สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๗ · ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง หารือเรื่องการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนในกรอบการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มอำนาจของประชาชนในกรอบการเมืองอาจนำไปสู่การยื้ออำนาจขององค์กรอิสระ และการเมืองภาคตัวแทน และขอให้ประธานและกรรมาธิการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกรอบการเมืองทั้งสามนี้อย่างรอบคอบ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจให้ประชาชน และเรียกร้องให้พิจารณาองค์กรอิสระและตุลาการในการแก้ไขปัญหา และเสนอให้ประชาชนมีสิทธิในการเรียกคืนผู้แทนของตนเอง หากผู้แทนไม่ได้รับความไว้วางใจของประชาชน

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ที่ท่านประธานได้ขอให้สื่อมวลชนช่วยให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อันนั้นก็เปึน ของที่ถูกแล้วนะครับ ในขณะเดียวกันผมที่จะต้องพูดตอนนี้เพราะว่าผมมีประชุม ซึ่งประเดี๋ยวก็จะต้องออกจากที่ประชุมแห่งนี้ไปเพื่อที่จะประชุมอยู่ห้องข้าง ๆ ก็เปึ้นเรื่อง รีบด่วนทั้งสิ้นที่เราจะต้องประชุม เพื่อที่จะไปรับฟังความเห็นของประชาชนในภาคต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวจะเห็นว่าผมพูดเสร็จก็หายไปที่นั่งตรงนี้ก็ว่าง ที่ท่านประธานพูด ก็เปึนความจริง แต่ว่าก็เปึนความจริงอีกเหมือนกันว่าท่านที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ควรจะรีบเข้ามาผลัดเปลี่ยนอยู่ตรงนี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต อย่างนี้ ผมได้ฟังมาโดยตลอดที่คุณหมอชูชัย ประธานอนุกรรมาธิการในเรื่องของกรอบนี้ นะครับได้พูดเปึ้นท่านแรกในเมื่อเช้าวันนี้ ผมต้องเรียนว่าโดยภาพรวมผมชื่นชมและผม รับได้ ผมคิดว่าไปในทิศทางที่ถูกแล้ว แล้วก็เห็นด้วยว่าจะต้องเดินในทิศทางนี้ สิ่งที่ผมจะ ตั้งข้อสังเกต แล้วท่านประธานอนุกรรมาธิการก็นั่งจดอยู่นี้นะครับ ผมคิดว่าจะเปึน ประโยชน์อย่างยิ่ง ก็คือว่า เวลาที่ท่านร่วม ๓ กรอบเข้าด้วยกัน มันเปึนเรื่องของการที่เราจะต้องพยายาม บาลานซ์ (Balance) ภาษาไทยผมยังนึกไม่ออก สร้างดุลอำนาจใน ๓ กรอบ เพราะว่าที่ คุณหมอชูชัยและอนุกรรมาธิการในกรอบนี้มันเปึนการเมืองภาคประชาชน เปึ้นเรื่องของ การเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน แต่ขณะเดียวกันถ้าถูกยื้ออำนาจไปอยู่ในส่วนการเมือง ภาคตัวแทนคือสถาบันการเมือง และการเมืองในภาคองค์กรตรวจสอบ ท่านจะเพิ่มตรงนี้ ไปท่านพิจารณาแต่ตัวของท่านเองเฉย ๆ ไม่ได้ ท่านต้องดูว่าท่านเพิ่มแล้วท่านไปเกี่ยวพัน กับเรื่ององค์กรตรวจสอบและเกี่ยวพันกับเรื่องสถาบันการเมืองอย่างไร ต้องดูภาพรวม ทั้งหมดด้วย นั่นเปึ้นประการแรกที่ผมกราบเรียน ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังก็ได้ เวลาที่ ประชาชนมีอํานาจในการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๗ ๕๐,๐๐๐ ชื่อถอดถอนได้ แต่แล้วพอไปโยงกับอำนาจของ ปปช. กลายเปึนว่า ปปช. เปึนคนไปชี้มูล ถ้า ปปช. ๙ คนเท่านั้นบอกว่ามูลความผิดไม่พอ ตกเลย ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ฟ้าวล์ (Foul) ไปหมดเลย ผมก็เลยมองว่าแบบนี้เท่ากับเล่นลิเกหลอกประชาชน ให้ประชาชนทำเหนื่อย แทบตาย แต่ว่าไปสะดุดต่อตรงองค์กรอิสระ ท่านประธานเราเปึนสมาชิกวุฒิสภาด้วยกัน เราทราบดี ผมได้ไปตรวจสอบ ปปช. ต่อ พบว่า ปปช. ไปตั้งเกณฑ์ของตัวเองให้มันไม่ผ่าน คือเข้าไปตั้งสองในสาม จะต้องได้คะแนน ๖ จาก ๙ ถึงจะผ่าน หลายต่อหลายกรณีเราจะ ถอดถอนรัฐมนตรี ไปได้คะแนน ๕ ต่อ ๔ บอกว่ามีมูล ๕ คน ๔ คนบอกว่าไม่มีมูล เขาก็ เตะตกไปเลย ตกลงกลายเปึนว่าอํานาจของประชาชนทั้งที่ภาคตัวแทนที่สมาชิกวุฒิสภา จะเปึนคนลงมติสุดท้าย ลงดาบสุดท้ายก็ทำไม่ได้ อำนาจของประชาชนในการเข้าชื่อมา ก็ล้มเหลว เพราะตรงกลางคือองค์กรอิสระเตะทิ้ง ท่านประธานครับ เรานี่เจ็บปวดกันมา ๙ ครั้งที่มีประชาชนเข้าชื่อและ สส. เข้าชื่อที่จะให้ถอดถอนรัฐมนตรีในรัฐบาลที่แล้ว แต่แล้วเราก็ทําอะไรกันไม่ได้หมดเลย เพราะ ปปช. เจ้าเดียวแท้ ๆ เพราะฉะนั้นกราบเรียน ผ่านไปยังกรรมาธิการว่า ต้องกรุณาดูอีก ๒ กรอบผสมผสานไปด้วย นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมรู้ว่าหัวใจของคนที่ทำอยู่ในกรอบนี้นี่นะครับ ต้องการจะลด อำนาจรัฐ และเพิ่มอำนาจให้ประชาชน แต่ผมเรียนไปแล้วว่าช่วยกรุณาเหลือบไปดูกรอบ องค์กรอิสระและเหลือบไปดูองค์กรของตุลาการด้วย ผมจะไม่พูดซ้ำท่านประธาน ตุลาการ นี่บรรพบุรุษเขาทำไว้ดี แต่เราจะโยนภาระไปให้เขาทั้งหมด อำนาจไปให้เขาทั้งหมด ในที่สุดแล้วระยะยาว ถ้าสถาบันที่เรายั่งยึดได้มีอำนาจมากเกินไป หรือทำอะไรกระจาย ตัวมากเกินไป ในที่สุดแล้วถ้าเกิดมีปัญหาบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร ขณะนี้ตุลาการ เปึ้นหลักให้กับพวกเรา เพราะฉะนั้นอันนี้ก็กรุณาดูเทียบเคียงกับตุลาการด้วยนะครับ ขอความกรุณาต้องไปพันกับเรื่องนั้นด้วย สิ่งที่ผมจะพูดเจาะลงในกรอบนี้มีอยู่ ๔ – ๕ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ต้องเกี่ยวพันกับสื่อมวลชน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะพูด ต่อไปนี้ผมได้มาจากประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่หลังจากเราไปเป่ดเวทีรับฟังที่จังหวัด เชียงใหม่และสงขลา เขามีความเปึนห่วงมาก ๆ คือเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเปึนอิสระ ของสื่อมวลชน เข้ามองว่าถ้าสื่อไม่เปึนอิสระ ถูกแทรกแซง ประชาชนจะขาดซึ่งสิทธิในการ รับรู้ และการมีส่วนร่วมในเรื่องอื่น ๆ ก็ผิดเพี้ยนไปหมด ไม่สามารถจะกระทำได้ เพราะฉะนั้นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนจะได้รับก็คือสิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับข่าวสาร ข้อมูลที่ครบถ้วนทุกด้าน ไม่ถูกบิดเบือน คำถามคือผมไปฟังประชาชน เขาพอใจมากเลย กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ ที่คุ้มครองผู้ทําสื่อ และก็ให้มีการจัดสรรคลื่น จัดสรรความเปึ้นเจ้าของสื่อเสียใหม่ เขาพอใจมาก ๆ แต่เขามี คำถามอยู่อันเดียวก็คือว่า จะทําอย่างไรให้รัฐธรรมนูญไม่เปึนเสือกระดาษ ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญกลายเปึ้นสิ่งที่ บัญญัติไว้สวยหรู แต่ถูกละเมิดเต็มไปหมด มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ แล้วก็ ไม่เห็นใครสามารถบังคับให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญได้ ผมฝากกรรมาธิการนะครับ ตรงนี้ จะต้องสร้างใหม่ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ คงอยู่ แต่ต้องมีอะไรที่รองรับว่า ถ้าทำผิด มาตรา ๓๙ หรือมาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ จะมีอะไรเกิดขึ้น ทุกที่ที่ใส่มา เหมือนยันต์กันผี แล้วทําอะไรไม่ได้เลย ผมอยู่ในสภาแห่งนี้รู้ดีว่ามาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ ทําอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านจะทําอะไรท่านต้องเขียนตรงนี้ ประชาชน เขาฝากมา แต่ว่ายังไม่ค่อยลงตัวนัก วันหลังผมจะนํามาอภิปรายตรงนี้อีกทีหนึ่งว่า เขาฝากมา อย่างเช่นให้มีบทลงโทษ ผมก็ไม่รู้ว่าจะใส่ที่ตรงไหนบทลงโทษในรัฐธรรมนูญ ก็ยังรู้สึกต้องมาปรึกษานักกฎหมายว่ามันจะเขียนอย่างไรบทลงโทษในรัฐธรรมนูญ หรือจะต้องให้องค์กรไหนตรวจสอบ ถ้าฝ์ายรัฐทําผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ ในเรื่องของการแทรกแซงสื่อ จะต้องมีระบบการถอดถอนทันที ถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ไปแทรกแซง จะทําอย่างไร ใครจะเปึนคนถอดถอน ใครจะ เปึ้นคนตรวจสอบ นั่นเปึนหน้าที่ของกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องไปนั่งคิด และจะต้องไป สัมพันธ์กับกรอบอื่น ๆ อย่างที่ผมกราบเรียนว่าอำนาจคงพันกันไปพันกันมาพอสมควร ท่านประธานครับ ชาวบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ฝากมาโดยเฉพาะก็คือถามว่าเปึนไปได้ไหม ว่า มาตรา ๔๐ ที่กำหนดให้มีองค์กรอิสระขึ้นมาจัดสรรคลื่นความถี่เสียใหม่ น่าจะระบุให้ ชัดมากขึ้นไหม ทุกที่ไปกำหนดในกฎหมายลูก ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ว่า คลื่นความถี่ดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งในห้า หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ (Percent) จะต้องให้กับชุมชน เขาถามว่าเขียนเสียในรัฐธรรมนูญตรงนี้สักนิดเดียวพอจะได้ไหมว่า คลื่นความถี่เปึนของสาธารณะ เพราะฉะนั้น้อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้คลื่นความถี่ แต่กตัวได้มากมายมหาศาล อย่างน้อยกึ่งหนึ่งต้องจัดสรรให้กับชุมชนและสาธารณะ พอจะทำได้ไหม เขาฝากผมมานะครับ ผมรับเข้ามาแล้ว คุณสวิ่งนั่งฟังอยู่ด้วยกัน คุณสวิ่ง ยืนยันได้ว่านั่งฟังอยู่ด้วยกัน แล้วก็ สสร. จำนวนมากที่นั่งฟังอยู่ด้วยกันเขายืนยันอันนี้ เมื่อผมรับเข้ามาผมก็มากราบเรียนกรรมาธิการยกร่างฯ

