รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๓๐ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕
ณ ตึกรัฐสภา
เดี๋ยว เปิดให้ท่านสมาชิกหารือก่อนนะครับ เชิญท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๖ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส พวกกระผมได้หารือ เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนชาวอำเภอไชยวาน โดยเฉพาะพี่น้องบ้านคำเลาะ บ้านคำบอน ถนนตรงนี้จะผ่านไปยังอำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เป็นลูกรังมานานแล้ว ผมได้หารือกับท่านประธานมาหลายครั้งแล้วครับ ยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะไปรับผิดชอบ คือบ้านคำเลาะ บ้านคำบอน แล้วก็บ้านท่าศาลา อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เพราะเป็นเขตติดต่อระหว่างอำเภอไชยวานกับอำเภอส่องดาว ถนนที่ ๒ จากบ้านคำเลาะแยกออกไปบ้านม่วงหวาน อันนี้เป็นตำบลคำเลาะ อำเภอไชยวาน แล้วก็ผ่านไปยังบ้านสุมณฑา บ้านคำจวง บ้านคำน้อย แล้วก็ผ่านไปยังบ้านผาสุกออกไปยัง เทศบาลตำบลผาสุก อำเภอวังสามหมอ ถนนตรงนี้ยังเป็นดิน ไม่ใช่ลูกรัง ขณะนี้รถอ้อย รถมันที่วิ่งผ่านหมู่บ้านดังกล่าวฝุ่นเข้าไปยังบ้านเรือนของชาวบ้านมาร้องเรียนกับกระผม กระผมก็ไม่มีทางออก ก็ต้องมาเล่าให้ท่านประธานฟังเพื่อจะให้ท่านประธานได้ทำหนังสือ ไปยังกระทรวงคมนาคมได้ไปดูแลพี่น้องประชาชนแล้วก็ทำถนนลาดยางให้ด้วยนะครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอหารือต่อท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องภัยแล้งโดยเฉพาะ ในจังหวัดสุโขทัย ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำยม คู หนอง คลอง บึง ไม่มีน้ำเลยนะครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะให้ท่านเห็นภาพนี้นะครับ แม่น้ำยมไม่มีน้ำจริง ๆ ครับ นี่คือแม่น้ำยม แล้วก็ปัญหามันก็ทำให้ท่านประธานครับดูภาพสิครับ นี่แม่น้ำยมครับ ไม่น่าเชื่อครับว่าเป็นอย่างนี้ครับ สภาพของแม่น้ำยมทำให้ปัญหาเกิดกับพี่น้องเกษตรกรครับ ตอนนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวในเรื่องของการทำนา ไม่มีน้ำที่จะไปเลี้ยง ในระยะสุดท้ายนี้ครับ น้ำหมดครับ ก็ฝากถึงทางกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยปล่อยน้ำจากจังหวัดกำแพงเพชร ท่อทองแดงเพื่อที่มาลงแม่น้ำยม แล้วก็มาลงตามคู คลองต่าง ๆ โดยเฉพาะที่อำเภอคีรีมาศ อำเภอเมือง แล้วก็อำเภอกงไกรลาส ๓ อำเภอนี้ ก็ฝากกับท่านประธานด้วย
เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องของโครงการจำนำข้าว จำนำข้าวเกือบจะหมดไปแล้วครับ แต่ว่าเกษตรกรที่เอาข้าวไปจำนำไม่ได้รับใบประทวนเดือนกว่าเกือบ ๒ เดือนแล้วครับ ฉะนั้น เกษตรกรที่เขาปลูกข้าวเอาข้าวไปจำนำก็ถูก ธ.ก.ส. ทวงเงินกู้ แล้วเงินก็ไม่มีจ่ายค่ารถดูด แล้วก็จะไปทำอย่างอื่น ๆ ก็ไม่ได้ ก็ฝากนะครับว่าในจังหวัดสุโขทัย เรื่องของโครงการจำนำข้าวนั้น มีปัญหามาก ในเรื่องของใบประทวนและเรื่องของการทุจริตของโรงสีมีมากครับ ไปสร้าง เครือข่ายซื้อในสหกรณ์ต่างอำเภอต่างแห่งนั้น แล้วผลสุดท้ายไม่ออกใบประทวนให้ครับ เกษตรกรเขาฝากมาครับ ท่านประธานครับ ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์ให้เข้าไปดูแลด้วยครับ
ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ต้องกราบขอบพระคุณที่ท่านประธานให้โอกาสในการหารือในวันนี้ค่ะ
เรื่องแรก ที่อยากจะหารือกับท่านประธานก็คือดิฉันเองได้รับการร้องเรียนจาก คณะครู อาจารย์ แล้วก็สมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนบ้านหนองอ้อ ตำบลชีบน อำเภอบ้านเขว้า ว่าปัจจุบันนี้โรงเรียนเป็นโรงเรียนขยายโอกาส สอนตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ม. ๓ มีเด็กนักเรียน จำนวน ๒๖๐ คน มีอาคารเรียน ๒ หลัง แต่ว่าอาคารเรียน ๑ หลัง ไม่สามารถใช้การได้ ผนังที่เป็นเพดานชั้น ๒ ใครก็ไปยืนไม่ได้ค่ะ มันทรุดโทรมแล้วก็จะร่วงลงมาข้างล่าง จึงได้ ทำการปิดอาคารไป ๑ หลัง ปัจจุบันเหลือเพียง ๑ หลังที่ใช้สำหรับการเรียนการสอน แต่ไม่เพียงพอค่ะ เนื่องจากเด็กนักเรียนมีถึง ๒๖๐ คน อยากฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ช่วยดูแลแก้ไขในการจัดหางบประมาณ มาก่อสร้างอาคารเรียนให้กับโรงเรียนบ้านหนองอ้อ ตำบลชีบน อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานก็คือเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ดิฉันเองได้มีโอกาสออกไปเยี่ยมเยียนแล้วก็รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุที่ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เขาก็ร้องเรียนดิฉันมาว่าเขายินดีแล้วก็ดีใจอย่างยิ่งที่ทางกรมชลประทาน ได้มีการออกไปก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าท่าวังโป่งให้กับพวกเขา แต่ปัญหา ที่พวกเขาได้รับก็คือก่อสร้างเรียบร้อยแล้วเสร็จไปเป็นปีแล้วค่ะ แต่ว่ายังไม่สามารถที่จะ สูบน้ำได้เนื่องจากมีหน่วยงานเข้าไปดูแล้ว แล้วก็ชี้แจงว่ารอให้มีการเปลี่ยนแปลง หม้อแปลงไฟฟ้าเพราะว่ามีการคำนวณผิดพลาด ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยัง กรมชลประทาน ให้เร่งรัดในการดำเนินการแก้ไขหม้อแปลงไฟฟ้าให้ขนาดเหมาะสม ในการที่จะทำให้สถานีสูบน้ำสามารถสูบน้ำให้กับพี่น้องใช้ในการเกษตร แล้วก็การอุปโภค บริโภคด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ท่านวัชระ เพชรทอง นาน ๆ จะได้เห็นนั่งข้าง ๆ กันสักทีหนึ่ง
ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความคิดถึง ท่านประธาน ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมีทุกวัน
ท่านประธานครับ เรื่องแรก เรื่องรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ซึ่งผมในฐานะ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านขอเรียกร้องให้รัฐบาลต่ออายุโครงการนี้ออกไป เพราะโครงการนี้จะหมดอายุ ในวันที่ ๓๐ เมษายนนี้ ท่านประธานครับ อีกไม่กี่วันก็จะหมดแล้ว พี่น้องประชาชน ที่นั่งรถเมล์ฟรี รถไฟฟรีก็จะเดือดร้อน ขอความกรุณารัฐบาลยิ่งลักษณ์กรุณาต่ออายุโครงการนี้ ไปอีก ๓ เดือนจนถึง ๑ ปี
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ของแพง แพงมากครับ แพงทั้งแผ่นดิน ข้าวถุง ก็ขึ้นราคา ขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ให้สินค้าทุกชนิดลดราคาลงมา
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ค่าไฟฟ้าก็แพงครับท่านประธาน อยากให้รัฐบาลนี้ ได้เปิดโอกาสให้คนจนใช้ไฟฟ้าฟรีเทียบเท่ากับรัฐบาลท่านอาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ ๙๐ หน่วย อย่าลดลงเหลือ ๕๐ หน่วย แล้วควรจะลดค่าไฟฟ้าลงมาเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ของพี่น้องประชาชน
เรื่องที่ ๔ ค่ารถก็แพงครับ กรมการขนส่งทางบกต้องระงับการขึ้นราคา รถยนต์ทุกชนิดไว้ก่อน ค่าโดยสารรถทุกชนิดต้องระงับไว้ก่อนครับ
เรื่องที่ ๕ เรื่องรถหายครับท่านประธาน รถโตโยต้า วีโก้สีดำ ของนางวาสนา สังขะ ทะเบียน กค ๕๓๑๕ อุทัยธานี โตโยต้า วีโก้ ๔ ประตู เป็นรถที่พวกโจรต้องการมาก แล้วปรากฏว่าหายที่ห้างโลตัส บางใหญ่ ห้างโลตัส บางใหญ่รถหายมากที่สุด ไปแจ้งความ ที่สถานีตำรวจ ท่านประธานที่เคารพ ตำรวจบอกว่าอะไรครับ ตำรวจบอกว่าขอให้ไปบนบาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ อย่างนี้จะจับคนร้ายได้อย่างไร
ท่านประธานครับ เรื่องที่ ๖ นายสมชาติ วงศ์วัฒนศานต์ ผอ. กองสลาก ถูกปลด เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ต้องตอบคำถาม กับพี่น้องประชาชน
ท่านประธานครับ สุดท้ายคุณอ้วน อรชร หรือคุณทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน บก.ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาไทยโพสต์รายวัน ถึงแก่กรรม วันนี้มีการฌาปนกิจศพ เวลา ๕ โมงเย็น ที่วัดธาตุทอง ท่านประธานครับ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีอุดมการณ์
สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธานก็คือ กรณีที่ ร้อยตรี สุเมธ ฤทธาคนี อดีต ส.ส. จังหวัดปทุมธานี ซึ่งท่านแพ้การเลือกตั้ง และถูกหลายคนรุมถล่ม ผมในฐานะ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านซึ่งชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดปทุมธานีขอเป็นกำลังใจให้ ร้อยตรี สุเมธ ฤทธาคนี และอยากให้คนที่ดูถูก ร้อยตรี สุเมธไปลงสมัคร ส.ส. ที่จังหวัดเชียงใหม่ คือ นายพานทองแท้ ชินวัตร ขอขอบคุณครับ
ท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอนำเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือ ท่านประธานเพื่อผ่านไปยังรัฐบาล
เรื่องแรก เนื่องจากว่าขณะนี้ถนนหลายสายซึ่งหน่วยงาน รพช. เดิมนั้น ได้ถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะนี้ชำรุดมาก ผมได้รับคำร้องเรียนจาก นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปราสาทเยอ ช่วงบริเวณบ้านคูสีแจวถึงบ้านตาเจา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระเยาว์ ตำบลเสื่องข้าว ตำบลตูม อำเภอศรีรัตนะ ตำบลหนองฮาง ตำบลเสียว อำเภอเบญจลักษ์ ว่าขณะนี้ถนนดังกล่าวได้ชำรุดทรุดโทรมมาก เกินกำลัง เกินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะดำเนินการแก้ไข จึงขอให้ กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการโดยเร่งด่วน
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เนื่องจากแหล่งน้ำขณะนี้กำลังเหือดแห้ง ขอให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการแก้ไข โดยที่ผมได้รับคำร้องเรียนจากนายกเทศมนตรี ตำบลสวนกล้วย ขอให้ปรับปรุงฟื้นฟูหนองทดใหญ่ บ้านทุ่งขนอนเหนือ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลสวนกล้วยโดยเร่งด่วน
เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม สืบเนื่องจากว่า ขณะนี้ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๔ ช่วงบริเวณบ้านกุดสมิง ช่วงประมาณ ๒-๓ กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนสายหลัก ขณะนี้กำลังชำรุดทรุดโทรมมาก และทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๑๗๘ เชื่อมต่อถนนหลวง หมายเลข ๒๐๘๕ บริเวณสามแยกบ้านหนองงูเหลือม ขณะนี้ได้ชำรุดทรุดโทรม ขอให้กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงโดยเร่งด่วน ขอบคุณมากครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรก คือเรื่องท่าเรือปากเมง เป็นหาดปากเมง อยู่ที่อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เป็นท่าเรือท่องเที่ยวครับ เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมานี้ผมได้ไปดูสภาพของท่าเรือ ปรากฏว่า มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ท่าเรือดูแคบไปถนัดเลยครับ ปกติก็เป็นท่าเรือที่เล็กอยู่แล้ว เรือท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเทียบได้แค่ครั้งละ ๑ ลำเท่านั้น จึงไม่สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งบางครั้งก็จะมีจำนวนมาก ในตอนนี้เป็นช่วงของไฮซีซั่น (High season) ผมจึงอยากจะ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า ให้ช่วยขยายท่าเรือปากเมง ความจริงแล้วก็คงไม่ต้องลงทุนอะไรมากครับ เพียงแต่ขยายให้มันยาวออกไปเท่านั้น แต่ทีนี้ เนื่องจากว่าในส่วนนี้มันอยู่ในอุทยานเป็นความดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะฉะนั้นต้องขอให้ทั้ง ๒ กระทรวงนี้ร่วมมือกันในการที่จะพัฒนา ท่าเรือปากเมงให้มีประสิทธิภาพต่อไป
เรื่องที่ ๒ ผมเคยหารือท่านประธานเรื่องของยาแก้ไอ ยาแก้หวัด ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็เป็นข่าวเกรียวกราว คือยาพวกแอคติเฟด (Actifed) ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ปรากฏว่าหลังจากที่หารือไปได้มีการกวดขันยาพวกนี้ แต่ว่าเมื่อไปกวดขันด้านนี้ มันก็ไปโผล่ ด้านอื่นครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนว่าทาง ๓ จังหวัดภาคใต้ ทางภาคใต้ ตอนนี้วัยรุ่นหันมาเสพยาตัวใหม่ครับ เป็นยาแก้คันครับ ท่านประธานครับ เอามาใช้ในกรณีเหมือนกับ ๔ คูณ ๑๐๐ เรียกว่า ยาไฮดรอกซีซิน (Hydroxyzine) ที่ผม กราบเรียนวันนี้ก็เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขได้มีวิธีการใหม่ครับ คือเมื่อยาไหนที่มัน อันตรายอย่างนี้อย่าใช้วิธีที่จะไปห้ามใช้นะครับ เพราะอีกหน่อยเราจะไม่มียาดี ๆ เหลือครับ ขอให้ใช้วิธีควบคุมเป็นราย ๆ ไป ใช้วิธีที่ถูกต้องครับ อย่าไปขังยา อย่าไปตัดสินจำคุกยาครับ ต้องดูที่คนสั่ง ดูที่คนใช้ยาครับว่ามีความผิดอย่างไรครับ ๒ เรื่องแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ท่านธนิก มาสีพิทักษ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนิก มาสีพิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอหารือ ท่านประธาน ๒ เรื่อง
เรื่องแรก เป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเกี่ยวข้องกับ ถนนสายบ้านโนนม่วง-หนองปอ ซึ่งมีสภาพถนนเสื่อมโทรม ความจริงถนนสายนี้ เป็นความรับผิดชอบของ รพช. ในอดีต ปัจจุบันเป็นความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งเกิดจากการสร้างถนนที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้มีการซ่อมทุกปีและมีรถบรรทุกวิ่งผ่าน ไม่ว่าจะเป็นบรรทุกการเกษตรหรือบรรทุกดิน จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเพื่อให้ปรับปรุงพัฒนาถนนเส้นนี้ให้เป็นถนนที่มาตรฐาน ไม่ให้พี่น้องประชาชน เดือดร้อนในการสัญจรไปมา
อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องความจำเป็นของพี่น้องประชาชน สาเหตุเนื่องจาก จังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภาคอีสานและในอนาคตจะเป็นศูนย์กลาง การคมนาคมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สังเกตได้จากถนนที่ตัดผ่านถนนสายหลัก ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศเวียดนามไปประเทศพม่า จากประเทศจีนไปสู่ประเทศมาเลเซีย ไปตัดผ่านที่จังหวัดขอนแก่น แต่สนามบินปัจจุบันนี้เป็นสนามบินภายในประเทศซึ่งในอนาคตนั้น เมืองขอนแก่นจะมีการขยายเมืองเป็นเมืองใหญ่ จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยัง กระทรวงคมนาคม แล้วก็รัฐบาลเพื่อที่จะให้ขยายสนามบินขอนแก่นเป็นสนามบินนานาชาติ เพื่อที่จะรองรับผู้โดยสารซึ่งมีจำนวนมาก แล้วก็เศรษฐกิจที่ขยายตัวในอนาคต เพื่อที่จะ รองรับความเจริญก้าวหน้า ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านวิทยา แก้วภราดัย
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตหารือท่านประธาน
เรื่องแรก กรณีการรับจำนำข้าวเกิดปัญหาในบริเวณภาคใต้ส่วนที่มีการปลูกข้าว กันเยอะ ก็คือบริเวณลุ่มน้ำปากพนัง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา แล้วก็บริเวณจังหวัดพัทลุง ปรากฏว่าทางราชการไม่ยอมรับจำนำข้าวพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกร ซึ่งแนวทางของรัฐบาล ประกาศชัดเจนว่าเราจะรับจำนำข้าวทุกประเภท เพราะราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ เหลือเกวียนละ ๘,๒๐๐ บาทครับ ผมเข้าใจว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบไปดำเนินการ แล้วก็ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นที่ไม่รับจำนำนั้นเกิดเหตุผลอะไร
ประการที่ ๒ บริเวณแถบนั้นมีการเพาะปลูกพืชไร่แล้วก็ผลผลิตกันเยอะ ที่มีผลและราคาตกต่ำหนักที่สุดขณะนี้ก็คือราคาพริกครับ จากกิโลกรัมละประมาณ ๒๘ บาท เหลือกิโลกรัมละ ๘ บาท เกษตรกรต้องจ้างคนเก็บพริกกิโลกรัมละ ๖ บาท เพราะฉะนั้น เกษตรกรจะเหลือ ๒ บาทครับ เท่ากับคนที่ปลูกพริกบริเวณแถบนั้นทั้งหมดก็จะอยู่ในภาวะ ที่ขาดทุน แล้วก็ล้มละลาย เข้าใจว่าจะมีปัญหาอุปสรรคในการส่งออกยังประเทศมาเลเซีย เพราะฉะนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ทราบข่าวว่าท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปประชุมหลายรอบ แต่ระดับจังหวัดคงดำเนินการยากครับ ถ้ากระทรวงพาณิชย์ไม่นำเงินไปแทรกแซงหรือดูแลก็จะเกิดปัญหา
สุดท้ายครับ ก่อนปิดสมัยประชุมผมคิดว่ามีเรื่องหนึ่งที่ท่านประธานสภา น่าจะร่วมกันทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกในสภาก็คือความคืบหน้า แล้วก็ปัญหาอุปสรรค ในการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ เพราะว่าพวกเราที่เป็นสมาชิกรัฐสภาที่คิดว่าสมัยต่อ ๆ ไป ยังจะได้อีกนะครับ ก็คาดหวังว่าจะมีโอกาสประชุมในรัฐสภาแห่งใหม่ แต่เท่าที่ติดตาม ข่าวคราวผ่านมารู้สึกปัญหาและอุปสรรคมาก ถ้าท่านประธานจะตัดสินใจแต่เพียงลำพัง ก็ได้ครับ แต่ผมคิดว่าการหารือกับเพื่อนสมาชิกทั้งหมดจะเป็นแนวทางที่จะทำให้ กระบวนการทั้งหมดสู่ความโปร่งใสครับ
ท่านสหรัฐ กุลศรี
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๕ นั้นประกอบด้วยอำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอด่านช้างและอำเภอหนองหญ้าไซ เฉพาะ ๔ ตำบล ๔ ตำบลนั้นประกอบด้วยตำบลแจงงาม ตำบลหนองขาม ตำบลทัพหลวง และตำบลหนองราชวัตร ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่จะนำมาปรึกษาท่านประธาน มีอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการรับจำนำข้าว ผมได้รับ การร้องเรียนจากประชาชนตำบลทุ่งคลี ตำบลยางนอน ตำบลนางบวช และตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เขาร้องเรียนมาว่าประชาชนเขามีที่นาเป็นที่ลุ่ม เขามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำนาก่อนการรับจำนำ การรับจำนำของรัฐบาลนั้น เริ่มจากการเริ่มทำนา ปกติรัฐบาลให้รับจำนำวันที่ ๑ พฤษภาคม แต่เนื่องจากเขาเป็นที่ลุ่ม เขาต้องทำนาในช่วงเดือนเมษายน เพราะฉะนั้นจึงฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทำวิธีการใดก็แล้วแต่ ให้ดำเนินการช่วยชาวนาที่ทำนาก่อนที่จะรับจำนำ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องเพลี้ยและยุงชุกชุม ผมได้รับ การร้องเรียนจากประชาชนจาก ๔ ตำบล ประกอบด้วยตำบลหัวนา ตำบลบ่อกรุ ตำบลหนองกระทุ่ม และตำบลป่าสะแก เนื่องจากในขณะนี้มีเพลี้ยจำนวนมากและยุงชุกชุม โดยเฉพาะเพลี้ยลงกัดกินต้นข้าวและทำให้ต้นข้าวแคระแกรนและตายลงในที่สุด และต่อมา ในส่วนยุง ยุงนั้นกลางคืนมีจำนวนมากและทำให้เด็กเล็กหรือเด็กที่อยู่ในวัยเรียนไม่สามารถ อ่านหนังสือเล่าเรียนได้ จึงฝากไปยังกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยดำเนินการด้วย ขอบพระคุณอย่างสูงครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อย่างนั้นก็มาท่านละออง ติยะไพรัช ท่านละออง ติยะไพรัช อยู่ไหม เชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ดิฉันได้รับ ร้องเรียนจากพี่น้องเกษตรกรปลูกสับปะรดที่จังหวัดเชียงราย และพี่น้องเกษตรกรก็มี ความกังวลใจมากที่เห็นข่าวที่พี่น้องทางภาคใต้ในเรื่องของราคาสับปะรด ก็มาร้องเรียนกับดิฉันว่า สับปะรดของจังหวัดเชียงรายจะออกประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนค่ะ กลัวว่า ราคาสับปะรดจะตกต่ำ ซึ่งต้นทุนในการปลูกสับปะรดประมาณ ๒-๓ บาท แต่วันนี้ถ้ารัฐบาลโดยผ่านกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ไม่มีการวางแผนในเรื่องราคาสับปะรด แล้วก็ปริมาณสับปะรดที่ออกตลาด จะเป็นจำนวนมาก ซึ่งในจังหวัดเชียงรายโดยเฉพาะ ๓ อำเภอที่ได้รวบรวมคืออำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน มีประมาณ ๔๕,๐๐๐ ตัน วันนี้ถ้าเราไม่มีการวางแผนดี ๆ ในเรื่องของราคาและการขนส่ง ซึ่งที่ผ่านมาพี่น้องเกษตรกรจะมีปัญหาเรื่องการขนส่งด้วย เพราะช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนก็จะมีเรื่องของข้าวนาปรังที่จะออก ก็จะ ไม่มีเรื่องของรถที่จะขนส่งเข้ามาขายตามโรงงานที่ทางภาคกลาง ก็เป็นปัญหาของ พี่น้องเกษตรกรด้วย พี่น้องเกษตรกรก็มีข้อร้องเรียนที่ให้ดิฉันก็คือในเรื่องของราคา
อันที่ ๒ ก็เรื่องสถานที่รับซื้อสับปะรด เพราะช่วงนั้นเกือบทุกปีก็จะมีปัญหา เรื่องรถที่จะไม่มีรถขนส่งสับปะรดเข้ามาก็จะทำให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีก็ทำให้กลายเป็น คุณภาพเสีย ราคาก็ตก อันนี้ก็ขอฝากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยว่าขอช่วยบริหาร จัดการในเรื่องนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรด้วย
และอีกเรื่องหนึ่งค่ะเดือนหน้าก็จะถึงเรื่องของลิ้นจี่ วันนี้ก็ต้องมีมาตรการ ที่จะต้องช่วยกันแก้ไขในเรื่องราคา แล้วก็การขนส่งด้วย อันนี้ดิฉันก็ขอฝากท่านประธานไปที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับในเรื่องพวกนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดปัตตานี เขต ๔ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องข้อหารือในปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของบประมาณเพื่อก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนบ้านน้ำใส หมู่ที่ ๘ ตำบลลุโบะยิไร อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ซึ่งยังขาดอยู่ประมาณ ๑๒ ห้องเรียน
เรื่องที่ ๒ ก็คืออยากจะให้มีการปรับปรุงสนามกีฬา แล้วก็มีอัฒจันทร์ ยกระดับเป็นสนามประจำอำเภอมายอ ในพื้นที่ตำบลลางา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเยาวชนในพื้นที่อำเภอมายอขอมานะครับ
เรื่องที่ ๓ ก็ขอย้ำถนนสายเอเอช ๔๒ (AH42) สายปัตตานี-นราธิวาส กิโลเมตรที่ ๓๑ สิ่งที่เขาต้องการก็คือสัญญาณไฟจราจรเพราะว่าตรงนี้เป็นสถานที่ในอดีต เป็นตลาดนัดปาลัส เป็นสี่แยกแล้วก็จะต้องอ้อมไปไกลมากซึ่งอยู่ในระหว่างพื้นที่อำเภอมายอ กับพื้นที่อำเภอปะนาเระ ซึ่งพี่น้องทั้ง ๒ เขตเลือกตั้งก็คือเขต ๓ ของท่านอนุมัติ ซูสารอ แล้วก็ของผมเอง วันนี้ผมอยากจะให้เร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมได้รีบดำเนินการ เรื่องนี้ด้วย
เรื่องที่ ๔ ก็คือประชาชนได้รับความเดือดร้อนกรณีถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ หลายเส้นทาง ปัจจุบันนี้มีเหตุชนแล้วประชาชนก็ได้รับความเดือดร้อนมาก สายแรกก็คือสาย อบจ. ปน ๒๐๔๒ บ้านตะบิงติงงี บ้านบูเกะกุง ตำบลลุโบะยิไร อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี สายที่ ๒ อบจ. ปน ๓๐๔๔ บ้านเขาวัง บ้านปูลากาซิง ตำบลตรัง ตำบลกะโด ตำบลกอลำ อำเภอมายอ แล้วก็อำเภอยะรัง เส้นที่ ๓ อบจ. ปน ๔๐๔๘ รอบเมืองโบราณยะรัง ตำบลยะรัง แล้วก็ตำบลวัด อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสมคิด เชื้อคง ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้ มีเรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียนจากนายถาวร บุญอุดม อยู่บ้านเลขที่ ๔ หมู่ที่ ๔ บ้านห้วยยาง ตำบลโคกสะอาด อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมชาวบ้าน นายถาวรนั้นเป็นกำนัน พร้อมชาวบ้านจำนวนประมาณ ๒๖ ครอบครัว เดี๋ยวผมมีเอกสารให้ท่านประธานครับ มีปัญหาเรื่องที่ทำกินประมาณสัก ๒๐๐-๓๐๐ ไร่ ปรากฏว่าที่รอบ ๆ ข้างคนเหล่านี้ ออก น.ส. ๓ ได้ ออกโฉนดได้ แต่กลุ่ม ๒๕- ๒๖ ครอบครัวที่ถูกล้อมอยู่นี้ไม่สามารถที่จะ ทำ ส.ป.ก. ได้ หรือออก น.ส. ๓ ได้ เลยทำให้เขาเสียสิทธิ มีเฉพาะใบ ภบท. ๕ ซึ่งไม่สามารถ ขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ คนเหล่านี้ทำนา แต่ไม่ได้เข้าในโครงการรับจำนำ เขาเดือดร้อนมากครับ
อีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือกลุ่มนายอำคา ประทุมทอง บ้านเลขที่ ๒๓๕ หมู่ที่ ๕ ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ก็เรื่องทำนองเดียวกันครับ ที่ประมาณ เกือบ ๑,๐๐๐ ไร่ ก็มีปัญหาแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานโปรดแจ้ง ส.ป.ก. หรือกรมที่ดินช่วยไปดูหน่อยครับว่าเขาเดือดร้อนจริงๆ เพราะฉะนั้นการทำนาสมัยนี้ หรือเขาจะลงมันสำปะหลังอีกเขาก็ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไม่ได้
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่ดินอีกครับ กำนันชัยวัฒน์ ชัยปัน กำนันตำบลสำโรง ที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีมีกลุ่มที่ไปจัดเรื่องสำรวจ ปรากฏว่ารับเงินไปแล้วเป็นบางส่วน หลายหมู่บ้านประมาณ ๖-๗ หมู่บ้าน เดี๋ยวผมเอาเอกสารให้ แล้วไม่ดำเนินการต่อ โปรดแจ้ง กรมที่ดินหรือที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีช่วยชาวบ้านเรื่องนี้ด้วยครับ
เรื่องสุดท้ายครับ ใกล้ ๆ ตัวเราครับท่านประธาน หน้าสภาของเราเห็นซ่อม ตั้งนานแล้ว ๒-๓ เดือนแล้ว เห็นหินแกรนิตวางเต็มเลย ไม่รู้จะเลิกหรือจะทำต่อ ก็เอาข้างหน้าให้เสร็จก่อนนั่นละครับ ถ้าปูจริง ๆ ๒-๓ วันก็เสร็จ ข้างหลังค่อยว่ากันนะครับ อันนี้ความเดือดร้อนชาวบ้านที่มา แล้วก็ใน ส.ส. ของเรากันเองนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอหารือถึงปัญหาของพี่น้องประชาชน ๒ เรื่องค่ะ
เรื่องแรก ดิฉันได้รับหนังสือร้องเรียนจากนางเหลือ บุพาที ผู้ใหญ่บ้านน้ำอ้อม หมู่ที่ ๑ ตำบลวังสะพุง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เกี่ยวกับเรื่องพี่น้องประชาชน ในบ้านน้ำอ้อม หมู่ที่ ๑ ได้ประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติเป็นประจำทุกปี เพราะว่าหมู่บ้านนี้ อยู่ริมตลิ่ง ริมน้ำเลย จะถูกน้ำจากลำน้ำเลยกัดเซาะเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่ตรงนั้น จะถูกน้ำกัดเซาะดินสไลด์ (Slide) เข้าไปในถนน ในหมู่บ้าน เป็นระยะทางถึง ๓๕๐ เมตร จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการไปยัง กรมโยธาธิการและผังเมืองช่วยสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายสุวิทย์ สิงสถิต ประธาน คณะกรรมการหมู่บ้านบ้านกลาง หมู่ที่ ๘ ตำบลนาพึง อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ว่าหมู่บ้านนี้ มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องถนนระยะทางประมาณ ๖,๐๐๐ เมตร ที่มีน้ำท่วมขังเป็นประจำ ทุก ๆ ปี ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ประสบปัญหาและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพราะน้ำขังเป็นระยะทางยาวมาก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยผลักดันงบประมาณในการก่อสร้าง สะพานและทางเดินเท้ายกระดับข้ามลำน้ำหู และปรับปรุงซ่อมแซมไหล่ทาง เพื่อเป็นการสัญจรของพี่น้องประชาชน และในการขนถ่ายสินค้าผลผลิตทางการเกษตร ของพี่น้องนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านวิรัตน์ วิริยะพงษ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งขณะนี้ได้ประสบปัญหาเรื่องภัยแล้ง ซึ่งทางหน่วยราชการก็ได้ประกาศ เป็นเขตภัยพิบัติมาตั้งแต่ต้นปีแล้วท่านประธาน ซึ่งขณะนี้แล้งหนัก เมื่อสักครู่นี้ ท่าน ส.ส. สัมพันธ์ ก็ได้หารือท่านประธานไปคำรบหนึ่งแล้วท่านประธาน แต่ในพื้นที่ในส่วนของผม ในพื้นที่ของอำเภอศรีสำโรง อำเภอเมือง ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมพัฒนาที่ดิน แม้กระทั่ง กรมทรัพยากรน้ำ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะงบบูรณาการของจังหวัดสุโขทัย ด้วยเช่นกัน อยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการพัฒนาแหล่งน้ำ และการบูรณาการจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จในที่ผ่านมา โดยเฉพาะแต่ละกรม แต่ละกองนั้นได้จัดสรรงบประมาณไปในเรื่องการขุดลอก พี่น้องประชาชนได้ร้องผมมาว่าอยากให้คลอง หนอง บึง ซึ่งขณะนี้เกือบไม่มีน้ำแล้วนะครับ อยากให้มีการสร้างฝายกักเก็บน้ำใช้ในฤดูแล้ง โดยเฉพาะกรมพัฒนาที่ดินที่ให้พี่น้องได้จัดสรร งบประมาณในส่วนของสมทบในการก่อสร้างขุดสระน้ำเพื่อการเกษตรนั้นก็มีจำนวนน้อย ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังกรมพัฒนาที่ดินด้วย
อีกเรื่องหนึ่งได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน สมยศ โตพ่วง หมู่ที่ ๗ ตำบลเมืองเก่า หรือบ้านวังบน ขอให้ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะ องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเก่าได้จัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างถนนลาดยาง ซอยข้างโรงเรียนบ้านวังบน ซึ่งนักเรียนและผู้ปกครองได้ใช้ถนนเส้นนี้มานานแล้ว โดยเป็นถนนลูกรังนะครับ ขอให้สร้างถนนลาดยางด้วย ขอกราบขอบคุณครับ
เชิญท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการกีฬา โดยเฉพาะ การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวครับ แต่ว่าเป็นคนในเขตผมคือ บัวขาว ป. ประมุข เป็นชื่อนักมวยนะครับท่านประธาน ชื่อจริง ๆ ว่า นายสมบัติ บัญชาเมฆ ซึ่งถ้าใครอยู่ในวงการกีฬาหรือวงการมวยไทยก็คงจะได้ยินชื่อ เพราะว่าบัวขาว ป. ประมุข หรือนายสมบัติ บัญชาเมฆ ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ในเรื่องของศิลปะแม่ไม้มวยไทยลือกระฉ่อนไปทั่วโลก บังเอิญเป็นคนที่อยู่ในเขตเลือกตั้งของผม อยู่บ้านสองหนอง หมู่ที่ ๔ ตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ วันนี้ผมได้มี โอกาสลงไปเยี่ยมครอบครัวเขาและไปดูเขาหลังจากที่เขามีปัญหา แล้วไปเจอกับผู้หลักผู้ใหญ่ กำนันบ้าง หลายคนก็เป็นห่วงว่าวันนี้ปัญหาในเรื่องข้อกฎหมายจะทำให้เขาหมดโอกาส ที่จะไปสร้างชื่อเสียงให้กับบ้าน ให้กับประเทศชาติหรือครับ ผมเลยอยากฝากว่าผู้ที่ มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายน่าจะหันมาจับมือกัน แล้วก็ให้ความเมตตากับเด็ก โดยเฉพาะบัวขาว เขาความรู้ไม่ได้สูงหรอกครับ อ่านหนังสือก็ไม่ออก แต่ว่าเป็นคนอัจฉริยะในเรื่องของชั้นเชิง และแม่ไม้มวยไทยตรงนี้ กฎหมายน่าจะลงมาให้ความดูแลเขา คุ้มครองเขาและในเรื่องของ ผลประโยชน์ ผมว่าวันนี้เขายังสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อีกยาวนาน เราต้องยอมรับ ว่าวันนี้เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องระดับประเทศชาติไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการประชุมที่เอาเป็นเรื่อง เป็นราวกันจริงจังที่จะมาช่วยเหลือกัน ก็เห็นใจทั้งหัวหน้าคณะด้วย ก็น่าที่จะมาประสานกัน มาคุยกันในเรื่องของปัญหาว่าเอาส่วนตรงไหนได้ที่จะทำให้บัวขาวกลับมาสร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศชาติต่อไปอีกข้างหน้าครับ ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้กลับมาดูแลเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอเชิดชัย ตันติศิรินทร์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ส. ต้องไปหลายจังหวัดในภาคอีสานก็ได้รับร้องเรียน วันนี้ ก็มีเรื่องร้องเรียนจากคณะครูโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ในเขต พื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต ๒๙ ท่านประธานครับ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช เป็นโรงเรียนที่เก่าแก่มีชื่อเสียง แล้วก็ผลิตลูกศิษย์ลูกหาได้ดิบได้ดีมาเป็นเสนาบดีใน กทม. เยอะแยะนะครับ แล้วก็ได้รับการประกาศเป็นโรงเรียนคุณภาพพิเศษ มีชื่อเสียง อยู่ระดับต้น ๆ ของประเทศ ขณะนี้คณะครูอาจารย์เดือดร้อนครับ เพราะว่าท่าน ผอ. ท่านเข้มงวดอะไรก็ไม่ทราบนะครับ เขาก็ร้องเรียนมา เข้าชื่อด้วยว่าขาดหลักธรรมาภิบาล ไม่โปร่งใส สร้างความแตกแยก ครูขาดกำลังใจ แล้วจะว่าใครก็ว่า เพราะฉะนั้นเขากลัว จะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของโรงเรียนที่มีความดีงามมาตลอด จึงเข้าชื่อร้องเรียนมานะครับ เดี๋ยวผมมีเอกสารส่งให้ท่านนะครับ
ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ที่เราประชุมกันมา ผมเป็น กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราประชุมกันแล้ว ของเราแปลว่าคนป่วยเยอะครับ ไอค๊อกไอแค๊ก ผมกลัวว่าเรื่องเครื่องปรับอากาศกับเรื่องพรมทำให้แพ้ ผมอยากให้ ท่านประธานดูแลพวกนี้ เพราะว่าสุขภาพของ ส.ส. ส.ว. ก็มีความสำคัญครับ อีกอย่างหนึ่ง ผมลองดูไปที่ออกกำลังกาย ผมว่ามันใช้ไม่ได้นะครับ น่าจะมีฟิตเนส (Fitness) ที่มันพร้อม ให้ดี เกิดที่มีการประชุมเคร่งเครียดก็จะได้ไปออกกำลังกาย แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือก้นบุหรี่ เต็มสภาเลยคงเครียดกันมากครับ ทั้งรอบสภาผมเดินดูแล้วมันล้วนแต่ทำให้เกิดภัย ต่อระบบหายใจของเรานะครับ อยากกราบเรียนท่านประธานสภาดูแลด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านยุพราช บัวอินทร์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตหารือเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
ผมได้รับข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่ตำบลปากช่อง อำเภอหล่มสัก เรื่องถนนเลียบคลองชลประทาน บ้านโนนมะค่า บ้านโนนมะเกลือ หมู่ที่ ๘ และบ้านหนองอ้อ หมู่ที่ ๔ ถนนเลียบคลองชลประทานมีความชำรุดทรุดโทรมเสียหาย เนื่องจากการใช้งาน มาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ขอให้ท่านประธานแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไข ปัญหาให้พี่น้องประชาชนชาวตำบลปากช่อง อำเภอหล่มสัก
เรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตติดตามการแก้ไขปัญหาราคาพริกสดหรือพริกจินดา ที่อำเภอหล่มเก่าและอำเภอหล่มสัก ราคาตกต่ำเหลือ ๕ บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีหน่วยงานใดยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือและรับผิดชอบ
เรื่องที่ ๓ ขออนุญาตติดตามที่ดินหมู่บ้านห้วยจีน ตำบลตาดกลอย อำเภอหล่มเก่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ดินได้มาสำรวจถูกต้องตามกระบวนการทุกอย่าง ถูกต้อง ตามกฎหมายทุกอย่าง แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการที่จะออกเอกสารสิทธิ จากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอแจ้งท่านประธานเพื่อส่งต่อไปยังท่านอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนบ้านห้วยจีน ตำบลตาดกลอย
