ชูชัย ศุภวงศ์ เสนอความคืบหน้าในการพิจารณากรอบที่ ๑ ของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และเสนอแนวทางแก้ไขที่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกำหนดคุณสมบัติผู้บริหารท้องถิ่นให้มีความชัดเจน การพัฒนาบุคลากรในท้องถิ่น การส่งเสริมสถาบันครอบครัว การสร้างกองทุนสนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองที่มีความอิสระ และการมีส่วนร่วมและเสรีภาพที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจ ขอเสนอความ คืบหน้าในการดำเนินงานดังนี้ครับ คณะอนุกรรมาธิการกรอบที่ ๑ ได้พิจารณาใน ๕ หัวข้อหลักด้วยกัน คือ ๑. เรื่องสิทธิของชุมชน ๒. เรื่องการกระจายอำนาจสู่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ๓. แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ๔. การมีส่วนร่วมของประชาชน และ ๕. สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ในวันนี้ผมจะเสนอความคืบหน้าใน ๕ เรื่องแรกครับ ใน ๒ เรื่องหลังกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งจะได้มีโอกาสได้เสนอ ต่อไป ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการกรอบที่ ๑ เราได้มีการอภิปรายถึงประเด็น ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงห้าหกป้ที่ผ่านมา แล้วเราได้พูดถึงจุดอ่อนของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อันที่จริงคงไม่ใช่เปึ้นจุดอ่อน แต่ว่าเปึ้นประเด็นที่ทําให้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึ้นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งนั้นเกิดสภาพบังคับ มีกลไกในการส่งเสริม สนับสนุนสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ในการ พิจารณานั้นเรายังไม่ได้ลงไปถึงการพิจารณาว่าจะร่างหรือปรับปรุงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมาตราใด เพียงแต่นำเสนอกรอบประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข และผมคิดว่าอันนี้เปึนโอกาสดีที่ได้มานำเสนอเรื่องเหล่านี้ต่อเพื่อนสมาชิก สสร. ทั้งสภา แห่งนี้เพื่อที่จะได้ขอความคิดเห็นและนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป และอีกประการหนึ่ง ที่ผมคิดว่าอาจจะเกิดขึ้นก็คือว่า เพื่อนสมาชิก สสร. ทั้งหลายรวมทั้งกลไกการรับฟัง ความคิดเห็นและการมีส่วนของประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศนั้น จะได้นำเรื่องกรอบ ประเด็นปัญหาและข้อเสนอเพื่อนำแนวทางแก้ไขนั้นไปพิจารณา แล้วมีความเห็น ประการใดก็จะประมวลและสังเคราะห์กลับมาที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อปรับปรุงให้เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดต่อไปครับ ท่านประธานครับ ในการพิจารณาของอนุกรรมาธิการเราได้พิจารณาประเด็นปัญหา ในช่วง ๕ ป้ที่ผ่านมา เราเห็นว่าได้มีการใช้อํานาจรัฐ อํานาจเงิน อํานาจบริหารราชการ แผ่นดินอย่างรวมศูนย์ อย่างมีประสิทธิภาพและเปึนระบบทั้งทางตรงและทางอ้อมนะครับ ทำการแทรกแซงองค์กรอิสระ แทรกแซงสื่อมวลชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้คนอย่าง กว้างขวาง โดยไม่คํานึงถึงบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ และที่สําคัญคือละเลย เพิกเฉยในการส่งเสริม สนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองหรือภาคประชาชน ทำให้ชุมชน สังคมอ่อนแอ ซึ่งไม่เปึนไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึ้นรัฐธรรมนูญ ที่เป่ดโอกาส เป่ดพื้นที่ให้การเมืองภาคพลเมืองมากที่สุด แต่ว่าได้กระทำในทางตรงข้าม ทำให้ชุมชน สังคมอ่อนแอด้วยระบบหรือนโยบายประชานิยมอย่างไร้ความรับผิดชอบ ดังที่ได้ปรากฏให้เห็นในสังคมไทยอยู่แล้ว ในขณะนี้ ท่านสมาชิกครับ ในเรื่องสิทธิชุมชน นั้น สิทธิชุมชนท้องถิ่นและสิทธิชุมชนดั้งเดิมยังไม่สามารถที่จะปกปัองคุ้มครองชุมชนได้ อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งได้สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในเรื่อง สิทธิชุมชน ทำให้สามารถสถาปนาในสังคมไทย และเปึ้นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ว่า ชุมชนท้องถิ่นและชุมชนดั้งเดิมยังไม่สามารถที่จะปกปัองตนเองได้อย่างแท้จริง นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เราได้พิจารณาถึงชุมชนในรูปแบบความสัมพันธ์ระดับอื่น เช่น ชุมชนของศาสนา ชุมชนความเชื่อ ชุมชนวัฒนธรรม รวมทั้งชุมชนที่ร่วมกันทำ กิจกรรมที่เปึนประโยชน์กับสังคมในลักษณะต่าง ๆ และชุมชนเหล่านี้นะครับยังไม่ได้มีการ ปรากฏชัดว่าได้มีการรับรองในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ จึงมีข้อเสนอในเรื่องสิทธิชุมชนกับ อำนาจชุมชนไว้ ๔ ข้อด้วยกันครับ ข้อที่ ๑ ชุมชนต้องมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น ผม ได้เสนอพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ให้เห็นนะครับ ข้อที่ ๒ ชุมชนในฐานะผู้เสียหาย จะต้องมีสิทธิในการฟัองร้อง เพื่อปกปัองคุ้มครองตนเองที่จะใช้ประโยชน์จากฐาน ทรัพยากร ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเปึนประเด็นที่สมาชิกหลายท่านได้พูดกันมากว่า ไปเขียนว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่บัญญัติ ก็ทําให้สิทธิ ชุมชนไม่สามารถได้รับการรับรอง เราก็ได้เสนอว่าก็อาจจะต้องเพิ่มต่อท้ายไปว่า แม้ยัง ไม่มีกฎหมายบัญญัติ ก็ไม่ทําให้สิทธิชุมชนที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญต้องเสียไป
ประเด็นที่ ๔ เห็นว่าควรขยายการคุ้มครองสิทธิชุมชนที่มีความสัมพันธ์ใน รูปแบบอื่น ๆ ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว นั่นเปึนเรื่องของสิทธิชุมชน เปึ้นเรื่องของหัวข้อแรกที่ ผมได้นำเสนอครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณากันอย่างกว้างขวางนะครับ บอกว่า ๕ ป้ที่ผ่านมาตาม กระบวนการขั้นตอนการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความชะงักงัน เพราะการบริหารงานในการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ในลักษณะที่เราได้รู้ได้เห็นกัน ว่าในรูปแบบของ ซีอีโอ (CEO – Chief Executive Officer) ประเด็นปัญหาที่เราได้สรุปมี ๔ ข้อด้วยกันนะครับ ข้อที่ ๑ พรรคการเมืองระดับชาติและระบบราชการไทยยังครอบงำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดประสิทธิภาพในการ จัดการบริหารในส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารการคลังส่วนท้องถิ่น และ การบริหารงานบุคคล ข้อที่ ๒ มีปัญหาในเรื่องความโปร่งใสและความมีประสิทธิภาพของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ทั้งนี้เพราะระบบกลไกจากส่วนกลางที่เปึนอิสระ ไม่สามารถทำหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง ระบบและกลไกที่จะควบคุมกันเอง ในระดับจังหวัดก็ยังด้อยประสิทธิภาพและขาด ความเข้มแข็ง และที่สำคัญคือประชาชนในท้องถิ่นนั้นไม่ได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้มี ความเข้มแข็งเพียงพอที่จะทำหน้าที่ในการร่วมกันพัฒนาตรวจสอบองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้
ประการที่ ๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับ การศึกษาและพัฒนาคน รวมทั้งสวัสดิภาพของเด็ก สตรี คนชราและครอบครัวนี่ยัง ไม่เพียงพอ แต่มุ่งเน้นในเรื่องของการใช้งบประมาณไปในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทางกายภาพเปึนหลัก
ประการสุดท้าย คือประชาชนในท้องถิ่นขาดการมีส่วนร่วมโดยตรงในการ เสนอกฎหมายข้อบัญญัติท้องถิ่น ในการถอดถอน หรือในการร่วมพัฒนาองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
อย่างไรก็ตามนะครับ เราได้พูดถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน ไม่น้อยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แสดงบทบาทในการสร้างพัฒนาทำนุบำรุงชุมชน ในพื้นที่ให้ก้าวหน้าไปอย่างที่ระบบราชการไทยไม่สามารถทำได้ในอดีตที่ผ่านมา ทั้งราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาค ทั้งนี้เพราะนักการเมืองท้องถิ่นมีความ ใกล้ชิดกับประชาชน รู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และถูกตรวจสอบจาก ประชาชนอย่างใกล้ชิด มีข้อเสนอทั้งหมด ๖ ข้อด้วยกันครับ ในเรื่องของการกระจาย อำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๑. ให้คงหลักการกระจายอํานาจที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ไว้ เนื่องจากเราเห็นว่าเปึ้นทิศทางที่ถูกต้อง
๒. ควรกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะ เรื่องการบริหารงานบุคคล การจัดเก็บภาษี การคลังส่วนท้องถิ่น
๓. เปึนข้อที่ที่ประชุมคงต้องช่วยกันพิจารณานะครับ มีการเสนอว่า ควรสนับสนุนให้เกิดรูปธรรมสำหรับจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ ตามมาตรา ๗๘ ของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ให้เปึ้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่สามารถปกครอง ดูแลและพัฒนาตนเองได้ ในที่นี้เดี๋ยวผมจะขยายความในข้อเสนออีกทีนะครับ รวมทั้ง ควรพิจารณาการกระจายอำนาจไปสู่กลุ่มจังหวัด อาจจะในรูปแบบเทศาภิบาลมณฑล โดยเชื่อมด้วยฐานวัฒนธรรมเปึนตัวเชื่อม
๔. พัฒนาระบบกลไกการตรวจสอบในส่วนกลางที่มีความเปึนอิสระ ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนระบบ กลไกในการตรวจสอบและควบคุมกันเองภายในจังหวัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
๕. ควรเน้นการมีส่วนร่วมให้ประชาชนในท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้ทำการ กำกับ ตรวจสอบ เสนอกฎหมาย รวมทั้งถอดถอนผู้บริหารในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกัน พัฒนาท้องถิ่นร่วมกับภาคประชาชน โดยอาจจะมีสภาผู้แทนฯ ในทุกระดับ สภาผู้แทนฯ หรือคณะกรรมการระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับชาติ ในการเป่ดพื้นที่การเมือง ภาคพลเมือง ให้พื้นที่ของผู้นำในพื้นที่ ปลัด ชาวบ้าน ที่ร่วมกันในการพัฒนาชุมชน
ประการสุดท้าย ควรกำหนดคุณสมบัติผู้บริหารท้องถิ่นให้มีความชัดเจน เพื่อให้ได้บุคคลที่มาทำงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของท้องถิ่นเปึ้นสำคัญ รวมทั้งการ พัฒนาบุคลากรในท้องถิ่นให้มีแนวคิดในเรื่องการกระจายอำนาจ
ท่านสมาชิกครับ ประเด็นมาตรา ๗๘ ตามรัฐธรรมนูญที่ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะปกครองตนเองได้นั้น มีการพูดคุยกันในอนุกรรมาธิการว่า ประชาชนในท้องถิ่นในจังหวัดนั้นสามารถเรียกร้องให้ทำประชามติร่วมกับการพิจารณา กับรัฐบาลกลาง ในการที่จะออกไปเปึนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่จะ ปกครองตนเองได้ อันนั้นเปึนประเด็นเรื่องของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นครับ
