จรัญ ภักดีธนากุล อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถาบันการเมือง รวมถึงการควบคุมการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเสนอข้อเสนอเพื่อส่งเสริมการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยเสนอให้รัฐธรรมนูญกำหนดหลักการและข้อกำหนดเกี่ยวกับจรรยาบรรณสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง และสื่อมวลชน และการกำหนดบทลงโทษสำหรับพรรคการเมืองที่มีส่วนรู้เห็นหรือสนับสนุนการทุจริตในการเลือกตั้ง
กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ประธานคณะอนุกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๒ ครับ ขอประทานกราบเรียนถึงข้อเสนอหรือข้อยุติของ คณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันการเมืองครับ ทาง คณะอนุกรรมาธิการได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้รับ ประเด็นเรื่องสถาบันการเมืองไปพิจารณา ๙ หลักการ และแยกเปึนกรอบการพิจารณา ได้ ๔ กรอบด้วยกัน คือ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำ กับฝ์ายการเมือง และคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการประจำและการเมือง ในการ พิจารณาเท่าที่ผ่านมานี้ได้ทำในกรอบที่ ๑ เสร็จ คือกรอบที่ว่าด้วยรัฐสภา โดยได้ทำข้อยุติ เบื้องต้นเปึน ๔ เรื่องด้วยกันนะครับ
เรื่องที่ ๑ คือเรื่องของวุฒิสภาได้นําเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญไป ๕ ประเด็น
เรื่องที่ ๒ เรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ได้ข้อยุตินำเสนอ ๘ ประเด็น
เรื่องที่ ๓ เรื่องการควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อหาทางแก้ปัญหาการทุจริต ซื้อสิทธิ ขายเสียง ในการเลือกตั้ง ๖ ประเด็น
เรื่องที่ ๔ เรื่องที่เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ๒ ประเด็น
ในเรื่องแรกครับ เรื่องวุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอ ๕ ประเด็น คือ ๑. จํานวนของสมาชิกวุฒิสภา ๒. อํานาจหน้าที่ ๓. การได้มา ๔. คุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้าม และ ๕. วาระการดํารงตําแหน่ง
ประเด็นแรกครับ เรื่องจํานวนของสมาชิกวุฒิสภา เห็นว่าควรจะมีจํานวนที่ ไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตัวเลขที่คิดกันไว้ก็คือไม่ควร ที่จะเกินกว่า ๒๐๐ คนนะครับ แต่ว่าน้อยกว่าได้ ส่วนน้อยกว่า ถ้าจะเอาน้อยกว่าจะเปึน เท่าไร ก็ยังไม่ได้มีข้อคิดเห็นอะไรลงไปนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า ควรจะให้วุฒิสภามีอํานาจหน้าที่ ๔ ประการครับ ๑. พิจารณากลั่นกรองกฎหมายที่ผ่าน การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ๒. ถ่วงดุลอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรและ ฝ์ายบริหาร เช่น การตั้งกระทู้ถาม เปึนต้น ๓. สนับสนุนการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร หรือฝ์ายบริหาร เช่น การตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเรื่องต่าง ๆ เพื่อส่งให้ สภาผู้แทนราษฎรและฝ์ายบริหารรับไปดำเนินการ เปึ้นต้น และ ๔. กลั่นกรองบุคคล เพื่อเข้าสู่องค์กรตรวจสอบอิสระตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ
ประเด็นที่ ๓ กระบวนการการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา เห็นสมควร เสนอไว้ ๒ วิธี วิธีแรกคือวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้ง กับวิธีที่ ๒ วิธีการเลือกตั้ง โดยอ้อม แต่ทั้งนี้ก็มีคณะอนุกรรมาธิการฝ์ายข้างน้อยบางท่านได้ขอสงวนไว้ว่า น่าจะ ยังต้องคงเรื่องของการเลือกตั้งโดยตรงตามที่เคยปฏิบัติมาในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ด้วย โดยควรจะต้องพิจารณาด้วยว่าระบบการเลือกตั้งโดยตรงของสมาชิกวุฒิสภามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และถ้าในที่สุดมีการจะต้องเปลี่ยนกลับไปใช้วิธีการเลือกตั้งโดยตรงจะได้ สามารถนำเอากระบวนการแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเข้ามาใช้ประกอบได้ แต่ว่า ข้อเสนอแรกก็คือเสนอว่าควรจะใช้วิธีสรรหามาเพื่อแต่งตั้ง เพราะว่าอำนาจหน้าที่ของ วุฒิสภานั้นได้เสนอให้ตัดอํานาจหน้าที่ในการถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ออกไป เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งโดยตรงก็ไม่น่าจะจําเปึน
ประเด็นที่ ๔ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการเห็นควรให้คงหลักการใหญ่ไว้ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ว่า อาจจะขอให้เพิ่มใน ๓ ประเด็น คือ ๑. อายุไม่ควรต่ำกว่า ๔๐ ป้ ๒. ต้องมีคุณสมบัติ คุณวุฒิสูงกว่าผู้ที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ๓. ต้องไม่เคยเปึ้นผู้ดํารงตําแหน่ง ทางบริหารของพรรคการเมืองมาไม่น้อยกว่า ๒ ป้ก่อนถึงวันรับสมัคร ก็มีผู้ที่ให้ข้อสังเกต ไว้ว่าควรจะต้องพิจารณาด้วยว่าควรกำหนดห้ามมิให้คู่สมรส ท้ายาท หรือญาติ ของผู้ที่ได้รับเลือกเปึน สส. หรือ สว. มาดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพร้อมในวาระในขณะเดียวกัน
ประเด็นที่ ๕ วาระการดํารงตําแหน่ง เห็นสมควรให้คงอยู่ในวาระได้ครั้งละ ๖ ป้ แต่ว่าให้มีการคัดออกแล้วตั้งเข้ามาใหม่จำนวนกึ่งหนึ่งทุก ๆ ๓ ป้ แต่ว่าไม่ได้กำหนด ว่าจะต้องดํารงตําแหน่งได้ว่าระเดียวหรือติดต่อกันได้หรือไม่นะครับ ประเด็นนี้ไม่ได้มีการ พิจารณา ขอแต่เพียงว่าให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๖ ป้ และ ๓ ป้ก็คัดสรรออก ทั้งนี้เพื่อให้ กระบวนการคนที่ทํางานในวุฒิสภาต่อเนื่องกัน
เรื่องที่ ๒ สภาผู้แทนราษฎร คณะอนุกรรมาธิการได้นำเรียนเสนอไว้ ๘ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เรื่องจำนวน เห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรควรประกอบด้วย สมาชิกแบบเขตที่มาจากเขตเลือกตั้งจำนวนเท่าเดิม ๔๐๐ คน
ประเด็นที่ ๒ ควรตัดยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบระบบบัญชี รายชื่อออกไป เพราะเห็นว่าระบบบัญชีรายชื่อที่นำเข้ามาใช้ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น เป่ดช่องโอกาสให้อำนาจหัวหน้าพรรคการเมืองและคณะกรรมการบริหาร พรรคการเมืองมากเกินไปในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาในบัญชีรายชื่อ เป่ดช่องให้มีโอกาส นำคนที่ราษฎรไม่ได้มีเจตนาจะเลือกโดยตรงเข้ามาในบัญชีรายชื่อได้ และก็เปึ้นหนทาง ที่จะให้พรรคการเมืองใช้เปึนกรณีตอบแทนแก่บรรดาผู้ที่ให้การสนับสนุนแก่พรรค ซึ่งเปึน