆ ที่สอบสวนกันอยู่ทุกวันนี้มันฟัองตัวมันเองดี และก็ในแนวทาง หลัก ๑๐ ข้อที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นําเสนอเช้านี้ก็ไม่มีความชัดเจน เรื่องความเปึนธรรมาภิบาล พูดถึงแต่ประเทศ การปกครองประเทศที่เปึนนิตินัยและพูดถึงการปกครองโดยระบบ รัฐสภา แต่ว่าให้ชัดได้ไหมว่าในด้านการปกครอง การเมือง การบริหารบนแนวทางของ ธรรมาภิบาลนี้จะกำหนดไว้ตรงไหนดี เพื่อให้เปึ้นแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ในส่วนที่เกี่ยวกับ ส่วนที่ ๑ เรื่องอำนาจสิทธิของประชาชนที่จะกระจายอำนาจมาให้กับท้องถิ่น สร้างความ แข็งแก้ร่งให้กับการเมืองของประชาชนให้มันเกิดขึ้นจริงด้วย ความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ ผมคิดว่าจำเปึ้นที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะต้องนำไปพิจารณา และอันหนึ่งที่ผมได้พูด มาแล้วก็คือว่า อย่าคิดถึงแต่ทำแผนพัฒนาการเมืองระดับชาติ มีความจำเปึ้นแล้ว ในขณะนี้ที่น่าจะต้องได้วางแผนพัฒนาการเมืองในระดับท้องถิ่นพร้อมกันไปด้วย อยากให้ มีความชัดเจนตรงนี้ที่จะกําหนดร่างไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ ในรายละเอียดคงไม่มีระบบ เจาะจงไป แต่เรื่องธรรมาภิบาลมันเกี่ยวข้องอย่างมากกับการที่มีองค์กรอิสระ ซึ่งผมก็มี ข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่ก็มี ฉบับที่กําลังร่างก็พอบอกว่า ให้คงไว้ แต่ว่า ฉบับป้ ๒๕๔๐ นี่มันล้วนตั้งองค์กรอิสระเปึนองค์กรที่ค่อยตรวจสอบเมื่อเกิดความผิด เกิดขึ้น แล้วองค์กรอิสระเหล่านี้ถึงจะทำงาน ถึงจะไปตรวจสอบ เพราะฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นนี่ เราจะสร้างกลไกในการปัองกันไม่ให้เกิดขึ้นก่อนได้ไหม ไม่ใช่ มีแต่องค์กรที่ค่อยตรวจสอบเมื่อความผิดเกิดขึ้นแล้วอย่างที่เปึนอยู่ขณะนี้ อย่างที่เปึนอยู่ ขณะนี้ฝ์ายการเมืองมีอำนาจในการกำหนดนโยบายได้ ก็ถูกต้อง แต่ขณะนี้ที่มันยุ่ง ก็เพราะว่ากําหนดนโยบายเสร็จก็ไปกําหนดเรื่องสเปก (Spec) กําหนดเรื่องสัญญา กำหนดเรื่องประมูลอะไรไปด้วย มันถึงได้ยุ่ง และก็ทำให้งานขององค์กรอิสระวุ่นวายไป หมด ตรวจกันไปแทบทุกกระทรวง ตรวจเท่าไรมันก็ไม่หมด ก็อยากเห็นการคิดถึงการตั้ง องค์กรอิสระในลักษณะที่ปัองกันเหตุที่จะเกิดขึ้นก่อนด้วย และก็การบริหารจัดการกับการ กำหนดนโยบายนี่มันออกมาให้ชัดเจน อย่างเช่น ตั้งองค์กรของทางราชการในการจัดซื้อ จัดหา จัดจ้าง จึงเปึนการควบคุมตรวจสอบอย่างโปร่งใสขึ้นมาอีกสักองค์กรหนึ่งได้ไหม ให้เปึนกลไกคุ้มครองข้าราชการพร้อมกันไปด้วย ไม่ใช่เปึนแพะรับกรรมของนักการเมือง อย่างที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ นี่เปึนข้อเสนอซึ่งผมคิดว่าจะบอกฝากไปถึงท่าน คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ว่า เรื่องเหล่านี้ซึ่งมันเปึ้นปัญหาในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ น่าจะได้นําไปพิจารณา โดยเฉพาะเรื่ององค์กรอิสระ อย่าตั้งแต่องค์กรอิสระที่ค่อย ตรวจสอบเมื่อความผิดเกิดขึ้น มันควรจะมีองค์กรอิสระอีกบ้างไหมที่จะปัองกัน ตัดวงจร การโกงกินเสียชั้นหนึ่งก่อนได้ไหม อะไรเหล่านี้ โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่ทําให้ การเมืองภาคประชาชนนี่อ่อนแอไปมาก ตรงนี้ทําอย่างไรรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะทํา สร้างความเข้มแข็งของการเมืองประชาชนที่จะเป่ดช่องทางให้ประชาชนนี่เข้าไปรักษา ประโยชน์ของประชาชนได้มากขึ้น เมื่อสักครู่ท่านสมาชิก สสร. ผู้หนึ่งได้พูดถึงเรื่อง กฎหมายผู้บริโภค กฎหมายสื่ออะไรนี่ยังมีอีกหลายกฎหมายที่ไม่มีออกมาเลย ร่างใหม่ ซึ่งจะต้องให้มีผลนําไปสู่การปฏิบัติได้ ความอ่อนแอของการเมืองภาคประชาชน เห็นได้ชัดอย่างเช่น เรื่องเอฟทีเอ (FTA – Free Trade Agreement) นี่อีกเรื่องหนึ่ง การที่ จะให้มีภาระผูกพันต่อรัฐเปึนภาระของประชาชนเหล่านี้ ผมคิดว่ามีความจําเปึ้นที่จะต้อง ระบุให้ชัดเจนในกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งกําลัง ร่างกันขึ้นใหม่เหล่านี้ ก็เปึ้นเรื่องซึ่ง คาดหวัง ก็อยากจะกราบเรียนไปเปึนข้อซึ่งให้พิจารณากันให้จริงจังมากขึ้นในเรื่องเหล่านี้ ที่จะนําไปตราไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ว่านี้ ก็จะเปึ้นรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมสร้างความยุติธรรม สร้างความเสมอภาค ความมีมนุษยธรรมให้เกิดขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้เปึนกรอบของสังคมที่ดีที่เราคาดหวังต้องการกัน ซึ่งอาจจะ น่าจะ หวังจะเกิดขึ้น ได้จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ด้วย จะร่างในรายละเอียดอย่างไรเปึนหน้าที่ของ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะต้องช่วยกันคิด และก็อย่าลืมว่าคิดเพื่อให้เรายอมรับได้ใน สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ รวมทั้งให้ประชาชนยอมรับได้ ทั้งหมดเปึนภาระซึ่งจะฝากไป สําหรับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งจะต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ดีอย่างที่เราคาดหวัง ต้องการกัน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ สำหรับกรอบที่ ๑ ตามรายชื่อนั้นมีอยู่อีก ๒ ท่านแล้วนะครับ คือ ท่านกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล แล้วก็ท่านมนตรี เพชรขุ้ม ขอเชิญท่านกฤษฎาก่อนนะครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธาน ผม นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล นะครับ จากการที่ผมได้มาเปึน สสร. นั้น เนื่องจากสภาวะ ของความเปึนอาชีพเกษตรกร และโดยวิชาชีพที่ผมเปึนเกษตรกรนะครับ ทำให้ผมมีโอกาส ได้เข้ามาสู่สภาที่ทรงเกียรติแห่งนี้ สิ่งหนึ่งที่เปึ้นที่วิตกกังวลมากอย่างยิ่งในฐานะประชาชน ส่วนใหญ่ของแผ่นดินก็คือเกษตรกร หมวดที่สำคัญก็คือหมวดนี้ล่ะครับเปึนสิ่งที่สำคัญ ที่สุดอย่างยิ่ง ผมคิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ณ วันนี้เปึนคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการต้องตระหนักถึงในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คงจะต้องมี บทบัญญัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากป้ ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีบทบัญญัติอะไรที่ เทียบเคียงเลย มีแต่ความคล้ายเนื่องเฉย ๆ แต่ก็ไม่ชัดเจนนัก ไม่ว่าจะเปึ้นมาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ แล้วก็อาจจะไปเกี่ยวเนื่องเล็กน้อยกับมาตรา ๕๖ ซึ่งประเด็นตรงนี้ผมคิดว่า อย่างน้อยเท่าที่ทราบว่าทางท่านกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นก็ได้ตระหนัก แล้วก็ได้มีการ พูดถึง แต่ผมคิดว่าตรงนี้ควรจะต้องเปึ้นเนื้อหาสาระใหม่ เปึ้นมาตราใหม่ หรือเปึนสิ่งที่ จะต้องนำความชัดเจนในภาษาเข้ามาบรรจุไว้ เปึนที่น่าวิตกครับ ที่ผ่านมาในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น ไม่ว่าจะเปึนหมวดไหน สุดท้ายมักจะเขียนว่า ทั้งนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการที่ กฎหมายบัญญัติ จะเห็นได้ชัดครับ ป้ ๒๕๔๐ เขียนไว้อย่างนี้ชัดเจนเลย แล้วปรากฏว่า กฎหมายก็ไม่มีบัญญัติออกมา เงื่อนไขอะไรก็ไม่ทราบเลย ตรงนี้หวังเปึนอย่างยิ่ง ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการยกร่างฯ หลายท่านเท่าที่คุยสนทนากันอยู่ก็คงตระหนักตรงนี้อยู่ เหมือนกันนะครับ แต่อยากขอให้เอาเปึนประเด็นที่ต้องคํานึงถึงกันด้วย เพราะว่ากฎหมาย หลายฉบับยังไม่เคยออกมาเลยจนถึงปัจจุบันนี้ และที่สำคัญที่สุดครับ สิทธิ เสรีภาพของ ปวงชนชาวไทยนั้น สิ่งที่สำคัญเรามักจะพูดถึงว่าประชาธิปไตยนั้นประชาชนเปึ้นใหญ่ โดยประชาชน เพื่อประชาชน ตรงนี้ครับ แต่ที่ผ่านมานั้นโดยประชาชนเฉพาะพวก เฉพาะกลุ่มครับ ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน ของประเทศ ตรงนี้ผมคิดว่า อยากจะเปึนความคิดหนึ่งนะครับที่นำเสนอ ณ เวทีแห่งนี้ เกษตรกรที่เปึนประชาชน ส่วนใหญ่ของแผ่นดินของประเทศนั้นน้อยราย ยากครับที่จะเข้าถึงกระบวนการทางด้าน กฎหมายก็ดี หรือจะมีโอกาสเข้าสู่สภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ก็ดี ไม่ว่าจะมาเปึน สส. หรือ สว. นะครับ วันนี้ผมมาทำหน้าที่นี้ก็คิดว่ามีโอกาสสะท้อน ขอสะท้อนในบทบาท ตรงนี้นะครับ อยากให้คํานึงถึงมากหน่อย ไม่ใช่โดยคํานึงถึงนะครับ คํานึงถึงมากหน่อย เพราะว่าอะไรครับ ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมประเทศชาติทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่ของ ประเทศเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องการกินการอยู่นั้น วันนี้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีปัญหา เดือดร้อน รัฐธรรมนูญนั้นเปึ้นกฎหมายสูงสุดที่บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้ มุมมองหรือทิศทางนั้นควรคำนึงถึงความเปึนไทย ความเปึนเอกลักษณ์ของคนไทย ที่ผ่านมาครับสมัยพ่อขุนรามคําแห่ง ใครใคร่ค้าช้างค้าม้าค้า รัฐธรรมนูญที่คิดว่าเปึน ลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของประเทศไทยก็น่าจะเปึนศิลาจารึกนั่นล่ะครับ สมัยนั้น ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรครับ ไพร่ฟั้าหน้าใส่ครับ คนสุโขทัยท่านทราบดีอยู่ ถ้าท่านฟัง คงทราบดีอยู่ เพราะฉะนั้นตรงประเด็นนี้ที่ผ่านมาหลังจากการเปลี่ยนแปลง ป้ ๒๔๗๕ เปึนต้นมานั้นรู้สึกว่าพอเปลี่ยนระบบมานี่ประเทศไทยมีความวุ่นวายสับสน เราต้องไม่ลืม นะครับว่าวิกฤติของประเทศนั้นมาจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึนตัวตั้ง เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นเดินแนวทางได้ถูกแล้วครับ คือท่านจะต้องไปสร้าง ท่านเปึนสถาปนิกครับ ท่านต้องสร้างกรอบ สร้างแนวทาง ดีอย่างยิ่งครับที่พวกท่านได้มา ตั้งใจที่จะรับฟังพวกเราที่พวกเราไปเก็บความคิดเห็น แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากและให้ สะท้อนถึงกรรมาธิการด้วยนะครับ ในการทําหน้าที่ของท่านนั้น ในการแสดงความคิดเห็น ในตัวบุคคลก็ดี ผมคิดว่าอยากให้ตระหนักสักนิดหนึ่งในฐานะที่ส่วนใหญ่จะต้องเปึน กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นแต่ละภาค และปัจจุบันนี้แต่ละจังหวัดก็มีกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดด้วยนะครับ เพื่อให้ แต่ละท่านที่เปึนกรรมาธิการนั้นลงพื้นที่จะได้เพื่อความสบายใจในการลงพื้นที่ครับ เพราะ ที่ผ่านมานั้นการลงพื้นที่นั้นมักจะมีปัญหาว่าปักธงไว้แล้วบ้าง อะไรบ้าง ซึ่งตรงนี้พวกเรา เหนื่อยครับ เหนื่อยที่จะต้องอธิบายเพราะว่าข่าวว่าอย่างนั้น ข่าวว่าอย่างนี้ แต่ทั้ง ๆ ที่พวกเรายังอยู่ตรงนี้ ประเด็นที่สำคัญครับเท่าที่ผมทราบ ภาษาครับท่าน ภาษานี้เปึ้น ตัวปัญหาหลักเลย เพราะว่าเราอยู่ในสภาที่ทรงเกียรติแห่งนี้เราใช้คําว่า กรอบ คําว่า กรอบ นั้นหมายถึงแนวทางหรือโครงสร้าง แต่พี่น้องประชาชนบางท่านเข้าใจว่ากรอบนี้คือ กรง หรือกับดัก หรือสิ่งที่กำหนดไว้แล้วเปึนแนวทาง ซึ่งประเด็นตรงนี้อยากจะฝากนำเรียน ไปถึงพี่น้องประชาชนทางบ้านด้วยครับว่า คำว่า กรอบ นั้นคือ แนวทาง ไม่ใช่มีการปักธง หรือมีกระบวนการเสร็จสิ้นแล้ว การดําเนินการในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นเพิ่งจะเริ่มต้น เท่านั้นเองนะครับ สุดท้ายและท้ายที่สุดยังสามารถไปแปรญัตติกันได้อีก ซึ่งตรงนี้ทำให้ พี่น้องประชาชนทางบ้านนั้นบางทียังสับสนว่า เอ๊ะ ปักธงกันไว้แล้ว แล้วเราจะลงไปทำไม พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะภาคส่วนต่าง ๆ นั้นบางครั้งมีความรู้สึกว่าคุณจะลงมาทำไม แล้วมาทําไมกัน ตรงนี้เปึนสิ่งที่น่าวิตกนะครับ สุดท้ายนะครับผมคงไม่ใช้เวลาสภาแห่งนี้ มากนะครับ อยากจะฝากเปึนอย่างยิ่งนะครับว่าความยุติธรรมมันมีอยู่ครับ ทำอย่างไรให้ บังเกิดได้มากที่สุดและสูงที่สุด ความเปึนธรรมเท่านั้นล่ะครับที่จะทําให้ประเทศชาติอยู่ รอดและไปได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราใช้หลักการของนิติรัฐนั้น กระบวนการที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ นั้นเรากำลังเริ่มต้นในการที่จะนับหนึ่ง ในการสร้างกระบวนการก่อนที่จะเข้าสู่ระบบที่ ชัดเจนในการไปสู่การกระจายอำนาจในเรื่องของการบริหารและนิติบัญญัติต่อไป ก็ฝากไว้ นิดหนึ่งว่าความเปึ้นธรรมและความเท่าเทียมกันที่แท้จริงถ้าบัญญัติไว้ได้ใน รัฐธรรมนูญนั้น ในหมวดสิทธิเสรีภาพนั้นจะเปึ้นสิ่งที่ถูกต้องและถูกใจ และถูกตาต้องใจ กับประชาชนทั่วไปที่สุด ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ตอนนี้รายชื่อกำลังเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะ ขออภิปรายเปึนกรอบที่ ๒ หรือไม่ เพราะว่าเว้นวรรคจากกรอบที่ ๑ ซึ่งมีอยู่ท่านสุดท้ายคือ คุณมนตรี เพชรขุ้ม ยาวนาน กรอบที่ ๑ หมดเลยหรือครับ ท่านอภิชาติซ้ำในกรอบที่ ๑ อีกหรือครับ เรียนเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ คณะกรรมาธิการยกร่าง เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม มนตรี เพชรขุ้ม ครับ จริง ๆ ผมก็ต้องพูดเรื่องกรอบที่ ๑ นะครับท่านประธาน เพราะกรอบที่ ๑ เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง นะครับ ซึ่งผมก็จากท้องถิ่นนะครับ
ประการแรก ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ ที่ให้ ความสําคัญต่อท้องถิ่นเปึนอย่างมากนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของการกระจายอํานาจ นะครับ จริง ๆ แล้วหลักการกระจายอํานาจนี้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วก็ได้บอกว่าการกระจาย อํานาจสู่ท้องถิ่นต้องมีความจริงจัง และก็ต้องให้ท้องถิ่นมีอํานาจเต็มที่นะครับ ฉะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในขณะที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ บอกว่าการกระจายอํานาจลงสู่ ท้องถิ่น ผมยังเกรงว่าท้องถิ่นจะต้องถูกควบคุมดูแลจากภาครัฐหรือว่าภูมิภาค หรือว่า อําเภอ หรือจังหวัด ยังเปึนประเด็นที่ยังสงสัยอยู่นะครับ ฉะนั้นผมอยากให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ระบุให้ชัดเจนว่าท้องถิ่นต้องตัดขาดจากภูมิภาคหรือว่าให้มีส่วนร่วมน้อยที่สุด นั่นคือส่วนที่ผมจําเปึ้นที่จะต้องพูดตรงนี้นะครับ เพราะท้องถิ่นทําหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน ที่สุด มีความผูกพันและคลุกคลีกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ท้องถิ่นต้องเข้าใจท้องถิ่น เข้าใจประชาชนนะครับ พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนตลอดเวลา แต่บางครั้งก็อาจเสียโอกาสเพราะว่าถูกภาครัฐ คือภูมิภาคเข้ามาทําหน้าที่ควบคุมอยู่ด้วย เปึ้นส่วนใหญ่นะครับ อันนี้ก็เปึนเรื่องหนึ่ง
ประเด็นต่อไปนะครับ ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ผมจะพูดเรื่องของ การศึกษานะครับ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็พูดเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เขียนขึ้นมานะครับ จะส่งเสริมการศึกษา จะดูแลเรื่อง การศึกษาเปึนอย่างดี ฉะนั้นผมสงสัยเหลือเกินว่าการศึกษาที่บอกว่าจะดูแลเปึ้นอย่างดี ดูแลถึงระดับไหน ขนาดไหน ปัจจุบันนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ถามได้ทุก ๆ สถานที่ ศึกษานะครับ การเก็บค่าเล่าเรียน การเสียค่าใช้จ่ายของการเล่าเรียนของผู้ปกครอง สูงมากนะครับ และบางสถานที่ ผมนำเรียนที่ประชุมแห่งนี้ว่ายังต้องเสียค่าอะไร ต่อมิอะไรอีกเยอะแยะกว่าจะเข้าเรียนได้ ถึงแม้ว่าเด็กสอบเข้าได้ก็ตามเถอะ นั่นคือ ส่วนหนึ่ง และประเด็นนี้ก็ถูกฝากมาตลอดนะครับว่าให้ถามคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ว่ามี ความสําคัญขนาดไหนที่จะทำให้การศึกษาได้รับการส่งเสริมอย่างแท้จริง ไม่ใช่ว่าส่งลูกไป โรงเรียน ผู้ปกครองเสียอะไรต่ออะไรมากมายนะครับ แม้แต่โรงเรียนต้องเรียกเก็บค่าอะไร ต่ออะไรอีกมากมาย อย่างนี้ทุกคนก็ทราบอยู่แล้ว ฉะนั้นผมอยากให้รัฐธรรมนูญระบุ อย่างชัดเจนว่าการศึกษาต้องเรียนฟรีถึงระดับไหน ๆ และให้ชัดเจนว่าไม่ต้องเสียอะไร แน่นอนนะครับ เพื่อเปึนการยืนยันต่อประชาชนที่ฝากถามผมมา นั่นคือส่วนหนึ่ง ฉะนั้น รัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพและสิทธิของประชาชนผมมองว่าเปึ้นเรื่องสําคัญ และเปึนกรอบแรกที่วางไว้ และผมก็ยังอยู่ในกรอบแรก ฉะนั้นในกรอบนี้หลาย ๆ คน ก็ให้ความสำคัญและได้พูดไปแล้ว หลาย ๆ คนก็ให้ความชัดเจนพอสมควรนะครับ และผมก็ขอยืนยันย้ําว่าให้รัฐธรรมนูญเขียนให้ชัด ระบุไว้ให้ชัด ประเด็นสําคัญที่ผมจะพูด อย่างที่ได้นำเรียนน้ำกล่าวมาแล้ว
สําหรับเรื่องของความโปร่งใสนะครับ ในข้อที่ ๓ ที่รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เขียนและกำหนดไว้ว่าความโปร่งใสในระบบการตรวจสอบ นะครับ ผมยืนยันอีกครั้งว่าท้องถิ่นมีหลาย ๆ ท้องถิ่นในประเทศไทย โดยเฉพาะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าระบบการตรวจสอบสูง มีทั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ประชาชน ประชาคมและนิติบัญญัติของสภา แต่ละสภาก็ตรวจสอบอยู่แล้ว แม้แต่ภาครัฐนะครับ ฉะนั้นก็ไม่ต้องเปึนห่วงว่าการกระจายอํานาจลงสู่ท้องถิ่นแล้ว จะเกิดประโยชน์กับประชาชนน้อย คงไม่น้อยหรอกครับ คงจะเกิดประโยชน์กับประชาชน มากที่สุด และการคอร์รัปชั่นหรือว่าความที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่ากลัวจะไม่โปร่งใส โปร่งใสแน่นอนครับ ยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะว่าการตรวจสอบทุกภาคที่ผม กล่าวมาแล้ว แม้แต่ภาครัฐก็ดี หรือส่วนอื่นก็ดีนะครับ เขาตรวจสอบท้องถิ่นอยู่ตลอด และทุกคนที่ทำหน้าที่บริหารท้องถิ่นก็ทำหน้าที่ด้วยความเต็มใจและความภาคภูมิใจ ที่จะรับใช้ประชาชนนะครับ เพื่อสนองตอบต่อประชาชน ที่จะให้ประชาชนหรือ สาธารณชนได้รับประโยชน์สุขมากที่สุดครับ สำหรับผมเองก็ต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ อีกครั้งหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่น ขอขอบคุณมากนะครับ
