วิชา มหาคุณ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการตรวจสอบอำนาจของรัฐและความเป็นอิสระขององค์กร วิชา มหาคุณ เสนอแนวทางและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ เพื่อให้ประชาชนมีความยุติธรรมที่เข้าถึงได้ง่าย และมีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๓ ว่าด้วยองค์กรตรวจสอบ อิสระและศาล ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอกราบเรียนท่านประธานและ ที่ประชุมถึงการร่างรัฐธรรมนูญในกรอบที่ ๓ ตามที่ได้รับมอบหมายจากกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดแนวทางเอาไว้ ๕ แนวทางนะครับ
แนวทางที่ ๑ ควรคงองค์กรตรวจสอบอิสระและศาลไว้ทั้งหมด โดยปรับปรุงอำนาจหน้าที่ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แนวทางที่ ๒ คือปรับปรุงระบบการสรรหาองค์กรตรวจสอบอิสระ ให้มีความเปึนอิสระและเปึนกลางอย่างแท้จริง ไม่ควรให้วุฒิสภาเปึนองค์กรทําหน้าที่ แต่งตั้งองค์กรตรวจสอบอิสระเพียงองค์กรเดียว
แนวทางที่ ๓ ควรมีระบบการตรวจสอบการทำงานขององค์กรตรวจสอบ อิสระตามรัฐธรรมนูญ
แนวทางที่ ๔ ควรให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของศาล และองค์กรตรวจสอบอิสระโดยตรงได้ง่ายขึ้น
แนวทางที่ ๕ ระบบการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ควรใช้ระบบไต่สวนโดยเร็ว
ทั้งนี้คณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๓ ได้แต่งตั้ง คณะทำงานขึ้น ๓ คณะ เพื่อพิจารณาดำเนินการในด้านต่าง ๆ คือ
คณะที่ ๑ ทำงานในด้านพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านศาล อันได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครองและศาลทหาร
คณะทำงานชุดที่ ๒ พิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการด้านองค์กร อิสระและด้านการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ โดยดำเนินการดังนี้ คือ พิจารณาองค์กรอิสระด้านตรวจเงินแผ่นดิน ดำเนินการพิจารณาด้านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และสุดท้ายคือคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ
คณะทำงานชุดที่ ๓ พิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านการ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ทั้งนี้โดยพิจารณาคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทั้งหลาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับสูง
ต่อไปก็คือการถอดถอนบุคคลดังกล่าวจากตำแหน่งและการดำเนิน คดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการประชุม แต่ว่ายังไม่สิ้นสุดของการประชุม คือเราได้มีการศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ได้มาพอสมควร ขณะนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การประชุมของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยตรงครับ แต่ว่าเราก็มีข้อเสนอแนวทางเพื่อที่จะให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ได้ช่วยกัน พิจารณา อนุกรรมาธิการก็สรุปการพิจารณาของคณะทํางานทั้ง ๓ คณะ ก็มีความเห็น ในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ ที่สําคัญ ๆ