เรื่องที่ ๔ เรื่องปัญหาข้าวโพดที่ตำบลหลักด่าน อำเภอน้ำหนาว ข้าวโพด ที่ได้รับความเสียหายจากราเขม่าดำจากช่วงฤดูฝนของปีที่แล้ว ขณะนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้าวโพดที่เสียหาย เสียหายถึง ๗,๐๐๐ ไร่ ที่ตำบลหลักด่าน อำเภอน้ำหนาว ขณะนี้ความช่วยเหลือไม่มีจากหน่วยงานใด ๆ เลย ท่านประธานที่เคารพครับ ทางพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดนั้นอยากจะขอเป็นเมล็ดพันธุ์ก็ได้ ปุ๋ยหรือยาก็ได้เพื่อให้ปีการเพาะปลูกนี้จะได้มีต้นทุนในการเพาะปลูก ท่านประธานครับ นี่คือความเลวร้ายของคนที่ยกเลิกนโยบายการประกันความเสี่ยงให้พี่น้องเกษตรกร นี่คือความบกพร่องของรัฐบาลที่ยกเลิกการประกันรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ขอให้ท่านประธานเรียนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อนำนโยบายการประกันความเสี่ยง ให้พี่น้องผู้ปลูกข้าวโพดกลับมาอีกครั้ง ขอกราบขอบคุณครับ
ท่านนิยม เวชกามา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องมีมากมาย แต่ที่ขอนำมากล่าวย่อ ๆ คือ ปัญหาใหญ่ตอนนี้ซึ่งผมเคยร้องเรียนไป ๒-๓ ครั้งแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ ของรัฐ คือโรงย่อยไม้ ที่บ้านผมมีปัญหามากครับ ซึ่งอยู่ในเขตหมู่ที่ ๕ บ้านวังปลาเซือม ตำบลบ้านโพน อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ท่านประธานครับ ปัญหาใหญ่โรงย่อยไม้ เป็นที่ทำลายไม้อย่างมหาศาล ต้นไม้ถูกตัด ที่สำคัญปัญหาใหญ่คือตอนนี้กระบวนการลักไม้กัน ของจังหวัดสกลนครมี ๒ ที่ใหญ่ ๆ นอกจากที่อำเภอโพนนาแก้วแล้วยังมีที่อำเภอวานรนิวาส ซึ่งเป็นเขตของท่านเสรี สาระนันท์ ท่านเกษมติดต่อกัน เป็นปัญหาเหมือนกัน
อีกปัญหาหนึ่ง คือที่ต้องบอกท่านประธาน คือเรื่องความแห้งแล้ง บ้านผม จังหวัดสกลนคร ไม่ว่าลำน้ำพุง ลำน้ำก่ำ พูดกันหลายรอบ พูดจนเป็นปีที่ ๕ แล้ว ไม่ได้รับ การดูแลครับ หน้าฝนน้ำเอ่อท่วมไร่นาเสียหายเป็นพันไร่ พอหน้าแล้งวันนี้ไม่มีน้ำสักหยดครับ อันนี้ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล
อีกอันสุดท้ายจริง ๆ คือปัญหาใหญ่ซึ่งเกิดขึ้น คือเรื่องสถานี หรือคิวรถ บขส. สกลนคร เดิมอยู่ในเขตเทศบาล อยู่ในเมือง วันนี้ถูกหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผลประโยชน์ ของภาคเอกชนด้วย ย้ายไปอยู่ข้างนอกท่านประธาน ประชาชนเดือดร้อนกันทั่ว เพราะรถ ต้องจอดไกล เพราะว่านักเรียน นักศึกษา แม่ค้า มาซื้อของในตลาดไม่ได้แล้วครับ เพราะไม่มีรถเข้ามา ปัญหาใหญ่ ผมอยากจะให้หน่วยงานของรัฐแม้ว่าภาคของจังหวัดเองให้เข้ามาเวียนจอดได้ ทั้ง ๒ แห่งได้ไหมครับท่านประธาน นี่ฝากจริง ๆ เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งต้องดำเนินการ อย่างเร่งด่วนครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ
คุณหมอเหวง โตจิราการ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มีเรื่องใหญ่ ที่อยากจะกราบเรียนหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก เป็นเรื่องระดับประเทศชาติ ก็คือท่านประธานคงจะทราบนะครับ ว่ามีเรื่องไม่บังควรเกิดขึ้นในสภา ๒ เรื่อง ก็คือเรื่องการเสียบบัตร แล้วก็กดลงคะแนนเสียง แทนกัน แล้วเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องภาพโป๊ที่ปรากฏอยู่บนจอพลาสม่า (Plasma) ต่อหน้าท่านประธานนี่นะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนทั้ง ๒ เรื่อง ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือว่าเราต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกครับ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวมันจะกลายเป็นไฟไหม้ฟาง แล้วในอนาคตจะเกิดขึ้นอีก ผมมีเรื่องที่ข้อเสนอ ให้ท่านประธานประกอบการพิจารณาก็คือว่าในวันนี้ระบบตรวจสอบบุคคลของโลกก้าวหน้า ไปเยอะ ถ้าหากท่านประธานได้มีโอกาสผ่านสนามบินทุกสนามบินในโลกนี้นะครับ เขาจะมี กล้องเล็ก ๆ คล้าย ๆ กล้องสไกพ์ (Skype) แล้วก็ใช้มือสแกน (Scan) ฉะนั้นท่านประธาน เป็นไปได้ไหมครับที่ท่านประธานโปรดเปลี่ยนระบบการตรวจสอบบุคคลในรัฐสภา ทั้งหมดเลยครับ ถ้าหากเปลี่ยนเป็นแบบมีกล้องสไกพ์แล้วก็สแกนด้วยนิ้วมือ ผมเชื่อว่า การกดบัตรแทนกันแล้วก็การลงคะแนนเสียงแทนกันเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น ท่านประธานลองพิจารณาดูนะครับว่างบประมาณปีนี้ไม่ทัน ปีหน้าได้ไหมครับ ถ้าปีหน้าไม่ทัน รัฐสภาแห่งใหม่ที่เราจะสร้างได้ไหมครับ เพราะทำให้เกียรติภูมิของสภาเราคืนมา อันนี้เสียหายอย่างรุนแรง เพราะผมรับโทรศัพท์ไม่หวาดไม่ไหว แล้วผมก็ไม่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานด้วยภาษาที่ไม่สุภาพ
เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าต้องทำทันทีครับ ก็คือว่าต้องไปซื้อซอฟต์แวร์ (Software) หรือติดตั้งซอฟต์แวร์ในสภาเรา เพื่อตัดการเชื่อมต่อระหว่างโทรศัพท์มือถือ หรือไอโฟน (iPhone) ไอแพด (iPad) อะไรต่าง ๆ นี่ เดี๋ยวนี้มันมีอยู่แล้วครับ เรื่องนี้ทำได้ในงบประมาณนี้ แล้วถ้าเป็นไปได้ก็คือภายใน ๓ เดือน ๖ เดือนข้างหน้านี้ ท่านประธานโปรดพิจารณา ไม่อย่างนั้นจะเกิดซ้ำอีกนะครับ
ข้อที่ ๒ นี่อาจจะเป็นเรื่องเล็กสักนิดหนึ่ง แต่ว่าก็เป็นความเดือดร้อน ของชาวบ้าน ผมเองได้มีโอกาสที่จะเดินทางไปที่อำเภอบางเลนนะครับ ตรงรอยต่อระหว่าง ตำบลไทรงามกับตำบลไทรใหญ่ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ตรงบ้านหมู่ที่ ๑๑ เขามี ปัญหาเดือดร้อนเรื่องทางคมนาคม เพราะว่าในนี้เขาเขียนเลยนะครับว่าชุมชนหมู่ที่ ๑๑ และหมู่ที่ ๑๐ เป็นพื้นที่เกษตรการขนส่ง ก็กราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ ว่าได้โปรดกรุณา กราบเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปบูรณะซ่อมแซมถนน แล้วก็สะพาน ตรงบริเวณนั้นนะครับ หมู่ที่ ๑๑ หมู่ที่ ๑๐ บางเลน ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านหนูแดง วรรณกางซ้าย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายหนูแดง วรรณกางซ้าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขตการเลือกตั้งที่ ๗ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือเรื่องของถนน เรื่องของแหล่งน้ำ แล้วก็เรื่องของไฟฟ้า เรื่องของที่ทำกิน เรื่องของถนนนั้น เมื่อเดือนมกราคม แล้วก็เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านไปนั้น ฯพณฯ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านศักดา คงเพชร ได้เดินทางผ่านไปเห็นถนนหนทางใน ๓ สาย ก็คือ สายสระขุด-หนองแสง แล้วก็สายลำปลายมาศ-หนองกี่ เป็นหลุมเป็นบ่อมากจะต้องซ่อมแซม ตลอดทั้งสาย ท่านถามผมว่าท่าน ส.ส. ปล่อยให้ถนนอยู่ได้อย่างไร ท่านประธานครับ ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปเร่งซ่อมถนนตามที่ผมกล่าวแล้วด้วย
เรื่องที่ ๒ เรื่องแหล่งน้ำตื้นเขิน ท่านประธานครับ แหล่งน้ำตื้นเขินนี้เกิดจาก การทับถมกัน แหล่งน้ำไม่สามารถที่จะใช้การได้ดี เวลาน้ำหลากมาก็น้ำท่วมทันที แล้วประการสำคัญที่สุด แหล่งน้ำตื้นเขินนี้ก็เป็นบ่อเกิดของน้ำแล้งผิดปกติ น้ำบ่อบาดาล ที่พี่น้องประชาชนใช้อยู่ก็แห้ง ไม่สามารถที่จะเอาน้ำบาดาลมาใช้ได้เนื่องจากว่าน้ำมันแห้ง ผิดปกติ เพราะฉะนั้นก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนี้เร่งในการขุดเจาะบ่อบาดาล หรือว่าขุดลอกแหล่งน้ำให้ด้วย
แล้วก็เรื่องที่ ๔ เรื่องที่ทำกิน ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่า เขตการเลือกตั้งของผมโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คืออำเภอปะคำ วันหนึ่งปรากฏว่าเขตสัมปทานนี้ หมดสัมปทาน พี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งผมกลับรุกเข้าไปเพื่อที่จะทำมาหากิน จับจอง ที่ทำมาหากิน ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐจับ แล้วประการสำคัญที่สุดสิ่งที่เขาปลูกขึ้นมาก็คือ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง ไม่สามารถที่จะขึ้นทะเบียนเกษตรกร ไม่สามารถ ที่จะเอาเข้าโครงการรับจำนำได้
เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ เรื่องไฟฟ้า ครอบครัวของคนไทย เป็นครอบครัวขยาย เพราะฉะนั้นก็มีการขยายไปตามไร่นา พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาก ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะฉะนั้นขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยในการขยาย เขตไฟฟ้าให้ด้วย ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ท่านอนุรักษ์ บุญศล
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต กราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องให้กำหนดกรอบการรับนักเรียน นักศึกษาของวิทยาลัยการอาชีพ และวิทยาลัยเทคนิคของรัฐบาลทั่วประเทศ สืบเนื่องจากการรับนักเรียน นักศึกษา ของวิทยาลัยการอาชีพและวิทยาลัยเทคนิคทั่วประเทศ มีการรับนักเรียน นักศึกษามากกว่าเกณฑ์ ทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร เพราะมีการรับนักเรียน นักศึกษา รับซ้ำรับซ้อนและรับอีก ดังนี้ค่ะ รับจากการรับระบบโควตา คือรับนักศึกษาที่เรียนดี ไม่ต้องสอบเข้าก็รับแล้ว ๒. รับระบบสอบเข้าเรียนต่ออีก นี่คือข้อ ๒ ข้อ ๓ นั้นรับระบบเก็บตก เพื่อเรียนต่อ ข้อ ๔ รับทั้งหมดที่มาสมัคร แล้วระบบที่คิดเองเรื่องการตลาดนี้ทำให้ วิทยาลัยเอกชนทั่วประเทศกระทบอย่างหนัก เพราะจากการรับนักเรียน นักศึกษา รับแล้วรับอีกของรัฐบาลนั้นทำให้วิทยาลัยเอกชนทั่วประเทศเดือดร้อนมาก เพราะไม่มี ช่องทางในการรับนักเรียน นักศึกษา จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการว่าให้มีการวางกรอบที่ชัดเจน วิทยาลัยเอกชนทั่วประเทศนั้น จัดการศึกษาช่วยรัฐ ท่านประธานที่เคารพคะ เขาบอกว่าโรงเรียนนั้นการรับนักเรียน นักศึกษานั้น เหมือนกับร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านไหนที่อร่อย ร้านไหนที่ดี ก็จะมีนักเรียน นักศึกษา เข้าไปมาก แต่จริง ๆ แล้วนั้นถ้าปากซอยเป็นรัฐบาลทั้งหมดแล้วเอกชนอยู่ท้ายซอย แล้วคุณรับอยู่ตลอดทั้งลดแหลก แจก แถม แล้วจะให้วิทยาลัยเอกชน โรงเรียนเอกชน ให้การศึกษาทุกชั้นชน ขอให้รัฐมนตรีวางกรอบบุคคล ด้วยเหตุและผล เพื่อการศึกษา ของประเทศไทย ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านสมคิด บาลไธสง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย เขต ๒ ขอหารือกับท่านประธานดังนี้ครับ ด่วนมากนะครับ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องฝายกุดบ้านบ้านนาดี ตำบลนาดี อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย ถูกน้ำพัดกัดเซาะทำให้ฝายขาดนะครับ ฝายกุดบ้านประมาณ ๓๐๐ กว่าไร่ พังพินาศไปหมดแล้วครับ ก็ขอให้กรมชลประทานหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ไปดูแลด้วย พี่น้องประชาชนไม่มีน้ำจะใช้แล้วครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องข้าวเสียหาย ข้าวนาปรังที่บ้านโพนทัน ตำบลชุมช้าง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มีเพลี้ยลงข้าว กินข้าวตายหมดเลยนะครับ ตอนนี้ ยังไม่มีหน่วยงานใดได้ไปดูแลเลยพี่น้องประชาชนเดือดร้อนมากครับ ก็ขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ไปดูแลด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๓ ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่น้องบ้านสาวแล บ้านโพธิ์ตาก เมื่อวานนี้ว่า ข้าวนาปรังไม่มีน้ำ เครื่องจะสูบน้ำก็ไปติดต่อทางชลประทานที่อำเภอท่าบ่อก็ยังไม่ได้รับ การตอบสนองนะครับ ข้าวพี่น้องจะตายหมดแล้วก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดูแลด้วย นะครับ
เรื่องที่ ๔ เรื่องยาเสพติดตามแนวชายแดน ไม่ว่าจังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬมีมากเหลือเกิน ก็ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบ ได้ดูแลด้วยครับ เดี๋ยวนี้หาง่ายเหลือเกินในจังหวัดหนองคายและจังหวัดบึงกาฬ
เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องขอสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงาน ทางการศึกษาได้ไปพิจารณาตั้งสถาบันเทคโนโลยีการยางโพนพิสัยด้วยครับ เพราะว่ามีเนื้อที่ อยู่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ ที่จะสร้างสถาบันนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ศึกษาเรื่องยางให้ถ่องแท้ แล้วก็ของบสนับสนุนสร้างสถาบันเทคโนโลยียานยนต์ศรีเชียงใหม่ อันนี้ถ้าได้มีการไป สร้างสถาบันพวกนี้จะทำให้พี่น้องประชาชน ไม่ว่าฝั่งไทยและลาวทางเวียงจันทน์ก็จะได้ มีงานทำด้วย ขอบคุณมากครับ
ผมขอเข้าวาระ ขณะนี้มีท่านสมาชิกได้ลงชื่อ ๓๒๖ ท่าน ครบองค์ประชุม ขอพิจารณา ต่อไปนะครับ ขณะนี้มีกระทู้ถามอยู่ ๓ เรื่อง ผมขอปรึกษาที่ประชุมนิดหนึ่งเพื่อที่จะไม่ให้ ท่านผู้ถามกระทู้ถามเสียโอกาสนะครับ ก็คือท่านเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ได้ทำหนังสือขอเลื่อนการตอบกระทู้ถามสด ในกระทู้ถามที่ ๒ เรื่อง การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและปัญหาภัยแล้ง ของท่าน ส.ส. ประสาท ตันประเสริฐ ขอเลื่อนการชี้แจงเนื่องจากท่านมีภารกิจที่จะต้อง เดินทางประชุมขอความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี จะขอเลื่อน การตอบกระทู้ไปก่อน ท่านกำนันประสาทมีปัญหาไหมครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ประสาท ตันประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ท่านประธานครับ ยินดีครับ เพื่อที่พี่น้องประชาชนจะได้รับทราบโดยทั่วกัน วันนี้ถ้าถาม ก็ไม่มีท่านใดที่จะตอบ เป็นเรื่องที่จำเป็นจริง ๆ ผมยื่นกระทู้ถามสดตามมาตรา ๑๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ เป็นที่สนใจ ของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดนครสวรรค์จริง ๆ ผมไปที่ไหนในพื้นที่มีแต่ถามอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นในกระทู้ถามสดของผมเพื่อที่จะต้องการให้พี่น้องประชาชนได้ทราบโดยทั่วกัน และเป็นเครื่องยืนยันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนครับ
อย่างนั้นท่านก็ไปยื่นในสัปดาห์ต่อไปนะครับ
ยื่นในสัปดาห์ต่อไปขอให้บรรจุ กระทู้ถามสดของผมในอาทิตย์หน้านะครับ
ครับ
ขอบพระคุณครับ
ทีนี้เมื่อมี ๒ กระทู้ เราเอาตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๖ เพื่อไม่ให้เสียโอกาส ผมขออย่างนี้นะครับ ว่าเดิมทีตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕๖ ให้กระทู้ถามสด ๑ ชั่วโมง แล้วก็มี ๓ กระทู้ ก็บริหารกัน กระทู้ถามละ ๒๐ นาที แต่เนื่องจากวันนี้เราจะพิจารณาแค่ ๒ กระทู้ ผมจะให้กระทู้ถามละ ครึ่งชั่วโมง ผู้ถาม ๑๕ นาที ผู้ตอบ ๑๕ นาที ท่านบริหารเองนะครับ ผมจะไม่เตือนนะครับ แต่ผมจะเตือนเฉพาะตามข้อบังคับเท่านั้นเอง
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม
๑.๑ กระทู้ถามสด
๑.๑.๑ กระทู้ถามที่ ๐๗๔ ส. เรื่อง การเกิดแผ่นดินไหวและการป้องกัน ภัยธรรมชาติ (นายเรวัต อารีรอบ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้ตอบ
เชิญท่านถามเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ ผมกับคุณอัญชลีซึ่งเป็นตัวแทนของคนภูเก็ตได้ตัดสินใจต้องถามกระทู้ถามสดไปยัง นายกรัฐมนตรีและเพื่อน ๆ ส.ส. จากกลุ่มจังหวัดอันดามันหลายท่านด้วยความห่วงใย แต่วันนี้ผมก็คิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะให้ความสำคัญกับกระทู้ถามผม ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้มา ก็ไม่เป็นอะไรครับ วันนี้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที (ICT) ที่มาอยู่ ในสภาแห่งนี้เพื่อตอบคำถามผมที่จะถามไปทางรัฐบาล
สืบเนื่องมาจากวันที่ ๑๑ เมษายนที่ผ่านมา เวลาประมาณ ๑๕.๓๘ นาฬิกา ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่บริเวณเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย แรงสั่นสะเทือนวัดได้ ๘.๙ ริกเตอร์ (Richter) ทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในกลุ่มจังหวัดอันดามัน มีความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น และต่อมาเวลา ๑๖.๐๑ นาฬิกา ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติก็ได้เตือนภัยกับพี่น้องกลุ่มจังหวัดอันดามัน ๖ จังหวัด ซึ่งคาดว่า จะมีโอกาสเกิดคลื่นสึนามิ ให้ประชาชนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังในพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ต และพื้นที่ฝั่งอันดามันทั้งหมด นอกเหนือจากนั้นครับ บริเวณหาดป่าตองในปี ๒๕๔๗ ในพื้นที่ ดังกล่าวก็เกิดเหตุการณ์สึนามิมาครั้งหนึ่ง ในวันนั้นสร้างความโกลาหลวุ่นวายให้กับ พี่น้องประชาชน เพราะมีเส้นทางอยู่ ๒ เส้นทางเองนะครับ เป็นเส้นทางสายหลักจากกะทู้ ไปป่าตองและจากหาดกะรนไปป่าตองแค่นั้นครับ ผมวันนี้ก็มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะ บอกถึงเส้นทางสายที่ ๓ เพื่อจะให้รัฐบาลรีบเข้าไปดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เส้นทางนี้ รัฐบาลลงทุนน้อยที่สุดครับ เพราะเส้นทางนี้ระยะทางประมาณอยู่ ๓.๕ กิโลเมตรเท่านั้น สายหลวงปู่สุภาไปถึงหาดป่าตอง นอกเหนือจากเราใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหนีภัยสึนามิได้ด้วย แล้วต่อไปจะใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักด้วยครับ
