สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๗ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

สวิ่ง ตันอุด หารือเรื่องสิทธิชุมชน โดยเรียกร้องการยกระดับสถานะสิทธิชุมชนให้เป็นหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญ และเสนอแนวคิดในการสร้างองค์กรชุมชนและสถาบันการเมืองภาคพลเมืองเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของประชาชนและกระบวนการประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ควรระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปวัฒนธรรมเพื่อไม่ให้ตกไปสู่วัฒนธรรมตะวันตก และการลดอำนาจของรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจประชาชนในการทำการเมือง โดยเสนอแนวทาง 3 ประการ และเสนอให้มีการกำหนดระยะเวลาในการทบทวนเพื่อป้องกันการฉีกรัฐธรรมนูญ

นายสวิ่ง ตันอุด

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด สสร. นะครับ ผมอยากจะอภิปรายในกรอบแรกนะครับว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับสิทธิชุมชนนะครับ ผมมี ประเด็นอยู่สามสี่ประเด็นนะครับที่สําคัญในเรื่องเกี่ยวกับทางด้านสิทธิชุมชนนะครับ ซึ่ง ผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการนะครับ ผมคิดว่าในเรื่องเกี่ยวกับ สิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่ก็ได้พูดไว้จํานวนมากนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เปึ้น เรื่องที่ดีอยู่แล้วนะครับ แล้วก็เวลาเราไปรับฟังความคิดเห็นตอนนี้ประชาชน ก็หวังว่า ป้ ๒๕๕๐ ก็จะมีเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ยังอยู่คงเดิม และสิ่งที่สำคัญที่สุดนี้นะครับ เขาเสนออย่างนี้นะครับว่าทําอย่างไร ถึงจะทําให้เรื่องสิทธิชุมชนได้ถูกยกระดับมาเปึน หมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสําคัญนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วมี หลายมาตรานะครับ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่ว่าจะเปึ้นมาตรา ๔๐ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ มาตรา ๗๐ ถึงมาตรา ๒๘๐ กระจัดกระจายอยู่โดยทั่วไป ว่าถึง เรื่องเกี่ยวกับสิทธิชุมชนและก็เรื่องของอำนาจชุมชน ผมค่อนข้างจะดีใจนะครับ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ใช้คําว่า อํานาจของชุมชน เพราะคําว่า สิทธิชุมชน มันหมายถึงเรื่องที่ ซึ่งจริง ๆ แล้วอำนาจของชุมชนอาจจะชัดเจนยิ่งกว่า ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ ก็อยากจะฝากให้กรรมาธิการได้ไปพิจารณานะครับว่าทําอย่างไรถึงจะทําให้เรื่องนี้มี สถานะความสําคัญในรัฐธรรมนูญที่เด่นขึ้นมา เสมือนหนึ่งอํานาจส่วนต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว ในรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องของการกระจายอำนาจ เรื่องขององค์การบริหาร ส่วนท้องถิ่น เรื่องของสภาท้องถิ่นก็ดี ที่ผ่านมาได้มีบทบาทในแง่ของความสำคัญอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่สําคัญก็คือว่าทําอย่างไรถึงจะให้องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ได้มีกระบวนการ ในแง่ของการที่จะร่วมมือกับประชาชนในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมา เราได้พยายามที่จะทำเรื่องเกี่ยวกับประชาคม ประชาสังคม แต่ว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ยังไม่ได้มีกฎหมายฉบับใดรับรองไว้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะสร้างอีกขาหนึ่ง คือข้าขององค์กรชุมชนที่มีทั้งเรื่องของเยาวชน เรื่องของผู้สูงอายุ เรื่องของกลุ่มสตรี เรื่องของกลุ่มอะไรต่าง ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าด้วย สภาองค์กรชุมชน ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เปึนการร่วมมือที่จะสร้างองค์กรที่จะขึ้นมาร่วมมือกับ องค์กรท้องถิ่น และทำให้กระบวนการของประชาชนเข้มแข็งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ น่าจะถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ อันนี้คือเรื่องที่ ๒ ครับ