ขอบคุณมากครับ ลำดับต่อไปก็คุณอลิสา เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน อลิสา พันธุ์ศักดิ์ สสร. ค่ะ ในเรื่องของกรอบที่ ๑ นะคะ เรื่องของสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วม ของประชาชน อลิสาเองก็เห็นว่าในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เรื่องปัญหาต่าง ๆ นะคะ อาจจะเปึ้นเพราะการศึกษาที่ไม่ได้ให้ความสําคัญในอดีต แล้วก็ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นะคะ ที่ได้มีการบอกว่าการศึกษาภาคบังคับมี ๑๒ ชั้น ตรงนี้อยากจะให้ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ เห็นความสำคัญในการให้การศึกษาแก่ประชาชนถึงระดับ ปริญญาตรีค่ะ เพราะว่าจะเปึ้นที่มาของการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง ทั้งด้านศีลธรรม จริยธรรมต่าง ๆ ในด้านการเมือง รวมไปถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของชาติ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณ สั้นดี แต่ว่าเปึนข้อเสนอใหม่เอี่ยมอ่องเลยนะครับ เพื่อให้การศึกษาภาคพื้นฐาน ลงไปถึงขั้นปริญญาตรี ก็ต้องขอบคุณครับ ถัดไปก็เปึนคุณเศวตครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เศวต์ ทินกูล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตัวแทนเกษตรกรครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่อง กรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจ ผมเห็นว่ามีการเลยเรื่องแนวทางหลักมาก่อน เรื่องแนวทางหลักเกี่ยวกับเรื่องของข้อ ๓ เรื่องของในหมวดพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งในฐานะเปึ้นที่เคารพสักการะ ผู้ใด ละเมิดมิได้นะครับ คือรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ได้เขียนไว้ว่า เท่าที่จําไม่ผิดได้เขียน บัญญัติไว้เกี่ยวกับเรื่องว่า พระมหากษัตริย์ทรงเปึนพุทธมามกะครับผม อยากจะให้ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ตรวจท่านเรื่องนี้ด้วยนะครับ เรื่องที่ ๒ เรื่องที่มีการพูดกันมาก และก็กำลังเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภากำลังร้อนแรงอยู่ขณะนี้ เรื่องของพุทธศาสนา เปึ้นศาสนาประจำชาติที่จะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็เปึ้นข้อคิดข้อเถียงเกี่ยวกับเรื่อง ว่าจะสร้างความแตกแยกหรือไม่ในตรงนี้ ผมก็อยากจะเรียนชี้แจงว่าอยากให้กรรมาธิการ ยกร่างฯ นำไปใคร่ครวญ เนื่องจากประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้นยาวนาน ท่านประธานครับ ยาวนานคู่สถาบันพระมหากษัตริย์หมายถึงชาตินักรบ กษัตริย์คือชาตินักรบที่กอบกู้ ผืนแผ่นดินไทยมา หล่อหลอมรวมกันเปึนพุทธ์ เปึนพุทธศาสนามีพระสงฆ์องค์เจ้า ดำเนินการต่อเนื่องมา รวบรวมมาตั้งแต่หนองแส หรือน่านเจ้า หรือที่ไหน ๆ ก็ตาม ตามประวัติศาสตร์นะครับ จนมาเปึนแผ่นดินขวานทองอันบริสุทธิ์ยุติธรรมขณะนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือเรื่องศาสนา พุทธศาสนา ก็มีการพูดจาหารือ ในพุทธศาสนิกชนทั่วไป พุทธบริษัททั่วไป อยากจะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ เรื่องศาสนาพุทธ์ จริงอยู่แม้สิทธิเสรีภาพของเรานั้นกำหนดให้ทุกคนสามารถมีสิทธิ เสรีภาพในการนับถือศาสนาไหนก็ได้ แต่รัฐธรรมนูญก็เขียนในมาตรา ๗ ที่เกี่ยวกับเรื่องว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญให้ยึดถือประเพณีการปกครองหรือว่าประเพณีที่ ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นประเพณีเราปฏิบัติมาเจ็ดร้อยกว่าป้ที่ผ่านมานะครับ เปึ้นชาติไทย หรือว่าสองพันกว่าป้ที่รวบรวมกันมาแค่ว้นสุวรรณภูมิก็เปึนพุทธศาสนา แล้วศาสนาพุทธ์ ก็คือเปึนศาสนาคู่โลกมาตั้งแต่ยุคก่อนภัทรกัป มี ๕ กัปนะครับ ดั่งคําว่า สัมพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ ทวาทะสัญจะ สะหัสสะเก แปลว่าพระพุทธเจ้ามีมาแล้วในอดีตจนถึง ปัจจุบันดั่งเม็ดดินเม็ดทรายในอนันต์จักรวาลนี้นับไม่ถ้วนอส่งไขย แต่อุบัติขึ้นอัฏฐะวีสะติ แปลว่า ๒๘ อัฏฐะวี เพราะฉะนั้นมีมาแล้ว ๒๘ พระองค์ องค์สุดท้ายคือ สมณโคดมที่เรา นับถือกันอยู่นี้ วงศ์วานว่านเครือของพระพุทธเจ้าก็มีมาเยอะแยะ แล้วก็นํามาสู่ประเทศ ไทยใช้ความอ่อนน้อมพุทธะ ความเปึนวิถีพุทธะมันก็เปึน วิถีเกษตร วิถีเกษตรแบบ พอเพียง มีวิถีชีวิตที่อ่อนช้อยงดงาม และมันเหมาะสมสภาพภูมิเศรษฐกิจสังคมที่ประเทศ ไทยดํารงคงอยู่ เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนเรื่องฝากท่านกรรมาธิการ ยกร่างฯ อยากให้ อภิปรายและนำไปเสนออย่างกว้างขวางในประเด็นของพุทธศาสนาบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญ เพราะว่าเราดูธงชาติไทย สีแดงหมายถึงเลือด เลือดเนื้อเชื้อไขคือประชากร ของเรา สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์ สีขาวหมายถึงศาสนา สีขาวมาจากข้าวคือ เปึ้นอนัตตา สุญตา ว่างเปล่า เปึนนิพพานัง ปรมัง สุขัง คือนิพพานเปึนสุขยิ่ง น้ำไปสู่ จุดนั้นคือหัวใจของศาสนาพุทธ์ ดังนั้นผมขอฝากอีกครั้งหนึ่งย้ำอีก เพราะว่าผมเปึนห่วง วิตกจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่องความเคลื่อนไหวนอกสภาในประเด็นนี้ มันจะเข้าไปสู่วิกฤติ เพราะว่าผมก็อยากจะให้รัฐธรรมนูญเราผ่านประชามติไปโดยราบรื่นและก็งดงามนะครับ สง่างามสมตามแบบอย่างที่เปึนประชาธิปไตยแบบไทย ๆ นะครับ
กรอบต่อไปก็จะเข้าสู่กรอบเรื่องสิทธิเสรีภาพนะครับ สิทธิเสรีภาพ ผมค่อนข้างจะวิตกสักเล็กน้อยครับท่านประธาน เรายังไม่พูดถึงหลักปราศจาก อาณัติสัญญาณใด ๆ นะครับ ผมค่อนข้างที่กระทบกระเทือนจิตใจว่า เมื่อเช้านี้ ท่านกรรมาธิการบางท่านได้ชี้แจง สมมุติผมยกตัวอย่างข้ามกรอบ เรื่องพรรคการเมืองอย่างนี้ ประชาธิปไตย ประชา แปลว่า ประชาชน ธิปไตย การปกครองโดยประชาชน แต่ผมแปลความง่าย ๆ แบบจับหลักใจความแล้วว่า ประชาธิปไตย คือ พรรคการเมือง แปลว่าอย่างนั้น แปลว่าคนไม่สังกัดพรรคการเมือง ก็คือไม่ต้องเปึน ไม่ต้องมีส่วนร่วมในสภา อํานาจการบริหารประเทศก็คือ ต้องพรรคการเมืองเท่านั้น แปลว่าร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพรรคการเมือง แบบนี้มันไม่ใช่หลัก นะครับ เพราะหลักต้องปราศจากอาณัติสัญญาณใด ๆ แม้แต่เราทําหน้าที่ในสภา สสร. เรายังปฏิญาณตน มีคำปฏิญาณตนว่า เราจะแสดงความคิดเห็นหรือทำอะไรก็แล้วแต่ โดยปราศจากอาณัติสัญญาณใด ๆ อย่างนี้ก็ฝากถึงคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ นี่คือหลักเสรีภาพพื้นฐานนะครับที่เราจะต้องทำและต้องคิดในส่วนนี้ เหมือนกับเรื่อง การศึกษาเหมือนกัน พี่น้องบางคน แม้จะมวลชนเล็ก ๆ อยู่หน้าสภา เขาก็พูดถึงเรื่อง แนวทาง เรื่องสถาบันการศึกษาออกนอกระบบ เราจะทำร้ายเยาวชนเราหรือครับ เราควร ที่จะสร้างรัฐธรรมนูญปกปัองแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐขึ้นมา คนที่ด้อยโอกาส คนที่ ไม่เสมอภาคด้านเศรษฐกิจมันมีเยอะแยะนะครับ เราต้องเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อปกปัอง สถาบันการศึกษาให้เขาอยู่ฟรี กินฟรี พวกด้อยโอกาสไม่มีที่ทำกินต้องหาให้เขา มันถึงจะถูก แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข เพราะสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มันมีเหมือนกันในทั่วประเทศ ด้ามขวานก็เปึนอย่างหนึ่ง หัวขวาน ก็เปึนอย่างหนึ่ง คมขวานมันก็เปึนอย่างหนึ่ง เราจะทําอย่างไร เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้น ในโลกนี้มันมาจากมนุษย์ ๕ จำพวกนะครับ ที่มันอุบัติขึ้นโดยอวิชชาในอนันต์จักรวาลนี้ มันจึงมีชาติภพ ชรา มรณะ เกิดขึ้น มันก็จะมีมนุสสเนรยิโก พวกนี้ใจโหดเหี้ยม อำมหิต มนุสสเปโต พวกนี้ชอบกินนะครับ เปรตนรก และมนุสสดิรัจฉาโน พวกนี้ ชอบเสพกาม ลูกเขาเมียใครไม่ยอมคิด มนุสสภูโต ก็คนทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง ซื้อห่วยบ้าง กินเหล้าบ้าง ทำบุญเข้าวัดบ้าง แล้วก็มนุสสเทโว คือมนุษย์ที่ใจเปึ้นเทวดา ใจเปึนพรหม นะครับ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็ประมาณอย่างนี้ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ประเทศเรามันก็มีจิตมนุษย์ ๔ จำพวก แบ่งเปึ้นดอกบัว ๔ เหล่า เพราะฉะนั้นเราจะต้อง หากฎหมาย กฎหมายคือเครื่องมือที่ทำให้สังคมสงบสุข สังคมสงบสุขท่านก็มีหน้าที่ออก กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้มันเปึนกลาง ๆ เวลาท่านไปฟังสวดอภิธรรมศ์พ์ก็จะได้ยินว่า กุศลา ธรรมา ธรรมที่เปึนกุศล อกุศลา ธรรมา ธรรมที่ไม่เปึนกุศล อัพยากตา ธรรมา ธรรมที่เปึนกลาง ๆ ไม่ชั่วไม่ดี เพราะฉะนั้นเราต้องหาเรื่องกฎหมายที่เปึ้นเครื่องมือที่ ควบคุมไม่ให้สังคมเกิดความวุ่นวาย ทำให้สังคมพอไปได้ ขับเคลื่อนไปได้พอสมควร แก่เหตุ เราก็รู้ว่ามีชาวไร่ ชาวนา คนยาก คนจนอยู่ในพื้นที่ เราก็ต้องทำกฎหมายให้เขา ได้รับอานิสงส์ ผมยกตัวอย่างเช่น แนวทางโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เวลาซื้อบุหรี่ ซื้อแชมพู ซื้อเหล้า เบียร์ ราคาเดียวกันทั่วประเทศท่านประธาน ที่ซื้อปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ที่จะสร้าง บ้านแปลงเรือน ราคาบอกว่าค่าขนส่งมันไกล เพราะใช้กรุงเทพฯ เปึ้นฮับ (Hub) ใช้ท่าเรือ เปึ้นฮับ เวลาพอมือถือเท่ากัน สมัยก่อนเอาเปึน ๐๔๒ ๐๔๓ แบ่งเปึนช่วง ๆ มันเกิด วิกฤติขึ้น นั่นคือว่าสินค้ายุทธปัจจัย สินค้าที่มันเปึนความจำเปึนต่อความมั่นคง ต้องกำหนดให้มีการค้าขายอย่างเสรีเท่าเทียมกันโดยภายในกรอบที่กำหนดราคา เท่าเทียมกัน อีควอลิตี้ ไพรซ์ (Equality price) ในส่วนที่เปึนอย่างนี้มันถึงจะถูกต้อง เพื่อโพรเทกชัน (Protection) คือ ปกปัองชาวไร่ ชาวนา คนยาก คนจนที่อยู่ไกล สุไหงโก – ลก มันไกล เขาจะได้ใช้ปูนซีเมนต์เท่ากันกับกรุงเทพฯ ใช้สินค้า ที่มันเท่ากัน แต่พอเวลาค่าแรงงาน อยู่นครพนมบ้านผมเกี่ยวข้าวดำนาวันละ ๑๒๐ บาท มาทำงานที่ กรุงเทพฯ จริงอยู่ค่าแรงขั้นต่ำ ๒๐๐ เขาจ้างกัน ๒๕๐ รายได้มันต่างกัน แต่เวลาซื้อของ มันผิดกัน ผมทำงานเหนื่อยแทบตาย ชาวบ้านนอกบ้านนาบ้านผมทำงานเหนื่อยแทบตาย ซื้อของได้นิดเดียว แล้วเมื่อไรมันจะพัฒนาสักที แล้วอีกอย่างหนึ่งที่นำไปสู่เศรษฐกิจ พอเพียงท่านประธานครับ ที่มันสำคัญมาก พูดเศรษฐกิจ พอเพียง พอเพียง แต่ดีเทล (Detail) ลงรายละเอียดไม่รู้เรื่องอะไรเลย พื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียงมันมาจากตรงนี้ สังคมไทยเปึนสังคมพุทธมาจากสังคมภาคเกษตร แต่ก่อนที่เปึ้นชุมชนบ้านชุมชนเมือง ก็เพราะว่าสมัยก่อนเขาอยู่ป์าเขาลำเนาไพร อยู่พื้นที่ห่างไกลชนบท ที่ตำบลนั้นหมู่บ้านนี้ มันมีป์าเยอะเขาก็ออกไปทำไร่ไถนา กลางคืนมา เขากลัวเสือ กลัวสาง กลัวโจรเขาก็มา ชุมนุมกันอยู่เปึ้นชุมชนหมู่บ้าน นั่นคือเหตุและผลที่มาที่ไป เขาหากินกันด้วยวิถีการเกษตร แล้วก็ทรัพยากรปู ปลา ก็บ กุ้ง อะไรก็ว่าไป เขาก็หากินไป ข้าวไม่ได้หา ปลาไม่ได้ซื้อ เขาก็ว่ากันไป แต่เมื่อยุคโลกาภิวัตน์หมุนเวียนเปลี่ยนไป ธนบัตรนิยมเข้ามาแทนที่ ชุมชน แต่ละหมู่บ้านตำบลมันเติบโตขึ้น มันไม่มีที่ให้คนอยู่แล้ว ต้องแบ่งที่บ้านปลูกสร้างบ้าน แซมกันไปแน่นหน้าถาวร พื้นที่จะปลูกฝั่งทำการเกษตร พืชผักส่วนครัวรั้วกินได้ก็ไม่มี ชีวิต เขาก็เกิดเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ตื่นเช้าขึ้นมาชาวบ้านเขาก็จะใช้ธ้นบัตรของเขาไปซื้อ ร้านค้าตามหมู่บ้าน ซื้อผัก ซื้อพริก พริก ๒ บาท ต้นหอม ๒ บาท อะไรก็แล้วแต่ ปลาทูบ้าง อะไรบ้าง เพื่อทำกินแต่ละวันเพื่อให้ลูกไปโรงเรียน
ขอประทานโทษเถอะครับ กรุณาช่วยเข้าเนื้อหาสาระของกรอบที่ ๑ นะครับ
กรอบที่ ๑ ครับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อยู่ใน กรอบนี้ด้วยครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าผมผ่านเรื่องสิทธิเสรีภาพไปนะครับ ผมฝาก แค่นั้นท่านประธาน เพราะเปึนเรื่องสําคัญมากว่าเปึนประเด็นที่ทุกท่านผู้มีเกียรติ หลายท่านในนี้ไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจจึงไม่เข้าถึง เมื่อไม่เข้าถึงก็พัฒนาไม่ได้ ก็วุ่นวาย เกิดวิกฤติทำให้เขาชอบทักษิณ ทำไมเขาชอบทักษิณ
คุณเศวตครับ กรุณาฟังหน่อยนะครับว่าเราออกไปนอกไกลเกินไปหน่อยแล้วนะครับ เนื้อหาสาระของกรอบที่ ๑ จริงอยู่อาจจะโยงไปสู่เรื่องที่ท่านกำลังพูดถึง แต่มันไม่ใช่ เนื้อหาสาระ เรื่องนี้อาจจะถือโอกาสยื่นญัตติมาใหม่เพิ่มเติมเปึนเรื่องพิเศษ ทำได้ แต่ต้อง พึงระมัดระวัง เรื่องของแนวเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเปึนพระราชดำริ เพราะฉะนั้นการ อภิปรายในเรื่องนี้ต้องพึงระมัดระวังอย่างยิ่งถึงจะมาอธิบายว่ามันคืออะไร แต่เปึนของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมขอเรียนเตือนเท่านั้นและขออนุญาตวกกลับเข้าสู่ ประเด็นนะครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมเพียงแต่ชี้ให้เห็นว่ามัน เปึ้นเหตุการณ์แบบนี้เราจะแก้ไขอย่างไร เพื่อนำไปสู่กรรมาธิการยกร่างฯ จะได้ออกแบบ ถูกครับท่านประธานว่าสถานการณ์เปึนอย่างนี้เขาจะเข้าใจ ขออนุญาตต่อครับ เมื่อสังคม เข้าไปอยู่ชุมชนหน้าแน่นเขาก็ซื้อปลาทูซื้ออะไรเปึ้นธนบัตรนิยม คราวนี้เขาต้องหาเงินครับ หาเงินอย่างเดียวไปซื้อ วิธีการก็คือว่าผมอยากเห็นภาพว่า ผมไปดูงานแถวภาคกลางเขา ทําเปึนล็อก (Lock) ครับท่านประธาน เขาเปึนล็อก ๒๐ ไร่ ๑๕ ไร่ เปึ้นล็อก ๆ เขามี ถนนไป มีไฟฟัาไป แล้วเขาก็อยู่กันเปึ้นล็อก ๆ แล้วเขาก็มีพืชผักส่วนครัวรั้วกินได้ มีสระน้ำ เลี้ยงก์บ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เขาแฮปปุ้ (Happy) ครับทางภาคกลางนี่ครับ เขาแฮปปุ้มาก ผมชื่นชมเขามากเลย แบบนี้เขาก็เริ่มมีอยู่มีกิน เขาพอไปได้ แล้วก็พอปลูกพืชแซมหรือก็ คิดหาเงินได้ แต่คราวนี้อีสานบ้านผมครับท่านประธาน มันไม่เปึ้นอย่างนั้น มันไม่มี งบประมาณเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่า ตัดถนนไปแล้วไฟฟัาตามไป เมื่อไฟฟัา ตามไปเขาก็เจาะน้ำได้ อีสานมันเปึ้นดินทรายครับท่าน แต่ฝนมันตกมากหน้าฝนครับ มันจึงซึมลงไปอยู่ข้างล่างครับท่านประธาน น้ําในสระมันไม่มี แต่วิกฤตินั้นมันมีโอกาส คือน้ำใต้ดินมันเยอะครับ พอเจาะลงไปปัูบน้ำใต้ดินมี แต่สำคัญไม่มีพลังงานไฟฟัาจะดูด ขึ้นมา ถ้าออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อต่อเขา โดยวิธีการไถถนนเข้าไปเปึนขรุขระลูกรัง ก็ช่างมันครับ ไม่จําเปึน ก็พอใจ แล้วก็เอาไฟฟัาไปให้เขาครับ พอไฟฟัาเอาไปให้เขา คือ แฟซิลิตี (Facility) พื้นฐานไปให้เขา เขาก็สามารถที่จะเจาะน้ำได้ครับ
คุณเศวต ครับ ขออนุญาตอีกทีหนึ่งนะครับ ผมว่าคงจะไม่เข้าเรื่องอยู่ดีนะครับ ถึงบอกว่า จะขอวกเข้าเรื่อง แต่ยังไม่เข้าเรื่องอยู่ดีครับ ยังออกนอกเรื่องอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตให้กลับเข้าเรื่องในเนื้อหาสาระ หรือข้อเสนอของคุณเศวตว่าอย่างไรครับ สำหรับกรอบที่ ๑ ขาดตกบกพร่องตรงไหน หรือที่เขาเสนอมานั้นไม่เห็นด้วยอย่างไร นั่นคือ ๔ เรื่องที่เราจะพิจารณา ส่วนเรื่องที่คุณเศวตกําลังพูดนั่นเปึ้นเรื่องอภิปรายทั่วไป เหมือนจะไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือไม่ไว้วางใจคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไม่ใช่ครับ ขอความกรุณากลับเข้าสู่ประเด็นครับ
ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมเชื่อว่า ท่านอาจารย์สมคิด อาจารย์ผมนี่ยังฟังอยู่ว่าตรงนี้ต่างหากที่จะให้ออกแบบรัฐธรรมนูญ ที่จะเขียนเพื่อมาโพรเทกชัน ผมกำลังพูดว่าให้มาโพรเทก (Protect) พี่น้องเกษตรกรตรงนี้
กรุณาพูดภาษาไทยด้วยครับ
มาออกแบบ มาเพื่อดูแลช่วยเหลือพื้นฐานเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา และประชาชนคนยากคนจนนะครับ ผมกำลังอธิบายให้เห็นภาพว่าให้ เข้าใจก่อน เมื่อเข้าใจแล้วก็จะได้เข้าถึงและพัฒนาอย่างถูกต้อง แล้วก็จะได้นำหน้า เศรษฐกิจเราไป ขับเคลื่อนองคาพยพประเทศไทยเราไป ประมาณอย่างนี้ครับ ก็เปึนเรื่อง ถึงเจาะน้ำแล้วก็ดูดน้ำ เขาก็จะเลี้ยงเปึิด เลี้ยงไก่ แล้วก็เลี้ยงปลาเล็กน้อย ตอนเช้ามา เขาก็เอาปลาในหนองเขามากิน เอาเปึด ไก่ ไข่เขามากิน เขาไม่ได้ซื้อครับท่านอาจารย์ คือเปึนอย่างนี้ ผมอยากเห็นตรงนี้
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ
มีผู้ประท้วงครับ
ผม มนตรี เพชรขุ้ม สสร. ครับ ขอประท้วงผู้ที่กําลัง อภิปรายอยู่ครับ ออกนอกกรอบและลงลึกไปแล้วครับ ขอท่านประธานช่วยวินิจฉัย ด้วยครับ
ผมจะวินิจฉัยข้อประท้วง ความจริงคําประท้วงก็เปึนอย่างที่ผมทักท้วงไปก่อนแล้ว เหมือนกันนะครับว่าไม่อยู่ในกรอบ เพราะฉะนั้นผมยื่นข้อเสนอเปึนข้อเสนอครั้งสุดท้ายนะ ครับว่ากรุณาพูดแต่เฉพาะในกรอบที่ ๑ เนื้อหาสาระเท่านั้น เขาเสนอมา กรรมาธิการยก ร่างฯ เสนอมา ไม่เห็นด้วยอย่างไร ข้อไหน ถ้าเห็นด้วยก็บอกว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย จะเพิ่มเติมตรงไหนก็บอกให้เพิ่มเติม แล้วก็ไม่ให้เวลามากแล้วนะครับ ขอเวลาต่ออีก สัก ๒ นาที เปึนอย่างช้านะครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ผมก็ไม่รบกวนเวลาของสภามากหรอก ครับ ก็ฝากทางท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ก็นําเสนอ อีกอย่างหนึ่งสุดท้ายสั้น ๆ ก็คือเรื่อง การทรานสปอร์เทชัน (Transportation) คือการขนส่งมวลชน คืออยากจะให้จัดหาทาง รถไฟเพื่อจะเอาให้เท่าเทียมทั่วถึง เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรที่เล็ก ๆ น้อย ๆ จะได้แพ็ก (Pack) เปึนกล่องเข้าไปสู่กรุงเทพฯ หรือว่าเมืองใหญ่ ๆ จะได้แลกเปลี่ยนซื้อขาย แล้วก็เอา สินค้าพวกปูนซีเมนต์ เหล็กเส้นกลับคืนมา ได้ซื้อถูก ขายถูก เพราะเดี๋ยวนี้ใช้แต่รถสิบล้อ รถเทรลเลอร์ (Trailer) มันมีราคาแพง ก็ฝากแค่นั้นล่ะครับท่านประธาน และ ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