กรณีที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์ของการมีระบบบัญชีรายชื่อที่ต้องการให้ได้มาซึ่งผู้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารประเทศด้านต่าง ๆ ที่จะเข้ามาทํางานอย่างแท้จริง ทั้งยังเปึน การแบ่งแยกประเภทชนชั้นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แตกต่างจากกันอีกด้วย ประเด็นที่ ๒ นี้มีอนุกรรมาธิการขอสงวนความเห็นไว้ว่าน่าจะคงให้มีสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่ออยู่ต่อไปได้ แต่ใช้วิธีอย่ากำหนดให้เปึ้นบัญชีเดียวทั้งประเทศ ซึ่งไม่มีแบบอย่างในประเทศอื่นปฏิบัติ ถ้าจะให้มีบัญชีรายชื่ออยู่ก็ควรจะกำหนดให้มี มากกว่า ๑ บัญชี เช่น แบ่งตามภาคของประเทศเปึนต้น
ในประเด็นที่ ๓ เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะอนุกรรมาธิการเสนอ ๒ ข้อครับ ข้อที่ ๑ เห็นว่าไม่ควร จะต้องไปจํากัดคุณวุฒิทางด้านการศึกษาว่าจะต้องจบปริญญาตรีนะครับ เพราะว่า การจบปริญญาตรีหรือไม่จบนี่ไม่ได้เปึนหลักประกันคุณภาพที่แท้จริงของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีที่ ๒ ครับ เห็นควรแก้ไขว่าคุณสมบัติเดิมที่บอกว่า ถ้าได้รับ โทษจำคุกมาไม่น้อยกว่า ๒ ป้ และพื้นโทษมายังไม่เกิน ๕ ป้ ถึงวันรับสมัครก็ไม่มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง ก็ขอให้ตัด กำหนด ๒ ป้ ออกครับ ก็จะเสนอเปึนว่า ถ้าเคยถูกจำคุกโดย คำพิพากษามาไม่ว่าจะเปึนเวลาเท่าไร และพ้นโทษจำคุกออกมายังไม่เกิน ๕ ป้ เว้นแต่ ความผิดฐานประมาทหรือลหุโทษก็ควรจะไม่มีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่มีประวัติมัวหมอง ไม่ว่าจะถูกจําคุกด้วยระยะเวลาใดก็ตามนะครับ
ประเด็นที่ ๔ การพ้นจากตำแหน่ง คณะอนุกรรมาธิการเสนอไว้ ๒ ข้อครับ ข้อที่ ๑ ในกฎหมายเดิมว่าจะต้องถูกจำคุก ถ้าถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดก็ให้พ้น จากตําแหน่ง เห็นว่าน่าจะต้องพิจารณาว่าเอาคําว่า ถึงที่สุด ออก เพราะว่าถ้าถูกจําคุก จริง ๆ โดยคำพิพากษาแล้วก็ควรจะต้องพื้นจากตำแหน่งดีกว่านะครับ เพราะว่าอยู่ใน สถานะที่เกือบจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ข้อที่ ๒ ครับ เสนอว่าในกรณีที่ศาลพิพากษาจำคุก แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ไม่ได้ถูกจำคุกจริง ๆ ก็ควรจะต้องให้พ้นจากตำแหน่งได้ นะครับ แม้ศาลจะลงอาญาไว้ ข้อนี้ก็มีผู้ทักท้วงอยู่บ้างนะครับ และก็มีเสียงข้างน้อยที่ เห็นว่าอาจจะเคร่งครัดจนเกินไป ข้อที่ ๒ อย่างนี้ควรจะใช้สําหรับผู้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ความเห็นส่วนใหญ่ก็ได้นำเสนอมาตามมตินะครับ
ประเด็นที่ ๕ ความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง คณะอนุกรรมาธิการ เสนอว่า ยังควรต้องให้ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมืองก่อนวันสมัครรับเลือกตั้งนะครับ และก็ แบ่งเปึน ๒ กรณี ครับ ถ้าเปึนกรณีสภาครบวาระเลือกตั้งตามปกติก็ต้องสังกัดพรรค การเมืองก่อนวันสมัครไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ตามเดิม แต่ถ้าเกิดจากกรณียุบสภาก็ให้ลด จำนวนวันเลือกตั้งลงมาให้เหลือเพียง ๓๐ วันนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสการที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาหาทางย้ายพรรคได้ตามความเหมาะสม ในกรณี ยุบสภา ข้อที่ ๒ ครับ เห็นว่า ไม่ควรอนุญาตให้มีการควบรวมพรรคการเมืองในระหว่าง อายุของสภาเหมือนอย่างที่เคยกระทำกันมาในอดีตนะครับ การควบรวมพรรคการเมือง ควรให้กระทำได้เฉพาะในช่วงเวลาที่สภาสิ้นสุดลง จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้งนะครับ เพื่อ ปัองกันการซื้อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเล็กทั้งพรรค ซึ่งจะเปึนการทำลายระบบ พรรคการเมือง