เรื่องที่ ๓ นะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เราเปึนปัญหากันมาโดยตลอดก็คือเรามี สภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ว่าเราไม่มีสภาพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สิ่งที่ผ่านมานี่นะครับ ๗๕ ป้ ๘๐ ป้ที่ผ่านมา ประชาธิปไตยของเราค่อนข้างจะบกพร่อง และไม่ค่อยสมบูรณ์ ก็เพราะว่าเราไม่ได้มีกระบวนการหรือองค์กรใดในการที่จะมาทำการ พัฒนาการเมืองของภาคพลเมือง ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะถูกบัญญัติไว้ในส่วนของ รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่าจะต้องมีสถาบันหรือสภาพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ที่ประชาชนสามารถที่จะเข้ามาใช้ทรัพยากร หรือมีกองทุนอะไรก็แล้วแต่ในการที่จะทำให้ การเมืองของภาคพลเมืองเข้มแข็งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าอันนี้น่าจะถูกกําหนดไว้นะครับ

ประเด็นต่อมา เมื่อกี้ฟังท่านกรรมาธิการยกร่างฯ พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง แล้วก็ยังไม่ค่อยชัดเจนว่าจะถูกบัญญัติไว้หรือไม่ ผมคิดว่าปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียงสำคัญอย่างยิ่งครับ ขณะนี้ชุมชนได้เคลื่อนตัวไปแล้วในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ พอเพียง และได้ดำเนินการเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปจำนวนมากแล้ว ดังนั้นเรื่องปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงหรือแนวนโยบายในเรื่องเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงควรจะถูก กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน และที่สำคัญก็คือว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียงครับ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเราควรจะต้องสร้างวิธีคิดว่าด้วยวิถีพอเพียง ซึ่งรวมถึงเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่พอเพียง มีการปฏิรูปวัฒนธรรมในบางเรื่องบางราว นะครับ เพื่อที่จะไม่ให้ตกไปสู่วัฒนธรรมของตะวันตกมากเกินไป รวมถึงการเมือง แบบพอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะพัฒนาเรื่องเกี่ยวกับการเมืองสมานฉันท์ ในระดับชุมชน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องทั้งหมดเหล่านี้อยู่ในปรัชญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสิ้น อันนี้ก็ควรที่จะต้องถูกกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องหนึ่ง ผมค่อนข้างจะดีใจซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญก็คือเรื่องสิทธิการฟัองร้อง ของประชาชน เราไปรับฟังความคิดเห็นมาหลายเวที ประชาชนนี่นะครับที่ผ่านมา เปึ้นผู้เสียภาษี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่าพอไปถึงบทที่เขาได้รับผลกระทบ แล้วเขาจะต้องถูกฟัองร้อง เขาไม่มีส่วนหรือถูกปฏิเสธในเรื่องนี้ว่าเปึ้นผู้เสียหาย ดังนั้น ถ้าถูกกําหนดไว้ให้ชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่ากรรมาธิการได้พูดเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ผม คิดว่าน่าจะทำให้เปึ้นจริงเปึนจังมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในการที่จะยื่น ข้อเสนอผ่านองค์กรอิสระ ในแง่ของการที่จะตรวจสอบเพื่อทำการฟัองร้อง อาจจะต้องให้ ดาบกับองค์กรอิสระบางองค์กร อย่างเช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรืออะไรต่าง ๆ เปึ้นต้น ในการที่จะเปึ้นตัวแทนในแง่ของการฟัองร้อง เปึนต้นนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ เรื่องนี้สําคัญ ผมคิดว่าไม่มีใครพูดในที่นี้ นั่นก็คือเราจะได้เห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ในขณะที่หน่วยงานของรัฐก็ดี