ประเด็นแรกที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญ เท่าที่แล้วมาเปึ้นองค์กรที่มีความอ่อนแอที่สุดในระบบศาล มีการแทรกแซงการใช้อำนาจ จากรัฐบาล และผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้องค์กรมีความอ่อนแอ เพราะฉะนั้น คงจะต้องมีการปรับทั้งในรูปแบบขององค์กรและในอำนาจหน้าที่ในการทำงาน โดยเห็น ควรให้คงศาลรัฐธรรมนูญไว้ เพราะยังมีความจำเปึนในการที่จะพิทักษ์รักษาสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน และการตรวจสอบว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ให้ พิจารณาลดจำนวนศาลรัฐธรรมนูญลง และปรับเปลี่ยนองค์ประกอบ โดยมีองค์ประกอบ ๓ กลุ่ม ซึ่งอาจจะยังไม่ตกผลึกนะครับ ก็ยังปรับเปลี่ยนได้อีก คือที่เสนอแนะมาก็คือจากที่ ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกผู้พิพากษาศาลฎีกา ๓ คน จากที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง สูงสุดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จํานวน ๓ คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความ เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ จำนวน ๓ คน รวม ๙ คน โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มา จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนิติศาสตร์นั้นให้มีคณะกรรมการ สรรหาเปึ้นผู้เสนอ ส่วนฝ์ายนิติบัญญัติเปึ้นผู้ให้ความเห็นชอบเท่านั้น โดยองค์ประกอบ ของคณะกรรมการสรรหามีจำนวน ๕ คน ประกอบด้วย ๑. ประธานศาลฎีกา ๒. ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ๓. ประธานศาลปกครองสูงสุด ๔. ประธานสภาผู้แทนราษฎร ๕. ผู้นํา ฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยอำนาจหน้าที่อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วนะครับ ก็คือ การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนที่กฎหมายจะใช้บังคับตามมาตรา ๒๖๒ มาตรา ๑๗๗ ประเดิมตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นเอง พิจารณาร่างข้อบังคับของฝ์าย นิติบัญญัติในการชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามมาตรา ๒๖๓ พิจารณาร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย มาตรา ๑๘๐ การควบคุมภายหลังจากที่กฎหมายใช้ บังคับโดยผ่านกระบวนการทางศาลตามมาตรา ๒๖๔ ผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา มาตรา ๑๙๘ และข้อเสนอให้ผ่านทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การควบคุมเงื่อนไข การตราพระราชกําหนด มาตรา ๒๑๙ นอกจากนี้ก็ให้คงอํานาจหน้าที่ ในการวินิจฉัยกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๖ ที่ประชุมได้เสนอทางเลือกกรณีการกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่นำไปสู่การยุบ พรรคการเมือง และปัญหาการวินิจฉัยคุณสมบัติของ สส. สว. และ กกต. สมควรให้นำ คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง หรือมิฉะนั้นก็ยังคงให้อยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังคง ต้องพิจารณาในรายละเอียดต่อไป
ส่วนข้อต่อไปคือกรณีที่มีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน อันเปึนการเท็จหรือปกป่ดข้อเท็จจริงที่ควรจะแจ้งให้ทราบ ซึ่งนอกจากห้ามดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองเปึนเวลา ๕ ป้ และมีโทษทางอาญาด้วยนั้น เห็นสมควรให้นำไปสู่การ พิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะว่าเปึน อำนาจที่ ปปช. พิจารณาชี้มูลตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นก็ไปสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา นักการเมืองโดยตรง ในส่วนที่เกี่ยวกับศาลยุติธรรมนั้น ความจริงการทำงานของศาล ยุติธรรมก็ได้รับความชื่นชมจากสาธารณชน แต่ว่าในบทบาทของศาลยุติธรรมนั้นควรจะ เพิ่มบทบาทในการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้กระบวนการเปึนไปโดยชอบธรรม และทำให้สิทธิ ของประชาชนได้รับความคุ้มครองยิ่งขึ้นนะครับ สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการ ตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต. นั้น เราเห็นว่าเท่าที่แล้วมา