ท่านประธานครับ ประเด็นถัดไป ผมอยากจะพูดถึงประเด็นเรื่องเกี่ยวพัน กับนิติบัญญัติ ที่เกี่ยวพันกับนิติบัญญัติก็คืออํานาจของประชาชนในการออกกฎหมาย ที่ผ่านมาเราใช้ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เมื่อกี้คุณสวิ่งพูดไปแล้วว่า ๕๐,๐๐๐ ชื่อนั้นยากลำบาก อย่างไร ประชาชนเขาเสนอว่าสัก ๒๐,๐๐๐ ชื่อเปึนอย่างไร และขณะเดียวกันเขาไม่มี ตัวแทนเข้าไปอยู่ในสภา ท่านประธานทราบดีว่าเวลาเราทำกฎหมาย เวลากฎหมายเปึ้น ของรัฐบาลหรือเปึนของพรรคการเมือง เขาจะมีตัวแทนในสภาที่จะดีเฟนด์ (Defend) กฎหมาย ที่จะชี้แจง ที่จะอธิบายว่าอันนี้ตัดไม่ได้เพราะมันจะไปพันกับมาตราโน้น เจตนารมณ์รวมกันแล้วมันจะเปึนอย่างนี้ ถ้าคุณตัดไปหรือไปเปลี่ยนแปลงมันจะบิดเบี้ยว เจตนารมณ์ของกฎหมายไปหมดเลย ท่านประธาน เราก็คุ้นกันดีเรื่องนี้ แต่ที่ผ่านมา นะครับ ชาวบ้านไม่มีโอกาสมาชี้แจงเลยในสภาแห่งนี้ แล้วท่านประธาน กระผม จำได้ไหม พวกเรารีบเสนอขึ้นมาเปึนกรรมาธิการ เพราะว่าถ้าเราไม่เสนอเปึนกรรมาธิการเขายิ่ง ไม่มีโอกาสอะไรเลยที่จะเข้ามาอยู่ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะเขียนกฎเกณฑ์ตรงนี้เสีย ได้ไหมว่า ถ้าให้เขาเสนอกฎหมายแล้ว เขาต้องมีตัวแทนจำนวนหนึ่งมานั่งอยู่ในสภา แห่งนี้เพื่อชี้แจงกฎหมายของเขา ท่านประธานครับ อันนี้เปึ้นเรื่องสำคัญ ตอนที่ ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ คลอดใหม่ ๆ ประธาน ๒ ท่านที่นั่งอยู่บนนี้เปึ้น สสร. เก่า ผมจำได้ ผมเองชื่นชมมากที่ให้ประชาชนมีสิทธิเสนอพระราชบัญญัติ วันนั้นประธาน รัฐสภาของแคนาดามาเยี่ยมเยือนประเทศไทย แล้วก็มีการจัดเลี้ยงกันที่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยา ผมเองไปนั่งอยู่ข้าง ๆ ประธานรัฐสภาของแคนาดา คําแรกที่เขาพูดกับผม เขาบอกว่า เขาตกใจมากเลยที่ประเทศไทยก้าวหน้าขนาดให้ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อเสนอ พระราชบัญญัติได้ แต่เขาถามผม คำถามถัดมาทันที บอกสิ่งที่เขาเปึนห่วงก็คือใครจะไปดีเฟ็นด์กฎหมายของ เขาในสภา ผมนี่วันนั้นทันทีเลยครับ ขนลุกทันทีเลยว่าเปึนความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ ที่ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้เลย และผมก็พยายามที่จะทําอย่าง ไม่มีกฎหมาย ไม่มีกฎเกณฑ์ แต่เขาไม่ได้ห้าม ก็เลยเอาชาวบ้านเข้ามานั่งเปึนกรรมาธิการ แต่ก็ได้เพียงแค่บางส่วน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ต้องฝากไปด้วยนะครับ ยิ่งกว่านั้น คุณสวิ่งพูดเมื่อสักครู่นี้ถูกแล้ว ประชาชนเขาฝากมาด้วยว่าพอพระราชบัญญัติที่ประชาชน เข้าชื่อกันยากลำบากกว่าจะร่างเสร็จเปึ้นพระราชบัญญัติ แล้วก็รายชื่อก็ หลายหมื่นชื่อ พอเสนอเข้ามารัฐบาลมักจะชิงเสนอร่างของรัฐบาลเข้ามาประกบเพื่อที่จะ เอาหน้าเอาตา แล้วในที่สุดสภาก็บอกว่าใช้ร่างทั้งหลายควบคู่กัน โดยใช้ร่างของรัฐบาล เปึ้นหลัก ตกลงจบเลยครับ ในที่สุดก็ใช้ร่างของรัฐบาลเปึนหลัก รัฐบาลก็ชี้แจงแล้ว ชี้แจงอีกสนุกสนานกันไป ประชาชนหมดโอกาสที่จะเข้ามาชี้แจง ประชาชนก็เปึน ไม้ประดับของระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภา และระบอบนิติบัญญัติ ท่านประธานครับ อันนี้จะต้องแก้ไข ผมฝากกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าท่านจะทําอย่างไร ที่จะป่ดประเด็นเรื่องการที่รัฐบาลจะเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้ามาประกบ แล้วร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาลที่เสนอเข้ามาก็เหมือนกันเกือบทุกตัวอักษร เปลี่ยนแปลงเพียงนิด ๆ หน่อย ๆ ให้ดูเปึ้นร่างของรัฐบาล แล้วเขามี สส. ในสภา เขาก็บอก ว่าในที่สุดมีมติให้เอาร่างของรัฐบาลเปึนหลัก ของประชาชนจบกัน ณ เวลานั้น ได้แต่มีชื่อ ว่าเสนอร่างพระราชบัญญัติ