ประเด็นที่ ๖ การกำหนดเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเด็นนี้ มีข้อทักท้วงและเสียงสะท้อนจากภายนอกผู้ที่เกี่ยวข้องมาค่อนข้างมากนะครับ คณะอนุกรรมาธิการก็จึงได้ขออนุญาตรับกลับไปพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่า ข้อเสนอเดิมนะครับ เห็นว่าควรจะให้เขตเลือกตั้งมีพื้นที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะเปึน เขตเดียวคนเดียวก็อาจจะกำหนดให้เปึ้นเขตละ ๓ คน เปึนต้น และส่วนราษฎรที่มาใช้ สิทธิเลือกตั้งนี่อาจจะยังไม่ได้พิจารณาอะไรนะครับ เปึนข้อเสนอเบื้องต้นว่าอาจจะ ให้ลงคะแนนเสียงได้เพียง ๑ เสียง หรืออาจจะให้ครบทั้ง ๓ เสียงก็ได้ ทั้งนี้ก็พยายามที่จะทำให้การซื้อเสียงนี่ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีข้อยุติตรงนี้ ก็ในวันพุธนี้ก็จะมีการพิจารณาทบทวนร่วมกันกับผู้ที่ทักท้วงอีกครั้งหนึ่งก่อน
ประเด็นที่ ๗ วิธีการนับคะแนนเสียง คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าการนับ คะแนนที่เขตเลือกตั้งร่วมกันอย่างที่ทํามาตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แม้จะมีข้อดีอยู่บ้าง แต่ก็มีข้อเสียหลายประการ โดยเฉพาะการทุจริตในระหว่างขนส่งหีบบัตรเลือกตั้ง แล้วก็มี ผลกระทบทำให้การนับคะแนนล่าช้า แต่ว่าถ้าจะให้ไปนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง แต่ละหน่วยเหมือนในอดีตก่อนหน้านั้น ก่อนหน้าป้ ๒๕๔๐ ก็จะมีปัญหาอีกประการหนึ่ง ที่จะเป่ดช่องทางให้หัวคะแนนสามารถควบคุมลูกทีมได้ในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ทางก็มีข้อดี ข้อเสียทั้งคู่ คณะอนุกรรมาธิการก็เสนอว่าควรจะใช้ระบบ ผสมผสาน คือไม่จำเปึนต้องมารวมที่เขตเลือกตั้งทั้งหมด แต่ควรจะเอามารวมหน่วย เลือกตั้งจำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน เปึนจำนวนอาจจะ ๓ หน่วย ๔ หน่วย ก็สุดแท้แต่ เท่าที่ไม่ให้มีการตรวจเช็ค (Check) คะแนนของผู้ออกเสียงลงคะแนนได้ ก็จะ แก้ปัญหาของการนับรวมที่เขตไปได้ในระดับหนึ่ง
ประเด็นที่ ๘ ประเด็นสุดท้ายของสภาผู้แทนราษฎร ข้อจำกัดของกิจกรรม พฤติกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะอนุกรรมาธิการเสนอ ๒ ข้อครับ ข้อแรก เห็นว่า ควรมีการห้ามไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปเกี่ยวข้องมีผลประโยชน์ ทับซ้อนกับหน่วยงานของรัฐ ควรจะต้องขยายให้รวมไปถึงคู่สมรส ท้ายาท ญาติ หรือบุคคลอื่นที่จะมาเปึนตัวแทนหรือนอมินี (Nominee) ให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาด้วย