ต่อมาปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากศูนย์เตือนภัยพิบัติได้แจ้งไปยังพี่น้องประชาชน ท่านทราบไหมครับ ๑. โทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกระบบขัดข้อง นอกเหนือจากโทรศัพท์มือถือ เคลื่อนที่ขัดข้องแล้ว ต่อมาก็คือว่าพี่น้องประชาชนหนีคนละทิศคนละทางไม่มีจุดหมาย ที่แน่นอน เพราะเวลาการฝึกซ้อมแต่ละครั้งผมเข้าใจเองว่าการฝึกซ้อมแต่ละครั้งใช้เจ้าหน้าที่ เป็นการฝึกซ้อม ต่อไปนี้การฝึกซ้อมต้องเอาประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เข้ามาฝึกซ้อมด้วย นอกเหนือ จากโทรศัพท์แล้ว ปัญหาต่อมาก็คือบางหน่วยงานหรือบางองค์กรไม่ให้ความสำคัญ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนการจราจรไม่ต้องพูดถึงติดขัดเป็นอย่างมาก
ต่อมาในวันที่ ๑๖ เมษายน เวลาประมาณ ๑๖.๔๖ นาฬิกา ได้เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหว วัดแรงสั่นสะเทือนได้ ๔.๓ ริกเตอร์ เกิดขึ้นอยู่ที่ไหนครับ เกิดขึ้นที่ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นครั้งแรกที่เกิดแผ่นดินไหวบนพื้นดิน ในจังหวัดภูเก็ตไม่เกิดขึ้น มาก่อน สร้างความตระหนกตกใจให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก ท่านประธานครับ ผมเอง เวลาลงพื้นที่มีประชาชนมาฟ้องผมว่าศูนย์หอเตือนภัยที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ต บางหอเตือนภัย ไม่เตือนครับ นอกเหนือจากนั้นรัฐบาลจะต้องจัดหาเครื่องมือวัดแผ่นดินไหว ตรงนี้ครับไปอยู่ในจังหวัด ภูเก็ตที่อำเภอถลางด้วย ผมทราบข่าวว่ามีอยู่ที่เขื่อนบางวาด หรือเขตอำเภอเมือง เพียงเท่านั้น ในอำเภอถลางยังไม่มี
ผมเองขอถามคำถามแรกไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีว่ารัฐบาล ทราบหรือไม่ สัญญาณหอเตือนภัยที่ติดตั้งอยู่ในจังหวัดภูเก็ตไม่สามารถใช้งานได้จะแก้ไขอย่างไร และหน่วยงานใดจะรับผิดชอบ เป็นคำถามแรกจากผมครับ
เชิญรัฐบาลตอบข้อซักถามครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วันนี้ตอบกระทู้ถาม ของท่านผู้ทรงเกียรติที่ได้กรุณามีความห่วงใย แล้วก็ได้สอบถามเกี่ยวกับความพร้อมในเรื่อง ของกระบวนการหากเกิดเหตุการณ์ซึ่งอาจจะนำเรื่องของภัยพิบัติมาถึงพี่น้องประชาชน ก่อนอื่นเลยต้องขออนุญาตตอบเป็นภาพรวมว่าในปกติความรับผิดชอบในเรื่องของการเตือนภัยนั้น เป็นความรับผิดชอบของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อย่างไรก็ดี ในเรื่องของข้อมูลนั้น ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจะเป็นศูนย์กลางในการที่จะรับข้อมูลจากหน่วยงานทางราชการ ของประเทศที่มีข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แล้วก็นำข้อมูลดังกล่าวมาประมวลผลวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่ การประเมินในเรื่องของการเตือนภัยพิบัติ นั่นคือในเรื่องของข้อมูล
ผมขออนุญาตตอบตรงกับคำถามเสียก่อนนะครับว่ากรณีเรื่องของหอเตือนภัย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาตินั้นมีหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบความพร้อม ซึ่งปกติการตรวจ ความพร้อมของสภาพของหอเตือนภัยดังกล่าวนั้นจะมีการตรวจสอบในทุกวันอยู่แล้ว แล้วในกรณีที่เกิดการชำรุดเสียหายเตือนภัยไม่ได้ก็จะสู่กระบวนการในการที่จะแก้ไขนะครับ แต่ต้องเรียนชี้แจงบนข้อเท็จจริงครับว่าหอเตือนภัยนั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการเตือนภัย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด กระบวนการในการแจ้งเตือนภัยหลักนั้นมีหลายช่องทางทีเดียวนะครับ แต่ที่สำคัญก็คือหลังจากเกิดสถานการณ์ไปเรียบร้อยแล้ว มีการใช้ช่องทางการเตือนภัย มากมายหลายส่วน ซึ่งก็รวมไปถึงหอเตือนภัยด้วย ต้องไปดูที่จุดสุดท้ายครับว่า พี่น้องประชาชนในพื้นที่ในบริเวณที่อาจจะเกิดภัยพิบัตินั้น ได้มีการตระหนัก หยั่งรู้ แล้วก็ ทราบหรือไม่ ในกรณีนี้หลังจากมีการแจ้งผ่านช่องทางต่าง ๆ ไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีในส่วน ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงเครือข่าย เพื่อนเตือนภัย ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน จะเป็นคนสะท้อนผลของการแจ้งเตือนภัย ดังกล่าวว่าพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ซึ่งอาจจะเกิดภัยพิบัติดังกล่าวนั้นได้ตระหนักหยั่งรู้ แล้วก็รับทราบในเรื่องของแผ่นดินไหวดังกล่าวแล้วหรือไม่ แล้วก็ยังเป็นหน่วยที่จะเป็น ผู้ประเมินว่ากระบวนการในการอพยพเคลื่อนย้ายเพื่อหนีจากภัยที่อาจจะเกิดขึ้น ทำได้โดยภาพรวมเป็นไปตามที่อยู่ในกระบวนการขั้นตอนของระเบียบปฏิบัติใช่หรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่ถามว่าทราบหรือไม่ว่าหอเตือนภัยในบางหอไม่มีสัญญาณดัง ต้องเรียนว่าหลังจากที่เหตุการณ์สงบลงเรียบร้อยแล้วมีการประชุมเพื่อที่จะตรวจสอบระบบ ทั้งหมดว่ามีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ยังชำรุด บกพร่องแล้วหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้หมายรวมเฉพาะ หอเตือนภัยละครับ ยังมีในเรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนครับรัฐบาลรับในเรื่อง ดังกล่าว แล้วก็จะดำเนินการให้มีความพร้อม แล้วก็ขอให้ข้อขัดข้องในลักษณะแบบนี้ลดน้อย ถอยลง หรือไม่มีเลยนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่า ในวัตถุประสงค์ เป้าหมายในการแจ้งเตือนภัยให้กับพี่น้องประชาชน ตระหนัก หยั่งรู้ แล้วก็ ดำเนินการตามขั้นตอน ตามกระบวนการที่เคยได้รับการฝึกซ้อมมาแล้ว พี่น้องประชาชน ในชายฝั่งอันดามันทั้งหมดในวันที่ ๑๑ เมษายนนั้นรับทราบในเรื่องของภัยอันอาจจะเกิด แล้วก็มีกระบวนการในการอพยพในการที่จะไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยต่อไปครับ
ส่วนข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ ๑๑ เมษายนนั้น ก็คงจะได้มีการแก้ไข คงจะไม่ระบุเฉพาะเรื่องหอเตือนภัยครับท่านสมาชิกที่ได้ถามกระทู้ถามในวันนี้นะครับ รัฐบาลเองนั้นยังคงนำเอาข้อขัดข้องอีกหลายประการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำแนะนำ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งจากท่านเรวัตในวันนี้นะครับ ในเรื่องของเส้นทางที่ ๓ วันนั้น ที่หาดป่าตองทุกคนก็คงจะเห็นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวจังหวัดภูเก็ตที่อยู่ในพื้นที่ รวมไปถึงชาวต่างชาติซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว ต่างคนก็ต่างเคลื่อนย้าย อพยพเพื่อขึ้นไปอยู่ในที่ ที่ปลอดภัย ในส่วนของเส้นทางที่ ๓ ผมเองนั้นก็จะขออนุญาตรับในนามของรัฐบาล แล้วก็จะได้มีการประสานงานเพื่อให้ข้อขัดข้องในเรื่องของการอพยพ เรื่องของเส้นทางนั้น ได้รับการแก้ไขที่ดีขึ้นนะครับ
ส่วนเรื่องของการอพยพที่ท่านกรุณาได้ให้คำแนะนำว่าอาจจะดูเหมือน มีช่องทางที่น้อย ไร้ทิศทาง การซ้อมโดยทั่วไป สมัยก่อนก็ยึดเอาตัวของข้าราชการ ที่ทำการฝึกซ้อม ณ วันนี้กราบเรียนท่านด้วยความเคารพผ่านทางท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิกว่าการฝึกซ้อมในเรื่องของการอพยพหลังจากมีการเตือนภัย วันนี้เรายึดเอาชุมชน เป็นฐาน แล้วก็สิ่งซึ่งสะสมเป็นประสบการณ์หลังจากเหตุการณ์สึนามิ ๒๕๔๗ ก็ต้อง กราบเรียนท่านว่าในการให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เสี่ยงภัย ก็มีการดำเนินการการปฏิบัติการอพยพที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดีแน่นอนครับยังไม่เกิด ความพึงพอใจ เราก็จะพยายามทำให้กระบวนการเหล่านี้มีปัญหาอุปสรรคให้น้อยที่สุดครับ ในขั้นต้นขออนุญาตตอบเพียงเท่านี้ครับ
เชิญท่านเรวัต อารีรอบ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เรวัต อารีรอบ ผมฟังจากท่านรัฐมนตรีตอบ แต่ผมก็อยากจะผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าในจังหวัดภูเก็ตมีหอเตือนภัยอยู่ ๖ หอเตือนภัยใช้การไม่ได้ครับ แล้วคนภูเก็ต ส่วนใหญ่ที่พี่น้องประชาชนอยู่ตามหาด รวมถึงนักท่องเที่ยวเขาฟังหอเตือนภัยเป็นหลักครับ เพราะโทรศัพท์มือถือระบบล่มหมดครับ ผมเองวันนั้นอยู่ในสภาผมจะโทรศัพท์ไปบอก ยังญาติพี่น้อง ยังพี่น้องประชาชนโทรไม่ได้ครับ แล้วนอกเหนือจากนั้นถ้าคิดว่าระบบนี้ ที่หอเตือนภัยที่ทางกระทรวงท่านดูแลอยู่ลำบาก ผมว่าท่านต้องถ่ายโอนครับ ถ่ายโอนไปให้ ทางจังหวัด ถ่ายโอนไปให้ทางท้องถิ่น อยู่ท้องถิ่นไหนท้องถิ่นนั้นรับผิดชอบ จะได้ดูแล อย่างใกล้ชิดครับ
ต่อไปเป็นคำถามที่ ๒ รัฐบาลมีมาตรการให้ความช่วยเหลืออย่างไร กับบ้านเรือนที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายนที่ผ่านมา ที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต จำนวนมากกว่า ๕๐๐ หลังคาเรือนหรือไม่ อย่างไรครับ
เชิญรัฐบาลครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในประเด็นเรื่องของ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องกราบเรียนโดยสังเขปด้วยเวลาอันจำกัดว่าเรื่องดังกล่าวนั้น อยู่ในการดำเนินการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งในเบื้องต้นนั้นได้ประสาน ให้กับทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ในขั้นต้นได้ใช้เงินทดรองราชการซึ่งอยู่ในอำนาจ ของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน ๕๐ ล้านบาท ในการที่จะเข้าไปชดเชยในเรื่องของ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในการดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าวนั้น ก็มีการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ แล้วก็ตามกฎหมายข้อบังคับในเรื่องของ การตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวที่อำเภอถลาง สำหรับ เรื่องของมาตรการในการชดเชยทั้งหมดนั้นก็ใช้ระเบียบของกระทรวงการคลัง ซึ่งถูกระบุไว้ ในการที่จะจ่ายเงินชดเชยในส่วนของบ้านเรือนที่เสียหายจากเหตุภัยพิบัติดังกล่าว กรณี ที่ไม่ได้เสียหายทั้งหลังนั้นก็มีสิทธิในการที่จะได้รับเงินชดเชย ๒๐,๐๐๐ บาท ไม่เกินนั้นนะครับ ส่วนกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นทั้งหลังตามระเบียบกระทรวงการคลังก็ได้ระบุไว้ ตามกฎหมายนะครับว่าจะขอรับเงินชดเชยได้ไม่เกินหลังละ ๓๐,๐๐๐ บาท
สำหรับจำนวนของบ้านเรือนที่ได้ตรวจสอบจากการดำเนินการ ของกระทรวงมหาดไทยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่บ้านบางขาม หมู่ที่ ๒ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ด ในวันที่ ๑๖ เมษายนนั้นก็พบว่ามีบ้านเรือน ของพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายเล็กน้อยกว่า ๑๐๐ หลังคาเรือน แล้วก็ ที่ตำบลป่าคลอกในอำเภอเดียวกันนั้นก็ได้รับความเสียหายเล็กน้อย ๑๐ หลังคาเรือน ซึ่งในส่วนของอาคารส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหายก็จะเป็นบ้านปูนก่ออิฐชั้นเดียว ในการใช้งาน ของบ้านก็คือยังสามารถที่จะพักอาศัยอยู่ได้ตามปกติ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับความเสียหายนั้น ก็สามารถที่จะขอในเรื่องของเงินชดเชยได้ด้วยเช่นกัน
ผมเพิ่มเติมอีกนิดนะครับเกี่ยวกับเรื่องหอเตือนภัย ในจังหวัดภูเก็ตเองนั้น มีหอเตือนภัยทั้งสิ้น ๒๐ หอ มีการตรวจสอบแล้วหอทั้งหมดก็ใช้ได้ มีเพียงบางหอ ที่สัญญาณไม่ชัดเจนหรือไม่ดังเพียงพอ หรือว่าสามารถที่จะทำให้ได้การเตือนภัย อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้รับทราบแล้วก็กำลังดำเนินการในส่วนของการแก้ไขอยู่ครับ
เชิญท่านเรวัต อารีรอบ
กราบเรียนท่านประธาน ผม เรวัต อารีรอบ ครับ ก่อนที่จะเข้าไปคำถามที่ ๓ นี้ครับ ผมจะต้องบอกท่านผ่านไปยังประธานสภา ไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารครับว่าการเกิด แผ่นดินไหวในพื้นดินมันเป็นครั้งแรกจริง ๆ ของจังหวัดภูเก็ต ท่านจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ ลองดูว่าตรงนี้ครับจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก มันมีเครื่องมือวัดตัวไหนบ้าง ที่ไปอยู่ในพื้นที่อำเภอถลางโดยเฉพาะ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีเป็นดิจิตอล (Digital) ไปแล้วครับ มีบางหน่วยงานที่ใช้อยู่ แต่ผมไม่อยากจะพูดไปกว่านั้นมันจะสร้างความเสียหาย อย่างเขา เรียกว่าเวลาเกิดสั่นสะเทือนแล้วนี้ครับต้องไปเอาข้อมูลมา ไปใส่เรียล (Real) คอมพิวเตอร์ จึงจะอ่านได้ อย่างนี้มันยังเป็นโลว์ (Low) เทคโนโลยี อยู่ท่านครับ ในจังหวัดภูเก็ต ก็ยังมีตั้งอยู่ครับตอนนี้ครับ วันนี้ผมมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งผ่านข่าวสารตรงนี้ ไปยังท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีครับท่านครับ
ต่อไปครับเป็นคำถามที่ ๓ แล้วครับ หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว นับสิบครั้ง มีข่าวในเชิงลบ สร้างความตื่นตระหนกให้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ต และนักท่องเที่ยว รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวต่าง ๆ ในจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ตและนักท่องเที่ยว รวมถึงผู้ประกอบการอย่างไรบ้างครับท่านครับ
เชิญรัฐบาลครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของระบบนี่นะครับ ผมต้องกราบเรียนว่าในส่วนของเครื่องไม้เครื่องมือ ของประเทศไทยนั้นนี้นะครับ เรามีเครื่องมือในการตรวจวัดแผ่นดินไหวทั้งที่มีตำแหน่ง ศูนย์กลางแผ่นดินไหวทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว ขณะนี้ติดตั้งทั่วประเทศกว่า ๔๐ แห่ง แล้วก็ส่วนใหญ่นั้นติดตั้งอยู่ในส่วนของภาคใต้ของประเทศ ซึ่งแน่นอนครับเป็นจุดที่มีโอกาสหรือว่ามีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางอยู่เหนือเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ในการทำงานร่วมกันของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติของประเทศไทยนั้นมิได้ทำเพียงประเทศเดียว แต่ว่าในลักษณะของการทำงานเรื่องของการแจ้งเตือนภัยนั้นเป็นลักษณะของเครือข่าย นอกจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น เราสามารถที่จะตรวจสอบ ตรวจวัดได้ภายใน ๑๐ นาที จากเครื่องมือของเรา แล้วก็เข้าสู่การประเมินแล้วก็วิเคราะห์ผล ซึ่งแน่นอนครับ ใช้เวลาไม่มากครับ ใช้เวลาเพียง ๑๐ กว่านาทีเท่านั้นเองก็จะสามารถได้รับในส่วนของข้อมูล แต่อย่างไรก็ดีครับ เรื่องของการประเมินการแจ้งเตือนภัยนั้นก็คงจะต้องดูจากศูนย์กลาง แล้วก็ดูระยะเวลา ในการคำนวณเบื้องต้นนั้นจะเห็นชัดเจนครับว่าระยะเวลาก่อนที่คลื่นดังกล่าวนั้น ในกรณีแผ่นดินไหวในทะเลลักษณะที่เกิดขึ้นที่เกาะสุมาตรา ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ เท่านั้นเอง พอเป็นสังเขป จากนั้นก็จะมีจุดซึ่งเป็นเครื่องมือ เป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งของประเทศไทยแล้วก็ของต่างชาติที่ลอยอยู่ในทะเล ก็จะเป็นตัวที่ยืนยันว่าเรื่องของขนาด ของคลื่น ขั้นต้นนี่แผ่นดินไหววัดที่ความแรงเสียก่อนยังไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ณ ทันทีทันใดขณะนั้น จะบอกว่ารอยเลื่อนที่เกิดขึ้นเป็นทางดิ่งหรือแนวนอน เพราะฉะนั้น ก็ต้องมารอนำเอาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถที่จะตรวจวัดและยืนยันขนาดของคลื่น เพื่อนำไปสู่การเตรียมในเรื่องของการแจ้งเตือนภัยหรือการยกเลิกการเตือนภัยกรณีที่ คลื่นดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบต่อประเทศไทย นั่นประการที่ ๑ นะครับ
ส่วนประการที่ ๒ เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ต แล้วก็ ในส่วนของจังหวัดที่อยู่ในชายฝั่งอันดามันทั้งหมด รวมไปถึงนักท่องเที่ยว ผมอยากให้รับฟัง ในส่วนของข้อมูลที่เกิดจากทางราชการมากกว่าที่จะฟังจากข่าวลือ กรณีการเกิดแผ่นดินไหว ที่อำเภอถลาง ขนาด ๔.๓ ริกเตอร์ ที่เกิดขึ้นเวลาประมาณ ๑๖.๔๔ นาฬิกาของวันที่ ๑๖ เดือนเมษายน สถานีตรวจแผ่นดินไหวที่ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนบางจาก จังหวัดภูเก็ต ก็ตรวจรับ สัญญาณแผ่นดินไหวดังกล่าวได้ แล้วก็สามารถที่จะประเมินแล้วก็วิเคราะห์ผลว่าเป็นการไหว ขนาดที่ไม่ใหญ่จนกระทั่งจะมีผลกระทบถึงทรัพย์สิน แล้วก็พี่น้องประชาชนมากกว่าที่เกิด แล้วหลังจากนั้นลักษณะของการแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่เราเรียกว่าอาฟเตอร์ช็อค (Aftershock) ได้มีการสั่นไหวในลักษณะที่เบาลงไปเรื่อย ๆ จนขณะนี้ก็เรียกว่า ไม่ได้มีผลกระทบต่อความน่ากลัวที่ลักษณะเหมือนกับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีขนาด ความรุนแรงตั้งแต่ ๘ ริกเตอร์ขึ้นไปนะครับ