ในเรื่องที่ ๓ คือเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ประชุมได้พูดถึงประเด็น ของสภาพการบังคับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ไม่เกิดผล ในทางปฏิบัติ แล้วก็มีข้อเสนอว่าสภาพการบังคับนั้นจะเกิดขึ้นจะต้องทําอะไรบ้างนะครับ ก็มีข้อเสนอว่าแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐที่จำเปึนสำหรับสังคมไทย และเปึนภารกิจ ของรัฐ ต้องหาแนวทางให้เกิดสภาพบังคับ เช่น การปัองกันประเทศ การต่างประเทศ การรักษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความยุติธรรมและที่สำคัญคือการบริการ สาธารณะในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ ส่วนแนวนโยบายพื้นฐาน อื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ก็กำหนดเพื่อเปึนแนวทางของรัฐบาลแต่ละชุดจะรับไปพิจารณา นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่จะทําให้เกิดสภาพบังคับคือรัฐบาลต้องแถลงต่อรัฐสภาว่ามี นโยบายใดที่ได้ปฏิบัติตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างไรบ้าง เพื่อที่ให้รัฐสภาและ ประชาชนสามารถติดตามตรวจสอบผลการทำงานของรัฐบาลว่าได้ทำไปตามที่แถลง หรือไม่ อันนี้ก็จะเปึนอีกกลไกหนึ่งนะครับ
และอันสุดท้ายประการที่ ๓ ก็คือว่าหากรัฐบาลใดก็ตามไม่ทําตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะต้องไม่ทำการฝ์าฝ๋น เช่น การที่รัฐกำหนดให้ประชาชน มีส่วนร่วมในด้านต่าง ๆ รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องปฏิบัติตามสิ่งที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
ประเด็นถัดมาที่ได้พิจารณาเพิ่มเติมในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็คือ เรื่องของการต่างประเทศ เราพบว่าในอดีตที่ผ่านมาผู้นําประเทศเมื่อไปเจรจาความเมือง กับนานาอารยประเทศแล้ว ให้กลับมาแจ้งให้สาธารณชนได้รับทราบ ก็มีข่าวลือหรือพูด กันต่าง ๆ นานาว่าไปเจรจาในเรื่องธุรกิจของครอบครัวของตนเองและพรรคพวก นอกจากนี้การทำข้อตกลงหรือพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของ รัฐสภา ตลอดจนไม่ได้ให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อันนี้ก็มีข้อเสนอ มีข้อเสนอว่าเมื่อเจรจาความเมืองแล้ว ต้องมารายงานให้สาธารณชนได้รับทราบว่าไป เจรจาเรื่องอะไร และควรจะกําหนดประเภทสนธิสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบของ รัฐสภาให้ชัดเจนมากขึ้น เราได้พูดไปถึง มาตรา ๒๒๔ ว่า ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นที่ว่า จะปรับ มาตรา ๒๒๔ อย่างไร
ประเด็นถัดมาคือเรื่องการศึกษาซึ่งเปึนภารกิจที่สำคัญ เราเห็นว่าควรจะ พัฒนาการศึกษาต่อเนื่องมาจากที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ได้วางไว้ คือนอกเหนือจาก กำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับเปึนเวลา ๑๒ ป้แล้ว ก็ขอให้เน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิต ให้มีการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาให้ได้มาตรฐาน ประกอบกับการส่งเสริม สนับสนุนเอกชนให้จัดการศึกษา และสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาทางเลือกของประชาชน เพื่อเปึนการเป่ดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น นั่นเปึ้นประเด็นเรื่องของการศึกษา ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพมาตรฐาน และเน้นเฉพาะการศึกษาในโรงเรียนมากเกินไป
ประเด็นถัดมาก็พูดถึงเรื่องของสถาบันครอบครัวที่เห็นว่าที่ผ่านมาสถาบัน ครอบครัวอ่อนแอ มีข้อเสนอว่ารัฐจะต้องส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีศักยภาพในการ อบรมดูแลบุตรหลานได้เต็มความสามารถ และควรให้ความสำคัญกับทารก็ตั้งแต่ปฏิสนธิ ในครรภ์มารดาจนถึงระยะ ๖ ป้แรกของชีวิต ท่านสมาชิกครับ ๖ ป้แรกของชีวิตนี่เปึน รากฐานที่สำคัญของชีวิต เปึนช่วงของพัฒนาการทั้งทางร่างกาย ทางสมอง สติปัญญา อารมณ์ ถ้าเราสามารถพัฒนาเด็กในครรภ์มารดาจนถึง ๖ ป้แรกได้ เปึนรากฐานที่สมบูรณ์ ในชีวิตแล้ว นั่นหมายความว่าเราสร้างรากฐานที่สำคัญให้กับชุมชนสังคมและ ประเทศชาติ และสามารถที่จะเติบโตและเปึนกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต
ในเรื่องของสังคมนะครับ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เราเห็นว่าที่ผ่านมาสังคม มีความอ่อนแอ ชุมชน สังคมต้องพึ่งพาลักษณะนโยบายที่ผมได้เรียนแล้วตอนต้นนะครับ ก็มีข้อเสนอว่ารัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนให้สังคมมีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ว่าก็ยังไม่ได้ข้อยุติว่าควรจะบัญญัติหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ควรมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองหรือภาคประชาชน ที่สามารถดำเนินการได้อย่างเปึนอิสระ ปราศจากการแทรกแซงของรัฐ อันนี้ถามว่า สนับสนุนอะไรครับ ดังที่ผมได้กล่าวตั้งแต่ตอนต้นว่าถ้าเรามีสภาผู้นําท้องถิ่นในทุกระดับที่ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ก็จะเปึนการเป่ดพื้นที่ให้การเมืองภาคพลเมืองได้มาร่วม พัฒนาท้องถิ่น ได้มีการตรวจสอบควบคุมกำกับและประเมินผลการเมืองที่อยู่ในโครงสร้าง ของอำนาจ ถ้ามีเวทีของสภาผู้นำในระดับพื้นที่ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับชาติ แล้วตรงนี้ก็จะเปึนการสร้างดุลยภาพใหม่ในสังคม ที่ผ่านมาเราไม่ได้สนับสนุนตรงนี้ครับ สนับสนุนภาคประชาชนในการจัดทำกฎหมาย ในการยื่นข้อเสนอกฎหมายไม่ว่า ข้อบัญญัติหรือกฎหมายในระดับชาติ สนับสนุนประชาชนให้สามารถมีการถอดถอน ผู้บริหารท้องถิ่นในระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเปึนข้อเสนอที่มีการเสนอประเด็น ที่สำคัญ ๆ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครับ ท่านสมาชิกครับ ในเรื่องกองทุนสนับสนุน ความเข้มแข็งของภาคพลเมืองนั้น ดังที่ผมได้อภิปรายตั้งแต่ตอนต้นว่าเราต้องการเห็น ความเข้มแข็งของชุมชนและสังคม เพื่อพัฒนาควบคู่ไปกับการเมืองของพรรคการเมือง หรือสถาบันการเมือง ในตลอดระยะเวลาสามสี่สิบป้ที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วนะครับว่า การเมืองของนักการเมืองได้กระทำอะไรกับสังคมบ้าง อันที่จริงผมจะบอกว่าเปึนการเมือง ของนักการเมืองก็คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ผมควรจะพูดว่าเปึนการเมืองของนักเลือกตั้ง จำนวนสองสามพันคนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมายึดกุมอำนาจรัฐและโกงกินบ้านเมือง กันอย่างเหลือคณา ที่เราพูดกันว่า โคตรโกง หรือ โกงทั้งโคตร บางช่วงสภาแห่งนี้ก็เปึน สภาของอำมาตย์หรือสภาของขุนนาง จริง ๆ แล้วเราอยากเห็นสภาของนักการเมือง นักการเมืองในที่นี้หมายถึงคนที่เข้ามาพัฒนาทำนุบำรุงชาติบ้านเมืองและทำงานเพื่อ เห็นแก่คนรุ่นหน้า แต่นักเลือกตั้งก็จะเข้ามา เพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง รวบอำนาจ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วอ้างว่าประชาชนได้มอบอำนาจ ทั้งนี้เพราะเราไม่มีการเมือง ประชาธิปไตยทางตรง หรือการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองนั่นเอง ถ้าเรามีงบประมาณ จำนวนไม่มากให้สภาผู้นำในท้องถิ่นที่ไม่เกี่ยวกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับ พรรคการเมืองใด เราก็จะมีปราชญ์ชาวบ้าน มีผู้นำของชุมชนที่มีความปรารถนาและ ต้องการที่จะมีพื้นที่ที่ยืนในสังคมที่จะพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นของเขาตั้งแต่ระดับล่างสุด จนถึงระดับจังหวัดและระดับประเทศ สังคมชุมชนก็จะมีความเข้มแข็งมากขึ้นครับ นั่นเปึน ข้อเสนอทั้งหมดที่ผมอยากจะเรียนกับสภาแห่งนี้ครับ
สำหรับในประเด็นเรื่องของการมีส่วนร่วมและเรื่องสิทธิเสรีภาพ เปึ้นเรื่องที่ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ว่าแม้ว่าอยู่ในระหว่างการพิจารณาก็ตาม ถ้าเพื่อนสมาชิกมีข้อเสนออันใดที่เปึนประโยชน์กับการพิจารณาของอนุกรรมาธิการ ผมก็ยินดีครับ ขอบคุณครับ