ท่านประธานครับ ในหัวข้อถัดไปในเรื่องนิติบัญญัตินี้ก็คือเรื่องการ ถอดถอน ผมได้พูดให้เห็นปัญหาอยู่ส่วนหนึ่งก็คือว่าประชาชนเข้าชื่อมา วุฒิสภา ป้ ๒๕๔๐ รับเรื่อง ส่งให้ ปปช. ปปช. บอกมูลความผิดไม่พอ ตกเลย จบ ประชาชน คราวนี้เขาเสนอใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เขาเสนอใหม่ว่า ขอให้ประชาชนมีสิทธิในการ เรียกคืนตัวแทนของเขาบ้างได้ไหม เขาขอสิทธิในการเรียกคืนผู้แทน หรือตัวแทนของเขา เขาบอกว่าเขาเลือกกันขึ้นมาก็เปึนผู้แทนของเขา แต่ถ้าไปทำไม่ดีเขาขออนุญาตเข้าชื่อกัน ให้บุคคลคนนั้นพิสูจน์ตัวเอง คือลงมาจากตำแหน่ง สส. หรือ สว. แล้วเลือกใหม่ ในเขตนั้น ถ้าได้ใหม่ก็แสดงว่าประชาชนส่วนใหญ่ยั่งยอมให้ แต่ถ้าไม่ได้ก็เอาคนใหม่ที่ได้ ไปทำหน้าที่แทนเลย ผมก็ถามนะครับ ผมถามแทนท่านกรรมาธิการว่าถ้าอย่างนั้นจะให้ คนทำอย่างไร เกณฑ์ในการที่จะเรียกคืนมันเริ่มอย่างไร ฝ์ายหนึ่งผมกราบเรียนว่า ยังไม่ตกตะกอนดี วันนี้ถ่ายทอดไปประชาชนมีความเห็นอย่างไร เห็นด้วยต้องช่วยกันคิด ส่วนหนึ่งเขาบอกว่า ถ้า สส. คนนั้นชื่อ นาย ก ได้ไป ๔๐,๐๐๐ คะแนน ถ้าหากว่ามี ประชาชนถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนที่ได้รับเห็นว่าควรจะมาพิสูจน์ตัวเอง คือ ๒๐,๐๐๐ ขึ้นไป ให้ต้องหลุดออกมาจากตำแหน่งชั่วคราว แล้วพิสูจน์ตัวเองทันทีโดยการเลือกตั้งแข่งกับ คนอื่น ถ้ายังกลับเข้าไปได้ก็กลับเข้าไป อีกกลุ่มหนึ่งมีความเห็นว่าถ้าผู้มีสิทธิที่สามารถ เลือกในเขตนั้น สมมุติว่าผู้มีสิทธิ ๑๕๐,๐๐๐ คน เลือก สส. ได้ ๑ คน ให้ใช้สิทธิเกณฑ์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๕๐,๐๐๐ คน คือของจำนวนประชากรที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง ๑๕๐,๐๐๐ คน เอา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเอา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๕,๐๐๐ หรือ ๓๐,๐๐๐ รายชื่อก็ทําได้เหมือนกัน อันนั้นก็เปึ้นอันที่ ๒ แต่อันที่ ๓ ถ้าผม ไม่พูดก็จะหาว่าผมไม่พูดให้ครบ แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับเขาอันที่ ๓ ผมก็บอกเขา หลังจากที่เขาเสนอหมดแล้ว แต่ผมบอกเขาว่าเพื่อความเปึนธรรมผมจะเสนอทั้งหมดกับ กรรมาธิการยกร่างฯ อันที่ ๓ เขาบอกว่าใครก็ได้ขึ้นฟัองร้องต่อศาล แล้วให้ศาลสั่งปลด สส. ได้เลย ผมก็ปล่อย ให้เขาพูด หลังจากหมด เขาพูดแล้วเปลี่ยนวาระผมก็บอกว่า คุณไม่กลัวหรือว่าเรากำลัง ให้อำนาจตุลาการในการถอดถอนตัวแทนของประชาชนที่เปึนฝ์ายนิติบัญญัติ ตกลง อำนาจตุลาการจะครอบงำฝ์ายนิติบัญญัติได้ แล้วตุลาการองค์คณะมี ๓ คน สามารถ จะถอดถอน สส. ได้เลย อันนี้ก็เขาเสนอ อันนี้ผมก็ต้องกราบเรียน แล้วก็มีคนเห็นด้วย จำนวนหนึ่งด้วย เพราะว่าขณะนี้กระแสตุลาการภิวัตน์กำลังแรง ทุกคนหวังพึ่งตุลาการ ให้ตุลาการทำโน่นทำนี่ แต่ผมเปึนห่วง ผมเตือนไว้แล้ว ประการถัดไปครับ ท่านประธานครับ