ส่วนการปรับปรุงระบบเครือข่ายการตรวจแผ่นดินไหวที่ท่านได้กรุณาได้ให้ ข้อแนะนำ ผมต้องกราบเรียนผ่านทางท่านประธานไปยังท่านสมาชิกครับว่าวันนี้รัฐบาล ให้ความสำคัญกับเรื่องของภัยพิบัติเป็นอย่างยิ่ง ก่อนหน้านั้นมาเป็นอย่างไรผมคงไม่กล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดหาระบบที่พร้อมมูลทันสมัย รวมถึงระบบที่มีอยู่แล้วนี่ จะได้รับการดูแล ได้รับการซ่อมบำรุงอย่างดีนี่ระบบงบประมาณที่ผ่านมาก็อาจจะเป็นปัญหา และอุปสรรคต่อเรื่องดังกล่าว แต่ ณ วันนี้ผมกราบเรียนว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ให้ ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว แล้วก็ในส่วนของกระทรวงไอซีทีและกระทรวงอื่น ๆ นะครับ ผมต้องกราบเรียนตั้งแต่ต้นเลยว่าไม่มีเพียงกระทรวงไอซีทีนะครับ ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหลายกระทรวง ที่จะประมวลผลเอาข้อมูลดังกล่าวเข้ามาสู่ การวิเคราะห์และประเมินในเรื่องของภัยพิบัติ จะได้รับการดูแลและปรับปรุง และทำให้ ระบบภาพรวมที่เรียกว่าซิงเกิล คอมแมน (Single command) นี่สามารถดำเนินการได้อย่าง ถูกต้อง รวดเร็ว แล้วก็มีเวลาเพียงพอสำหรับพี่น้องประชาชนในการที่จะได้รับการเตือนภัย และป้องกันระวังภัยได้ทันท่วงทีครับ
สุดท้ายนี้ครับ กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดภูเก็ต รวมไปถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตจังหวัดอันดามัน แล้วก็ทุก ๆ ที่นะครับ ผมเชื่อว่าหน้าที่ของพวกเรานั้นเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนย่อมที่จะให้ความสำคัญ กับเรื่องของความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนก็คงไม่ต่างกันนะครับ วันนี้รัฐบาลก็จะ ทำหน้าที่ตรงนี้ให้เต็มที่ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจะทำหน้าที่ของเราเป็นยามเฝ้าระวังเหตุร้าย อันอาจจะเกิดกับพี่น้องประชาชน ๓๖๕ วัน ทุก ๆ วัน ๒๔ ชั่วโมงครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
เชิญท่านเรวัต
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรายการสุดท้ายขอฝากจากกลุ่ม ส.ส. อันดามันครับ รวมถึงจังหวัดภูเก็ต ท่านครับ การเกิดแผ่นดินไหวบนพื้นดินนี่ครับ ผมย้ำแล้วว่าเป็นครั้งแรก เดี๋ยวนี้ง่ายครับ มีเครื่องมือวัด ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ ผมอยากจะได้ประมาณสัก ๑๐ ตัว อยู่ทั่วทั้งเกาะ จังหวัดภูเก็ต นอกเหนือจากนั้นท่านครับ คู่มือจะทำอย่างไรเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครับ ประชาชนยังไม่ได้เลยครับ แต่วันนี้ผมในฐานะ ๒ คนที่เป็น ส.ส. ภูเก็ต ทำแล้วครับ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ แผ่น ผมตอนนี้รอจากกระทรวงไอซีทีอีก ๓๐,๐๐๐ แผ่นครับ นอกเหนือจากนั้นท่านครับ อีกไม่กี่เดือนงบประมาณปี ๒๕๕๖ จะเกิดขึ้น ต่อไปนี้รัฐบาล จะมองถึงเฉพาะพื้นที่ จะมองถึงเฉพาะประชากรจังหวัดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ครับ ต้องมอง ถึงประชากรแฝง นักท่องเที่ยวที่มาใช้ในพื้นที่จังหวัดบ้านผม ผมคิดว่าปี ๒๕๕๖ ผมควรจะ ได้รับถนนที่สี่แยกบริเวณสามกอง แล้วก็ถนนที่เป็นสะพานคลองเกาะผีมาเพิ่มเติม เพื่อจะได้ บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ใช้สัญจรไปมาในจังหวัดภูเก็ต และผมก็หวังว่า รัฐบาลชุดนี้คงให้ความสนใจ เพราะว่าจังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งผลิตเงินอย่างมหาศาล ปีละหลายแสนล้านบาทให้กับรัฐบาล ให้กับประเทศไทยมาเลี้ยงคนทั้งเกือบค่อนประเทศ อย่ามองจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดเล็ก ๆ นะครับ เพราะจังหวัดนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อเศรษฐกิจ ผมเองในฐานะตัวแทนของคนภูเก็ตให้รัฐบาลรีบดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในเรื่องของการเตือนภัยให้พี่น้องประชาชนจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับความเดือดร้อนครั้งนี้ แล้วก็ อย่าลืมบ้านพี่น้องลงทะเบียนไว้เกือบ ๕๐๐ หลัง ท่านครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
รัฐบาลรับข้อแนะนำไปนะครับ ประธานขอหนังสือคู่มือแจ้งเตือนภัยหน่อยได้ไหมครับ ท่านเรวัตครับ ขอหนังสือคู่มือการแจ้งเตือนภัยหน่อยได้ไหมครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เอามานะครับ จบกระทู้ถามสดที่ ๑ นะครับ ต่อไปเป็นกระทู้ถามสดที่ ๒
๑.๑.๒ กระทู้ถามที่ ๐๗๖ ส. เรื่อง การดำเนินการนโยบาย ของรัฐบาล เรื่อง ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท และปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท (นายนคร มาฉิม เป็นผู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้ตอบ ท่านนคร มาฉิม จะมีภาพเคลื่อนไหวแสดง ประกอบการถามกระทู้ถามสด ท่านประธานได้อนุญาตแล้วนะครับ เชิญท่านนครถามนะครับ ผมจะไม่ทักท้วง บริหารท่านละ ๑๕ นาที ใน ๓ คำถาม
เชิญท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับ เสียงเรียกร้อง เสียงร้องทุกข์จากพี่น้องผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม แรงงานภาคการท่องเที่ยว แรงงานในระบบ และแรงงาน นอกระบบ รวมไปถึงองค์กรเครือข่ายแรงงานเพื่อการปฏิรูประบบค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรม ผู้นำแรงงาน สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สมาพันธ์แรงงาน สภาองค์การแรงงาน เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายแรงงานข้ามชาติ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคประชาชน เพื่อมาทวงถามความรับผิดชอบ มาทวงถาม กับรัฐบาลว่าที่เคยสัญญาต่อพี่น้องประชาชนในขณะหาเสียงเลือกตั้ง และประกาศ เป็นวาระแห่งชาติ ประกาศเป็นสัญญาประชาคมไว้นั้นท่านจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ต่อสาธารณะ ต่อพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ
ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะย้อนกลับไปถึงหลังจาก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ยุบสภาเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ พรรคการเมือง ในขณะนั้นที่เป็นหลัก แล้วก็มีแคนดิเดท (Candidate) ที่จะมีโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลมีอยู่ ๒ พรรคการเมือง พรรคแรกก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ประกาศนโยบายสาธารณะว่า จะขึ้นค่าแรง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๒ ปี บนหลักคิดที่ว่าการดำเนินการจะต้องสอดคล้องกับ สภาวการณ์ความเป็นจริง จะต้องปรึกษาหารือกับทั้งผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน จะต้อง ปรึกษาหารือกับนายจ้างทุกภาคส่วน แล้วก็จะต้องดูจากองค์กรภาครัฐบาลหรือคนในรัฐบาล พูดง่าย ๆ ก็คือไตรภาคี แล้วก็กำหนดนโยบายสาธารณะบนความเป็นไปได้อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา นโยบายอันไหนที่ทำได้ต้องบอกว่าทำได้ นโยบายอันไหนที่บอกไม่สามารถที่จะ ทำได้ต้องบอกกับประชาชนบนความรับผิดชอบในฐานะนักการเมืองว่าทำไม่ได้ ในขณะเดียวกันคู่แข่งทางการเมืองอีกพรรคหนึ่งซึ่งมีแคนดิเดทที่สามารถจะเป็นแกน ในการจัดตั้งรัฐบาลได้ก็คือพรรคเพื่อไทย นำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้สมัคร บัญชีรายชื่ออันดับที่ ๑ ถูกวางตัวเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ท่านได้ประกาศนโยบายสาธารณะต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่าท่านจะขึ้นค่าแรงให้กับ ผู้ใช้แรงงานเป็นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาททันทีในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ และคนที่ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ จะต้องได้รับเงินเดือน ขั้นต่ำทั่วประเทศเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท จากการประกาศสาธารณะครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทย นำไปสู่แรงจูงใจอย่างมากของพี่น้องผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ทั้งในระบบและนอกระบบ พี่น้องผู้ใช้แรงงานคาดหวังว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลท่านจะสามารถนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้ จึงทำให้คะแนนนิยมส่วนหนึ่งที่เกิดจากนโยบายของพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นก่อให้เกิด การได้รับคะแนนนิยมอย่างท่วมท้นและนำมาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ผมและพรรคประชาธิปัตย์แสดงความยินดีกับท่านครับว่าท่านชนะแล้ว และเป็นรัฐบาลแล้ว แต่สิ่งที่ผมจะต้องทวงถามบนความรับผิดชอบ บนความรักและเคารพท่านในฐานะ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ท่านจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร แต่ก่อนที่จะถาม เป็นคำถามแรก ผมขออนุญาตยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดไว้มีอยู่จริง โดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นผู้ประกาศต่อสาธารณะ ขออนุญาตให้เปิดคลิป (Clip) นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“…………… : ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ เป็นผู้หญิงที่มีหัวใจแกร่ง เปรียบเหมือนเพชร วันนี้เธอเสียสละทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ก้าวไปสู่ข้างหน้าเพื่อจะนำพา ความสุขของประเทศไทยกลับมาอีกครั้งโดยไม่สนว่าชะตากรรมของเธอจะโดนอย่างไร ในอนาคต โดยหวังว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนจะสนับสนุนให้เธอเป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไปครับ ขอเสียงปรบมือต้อนรับและเป็นกำลังใจให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ”
“............... : สวัสดีเจ้า พ่อแม่พี่น้องชาวเชียงใหม่เจ้า ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทอย่างไรคะ แล้วท่านพ่อแม่พี่น้องไม่ต้องห่วงสำหรับลูก ๆ บุตรหลาน ค่าเงินเดือน ทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็น ๑๕,๐๐๐ บาทค่ะ แล้ววันที่ ๑ มกราคมปีหน้า นั่นก็คือปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นั้น เราจะปรับภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ค่ะ พร้อมควบคู่ กับการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ ๓๐๐ บาทค่ะ และเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับน้อง ๆ ที่จบปริญญาตรี ที่ ๑๕,๐๐๐ บาทด้วยค่ะ”
ท่านประธานที่เคารพครับ คนที่พูดอยู่ เมื่อสักครู่ คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ท่านได้ประกาศนโยบายต่อสาธารณะหลายเวที ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น และกรุงเทพมหานคร สาธารณะรับทราบจึงมอบคะแนน และความไว้วางใจให้กับท่านเพื่อหวังว่าวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ แรงงานทั้งประเทศจะได้รับ ค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทต่อวันทันที ลูกหลานคนที่จบปริญญาตรีทำงานทันทีตั้งแต่ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ จะต้องได้รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนทันที ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลังจากผ่านมาแล้วท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ท่านไม่สามารถที่จะทำได้เลย ในทางกลับกันท่านทำได้แค่เพียงบางส่วนในวันที่ ๑ เมษายน ก็คือ ๗ จังหวัด กรุงเทพฯ เป็นต้น ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ไม่ได้รับผลตามนโยบายที่ท่าน ได้ประกาศไว้ ในขณะเดียวกันแรงงานจำนวน ๓๘,๙๐๐,๐๐๐ คน ผิดหวังต่อนโยบาย ที่ท่านประกาศไว้ ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้
คำถามแรก ท่านจะรับผิดชอบต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ๓๙ ล้านคนอย่างไร ในชุดแรกครับท่านประธานครับ ในคำถามชุดที่ ๑ ในขณะที่แรงงานสิ้นหวัง หมดหวัง แล้วก็ ไม่เป็นไปตามที่ท่านสัญญา ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเริ่มมีแนวโน้มที่จะย้ายฐานการผลิต ลดจำนวนการจ้างงาน ลดโอที ลดสวัสดิการ และเอสเอ็มอี (SME) จากข้าราชการเองนะครับ ก็คือจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของรัฐ ให้สัมภาษณ์ไว้บอกว่าอาจจะมีเอสเอ็มอีปิดกิจการทันที ๔๕๐,๐๐๐ ราย ตัวเลข ของผู้ใช้แรงงานที่เกี่ยวพันกับเอสเอ็มอีอาจจะว่างงานและตกงานนับล้านคน ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านจะรับผิดชอบต่อนโยบายนี้อย่างไร ขอเป็นคำถามแรกครับ
เชิญรัฐบาลครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ยื่นกระทู้ถามคือท่านนคร มาฉิม ต้องขอขอบคุณกับคำถามจะได้เคลียร์ (Clear) แล้วก็ชัดเจนสักทีหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วที่ท่าน นางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยพูดไว้นั้น ท่านได้ปฏิบัติตามคำพูด แล้วก็เป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนต้องรับผิดชอบ เมื่อรับผิดชอบแล้วความชัดเจน อยู่ตรงไหน ท่านนคร มาฉิม ก็คงจะได้ติดตาม ก็ต้องขอขอบคุณที่วันนี้เพื่อให้ประชาชน ที่รับฟังจะได้เข้าใจว่านโยบายทุกคนเมื่อนักการเมืองประกาศมาแล้ว สมควรเป็นนโยบาย แล้วก็เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้วก็สมควรที่จะต้องไปปฏิบัติ แต่วิธีการปฏิบัติความชัดเจนอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจเรามีสภา อย่างวันนี้น่ารักมากที่ท่านนคร มาฉิม ได้เอาความไม่เข้าใจ ของประชาชนหลายหลากเข้ามาเป็นกระทู้ถามซึ่งเป็นช่องทางที่ถูกต้อง ซึ่งผมเคารพ ในระบอบประชาธิปไตยมาตลอด เมื่อเรามาเป็นรัฐบาลครับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ก็ได้มีการแถลงในสภาแห่งนี้คือคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าเราจะทำอะไรตามที่ ทุกพรรคการเมืองที่ไปเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องหาเสียง แล้วก็พูดในสภาแห่งนี้ด้วยครับ ไม่ได้ ไปพูดที่สภาแห่งไหน ท่านยืนยันครับว่ามาตรการเร่งด่วนที่ได้ไปรับผิดชอบในการหาเสียงมา เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการภายในปีแรก นโยบาย ๓๐๐ บาทผมจะพูดย่อ ๆ นะครับ เป็นนโยบายของรัฐบาล ๑.๘.๒ นะครับ มีอีกหลายนโยบายเร่งด่วนเสียด้วยซ้ำไป บังเอิญ นโยบาย ๓๐๐ บาทนั้นไปอยู่ที่ ๑.๘.