เนื่องจากว่าการเติบโตของ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีจำนวนมากถึง ๒,๐๐๐ กว่าคน แต่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มี จำนวนเพียงแค่ ๓๐๐ กว่าคน ผู้พิพากษาศาลฎีกามีจำนวน ๘๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งเท่าที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ การได้มาซึ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๓ ศาล จึงถูกครอบงําโดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเสียเปึ้นส่วนใหญ่นะครับ แล้วก็ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็บอกว่าให้เลือกได้ทุกชั้นศาลด้วยนะครับ ก็คือ หมายความว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นก็เลือกศาลอุทธรณ์ได้ เลือกผู้ทรงคุณวุฒิศาลฎีกาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีมาแล้วก็คือตามรูปแบบที่บกพร่องอยู่ ซึ่งได้รับการตำหนิจากผู้หลัก ผู้ใหญ่ บรรพตุลาการ ว่าเปึนการเอาเด็กปกครองผู้ใหญ่ ซึ่งไม่เหมือนอย่างในอดีต ซึ่งถูก กําหนดขึ้นโดยองค์กรตุลาการ ซึ่งผู้ที่มีประสบการณ์หรือผู้ทรงคุณวุฒิในระดับสูง ในระดับ ผู้พิพากษาศาลฎีกาเปึ้นผู้ที่พิจารณานะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการดำเนินงานในด้าน วินัย การดำเนินงานในด้านการแต่งตั้ง เลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง เพราะฉะนั้นเราก็แก้ไข นะครับ มีข้อเสนอว่าให้ผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจํานวน ๓ คน ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จำนวน ๔ คน ผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน ๕ คน โดยให้ ผู้พิพากษาในแต่ละชั้นศาลเลือกผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะในส่วนของชั้นศาลของตน ศาล ชั้นต้นก็เลือกศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ก็เลือกศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็เลือกศาลฎีกานะครับ ส่วนบุคคลภายนอกจากวุฒิสภาก็ให้คงไว้จํานวน ๒ คน เช่นเดิมนะครับ สําหรับตําแหน่ง ประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา และประธานแผนกในศาลฎีกาก็มีผู้เสนอนะครับ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่เปึ้นที่ยุติ คือเห็นสมควรเปลี่ยนแปลงจากที่ให้ กกต. เปึ้นผู้ให้ ความเห็นชอบ เปึนว่า ให้เสนอชื่อโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แล้วก็ให้ กกต. เปึ้นผู้ให้ ความเห็นชอบ ทั้งนี้โดยมีวาระการดํารงตําแหน่งครั้งละ ๑ ป้ และสามารถคัดเลือกใหม่ได้ แต่ไม่เกิน ๓ วาระ คือ ในการเสนอแนะนี่ก็เพื่อให้ทางผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงของประมุข ฝ์ายตุลาการ และผู้บริหารศาลซึ่งอยู่ในชั้นศาลฎีกาได้มีวิสัยทัศน์ แล้วก็จะได้มีการ คัดเลือกผู้นำจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยตรง ซึ่งก็คงจะต้องพิจารณากัน ในรายละเอียดต่อไปครับ ต่อไปก็คือการกำหนดให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา เฉพาะคดีสําคัญ ก็ได้แก่คดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง คดีของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่มีความสำคัญ ซึ่งให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เปึ้นผู้พิจารณากลั่นกรองว่าจะให้รับไว้พิจารณาหรือไม่ครับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ศาลฎีกาไม่มีคดี ที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ซึ่งก็เปึนคดีเล็กคดีน้อยนะครับ ซึ่งขณะนี้คั่งค้างอยู่เปึนจำนวนมาก นะครับ แล้วทําให้ไม่ได้พัฒนาระดับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งควรจะเปึ้นศาล ที่พิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับศาลอุทธรณ์ให้ได้มีคุณภาพอย่างแท้จริงนะครับ เพราะไม่ว่าอะไรก็บอกว่าให้ไปสู่ศาลฎีกาหมดนะครับ เพราะฉะนั้นก็เปึนการปรับปรุง ครั้งสำคัญครับ ถ้าเผื่อเปึนไปได้ตามนี้นะครับ ก็เพื่อให้งานของการพิจารณาพิพากษา อรรถคดีเปึนงานที่มีคุณภาพอย่างแท้จริงครับ