ขอบพระคุณครับ ขอไปท่าน สสร. อภิชาติ ดำดี ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเรียนชี้แจงท่านประธานนะครับว่าสิ่งที่ ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ไม่ได้ซ้ํากับรอบเช้า เปึนหนังคนละม้วน เพราะรอบเช้านั้นเปึนการ เสนอแนะช่องทางที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ พึงจะเป่ดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยตรง ในขณะที่ผมจะอภิปรายในรอบบ่ายนี้ก็จะเปึ้นเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ในกรอบที่ ๑ ซึ่งก็เปึ้นที่น่ายินดีว่าในขณะนี้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๑ คุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ ก็ยังอยู่ตรงนี้ นั่นก็คือผมจะอภิปรายส่งผ่านความคิดเห็นถึง ท่านประธานไปยังท่านประธานอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๑ โดยตรงเลยครับ ผมขออนุญาต นะครับว่าเมื่อมีการเป่ดอภิปรายหลักการกว้าง ๆ ในเดือนที่ผ่านมานั้น ผมได้เคยอภิปราย เรื่องนี้ไปแล้ว ขออนุญาตใช้เวลาในช่วงนี้ย้ําความคิดเห็นที่มีต่อรัฐธรรมนูญในกรอบที่ ๑ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อยืนยันความคิด แล้วก็มอบให้ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นได้รับไว้ พิจารณาต่อไป เพราะเท่าที่ผมติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นก็เริ่มมี เสียงสะท้อนเบา ๆ เพียงแต่ผมอยากจะให้เสียงนี้หนักแน่นขึ้น ดังขึ้น และก้องกังว่านไป ทั่วประเทศ เราเริ่มต้นจากโจทย์การเมืองสําคัญนะครับ ท่านประธานครับ ว่าในระบอบ ประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้น ความชอบธรรมนั้นเรามักจะบอกกันว่าความชอบธรรมของ ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน ก็คือประชาชนได้มีโอกาสเลือกตั้งตัวแทนที่จะเข้าไปทำ หน้าที่ ไม่ว่าคุณภาพของผู้เลือกหรือคุณภาพของผู้ได้รับเลือกจะเปึนอย่างไรก็ตาม นั่นก็ ถือว่าเปึนความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยตัวแทน บางท่านบอกว่าผู้แทนราษฎร คือเงาสะท้อนของประชาชน เราปฏิเสธโจทย์แรกนี้ไม่ได้ว่ากลายเปึนความชอบธรรมทาง การเมืองที่เปึ้นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีโจทย์ ข้อที่ ๒ ที่บอกว่า จะทำอย่างไรให้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นสามารถสกัดกั้นนักการเมืองที่ใช้เงิน ซื้อเสียง ถือว่าการลงทุน ถือว่าการ ซื้อสิทธิ ขายเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจทางการเมืองนั้น เปึนการลงทุน การบริหารราชการแผ่นดินในโครงการต่าง ๆ นั้นเปึนการประกอบการ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พวกพ้อง และพรรคนั้นเปึ้นผลกำไรจากการ ประกอบการ เราจะสกัดกั้นนักการเมืองที่ว่านั้นอย่างไร นั่นเปึ้นที่มาของความพยายามของ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่ได้พยายามคิดออกแบบระบบการเมือง พยายามคิดออกแบบ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐให้รอบคอบ รัดกุมที่สุดเพื่อปัองกันสิ่งเหล่านี้ แต่ท่าน ประธานครับ หลายฝ์ายกำลังมีความวิตกกังวลครับว่าเราจะออกแบบระบบการเมือง เรา จะออกแบบระบบการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐให้เข้มแข็ง รอบคอบ รัดกุมอย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ที่ประชาชนยากจนพึ่งต้นเองไม่ได้ และยังอยู่ในร่มเงาของระบบ อุปถัมภ์ของนักการเมืองนั้น พฤติกรรมการซื้อสิทธิ ขายเสียงซึ่งเปึนความสมยอมระหว่าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย พฤติกรรมทางการเมืองแบบเงินไม่มากาไม่เปึ้นนั้นจะลดน้อยถอยลงได้ จริงหรือ ผมไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนที่ภาคอีสานก็เลยได้ภาษิตการเมือง มาบทหนึ่ง พี่น้องทางอีสาน เขาบอกว่า หัวคะแนนได้ ๕ คนพามาได้ ๔ คนมีชื่อได้ ๓ คนเดินตามได้ ๒ คนติดปัายต่อกตะปูป็อก ๆ ได้ ๑ นี่เปึนภาพสะท้อนว่าค่าใช้จ่าย ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ในค่าใช้จ่ายที่เปึ้นเนื้องานหรือการดำเนินงานนั้นเล็กน้อย เท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เปึนการลงทุนการเมืองไปกับการซื้อสิทธิ ขายเสียง เมื่อสักครู่มีท่านสมาชิกบางท่านได้ตั้งคำถามว่าจะคิด จะออกแบบอย่างไรให้ประชาชน หลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์ คนแบบไหนหนอที่เงินง้างไม่ได้ ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะ หน้าที่นักการเมืองมานำเสนอชั่วคราวในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ผมคิดว่าคนแบบนี้จะเกิด ขึ้นได้ คนแบบนี้ผมขออนุญาตเรียกว่า คนพันธุ์พอ ครับ เวลานี้มีคนพันธุ์เอเอฟ (AF – Academy Fantasia) มีคนพันธุ์อา (อาชีวศึกษา) แต่คนที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องออกแบบ สังคมให้่คนแบบนี้เกิดขึ้้นเยอะ ๆ ชุมชนแบบนี้เกิดขึ้นเยอะ ๆ คือคนพันธุ์พอ คนพันธุ์พอ นั้นเขาจะต้องมีอาวุธทางความคิด ติดอาวุธทางปัญญา ที่เรากำลังอภิปรายกัน ที่เรา พูดถึงกันนั่นก็คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ตรงที่การมีเหตุผล มีความรู้จักพอประมาณ มีความรอบรู้ และที่สำคัญเงื่อนไขก็คือจะต้องใช้ความรู้อย่างมี จริยธรรม ซึ่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่ได้หมายถึงเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่รวมความเปึนหลักคิดที่ใช้ได้ทั้งการดำเนินชีวิตและการดำเนินกิจการในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเปึนกิจการขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ เพราะปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงนั้นเปึนหลักคิด เปึนภูมิปัญญา จากประสบการณ์ในฐานะที่ผมเปึนสื่อชาวบ้าน สื่อชุมชน และสื่อเกษตรกร ผมยืนยันกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญครับว่า ถ้าเกิดคนรู้จักพึ่งตนเอง มีความพอประมาณ ใช้ชีวิตด้วยความมีเหตุ มีผล ใช้ความรู้อย่างรอบคอบ ระมัดระวังและเปึนความรู้คู่คุณธรรม คนใดก็ตาม ชุมชนใด ก็ตามที่ได้ติดอาวุธทางปัญญา ติดอาวุธทางความคิดเช่นนี้แล้ว เขาจะเปึนไท เขาจะเปึน อิสระ เขาจะปลอดพ้นจากพันธนาการของผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่นักการเมืองมอบให้ ชั่วครั้งชั่วคราว ผมจึงเรียนกับท่านประธานนะครับว่าหน้าที่สำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั้น นอกจากจะต้องออกแบบระบบการเมืองที่รอบคอบ รัดกุม คิดอ่านกันตั้งแต่ กระบวนการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ระหว่างอยู่ในอำนาจทางการเมืองและเมื่อพื้นจาก อำนาจทางการเมืองไปแล้ว นอกจากจะต้องออกแบบระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจ รัฐอย่างรอบคอบ รัดกุม นั่นเปึนเรื่องของการเมืองระหว่างทางและการเมืองปลายทาง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมนําเสนอนั้นผมถือว่าเปึนการแก้ปัญหาการเมืองที่ต้นทาง เราต้องสร้างสังคม สร้างคน สร้างชุมชนที่ยึดมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเกิดเรามี คนพันธุ์พอกันมาก ๆ ไม่ว่าคนพันธุ์พอนั้นจะอยู่ในโครงสร้างส่วนบนของประเทศนี้ หรือจะ อยู่ในโครงสร้างส่วนล่างของประเทศนี้ การเบียดบังสังคม การเบียดบังส่วนร่วมก็จะลด น้อยถอยลง นั่นจึงเปึ้นที่มาว่าผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเพื่อยืนยันและนำเสนอความ คิดเห็นอีกครั้งหนึ่งว่า ขอให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นได้บรรจุปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงลงใน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ในกรอบที่ ๑ ที่เรากำลังพิจารณากัน และคำว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าจากการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนหลายแห่ง ประชาชนได้แสดงความเห็นอย่างซื่อ ๆ ตรง ๆ ว่าแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐนี่ฟังยาก ทําไมไม่บอกตรง ๆ เลยว่า หน้าที่ของรัฐ เพราะว่าแต่ละมาตรา นั้นบอกอยู่ตลอดเวลาว่า รัฐต้อง รัฐต้อง เพราะฉะนั้นในแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐนั้น ผมต้องยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ขออนุญาตให้ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้หยิบยกเรื่อง ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปพิจารณาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเปึนหลักคิดที่ไม่เพียงแต่จะเปึนภูมิคุ้มกันทาง เศรษฐกิจเท่านั้น เศรษฐกิจของเราจะได้รับการคุ้มกัน จะมีภูมิคุ้มกันจากผลกระทบ ไม่ว่า จะเปึนภายในหรือภายนอก ไม่ว่าจะเปึนปัจจัยที่ควบคุมได้หรือควบคุมไม่ได้ ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงจะเปึ้นร่มเงาให้ความคุ้มครองคนเล็ก ๆ ทุนเล็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ในสังคมนี้ การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะได้มีความสมดุลระหว่างทุนชุมชน ทุนชาติ กับทุนข้ามชาติ ที่มาพร้อม ๆ กับโลกาภิวัตน์ ผมยืนยันว่าไม่เฉพาะเปึนภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเท่านั้นครับ ท่านประธาน สิ่งนี้จะกลายเปึนภูมิคุ้มกันทางการเมืองให้เราได้แก้ปัญหาการเมืองกันที่ ต้นทาง เพราะเมื่อประชาชนพึ่งตนเองได้ ประชาชนก็จะไม่ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของระบบ อุปถัมภ์ของนักการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียง ผมขออนุญาตที่จะนำเสนอเปึนถ้อยคำเพื่อ ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ผมใฝ์ฝันเหลือเกินว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ในป้มห้ามงคลนี้จะมีสักมาตราหนึ่งที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ จะบัญญัติไว้ว่า รัฐต้องปลูกฝั่ง ส่งเสริม สนับสนุนการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงในการดําเนินชีวิตกิจการงานของประชาชนทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และ ระดับชาติ ผมคิดว่าถ้ามีสักมาตราหนึ่งที่ได้บัญญัติเช่นว่านั้นแล้ว ภารกิจของพวกเรา ทั้งหมดในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เราจะ ไม่เพียงแต่ได้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อประคับประคองบ้านเมืองกลับสู่ภาวะประชาธิปไตย ตามปกติเท่านั้น แต่ความหมายที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นก็คือ เราท่านทั้งหลายทั้งหมดนี้ได้ เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ได้สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ให้ไว้ กับผืนแผ่นดินนี้ตราบชั่วนานเท่านาน ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขออนุญาตอ่านรายชื่ออย่างนี้ เพื่อจะได้ทราบว่าลำดับที่จะพูดกันคือจะเปึนอย่างไรบ้าง ลําดับที่ ๔ คุณศักดิ์ชัย ลําดับที่ ๕ คุณกิตติ ลําดับที่ ๖ คุณวิชัย ลําดับที่ ๗ คุณชํานาญ และลำดับที่ ๘ คุณพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ตามเกณฑ์อย่างนี้นะครับ ขอเรียนเชิญ คุณศักดิ์ชัยเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล สสร. ครับ ผมขออนุญาตที่จะได้อภิปรายในเรื่องของกรอบของอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๑ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เนื่องจากว่าสิ่งที่กำลังเปึนประเด็น และสิ่งที่ เกิดขึ้นในอดีตนั้นได้มีผลสะท้อนและผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่าง กว้างขวาง ไม่ว่าจะเปึ้นเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมนะครับ สิ่งที่ผมพบเห็นนั้นก็คือว่า ในอดีตที่ผ่านมาเราจะพบเห็นว่าปัจจุบันโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแล้วก็ รุนแรง สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบันนั้นก็คือเรื่องของเขตการค้าเสรีที่เราพบเห็น แล้วเราจะพบว่าในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการไปเจรจาในกรอบข้อตกลงกับนานาชาติ แต่สิ่งที่เราพบเห็นเราจะพบว่าการกระทําตรงนั้นเปึนการกระทําโดยลําพังของรัฐบาล หรือฝ์ายบริหาร ซึ่งในทางตรงกันข้ามนั้นเราจะพบว่าในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ได้ระบุชัดเจนในมาตรา ๒๒๔ วรรคสองว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐจะต้องออกเปึนพระราชบัญญัติเพื่อให้เปึนไปตาม สัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา จริง ๆ ได้มีการระบุลงไปอยู่แล้วใน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ผมเชื่อว่าได้มีการบิดเบือน ไม่มีการนําเอามาตรานี้มาใช้ นี่คือ สิ่งที่ผมกำลังเปึนห่วงว่าในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ถ้ามีการพูดถึงซึ่งเมื่อตอนเช้าทาง คณะอนุกรรมาธิการได้แถลง ซึ่งผมกำลังเปึนห่วงอยู่นิดหนึ่งนะครับว่าจะต้องพิจารณาว่า เรื่องใดที่จะต้องนําเข้าสู่รัฐสภา แต่ที่สําคัญคือต้องแถลงให้ประชาชนรับทราบนั้น ผมเห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามนะครับผมก็ยังเปึนห่วงว่าถ้าสมมุติในกรณีที่มีการเจรจา กรอบการค้าเสรี ซึ่งมีการเจรจาไปแล้วหลายประเทศ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับว่า อย่างเช่นกรณีที่ไทยเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศจีน สิ่งที่เราพบเห็นก็คือ ภาคเกษตร ในอดีตซึ่งเคยเพาะปลูกกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเปึนหอมหัวใหญ่และกระเทียมที่ทาง ภาคเหนือนั้น บัดนี้อาชีพเกษตรกรตรงนี้ได้หมดไป แล้วก็ยังน้ำมาซึ่งในอนาคตอีกว่า เกษตรหลายตัวนั้นเราก็กำลังจะหมดสิ้นไป สาเหตุที่รัฐบาลไปทำเขตการค้าเสรีกับ ต่างประเทศ โดยมิได้เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการและเกษตรกรซึ่งอยู่ในภาค นั้นไม่มีความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ ก็มีการทำเขตการค้าเสรี ตัวอย่างที่ ๒ ที่อยากจะ ยกตัวอย่างก็คือว่า อย่างเช่นประเทศไทยทำเขตการค้าเสรีกับออสเตรเลีย นโยบายของ รัฐบาลบอกว่าส่งเสริมการเลี้ยงโค ๒ ล้านตัว ในขณะเดียวกันเราก็ไปเจรจา เอฟทีเอ กับ ออสเตรเลีย แปลว่าอะไรครับ ภายในส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโค ภายนอกไปเจรจา เอฟทีเอ กับต่างประเทศ กับออสเตรเลีย ผลปรากฏว่าตรงนี้ มันเกิดความขัดแย้งครับ เรื่องโคเนื้อ โคนม ที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมว่าเลี้ยงโคไปแล้ว อีก ๒ ล้านตัวโตขึ้นมาอีก ๕ – ๖ ป้ พอดีล่ะครับ เอฟทีเอ นั้นก็มาบรรจบกันพอดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ เอฟทีเอ นั้น หมายถึงว่าการที่มีกำแพงภาษีลดเหลือ ๐ นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึ้นประเด็นที่สำคัญ มาก เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากไปทางคณะอนุกรรมาธิการในกรอบที่ ๑ ได้พิจารณาว่า ในการที่จะไปดําเนินการใด ๆ ก็ตามนะครับขอให้ผ่านรัฐสภา แล้วมีการตราเปึ้น พระราชบัญญัติ แล้วก็พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอํานาจในการทําหนังสือสัญญานั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าเปึนสิ่งที่น่าห่วงใยอย่างยิ่ง ถ้าเรายังปล่อยให้การกระทำใด ๆ ของฝ์ายบริหารนั้น ได้กระทำโดยลำพังแล้วไม่ผ่านรัฐสภา ขอบคุณมากครับ
ต่อไป ก็เปึนคุณกิตติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่เคารพครับ กระผม กิตติ ตีรเศรษฐ์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ก่อนที่จะขออนุญาตอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับกรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วม ของประชาชนและการกระจายอำนาจนั้น กระผมต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญทุกท่านที่ได้ใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เปึนแนวทางในการศึกษาและก็ วิเคราะห์ประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ทําการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ต่อไป นะครับ ซึ่งสิ่งที่ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ได้นําเสนอในวันนี้ก็คงจะเปึนการนําเสนอเพื่อรับ ฟังความเห็นจากเพื่อนสมาชิกด้วยกัน รวมทั้งได้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน เข้ามายังคณะกรรมาธิการยกร่างฯ โดยตรง ซึ่งกระผมคิดว่าเปึนเรื่องที่จําเปึ้นและเปึน เรื่องที่ดีอย่างยิ่งที่จะได้มีการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องนะครับ ประเด็น ที่ผมอยากจะขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านเพื่อนกรรมาธิการยกร่างฯ ก็คือ คิดว่าทุก ๆ ท่านในคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ดี เพื่อนสมาชิก สสร. ทุกท่านก็ดี ทุกท่าน คงอยากจะเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด และเปึ้นรัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะได้ใช้ต่อไปเปึนการถาวรนะครับ ซึ่งประเด็นนี้ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดนั้นก็ ควรจะเปึนรัฐธรรมนูญที่บรรจุหลักการที่สำคัญไว้โดยเท่าที่จำเปึนนะครับ ส่วนหลักการ รายละเอียดบางเรื่องถ้าหากว่าบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะไปทําให้รัฐธรรมนูญมีจํานวน เนื้อหาสาระที่มาก และก็ยากแก่การทำความเข้าใจ รวมทั้งสิ่งที่จำเปึนก็คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญต้องให้กระทำได้โดยไม่ยากเย็นนักนะครับ
ในเรื่องของกรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระจายอำนาจนั้นนะครับ กระผมมีความชื่นชมที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้มี การศึกษาประเด็นเพื่อที่จะเพิ่มสิทธิหรือเพิ่มเสรีภาพ หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งการกระจายอํานาจไปสู่ประชาชนหรือชุมชนให้มากขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตามสิ่งที่มี อยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ก็ได้มีเขียนไว้ค่อนข้างจะชัดเจน ขออนุญาตอ่านใน มาตรา ๒๘ ในหมวดที่ ๓ สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเปึน มนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เปึนปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ประเด็นสําคัญ ที่ผมจะขอกล่าวถึงก็คือ ทําอย่างไรเมื่อมีการทํารัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้วเปึ้นกฎหมายบังคับ ใช้แล้ว เราจะให้กฎหมายนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้ได้อย่างเกิดผลจริงจังนะครับ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือเรื่องของสิทธิเสรีภาพในมาตรา ๒๘ นี้ รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่ในความเปึนจริง ในอดีต ที่ผ่านมามีการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเกินขอบเขตจนล่วงละเมิดไปถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล อื่นหรือองค์กรอื่น ซึ่งคงจะไม่ต้องยกตัวอย่างนะครับว่ามีอะไรบ้าง ฉะนั้นทําอย่างไรถึงจะ ให้เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายนั้นเปึนไปอย่างเท่าเทียมเสมอกันนะครับ และสิ่งที่ อยากจะขอเรียนนำไปถึงท่านกรรมาธิการยกร่างฯ เกี่ยวกับเรื่องของการให้สิทธิเสรีภาพ โดยกระผมอยากจะขออนุญาตม้องอีกมุมหนึ่งว่า การให้สิทธิเสรีภาพเปึ้นเรื่องที่ดี แต่ในเวลาเดียวกันก็จะต้องมีข้อจำกัดนะครับ ซึ่งส่วนหนึ่งในข้อจำกัดก็ได้มีกล่าวไว้แล้วในมาตรา ๒๘ และกระผมอยากจะขอให้ เพิ่มเติมในส่วนนี้ว่า เมื่อเปึนการใช้สิทธิเสรีภาพที่ไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ไม่เปึน ปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว อยากจะขอเพิ่มเติม ด้วยว่า และไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศและระบบการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข ก็ฝากเรียนไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วยว่าท่านจะดำเนินการในส่วนที่กระผมได้ขออนุญาตนำเสนอได้หรือไม่อย่างไรนะครับ