๒ แล้วก็แถลงไว้ว่านโยบายนั้นจะมีการปรับค่าแรง ให้มีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท เป็นการดำเนินงานเพื่อให้แรงงานและบุคลากร สามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับผลิตภาพ และประสิทธิภาพของบุคลากร รวมทั้งมีมาตรการเพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบ แสดงให้เห็นชัดว่านอกจากเราจะประกาศนโยบายเพื่อให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน มีรายได้ที่ดีขึ้น เรายังต้องฟังผู้ประกอบการร่วมกัน อันนั้นให้เห็นชัดถึงความมีเหตุมีผล และการดำเนินการที่ท่านเข้าใจ ๓๐๐ บาท วันนี้ความจริงแล้วรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องเท่าไรนัก เป็นส่วนหนึ่ง ดังที่ท่านเข้าใจครับ เป็นเรื่องของไตรภาคี ไตรภาคีนั้นประกอบด้วยคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย ลูกจ้าง ๕ ท่าน นายจ้าง ๕ ท่าน รัฐบาล ๕ ท่าน ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากรัฐบาล ไม่ว่าเป็นธนาคารแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ ตัวแทนต่าง ๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ ๕ ท่าน จะเห็นได้ว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นอัตราค่าจ้างไม่เท่ากันครับ ของประเทศไทยทั้ง ๗๗ จังหวัด จะมีอัตราต่ำสุด ๑๕๙ บาท ถึงสูงสุด ๒๒๑ บาท ในอดีตตลอดมาจะเป็นแบบนั้น วันนี้ถามสิว่า ถ้าหากว่ารัฐบาลจะไปตัดสินใจเองตัดสินใจได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ บนพื้นฐานของไตรภาคี จะต้องเป็นการยอมรับว่าเหตุผลในการไปชี้แจงในการประชุมกันเราจะขึ้นค่าจ้างแต่ละครั้งนั้น เราจะขึ้นอย่างไร เพื่อไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีผลกระทบ เพราะมีทั้งตัวแทนของนายจ้าง มีตัวแทนของลูกจ้างและรัฐบาล รัฐบาลจะเสียสละอะไรถ้าเหตุผลของนายจ้างนั้น บอกทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอี ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก็กระทบไม่ได้ในการ ขึ้นค่าแรง ถามสิว่าการกระทบมีไหม มีแน่ แต่ถ้ารัฐบาลที่ดีรู้จักแก้ไข แล้ววางแผนให้แยบยล ละเอียด และรอบคอบ ไม่ให้เกิดผลกระทบ นั่นคือเหตุผลในการประชุมของไตรภาคี วันนี้ เหตุผลของไตรภาคีก็ได้สรุปกัน ไม่เฉพาะ ๕ คนนะครับ ๗๗ จังหวัด จริง ๆ แล้ว มีจังหวัดสุดท้ายคือ ๗๖ จังหวัด จังหวัดที่ ๗๗ นั้นยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ถ้าผม จำไม่ผิดคือจังหวัดบึงกาฬที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ แต่ ๗๖ จังหวัด มีอนุกรรมการไตรภาคีทุกจังหวัด รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรแบบหาเสียง รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรแบบที่ต้องทำ เมื่อรู้แล้วว่าก่อนทำ เรารู้นะครับ ตั้งแต่ประกาศไปว่าเราจะทำอะไร เพราะฉะนั้นเมื่อจะทำอะไรเรามาถึง พอเป็นรัฐบาลเราเร่งใน ๑ ปีทันที เมื่อเร่งใน ๑ ปีก็ผลปรากฏเป็นที่ยอมรับโดยไม่ต้อง มีการโหวตเสียด้วยซ้ำไปของคณะกรรมการไตรภาคี เป็นที่ยอมรับของทุกจังหวัดก็เห็นด้วย กับการขึ้นค่าแรง เพราะมีหลักฐานชัดเจนประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นกฎหมาย ไปแล้วเมื่อวันที่ถ้าจำไม่ผิด ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นจะเห็นความชัดเจนว่า แต่ละจังหวัดนั้นมีเหตุผลในประกาศว่าทำไมต้องขึ้นอย่างไร ทำอย่างไร เนื่องจากภายใน ๑ ปีนั้น ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เราประกาศขึ้นครับ แต่ด้วยความมีเหตุมีผลของรัฐบาลเราไม่รู้ว่า อุทกภัย มหาอุทกภัยเกิดขึ้นระหว่างที่มีรัฐบาล วันนั้นนายจ้างขอความเห็นใจว่าขอได้ไหม ให้เลื่อนจาก ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ไปเป็น ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ด้วยเหตุผลที่เรา ต้องรับฟัง เราเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชนทั้ง ๒ ฝ่าย เราอธิบายให้ลูกจ้างฟัง เราอธิบาย สร้างความเข้าใจกับนายจ้างว่าเราเห็นเหตุผลของกันทั้งคู่นั้นขึ้นอย่างไรไปถึง ๑ เมษายน แล้วในราชกิจจานุเบกษายังบอกต่อไปว่าขึ้นทั้งประเทศวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ทั้งประเทศ เหตุผลของการขึ้นครั้งแรกนั้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งประเทศ บังเอิญที่ท่านนคร มาฉิม เข้าใจถูกต้องครับ ๗ จังหวัด ถ้าย้อนกลับไปถ้าเข้าใจดีจะเห็นว่าในการขึ้นค่าแรงนั้น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ คณะกรรมการไตรภาคีมีเหตุผลของแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน จะเห็นได้ว่า พี่น้องจังหวัดพะเยา ๑๕๙ บาทในอดีต สูงสุดคือจังหวัดภูเก็ต ๑ จังหวัด ๒๒๑ บาท บังเอิญ เมื่อขึ้น ไม่บังเอิญเป็นที่ประชุมว่าขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ พื้นฐานก็ถูกขยับขึ้นมาจาก ๑๕๙ บาท ๒๒๑ บาท วันนี้เป็น ๒๒๒ บาทถึง ๓๐๐ บาท ๗ จังหวัดที่มีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว พอขึ้น ๔๐ จังหวัดก็ได้ขึ้นไปถึง ๓๐๐ บาทเป็นที่เรียบร้อยแล้วดังที่ทุกคนทราบดี แต่ที่เหลือ ขึ้นหมดครับ ขึ้นเท่ากันครับ ตามเปอร์เซ็นต์ของอัตราค่าจ้างเดิม เหตุผลตามมาเพราะอะไร เพราะปฏิทินเวลาของการที่รัฐบาลประกาศว่าเราไม่ได้ขึ้นค่าจ้างอย่างเดียวครับ เรามี ข้อตอบแทนให้กับผู้ประกอบการ คือลดภาษีนิติบุคคล จากที่เราเคยเก็บได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราลดให้ปีแรกเหลือ ๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วเรามีบันทึกว่าเหตุผลที่ขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า ปฏิทินเวลาเรายังไม่ได้ลดถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะดูผลกระทบครับ จาก ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ในความเป็นจริง แต่บังเอิญอุทกภัยเลื่อนมาวันที่ ๑ เมษายนไป ๔-๕ เดือน ตามคำร้องขอของผู้ประกอบการ ด้วยเหตุและด้วยผลเราถึงต้องยืดไปวันที่ ๑ เมษายน แล้วก็เตรียมอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้ก็มีมาตรการหลายอย่าง อันนี้ผมจะตอบคำถาม คำถามที่ ๑ ก่อน ถ้าหากว่ายังมีคำถามต่อไปผมก็ยินดีที่จะตอบต่อครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่านนคร มาฉิม ของท่านเหลืออยู่ ๕ นาที ใน ๒ คำถาม ที่ ๒ ที่ ๓ เตือนท่าน เดี๋ยวจะ หมดเวลา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะถามคำถามที่ ๒ นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่รัฐบาลโดยการนำ ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นประกาศแล้ว แล้วก็ไม่สามารถที่จะทำได้ แล้วก็ อ้างเหตุว่ามีความจำเป็น มีเหตุมีผลหลาย ๆ อย่างตามมา ท่านประกาศไว้ชัดเจนครับว่า ท่านจะขึ้นค่าแรงจะขึ้นทั้งประเทศทันทีนะครับ ไม่ใช่ว่าจะเลือกว่าเฉพาะจังหวัดนั้นก่อน จังหวัดนี้ก่อน แล้วมาคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ ท่านติดป้าย ๓๐๐ บาทต่อวันทั้งประเทศ ก็ทำให้ค่าครองชีพโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ มันขึ้นไปดักหน้ารอไว้ทั้งประเทศแล้วครับ ท่านประธานครับ พอขึ้นไปดักหน้ารอไว้ทั้งประเทศ ท่านกลับมาเลือกเอาเฉพาะจังหวัด แค่เพียง ๗ จังหวัดนำร่องที่มีศักยภาพ แล้วก็พอมีศักยภาพเท่านั้น ส่วนอีก ๗๐ จังหวัด ที่เหลือไม่ได้รับการขึ้น ขึ้นก็น้อยมาก ไม่เป็นไปตามที่ท่านได้ประกาศต่อสาธารณะไว้ แล้วผมเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าก่อนที่จะ กำหนดนโยบายท่านได้ปรึกษาไตรภาคีเหมือนกับที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวอ้างมาแล้วหรือยัง หรือว่านโยบายสักแต่ว่าประกาศเพื่อให้ได้คะแนนเสียงแล้วก็หลอกประชาชนไปพลาง ๆ พอได้คะแนนแล้วก็มาหาข้ออ้างในการที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ท่านประธานครับ ในทางการเมืองถ้าเป็นอารยะเขาจะไม่ยืนอยู่แบบนี้ครับท่านประธานครับ ถือว่านักการเมืองในระดับนำของประเทศ นักการเมืองในระดับชาติถ้าประกาศสาธารณะ เป็นนโยบาย เป็นสัญญาประชาคมไว้ และตนเองหรือคณะรัฐมนตรีของตนเองไม่สามารถที่จะ ปฏิบัติเพื่อรักษาพันธะสัญญาและสัญญาประชาคมจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเดียว คือต้องลาออกทั้งคณะเพื่อรับผิดชอบว่าผิดต่อประชาชน สิ่งที่พูดไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่อยู่บนความรับผิดชอบต่อประชาชนและคนไทยทั้งประเทศ ท่านจะแสดงความรับผิดชอบ อย่างไรครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
เชิญรัฐบาลตอบครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมก็ต้องขอขอบคุณนะครับ คำว่า เจตนารมณ์ ต้องเข้าใจ แต่ถ้าจะหาสาระ สาระเราก็มีครับ เพราะเราลดเปอร์เซ็นต์ภาษีจากประกาศ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราลด ในปีแรก ๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะการทำอะไรเราไม่ได้เหนือจากกฎหมายนะครับ เพราะเรา ไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวกับไตรภาคีได้ แต่เราสามารถทำให้ไตรภาคีเข้าใจเราได้ นั่นก็เป็น ประเด็นที่ ๑ ในการทำงาน แล้วเราประกาศชัดเจนครับ ใน ๑ ปีเราทำครับ ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ได้ทำภายใน ๑ ปีนะครับ เพราะเนื่องจากปฏิทินเวลาของการที่เราแลกเปลี่ยน ในการลดภาษีให้กับผู้ประกอบการ อันนั้นก็คงเข้าใจนะครับ ถ้าท่านไม่เข้าใจในระบบบัญชีนั้น ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรนะครับในการเสียภาษี แล้วเราก็มีมาตรการอีกเยอะครับ ในการที่ไม่ให้ กระทบเอสเอ็มอี ในการทำงานนั้นบางพรรคพูดล่วงหน้านะครับเหมือนกันครับ ไม่อยากจะไปข้องเกี่ยวนะครับ ผมเห็นครับว่าอัตราค่าจ้าง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ จะทำภายใน ๒ ปี ท่านมีอำนาจอะไรครับ ไปคอนโทรล (Control) ไตรภาคีครับรู้ล่วงหน้าว่าจะบังคับให้เขาขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นสิครับคือการที่น่าไปทบทวนนโยบาย ผมไม่บอกนะครับว่าใคร แต่ของเราไม่ได้พูดแบบนั้นครับ เราสร้างความเป็นไปได้ให้กับประชาชน คณะกรรมการ บริหารผม ก่อนเอานโยบายมาประชุมหามรุ่งหามค่ำเพื่อหานโยบายที่ลงตัวให้ได้ แล้วก็ ไม่ได้เรียกร้องในอดีตว่าต้องไม่ตอบแทนอะไรเขา เราต้องตอบแทนในการลดภาษีครับ ประกันสังคมเราลดให้เอสเอ็มอีครับ จากเคยส่ง ๕ เหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้อยู่ใน ความสมดุลได้ เพื่อที่จะให้รู้การบริหารของประเทศมากไปกว่า ๓๐๐ บาทนะครับ ประเทศไทยบังเอิญเป็นประเทศ ๒ อย่างครับ ผมคำนึงถึงประชาชนที่เลือกมา แน่นอน ทุกคนเป็นประชาชนหมด ๖๐ กว่าล้านคน ๓๘ ล้านคนอยู่ในระบบ ๑๔ ล้านคน นอกระบบ มาตรา ๔๐ อีก ๒๔ ล้านคน คืออย่างที่ท่านเข้าใจคือ ๓๘ ล้านคนของผู้ใช้แรงงาน ประเทศไทย เป็นลักษณะพิเศษครับ มีทั้งนำเข้าและส่งออกแรงงาน เรานำเข้าแรงงานจากต่างด้าว เยอะครับ เพราะคนไทยบางทีขาดแคลน ไม่อยากทำในงานที่อยากจะทำ เราส่งออกครับ สำหรับแรงงานที่ต้องการไปได้รายได้ที่ดีขึ้น เราต้องคิดอีกมุมหนึ่งครับ เราไม่ต้องให้ผูกติดกับ แรงงานต่ำ ๆ ที่จะอยู่แล้วก็ส่งไปต่างประเทศ ถ้าบอกว่าอยู่ประเทศไทยแล้วได้เงินเดือน ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท เมืองนอกก็บอก ๗,๐๐๐ บาท แต่ไม่ใช่ครับ วันนี้ถ้าเรายกระดับ คุณภาพชีวิตแรงงานของเรา ต่างประเทศอีก ๓-๔ ชีวิตที่ไปทำแรงงานต่างประเทศ ได้เงินเดือนถึง ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ บาท ท่านไม่ดีใจหรือ มันต้องมองหลายมุมครับ เราจะมองมุมเดียวในการบริหารว่าจะเอาแต่การเมือง ไม่ได้ครับ เราต้องมองว่าชีวิต และคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวมเราทำอย่างไรในการบริหารประเทศ ผมคงไม่มอง ช่องเดียวแคบ ๆ ครับ ผมต้องการว่าให้มีปัจจัยต้นทุนการผลิตที่ส่งออกเมืองนอกนั้น ได้เงินเดือน ๕๐,๐๐๐ บาทเสียด้วยซ้ำ ถ้าอยู่ในเมืองไทยได้แค่ ๙,๐๐๐ บาท ให้เขา มีทางเลือกทางอื่นด้วยครับ เรามีคนส่งออกนอกประเทศ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนครับ ส่งเงินมา ส่วนเฉลี่ยเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ท่านคูณสิครับเดือนหนึ่ง ๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้วปีหนึ่ง เท่าไรครับ เราจะให้เขาผูกอยู่กับแรงงานต่ำ ๆ หรือครับ เหมือนอย่างต่างประเทศ เข้ามาทำงานในประเทศไทยหรือครับ อันนั้นเป็นอีกมุมมองที่นอกไป ต้องขออภัยที่ต้องชี้แจง เพราะบังเอิญอยู่ในกระทรวงนี้ แต่ก็ไม่ให้กระทบความสมดุลภายในประเทศ พี่น้อง ๓๐๐ บาท พอกินไหมครับ ไม่ต้องไปปล้นเขาได้ไหม ไม่ใช่ว่าเรา ๑. เข้าข้างผู้ประกอบการมากไป แต่ผู้ใช้แรงงานก็แย่เอา ๆ อันนั้นก็ขอความกรุณาว่าเราทำตามเหตุผลครับ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๖ ในขีดของปฏิทินเวลาของงบประมาณแผ่นดินแล้วก็กับงบของการเสียภาษีที่เรา สัญญาประชาคมว่าจะลดภาษีให้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒ ระดับ เราทำตามกรอบทุกอย่างครับ ไม่มีตรงไหนบิดเบือนเลยครับ แล้วก็เป็นฉันทานุมัติจากไตรภาคีโดยไม่ต้องบีบบังคับครับ เป็นการสมยอมในการอธิบายความด้วยเหตุและด้วยผลครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องการคุณภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ให้มีรายได้เพียงพอที่จะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ให้มีสวัสดิการเทียบเท่ากับ มาตรฐานสากลทุกอย่าง เพราะฉะนั้นการที่รัฐมนตรีท่านได้ย้อนถามกลับผมมาบอกว่า แล้ว ๒๕ เปอร์เซ็นต์มีการคิดไหม กราบเรียนท่านประธานเลยครับ พวกเราคิดครับ พวกเรา ปรึกษาหารือกับทั้งพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน กับทั้งภาคส่วนของราชการในฐานะ ไตรภาคี แล้วก็มาประเมินความเป็นไปได้ว่านโยบายที่ดีที่สุดที่จะก่อให้เกิดพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ทั้งระบบ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเอสเอ็มอีทั้งระบบ ภาคการส่งออกและภาคอุตสาหกรรม ทั้งระบบ ภาคการท่องเที่ยว รวมไปถึงการขับเคลื่อนประเทศทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกัน ไม่ได้ปีนเกลียวกัน เราจึงเสนอนโยบายที่มันปฏิบัติได้อย่างไรครับ และจะต้องเสนอนโยบาย บนความรับผิดชอบต่อสาธารณะท่านประธาน แต่นี้ท่านกลับอ้างในภายหลังว่าไม่สามารถทำได้ เพราะอุทกภัยบ้าง ว่าไม่สามารถทำได้เพราะมีเหตุปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกซ้อนบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ แสดงให้เห็นนัยว่าสิ่งที่ท่านพูดต่อสาธารณะมาโดยตลอดนั้น พูดอยู่บนคะแนนนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ปราศจากความรับผิดชอบต่อประเทศ ต่อผู้ใช้แรงงาน ต่อพี่น้องประชาชนและภาคอุตสาหกรรม ท่านจะแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้ อย่างไรครับ ท่านโกหกและหลอกลวงประชาชนหรือไม่ครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผมอยู่ในสภามานานครับ ท่านก็คงทราบกันดีว่าผมไม่เคยพูดโกหก แล้วผมเกลียดการพูดโกหก ผมถึงเลือกอยู่กับพรรคที่ไม่โกหก แล้วก็ทำได้ด้วย ในพื้นฐาน ของความเป็นจริง ท่านครับ ท่านไปผูกมือออกแบบโดยให้ไตรภาคีบอกอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จริง ๆ เป็นกฎหมายนะครับ จะขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ท่านรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร ว่าท่านจะรู้ ได้อย่างไรเขาจะตอบท่าน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านรู้ได้อย่างไร ผมเองยังไม่รู้เลย เพราะพรรคผม ไม่ได้พูดอย่างนั้น พรรคผมพูดประกาศว่าแรงงานขั้นต่ำ ผมไม่กล้าไปบังอาจพูดอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำภายใน ๒ ปี ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือคำถามของผม ถามกลับว่าข้อกฎหมาย เราต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ผมเข้ามาถึงผมไม่ได้บอกไตรภาคีนะครับ เขาสมยอมเองว่า ๓ ฝ่าย ด้วยเหตุด้วยผล แล้วจริง ๆ ผมประกาศในราชกิจจานุเบกษาจบไปแล้วครับ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ มีหลักฐานหมด เป็นกฎหมายว่าจะขึ้นอย่างไร ทำอย่างไร แต่เนื่องจากว่าขอเวลาขยายไป ๑ เมษายน ผมขึ้นแล้วครับ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ แต่ด้วยความเป็นธรรม ในสังคมต้องมีความเป็นธรรมดั่งที่นายกรัฐมนตรีผมประกาศ ในแถลงนโยบายว่าเราไม่เฉพาะ ๓๐๐ บาทที่จะขึ้นนะครับ เราต้องทั้งผู้ประกอบการด้วย การดำรงชีวิตคุณภาพถึงอยู่ได้ทั้ง ๒ ฝ่าย ผมแถลงเป็นคำพูดครับ เป็นนโยบาย ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ ถ้าท่านไม่ได้ดูเดี๋ยวผมส่งลงไปให้ท่านอ่านก็ได้อันหนึ่ง ไม่ได้โกหกครับ ไม่ได้ตลบตะแลงครับ แล้วสร้างความเป็นไปได้ครับ แล้วก็จบแล้วครับ ๑ เมษายน เราขึ้นทั่วประเทศครับ ไม่มีปัญหา ที่เราติดเพราะว่าเราบอกว่าอีก ๗ เปอร์เซ็นต์ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่อีก ๓ เปอร์เซ็นต์เรากำลังจะลดให้ครับ เราทำตามคำพูดแล้วครับ ให้ผู้ประกอบการเขาหายจากการเดือดร้อน แล้วไม่ทำอะไรโดยพลการครับ พวกผมไม่ใช่ พวกมากลากไปนะครับ ผมอยู่ด้วยเหตุด้วยผล แล้วเราทำกันด้วยเหตุด้วยผลแล้วเคารพ เหตุผลของทุกพรรคการเมืองครับถ้ามีเหตุผล วันนี้ผมเห็นด้วยครับ กับการที่ประกาศ นโยบายแข่งขันกัน ชนะกันเข้ามาแล้วอะไรทำได้ก็ควรจะชมเชยกันครับ แล้ววันนี้ ท่านไม่เห็นแก่แรงงานหรือที่เขาดีใจกับเขาไหมครับ ว่า ๑ พฤษภาคม เขาเตรียมตัวจะดีใจว่า อย่างน้อย ๓๐๐ บาทที่มีอยู่ตกค้างแค่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้นเองที่จะได้ปรับฐานค่าครองชีพ ขึ้นมา ไม่ได้กระทบ เอสเอ็มอีกระทบพวกเราหามาตรการช่วยเหลือกันแล้ว เพราะผม เป็นผู้บริหาร ผมรู้อยู่ว่าผมจะทำอย่างไรไม่ให้เขาเดือดร้อนอยู่แล้วครับ ท่านไม่ต้องห่วง ผมเอาความห่วงใยของท่านนคร มาฉิม มาใส่ตัวผมเรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วผมก็เตรียม ที่จะไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดความสมดุล ให้ทุกฝ่ายให้พอใจกัน โดยเฉพาะให้เห็นแก่ ผู้ที่มีรายได้น้อยด้วยครับ ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ
ต่อไปเป็นกระทู้ถามทั่วไปนะครับ
๑.๒ กระทู้ถามทั่วไป
๑.๒.๑ กระทู้ถามที่ ๑๖๔ เรื่อง ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อน กั้นน้ำเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ (นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ
เชิญท่านสงกรานต์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับที่บรรจุกระทู้ถามอันนี้ เข้ามาในวันนี้ เพราะว่าผมรอกระทู้ถามนี้มาเป็นเวลาเกือบ ๒ เดือน เนื่องจากว่าได้มีการเลื่อนกันมา โดยตลอดนะครับ แล้วก็ประกอบกับโดนเรื่องรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกด้วย ก็ทำให้กระทู้ถามนี้ ยังไม่ได้สอบถามนะครับ ในความเป็นจริงผมเรียนนิดหนึ่งว่าตอนนี้ผมมาพูดเรื่องน้ำท่วม ทุกคนอาจจะแปลกใจว่ามันกำลังแล้งอยู่นะครับ แต่กระทู้ถามนี้ผมถามไว้ ๓ เดือนที่แล้ว แล้วนะครับ เพิ่งจะมาถึงคิวเมื่อเดือนกว่า ๆ ที่แล้ว แล้วก็โดนเลื่อนมาอีก ๔ ครั้ง รวมแล้ว ก็เกือบ ๆ ๕ เดือนนั้นนะครับ เริ่มต้นผมอยากจะอย่างนี้ว่าจังหวัดนครสวรรค์ที่บ้านผม อย่างที่หลายคนทราบว่าเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วก็มีแม่น้ำ ๔ สาย ไหลมาบรรจบกัน แล้วก็ตรงบริเวณนั้น ต้นแม่น้ำนั้นก็มีประชาชนอาศัยอยู่เยอะนะครับ แล้วก็ถือว่าเป็นเขต เทศบาลนครนครสวรรค์ ท่านที่ติดตามข่าวก็พอจะเห็นว่าตรงนั้นเป็นต้นกำเนิด ของแม่น้ำเจ้าพระยา พวกเราก็อยู่กันมาหลายปีมีน้ำท่วมบ้าง ไม่ท่วมบ้าง ก็พอจะอยู่กันได้นะครับ แต่อย่างที่ท่านเห็นนะครับเห็นว่าเมื่อปีที่แล้วช่วงเดือนตุลาคมก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ก็คือ มีน้ำไหลมามากผิดปกตินะครับ แล้วในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์นั้นก็ได้มีความพยายาม ที่จะปกป้องอยู่นะครับ แต่เนื่องจากติดด้วยปัญหาเขื่อนมีสภาพเก่า แล้วก็บางพื้นที่นั้น ก็ยังเป็นเขื่อนดิน ซึ่งทำโดยแบบชั่วคราวเพื่อให้ท่านพอเห็นภาพนะครับ เพราะว่าบรรยากาศ ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมจะขออนุญาตท่านเปิดคลิป (Clip) ที่ ๑ นะครับ ซึ่งเป็นวิดีโอ (Video) บันทึกเหตุการณ์วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ ครับ ขอเชิญ ทางฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“............... : เข้าไปช่วยนะครับ โดยเฉพาะคงจะต้องขอบคุณทางเทศบาล และทางเจ้าหน้าที่มาก ๆ เลยที่นอกจากจะต้องระดมกำลังกันไป ก็จะต้องแบ่งทีมงาน อีกส่วนหนึ่งมา มาช่วยอพยพประชาชนตามบ้านเรือนต่าง ๆ ซึ่งบางคนก็ไม่รู้เรื่อง เพราะว่า อยู่ที่ชั้น ๒ ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายต่าง ๆ ก็รีบแจ้งเตือนกัน สัญญาณโทรศัพท์ตอนนี้ เรียกได้ว่าแทบจะล่มแล้วนะครับ เพราะว่ามีการใช้โทรศัพท์เยอะมากทีเดียวเพื่อที่จะ แจ้งเตือน เพราะวันนี้เป็นวันทำงานปกติเป็นวันจันทร์นะครับ นั่นหมายความว่าบางคน ก็ทำงานอยู่ที่ทำงาน บางคนก็เป็นห่วงบ้านวันนี้บอกว่าลาหยุดอยู่ที่บ้าน นี่ละครับรถดัมพ์ (Dump) ที่เอากระสอบทรายมาลงเสร็จแล้วก็ลืมเอาดัมพ์ลง นี่ละครับภาพคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่คันนั้นแตกลงมา เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าสาเหตุหนึ่งนอกจากน้ำขึ้นสูงแล้ว น่าจะมีเรือที่เป็นเรือรับจ้างนี่ละครับไปชน คันกั้นน้ำนี้ทำเป็นทำนบซองแค่ถุงกระสอบทราย แนวเดียวนะครับ แล้วเข้ามาก็เป็นเขื่อนชั้นที่ ๒ พอแตกขึ้นมาแบบนี้แล้วต้องบอกว่าทำยาก ทีเดียว เพราะว่ามันต้องเอาไม้เข้าไปตอกแล้วก็เอากระสอบทรายเข้าไปใส่ในทำนบซอง อันนี้ ทีมข่าว ๗ สีต้องหลบรถดัมพ์ที่เกี่ยวสายไฟลงมาขึ้นไปยืนบนที่สูง เพราะไม่อย่างนั้นจะถูก ไฟฟ้าช็อร์ต (Short) ได้ ในขณะเดียวกันเราก็ตามไปดูบรรยากาศการช่วยเหลืออพยพคน โดยเฉพาะคนแก่ เด็กเล็ก อย่างที่บอกครับตอนนี้อยู่ในช่วงปิดเทอมเด็ก ๆ นั้นอยู่ที่บ้านกัน แล้วก็ไม่สามารถที่จะเดินบุกกระแสน้ำได้ คนแก่คนนี้นะครับร้องไห้ออกมาเลยบอกว่าไม่เคย เจอภาวะแบบนี้มาก่อนในช่วง ๔-๕ ปีให้หลัง พอเจอลูกถึงกับโผกอดเลยนะครับ บอกว่า”
ท่านประธานพอจะเห็นภาพนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ น้ำได้เริ่มเข้าในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม เวลา ประมาณ ๑๐.๐๐ นาฬิกา และในวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็มีโอกาสได้ไปดูด้วยตัวเองนะครับ แต่ท่านไปสักครู่หนึ่งท่านก็กลับเพราะว่าเหตุการณ์ในช่วงนั้นชุลมุนมากนะครับ ทางจังหวัดนครสวรรค์ ท่านนายกเทศบาลนครนครสวรรค์ คือท่านจิตตเกษม นิโรจน์ ก็ได้ ประสานงานกับทางทหาร คือท่านแม่ทัพภาคที่ ๓ และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ท่านชัยโรจน์ มีแดง ได้ประสานงานแล้วก็ช่วยกันอย่างเต็มที่นะครับ แต่ความโกลาหลอย่างที่ ท่านเห็น ในภาพท่านจะเห็นนะครับว่าเป็นเหตุวิกฤติจริง ๆ แล้วก็พี่น้องทุกคนก็ยังจำภาพนั้นอยู่ แล้วก็ยังขวัญผวาอยู่นะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะครับ ทางผมเองนั้นซึ่งเป็น ส.ส. ในพื้นที่ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ ก็ได้พยายามในทุกสิ่งที่จะทำได้ เมื่อวันที่ ๑๔ หรือวันที่ ๑๕ นี่ละครับ เดือนตุลาคม ผมไม่แม่นนะครับ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านก็ได้นำทีมไปดูด้วยตัวเองนะครับ หลังจากนั้นคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และคณะ ก็ได้ไปที่จังหวัดนครสวรรค์แล้วก็ไปตั้งครัวประชาธิปัตย์ แล้วก็มีท่าน ส.ส. หลายท่าน ได้ไปร่วม อยากจะสรุปให้ท่านฟังก็คือว่า ความเดือดร้อนในครั้งนี้เป็นความเดือดร้อนครั้งใหญ่ และพี่น้องก็ลำบากมากนะครับ แล้วก็เรื่องที่พักอาศัยหลายชุมชน หลายหมู่บ้านนั้นไม่มีที่อยู่ บางคนที่ผมรู้จักนั้นสิ้นเนื้อประดาตัวเลยครับ เพราะที่บ้านนั้นเป็นร้านขายของชำ แล้วก็ไม่รู้ ว่าน้ำจะเข้ามาสูงขนาดนั้นก็เก็บอะไรไม่ได้เลย เอาได้แต่ตัวเปล่า ๆ ไปนะครับ ฉะนั้น เรื่องที่ผมอยากจะมาสอบถามรัฐบาลในวันนี้ก็คือว่า ขณะนี้เป็นที่ทราบชัดนะครับ วันนี้ ที่เขตเทศบาลก็มีการจ่ายเงินชดเชยเรื่องน้ำท่วมที่บอกว่าบ้านละ ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีการชดเชยเงิน ๕,๐๐๐ บาทไปแล้ว แล้วก็อีกหลายอย่างนะครับ รวมมูลค่าเสียหาย ที่เกิดขึ้นเฉพาะในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ ผมว่าไม่ต่ำว่า ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับเงินชดเชยที่รัฐบาลต้องนำไปชดเชยช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับความเสียหายอีก ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาท นับเป็นหมื่นล้านบาทที่เกิดขึ้น ผมจึงอยากจะสอบถามทางรัฐบาล ผ่านทางท่านประธานไปถึงรัฐบาลนะครับว่า ทางรัฐบาลนั้นมีแผนที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ อย่างไรบ้าง เนื่องจากหลังจากน้ำท่วมไม่นาน เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านก็ลงไปที่จังหวัดนครสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง แล้วท่านก็ไปดูพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งผม ก็ไปด้วยนะครับ แล้วก็ทราบมาว่าท่านได้อนุมัติงบมาส่วนหนึ่งประมาณ ๘๖.๕ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ก็กำลังทำอยู่ครับ อันนี้ผมก็ต้องยอมรับว่าต้องขอบคุณที่ท่านได้เป็นธุระที่จะไปดู ด้วยตัวเอง แต่มันไม่พอครับ ท่านครับ ทางเทศบาลนครนครสวรรค์ได้ทำโครงการ แล้วก็ ได้ประสานกับกรมโยธาธิการและผังเมืองมาเรียบร้อยแล้วว่าถ้าจะป้องกันพื้นที่ เขตเทศบาลนครนครสวรรค์ให้ปลอดภัยจากน้ำท่วมอย่างถาวรนั้น จะต้องใช้อะไรบ้างนะครับ ผมขออนุญาตเปิดเป็นสไลด์สั้น ๆ ใช้เวลาไม่เกิน ๓-๔ นาที เพื่อให้ท่านเห็นภาพนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
สไลด์ที่ ๑ ที่ท่านเห็นก็เป็น พื้นที่ในเขตชั้นใน เป็นพื้นที่เมืองซึ่งขณะนี้เป็นเขื่อนดินอยู่ ที่ผ่านมาตรงที่ท่านเห็นในวิดีโอ ว่าน้ำท่วมก็เกิดจากจุดนี้ละครับ อันนี้จะใช้งบประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท ก็คืออันที่ ๑ นะครับ
ขอดูสไลด์ที่ ๒ สไลด์ต่อไปนะครับ อันนี้เป็นการซ่อมแซมเขื่อนกั้นตลิ่งพัง ป้อม ๑ โรงไฟฟ้าน้ำแข็ง อันนี้คือจุดที่ท่านเห็นเลยนะครับ ในวิดีโอเมื่อครู่ อันนี้ ๖.๕ ล้านบาท ทราบว่าได้รับงบมาแล้วนะครับ
อันต่อมานะครับ ขอสไลด์ต่อไปครับ เป็นเขื่อนเสริมระดับคันป้องกันชุมชน น้ำท่วมโรงไฟฟ้าน้ำแข็งเดิม อันนี้ ๘๐ ล้านบาท ทราบว่าได้รับงบมาแล้วนะครับ
สไลด์ต่อไปเป็นอีกส่วนหนึ่ง เป็นเขตรอบนอก ชั้นนอกเลยครับ ประมาณ ๑๕๐ ล้านบาทนะครับ
แล้วก็อันสุดท้ายที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำน่าน ฝั่งศาลเจ้าถึงที่ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่าน อันนี้ประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ
แล้วก็สุดท้ายเป็นพื้นที่ที่น่าสงสารที่สุดเพราะมีชุมชนอยู่เยอะ แล้วก็น้ำท่วม ก่อนคนอื่นอีกเป็นเดือนนะครับ คือบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาจากสะพานเดชาติวงศ์ ถึงบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) นะครับ
ขอสไลด์สุดท้ายนะครับ อันนี้เป็นยอดรวมที่ทางชุมชน ทางเทศบาล ได้ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ประสานมานะครับว่าถ้าจะป้องกันเขตเทศบาลนคร นครสวรรค์ไม่ให้ประสบปัญหาแบบปีที่แล้วจะใช้เงินประมาณ ๑,๑๒๒ ล้านบาทนะครับ ท่านครับ ถ้ามองตัวเลข ๑,๑๒๒ ล้านบาท อาจจะดูเหมือนมาก แต่อย่างที่ผมเรียนท่านว่า น้ำท่วมครั้งที่แล้วเฉพาะเขตเทศบาลนครนครสวรรค์รัฐบาลก็ต้องเสียเงินไปถึง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ประชาชนเสียหายอีกนับหลายพันล้านบาท แล้วผมทราบว่า ทางรัฐบาลนั้นมีงบฟื้นฟูน้ำท่วมอยู่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงอยากจะถามเป็นคำถามแรก คำถามที่ ๑ ของผมนะครับ รัฐบาลได้ดำเนินการพิจารณาจัดสรรงบประมาณโครงการก่อสร้าง เขื่อนกั้นน้ำเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์แล้วหรือไม่ ขอทราบรายละเอียดครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ถามต่อท่าน โครงการตรงนี้เราไม่ได้ นิ่งนอนใจ ผมก็อยู่ริมแม่น้ำเช่นเดียวกับท่าน ขณะเดียวกันขอตอบท่านว่าพื้นที่ทุกอย่าง ที่ท่านถามมานั้นท่านก็ตอบแล้วว่าเราเยียวยาโดยใช้เงิน กยน. วันนี้เงิน กยน. ก็ออก ไปให้ท่าน ๘๖.๕ ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งการจะบูรณาการแบบยั่งยืน จังหวัดคือท้องถิ่น วันนี้ ก็ได้ประสานงานกันว่าให้ท่านทำโครงการวันนี้ในหลักการ ครม. อนุมัติครับ แต่วันนี้ ทางเทศบาลนครนครสวรรค์นั้นจะต้องทำเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือรูปแบบให้เสร็จ ประสานงาน กับกรมโยธาธิการและผังเมืองเอาเข้างบ กบอ. ตรงนี้ครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญคำถามที่ ๒ ครับ
ท่านประธานครับ ขอบคุณสำหรับคำตอบนะครับ แต่อย่างนี้ครับ ผมได้ประสานงานแล้วก็ทราบว่าขณะนี้ กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ประสานงานกับเทศบาลนครนครสวรรค์เพื่อจะดูแลในขั้น การออกแบบขั้นต้น และทางเทศบาลขณะนี้จังหวัดนครสวรรค์เรายังไม่มีนายกเทศมนตรี เพราะอยู่ในระหว่างเลือกตั้งใหม่ ก็แจ้งว่าได้ประสานกับทางกรมโยธาธิการและผังเมือง เรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วก็อยากจะให้ท่าน คือในส่วนที่ได้ ๘๖.๕ ล้านบาท มันน้อยครับ เพราะว่าตัวหลักจริง ๆ ก็คือมีคงอยู่ ๒ รายการ คือ ๖๐๐ ล้านบาทกับ ๑๕๐ ล้านบาท ซึ่งคิดว่าถ้าได้ตรงนั้นมาก็จะปกป้องเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ได้เกือบทั้งหมด จึงอยากถาม ท่านเป็นคำถามที่ ๒ ว่าท่านมีแผนที่จะจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๖ ที่จะถึงนี้หรือเปล่า
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โครงการนี้รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจครับ อาจจะเข้างบ กบอ. นี้เลยครับ ถ้าตรงนั้นรูปแบบท่านเสร็จ ขอฝากท่านผู้แทนราษฎรไปด้วยครับ ว่าประสานงาน ถึงแม้ยังไม่มีนายกบอกให้ท่านปลัดประสานงานเข้ามาทางกรมโยธาธิการและผังเมือง อันนี้จะยื่นสู่มันมีหน่วยงานอิสระ คือ กบอ. ทางจังหวัดทราบดีครับ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดคงทราบว่า ยื่นโดยตรงอย่างไร มันมาพร้อมแบบ ทุกอย่างพร้อมอนุมัติครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสงกรานต์ครับ ครบ ๒ คำถามนะครับ
ครับ ก่อนอื่นต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ และผมเองบ้านก็อยู่ในเขตเทศบาลด้วย ครั้งที่แล้วก็ท่วมครับ แล้วตัวเองก็เป็นผู้อพยพด้วยนะครับ ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าที่ผม ยกประเด็นนี้ขึ้นมาถามไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะว่าอย่างที่หลายคนทราบว่าจังหวัดนครสวรรค์นั้น เป็นเมืองหน้าด่านของภาคเหนือ แล้วก็ที่ผ่านมาในช่วงปีที่แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น สูงมาก ที่ผมพูดนี่พูดเฉพาะเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ยังไม่นับอีก ๑๓ อำเภอ รอบจังหวัดนครสวรรค์ที่ประสบปัญหาหนักเช่นกันนะครับ สิ่งที่ผมอยากฝากท่านประธาน ไปถึงท่านรัฐมนตรีที่มาตอบคำถามในวันนี้ก็คือว่าขอให้ท่านสนใจ แล้วก็พิจารณา เรื่องเกี่ยวกับงบประมาณต่าง ๆ ที่ทางเทศบาลนครนครสวรรค์ แล้วก็คนนครสวรรค์รออยู่ว่า ขอให้ท่านช่วยพิจารณาอย่างจริงจัง แล้วผมคิดว่าสิ่งที่ผมขอกับทางรัฐบาลนั้น ไม่ได้มากเกินไป เพราะว่าถ้าหากโครงการนี้สามารถทำได้ ถ้าเผื่อท่านบอกว่าเรายื่นที่ กบอ. แล้ว จะอนุมัติ ถ้าหากว่าเป็นโครงการผูกพัน ๒-๓ ปี แล้วก็เริ่มทำได้ตั้งแต่ปลายปีนี้นะครับ แล้วก็สุดท้ายแล้วโครงการมันครบสามารถจะปกป้องเมืองได้ สุดท้ายก็จะประหยัดงบ ของรัฐบาลด้วย ไม่ต้องจัดสรรไปช่วยเหลือน้ำท่วม ไม่ต้องจัดสรรไปเยียวยา ไม่ต้องจัดสรร ไปทำถนนใหม่ ซึ่งผมคิดว่าประโยชน์ที่ได้นับสิบ นับร้อยเท่า แล้วก็ในนามของ พี่น้องชาวเทศบาลนครนครสวรรค์ ก็ฝากท่านประธานจริง ๆ ขอให้ดูเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะว่าผมเองนั้นก็ร้อนใจเพราะว่าอีก ๓ เดือน เดือนสิงหาคมนี้น้ำก็เริ่มมาแล้ว ไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ แถม ๑ คำถาม
คือ ผมขอยืนยันครับ สิ่งตรงนี้ทางรัฐบาลเร่งดูแลด้วยความจริงใจ และวันนี้วันอาจจะล่าช้า เพราะว่าบางครั้งสั่งงานออกไปคือความไม่เข้าใจของผู้ว่าราชการจังหวัด อีกหลายตำบล หรืออะไรของท่านนั้น วันนี้เราจะใช้งบ กบอ. งบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ครับ ตรงนี้วันนี้ ในหลักการ ครม. อนุมัติหมดแล้วครับ เพียงแต่ว่าท่านตรงนั้นเข้ามาพร้อมแบบ ท่านได้ทันทีครับ ทุก ๆ อย่างครับ ผมก็ติดแม่น้ำทิศเดียวกับท่าน ผมก็เป็นผู้อพยพเช่นเดียวกันครับ เรารู้กันครับ แต่ขอฝากท่านด้วยครับ ท่านช่วยจี้หน่อยครับ แล้วท่านได้ดังใจที่ท่านคิดครับ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปเป็นกระทู้ถาม
๑.๒.๒ กระทู้ถามที่ ๑๙๔ เรื่องการแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต แก่นักเรียน (นายสมคิด บาลไธสง เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ อันนี้ขอเลื่อนต้องแจ้งท่านสมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีได้แจ้งมาขอมาตอบ ในอาทิตย์ต่อไป ท่านสมคิดไม่ขัดข้องนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง ผมได้รับหนังสือจากท่านรัฐมนตรีแล้วครับ ไม่ขัดข้องครับ
ต่อไปกระทู้ถามที่ ๓
๑.๒.๓ กระทู้ถามที่ ๑๖๗ เรื่อง ขอให้มีการขยายสะพานข้ามคลองไผ่สามเกาะ ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุ เป็นกรณีเร่งด่วน (นางสาวชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขตที่ ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคภูมิใจไทย วันนี้ได้ตั้งกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรี ในกระทู้ถามที่ ๑๖๗ ขอกราบเรียนถามท่านประธานว่า ผู้ใดจะเป็นผู้ตอบคะ ท่านประธานคะ กราบเรียนถาม ท่านประธานค่ะว่าได้ถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันนี้ท่านผู้ใดจะเป็นผู้ตอบกระทู้ถามเลขที่นี้คะ
ก็มีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาอยู่แล้ว เชิญถามได้ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายแล้วครับ