รัฐวิสาหกิจก็ดี ทำโครงการขนาดใหญ่ภายในพื้นที่ และหลังจากนั้นประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบในเรื่องเกี่ยวกับพื้นที่นั้นขึ้นมาคัดค้าน การคัดค้านปะทะกันในทางกำลัง เกิดขึ้นอยู่เสมอในเรื่องเกี่ยวกับการที่จะไม่เห็นด้วยในเรื่องเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ โครงการสาธารณะทั้งหลายของรัฐก็ดี ของรัฐวิสาหกิจก็ดี สิ่งที่เปึนต้นเหตุในเรื่องนี้ อีกอันหนึ่งก็คือ ความน่าเชื่อถือในเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราถูกกำหนดว่า เราจะต้องมีการประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือเราใช้คำว่า อีไอเอ (EIA – Environmental Impact Assessment) ทุกวันนี้ พรบ. เรื่องเกี่ยวกับทางด้านสุขภาพ ก็กำหนดขึ้นมาอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า เอชไอเอ (HIA – Health Impact Assessment) หรือ การประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพ ที่ผ่านมานะครับองค์กรหรือทีมที่ทำเรื่องนี้เปึน นักวิชาการที่อยู่ในมหาวิทยาลัยและถูกจัดจ้างโดยเจ้าของโครงการ ถ้าเจ้าของโครงการ เปึ้นผู้จัดจ้างทีม (Team) ประเมินผลกระทบนั้นเสียเอง ดังนั้นไม่ต้องรอหรอกครับว่า ผลของการประเมินนั้นจะออกมาอย่างไร ดังนั้นประชาชนจะไม่เชื่อถือครับ การปะทะกัน ในเรื่ององค์ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ที่ผ่านมาล้มเหลวในสังคมไทย ประเด็น ก็คือว่าทำอย่างไรเราถึงจะสร้างที่อาจจะเรียกว่าเปึนคณะกรรมการประเมินผลกระทบ แห่งชาติขึ้นมา แล้วมีกองทุน มีอะไรก็แล้วแต่ในการที่จะเปึ้นตัวกลางในการที่จะทำหน้าที่ ในแง่ของการประเมินผลกระทบในเรื่องราวต่าง ๆ นี้ ที่ทำให้เปึนองค์กรกลางที่น่าเชื่อถือ อย่างแท้จริง เพราะตอนนี้ถ้าสมมุติว่าองค์กรไหนก็แล้วแต่ ไปทำโครงการขนาดใหญ่ แล้วจ้างทีมประเมินผลกระทบทางด้านสุขภาพก็ดี หรือทางด้านสิ่งแวดล้อมก็ดี ที่ผ่านมา ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า อีไอเอ มากกว่า ปรากฏว่าประชาชนก็จะตั้งทีมของตัวเอง ขึ้นมาอีกที่มหนึ่ง ในการที่จะมาสู้ในแง่เกี่ยวผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ไม่เปึนผลดีเลย ประเด็นก็คือว่าเราทำให้การปะทะกันรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะความ ไม่น่าเชื่อถือขององค์กรที่เกิดขึ้นนี้เองไม่มีองค์กรกลางที่ชัดเจน ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเรา สามารถที่จะสร้างคณะกรรมการประเมินผลกระทบโครงการขนาดใหญ่แห่งชาติอะไร ก็แล้วแต่ ที่มีอำนาจพอสมควรในการที่จะไปจัดจ้างที่มประเมินผลกระทบในโครงการนั้น โครงการนี้ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเปึนเรื่องเกี่ยวกับเหมืองลิกไนต์ (Lignite) ก็ดี เรื่องเกี่ยวกับทางด้านแก๊ส (Gas) ธรรมชาติก็ดี หรืออะไรก็แล้วแต่ และทำให้องค์กรเหล่านี้ เปึ้นองค์กรที่น่าเชื่อถือ และทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในแง่ของการเมือง มีผลกระทบด้วย ผมคิดว่าอันนี้จะแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทย แล้วทำให้เราสามารถที่ จะสร้างสังคมของเราเปึนสังคมแห่งการเรียนรู้ เปึ้นสังคมแห่งปัญญาและสู้กันด้วยข้อมูล ข่าวสาร องค์ความรู้ที่แท้จริง ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือหัวใจสำคัญครับ ถ้าเราสามารถที่จะ กําหนดไว้ได้ในรัฐธรรมนูญได้จริงในเรื่องนี้ เราจะเห็นความต่างในแง่ของการปะทะ สังสรรค์กันในทางสังคมที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้จะสําคัญอย่างยิ่ง ซึ่งไม่มี ใครพูดในที่นี้ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าจะต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเพื่อที่จะทำ ให้เรื่องนี้เปึนจริงมากยิ่งขึ้น