ในเรื่องของการศึกษาในมาตรา ๔๓ จริง ๆ ก็เขียนไว้ค่อนข้างจะดีว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองป้ที่รัฐจะจัด ให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย อันนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ ก็เช่นเดียวกับมาตรา ๒๘ ที่กระผมเพิ่งได้พูดจบไป ในความเปึ้นจริงกฎหมายเขียนไว้ อย่างดี แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างทั่วถึง การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพยังไม่สามารถ ทำได้อย่างทั่วถึง ที่ผ่านมามีการประเมินคุณภาพการศึกษา โรงเรียนทั่วประเทศไม่ผ่าน การประเมินกว่าครึ่ง ย่อมแสดงให้เห็นถึงว่าเรื่องของการดูแลหรือการจัดการศึกษาเฉพาะ เพียงส่วนขั้นพื้นฐาน ๑๒ ป้นั้น รัฐยังไม่สามารถดำเนินการให้เปึนไปได้อย่างทั่วถึงและ มีคุณภาพได้จริง ฉะนั้นอยากจะให้มีการดูแลในส่วนนี้ด้วยว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้การจัด การศึกษานั้นเปึนไปอย่างมีคุณภาพจริง ๆ รวมทั้งเรื่องของการจัดการศึกษาของรัฐ โดยจะต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัตินั้น สิ่งหนึ่งที่อยากจะขออนุญาตเรียนว่าในเรื่องของการกระจายอำนาจ ไปสู่ท้องถิ่นนั้น การให้กับการรับผมคิดว่าจะต้องมีความสมดุลกันระหว่างทั้ง ๒ ฝ์าย เพราะฉะนั้นในเรื่องของการกระจายอํานาจซึ่งเปึ้นสิ่งที่ดี ประเทศที่เจริญแล้วก็คือมีการ กระจายอํานาจไปอย่างทั่วถึง แต่นั่นในอีกมุมหนึ่ง ชุมชนหรือประชาชนก็มีความเจริญ ทั่วกันเช่นเดียวกัน ฉะนั้นในเรื่องของการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชุมหรือท้องถิ่น กระผม คิดว่าก็คงจะต้องมองดูด้วยว่า ชุมชนหรือท้องถิ่นนั้นมีความพร้อมแล้วด้วยที่จะรับ การกระจายอำนาจอันนั้นไปเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ตามความต้องการของชุมชนหรือ ท้องถิ่นนั้น ๆ
ในมาตราที่เกี่ยวข้องอีกมาตราหนึ่งตามที่เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายไปแล้ว นะครับ เรื่องของระบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือปรัชญาว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งกระผม เห็นว่าเรื่องนี้ควรจะบรรจุไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเช่นเดียวกัน โดยกระผมอาจจะ เสนอขอปรับมาตรา ๘๕ เพื่อให้เกิดความกระชับก็คือ รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนและ คุ้มครองระบบสหกรณ์ รวมทั้งระบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อจะให้เห็นชัดว่าระบบ เศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้นที่จะนำพาระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าไปได้ด้วยดี นะครับ
สิ่งที่กระผมอยากจะขออนุญาตนำเสนออีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ เกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจ แต่ก็อยู่ในมาตราที่เกี่ยวข้อง ก็คือเรื่องของมาตรา ๔๐ ซึ่งเปึนมาตราว่าด้วยองค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลคลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรคมนาคม ซึ่งถือเปึนทรัพยากรสื่อสารที่สําคัญของประเทศชาติ รวมทั้งเปึนทรัพยากรที่มีความสําคัญ ต่อความมั่นคงของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน การเขียนกฎหมายที่เพื่อนสมาชิก ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ กำลังจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปนั้น กระผมอยากจะฝาก ให้ท่านได้พิจารณา และก็คำนึงถึงในเรื่องของการใช้ถ้อยคำเพื่อไม่ให้กฎหมาย มีใจความมากเช่นเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ โดยเฉพาะ ในมาตรา ๔๐ กระผมขออนุญาตอ่านมาตรา ๔๐ นะครับ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่ง วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคมเปึ้นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐที่เปึ้นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ การที่เขียนไว้ในประโยคกว้าง ๆ เช่นนี้ ทำให้เกิดปัญหาตามมาในปัจจุบัน ท่านคงจะทราบดีว่าเกิดปัญหาในเรื่องของการ ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมของภาคธุรกิจเอกชนที่มีผลกระทบต่อองค์กรของรัฐ ไม่ว่า จะเปึนการสื่อสารแห่งประเทศไทยหรือบริษัททีโอที (TOT) จำกัด (มหาชน) ในเรื่องของ การที่จะเปึนผู้ให้บริการด้านกิจการสื่อสารโดยมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วยนะครับ การที่มีกำหนดบทบัญญัติในมาตรา ๔๐ นั้น ผมคิดว่าก็เพื่อต้องการให้มีองค์กรอิสระมา ทำหน้าที่กำหนดการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งถือเปึ้นทรัพยากรธรรมชาติให้เปึนประโยชน์แก่ ส่วนร่วมมากที่สุดนะครับ ไม่ปล่อยให้มีการนำไปหาผลประโยชน์แต่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่การเขียนบทบัญญัติที่กว้างเกินไปนี้ก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่ทุกท่านทราบดีอยู่นะครับ ก็อยากจะฝากประเด็นนี้ให้ท่านเพื่อนกรรมาธิการยกร่างฯ ได้กรุณาน้ำไปศึกษาและ ก็พิจารณาดูว่าจะมีการปรับแก้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องที่กระผมได้นำ กราบเรียนตั้งแต่ตอนต้นว่ากิจการสื่อสารโทรคมนาคมเปึนเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง ของชาติแน่นอน ขอบพระคุณครับ
เพื่อนสมาชิกครับ ผมว่ากรอบที่ ๑ ผมจะขออนุญาตป่ดรายการตั้งแต่มี ๓ ชื่อที่เหลืออยู่ นี่นะครับ เพื่อเราจะได้พิจารณากรอบที่ ๒ ยังติดใจจากกรอบที่ ๑ อยู่หรือเปล่าครับ เพิ่มเติมจาก ๓ ชื่อที่ว่า เพราะเรายังมีอีก ๒ กรอบนะครับ และก็ยังมีเรื่องราวที่ต้อง พิจารณา เชิญครับ
ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ที่เคารพครับ กระผม วิชัย เรืองเริงกุลฤทธิ์ สสร. หมายเลข ๐๕๙ ครับ กระผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าคงใช้เวลานิดเดียว ท่านประธานครับ กระผมอยากจะขอเสริม ในประเด็นของ ควรส่งเสริมให้มีการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มากขึ้น ประเด็นนี้ท่านประธานครับ ได้พูดจากันมากมายเหลือเกินในส่วนภูมิภาคก็ดี ในส่วนไหน ๆ ก็ดีครับ เพราะว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเปึ้นปัจจัยหลักที่ได้ช่วยเหลือ เกื้อกูลให้พี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ได้รับการดูแลจากผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ที่กระผมบอกว่าเรื่องนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือว่าทุกครั้งที่พูดกันเรื่องนี้ก็พูดถึง เรื่องความไม่โปร่งใสของผู้บริหารที่มาจากเลือกตั้ง และก็มีการพาดพิงกันเสมอมาว่า มีการบริหารที่ไม่ค่อยจะดีนัก แต่ทั้ง ๆ ที่ว่าบ้านเมืองของเราทุกพื้นที่ ทุกภาคส่วนนั้น มีความเจริญเติบโตขึ้นมา สังคมมีความเจริญดีขึ้นยิ่งกว่าอดีตนั้นก็ฝ้มือของผู้ที่มาจาก การเลือกตั้งทั้งสิ้น หลังจากนั้นแล้วมีการกําหนดครับท่านประธานว่า ผู้ที่มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมก็แล้วแต่ พูดถึงบอกว่าให้อยู่ในตำแหน่งเพียง ๒ สมัย แล้วเว้นวรรค อันนี้ก็เปึนการจำกัดสิทธิแล้วครับ จำกัดสิทธิแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้น เหตุผลตรงนี้ในปัจจุบันนี้ก็น่าจะต้องนำมาพิจารณาครับ กราบไปถึงท่านที่รับฟังอยู่ โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการที่ยกร่างนะครับว่าตรงนี้ควรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ว่าถ้า พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนเห็นว่าควรจะไม่เว้นวรรค บุคคลผู้ใดที่มีฝ้มือเปึ้นคนดี มาบริหารพื้นที่ของตนเองแล้วพี่น้องประชาชนพอใจ ก็ไม่น่าจะกำหนดตรงนี้ไว้ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ สภาผู้แทนราษฎรจะกำหนดไว้ ชัดเจนครับว่าในสภานั้นจะมีทั้งฝ์ายค้านและฝ์ายบริหาร แต่เมื่อมามองสภาของท้องถิ่น ทุกแห่งไม่ปรากฏ ถามว่าทําไมกระผมนําเรื่องนี้มากราบเรียนก็เพราะว่า ๑. องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้รับการตรวจสอบดูแลจากภาครัฐ ดูแลจากองค์กรอิสระ ถ้าจะ ได้มีฝ์ายค้านอยู่ด้วย พี่น้องประชาชนก็จะได้อุ่นใจว่าอย่างน้อยที่สุดมีคนที่มาช่วย ตรวจสอบดูแลคานอำนาจไว้ เพราะว่าในพื้นที่แต่ละแห่ง ไม่ว่าจะองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นรูปพิเศษ หรือเทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัดก็แล้วแต่ครับ มักจะมี ๒ ฝ์าย ฝ์ายที่ ๑ เมื่อมีเสียงข้างมากเข้ามาบริหาร ฝ์ายที่ ๒ เมื่อมีเสียงข้างน้อย ก็ไม่ได้บริหาร ตรงนี้แล้วนะครับ ถ้าเราจะได้กําหนดเปึนหลักเปึ้นเกณฑ์ไว้มันจะ เกิดประโยชน์ เกิดประโยชน์ในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ได้มีศักดิ์ศรี ได้มีความ เชื่อมั่นว่าอย่างน้อยที่สุดแม้จะมีคณะใดมาบริหารก็ตามยังมีฝ์ายค้านอยู่เปึนตัวแทน ของพี่น้องประชาชน ตรงนี้กระผมอยากจะกราบฝากท่านลองไปพิจารณาดูครับว่า เปึ้นไปได้ไหมที่จะกําหนดไว้ เพราะฉะนั้นในประเด็นของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น นั้น กระผมยังกราบเรียนขอความกรุณาท่านว่าได้โปรดพิจารณาดูครับว่า พี่น้องประชาชน ทุกภาคส่วนของประเทศตรงไหนบ้างครับ ที่ไม่มีองค์กรบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเข้าไป ดูแลเกี่ยวข้อง อันนี้เปึนวิถีชีวิตที่ควรจะดูแลด้วยความยุติธรรม กระผมขอกราบฝาก เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปก็จะเปึ้นท่านชำนาญครับ เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ กระผมคิดว่ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาในวันนี้นะครับ คือการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยัง ไม่ได้เสนอเลยนะครับ ผมคิดว่าการอภิปรายของเราอยากจะขอให้ดําเนินการหลังจากที่ เรื่องนี้ผ่านไปแล้ว ไม่อย่างนั้นแล้วถ้าไม่ตั้งวันนี้แล้วก็คงทำงานต่อไปไม่ได้ครับ ขอบพระคุณครับ
ผมเรียนว่าคงจะต้องตั้งวันนี้แน่นะครับ แต่ว่าจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อนคงจะไม่ได้ นะครับ ผมก็ขอเร่งรัดว่าเราพยายามดำเนินการในวาระนี้ให้มันเร็วขึ้นเพื่อจะมีเวลาที่ จะต้องพิจารณาเรื่องสำคัญ ขอยืนยันว่าไม่มีการป่ดประชุมก่อนพิจารณาเรื่องนี้แน่นอน นะครับ ขอยืนอย่างนั้นครับท่าน ขอท่านชำนาญนะครับ เชิญครับ
ครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สสร. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม ชำนาญ ภูวิลัย สสร. หมายเลข ๐๒๑ เปึ้นตัวแทนมา จากภาครัฐในส่วนของกํานัน ผู้ใหญ่บ้านนะครับ ผมอยากจะมาพูดเรื่องการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่น เพราะว่าการอยู่ชนบทได้เห็นการกระจายอำนาจที่เปึนมาประมาณ สัก ๑๐ ป้ที่ผ่านมา ชนบทของพวกเราเจริญขึ้นอย่างมาก ได้เห็นสิ่งอำนวยความสะดวก ต่าง ๆ เกิดขึ้น ประชาชนในชนบทก็ตื่นตัวขึ้นมาก เพื่อรองรับความเจริญ ซึ่งในเมืองวิ่งไป ก่อนนานแล้ว ปัญหาของการกระจายอำนาจที่มีประเด็นอยู่หลายข้อนะครับ เปึ้นต้นว่า การถูกครอบงำโดยฝ์ายการเมืองและระบบราชการ ปัญหาความโปร่งใส และกลไก การตรวจสอบล้มเหลวนะครับ และก็ปัญหาการศึกษา การพัฒนาคนและการมีส่วนร่วม ของประชาชนในท้องถิ่นนะครับ ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ผมอยากจะสรุปร่วมว่าเกิดจาก ปัญหาของกฎหมายนะครับ เพราะว่าบ้านเรามีกฎหมายมากเกินไป คนที่เปึนสมาชิกหรือ เปึ้นผู้บริหารท้องถิ่นไม่เข้าใจกฎหมายของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเปึน พรบ. ลักษณะ ปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ คนที่เปึนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่เข้าใจกฎหมายของท้องถิ่น เช่น กฎหมายสภาตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล และกฎหมายเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ อย่างนี้ นี่คือปัญหานะครับ แม้แต่คนที่เปึ้นสมาชิกท้องถิ่นเองยังไม่รู้กฎหมายของตน เพราะฉะนั้นการมีอํานาจ การใช้อํานาจหน้าที่ ใช้สิทธิและก็เข้าไปดําเนินการในท้องถิ่น เมื่อไม่รู้ ไม่เข้าใจ ปัญหาต่าง ๆ ที่ว่ามาเมื่อสักครู่ก็เลยเกิดขึ้นนะครับ เพราะว่าเวลาที่มี อำนาจหน้าที่ในการเปึ้นผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น แต่ไม่เข้าใจกฎหมาย ไม่เข้าใจอำนาจหน้าที่ของตน ก็ย่อมถูกครอบงำได้ง่าย ก็ย่อมมีปัญหาเรื่องการทำงานที่ ไม่เข้าใจ ไม่สามารถที่จะสร้างความโปร่งใสไปสู่พี่น้องประชาชนได้นะครับ เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องการศึกษา การทำความเข้าใจกฎหมายจึงเปึนเรื่องสำคัญ อยากจะนำเสนอ สภาแห่งนี้ว่าน่าจะรวบรวมบรรดากฎหมายต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่ในภูมิภาค เปึนต้นว่า พรบ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การ บริหารส่วนตำบล พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ หรือกฎหมายเกี่ยวกับราชการ ภูมิภาค และกฎหมายอีกเยอะนะครับที่กระจัดกระจายอยู่ บางทีไม่สามารถที่จะสรุป ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่ากฎหมายใดอยู่ตรงไหนบ้าง นี่คือปัญหาของประเทศชาติ ที่เปึนมานานนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จี้เข้าไปถึงจุดนี้ให้ด้วย ว่าจะต้องมีการรวบรวม พรบ. ต่าง ๆ ที่ใช้ในภูมิภาคเข้าเปึนฉบับรวม อาจจะเปึนลักษณะของประมวลกฎหมาย ซึ่งเราเคยมีในกฎหมายอาญานะครับ ไม่เช่นนั้นแต่ละคนต่างทำต่างรู้แต่กฎหมายของตน นี่คือเปึ้นจุดอ่อนที่สุดของชนบทนะครับ ผมถึงย้ำว่าแม้แต่กำนันผู้ใหญ่บ้านของพวกผม เองยังไม่ได้อ่านเลย พรบ. ลักษณะปกครองท้องที่ยังไม่รู้เลย ต้องไปถามนายอำเภอ ต้องไปถามปลัด แม้แต่กฎหมาย พรบ. เทศบาล กฎหมายสภาตำบล องค์การบริหาร ส่วนตำบล ไปถามผู้ว่าราชการจังหวัดยังต้องหันมาถามปลัดนะครับ เพราะว่าท่านก็ไม่ได้ อ่านเหมือนกัน นี่คือปัญหาของประเทศชาติของเรา จึงขอพูดในที่ประชุมแห่งนี้ว่าอยากให้ สรุปรวมเพื่อให้เปึ้นภาพเดียวกัน เพื่อให้ตรวจสอบดูง่าย เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย แต่ในระหว่างที่ยังไม่สามารถทำได้ ในระหว่างที่เริ่มใช้ ผมอยากจะให้มีหน่วยงาน ฝ๊กอบรมและก็ให้ใบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ที่ต้องการจะเข้าไปเปึนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เปึ้นสมาชิก อบต. เปึ้นผู้บริหารท้องถิ่น เปึ้นสมาชิกเทศบาล พวกเหล่านี้จะต้องบังคับให้ ผ่านการอบรมให้รู้เรื่องเสียก่อนว่าท่านจะเข้าไปตรงนั้นท่านรู้เรื่องหรือยัง เวลาอบรมก็ต้อง สอบผ่านเสียก่อนถึงออกใบประกาศให้ ถ้าไม่มีตัวนี้ห้ามสมัคร เพราะว่าสมัครเข้าไปก็เปึ้น เหยื่อเขานะครับ แม้แต่นายก อบต. ก็เปึนเหยื่อของปลัด อบต. เปึ้นเหยื่อของท้องถิ่น อำเภอเพราะว่าตนเองไม่รู้ ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ศึกษาไว้ก่อน ปัญหาเหล่านี้ยิ่งใหญ่มาก นะครับ เปึนปัญหาใหญ่ของประเทศชาติ เพราะว่าคนไทยถ้าไม่บังคับไม่ทําครับ ไม่บังคับ ให้เรียนก็ไม่เรียน ไม่มีผลประโยชน์ก็ไม่อ่าน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นฉบับที่จะต้องดีที่สุดและก็เข้าถึงภาพรวมภาพใหญ่ได้มากที่สุด ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างเสนอผลประโยชน์ของตน ไม่มีข้อยุติหรอกครับ เราก็อยากจะ ให้บ้านเมืองเราอยู่กันอย่างสงบสุขสมานฉันท์ ผมในฐานะที่มาจากสายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็มีความภาคภูมิใจ ดีใจที่ภาพรวมส่วนมากต้องการกระจายอำนาจไปสู่ภูมิภาค ซึ่ง หมายถึงงบประมาณด้วย ซึ่งเราเห็นว่ามันเปึนความจำเปึนแล้วในยุคนี้ ถ้าเรายังช้าอยู่ ความเจริญของเราก็จะช้าไปด้วย ถ้าเรารีบทําเร็วเท่าไรความเจริญก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น เราจะแก้ปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงก็พูดได้ครับ เขียนให้สวยงามอย่างไรก็เขียนได้ แต่แก้ไขให้เปึ้นรูปธรรมไม่ใช่ง่ายครับ เปึนเรื่องที่ยากมากนะครับ ก็เหมือนกับองค์กร ท้องถิ่นถูกครอบงำนี่แหละ การแก้ปัญหาไม่ให้ถูกครอบงำย่อมมีวิธีการซึ่งต้องบังคับให้ มีความรู้ มีความเข้าใจ การมีความรู้ มีความเข้าใจ ต่อเนื่องไปถึงความภาคภูมิใจด้วย นะครับ ว่าตัวเองรู้แล้วมีความภาคภูมิใจอยากจะทํา คนไทยทุกคนมีความรักประเทศชาติ มีความต้องการให้ประเทศชาติตนเองร่ํารวย เจริญก้าวหน้า แต่ว่าความไม่เท่าเทียมทําให้ ทุกคนต่างยื้อแย่งผลประโยชน์กัน ตรงนี้ละครับ ถ้าเราไม่ทําเขาก็ทํา อันนี้คือแนวคิดของ พื้นฐานชาวบ้าน ถ้าเราไม่เอา เขาก็เอา เราจะนิ่งอยู่ทําไม อันนี้เราจะแก้อย่างไร นี่คือปัญหานะครับ คนดี ๆ ก็เลยพลอยเสีย ไปด้วย จริง ๆ คนที่ตั้งใจดีมีมากมายจนบ้านเมืองเราอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ แต่ว่าแนวคิด ว่าเราไม่เอา เขาก็เอา ทำให้คนดี ๆ พลอยกระโจนลงไปในสิ่งซึ่งสกปรกโสมมในสังคม ไปด้วย ผมก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่อยากจะให้เกิดความสมานฉันท์ วิธีที่จะให้สมานฉันท์ใน สังคมเดี๋ยวนี้มีวิธีเดียวเท่านั้นคือให้เขาได้มีส่วนเท่าเทียมกัน ผมขออนุญาตพูดถึง ค่าตอบแทนนิดหนึ่งนะครับว่าพวกเรากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บางท่านอาจจะไม่รู้เลย กำนันได้ ๕,๐๐๐ บาท ผู้ใหญ่บ้าน ๔,๐๐๐ บาท ผู้ช่วยฯ ๒,๕๐๐ บาทนะครับ เปึ้นอย่างนี้ นี่เพิ่ง ขึ้นมาใหม่ ๆ เมื่อป้ที่แล้วนี่เองนะครับ แต่ก่อนต่ำกว่านี้เยอะ แต่สมาชิก อบต. ซึ่งมาจาก ส่วนของหมู่บ้านใกล้ ๆ กันนั่นแหละ บ้านใกล้ ๆ กัน เปึนลูกน้องของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ ๕,๐๐๐ กว่าบาทครับ นี่คือความไม่เท่าเทียม ทำให้เกิดปัญหาความสมานฉันท์ ทำให้ เกิดปัญหาภาพของความไม่ปรองดอง เพราะฉะนั้นอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สรุป รวบรวมเสีย ปรับใหม่เสียว่ากฎหมายต่าง ๆ ที่มันกระจัดกระจายอยู่รวมกันเข้ามา แล้วก็ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเขามีที่นั่ง ที่ยืนที่เหมาะสม และท้องถิ่นก็สามารถที่จะ ใช้ประโยชน์จากพวกเราได้ ให้เกิดประโยชน์พอเหมาะพอควรไปด้วยกัน โดยเฉพาะ การตรวจสอบสำคัญมาก เมื่อท่านกระจายอำนาจลงไปท่านต้องใส่วิธีการตรวจสอบ เมื่อเช้าผมได้ฟังกรรมาธิการยกร่างฯ ท่านก็พูดถึงสภาประชาชน เราพอใจมากนะครับ อยากจะให้มีสภาประชาชน เพราะว่าการตรวจสอบจะเปึนกำลังใจให้ผู้ที่เขาบริสุทธิ์ ผู้ที่เขาจริงใจ ผู้ที่เขาศรัทธาที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้บ้านเมือง ไม่ใช่ว่าปล่อยให้คนที่ ทำผิดลอยนวล คนที่ตั้งใจทำงานก็ไม่เห็นมีใครมาตรวจสอบคนผิดให้เขาเห็น นี่คือ เรื่องใหญ่มากของประเทศชาตินะครับ ผมก็อยากฝากท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าหาที่นั่ง ที่ยืนที่เหมาะสมของคนที่อยู่ในที่เดียวกันให้มันอยู่ได้ด้วยกัน ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งอยู่ แบบสบาย อีกคนหนึ่งมีงานให้ทำมากมาย แต่ว่าอยู่อย่างลำบาก