เรื่องที่ ๒ ก็เห็นสมควรตัดข้อยกเว้นในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาได้รับแต่งตั้งเปึนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าไปในหน่วยงานของรัฐ ตามกฎหมาย ข้อนี้ควรจะตัดคำอนุญาตช่องทางนี้ออก เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาปรากฏว่ามี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาใช้ช่องทางนี้เข้าไปเปึนกรรมการใน หน่วยงานของรัฐ โดยอาศัยช่องทางการเปึนผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เข้าไปมีอิทธิพลแทรกแซง ในการดำเนินกิจการของหน่วยงานของรัฐนั้น เช่น ใช้เปึนฐานเสียงในบางองค์กรได้
เรื่องที่ ๓ เรื่องการควบคุมการเลือกตั้ง คณะอนุกรรมาธิการเสนอ ๖ ประเด็นครับ
ข้อที่ ๑ ขอให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเปึ้นนโยบายพื้นฐานของรัฐ ในเรื่อง ที่ว่า การเลือกตั้งจะต้องสุจริตและเที่ยงธรรม จะต้องไม่ทุจริตหรือซื้อสิทธิขายเสียง นะครับ
ข้อที่ ๒ ควรกำหนดมาตรการและการควบคุมการใช้จ่ายเงินของ พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าบัญชีค่าใช้จ่ายในการหาเสียง การได้รับการ สนับสนุนทางการเงินจากบุคคลภายนอก และการเบิกจ่ายเงินจากสถาบันการเมือง รวมทั้งควรให้มีการเป่ดเผยบัญชีทางการเงินต่อสาธารณะที่จะทำการตรวจสอบได้
ข้อที่ ๓ เสนอขอให้มีบทกำหนดลงโทษแก่พรรคการเมืองและผู้บริหาร พรรคการเมือง ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองไปทำการทุจริตซื้อสิทธิ ขายเสียงในการเลือกตั้ง โดยอาจจะให้สันนิษฐานไว้ว่าพรรคการเมือง หัวหน้าพรรค การเมือง และคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีส่วนรู้เห็น หรือให้การสนับสนุนแก่ พฤติกรรมดังกล่าวด้วย เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน และสามารถที่จะเอาใจใส่ กำกับ ดูแล ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง ซึ่งจะเปึ้นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ การเลือกตั้งสามารถเปึ้นไปได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริงได้
ข้อเสนอที่ ๔ ครับ เสนอให้อำนาจ กกต. ที่จะกำหนดหลักการ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับจรรยาบรรณที่นักการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง สส. สว. ต้องปฏิบัติหรือห้ามมิให้กระทำ เพื่อให้การเลือกตั้งเปึ้นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันนี้ก็จะต้องลงไปในรายละเอียดของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่งนะครับ เช่น กรณีที่มีการหาเสียงโดยใช้นโยบายหรือสัญญาว่าจะดำเนินการใด ๆ ยกตัวอย่าง ถ้าได้รับ เลือกตั้งจะให้เงินกองทุนหมู่บ้านละ ๑๐ ล้านบาท เปึนต้น
ข้อเสนอที่ ๕ เห็นควรกำหนดมิให้พรรคการเมืองเข้าไปครอบงำสื่อมวลชน ในลักษณะที่จะเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองของตน เช่น การห้ามผู้บริหารพรรคเข้าไป เปึ้นผู้บริหารหรือกรรมการ หรือมีอำนาจบริหารจัดการครอบงำ ก้าวก่ายการทำหน้าที่ของ สื่อมวลชนเปึนต้น
ข้อเสนอที่ ๖ เสนอมาตรการที่จะต้องนำไปกำหนดไว้ในกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญเรื่องการเลือกตั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตและไม่เที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง เช่น การกำหนดบทลงโทษทางอาญาแก่ผู้ซื้อเสียงให้มากขึ้น การขยายบทกำหนดโทษ ในการซื้อเสียงให้รวมถึงการตระเตรียมการซื้อขายเสียงด้วย เพื่อมิให้เกิดช่องว่างทาง กฎหมาย รวมทั้งการกําหนดฐานความผิด ให้ฐานความผิดในการทุจริต ในการซื้อสิทธิ ขายเสียงในการเลือกตั้งเปึนความผิดมูลฐานตามกฎหมายปัองกันและปราบปราม การฟอกเงิน
เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องที่ ๔ คณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๒ เสนอว่าควร จะต้องมีการปรับปรุงระบบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒ ประเด็นครับ ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องที่มา ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องอำนาจหน้าที่
ประเด็นในเรื่องที่มานั้น เห็นว่ายังควรคงระบบสรรหาบุคคลเข้าดำรง ตำแหน่ง กกต. ไว้เหมือนเดิม แต่ขอให้เปลี่ยนจากการสรรหารายชื่อ เสนอรายชื่อ ๒ เท่า ให้วุฒิสภาเลือกให้เหลือจํานวนตามที่กฎหมายกําหนด เปลี่ยนเปึนว่าให้คณะกรรมการ สรรหาเสนอชื่อเท่าจํานวนที่กฎหมายกําหนด เช่น ๕ คน แล้วให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความ เห็นชอบ แทนที่จะให้วุฒิสภาเลือก จุดที่ ๒ เสนอให้คณะกรรมการสรรหา กกต. ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ผู้แทนพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนรัฐมนตรี ๑ คน โดยสรุปว่าผู้แทนของฝ์ายค้าน ๑ คน ประธาน ปปช. ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาที่เลือกกันเองอีก ๑ คน รวมทั้งหมด ๗ คน ซึ่งเปึนองค์กรที่เปึนกลางทาง การเมือง มาทำหน้าที่สรรหาผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเปึน กกต. ในส่วนแรกนี้จำนวน ๓ คน โดยผู้ที่ ได้รับการสรรหาจะต้องได้รับความเห็นชอบด้วยมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวน คณะกรรมการสรรหาทั้งหมด ๗ คนนั้น ส่วนที่ ๒ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหาผู้ได้รับ การเสนอชื่อเปึน กกต. จํานวน ๒ คนครับ ก็รวมเปึน ๕ คน เสนอให้วุฒิสภาให้ความ เห็นชอบ ถ้าวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบในส่วนไหน ส่วนนั้นก็จะต้องสรรหาและเสนอ บุคคลใหม่เข้าไปแทน ในกรณีที่คณะกรรมการสรรหาในกรอบที่ ๑ ๓ คนนั้นไม่สามารถ สรรหาได้หรือไม่มีคณะกรรมการสรรหา ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเปึ้นผู้เสนอรายชื่อตาม จำนวนที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องเสนอแทน
กรอบที่ ๒ เรื่องอำนาจหน้าที่ของ กกต. โดยหลักการยังเห็นควรให้ กกต. มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเช่นเดียวกับที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่เห็นสมควรที่จะไม่ให้เปึนการใช้อํานาจแบบวินิจฉัยเด็ดขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในการให้ใบแดง ใบเหลือง สมควรให้ศาลทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจ ของ กกต. ในเรื่องดังกล่าว โดยให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งของ กกต. สามารถร้องต่อศาล เพื่อพิจารณาตรวจสอบและวินิจฉัยได้ ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับ วิธีพิจารณาตรวจสอบวินิจฉัยของศาลนั้นก็ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเปึ้นผู้พิจารณา กำหนด โดยมีข้อบเขต เช่น จะต้องมีความรวดเร็ว ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อประโยชน์ ในการเลือกตั้งให้เปึ้นไปโดยรวดเร็ว สุจริตและเที่ยงธรรม ขอบคุณครับ