ทีนี้สิ่งที่สำคัญอีกอันหนึ่งประเด็นต่อไป ผมคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับการลด อํานาจรัฐ เพิ่มอํานาจประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอํานาจประชาชน ผมคิด ว่ากรรมาธิการได้วางไว้ ๓ แนวทาง ซึ่งก็ค่อนข้างจะตรงกับความคิดเห็น นั่นก็คือเรื่องของ การที่จะทำให้ประชาชนสามารถที่จะทำการเมืองได้โดยตรง ที่ผ่านมาในป้ ๒๕๔๐ เองการทำการเมืองหรือการเสนอ พรบ. ในทางตรงก็เกิดขึ้น เหมือนกัน แต่ว่าในทางปฏิบัติไม่สามารถที่จะเปึนจริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลข ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เปึนอุปสรรคมาก ทําอย่างไรเราถึงจะลดตัวเลขนี้ลง ประชาชนที่ผ่านมาเขาเสนอเพียงแค่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ก็อาจจะพอสำหรับในการที่จะ เสนอพระราชบัญญัติเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าหลายเรื่อง ที่เกิดขึ้นในปัญหาของสังคมไทย ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับทางด้านกฎหมายเท่านั้นนะครับ หลายเรื่องเปึนประกาศกระทรวง หลายเรื่องเปึนกฎกระทรวง หลายเรื่องเปึนมติ ครม. ทำอย่างไรถึงจะทำให้เรื่องนี้ที่ประชาชนสามารถที่จะเสนอได้โดยตรงนี่นะครับ ครอบคลุม ถึงเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย เช่น เรื่องประกาศกระทรวงหรือกฎกระทรวงในบางเรื่อง ประชาชนอาจจะเข้าชื่อกันในแง่ของการที่จะให้ข้อทบทวนเพื่อที่จะแก้ไขเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ได้ด้วย ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายเท่านั้นนะครับ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือเรื่องที่สำคัญ และอีกเรื่องที่สำคัญก็คือว่าในทางปฏิบัตินะครับที่ผ่านมา ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ มีปัญหามาก ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องเกี่ยวกับเอกสารในการที่จะเอามาใช้ บางคน เสียชีวิตไปแล้วเพราะว่าช่วงเวลา ๒ ป้ที่ผ่านมาก็จะต้องมาทบทวน กว่าที่จะดำเนินการได้ อันนี้ก็เปึนปัญหา อีกปัญหาหนึ่งก็คือว่าสิ่งที่ประชาชนเสนอเข้ามาเปึนกฎหมาย ทำอย่างไรถึงจะปัองกัน หรือปกปัองพระราชบัญญัติของประชาชนนี้ได้ด้วย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเวลาพระราชบัญญัติของประชาชนเสนอเข้ามาก็จะถูกแข่งโดยพระราชบัญญัติ ของรัฐบาลบ้าง ของ สส. หรือพรรคการเมืองบ้าง ถึงที่สุดเนื้อหาต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ถูกแปรเปลี่ยนไป ซึ่งอันนี้ก็เปึนเรื่องที่ประชาชนได้ท้วงติงมาว่ามติของประชาชนควรจะมี ความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองทางตรงที่ประชาชนได้เข้ามามีส่วน ท่านประธานครับ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับการที่จะมีเรื่องเกี่ยวกับการถอดถอน ซึ่งผมคิดว่ามี การอภิปรายกันมาก ทําอย่างไรถึงจะให้ประชาชนถอดถอนนักการเมืองตั้งแต่ระดับ ท้องถิ่นไปถึงระดับชาติ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ต้องคิดตัวเลขกันให้ชัดนะครับ แล้วสิ่งที่สำคัญคือ การพัฒนาการเมือง ซึ่งจะต้องทำให้สถาบันการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ได้ดำเนินการ อย่างชัดเจน

ประเด็นสุดท้าย สิ่งที่สําคัญก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทําอย่างไร เขาเสนอมาเหมือนกันว่าทําอย่างไรถึงจะมีเงื่อนของเวลาในแง่ของการทบทวนให้ชัดเจน ด้วยนะครับ อย่างเช่น ๕ ป้ หรือ ๗ ป้ เพื่อที่จะไม่ให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับแล้ว ฉบับเล่าที่ผ่านมา ดังนั้นถ้าสมมุติเราตั้งธงแบบนี้ไว้ชัดเจน เราก็จะได้มีการทบทวนกัน อย่างชัดเจน ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