มีค่าตอบแทนที่ลำบาก อย่างนี้มันจะเปึนความสมานฉันท์ได้ยากนะครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากครับ รายสุดท้ายนะครับ เจ้าของญัตติ ท่านวัชรา เชิญครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร สสร. ตกลงเปึนอันว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่เราจะสร้างขึ้นนี้ ก็คือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งได้บัญญัติ เอาไว้ว่าเปึนการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการปกครองและตรวจสอบโดยใช้อำนาจรัฐ ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมือง ให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งปรากฏว่าได้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๗๖ และมาตรา ๗๗ รวมความว่า รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการกําหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐทุกระดับ และรัฐต้องจัดให้มี แผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ซึ่งในเรื่องนี้นั้นอันที่จริงก็ได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๘๙ ว่า เพื่อประโยชน์ ในการดำเนินการตามหมวดนี้ ให้รัฐจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ปรากฏว่าในมาตรา ๘๙ นั้น ได้จำกัดตัวเองลงไปโดยมีข้อความเพิ่มเติมว่า มีหน้าที่ ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และสังคม กระผมเห็นว่าถ้าจะให้มีผลในทางปฏิบัติตามมาตรา ๗๖ หรือมาตรา ๗๗ นั้น ก็คือการขยายอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยให้ ครอบคลุมถึงการที่จะส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนและจัดให้มี แผนพัฒนาการเมือง นั่นก็คือให้มีหน่วยงานในระดับภูมิภาคเกิดขึ้นด้วย เพราะเดี๋ยวนี้เท่าที่สภาที่ปรึกษาได้ลง ไปทำโครงข่ายในต่างจังหวัดนะครับ ก็ปรากฏว่าได้ผลดีมาก แล้วทำให้มีการตื่นตัว ทางการเมืองเกิดขึ้น นับว่าเปึนการสร้างสภาประชาชนขึ้นในหมู่ประชาชน สมตาม วัตถุประสงค์ของการออกรัฐธรรมนูญ สรุปว่าถ้าจะมีการทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา ก็น่าที่จะคำนึงถึงเรื่องนี้ โดยการเขียนข้อความในมาตรา ๘๙ ให้ขยายความกว้างขึ้น ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ตอนนี้ผ่านกรอบที่ ๑ ไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมไม่ทราบว่า กรอบที่ ๒ กับกรอบที่ ๓ นี่มีสมาชิกจะอภิปรายเยอะไหมครับ คือพอดีมีหนังสือของ ท่านเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ ท่านอาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ท่านแจ้งว่าในการประชุมคราวหน้านะครับ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ จะมีการแถลง ความคืบหน้านะครับเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ และจะเน้นไปที่กรอบ ๑ ในเรื่องของ สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจเปึนการเฉพาะของ กรรมาธิการนะครับ ทีนี้ในส่วนนี้ถ้าหากว่าวันนี้ยังมีสมาชิกติดใจที่จะอภิปรายนี่นะครับ จะเลื่อนไปอภิปรายต่อในวันจันทร์หน้าทั้งหมด รวมถึงกรอบที่ ๒ กับกรอบที่ ๓ ด้วย นะครับ ทีนี้ก็เลยหารือท่านสมาชิกนะครับ เราก็จะได้เอาเรื่องของการตั้งกรรมาธิการ ประจำจังหวัดนี่ ซึ่งมีระยะเวลาที่ต้องใช้พอสมควรนะครับ ก็เลยขออนุญาตปรึกษานะครับ ถ้าเปึนไปได้ก็เลื่อน และกรอบ ๑ นี่ก็ยังถือว่ายังมีอยู่นะครับ เพราะว่ากรรมาธิการท่าน ก็จะระบุรายละเอียดไปลึกกว่านี้อีกนะครับ ก็เลยหารือ ท่านอาจารย์วิทธยาครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สสร. ครับ ผมขออนุญาตใช้การพิจารณาเรื่องกรอบที่ ๑ อีกนิดเถอะครับ เพราะว่าบังเอิญมีเรื่องที่ผมได้เห็นอยู่ในกรอบที่ ๑ ในหน้าที่ ๑๒ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของ การศึกษา ซึ่งถ้าดูจากในกรอบที่ ๑ นี้ได้เขียนมานะครับ ได้ยกร่างมาโดยที่ว่าให้การศึกษา นั้นมีเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาภาคบังคับ ๑๒ ป้ แล้วเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ทั้งหมดนี่ดูแล้วก็ครอบคลุมดีนะครับ แต่ว่าในสภาพความจริง ขณะนี้ เรื่องของการจัดการศึกษานั้นมันเปึ้นเรื่องที่มีปัญหาอยู่ในระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานครับท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ครับ ผมกราบเรียนว่าในขณะนี้ปัญหาเรื่อง เกี่ยวกับการจัดการศึกษาในขั้นพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้เดิมเปึนการจัดการศึกษาระดับชั้นช่วง ชั้นที่ ๑ ที่ ๒ คือ ชั้นประถมศึกษา และช่วงชั้นที่ ๓ ที่ ๔ คือ มัธยมศึกษา ซึ่งทางสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานเปึ้นผู้รับผิดชอบอยู่นะครับ ปัจจุบันนี้ตั้งแต่ ป้พุทธศักราช ๒๕๔๖ เปึนต้นมานี่ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม ซึ่งเคยเปึนจังหวัดแล้วก็มารวมเปึนใหม่โดยใช้ พรบ. บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับป้ ๒๕๔๖ ในมาตรา ๓๓ ได้จัดการศึกษาแบ่งพื้นที่การศึกษาเปึ้นเขตพื้นที่และก็ให้ สถานศึกษาต่าง ๆ นั้นไปสังกัดในเขตพื้นที่ ในปัจจุบันวันนี้พอเราเปึ้นเขตพื้นที่แล้วนะครับ ก็มีองค์กรบริหารทั้งบริหารทั่วไป คือคณะกรรมการบริหารเขตพื้นที่และคณะอนุกรรมการ บริหารของ อกคศ. เขตพื้นที่ ซึ่งบริหารเกี่ยวกับบุคคล วันนี้มันมีปัญหาตรงนี้ครับ สภาพของการจัดการศึกษาในปัจจุบันในส่วนของพื้นฐานนั้น คือมันมีผลสัมฤทธิ์ในการจัดการศึกษา เริ่มประจักษ์ชัดจากการวิจัยและก็ข้อมูล เชิงประจักษ์ที่เห็นจากของสำนักการทดสอบนะครับ สำนักมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ ว่าการศึกษาระดับพื้นฐานขณะนี้เริ่มลดลง โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษา เหตุที่เปึน อย่างนี้นะครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกว่า สภาพของการศึกษาปัจจุบัน นะครับ เราเน้นการร่วมกันอยู่เปึ้นเขตพื้นที่ก็จริง แต่ในส่วนของการบริหารจัดการนั้นมันมี ความไม่เท่ากัน มีความแตกต่าง แล้วก็มีการได้เปรียบเสียเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องของขวัญกําลังใจและการบริหารจัดการ กระผมจะชี้ชัด ๆ อย่างนี้ครับ เมื่อมีการจัดการศึกษาในวันนี้ ผลที่มันกระทบเกิดขึ้นเรื่องแรกก็คือ เรื่องของ คุณภาพทางด้านวิชาการ ซึ่งแต่เดิมนั้นในแต่ละจังหวัด ในแต่ละพื้นที่นะครับ เราแบ่งเปึน จังหวัด มีโรงเรียนมัธยมศึกษาเปึนโรงเรียนประจำจังหวัดโรงเรียนหนึ่งหรือสองโรงเรียน ก็ตามนะครับ ก็จะมีคณะบุคคลที่เรียกว่าเปึนครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถก็จะเริ่ม จัดเปึนหลักนะครับ แล้วก็มีโรงเรียนที่เปึนแกนนำในการที่จะพัฒนาในวิชาการในด้าน ต่าง ๆ ก็จะมีศูนย์วิชาการต่าง ๆ ขึ้นมา พอปัจจุบันนี้พอแบ่งเปึ้นเขตพื้นที่ขึ้นมาแล้ว แต่ละ เขตพื้นที่ก็ตัวใครตัวมันครับ จะอยู่กันเองแบบอิสระนะครับ แล้วก็จะทำให้วันนี้ไม่ได้มีการ ช่วยเหลือดูแลกัน ตลอดจนกระทั่งถึงการบริหารงานบุคคล ซึ่งก็มีผลกระทบเกี่ยวกับ การสลับสับเปลี่ยนโยกย้ายส้ายผู้สอนหรือสายบริหารก็ตาม พร้อมกันนี้ก็จะมีต่ออีกคือ เรื่องของการบริหารงบประมาณและการบริหารจัดการต่าง ๆ กระผมอยากจะสรุปสั้น ๆ ว่า ในช่วงเวลาเหล่านี้ถ้าจะมีการพิจารณาก็อยากจะให้มีการจัดเพิ่มเติมในรายละเอียด เล็กน้อยเกี่ยวกับเจ้าภาพ ผู้รับผิดชอบในแต่ละองค์กรให้เด่นชัด ไม่ว่าจะเปึ้นระดับชั้น ช่วงชั้นอุดมศึกษา เอกชน มัธยมศึกษา ประถมศึกษา อาชีวศึกษา ใด ๆ ก็ตาม น่าจะ มีส่วนในการชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการจัดการศึกษา ผมจึงขออนุญาตฝาก ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการจัดผู้รับผิดชอบในประเด็นเรื่องของการรับผิดชอบ ในระดับชั้นแต่ละเรื่องให้กับกรรมาธิการยกร่างฯ ได้พิจารณาด้วย ซึ่งผมจะส่งรายละเอียด อีกทีหนึ่งในโอกาสต่อไปครับ ขอบคุณครับ
อย่างที่ผมหารือสักครู่นะครับ ผมว่าเดี๋ยวเรายังมีเวลาในการที่จะอภิปราย เพียงแต่ว่า ตอนนี้เราก็ได้สาระพอสมควรที่กรรมาธิการยกร่างฯ จะรับไปพิจารณาในเบื้องต้นนะครับ ถ้าเกิดท่านค่อย ๆ ต่อไปทีละท่าน ๆ นะครับ ผมว่าเย็นนี้ก็ไม่จบนะครับ ท่านชาติชาย เรื่องที่ผมหารือนี้หรือเปล่าครับ เชิญครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ นะครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานครับว่า วันนี้เราควรจะสรุปประเด็นกรอบที่ ๑ เสียก่อน แล้วก็กรอบที่ ๒ ที่ ๓ ขอไปในวันที่ ๒๖ นะครับ เพราะว่าเดี๋ยวเราจะมีวาระในเรื่องของ การแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด ซึ่งถ้าวันนี้เราประชุมถึงค่ำแล้ว คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัด เดี๋ยวจะเสนอต่อสภาอีก เดี๋ยวจะไม่ทันนะครับ แล้วก็ขออนุญาตเรียนผ่านไปยังท่านประธานสภาอีกนิดหนึ่งครับว่า เมื่อเช้าที่ท่าน อนุกรรมาธิการยกร่างฯ ที่ได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ ผมอยากให้ท่านประธานได้ส่งสื่อ ไปถึงท่านกรรมาธิการภาคด้วยนะครับ ในเรื่องของประเด็นสำคัญ ๆ ที่กรรมาธิการ แล้วก็อนุกรรมาธิการยกร่างฯ นั้น ได้นําเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้นะครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมขออนุญาตที่จะได้เรียนต่อท่านประธานว่า กรอบที่ ๒ กรอบที่ ๓ อาจจะไปวันที่ ๒๖ นะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการวิสามัญของจังหวัดอีกหลายจังหวัดครับ เรายังไม่ได้ แต่งตั้งนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ เข้าใจว่าคงตรงกันนะครับ ทีนี้ในส่วนเสนอความคิดเห็นมีประชาชน ชาวบ้านทั่วไปเสนอความคิดเห็นผ่านมาที่สภานี่มาก ในส่วนของผมเองก็ได้รับหลายฉบับ แล้วประชาชนที่เสนอความเห็นไม่รู้จัก แต่สิ่งที่ประชาชนเสนอนี่ ยกตัวอย่าง เขาจะทำ ด้วยความตั้งใจ ชื่อ นางสาวนริศรา เขตแวงควง มีการเสนอเปรียบเทียบมาให้ด้วย นะครับว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึนอย่างไร จะเสนอแก้ไขเปึนอย่างไร นี่เปึ้นตัวอย่าง ผมเข้าใจว่าประชาชนจำนวนมากนี่เข้าให้ความสนใจ แล้วมีหนังสือมาผมก็จะทำ จุดหมายตอบว่าได้รับแล้วทุกฉบับ อย่างน้อยที่สุดเขาก็จะมีความรู้สึกว่าเราไม่ได้ทอดทิ้ง ข้อเสนอของพี่น้องประชาชน แล้วเดี๋ยวผมก็จะมอบให้กรรมาธิการยกร่างฯ ไปพิจารณา ส่วนที่จะแถลงเพิ่มเติมท่านอาจารย์สมคิด เชิญครับ ท่านเลขาฯ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด เลิศไพฑูรย์ เลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเรียน ชี้แจงสั้น ๆ แค่นั้นเองว่า ตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ ข้อคิด ให้ความเห็น ให้ความคิดเห็นหลายเรื่องแก่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะเปึนประโยชน์แก่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเปึนอย่างยิ่ง ผมคิดว่าการยกร่าง รัฐธรรมนูญนั้นที่สําคัญคือความเห็นที่หลากหลายและเปึนประโยชน์เหล่านี้ ซึ่งเราจะ นำไปปรับปรุงและแก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งน้ำไปพิจารณาประกอบกับความคิดเห็นของ ประชาชนด้วย ก็ขออนุญาตเรียนกับท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับว่าวันนี้อาจจะ จบแค่กรอบ ๑ แต่ว่ากรอบ ๒ กรอบ ๓ ก็ยินดีจะมาชี้แจง มาร่วมรับฟังความเห็นกับ ท่านทั้งหลายในวันจันทร์หน้า วันที่ ๒๖ ในส่วนที่เกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนนั้น ผมขออนุญาตยืนยันในฐานะคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้งคณะ อีกทีหนึ่งนะครับว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้กําหนดแนวทางกว้าง ๆ เปึ้นกรอบใหญ่ ๆ เปึ้นตุ๊กตา จะใช้คำนั้นก็ได้ แต่ยังไม่เปึ้นที่ยุติ ยังไม่ยุติทั้งในคณะ อนุกรรมาธิการในแต่ละกรอบ ยังไม่ยุติทั้งในคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ ๓๕ คน แล้วก็ ยังไม่ยุติในชุดใหญ่ของเรา ๑๐๐ คนเลยนะครับ ความคิดเห็นประชาชนทั้งหลายที่ กรรมาธิการหลายท่านได้ไปรับฟังความคิดเห็นมานั้นจะเปึนประโยชน์แก่การยกร่าง รัฐธรรมนูญเปึนอย่างยิ่งนะครับ เราก็ยินดีรับฟังความคิดเห็นเหล่านั้นเสมอ และยินดี นำมาปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามที่ได้นำเสนอกัน ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ แล้วส่วนที่ท่านอาจารย์มีหนังสือมาว่ากรอบ ๑ มีคราวหน้าอีกไหมครับ หรือเป่ดไว้อย่างไร
ท่านประธานครับ เดิมที่ ผมทําบันทึกในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไปยังท่านประธาน สสร. นั้น เปึ้นเรื่องได้ทำบันทึกล่วงหน้าตอนเช้า ตอนประมาณ ๐๙.๓๐ นาฬิกา เข้าใจว่าเดิมที่สภา จะอภิปรายกว้าง ๆ โดยทั่วไป ไม่ได้ลงกรอบ ๑ เนื่องจากได้ลงกรอบ ๑ แล้วก็ขออนุญาต ว่าวันจันทร์หน้าจะเปึนกรอบ ๒ กรอบ ๓ ครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ ดังนั้นในวาระที่ ๒ กับวาระที่ ๓ ในกรอบที่ ๒ ที่ ๓ ก็หารือที่ประชุม ขอเลื่อนไปคราวหน้า ที่ประชุมคงไม่เห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนประจำจังหวัดเพิ่มเติม
สืบเนื่องจากการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญในคราวที่แล้วเปึนการประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๖/๒๕๕๐ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ มีการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนประจำจังหวัด จำนวน ๔๕ จังหวัดไปแล้วนะครับ บัดนี้ คณะทำงานฯ ได้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนประจำจังหวัดเพิ่มเติม จึงขอเสนอต่อสภาเพื่อพิจารณานะครับ ขอเรียนเชิญ ท่านคณะทำงานฯ เข้าประจำที่ด้วยนะครับ
ท่านอาจารย์วิทยามีอะไรจะแถลงไหมครับ เชิญครับ อย่างนั้นท่านวุฒิชาติครับ ยกมือ มีอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ พอดีขออนุญาตครับ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมมีเรื่องที่จะต้องหารือนิดหนึ่ง นะครับ พอดีลงมาไม่ทัน ท่านประธานครับ ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วจนถึง ณ วันนี้ มีข่าวเรื่อง ความไม่สบายใจของสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ได้ติดตาม ข่าวจากทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนนะครับ ทางโทรทัศน์บางช่องมีการเสนอข่าว ซึ่งทําให้สภาแห่งนี้เกิดความเสียหายนะครับ แล้วก็ ณ วันนี้มันก็มีการแจ้งความดําเนินคดี กับระหว่างเพื่อนสมาชิกด้วยกันนะครับ ซึ่งผมเรียนว่าวันนี้เราคงจะปล่อยให้สภาแห่งนี้ ไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ไม่ได้นะครับ คงจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับข่าวที่เกิดขึ้น นะครับ เพราะกระแสข่าวที่ออกมานี่ดูไม่ค่อยดี มีการอ้างผู้ใหญ่บางคนใน คมช. นะครับ ถึงว่าเอาเงินเอาทองไปให้กันนี่ ผมฟังแล้วเกิดความไม่สบายใจนะครับ สภาแห่งนี้นะครับ ประชาชนเขาฝากความหวังไว้ค่อนข้างเยอะนะครับ กับหน้าตารัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจะ กําหนดทิศทางและอนาคตของประเทศนะครับว่าจะไปอย่างไร แต่ถ้าสภาเรามัวหมอง เสียแล้วนะครับ ประชาชนจะให้ความไว้วางใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรนะครับ ผมมี เอกสารที่อยากให้ท่านประธานดูนะครับ เรื่องที่พาดหัวข่าวนี่นะครับ
ท่านวุฒิชาติขออย่างนี้ได้ไหมครับ เรากําลังเข้าในส่วนของการแต่งตั้งกรรมาธิการซึ่งเปึ้น วาระที่จัดอยู่แล้วนะครับ เพื่อไม่ให้เปึ้นการขัดต่อข้อบังคับนะครับ ขอให้สภาพิจารณาตั้ง กรรมาธิการให้เสร็จเรียบร้อยนะครับ ส่วนข้อเสนอของท่านก็ขอให้เปึนวาระอื่น ๆ และต่อเนื่องกันไป ก็จะทำให้ที่ประชุมนี้สะดวกแก่การทำงานครับ
ท่านประธานครับ คือจังหวัดอื่นนะครับ ที่เพิ่มเติมคงได้ แต่ภาคอีสานคงไม่ได้นะครับ เพราะว่าคนที่กําลังมีข่าวนะครับก็กลับมา เปึ้นประธานกรรมาธิการประจําจังหวัดอีก นี่คืออะไรครับ ผมคงยอมให้ผ่านไปไม่ได้ ท่านครับ ถ้าจังหวัดอื่นผมยินดีนะครับ แต่ถ้าภาคอีสานผมขออนุญาต หรือถ้าจะพิจารณา รายจังหวัดนะครับ ผมขอสงวนในเรื่องของจังหวัดนครพนมไว้นะครับผม
อย่างนั้นเดี๋ยวถึงช่วงการแต่งตั้งในจังหวัดนครพนมท่านก็ค่อยว่าเปึนรายจังหวัดไปนะครับ จังหวัดอื่นจะได้ไม่สะดุดนะครับ อย่างนั้นนะครับท่านครับ จะได้เดินต่อไปข้างหน้าได้ เดี๋ยวท่านก็นั่งฟังแล้วดูสิว่าจังหวัดไหนท่านขัดข้องไหม ถ้าไม่ขัดข้องก็ผ่าน ถ้าขัดข้อง ท่านก็มาว่าด้วยเหตุด้วยผลกันอีกทีนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์กรรณิการ์ มีอะไรแถลงเพิ่มไหมครับ
เรียนท่านประธาน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ค่ะ คณะทำงานนะคะ ตอนนี้ก็คงต้องขอรายงานการดำเนินงานการแต่งตั้ง กรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดต่อนะคะ เพราะเรายังค้างอยู่ แล้วก็คณะทำงานจังหวัด ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ขอรายงานดังนี้นะคะ
ตามที่คณะทำงานได้รายงานผลการพิจารณารายชื่อสมาชิกและบุคคล ผู้มิได้เปึนสมาชิก ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเปึนกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดตามที่สมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญและประธานคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของ ประชาชนภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ได้เสนอมาให้สภาร่างฯ พิจารณาได้รับทราบบางส่วนตามความละเอียดทราบแล้วนั้น บัดนี้ คณะทำงานฯ ได้พิจารณารายชื่อสมาชิกและบุคคลผู้มิได้เปึนสมาชิกซึ่งได้รับการ เสนอชื่อเปึนกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำจังหวัดแต่ละจังหวัด ตามที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและประธาน คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เสนอมาในส่วนที่เหลือ รวมทั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข โดยมีรายละเอียดการพิจารณาดังนี้
๑. คณะทำงานฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ที่จะสมควร ได้รับการเสนอชื่อเปึนกรรมาธิการ ให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและประธาน คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ได้นำไปปฏิบัติ เพื่อหาบุคคลเปึ้น กรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนประจำจังหวัด โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ รวมทั้งต้องมีหลักเกณฑ์ดังนี้
๑. เปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่แสดงความจํานง
๒. เปึ้นบุคคลที่เคยเปึนสมาชิกสมัชชาแห่งชาติที่อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ
๓. เปึนผู้ทรงคุณวุฒิหรือมีประสบการณ์ที่ไม่เปึน หรือเคยเปึน สมาชิกพรรคการเมือง หรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในเวลาสองป้ก่อนวันที่ ได้รับเสนอชื่อเปึนกรรมาธิการ
๔. เปึนบุคคลที่มาจากความหลากหลายของอาชีพและความ หลากหลายของพื้นที่ โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญรับรอง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิการบดีมหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน เอ็นจีโอ (NGO – Non Government Organization) และองค์กรต่าง ๆ ในจังหวัดนั้น ๆ ทั้งนี้การเสนอชื่อบุคคล ดังกล่าวจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับการเสนอชื่อพร้อมหลักฐานสำเนา บัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน
๒. คณะทำงานฯ ขอเสนอรายชื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และบุคคล ผู้มิได้เปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ดํารงตําแหน่งกรรมาธิการใน คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนประจำ จังหวัดแต่ละจังหวัด ตามที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและประธานคณะกรรมาธิการ รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เสนอมาในส่วนที่เหลืออีก ๓๑ จังหวัด รวมทั้งในส่วนของ จังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายชื่อบุคคลจำนวน ๒ ราย และจังหวัด ระยองที่มีการเพิ่มเติมรายชื่อบุคคลอีก ๒ ราย มาพร้อมรายงานนี้ด้วย ดังรายละเอียด ซึ่งจะได้นำเสนอต่อไปค่ะ
ขอบพระคุณครับ ในการเสนอรายชื่อนั้น ผมจะให้ท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการ ในแต่ละจังหวัดทีละจังหวัด จนครบทุกจังหวัด หากไม่มีสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่นก็จะถือว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในจังหวัดนั้น ๆ ท่านเลขาธิการเชิญครับ
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำจังหวัดตาก ๑. นายชลชัย สุโพธิ์ ๒. นายชัยวัฒน์ วิทิตธรรมวงศ์ ๓. นายชุมพร พลรักษ์ ๔. นายบุญทวี ใจบุญ ๕. นายบุษกร โชติกะ ๖. นายประพันธ์ วิชาศิลปี ๗. นายพิทักษ์ สาคร ๘. นางเพลินใจ เลิศลักขณวงศ์ ๙. นายมานพ ยะเขียว ๑๐. นายสบเกษม แหงมงาม ๑๑. นายสมชาติ เพ็ชรประเสริฐ ๑๒. นายสมนึก ชื่นนิยม ๑๓. นายสำรวย พุทธวงศ์ ๑๔. นายสุขเกษม โคสอน ๑๕. นายสุริยา มาเกิด ๑๖. นายอำนาจ นันทหาร ๑๗. นายอำพล ฉัตรไชยาฤกษ์ และ ๑๘. นายอุดร ตันติสุนทร
ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
ต่อไปประจำจังหวัดน่านครับ ๑. นายศักดิ์นรินทร์ เขื่อนอ้น ๒. นายกิตติศักดิ์ วรรณสกุลเจริญ ๓. นายคณิต ตันติศิริวิทย์ ๔. นายเชิด กะรัตน์ ๕. นายทวีศักดิ์ ทุ่งสง ๖. นายธนะสรรค์ พิมสาร ๗. นายธนิต คำอุ่น ๘. นายปริญญา ปานทอง ๙. นายพัฒน์ชาติ ภักดีวงศ์ ๑๐. นายไพฑูรย์ จันทสิงห์ ๑๑. นายราเช่นทร์ กาบคำ ๑๒. นายวรศักดิ์ วงศ์วรกุล ๑๓. นางวิไลวรรณ พันธ์แก้ว ๑๔. นางศดานันท์ เนตรทิพย์ ๑๕. นายสนั่น เมธานิติกร ๑๖. นายสมยศ ภิราญคำ ๑๗. นายสันติภาพ อินทร์พัฒน์ ๑๘. นายสำรอง ปันสุยะ ๑๙. นายแสวง อะทะไชย ๒๐. นายโสภณ ศรีมาเหล็ก และ ๒๑. นายอุปถัมภ์ ไชยมงคล
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ คือถ้าไม่มีใครคัดค้านหรือเห็นเปึนอย่างอื่นก็ถือว่าที่ประชุมรับรอง ไปเรื่อย ๆ นะครับ เชิญครับ
ต่อไปจังหวัดพะเยา ๑. นายจรัส สุทธิกุลบุตร ๒. นายเจริญ นิยม ๓. นายทรงธิศักดิ์ ทิพย์คำ ๔. นายทวีสิน วงศ์เรือง ๕. นายทองปอนด์ สาดอ่อน ๖. นายธนเษก อัศวานุวัตร ๗. นายนิเวศน์ แก้วหล้า ๘. นายบรรลือศักดิ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ๙. ว่าที่ร้อยตรี บุญเท่ง ตันใจเพชร ๑๐. นายประพันธ์ เทียนวิหาร ๑๑. นายประเสริฐ ไชยมงคล ๑๒. นายภิตพงศ์ มาลีรัตน์ ๑๓. นายวัชระ ศรีคำตัน ๑๔. นายวิษณุ สรรค์พฤกษ์สิน ๑๕. นายสง่า ไชยวุฒิ ๑๖. นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ๑๗. นายสุรเกียรติ เพชรประดับ ๑๘. นายสุวรรณ์ วงค์เรือง ๑๙. นายอนุพงษ์ ป่ืนวิเศษ และ ๒๐. นายอุดม รูปดี
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ
ต่อไปจังหวัดพิจิตร ๑. นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ ๒. พลตำรวจตรี เกริก กัลยาณมิตร ๓. นายจุลดิษฐ์ สิทธารถ ๔. นายโชคชัย ด่านรุ่งโรจน์ ๕. นางสาวณัฎฐิมา พรธาดาวิทย์ ๖. นายบำรุง วรรณชาติ ๗. นายปกรณ์ แพพ่วง ๘. นายประที่ป ตระกูลสา ๙. นายประเสริฐ มุ้ยแก้ว ๑๐. นายปราโมทย์ แก้ววิเชียร ๑๑. นายปรีชา เรื่องจันทร์ ๑๒. นายมงคล อยู่สุข ๑๓. นายวัชรากรณ์ พงษ์จักราพานิช ๑๔. นายวิโรจน์ ประวัติเมือง ๑๕. นายวีระศักดิ์ แก้ววิเชียร ๑๖. นายสมเกียรติ โสภณพงศ์พิพัฒน์ ๑๗. นายสมวุฒิ ศรีอำไพ ๑๘. ร้อยตำรวจตรี สำเริง น้อยพร ๑๙. นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ๒๐. นายสุรเดช เดชคุ้มวงศ์ และ ๒๑. นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร์
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ
เชิญครับ ท่านชาติชาย
นายปกรณ์ แพพ่วง นะครับ และอีกท่านหนึ่ง นายวัชรากรณ์ พงษ์จักราพานิช ครับ
ท่านแก้ไขตัวสะกดนะครับ
ครับ
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งด้วยนะครับ ขอบคุณครับ เชิญครับ
ต่อไปประจำจังหวัดพิษณุโลก ๑. นายสว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์ ๒. นายนุกูล นาคคชฤทธิ์ ๓. นายประที่ป บินชัย ๔. นางปราณี บำรุงพงศ์ ๕. นางเปรมฤดี ชามพูนท์ ๖. นายพิพัฒน์ วงศาโรจน์ ๗. รองศาสตราจารย์มณฑล สงวนเสริมศรี ๘. นายยศสิริ ศรียะราช ๙. นายสมคิด บุญถาวร ๑๐. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมบัติ พรหมเสน ๑๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุพจน์ พฤกษะวัน ๑๒. นายสุเมธ รักปรางค์ ๑๓. นายสุรินทร์ ชัยวีระไทย ๑๔. นายสุรินทร์ อินจง ๑๕. พันเอก สุริยะ เอี่ยมสุโร ๑๖. นายสุวิทย์ สั่งสมธนะ ๑๗. นางอมรรัตน์ เส้นีวงศ์ ณ อยุธยา ๑๘. นางสาวอรุณี กาสยานนท์ ๑๙. นางอัชณัฐ อู่ดี และ ๒๐. นายอาทิตย์ โพนทอง
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
จังหวัดเพชรบูรณ์ ๑. พลตำรวจตรี กมล โพธิยพ ๒. นายชัยยงค์ ไชยปัน ๓. นายชำนาญ ศรีสะอาด ๔. นายต่อพงษ์ อ่ำพันธุ์ ๕. นายธวัช กงเติม ๖. นางนิลวรรณ เพชระบูรณิน ๗. นายนุสิทธิ์ ตันติบูล ๘. นายประเวช สุขพอดี ๙. รองศาสตราจารย์เปรื่อง จันดา ๑๐. นายพิสิทธิ์ นิมิตพงษ์ ๑๑. นายไพโรจน์ กระจ่างพันธ์ ๑๒. นาวาอากาศโท มณฑล ศรีสวรรค์ ๑๓. นายฤชัย เทืองน้อย ๑๔. นายลำเพลิน สีสินลา ๑๕. นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ๑๖. นายเสถียร เม่นบางผึ้ง ๑๗. นายสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา ๑๘. นายสมพล พิธิยากูล ๑๙. ดาบตำรวจ สุขสัณห์ ภิชัย ๒๐. นายสุนทร คงวราคม และ ๒๑. นายสุพล พูลพิพัฒน์
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๑. นายจรูญ คำนวนตา ๒. นายเจริญ สีวาโย ๓. นายโชติ นรามณฑล ๔. นายดิเรก ก้อนกลีบ ๕. นายดำรงค์ เหลาโพธิ์ ๖. นายธีรเดช ปันนะ ๗. ว่าที่ร้อยตรี ธีรพล สังข์ภิรมย์ ๘. นายประยูรณ์ ศิริน้อย ๙. นายประสิทธิ์ ทองหล่อ ๑๐. นายพรเทพ ดวงปันสิงห์ ๑๑. นายวรวุฒิ ต้นศึกษา ๑๒. นายสงกรานต์ บุญหล่อ ๑๓. นายสันติพงษ์ มูลฟอง ๑๔. นายสินชัย นาคิน ๑๕. นางสุจิตรา วิทยาการยุทธกุล ๑๖. นายสุภาพ ดำอำไพ ๑๗. นางเสาวลักษณ์ นวลคำ ๑๘. นายโสรัจจ์ ปวงคำคง ๑๙. นายอรรคเดช ตาปราบ ๒๐. นางอ่อนศรี ศรีอัมพร และ ๒๑. นายอำนวย คำชื่น
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
จังหวัดลำปาง ๑. นายจักรพงษ์ กลิ่นวงษ์ ๒. นายเจริญสุข ชุมศรี ๓. นายธานินทร์ สุภาแสน ๔. นายบุญจึง ชูชัยแสงรัตน์ ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เล็ก แสงมีอานุภาพ ๖. นายวันชัย สุทธิวรชัย ๗. นายศุภชาติ โรจน์รุ่ง ๘. นางสาวสมคิด อุ่นแก้ว ๙. นายสมบูรณ์ วงศ์โสม ๑๐. นายสมพร วะเท ๑๑. นายสรายุทธ พิจอมบุตร ๑๒. ว่าที่ร้อยตรี สว่างกิจ คำบุรี ๑๓. นายสักเสริญ รัตนชัย ๑๔. นายสันติ บางอ้อ ๑๕. นายสัมฤทธิ์ ศรีสุพรรณ ๑๖. นายสุรทัศน์ พงษ์นิกร ๑๗. นายเสริม สูรย์กานต์กูล ๑๘. นายอนุศิษฎ์ ภูวเศรษฐ์ ๑๙. นายอมรทัต นิรัติศย์กุล ๒๐. นายอำนวย สันเทพ และ ๒๑. นายอุดม ชัยเจริญ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญครับ
จังหวัดลำพูน ๑. นายวีนัส ม่านมุงศิลปี ๒. นายกำพล ขันคำกาศ ๓. นายจงเจตน์ ลวงระแหง ๔. นางจินตนา ไชยเดือน ๕. นายชาติชาย ปันมงคล ๖. นายณรงค์ ธรรมจารี ๗. นายณัฐจักร์ รชตะไพโรจน์ ๘. นายบรรจง วิพรหมชัย ๙. นายปรีชา สมบูรณ์ชัย ๑๐. นายพายัพ แม้นวงศ์ ๑๑. นายยิ่งศักดิ์ เจนรถา ๑๒. นายโยธิน ประสงค์ความดี ๑๓. นายวัฒนา จันทนุปาน ๑๔. นายสิริชัย ถือสมบัติ ๑๕. นายสุนทร วิเลิศสัก ๑๖. นายสุรชัย ศรีธนปัญญา ๑๗. นายเสถียร คำศิริ ๑๘. นายเสน่ห์ จินาจันทร์ ๑๙. นายอภิชัย ใจสุยะ ๒๐. นายอินตา มาผ่าบ และ ๒๑. นายอุทัย สุนันต๊ะ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
จังหวัดสุโขทัย ๑. นายจำเจน จิตร์ธร ๒. นางสาวดุษฎี สีตลวรางค์ ๓. นางเดือนเพ็ญ หมวกทอง ๔. นายนิวัธน์ เสตะสวัสดิ์พงษ์ ๕. นายประพนธ์ วิศิษฏ์จินดา ๖. นายพิชัย กัลยานาม ๗. นายพินิจ โชติชื่น ๘. นายไพศาล ช. ศิริสนธิ ๙. นายมงคล อย่างรัตนโชติ ๑๐. นายมนัส สังคง ๑๑. นายมนู พุกประเสริฐ ๑๒. รองศาสตราจารย์มั่งกร ทองสุขดี ๑๓. นายวัฒนา เรืองปัญญวัฒนา ๑๔. นายวิชาญ ม่วงใหม่ ๑๕. นายวิเชียร ปัุนทิม ๑๖. นายสมศักดิ์ คำทองคง ๑๗. นางสาวสมิหรา เดชะอังกูร ๑๘. นายสิงห์โต เดชะอังกูร ๑๙. นายสามัญ รักษ์บริสุทธิศรี ๒๐. นางสุชารัตน์ เรืองจิรโรจน์ และ ๒๑. นายสุรพล อังศิริจินดา
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
-๗๓/๑
จังหวัดอุตรดิตถ์ ๑. นายคมสัน คงทน ๒. พลโท จำลอง โพธิ์ทอง ๓. นายจิณณ์เกษม เชื้ออินทร์ ๔. นายเทพมนูญ แกล้วก็สิกรรม ๕. นายเทียนชัย หรรรุ่งโรจน์ ๖. นายธำรงค์ น่วมศิริ ๗. นายโปรย์ สมบัติ ๘. นายไพฑูรย์ จั่นครุฑ ๙. นายไพฑูรย์ พรหมน้อย ๑๐. นายไพโรจน์ เอื้อประเสริฐ ๑๑. นายวีระ รัตนศิริกุลชัย ๑๒. นายศรายุทธ์ ทิอ่อน ๑๓. นายศราวุธ กัญจนพิสุทธิ์ ๑๔. นายสมบูรณ์ ศรีพัฒนาวัฒน์ ๑๕. นางสายหยุด ทองคำ ๑๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิทธิชัย หาญสมบัติ ๑๗. นายสุขสันต์ วนะภูติ ๑๘. นายสุทธิ์ รัตนศรีทอง ๑๙. นายสุรศักดิ์ วงศาโรจน์ ๒๐. พลตรี อนุวัฒน์ จักร์แสน และ ๒๑. นางเอ็มอร์ ศุภรักษ์จินดา
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
จังหวัดอุทัยธานี ๑. นายจรัส โยธา ๒. นายจักรกฤช ศิลาเจริญ ๓. นายเฉลิมชัย พัฒนาภรณ์ ๔. ดาบตำรวจ ชาติชาย วงศ์เฉลี่ยว ๕. นายชูชาติ ชัยศึก ๖. นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ๗. นายทวีศักดิ์ นุ่มฤทธิ์ ๘. นายนิมิตร โต๋วสัจจา ๙. พันจ่าอากาศเอก มนัส สุขสำราญ ๑๐. นายโยธิน เสริมสุขต่อ ๑๑. นายรุ่งโรจน์ ยอดขำ ๑๒. นายวิเชียร จำนงค์ ๑๓. นางสาววิไลวรรณ จันทร์พ่วง ๑๔. นายสมนึก โทณผลิน ๑๕. นายสมพงษ์ สุทธิวงศ์ ๑๖. นายสานนท์ ฉายเรืองโชติ ๑๗. นายสุกิจจา กรุณานนท์ ๑๘. นายสุรเดช สุวรรณปากแพรก ๑๙. นายอุดม พัวสกุล ๒๐. นายอุทัย นวะมะวัฒน์ และ ๒๑. นายเอ ถนอมมิตรวัฒนา
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ ภาคเหนือจบแล้วใช่ไหมครับ
จบแล้วครับ
ไปภาคอีสานเลยครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ครับ ๑. นายธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง ๒. นายจารุวัฒน์ บุญเพิ่ม ๓. นายชัยพล ไชยคำมิ่ง ๔. นายชาญยุทธ์ โคต๊ะนนท์ ๕. นายธีร์ธร ร่มไทรทอง ๖. นายธีระพล ยันตะบุศย์ ๗. นายประสิทธิ์ คชโคตร ๘. นางปาริชา มารี เคน ๙. นายไพทูรย์ ทวาศรี ๑๐. นายยุทธนา เกียรติดำเนินงาม ๑๑. นางรัชนี เสนฤทธิ์ ๑๒. นายวชิระ พลตื้อ ๑๓. นายวรรธนะ วงศ์ธิเบศร์ ๑๔. นายวัชรพงศ์ พุทธิสวัสดิ์ ๑๕. นายสมบูรณ์ เหล่ามาล้า ๑๖. นายสหัส หาญสินธุ์ ๑๗. นายสืบเกียรติ ตั้งวิบูลย์ผล ๑๘. นายสุรเดช เคราะห์ดี ๑๙. นายอดิศักดิ์ จันท์ไทย ๒๐. นายอาคม อุทโท ๒๑. นางสาวอําภาพร พวงมาลา
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดขอนแก่นครับ ๑. พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร ๒. นายกษ์ม ชนะวงศ์ ๓. นายกิตติบดี ใยพูล ๔. นายเจริญ ธรรมเสนานุภาพ ๕. นายทวีทรัพย์ สิริชีวิน ๖. นายประชาสรรณ์ แสนภักดี ๗. นายประมวล พิมพ์เส้น ๘. นางปริญญ์ กองจันทึก ๙. นายไพโรจน์ สุวรรณจันทร์ดี ๑๐. นายยอดยิ่ง จันทนพิมพ์ ๑๑. นางราตรีสวัสดิ์ อุ่นทะยา ๑๒. นายวชิระ แจ่มกระจ่าง ๑๓. นางวัชรา พืชพันธ์ไพศาล ๑๔. นายวัฒนศักดิ์ จังจรูญ ๑๕. นายวิชัย จันทร์วิเศษ ๑๖. นายวิทยา ศิริชาติวาป้ ๑๗. รองศาสตราจารย์ศิริชัยย์ ชัยชนะวงศ์ ๑๘. ศาสตราจารย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ๑๙. นายสุนทร สิริภักดิ์ ๒๐. รองศาสตราจารย์สุมนต์ สกลไชย และ ๒๑. นายอำนวย สังข์ช่วย
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
ประจำจังหวัดชัยภูมิครับ ๑. นายกิตติพงศ์ ธรรมโสภารัตน์ ๒. นายไกรวัลย์ พรทิตย์กุล ๓. นายคณิต ธัญญะภูมิ ๔. นายจตุภูมิ เรืองจิรารัตน์ ๕. นางจํารัส อิทธิกุล ๖. นายเจริญ พรหมพนิต ๗. นายชนะ ขาวประภา ๘. นายชัยวัตร ชินรัตน์ ๙. นายธีวรา วิตนากร ๑๐. นายนิมิตร สัมพันธารักษ์ ๑๑. นายประที่ป พลมณี ๑๒. นางสาวปัญเนตร สังข์สุวรรณกุล ๑๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิชัย ละแมนชัย ๑๔. นางรัชฎาพร อ้อทอง ๑๕. นายศิวะศิษย์ สิงห์อาจ ๑๖. นายศุภกิจ บุญญฤทธิ์พงษ์ ๑๗. นายสมโภชน์ หมู่หมื่นศรี ๑๘. นายสัจจะ ตติยานุพันธ์วงศ์ ๑๙. นายสุชาติ คำทอง ๒๐. นายอํานวย พลมณี และ ๒๑. นายอุดม เอกธรรมสุทธิ์
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปจังหวัดนครพนม พอดีเมื่อกี้มีท่านวุฒิชาติ อย่างนี้ท่านวุฒิชาติ เดี๋ยวจังหวัดนครพนมเอาไว้พิจารณาตอนท้ายแล้วกันนะครับ ขอจังหวัดอื่นต่อเลยครับ
เปึนคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดนครราชสีมานะครับ ๑. นายสุนทร จันทร์รังสี ๒. นายคำรณ ครบนพรัตน์ ๓. นายเฉลิมเกียรติ คล้ายสุวรรณ ๔. รองศาสตราจารย์เชิดชัย โชครัตนชัย ๕. ร้อยตรี ทวิช จิตรสมบูรณ์ ๖. นายบำรุง วสันตกรณ์ ๗. นายปรีชา อุยตระกูล ๘. นายปุญญพัฒน์ กลัดเจริญ ๙. นายมนตรี เกียรติกำจร ๑๐. นายวิชาญ วานิช ๑๑. นายวิทูร ชาติปฏิมาพงษ์ ๑๒. รองศาสตราจารย์วินิจ โชติสว่าง ๑๓. นายวิโรจน์ ศรีสังข์ ๑๔. นายวีระศักดิ์ บุญเพลิง ๑๕. เรืออากาศเอก ศรัณย์ อินทกุล ๑๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เศาวนิต เศาณานนท์ ๑๗. นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ ๑๘. นายสุรเชษฐ์ สุรโรจน์ประจักษ์ ๑๙. นายสุรศักดิ์ วานิชกิจ ๒๐. นายสุวัฒน์ พื้นทะเล และ ๒๑. นายเสด็จ เขียวแดง
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญต่อเลยครับ
จังหวัดบุรีรัมย์ ๑. นายการุณ ใสงาม ๒. นายเกียรติศักดิ์ แก้วกุมภีร์ ๓. นายโกวิท เชื่อมกลาง ๔. นายคิ่มยงค์ รัตน์บรรณกิจ ๕. นางสาวจัดตุพร รานประโคน ๖. นายเทิดเกียรติ ทรงบรรพต ๗. นายประเทือง โยธิน ๘. นายภานุมาศ วงศ์คำ ๙. พันตำรวจโท เมธี ชาติมนตรี ๑๐. นายวสันต์ เทพนคร ๑๑. นายวิโรจน์ เอี่ยมสุข ๑๒. นายวิวัฒน์ โรจนาวรรณ ๑๓. นายวิสิทธิ์ จันทร์สิงห์ ๑๔. นายวีรพล โสภา ๑๕. นายวีระพล สุดตรง ๑๖. นายวุฒินันท์ พันธะเส้น ๑๗. นายสมคิด สินไธสง ๑๘. พันตำรวจเอก สังวรณ์ ภู่ไพจิตรกุล และ ๑๙. นางสำเนียง สุภัณภพ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการประจำจังหวัดมหาสารคาม ๑. นายวิทยา คชเขื่อน ๒. นายจำรัส จันทร์ศรี ๓. นายชโลธร ผาโคตร ๔. นายเชียงแหลม สืบสุนทร ๕. นายทรงศักดิ์ จีระสมบัติ ๖. นายธีรศักดิ์ แก่นสา ๗. นางประดิษฐ์ ธรรมดวงศรี ๘. นายประที่ป ฤทธิ์กุล ๙. นายพิศิษฐ์ วรรณศรี ๑๐. สิบเอก พิษณุศักดิ์ บุตะราช ๑๑. นายเมธา ศิลาพันธ์ ๑๒. นางยุภาพร ยุภาศ ๑๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรืองยศ จันทรสามารถ ๑๔. นายฤทธิ์รงค์ สุน้อยพรม ๑๕. ร้อยตำรวจเอก วิเชียร ตันศิริคงคล ๑๖. นายวิโรฒ มีแก้ว ๑๗. นายวีระพงษ์ พลธิรักษา ๑๘. นายสรรเพชร พลอยสังวาลย์ ๑๙. นายสุทธิทธิ์ วัณณสุทธางกูร ๒๐. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทธิพงศ์ หกสุวรรณ และ ๒๑. นายสุรัตน์ ดวงชาทม
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการประจำจังหวัดมุกดาหาร ๑. นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ ๒. นายจรูญ วงค์นารี ๓. นายชวลิต หงษ์ภักดี ๔. นายชัยรัตน์ โภคสวัสดิ์ ๕. นายชาญยุทธ์ คำปัอง ๖. นายทวี กิ่งคำวงค์ ๗. นายนิรันดร์ อาจวิชัย ๘. นายบรรดล เมืองโคตร ๙. นายปรีชา พาลุกา ๑๐. นายไพบูลย์ กฤตาคม ๑๑. นายไพรัตน์ แสงสีนิล ๑๒. นายวราวุฒิ มุกดาประเสริฐ ๑๓. นายวินัย จันท์พันธ์ ๑๔. นายวิรัตน์ พรหมดี ๑๕. นายวสันต์ กิ่งคำวงค์ ๑๖. นายสนอง มานิตย์ ๑๗. นายสมนึก หนู่วงศ์ ๑๘. นายสุพจน์ สุอริยพงษ์ ๑๙. ดาบตำรวจ สุรพงษ์ พนมพรรณ ๒๐. นายสุรพร ชัยชาญ และ ๒๑. นายหนูสิน ลาภามาตย์
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดยโสธร ๑. นายจักรกริช วงษ์ละคร ๒. นายจักริน จักรไชย ๓. นายจารุวัตร์ ด่านสิริสุข ๔. นายเฉลิมชัย เฟ๋ืองคอน ๕. นายชนาธิป บุญมั่น ๖. นายทองอุ่น ทัดไท ๗. นายทินกร เหลือล้น ๘. นายเทอดศักดิ์ ยุพฤทธิ์ ๙. นายธนาวุฒิ ภักตรนิกร ๑๐. พันโท ธวัชชัย แจ้งประจักษ์ ๑๑. นายบุรี สุริยะโรจน์ ๑๒. นางพรรณทิพย์ จันทร์อารักษ์ ๑๓. นายพูลศักดิ์ ชูรัตน์ ๑๔. นายมนูญ สากระจาย ๑๕. นายมิตรชัย โคตรสมบัติ ๑๖. นายยุทธชัย ครองสิน ๑๗. นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ๑๘. นายวินิจ วงศ์ทอง ๑๙. นายสมบูรณ์ ทองบุราณ ๒๐. นายสำรอง นิลไชย และ ๒๑. นายอัครณัฏฐ์ หาญจังสิทธิ์
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ๑. นางจุฑารัตน์ โสดาศรี ๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เฉลย ภูมิพันธุ์ ๓. นายชัชพงศ์ เสริมส่งชน ๔. นายชัยสิทธิ์ ไชยยงค์ ๕. นายเชษฐา เจริญศิริ ๖. นายถวิล คงศรีรอด ๗. นายทองใส นาทสีทา ๘. นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ ๙. นายบรรจง ยุคะลัง ๑๐. นายบุญเลิศ ทองสุข ๑๑. นายประกอบ บรรสุทธี ๑๒. นายปรีชา จันทร์เทพ ๑๓. นายพินิจ พิชย์กัลปี ๑๔.นายมงคล แพงงา ๑๕.นายวิมล สุขประเสริฐ ๑๖. นายสถาพร รอเสนา ๑๗. นายสมคิด วงศ์พิพันธ์ ๑๘. นายสมพงษ์ นาไชยโย ๑๙. นายสะอาด วรนาม ๒๐. พันเอก สิน สีโสม และ ๒๑. นายสุวัฒน์ ลีขจร