ต่อไปก็ให้แก้ไข มาตรา ๒๔๖ แห่งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ โดยเพิ่มกรณี จ่ายค่าทดแทนให้ผู้ต้องหาในคดีอาญา คือเดิมพิจารณาจ่ายให้เฉพาะจำเลยในคดีอาญา แต่เห็นสมควรให้เพิ่มในการจ่ายค่าทดแทนให้ผู้ต้องหาด้วย แต่ว่าต้องพิจารณาใน รายละเอียดว่าในการจ่ายนั้นควรจะจ่ายให้ในรูปของเหยื่อ ของอาชญากรรม และ ผู้ต้องหานั้นต้องไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วยนะครับ และเห็นควรให้มีองค์กรที่ ดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายหรือ ลีเกิลเอด (Legal aid) ให้กับประชาชน ผู้ยากไร้โดยตรงนะครับ โดยที่ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ก็เหมือนมีดีเฟ็นเดอร์ (Defender) ของรัฐ ดีเฟนเดอร์ ออฟ เสตท์ (Defender of state) นะครับ ที่ช่วยดำเนินการ แทนผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา หรือว่าจำเลยที่ยากไร้ ประชาชนทั้งหลายได้มีที่พึ่งพิงนะครับ เห็นควรให้ตัดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาที่บัญญัติไว้เปึ้นรายละเอียด มากมายนะครับ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ปรากฏว่าเขียนรายละเอียด ที่เกี่ยวกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา เหมือนกับว่าลอกมาเกือบทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็เห็นว่าควรจะตัดออกไป แต่ว่าเอามาสรุปเปึนบทบัญญัติที่เปึ้นหลักการ เฉพาะเปึนหลักการ เช่นว่า ให้มีการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน กำหนดให้ศาลยุติธรรมมีหน้าที่ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา การจำกัดสิทธิใด ๆ ให้กระทําโดยศาลเท่านั้น รวมทั้งกําหนดให้ศาลเปึ้นผู้ตรวจสอบการใช้อํานาจด้วย การตรวจสอบการใช้อำนาจ ก็คือกรณีที่มีการจับกุมคุมขังหรือปฏิบัติต่อบุคคลใน คดีอาญา ฝ์าฝ๋นต่อกฎหมายหรือกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ให้ผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา มีสิทธิในการร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคําสั่งปล่อยตัวในทันที ทั้งนี้ตามหลักของ การปล่อยตัว ก็คือว่าให้มีการไต่สวนโดยฉับพลัน และถือว่ากระบวนการไต่ส่วนนั้นเปึน กระบวนการที่จะต้องทำก่อนคดีอื่นทั้งหมด ในทำนองเดียวกับฮาเบี้ยส คอร์ปุส (Habeas corpus) ของประเทศอังกฤษ
หลักการต่อไปก็คือเห็นควรให้มีบทบัญญัติที่ประชาชนสามารถเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย อาจจะให้ผ่านทางผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาก็ดี หรือว่าประชาชน หรือผู้เสียหายอาจจะมาร้องได้โดยตรงอย่างไร ก็คงจะบัญญัติไว้ใน รายละเอียดว่าให้มาฟัองร้อง ไม่ว่าจะเปึนการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นต่อศาลปกครอง หรือยื่นต่อศาลยุติธรรมก็ตาม และเห็นควรกำหนดช่องทางเพื่อให้ศาลรับพิจารณาคดีของ ประชาชนไว้ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการปฏิเสธความยุติธรรม ไม่ใช่ไปที่ศาลโน้นก็บอกว่าให้ไป ที่ศาลนี้ ชี้ไปที่ศาลโน้น พอไปถึงก็บอกชี้ไปที่ศาลนี้อีก ทำความยุ่งยากลำบากให้กับ ประชาชนผู้ทุกข์ยาก เขาก็ต้องได้รับความเดือดร้อนจากการที่ได้รับความเสียหายจาก ข้อพิพาทต่าง ๆ อยู่แล้ว กลับมาต้องมาปวดหัวยุ่งยากกับกระบวนการฟัองร้องทางศาลอีก เพราะฉะนั้นเราก็เห็นสมควรให้มีบทบัญญัติว่าห้ามไม่ให้ศาลปฏิเสธความยุติธรรม อย่างเด็ดขาด