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดเลย ๑. นายคำภีร์ ประเสริฐ ๒. นายเจษฎา ลิมสวัสดิ์ ๓. นายฉลอง บาลลา ๔. นายชาญชัย แตรประสิทธิ์ ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไชยวุฒิ มนตรีรักษ์ ๖. นายดนัย ชนกล้าหาญ ๗. นายทศพล พรหมเกตุ ๘. นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ ๙. นายธวัชชัย ศรีภูมิสวัสดิ์ ๑๐. พลตำรวจตรี ธีระศักดิ์ กลิ่นพงษา ๑๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไพฑูรย์ ยาบุษดี ๑๒. นายภัทราวุธ บุญประเสริฐ ๑๓. นางวรางคณา คามะดา ๑๔. นายศุภาวุฒิ นิลอรุณ ๑๕. ว่าที่ร้อยตรี สมปอง วิมาโร ๑๖. นายสมศักดิ์ ขจรเฉลิมศักดิ์ ๑๗. นายสมาน สมศรี ๑๘. นายสันติภาพ เชื้อบุญมี ๑๙. นายสําเริง เชื้อชวลิต ๒๐. นางสาวเสาวลักษณ์ อิ่มเอิบ และ ๒๑. นายเอกวิทย์ สายแก้วเทศ
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดศรีสะเกษ ๑. นางกัลยาณี ธรรมจารีย์ ๒. นายฉัตรชัย ไชยโยธา ๓. นายชัยยันต์ เทพเกษตรกุล ๔. นายเดชา ทองสุวรรณ ๕. นายทิวา รุ้งแก้ว ๖. นายธวัชชัย พินปรุ ๗. นายนิคม สิงห์ดง ๘.นายประยูร ชนะงาม ๙. นายพิชิต ช่างดี ๑๐. นางเพ็ญพรรณ ชัยชาญ ๑๑. พันตำรวจเอก เพิ่มศักดิ์ ธรรมวิมล ๑๒. นายไพบูลย์ สมรัตน์ ๑๓. นายภัควัฒน์ จรรยาสุทธิวงศ์ ๑๔. นางสาวมยุรี ศรีวิพัฒน์ ๑๕. นายรณชิต ทุ่มโมง ๑๖. นายวีระยุทธ์ ทนท่าน ๑๗. นายศรีวรรณ เกียรติสุรนนท์ ๑๘. นางศิริลักษ์ ศรีสว่าง ๑๙. นายสมบัติ เกียรติสุรนนท์ ๒๐. นายสุวัฒน์ มะณู และ ๒๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอกพงษ์ วงศ์คำจันทร์
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดสกลนคร ๑. นายโกมุท ฑีฆธนานนท์ ๒. นายชาญ นาธงไชย ๓. นายณัฐพงศ์ สุขล้ำคณา ๔. นายดำเนิน สอนไชยา ๕. นายทศพล สมพงษ์ ๖. นายประชา แจ้งเจริญ ๗. นายปริญญา ชนะทอง ๘. นายปรีชา กมลบุตร ๙. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรีชา ธรรมวินทร์ ๑๐. นายปัญญา มหาชัย ๑๑. นางพนิดา แก้วกิ่ง ๑๒. นางสาวพรปวีณ์ ศรีสุริยประภา ๑๓. นายไพจิตร กุลตั้งวัฒนา ๑๔. นายไพรัตน์ จิตนภากาญจน์ ๑๕. นายยุทธนา นันทราช ๑๖. นายวิญ็ู อุฬารกุล ๑๗. นางศรีสุกิจ ศุลีพร ๑๘. นายสมชาย โสมรักษ์ ๑๙. นายสมัย เปลี่ยนเอก ๒๐. ดาบตำรวจ สิรวิชญ์ พิมพ์กลาง ๒๑. นายสุทนัย เสนารักษ์
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดสุรินทร์ครับ ๑ . นำ ย ชั ย วั ฒ น์ ว ง ศ์ อำ รี ย์ สั น ติ ๒ . นำ ย ชํำ ูนำ ัญ ไ พ ร วิ จิ ต ร ๓. นายณัฐวัฒน์ เศรษฐพัฒนชัย ๔. นายธนภัทร์ โสวภาค ๕. นายประสิทธิ์ ตาตินิจ ๖. นางปาริฉัตร ลาภัจิตร ๗. นายป่ืนชัย พิษณุวงษ์ ๘. นายพีรพล สระแก้ว ๙. นายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ๑๐. นางภัทิรา เสงี่ยมศักดิ์ ๑๑. นายยงยุทธ พิสมัย ๑๒. นายวงค์ต ยอดเยี่ยม ๑๓. นายวิษณุกรณ์ บุญมี ๑๔. นายสรรพกิจ ปรีชาชนะชัย ๑ ๕ . นำ ง สุ ว ร์ ร ณี โ ช ติ สิ ริ นั น ท์ ๑ ๖ . นำ ย อ ภิ ชำ ติ แ ส ง อั ม พ ร ๑๗. รองศาสตราจารย์อัจฉรา ภาณุรัตน์ และ ๑๘. นายอาทร์ แสงโสมวงศ์
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดหนองคาย ๑. นายรัฐ ชูกลิ่น ๒. นายจรัญ พันธ์หนอง ๓. นายจิรศักดิ์ วงษ์คำจันทร์ ๔. นายเฉลียว พงศ์ผาสุก ๕. นายเชาวลิต ประจำค่าย ๖. นายนิติสิทธิ์ สีหามาตย์ ๗. นายบุญเรียง บุตรศรี ๘. นายประที่ป เกิดนาค ๙. นายประสิทธิ์ชัย แสงสว่าง ๑ ๐ . นำ ย พ น ม ศั ก ดิ์ สุ คั น ธำ ๑ ๑ . นำ ย พ ฤ ท ธิ์ โ ค ต ร จ รั ส ๑๒. พันตำรวจเอก รัชชัย เทพพุทธางกูร ๑๓. นายรัตพงษ์ ฤกษ์ไชโย ๑๔. นายสมชาย รัตนวิชัย ๑๕. นางสมผล รัตนโกศล ๑๖. นางสวรรค์ บุญจันทร์ ๑๗. นายสำเนียง ปาลสมบูรณ์ ๑๘. นางสุดา ชูกลิ่น ๑๙. นายสุบรรณ เชษฐา ๒๐. นายเสงี่ยม พละไกร และ ๒๑. นายอุทัย ยอดประทุม
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดหนองบัวลำภู ๑. นางสาวณัฐฑิพร ชัยประทาน ๒. นายบรรลุ ผ่านสำแดง ๓. นายบัวพันธ์ บุญอาจ ๔. นายไพรัตน์ สกลพันธุ์ ๕. นายไพโรจน์ ศรีกาญจนา ๖. นายมนตรี พูลสวัสดิ์ ๗. นายวรัญชิต ชวลิตสกุลชัย ๘. นายวิเชียร วงสิงห์ ๙. นายศราวุธ สันตินันตรักษ์ ๑๐. นายสมบูรณ์ เมฆวัน ๑๑. นายสมศักดิ์ อิ่มนาง ๑๒. นายสันติภาพ เชื้อบุญมี ๑ ๓ . นำ ย สุ วิ ท ย์ พิ พั ฒ น์ วิ ไ ล กุ ล ๑ ๔ . นำ ย สุ วิ ท ย์ รั ต น ปั ญ ญำ ๑๕. นายเสนาะ เปลี่ยนประเสริฐ ๑๖. นายอาคม ผดุงศิลปี และ ๑๗. นายอุทัย เมืองคุณ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดอำนาจเจริญ ๑. นายกิติ จันทร์เสนา ๒. นายกิตติพงษ์ ขันตี ๓. นายกิติภูมิ สุวรรณ ๔. นายจำรูญ สายโท ๕. นายชัยพร ทองประเสริฐ ๖. นายดะนัย มะหิพันธ์ ๗. พลตรี ธัญญรัตน์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ๘. นายนิคม ฝ์ายบุตร ๙. นายบุญชู จารุจิตร ๑๐. นายบุญทา กล่อมใจ ๑๑. นางบุปผาวรรณ อังคุระษี ๑๒. นายปรีชา บัณฑิต ๑๓. นายปัญญา คลังกลาง ๑๔. ว่าที่พันตรี เผชิญลาภ อินทร์จันทร์ ๑๕. นายพยงค์ พงศ์วศิน ๑๖. นางเพ็ญศรี ลูกแก้ว ๑๗. นายมนูญ นาจาน ๑๘. พันตำรวจเอก สนั่น แสงศิริรักษ์ ๑๙. นายสมนึก มีทอง ๒๐. นายสุชาติ สูงเรือง และ ๒๑. นายสุนทร ชูราษี
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดอุดรธานี ๑. นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ๒. รองศาสตราจารย์กฤตติกา แสนโภชน์ ๓. นายจรูญ ถาวรจักร์ ๔. นายจารึก ปริญญาพล ๕. จ่าสิบเอก ฉลอง ภูวิลัย ๖ . นายชัยวิท ย์ กาญจ นวิเศษ ศรี ๗. นายณั ติเ ท พ พิ ทักษำนุ รัต น์ ๘. ว่าที่ร้อยตรี ดุสิต พรหมสิทธิ์ ๙. นายปรีชา จ้อยนุแสง ๑๐. นายยุทธพงษ์ กำหนดแน่ ๑๑. นายศักดิ์สิทธิ์ หมื่นกุล ๑๒. นายสมเกียรติ ตั้งศิริอํานวย ๑๓. นายสมชาติ เจศรีชัย ๑๔. นายสมพงษ์ สมบัติกำไร ๑๕. นายสมศักดิ์ ถนัดช่าง ๑๖. นายสุพร สุภสร ๑๗. นายอนันต์ ศรีพันธุ์ ๑๘. นายอนุชา เศรษฐ์เสถียร ๑๙. นายอาณัติ พัฒนพิโดร ๒๐. นายเอกฉันท์ ทองพิริยกุล และ ๒๑. พันโท เอกสิทธิ์ ตรีวัฒน์สุวรรณ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ
ท่านประธานครับ ยุทธพงศ์ กําหนดแน่ ท่านอ่าน กำเนิด อ่านผิดหรือเปล่าครับ
ช่วยดูอีกทีครับ ท่านเลขาฯ ครับ ลำดับที่เท่าไรครับ
ของผมไม่เปึนไปตามลําดับเลย ผมดูยากมาก
กำหนด ครับ
กำหนด แน่หรือเปล่าครับ
เดี๋ยวฟังท่านศักดิ์ชัย เชิญครับ
หมายเลขที่ ๖ นายชัยวิทย์ กาญจน์วิเศษศรี น ไม่มีการันต์ครับ แล้วก็หมายเลขที่ ๑๐ ยุทธพงศ์ กำหนดแน่ พิมพ์ถูกแล้วครับ แต่อ่านผิด ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ
ขออีกครั้งได้ไหมครับ กาญจน ไม่มีการันต์นะครับ แล้วก็ อีกท่านหนึ่งคือ ยุทธพงศ์ กำหนดแน่ หรือ กำเนิด ครับ
หมายเลข ๑๐ นายยุทธพงศ์ กำหนดแน่ ครับ
ขอบพระคุณครับ ช่วยดู ๆ กันหน่อยนะครับ อ่านเยอะก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง เชิญครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดอุบลราชธานี นะครับ ๑. นายศิวะ แสงมณี ๒. นายกริช เกียรติสุรนนท์ ๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เกษม บุญรมย์ ๔. นายชุมศักดิ์ ชุมนุม ๕. นายชัชวาลย์ วาระนุช ๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัยวัฒน์ บุณฑริก ๗. นายฐิติวัชร์ ศิริพร ๘. นายทรงศักดิ์ จันทรุกขา ๙. นายนิรันดร์ สุภศร ๑๐. พันเอก บุญส่ง อักษรศรี ๑๑. นายบุรี ศรีวิพัฒน์ ๑๒. นางพัชนี ธนาพรสิน ๑๓. นางพิระวรรณ เรียนวิริยะกิจ ๑๔. ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนูญ ศรีวิรัตน์ ๑๕. นายวิชัย แสงศรี ๑๖. นางสาววีนัส เอี่ยมสะอาด ๑๗. นายสราวุท ทองเพ็ญ ๑๘. นายสุเชาวน์ มีหนองหว้า ๑๙. นายสุธี มากบุญ ๒๐. พลตำรวจตรี แสวง พรมจิตร และ ๒๑. นายอดิศักดิ์ กุลวงศ์
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
รับรองถูกต้องนะครับ เมื่อกี้ที่รอไว้ก็คือจังหวัดนครพนมนะครับ ทีนี้เพื่อให้กระบวนการ การเสนอรายชื่อที่เสนอมาเรียบร้อยไปให้หมดก่อนนะครับ พอดีจังหวัดนครพนมมีสมาชิก ทักท้วงอยู่นะครับ ขอให้แต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงกรรมาธิการบางคณะนะครับ
ด้วย คุณชนินทร์ บัวประเสริฐ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือแจ้ง ความประสงค์จะขอเปึนกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมี ส่วนร่วมของประชาชนในภาคเหนือนะครับ และอีกเรื่องหนึ่ง คุณสุขชัย เมธาวิกูล กรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและการประชามติได้ถึงแก่อนิจกรรม นะครับ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีมติส่ง คุณประนูญ สุวรรณภักดี เปึนกรรมาธิการในคณะดังกล่าวแทนนะครับ มีสมาชิกท่านใดมีความเห็นเปึนอย่างอื่น ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ ท่านชนินทร์ บัวประเสริฐ และก็ ท่านประนูญ สุวรรณภักดี เปึนกรรมาธิการในทั้ง ๒ คณะดังกล่าวนะครับ เมื่อกี้ที่ค้างอยู่ก็คือจังหวัด นครพนม ท่านเลขาฯ อ่านในส่วนของระยองกับสุราษฎร์ ให้เสร็จเลยครับ
มีคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของจังหวัดระยองเพิ่มเติมอีก ๒ ท่านนะครับ คือ คุณชลิต ขวัญแก้ว กับคุณพิสุทธิ์ อํานาจวรประเสริฐ
ขอผู้รับรองด้วยครับ
ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพิ่มเติมอีก ๒ ท่านเช่นเดียวกันครับ คือ ๑. นายสมชาย สังข์เทพ และ ๒. นางสาววรรณิสา เจริญธรรม ครับ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องทั้ง ๒ จังหวัดนะครับ ส่วนกรรมาธิการที่คณะทำงาน และ คณะกรรมาธิการประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการจังหวัด นครพนมนะครับ ขอให้ท่านเลขาฯ อ่านชื่อเลยครับ จะขอเพิ่มเติมอีกใช่ไหมครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ในส่วน ของกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วม เดิมมีอยู่ ๓๕ ท่าน และก็ลาออกไป ๒ ท่าน และก็ตอนนี้ก็จะเสนอเพิ่มเติมเข้ามาคือคุณวิเชียร์ คุตตวัฒน์ ให้เปึนกรรมาธิการ วิสามัญประสานการมีส่วนร่วมฯ เพิ่มเติมเข้ามา ก็จะมีอยู่ ตอนนี้ก็เปึน ๓๓ คนอยู่ค่ะ ก็เปึน ๓๔ คนค่ะ
ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องครับ มีคณะอื่นอีกไหมครับ
ขออนุญาตเพิ่มเติมครับ ส่วนประจำจังหวัด ครับท่าน
เชิญครับท่านกฤษฎา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล ในฐานะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ภาคกลาง นะครับ ขออนุญาตเพิ่มเติมจังหวัดตราดนะครับ นายวีร์ทัศน์ ศรีเมือง เนื่องจาก ได้ส่งเอกสารมาพร้อมแล้ว แต่รายชื่อตรงนี้ตกไปครับ
คณะทำงานดูหรือยังครับ ท่านเสนอไปที่ไหนครับ
เสนอมาตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่แล้วครับ ส่งมา เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว เพราะว่าผมเคยถามสภาแห่งนี้ครับว่าขอเพิ่มเติมได้ไหม บอกว่า ให้เอกสารผ่านส่งมาก่อน เมื่อวันจันทร์ที่แล้วครับ แล้วก็จะมารับรองกันในวันจันทร์นี้ แต่ปรากฏว่ารายชื่อไม่มีครับ ผมก็เลยสงสัยเหมือนกันครับ เพราะว่าเขาได้ทำงานไปแล้ว ภาคกลางดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว
อย่างนั้นเดี๋ยวให้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูก่อนนะครับ คงไม่ขัดข้อง ในส่วนของ กรรมาธิการประจำจังหวัดนครพนม เชิญท่านเลขาฯ ครับ อ่านรายชื่อที่กรรมาธิการภาค เสนอมาครับ
คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจําจังหวัดนครพนมครับ ๑. นายเศวต ทินกูล ๒. นายเกรียงไกร สุวรรณใจ ๓. นายเกษมศักดิ์ ปริปุญโญ ๔. นายจำลอง บัวสาย ๕. นายชนะ สุสิงห์ ๖. นายธีรเดช วงษ์ราช ๗. นายนคร คงนวล ๘. นายนิยม สาระวิถี ๙. นายประภาศณ์ งิ้วสีดา ๑๐. นายผดุงศักดิ์ พ่อบุตรดี ๑๑. นายไพรัช หอมกลิ่น ๑๒. นายมงคล ตันสุวรรณ ๑๓. นายเศรษฐิศิษฏ์ วันนาพ่อ ๑๔. นางสราณภัค พวงเพชร ๑๕. นายสิทธิพร ศิริวรเดชกุล ๑๖. นายสุเทพ อติวรรณกุล ๑๗. นายสุพจน์ ส่งเสริม ๑๘. นายเหลา สูญราช ๑๙. นายอาทิตย์ บุตรบุรี ๒๐. นายเอกอนันต์ จันทะสิน และ ๒๑. นายโอภาส สุมนารถ
ขอผู้รับรองด้วยครับ ผู้รับรองเปึนอย่างไรครับ เดี๋ยวเห็นเปึนอย่างอื่นค่อยว่าอีกทีครับ มีผู้รับรองรายชื่อนะครับ แล้วท่านเห็นเปึนอย่างอื่นเดี๋ยวค่อยเห็นอย่างอื่นอีกที ขอผู้รับรอง บัญชีนี้ก่อนครับ มีไหมครับ ๕ ท่านครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ผู้รับรองถูกต้องนะครับ มีท่านใดเห็นเปึ้นอย่างอื่นไหมครับ เชิญท่านวุฒิชาติครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ อย่างที่ผม เรียนไว้ตั้งแต่เบื้องต้นนะครับ เราคงปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปไม่ได้นะครับ ด้วยความ ไม่สบายใจนะครับ เพราะว่าตอนนี้ประชาชนกำลังรอนะครับ อยากจะทราบ ความกระจ่างชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ จากหนังสือพิมพ์ซึ่งลงค่อนข้างจะหลายฉบับ ไม่ว่าจะเปึนไทยรัฐ มติชน เดลินิวส์ ก็มีข่าวในเรื่องของการเรียกรับเงินรับทอง มีการบีบ เพื่อนสมาชิกบางคนให้ลาออกจากประธานกรรมาธิการการมีส่วนร่วมประจำภาคอีสาน ด้วยเหตุที่ยังเปึนเรื่องที่ค่าใจต่อสังคม ต่อประชาชนที่เขากำลังรอความหวังจาก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ ท่านนะครับ เรากําลังกระทําการบางอย่าง เพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศ แต่ว่าเรากลับมามีเรื่องพวกนี้เองนะครับ ผมไม่ได้ โทษใครว่าใครจะทําหรือไม่ทําจริง ๆ นะครับ แต่กําลังจะสนับสนุนว่าอยากให้ความจริง เรื่องนี้มันปรากฏชัดนะครับ ถ้าเพื่อนสมาชิกเราไม่ได้ผิด เขาไม่ควรจะแจ้งความดำเนินคดี กับเพื่อนสมาชิกแค่คนเดียว อีก ๘ ท่านลาออกไปทำไม บีบให้ท่านจะต้องลาออกเพื่ออะไร ผมอยากให้เรื่องนี้กระจ่างชัดนะครับ ถ้าท่านลาออกจากประธานกรรมาธิการ การมีส่วนร่วมฯ ประจําภาคอีสาน แล้วท่านยังจะมารับประธานกรรมาธิการประจำจังหวัด อยู่หรือ ผมอยากให้เรื่องนี้มันกระจ่าง จะได้เปึนความสบายใจของคนทั้งสภา ซึ่งผมเชื่อว่า หลาย ๆ ท่านคิดแบบผม แล้วก็หลาย ๆ คนที่อยู่นอกสภากำลังดูเรื่องนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ท่านวุฒิชาติครับ คืออย่างนี้ครับ รายชื่อในส่วนของคณะกรรมาธิการประจํา
ท่านวุฒิชาติครับ คืออย่างนี้ครับ รายชื่อในส่วนของคณะกรรมาธิการประจํา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานเสนอมานี่นะครับ มีทั้งหมด ๒๑ คน ซึ่งให้ ที่ประชุมรับรองถูกต้องไปแล้ว และสิ่งที่ท่านอภิปรายนั้น อภิปรายทั้งหมดทั้ง ๒๑ คน หรืออย่างไรครับ เอาให้ชัด ๆ เลยครับ จะได้พิจารณาได้ถูกครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ
ท่านไม่เห็นด้วยทั้งบัญชีหรือว่าไม่เห็นด้วยเฉพาะส่วนใดครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านครับ ผมไม่เห็นด้วยกับ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ประจำจังหวัดนครพนม เฉพาะหมายเลข ๑ คนเดียวนะครับ ส่วนอื่นนั้นด้วยความเคารพ คือ ณ วันนี้อย่างที่ผมบอกนะครับ สภานี้มีหน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์ความจริงว่าเรื่องที่ มันเกิดขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่องที่มันไปออกข่าวตามสื่อมวลชนทุกช่อง แล้วเรื่องที่ มันค่าใจกันอยู่นี้ เราควรจะพิสูจน์ความจริงให้ชัด วันนี้ในเรื่องของกรรมาธิการไม่ควรจะมี ตำหนิใด ๆ ทั้งสิ้น ผมค่อนข้างเห็นใจท่านประธานเศวต ที่ท่านถูกบีบให้ลาออกนะครับ ศักดิ์ศรีของความเปึนกรรมาธิการการมีส่วนร่วมประจำภาคอีสานนี่ค่อนข้างจะดูนั่นกว่า นะครับ แล้วท่านยอมออกตรงนั้นแล้วท่านยังมารับตรงนี้อยู่ ผมอยากจะทราบว่ามันคือ อะไรครับ ผมจำได้ผมนั่งอยู่ในสภานี้ตลอด มีการแจ้งความร้องทุกข์กับท่านสมาชิกเรา ท่านหนึ่ง ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามคือคุณสุนทร ตอนที่ผมนั่งฟังอยู่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ สภาแห่งนี้ยังไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องเงินเรื่องทองเลยว่ามีการไปเรียกรับเงินจากใคร ดูบันทึกหรือดูรายงานการประชุมได้ แสดงว่าเรื่องเหล่านี้มันต้องมีมูลนะครับ
คืออย่างนี้ครับ เมื่อกี้เรากําลังพิจารณาดูว่าบัญชี ๒๑ รายชื่อที่เสนอมา ท่านวุฒิชาติ ไม่เห็นด้วยใช่ไหมครับ ผมก็ถามว่ารายชื่อไหนที่ท่านไม่เห็นด้วย
รายชื่อที่ ๑ ครับ ท่าน สสร. เศวต์ ทินกูล
คือท่านยังไม่ได้เปึนประธานกรรมาธิการนะครับ ประธานกรรมาธิการก็จะต้องเปึนบุคคล ที่ในกรรมาธิการนั้นไปประชุม แต่ขณะนี้กำลังพิจารณาว่ารายชื่อที่เสนอมานี้สมาชิกเห็น เปึ้นอย่างอื่นไหม ถ้าไม่เห็นก็รับรอง ถ้าเห็นเปึนอย่างอื่นเราก็จะมาพิจารณาดูว่า เปึ้นอย่างไรนะครับ ตอนนี้ทั้ง ๒๑ ชื่อ เมื่อกี้ท่านบอกว่าไม่เห็นด้วยกับรายชื่อของ ท่านเศวต ถูกไหมครับ แล้วรายชื่ออื่นล่ะครับที่เสนอมาแล้ว
เห็นด้วยครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาต นิดหนึ่งครับ
รายชื่ออื่นนี่ขัดข้องไหมครับ
ไม่ขัดข้องครับ ท่านประธานครับ จําได้ นะครับ เรามีข้อตกลงคุยกันว่าถ้าจังหวัดใดมี สสร. อยู่ให้ สสร. ท่านนั้นเปึนประธานของ จังหวัด ผมจำได้นะครับในที่ประชุมเรามีมติกันไว้ คือเรามีความเห็นตรงกันว่าอย่างนั้น ถ้าท่านประธานจะบอกว่ายังไม่มีประธานคงไม่ใช่ครับ
ก็คือโดยหลักการ แต่เวลาตั้งไปแล้วในจังหวัดนั้นบางที สสร. ก็ไม่ได้เปึ้น หลักการก็น่าจะ เปึ้นแบบนั้น เอาเปึนว่าในบัญชีดังกล่าวนี้มีท่านวุฒิชาติคัดค้านท่านเศวต ถูกไหมครับ แล้วร้ายชื่ออื่นมีท่านใดเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ รายชื่ออื่นก่อน ถ้ารายชื่ออื่นไม่เห็น ขัดข้องหรือไม่คัดค้าน ไม่แย้งก็จะได้ผ่านรายชื่ออื่นไปนะครับ ที่ประชุมมีใครคัดค้าน ไหมครับ รายชื่ออื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี ดังนั้นจึงถือว่าที่ประชุมรับรองลำดับที่ ๒ ไปจนถึง ๒๑ นะครับ เชิญอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนท้อง ผมคิดว่าท่านประธานอย่าเพิ่งสรุปว่ารายชื่อที่เหลือนี่รับรอง ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ คงจะต้องดูองค์ประกอบทั้งหมด เพราะว่าเท่าที่ฟังดูมีผู้ร้องคัดค้านหมายเลข ๑ ทีนี้ ถ้าหมายเลข ๑ เปลี่ยน หมายเลขอื่นอาจจะเปลี่ยนหรือเปล่า ท่านประธานใจเย็น ๆ นิดหนึ่ง เพราะว่าถ้าท่านไปรับรองอันอื่นไปก่อน แล้วถ้าเกิดที่หลังมันมีปัญหามันจะยุ่ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าใจจริง ๆ ผมยังไม่อยากให้อ่านรายชื่อด้วยซ้ำเมื่อสักครู่นี้ แต่ท่านประธานให้อ่านรายชื่อออกไปแล้ว ก็อ่านไปแล้วนะครับ ผมคิดว่าทําเปึ้นเรื่อง ๆ ไป ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นรายชื่ออื่นก็ค้างไว้ก่อนว่าตกลงจะเห็นอย่างไรก็ว่ากันนะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันจะทำงานกันไม่ได้ มันจะเปึ้นที่มนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ อย่างที่กราบเรียนนะครับว่า ผมก็ถามว่าที่ประชุมเห็นเปึนอย่างอื่นไหม ถ้าเห็นเปึ้นอย่างอื่นท่านก็เสนอเข้ามา ผมไม่ได้รวบรัดนะครับ แต่ผมก็ต้องถามตามหน้าที่ ตามกระบวนการนะครับ ก็เพียงแต่ว่าถ้าหากท่านเห็นเปึนอย่างอื่น อย่างไรก็รอได้ ถ้าไม่เห็นก็ต้องผ่านเข้าไปถูกไหมครับ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเก็บไว้ แต่ถ้าท่านบอก เห็นเปึนอย่างอื่น ขอให้พิจารณารวมทั้งหมดก่อน แล้วที่ประชุมไม่เห็นเปึ้นอย่างอื่น ก็ไม่ขัดข้องนะครับ ทีนี้ส่วนที่ท่านวุฒิชาติยกขึ้นมานี้นะครับว่าคัดค้านแล้วท่านจะอย่างไรครับ ท่านวุฒิชาติครับ คัดค้านคืออย่างไรครับ อย่างนั้นก็ไม่เข้าใจครับ คือต้องเรียนนะครับว่า การประชุมสภาที่บอกไปแจ้งความอะไรกันทั้งหลาย ผมก็ไม่แน่ใจว่าไปแจ้งโดยใช้สิทธิ ในที่ประชุมหรือไม่ ถ้าใช้สิทธิในที่ประชุมนะครับ แม้จะกล่าวพาดพิงกัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓ นะครับ ประกอบกับมาตรา ๑๙ สมาชิกสามารถจะพูดถึงกันได้นะครับ เปึ้นเอกสิทธิ์คุ้มครองนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านไม่ได้พูดถึงบุคคลข้างนอก ก็ไม่เปึนไรนะครับ ก็เลยแจ้งสิทธิไว้นะครับ ไม่ใช่พอพูดไปแล้วเดี๋ยวก็ไปแจ้งความ ไปฟัองร้องอะไรกันมันก็กลายเปึนความเข้าใจผิดในกฎหมายไปนะครับ ท่านวุฒิชาติ ขอความชัดเจนครับ
ท่านประธานครับ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ คือผมขอเสนอนะครับให้มีการลงมติ ในเรื่องของคุณเศวตนะครับ เพราะว่า ณ ตอนนี้ เปึ้นเรื่องที่ยังคลุมเครือกันอยู่ อย่างที่ผม กราบเรียนในเบื้องต้นนะครับว่า ไม่ว่าจะเปึนกรรมาธิการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือว่ากรรมาธิการประจำจังหวัดนครพนมนะครับ ผมไม่อยากให้มีความด่างพร้อย อยู่ในนี้ อยากให้มีการพิสูจน์ความจริงเสียนะครับ อาจจะขอให้สภาแห่งนี้มีการตั้ง กรรมการสอบสวนในเรื่องเหล่านี้ให้กระจ่างชัดเจนนะครับ แล้วก็อยากจะวิงวอนนะครับ อยากให้เพื่อนสมาชิกท่านนี้ได้แสดงสป่ริต (Spirit) นะครับ โดยการไม่รับตำแหน่ง หรือไม่อย่างนั้นท่านก็เสนอดีแคลร์ (Declare) ตัวเองเสีย ให้สภาแห่งนี้สอบสวนเรื่องนี้ ให้มันปรากฏนะครับ ข้อเท็จจริงคืออะไร อย่างไรนะครับ
ท่านเศวต เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เศวต ทินกูล ครับ ผมยกมือมาหลายครั้งแล้วครับ ยกมือไม่ได้พูดสักที ก็ถูกเสียบหลายทีครับ เพราะว่า ถ้ายกที่แรกได้พูดที่แรกก็ไม่ได้เสียบ ที่ที่ ๒ ที่ ๓ ตามมานะครับ ผมขอชี้แจงในส่วนของ คณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดนครพนมนะครับท่านประธาน เวลาเอาเข้ามาสู่ สภาแห่งนี้มันก็มีขั้นตอนกลั่นกรองจากคณะภาคนะครับ แล้วออกจากคณะภาคก็ไปที่ คณะท่านประธานกลั่นกรองอีกทีหนึ่งนะครับ แล้วจึงมาสู่ตรงนี้ ผมชี้แจงตรงนี้ นะครับ ส่วนเรื่องของเปึนประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญจังหวัดนั้นเปึนข้อตกลง มันแค่ข้อตกลงนะครับ ผมไม่ได้ยึดติดหรอกครับ เพราะว่าผมก็คุยกัน กลับบ้าน เมื่อกี้นี้ก็คุยกันว่าผมไม่เปึน ให้ท่านรองผู้ว่าฯ เปึน ผมว่าน่าจะดูดี เพราะจะช่วยเหลือ ทางประชามติด้วยนะครับ เพราะมีท่านรองผู้ว่าฯ อยู่ ๑ ท่าน มีนายอำเภอ ๒ ท่านนะครับ มีตัวแทนกำนันเพิ่มมาท่านหนึ่ง แล้วที่เหลือ สมช. อีก ๑๒ คน มันก็จะเต็มแล้วครับ ที่เหลือก็เปึนตัวแทนหอการค้าคนไทยเชื้อสายเวียดนามที่เขามีอยู่แสนกว่าคนในจังหวัด นครพนมครับ ต้องเอามานะครับ มันไม่มีอะไรหรอกครับ ส่วนประเภทเปึนข่าวนะครับ ต่าง ๆ นานา ถ้าท่านวุฒิชาติ ด้วยความเคารพครับ เต็มใจจะดําเนินการเรื่องนี้ ผมจะมอบ ให้ท่านเปึนหัวหน้าคณะ ไปเรียกใครก็ได้มาเปึนคณะที่จะมาซักฟอก ผมยินดีมากเลยครับ ชอบมากที่สุดในโลกเลยเรื่องนี้ ใครเสนอก็คนนั้นทํานะครับ ส่วนเรื่องของใบแจ้งความ อะไรต่าง ๆ นานา มันเปึ้นเรื่องสื่อสารมวลชน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับในสภาแห่งนี้นะครับ แต่มีบุคคลไปสัมภาษณ์สื่อสารมวลชนที่พาดพิงภายนอกด้วยการตีพิมพ์ เพราะฉะนั้น เปึ้นสิทธิของผม ไม่เกี่ยวในเรื่องของสภานะครับ เพราะฉะนั้นชี้แจงให้เข้าใจเปึ้นเรื่อง ๆ อย่างนี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านชำนาญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านครับ คือเรื่องคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นจังหวัดนครพนม วันนั้น ตัวกระผมเองนั่งเปึนประธานพิจารณากลั่นกรอง ๑๙ จังหวัดนะครับ เราก็ผ่านมาเรื่อย ๆ แล้วก็ทางนโยบายของท่านประธานกรรมาธิการของผมคือภาคอีสาน ท่านก็บอกว่า เราทําให้มันเสร็จ เพราะว่าเราช้ากว่าใคร เราก็เร่งรัดทําในตอนบ่ายวันอังคารที่แล้วเลย นะครับ ในส่วนของจังหวัดนครพนมที่ส่งรายชื่อมา ใครทำไม่ทันอย่างไร เราก็เร่งรัด ในวันนั้น ปรากฏว่าจังหวัดนครพนมมีการส่งรายชื่อมาตอนท้าย ๆ แล้วก็มีชื่อคุณเศวตอยู่ต่อท้าย ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าคุณเศวตประกาศในตอนบ่ายโมงว่าจะไม่รับตำแหน่งใดเลย ไม่ว่าจะ เปึนประธานกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือประธาน กรรมาธิการวิสามัญจังหวัดที่ท่านอยู่ ท่านประกาศในวันนั้นแล้วก็เดินออกไป แต่ว่าชื่อ ท่านปรากฏมาในตอนบ่ายวันอังคารพร้อมกับรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญจังหวัดนครพนม ในที่ประชุมกลั่นกรองในวันนั้นก็อ่านเปึนรายชื่อ อ่านเรียงรายชื่อทุกคน ใครสงสัย รายชื่อใดตัดออก รายชื่อที่มีนามสกุลซ้ำกันซ้อนกันเราก็พิจารณากลั่นกรองเปึนพิเศษ เพื่อจะให้สภาแห่งนี้ยกมือด้วยความสบายใจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ว่า ในประเด็นของคุณเศวตเพื่อให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความสบายใจท่านน่าจะ ประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งประธานเมื่อสักครู่นี้ก็เปึนผลดีอีก จังหวัดนครพนมท่านเศวต ไม่เอาแน่ เปึ้นประธานไม่เอา แต่ถ้าท่านประกาศว่าไม่เอากรรมาธิการนครพนมด้วย ผมว่าผู้อภิปรายที่อยากให้ตัดออกคงจะพอใจมากยิ่งขึ้น ผมก็อยากจะเจรจาอย่างนี้ ในฐานะซึ่งมีส่วนกลั่นกรองจังหวัดนครพนมให้ผ่านที่ประชุมกรรมาธิการของภาคมา ก็เรียนท่านประธานเรียนผ่านไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง ๒ ท่านด้วยขอบคุณครับ
คือท่านเศวตครับปรึกษาท่านนิดหนึ่ง ต้องเรียนกันตรง ๆ วันที่ประชุมวันนั้น ผมเปึน ประธานคณะทำงาน ท่านเศวตก็บอกจะไม่รับตำแหน่งใดเลย ผมก็บอกว่ากลับมาเปึน กรรมาธิการในนครพนมเถอะนะครับ ท่านเศวตก็บอกไม่รับ หลังจากนั้นก็เลิกประชุมไป ผมก็เลยไม่รู้ว่ารายละเอียดต่อไปเปึนอย่างไร ท่านเศวตไม่ติดใจเปึนประธานแล้ว กรรมาธิการติดใจไหมครับ
คือผมชี้แจงนิดหนึ่งนะครับ คือวันที่เข้าห้องเย็น ผมพูดจริงว่า ไม่เอา นะครับ แล้วก็ท่านก็พูดอย่างนี้ มันเฮิร์ต (Hurt) กันเนี่ย ว่ามา เปึ้นเถอะ สุดท้ายพอมันเย็นท่านประธานนรนิติบอกว่าให้สติผมที่โต๊ะอาหารว่า อย่างไร ก็บ้านคุณ ผมก็ โอ.เค. ตกลงตามนั้น ท่านก็รีบมาหาท่านที่ประชุมวันนั้นว่าจะประกาศ รายชื่อ แล้วก็ออฟ (Off) ไปก่อน เลิกไปก่อน มันก็แค่นั้นล่ะครับ ส่วนตำแหน่งประธาน ผมไม่ได้ยึดติด แล้วถ้าผมไม่เปึนกรรมาธิการวิสามัญช่วยเอาประสานเรื่องในไปข้างนอก มันจะเปึนอย่างไรล่ะครับ จังหวัดนครพนมนะ ไม่ใช่เขตปลดปล่อยประเทศไทยนะครับ ทำไมตั้งข้อรังเกียจรังงอนผมหรือ จะเอาต่อใช่ไหม เอาต่อได้ผมจะจัดให้ แต่ถ้าจะซักฟอก ผมเปึนคณะกรรมาธิการอะไรแบบนี้ อย่างท่านวุฒิชาติว่านี่ผมยินดี เปึนเรื่องเปึนราว ผมยินดี แต่ต้องให้ความเปึนธรรมผม และเห็นตัวผู้กระทำความผิด คิดร้าย เพราะพวกนี้ ทำการผิดกฎหมายบ้านเมือง ถ้าจะเอาอย่างนั้นต้องคุก คุก และคุกสถานเดียว ต้องให้ ความเปึนธรรม ๒ ด้าน แต่ถ้าอยากจะจบ ผมก็ไม่ติดใจ แต่ถ้าจะสาบ้าน สาบ้านได้ทุกคน ทุกหน้า ทุกเวลา ทุกที่ ที่พวกคุณยินดี ไม่ต้องหาหลักฐาน แต่ถ้าอยากหาหลักฐาน ดึงออกมาให้หมด ใครเปึ้นใคร ไผ่เปึนไผ่ ทำอะไรไว้ ติดคุกให้หมด ผมก็ชี้แจงแค่นี้ครับ ท่านประธาน
ท่านวุฒิชาติครับ คืออย่างนี้ผมเรียนท่านนะครับ คือจริง ๆ ผมพยายามฟังว่าสภา จะเสียหายอะไรไหม ถ้าเสียหายก็เปึนสิ่งที่ไม่ดี แต่ที่พูดกันนี่ก็ยังพูดกันคนละเหตุผลกัน ยังไม่ถึงกับว่าสภาเสียหายอย่างไร ท่านวุฒิชาติยังติดใจไหมครับ ท่านเศวตก็ไม่เปึน ประธานแล้วครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ท่านครับ ผมอยากสนับสนุนเพื่อนเศวตผม ขออนุญาต นะครับ เพราะว่าด้วยวัยคงใกล้ ๆ เคียงกัน แสดงสป่ริตเสียเถอะครับ อย่ารับ เลยครับ ท่านยังเปึน สสร. อยู่ ซึ่งท่านเข้าไปเกี่ยวข้องได้ทุกภาคได้อยู่ ส่วนเรื่องการที่ว่า จะทำความจริงให้ประจักษ์ชัด ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าให้ผมเปึนประธานผมทำครับ ผมมี ข้อมูลอยู่ในมือพอสมควรนะครับ
ท่านเศวตครับ ท่านสุนทรยกมือนี่ยังไม่ได้เอ่ยชื่อถึงท่านนะครับ ท่านจะพูดเรื่องเดียวกัน ไหมครับ ผมว่าอย่างนี้ดีไหมครับ เพื่อไม่ให้มันดูเสียหาย ท่านเศวตก็บอกเอง บอกว่า พร้อมที่จะให้ตรวจสอบใช่ไหมครับ ท่านเศวตครับ
พร้อมครับ แต่ถ้าจะเอาตรวจสอบต้องถึงไหน ต้องถึงกันนะครับ ถ้าผิดโดนผม ถ้าไม่ผิด หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เอา ดำเนินคดีอาญาคนทำ ต่อไปเลยว่ามีใครกี่คน เกี่ยวข้องอย่างไร แบบไหน รื้อสายโยงใยให้มันครบ ชอบแบบไหน ออกแบบมา ๒ อย่าง ชอบแบบเลิกคือเลิก ชอบแบบส้าบ้านคือสาบ้าน ถ้าชอบแบบโยงใย ต้องเอาทั้งคู่ มันต้องเปึนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ท่านประธาน แล้วแต่พวกที่ติดใจ ไม่ติดใจ ผมไม่ติดใจอะไร ผมลูกผู้ชายสบาย ๆ แล้วก็ในเรื่องจะบังคับให้ผมแสดงสป่ริต สป่ริตอะไรครับ สป่ริตของผมคือชาวนครพนม ผมต้องรับผิดชอบ สป่ริตผมไม่เปึนประธาน มันดีแล้ว ผมแสดงสป่ริตไปเรียบร้อยแล้ว จะให้ผมไปอยู่ฝัืงโ์ขงหรือครับ ตีตั๋วเครื่องบิน ให้ผมสิครับผมจะไป หรือว่ารถ บขส. มันถึงไหมล่ะฝัืงลาว ขอบคุณครับ
ท่านสุนทร มีประเด็นนะครับ คืออย่างนี้ครับ กราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพอย่างยิ่ง นะครับ ผมว่าสิ่งที่เรากําลังพูดอยู่นี้ ผมอยากให้คํานึงถึงสภาเปึนหลักนะครับ แต่ถ้าเกิด เราพูดกันในวงแคบ ๆ สื่อมวลชนก็จะมองหาว่าเราไปแอบ ๆ ป่ด ๆ บัง ๆ อะไรอีกนะครับ แต่ดูแล้วก็ยังไม่ได้ทําให้สภาเสียหายนะครับ ผมก็พยายามระมัดระวังในส่วนนี้อยู่นะครับ ท่านสุนทร์มีข้อยุติไหมครับ ท่านหาทางเปึนข้อยุติได้ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม นายสุนทร จันทร์รังสี สสร. หมายเลข ๐๘๔ จากจังหวัดนครราชสีมา กระผมขออภิปราย บ้างเล็กน้อยเพราะมีชื่อไปเกี่ยวข้องด้วย ท่านสมาชิกสภาผู้มีเกียรติได้กล่าวถึงว่ามีการ แจ้งความดำเนินคดีกับผม ซึ่งผมเองนั้นเรียนด้วยตามตรงว่าผมยังไม่ทราบ ผมยังไม่รู้ แต่เมื่อสักครู่ก็เห็นในหนังสือพิมพ์มีผู้เอามาให้อ่าน อ่านแล้วผมก็ยังไม่ทราบว่าผมไป กระทําผิดตรงไหน เรื่องอะไร สาเหตุนั้นก็เพราะว่าในด้านการหมิ่นประมาทต่อบุคคลที่ ๓ กระผมทำงานด้านนี้มา ๓๒ ป้ อายุวันนี้ก็ ๖๐ ป้ ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว ทำงานด้วยความ ระมัดระวังมา และในหน้าที่การทำงานนี้เปึนธรรมดาที่จะถูกข้อหาหมิ่นประมาทมา พอสมควร แต่เปึ้นที่น่าเสียใจว่าไม่เคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำผิดเลย เพราะฉะนั้นผม จึงมีสติสัมปชัญญะที่จะกล่าวหาใครต่อใคร ในการที่มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ผมในวันนั้น ก็สัมภาษณ์กันเยอะครับ เกือบ ๒๐ คน รุ่นลูก รุ่นหลาน นักข่าวก็ถามถึงกรณีบุคคลผู้หนึ่งว่ากระทำการอย่างไร เปึ้นทำนองเรียกเก็บเงินใคร หรือเปล่า ผมก็ชี้แจงห้ามปรามว่าเรื่องแบบนี้ยังไม่มีหลักฐานอย่าเพิ่งไปพูดนะ น้องเอ๋ย หลานเอ๋ย อย่าเพิ่งไปกล่าวหาใคร ผมห้ามด้วยซ้ำไปครับ แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อถามถึงอีก เรื่องหนึ่ง ผมก็กล่าวไปถึงอีกเรื่องหนึ่งในประเด็นอื่น เพราะฉะนั้นการที่ผมถูกแจ้งความ ดำเนินคดีผมไม่วิตก ถ้าวันนี้ผู้แจ้งความผมจะถอนการแจ้งความ กระผมยืนยันว่าไม่ยอม ด้วยครับ จะต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะว่าผมคงจะไม่อยู่เฉย ๆ ผมคงต้องปกปัอง เกียรติยศของผม การแจ้งความใครก็แจ้งได้ นึกอยากจะเปึนข่าวก็แจ้ง แจ้งแล้วก็อาจจะ ถูกข้อหาแจ้งความเท็จก็ได้ และสมัยนี้สมัยแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน การกระทำต่าง ๆ มันจะสะท้อนไปและก็สะท้อนกลับได้อย่างรวดเร็ว กรรมใดที่ใครก่อไว้ก็อาจจะกลับมา อย่างคาดไม่ถึง เพราะฉะนั้นความจริงทั้งหลายผมเชื่อว่าอีกไม่เกิน ๑ อาทิตย์ คงจะ ปรากฏ แต่ผมก็ขอยืนยันต่อสภาแห่งนี้ว่ากระผมพยายามรักษาเกียรติยศของสภาแห่งนี้ ตลอดมา ขอเรียนชี้แจงดังนี้ครับ
ขอบพระคุณครับ ถูกพาดพิงก็ชี้แจง เพื่อจะได้ให้เกิดความชัดเจน ท่านสมาชิกผมว่า อย่างนี้ดีไหมครับ เมื่อมีคนโต้แย้งท่านคณะกรรมาธิการภาค ๔ กับท่านคณะทำงาน ยังยืนยันที่จะเสนอไหมครับ เพราะว่าเรื่องเปึนของท่านนะครับ เชิญครับ
พลตํารวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร : กราบเรียนท่านประธาน กระผม พลตํารวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธาน กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วมของประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผมขออนุญาตถามสมาชิกภาคตะวันออกสัก ๒ – ๓ ท่าน เสียก่อนว่าจะมีความเห็น อย่างไรในเรื่องเหล่านี้ กระผมขออนุญาตเปึ้นคณะกรรมการให้ตัดสินใจในเรื่องนี้ครับ
เอาเปึนว่าในเมื่อยังไม่ชัดเจนนะครับ เพื่อให้สภาเดินต่อไปได้และก็ไม่เสียหาย ผมขอคืน เรื่องให้กรรมาธิการไปเลยนะครับ แล้วท่านก็ไปพิจารณาดูอีกทีหนึ่ง ตกลงอย่างนี้นะครับ ท่านสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ อย่างนั้นคืนเรื่องให้คณะกรรมาธิการกับคณะทำงานฯ ไปพิจารณา อีกครั้งนะครับ ขอบพระคุณครับ มีเรื่องของจังหวัดระยองมีไหมครับ เมื่อกี้ที่บอกมีอะไร ค้าง ตราดใช่ไหมครับ ตราดขอตรวจสอบนะครับ ท่านกฤษฎาครับ
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องอื่น ๆ มีเรื่องอะไรไหมครับ ท่านศักดิ์ชัยครับ
ท่านประธานครับ ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล สสร. เมื่อสักครู่ที่จังหวัดอุดรธานี
เดี๋ยวนะครับ ขอบคุณคณะทํางานฯ กับคณะกรรมาธิการนะครับ
ผมขออนุญาตแก้ไขครับ เนื่องจากว่า ได้ตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนของหมายเลข ๖ จังหวัดอุดรธานี นายชัยวิทย์ กาญจน์วิเศษศรี น มีการันต์ ครับ จึงขออนุญาตแก้ไขด้วยครับ
แก้ไขให้ถูกต้องด้วยนะครับ มีเรื่องอื่นไหมครับ ท่านวีนัสครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม วีนัส ม่านมุงศิลปี สสร. สืบเนื่องมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นมาปลายเหตุ ที่ผมจะพูดนี้ผมจะพูดให้ท่านประธานได้ เห็นว่าสิ่งที่ผมจะพูดนั้นจะสามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่อยากจะหารือที่ประชุมแห่งนี้ก็คือเกี่ยวกับคณะกรรมาธิการวิสามัญการมี ส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นประจำจังหวัด ๗๖ จังหวัด กระผมคิดว่าคำถามที่กระผม จะถามต่อไปนี้เกี่ยวพันกับคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัด มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องในกิจกรรมนี้ ๑,๕๙๖ คน คำถามคือตามรายงานผลการพิจารณาของคณะทำงานเพื่อพิจารณาเสนอให้ดำรง ตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดพิจารณากรอบหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ ตามรายงานข้อที่ ๑ คณะทำงานได้กำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถ ดำรงตําแหน่งในการเสนอชื่อตาม (๑) (๒) และ (๓) แต่ไม่ได้ระบุระยะเวลาสิ้นสุดของ สมาชิกคณะกรรมาธิการไว้ อาจประมาณว่าใช้หลักเกณฑ์ของการสิ้นสุดของ สสร. โดยอนุโลม อันนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่ควรจะกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมในการควบคุมคุณธรรม จริยธรรม ความประพฤติของคณะกรรมาธิการไว้ให้ชัดเจนว่า ถ้าสมาชิก ในคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็น ประพฤติเสื่อมเสีย หรือต้องคดี หรือมีความผิดร้ายแรง ยกเว้นความผิดลหุโทษครับ ท่านประธานก็ให้ ที่ประชุมในคณะกรรมาธิการประจำจังหวัดนั้นประชุมมีมติให้พ้นจากการเปึนสมาชิกภาพ ด้วยคะแนนเสียงหนึ่งในสาม อันนี้คือข้อเสนอทางออก อันนี้ผมคิดว่าเปึนการสร้างกรอบ ควบคุมพฤติกรรมและความประพฤติของคณะกรรมาธิการวิสามัญการรับฟังความเห็น ประจำจังหวัดในระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้เปึ้นเกียรติแก่สภา เพราะว่าคณะกรรมาธิการ มาจากสภา ถ้าท่านได้สร้างกรอบตรงนี้ชัดเจน ควบคุมพฤติกรรม เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่เกิด เพราะว่าคณะกรรมาธิการต้องตระหนักในหน้าที่อันทรงเกียรติที่แต่งตั้งมาจากรัฐสภา เพื่อคนอีก ๖๐ ล้านคน ทั่วจังหวัด ๗๖ จังหวัด ๑,๕๙๖ คน ต้องมีกรอบในการควบคุม พฤติกรรมและความประพฤติครับ ท่านประธาน ขอเสนอครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ เปึนข้อเสนอนะครับ มีเรื่องอื่นอีกไหมครับ ท่านชาติชาย มีอะไรครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชาติชาย เจียมศรีพงษ์ สมาชิก สสร. ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน นิดหนึ่งครับ ในคราวประชุมคราวต่อไป เรื่องการตั้งกรรมาธิการวิสามัญรับฟัง ความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของจังหวัด ผมคิดว่าอาจจะมีเพิ่มเติม ขอให้ท่านประธาน ได้พิจารณาว่าบรรจุเปึนวาระที่ ๒ เพราะว่าถ้าบรรจุวาระที่ ๓ ที่ ๔ แล้วนี่ ก็จะยาวมา ในลักษณะอย่างนี้ คณะทำงานก็จะได้เตรียมในเรื่องของการที่จะได้เสนอรายชื่อเพิ่มเติม หรืออาจจะมีบางจังหวัดที่ตกหล่นในเรื่องของคุณสมบัติด้วย ขออนุญาตหารือ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวครับ ท่านเศวตครับ คือการจัดวาระก็เปึ้นไปตามข้อบังคับ แต่ถ้าหากเห็นว่าต้องการความรวดเร็วก็ขอยกขึ้นมาพิจารณาก่อนได้ ท่านเศวต เรื่องอื่น ๆ เชิญครับ
คือมันก็ไม่เชิงอื่น ๆ คือเมื่อกี้นี้เรื่องว่าคืนไปที่ภาค เรื่องโปร่งใส่ผมไม่ได้ติดใจหรอกครับท่านประธาน แต่ปัญหาคือคณะท่านอาจารย์ เจิมศักดิ์เขาฟ่กซ์ (Fix) เรื่องวันที่ ๒๒ หรือวันที่ ๒๓ ที่ขอนแก่น เอากรรมาธิการวิสามัญ เข้าไปรับทราบงาน ที่นั่น แล้วโยนกันไปโยนกันมาเขาก็ไม่มีสิทธิหรอกครับที่เขาจะเอาให้ ครบ อีสานเขาก็ต้องยกเลิกไป ดึง ๆ ถ่วง ๆ ถ่วง ๆ ดึง ๆ แล้วก็ไม่ต้องไปทําอะไร เพราะฉะนั้นจะเอาอย่างไร ก็ปรึกษาท่านประธานว่าลองถามเขาสิ คือถ้าเอาเรื่องผมออก ได้ ผมยินดี โปร่งใส แต่ความเสียหายที่เขาฟ่กซ์โรงแรม ฟ่กซ์อะไรไว้ต้องรับผิดชอบ แล้วงานจะทำหรือไม่ทำ เรื่องไม่ใช่ประเด็นหรอกครับ
ขอบคุณท่านเศวตที่ห่วงใย เดี๋ยวคณะของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็นำเรื่องที่ท่านเศวต ยกขึ้นมาไปพิจารณาด้วยนะครับ มีเรื่องอื่น ๆ อีกไหมครับ ไม่มีแล้วนะครับ ขอขอบคุณ ท่านสมาชิกทุกท่าน วันนี้หมดวาระแล้ว ขอป่ดประชุมครับ