ต่อไปก็คือการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา ๗๕ แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ คือปกติแล้วกำหนด ไว้เปึนแนวนโยบายแห่งรัฐว่าจะต้องมีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งมันก็ยังอยู่ในแนวนโยบายแห่งรัฐ ไม่เคยปรากฏเปึนจริงเลย เพราะฉะนั้นจึงเห็นสมควร ให้มาบัญญัติไว้ในบทบัญญัติเรื่องศาลโดยตรง โดยเสนอให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อ การปฏิรูปและตรวจสอบคุณภาพของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยมีผู้แทนจาก ประชาชน จากองค์กรของประชาชน ผู้แทนจากศาลยุติธรรม จากอัยการ จากทนายความ และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย เปึนผู้ที่ดําเนินการในเรื่องของการศึกษาข้อมูล และเสนอแนะ แนวทางที่จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นตำรวจ ศาล ทนายความ อัยการ และ ราชทัณฑ์ให้เปึ้นระบบ และตรวจสอบคุณภาพของการทำงานด้วยว่าทำงานได้คุ้มกับเงิน ที่ราษฎรจ่ายภาษีอากรให้หรือเปล่า และในที่สุดแล้วก็ให้คณะกรรมการอิสระนี้เสนอ รายงานต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาได้รับทราบและแก้ไขปัญหาโดยตรง นอกจากนี้ก็เห็นควร ให้ขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษาและตุลาการทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้ก็ยัง ลักลั่นกันอยู่ ๖๐ บ้าง แล้วก็ต่ออายุเปึนประเภทผู้พิพากษาอาวุโส หรืออย่างตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ๖๕ ป้อย่างนี้ ก็ควรจะให้ดํารงตําแหน่งถึง ๗๐ ป้บริบูรณ์ ก็เปึ้น ข้อเสนอสำหรับศาลยุติธรรม สำหรับศาลปกครองก็แก้ไขปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของศาล ปกครองตามมาตรา ๒๗๖ ในการตรวจสอบการใช้อำนาจบริหารขององค์กรอิสระให้ ชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับศาลทหารก็คงไว้อย่างเดิม องค์กรอิสระด้านการตรวจเงินแผ่นดิน ก็เห็นสมควรให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการ ตรวจเงินแผ่นดินในรูปแบบของศาลบัญชี หรือศาลตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งนี้ให้ผู้ที่มีข้อพิพาทไม่พึงพอใจก็สามารถจะอุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุด แผนกตรวจ เงินแผ่นดินเปึ้นผู้วินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้ายนะครับ ก็มีผู้เสนอว่าน่าจะตั้งเปึนแผนกใน ศาลปกครองกลางเสียเลย แต่ว่าก็ยังไม่ยุตินะครับ เห็นสมควรให้คงไว้เปึนคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน แต่ว่าทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาท โดยในรูปขององค์คณะก็จึงมีขนาด เล็กลง คือมีจำนวนไม่เกิน ๗ คนนะครับ
ส่วนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีความขัดแย้งกันอยู่ แล้วก็มักจะไม่ลงร้อยกัน ก็เห็นสมควรเมื่อให้ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทำหน้าที่วินิจฉัยเหมือนกับศาลแล้ว ผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดินก็ทำหน้าที่เหมือนอัยการ ในเรื่องของคดีที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่อยู่ ภายใต้ระบบบังคับบัญชาของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินโดยตรง อยู่ในลักษณะของ การกำกับ ดูแล และถ่วงดุลการใช้อำนาจซึ่งกันและกันนะครับ
สำหรับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ผมพูดร่วมกันไปเลยนะครับว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เห็นสมควรให้มี ระบบสรรหาเช่นเดียวกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยอำนาจหน้าที่ของ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าซ้ำซ้อน และคาบเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะทำงานและอนุกรรมาธิการก็เห็นสมควรให้มีการยุบรวม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา โดยให้ องค์กรหลักคือผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีหน้าที่ความรับผิดชอบ ๓ ด้าน คือ ๑. ด้าน การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ๒. ด้านกระบวนการยุติธรรม ๓. ด้านการคุ้มครองสิทธิ มนุษยชน ก็จะทำงานครอบคลุมทั้ง ๓ ด้าน ตามลักษณะของอ้อมบุดส์แมน (Ombudsman) ของต่างประเทศครับ
คณะกรรมการต่อไปคือคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ก็เห็นสมควรให้ลดจำนวนคณะกรรมการสรรหากรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติลงเหลือ ๕ คน ทั้งนี้เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการสรรหามากขึ้น เพราะเท่าที่แล้วมาเราก็คงทราบกันดีว่าคณะกรรมการ ปปช. ถูกแทรกแซงตั้งแต่ระดับ การสรรหาจนถึงวุฒิสภาค่อนข้างมาก เพราะว่าเปึนองค์กรที่มีอํานาจค่อนข้างสูง แล้วก็ ตรวจสอบการทุจริตการใช้อำนาจ ซึ่งไม่เปึ้นที่พึงพอใจของนักการเมืองทั้งหลาย เพราะฉะนั้นก็พยายามล้ม แม้กระทั่งไม่ให้ทำงานก็ยังพยายามทำ เพราะฉะนั้น ในกระบวนการสรรหาจึงประกอบไปด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็ลักษณะเช่นเดียวกับทางศาลรัฐธรรมนูญนะครับ โดยกำหนดให้การลงคะแนน กระทําโดยเป่ดเผยและส่งไปยังวุฒิสภาเพื่อให้การรับรอง ในกรณีที่วุฒิสภาให้การรับรอง ให้ประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไป โดยเสนอจํานวนมาเท่า จํานวน คือคัดเลือกมาแล้วอย่างไร วุฒิสภาก็ไม่ใช่เสนอ ๒ เท่า แล้วก็มาคัด ซึ่งอาจจะมี การวิ่งเต้นได้อีก ในกรณีนี้เราก็เห็นกันว่าถ้าวุฒิสภาไม่ให้การรับรองก็ให้ส่งกลับไปที่ กรรมการสรรหาพร้อมด้วยเหตุผล หากคณะกรรมการสรรหาเห็นชอบด้วยกับวุฒิสภา ก็ให้สรรหาใหม่ แต่ถ้าหากว่ายั่งยืนยันตามมติเดิม ก็ให้ประธานวุฒิสภานําความ กราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งต่อไปครับ ก็คือมีโอกาสจะยับยั้งได้ ๑ ครั้ง ต่อไปก็คือเห็นควรบัญญัติคุณสมบัติของคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติเพิ่มขึ้นอีก ๑ มาตรา โดยให้นำมาตรา ๒๕๖ แห่งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาใช้ และเห็นควรให้กำหนดข้อความใน (๓) เปึ้นดังนี้คือ เคยเปึ้นรัฐมนตรี กรรมการการ เลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชน หรือกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน หรือเคยรับราชการไม่ต่ำกว่ารองอธิบดี หรือไม่ต่ำกว่าข้าราชการพลเรือนระดับ ๙ ก็คือข้อเสนอแนะอันนี้หมายความว่าให้ลดระดับลงจากชั้นอธิบดีลงเหลือชั้นรองอธิบดี ทําไมถึงเปึนอย่างนั้น เพราะว่าทางคณะอนุกรรมาธิการก็ดี หรือคณะทํางานที่พิจารณานี่ เห็นว่า เมื่อกำหนดชั้นอธิบดีนี่มักจะได้แต่ผู้อาวุโส หรือผู้ที่บางคนก็หมดไฟแล้ว ไม่ได้มี ความมุ่งหมายที่จะมาทำงาน เพื่อที่จะให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า หรือมีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร อันนี้ก็ยังไม่ตกผลึกนะครับ ก็เปึนข้อเสนอให้ลดระดับลงเหลือรองอธิบดี จะได้มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือเพิ่มตัวเลือกมากขึ้นนั่นเอง ความจริงอธิบดีก็ยังได้อยู่ และ นอกจากนี้ก็ให้ผู้ที่องค์กรวิชาชีพพิจารณาเสนอ ก็คือเห็นว่าเท่าที่แล้วมานี่ได้แต่คนใน ระบบราชการ ก็ทำให้การทำงานไม่ได้มีวิสัยทัศน์อะไรก็ว้างไกลเกินระบบราชการเท่าที่ ทํางานอยู่ เพราะฉะนั้นก็เห็นควรให้มาจากองค์กรวิชาชีพด้วย หรือดํารงตําแหน่ง ไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ อันนี้ก็มาจากสายวิชาการ และเห็นควรให้คณะกรรมการ ปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทำหน้าที่เปึนสำนักงานกำกับดูแลจริยธรรม และคุณธรรมของนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวคือในกรณีที่มี ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือกรณีทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีไม่ได้เปึ้นอันขาด โดยเสนอให้มี การลงโทษทางการเมืองตามขั้นตอนของความร้ายแรง เช่น ตักเตือน ภาคทัณฑ์ หรือให้ พ้นจากตำแหน่งไป โดยเสนอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง หรือรัฐสภา เพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดในขั้นสุดท้ายครับ สำหรับในคดีอาญา กรณีนักการเมืองทุจริต เห็นควรให้มีผู้ทําหน้าที่ฟัองคดี โดยคัดเลือกจากนักกฎหมาย ผู้มีความรู้ความชำนาญ มีความเชี่ยวชาญชั้นนำ ที่สุจริตและไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ และ ไม่เปึนข้าราชการด้วยในขณะที่ได้รับการคัดเลือก โดยให้รัฐสภาเปึ้นผู้ให้การรับรอง และ ประธานรัฐสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้ง ทั้งนี้โดยให้ทําหน้าที่เฉพาะเรื่อง ก็คือเปึนคณะอัยการพิเศษนั่นเอง อาจจะเรียก อัยการ คงไปซ้ำซ้อน ก็เรียกว่าเปึน ผู้ว่าคดี ผู้ว่าการคดี หรือผู้ว่าการยุติธรรมแห่งชาติ อะไรในทำนองนั้น เฉพาะเรื่องไป ไม่ได้เปึน ตำแหน่งถาวรตลอดไปครับ โดยให้ทำหน้าที่ของพนักงานอัยการ และทำหน้าที่ในการ สอบสวนด้วย เพิ่มเติมด้วย อะไรด้วย ทำหน้าที่ได้อย่างกว้างขวางในเรื่องของการ ตรวจสอบนักการเมืองทุจริต โดยต่อยอดจากคณะกรรมการ ปปช. และส่งตรงไปที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง และข้อเสนอเพิ่มเติมนะครับ เห็นควรให้มี การปรับปรุงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และค่าตอบแทนอื่นของฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ และฝ์ายตุลาการให้ใช้บัญชีเดียวกัน ควรให้ความเปึ้นอิสระในด้านการ จัดสรรงบประมาณแก่องค์กรตรวจสอบอิสระและศาล โดยจัดตั้งเปึนกองทุน หรือโดยแบ่ง งบประมาณตามสัดส่วนของแต่ละองค์กรและศาล โดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของ ฝ์ายบริหารในการจัดสรรงบประมาณ และในการตรวจสอบของฝ์ายบริหาร ก็คือให้ขึ้นตรง ต่อรัฐสภานั่นเอง เปึ้นอิสระในด้านงบประมาณนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่ได้มี การจัดทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จพร้อมรัฐธรรมนูญ การจัดทำกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง ทำให้ผู้ร่างกฎหมายไม่สามารถเชื่อมโยง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกับร่างกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการ ก็เสนอให้มีบทเฉพาะกาลในการจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ ก่อนมีรัฐสภาชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญด้วยครับ
ต่อไปก็คือเห็นควรให้องค์กรตรวจสอบอิสระกำหนดข้อตกลงกับตัวแทน ประชาชนด้วย โดยให้นำมาตรา ๗๕ และ มาตรา ๘๘ แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาประยุกต์ใช้ คือให้มี คอมมิทเมนท์ (Commitment) กับประชาชนว่าจะ ทำงานจริงจังและไม่เห็นแก่หน้าผู้ใดทั้งสิ้น กระผมก็ขอเสนอรายงานของอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๓ เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