ขอกราบขอบพระคุณนะคะ กระทู้ถามนี้เป็นเรื่องที่ขอให้ขยายสะพานข้ามคลองไผ่สามเกาะ ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุเป็นกรณีเร่งด่วน ในกรณีที่ขอขยายสะพานนี้ ก็ดูจะเหมือนเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป แต่ว่าที่มีเรื่องราวร้องเรียนจำนวนมากที่ขอให้มีการขยาย สะพาน เนื่องจากสะพานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นสะพานข้ามคลองชลประทาน ซึ่งเป็น คลองขนาดใหญ่ แล้วพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ในเขตชุมชน ซึ่งมีพื้นที่ที่ประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องเกษตรกร และเป็นพื้นที่ในเขตโรงงานอุตสาหกรรม สะพาน ข้ามคลองชลประทานไผ่สามเกาะนี้อยู่ในเขตตำบลเขาขลุง ซึ่งมีการใช้งานมาล่วงเลยไปกว่า ๔๐ กว่าปีขึ้นไปแล้ว แล้วก็เป็นสะพานที่ดูเหมือนจะเป็นเส้นทางคมนาคมที่มีเส้นทาง การจราจรค่อนข้างจะคับคั่ง ซึ่งจะมีรถประจำทาง แล้วก็มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ซึ่งจะใช้ขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรกรรมเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน และมีรถบรรทุก นอกจากนั้นยังมีรถยนต์ที่จะต้องใช้เดินทาง และนอกจากนั้นยังมีรถประจำทางทั่วไป เพราะว่าอยู่ในเขตติดต่อกับโรงเรียน และเขตติดต่อกับวัดไผ่สามเกาะ ซึ่งจะมีทั้งเด็กนักเรียน ซึ่งจะต้องเดินทางสัญจรในทุก ๆ วัน แล้วก็ความยาวของสะพานแห่งนี้ยาวประมาณ ๔๐ กว่าเมตรนะคะ ความกว้างของสะพานกว้างไม่มาก ซึ่งเมื่อรถบรรทุกเรียกว่าสวนกันแล้ว ก็คงจะต้องลดความเร็ว แล้วก็สวนกันอย่างมีพื้นที่ที่ค่อนข้างจะคับแคบ ดิฉันวันนี้ ได้ขออนุญาตท่านประธานที่จะเสนอภาพประกอบเพื่อเป็นข้อที่จะได้ร่วมประกอบการสังเกต ต่อท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยค่ะ ขอเริ่มภาพที่ ๑ เลยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ภาพนี้ก็จะเห็นความกว้าง ของสะพานซึ่งจะเห็นวันนี้เราได้ถ่ายในลักษณะของเวลากลางวัน ซึ่งอาจจะมีรถบรรทุก แล้วก็รถทั่ว ๆ ไป จะเห็นความกว้างของถนนเมื่อรถบรรทุกได้มีการจราจรเดิน แทบจะ เรียกว่าคับถนนไปแล้วนะคะ และขณะรถวิ่งบนสะพานท่านจะเห็นทั้งมอเตอร์ไซค์ ท่านจะเห็น ทั้งรถบรรทุก ท่านจะเห็นทั้งรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถสิบล้อ อันนี้ก็คือ ๒ เลนในขณะที่วิ่งกัน ถัดไปข้างคลองชลประทานจะมีจุดเลี้ยวที่จะมาทางซ้ายนะคะ เลี้ยวมารถบรรทุกก็แทบ จะเรียกเต็มถนนแล้ว แล้วทางเท้าท่านเห็นนะคะ ขอบทางเท้ากว้างประมาณ ๑ เมตรเศษ ตามลูกศร แล้วทางซ้ายเป็นรถบรรทุก แล้วเวลารถสวนกันท่านจะเห็นได้ว่าค่อนข้างที่จะ คับแคบ เพราะว่าการจราจรตรงนี้ต้องบอกว่ารถจำนวนเยอะมากที่ใช้เส้นทางนี้นะคะ แล้วอันตรายก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งเวลาที่รถสวนกัน และอันนี้เป็นภาพสุดท้าย ก็คือภาพ ของวัดไผ่สามเกาะ เพราะวัดประกอบไปด้วยโรงเรียน วันนี้ต้องบอกว่าถนนเส้นนี้ สะพานเส้นนี้เป็นสะพานที่อยู่บนถนนทางหลวงหมายเลข ๓๒๗๓ ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นการที่จะใช้งบประมาณที่จะมาช่วยทำนุบำรุง หรือขยายสะพานนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะสะพานเส้นหนึ่งมูลค่าหลายสิบล้านบาท ก็ได้รับเรื่องราวร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนและเส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางลัดที่เป็นเส้นทาง ที่ติดต่อในจังหวัดราชบุรี ในอำเภอบ้านโป่ง และประกอบกันด้วยหลาย ๆ ตำบล ๑๐ กว่าตำบล และติดต่อกับเขตจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งจะเป็นเส้นทางที่หลายจังหวัดต้องใช้ เส้นทางนี้ ก็ขอฝากทางกระทรวงคมนาคมว่าเส้นทางนี้เป็นทางหลวง หมายเลข ๓๒๗๓ และอยู่ในเขตพื้นที่ชุมชนซึ่งก็คงจะต้องเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยเพราะว่าอยู่ในเขต อบต. เขาขลุง เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่พี่น้องชาวเขาขลุงในเขตอำเภอบ้านโป่งกังวลใจ นั่นก็คือ เกิดอุบัติเหตุหลายครั้งหลายหน ซ้ำซาก ล่าสุดที่ดิฉันได้ตั้งกระทู้ถามในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ กว่ากระทู้ถามฉบับนี้จะได้เข้าบรรจุก็ใช้เวลาพอสมควร ก็ดีใจที่ได้รับการบรรจุ แล้วก็ได้รับการร้องเรียนว่ามีเด็กนักเรียนซึ่งเรียกว่าเดินทางสัญจรเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ในการเดินทางโดยผ่านถนนเส้นนี้โดยการข้ามสะพาน เพราะในเวลากลางคืนจะบอกว่า ไฟฟ้าแสงสว่างตรงนั้นน้อยมาก จากรูปเมื่อครู่นี้ถ่ายตอนกลางวันแต่ถ้าในยามค่ำคืนนั้น เป็นอะไรที่มืด แล้วถ้าสวนกันไปสวนกันมาแล้วข้ามคลองชลประทานทั้ง ๒ ข้าง ซ้ายและขวา ซ้ายขวาข้างละ ๒ แล้วตรงข้ามอีกข้างละ ๒ และตรงไปและตรงกลับก็อีก ๒ รวมกันแล้ว เป็น ๑๐ ก็คงจะต้องขอฝากท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านด้วยความยินดีนะคะ ขอกราบ ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่ได้มาแต่ก็ฝากไว้ถึง ๒ กระทรวง ก็ขอตั้งคำถามที่จะเป็นคำถามที่ ๑ ถามท่านทั้งสองว่ารัฐบาลจะมีโครงการที่จะขยายสะพาน ให้กว้างขึ้นได้ไหมภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ จะได้หรือไม่ หรือถ้าไม่ได้นั้นเมื่อไร เพราะว่า พี่น้องประชาชนรอกันอยู่ ดิฉันเองก็คงจะไม่ตั้งกระทู้ถามถ้าไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ แก่เหล่าเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ขอฝากคำถามนี้ไว้ให้ตอบด้วยค่ะ ขอกราบขอบพระคุณในคำถามที่ ๑ ค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วันนี้ เราต้องคุยกันอย่างนี้ครับ ถนน สะพานบางครั้งอยู่ในเขตท้องถิ่น อบต. เมื่อการกระจาย อำนาจแบ่งส่วนงานออกไป บางครั้งในฐานะท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในเขตพื้นที่ บางครั้ง อบต. ต้องเป็นคนรู้ว่าท้องถิ่นตรงนั้น ถ้าถนนนั้นอยู่ในเขตที่ยกให้เป็น ทางหลวงชนบทแล้วหรือยัง ถ้าไม่ยกหรือทางหลวงชนบทเขายกให้เป็นของ อบต. อันนี้ผมจะ กำชับให้ท่าน ไม่ว่าจะสะพานถ้าเป็นของ อบต. วันนี้เม็ดเงินนั้นอยู่ที่นายก อบจ. การดูแล ท้องถิ่น อบจ. เท่านั้นเองที่จะดูแลเม็ดเงินตรงนี้ เพราะว่าการกระจายอำนาจนั้นเม็ดเงินส่งไป อบจ. เรื่องถนนตรงนี้ผมเข้าใจ ไม่มีสะพานไหน นี่เขาเรียกโบราณครับสะพานกว้าง ๕ เมตร แต่ขณะเดียวกันวันนี้รถใหญ่ ถ้าถามผมวันนี้ผมต้องการสะพานกว้างอย่างน้อย ๙ เมตร ไม่จำเป็นต้องมีทางเท้า จาก ๗ เมตรบวกทางเท้าข้างละ ๑ เมตร เป็น ๙ เมตรนั้น เอาทางเท้าออก เพราะวันนี้สะพานกับถนนมันติดกัน เราทำหูช้างให้กว้าง การสัญจรคมนาคมนั้น ก็ย่อมสะดวก แต่เม็ดเงินอันนี้ผมจะติดตามให้ วันนี้ผมจะตรวจสอบว่าถนนเส้นนี้ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท หรืออยู่ในความรับผิดชอบของ อบต. ถ้าเป็นของ อบต. นั้นผมจะจี้ให้นายก อบจ. นั้นลงไปทำเพราะเม็ดเงินอยู่ตรงนั้นทั้งหมดครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
คำถามที่ ๒ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานนะคะ ดิฉัน ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขตที่ ๔ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ก่อนคำถามที่ ๒ วันนี้ดิฉันศึกษาเรียบร้อยแล้วนะคะ ท่านรัฐมนตรี วันนี้สะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามคลองชลประทาน ต้องเรียนว่าอยู่ในพื้นที่เกษตร และมีอุตสาหกรรมผนวกจำนวนเยอะมาก ในตำบลนี้ประกอบด้วยประชาชนประมาณเกือบ ๒๐,๐๐๐ คน แล้วก็มีโรงงานอุตสาหกรรมที่เยอะ มีโรงเรียน มีวัด ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่เกษตร มีภูเขา แล้วก็เป็นสะพานที่คับแคบซึ่งนำมาบรรจุในกระทู้ถามนี้อยู่บนทางหลวง หมายเลข ๓๒๗๓ ซึ่งวันนี้ดิฉันเองก็คงจะต้องฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมล่ะค่ะ ว่าสะพานเส้นนี้เป็นสะพานที่ไม่ใช่สะพานธรรมดา เป็นสะพานที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก แล้วก็ก่อให้เกิดการเสียชีวิตซ้ำซาก เพราะฉะนั้นซ้ำซากตรงนี้ไม่ใช่เสียชีวิตปกติ การเสียชีวิต ในแต่ละชีวิตเป็นเรื่องของคุณค่าและการมีความหมายในชีวิตในแต่ละคน แล้ววันนี้ได้เกิด อุบัติเหตุที่มีการร้องเรียนในเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนค่ะ เพราะฉะนั้นนักเรียนเวลาที่เรียกว่า โรงเรียนเลิกเรียนนั่งรถประจำทางก็คือในชนบทก็จะเป็นรถสองแถวที่บางทีนักเรียน ก็จะต้องนั่งรถสองแถวที่ตรงท้ายนี่เปิด แล้วในขณะเดียวกันรูปเมื่อสักครู่นี้ท่านก็จะได้เห็นว่า เป็นรูปรถสิบล้อจำนวนเยอะมาก ๆ ซึ่งตรงนั้นเป็นเขตของอุตสาหกรรม มีโรงงาน มีโรงเรียน มีวัด มีจักรยาน มีมอเตอร์ไซค์ มีอะไรที่เยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมมาก็เป็นเรื่องที่ดีใจนะคะ หมายเลข ๓๒๗๓ รออยู่ และในขณะเดียวกันที่ดิฉันได้เรียนไปว่าเส้นนี้เป็นเส้นที่ยาวต่อไปถึงจังหวัดกาญจนบุรี มีสะพานอีกหลายทอดซึ่งเป็นสะพานข้ามคลองที่เล็กกว่านี้ ตรงนี้เป็นคลองชลประทาน ที่ใหญ่ที่สุดก็คงจะเป็นคำถามที่ถามต่อไปว่าถ้าในระหว่างที่ยังต้องใช้เส้นทางเส้นนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลเองมีแนวทางอย่างไรในการที่จะแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ และการจราจรบริเวณนั้นเป็นกรณีเร่งด่วน ที่ขอทราบเนื่องจากว่าไฟฟ้าก็ไม่สะดวก สัญญาณไฟ ๘ สายเหนือชลประทาน ใต้ชลประทานเลี้ยวขวา เลี้ยวซ้ายไป ๆ มา ๆ ก็เจอกับ รถสิบล้อ ตรงนี้จะเป็นอย่างไรบ้างเพราะมันมีแค่เพียง ๒ เลนเท่านั้น การจัดการจราจร ก็คงจะต้องขอฝากไว้ด้วย และขอเป็นคำถามที่จะถามไปถึงกระทรวงคมนาคมถ้าวันนี้ ปี ๒๕๕๕ ยังไม่ได้ ปีไหนคะที่เด็กนักเรียนยังรอกันอยู่จะไม่ต้องเสียชีวิตกันอีกต่อไปนะคะ และพี่น้องประชาชนในเขตตำบลชื่อก็บอกอยู่แล้วเขาขลุงอยู่หลังเขา ก็คงจะต้องขอฝากกัน ไว้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญครับท่านชูชาติครับ
ผม ชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ งานตรงนี้ วันนี้ถึงแม้อาจจะอยู่ในของกรมทางหลวง ผมก็ขอรับปากว่าปี ๒๕๕๕ นั้นงบประมาณไม่มี แต่ถามใจผมแล้วนะครับ สะพานเส้นนี้ควรจะได้มาตรฐาน ให้สร้างสะพาน ผมเคยปรารภ แล้วก็จบไปทุกเรื่องในอดีต สะพานนั้นต้องทำสะพานให้ใหญ่เท่ากับไหล่ถนน เราจะไม่พูดกัน ว่าสะพานกว้าง ๗ เมตร ๘ เมตร ๙ เมตร ถนนกว้างเท่าไร มีไหล่ทางเท่าไร สะพานนั้น ต้องกว้างเท่าเทียมกับไหล่ทางตลอดไป แต่วันนี้ขอรับปากว่าเรื่องไฟจราจรนั้น เดี๋ยวผมประสานคุยกันตรงนี้ ขอตอบเป็นภาพรวมว่าไฟจราจรท่านจะได้เลยครับ แต่เรื่องสะพานนั้นไม่มีปัญหาครับ ขอรับไปครับ ขอบพระคุณครับ
แถม ๑ คำถาม
ท่านประธานคะ ดิฉัน ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขตอำเภอบ้านโป่ง ในเขต พื้นที่เขาขลุงรวมอยู่ด้วย ก็กราบขอบพระคุณนะคะ เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยรับปากว่าสะพานนี้ไม่มีปัญหาในปี ๒๕๕๕ แต่อะไรก็ตามที่มาก่อน คือไฟฟ้า ท่านจะดูแลเป็นกรณีพิเศษนะคะ แต่ว่าในเรื่องของการขยายสะพานตรงนี้ ก็ต้องเรียนว่า อบต. คงจะไม่มีงบ แต่ว่าอย่างไรก็ตามไม่ได้อยู่ในเขต อบต. อยู่ในเขตของ กระทรวงคมนาคม วันนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมก็มานั่งด้วย ท่านยืนยัน ได้ไหมคะ ถ้าท่านยืนยันด้วยเมื่อไรสะพานเสร็จ ไฟฟ้าเสร็จ ขออนุญาตให้ท่านไปเปิดด้วยนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ขอขอบคุณท่าน ส.ส. ชะวรลัทธิ์ อันนี้ผมมาตอบแทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็มาในปัญหาเดียวกันทั้งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วก็กระทรวงคมนาคม ก็ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยท่านก็รับปาก ซึ่งผมก็ยินดีจะรับทำความตกลงกันว่าในส่วนของ กระทรวงคมนาคมผมก็จะไปทำให้ตามความประสงค์ของท่าน โดยที่สะพานนี้มันมีทางเท้า กว้างไปจนเหลือช่องการจราจรแคบเหลือแค่ประมาณ ๔ เมตร แต่ปรากฏว่ามีการตาย เกิดขึ้น ความจำเป็นนั้นเนื่องจากงบประมาณ ในความจริงกรมทางหลวงแผ่นดินได้ตั้ง งบประมาณในปี ๒๕๕๕ ไว้เรียบร้อยแล้วครับท่านประธาน แต่เนื่องจากว่าทางกระทรวง ถูกปรับลดงบประมาณไป งบประมาณจึงต้องไปทำในโครงสร้างสะพานอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในทาง สายหลักเสียมาก ก็เลยอันนี้ก็ถูกตัดไป อย่างไรก็ตามก็จะต้องบรรจุเงินงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ ตามที่ท่านชะวรลัทธิ์ได้ร้องขอแน่นอน ส่วนขณะนี้ทางกระทรวงคมนาคมก็จะได้สั่ง ให้ทางหลวงแผ่นดินไปติดตั้งอาณัติสัญญาณและแสงสว่างตามที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการชูชาติ ได้รับปากไว้แน่นอนครับ ก็ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปกระทู้ถามที่ ๔ กระทู้ถาม ที่ ๒๒๐ เรื่อง การขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยลำพอก ตำบลยาง อำเภอศีขรภูมิ และอ่างเก็บน้ำบ้านเกาะแก้ว ตำบลเกาะแก้ว อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ (นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กระทู้ถามนี้เลื่อนนะครับ เป็นกระทู้ถามที่ ๕ ครูมานิตย์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดสุรินทร์ ขออภัยกระทู้ถามต่อไป ผมจะคุยกับ ท่านประธานนิดหนึ่งว่าเที่ยวนี้เลื่อนไม่เป็นไรครับ แต่ว่าความเดือดร้อนนี่มันเลื่อนกันไม่ได้ ท่านประธาน แต่ผมเห็นใจ ครม. เห็นใจคณะรัฐมนตรีที่มีภารกิจที่ต้องทำงานมาก ก็เห็นใจอยู่ครับในเรื่องการแก้ปัญหา ผมยินดีให้เลื่อนอาทิตย์นี้ แต่ครั้งต่อไปต้องเลื่อนของผม มาเป็นลำดับที่ ๑ นะครับท่านประธาน ผมก็กลัวเป็นห่วงว่าของผมจะตก ผมก็เลยนั่งรออยู่ครับ ตกลงอย่างนี้ไหมครับท่านประธานครับ
อาทิตย์หน้าจะพยายามไม่ให้มีเลื่อนครับ
ถึงเลื่อนก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ว่าถ้ามี กระทู้ถามสดเมื่อไรท่านประธาน ของผมต้องเป็นลำดับที่ ๑ ของครั้งต่อไป ส่วนครั้งต่อไป จะเข้าตอนไหนไม่ติดใจครับท่านประธาน
ได้ครับ
ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ
เชิญกระทู้ถามที่ ๕ ครับ
๑.๒.๕ กระทู้ถามที่ ๒๒๑ โครงการก่อสร้างถนนลาดยาง สายบ้านมาบค่าย หมู่ที่ ๖ ตำบลทัพรั้ง และโครงการปรับปรุงซ่อมแซมถนนลาดยางสายบ้านทัพรั้ง หมู่ที่ ๑ ตำบลทัพรั้ง อำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา เชื่อมต่ออำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ (นายสุชาติ ภิญโญ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ตอบ
เชิญท่านสุชาติ ภิญโญ ครับ เชิญถามครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาตขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่กรุณาให้ท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านมาตอบคำถาม ซึ่งจริง ๆ ผมถามท่านรัฐมนตรีท่านเดียว แต่ว่า ๒ ท่านนี่ถือว่าได้ครบ เพราะท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยก็อยู่ในข่ายที่เป็นประเด็นคำถามของผมเช่นกันนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า พี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งของผมนะครับ ซึ่งประกอบไปด้วย อำเภอคง อำเภอขามสะแกแสง อำเภอพระทองคำ และอำเภอบ้านเหลื่อม พี่น้องเหล่านั้นอยู่ในชนบท เพราะฉะนั้นโอกาสต่าง ๆ ที่เขาจะได้รับเหมือนคนในเมืองนั้น ค่อนข้างน้อย สิ่งที่เขาขาดโอกาสไปนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องของการศึกษา พี่น้องประชาชนเหล่านั้นเขาก็ ขาดโอกาสเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับคนในเมืองเขา เพราะฉะนั้นในฐานะของตัวแทน พี่น้องประชาชนที่ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ผมต้องขออนุญาตขอบพระคุณ ท่านประธานที่เวทีสภาแห่งนี้ทำให้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้มีโอกาสที่จะนำความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนเสนอต่อท่านรัฐมนตรีโดยตรง ประชาชนเขามีความหวังนะครับ เมื่อเขามีผู้แทนราษฎรแล้วเขามีความหวังว่าเขาจะได้ ในสิ่งที่เขาขาดหายไป โดยเฉพาะวันนี้เป็นเรื่องของถนนหนทาง แน่นอนที่สุดครับที่ผ่านมานั้นรัฐบาลได้โอนถ่ายถนนซึ่งเป็นถนนทางหลวงชนบทให้กับท้องถิ่น เป็นอันมาก เมื่อมีการโอนถ่ายไปนั้น แน่นอนที่สุดว่าท้องถิ่นเขาไม่มีงบประมาณ เช่น เส้นทางหนึ่งระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร กรมทางหลวงชนบททำถนนลาดยางไปแล้ว ๕ กิโลเมตร ซึ่งทำมานานแล้ว อีก ๕ กิโลเมตรที่เหลือพี่น้องประชาชนไม่มีโอกาสที่จะได้จาก อบจ. หรือท้องถิ่นที่มีการถ่ายโอนอำนาจไปเลย แม้กระทั่งว่าเรื่องของการซ่อมแซมก็ยังยากนะครับ เพราะเขาไม่มีงบประมาณพอ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันเกิดปัญหานะครับ โดยเฉพาะประเด็นปัญหาซึ่งผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านทั้ง ๒ เส้นทางนี้นะครับ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเส้นทางทั้ง ๒ เส้นทางนั้นใช้งบประมาณไม่มากในการซ่อมแซมบูรณะนะครับ อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้เรื่องที่เมื่อเราได้เป็นผู้แทนราษฎรแล้ว ไม่อยากให้สิ่งต่าง ๆ ที่มันอยู่ในชนบทแล้วมันไม่ได้รับการพัฒนานี่เป็นไปตามยถากรรม เมื่อเราเป็นตัวแทนแล้วเราก็อยากที่จะเสนอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ได้รับทราบแล้วช่วยแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชน เพราะท่านอยู่ตรงนี้ท่านอาจจะไม่ทราบแต่เราอยู่ในพื้นที่เราทราบว่า พี่น้องมีความเดือดร้อนและมีความต้องการ เพราะฉะนั้นเส้นทางแรกซึ่งผมจะขออนุญาต เรียนถามท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านนะครับ
เส้นทางแรกเป็นการก่อสร้างถนนเส้นบ้านมาบค่าย หมู่ที่ ๖ ตำบลทัพรั้ง อำเภอพระทองคำ เส้นนี้เชื่อมอำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เป็นเส้นทาง ที่พี่น้องประชาชนใช้สัญจรและใช้ในการขนส่งสินค้าเกษตร เป็นเส้นยุทธศาสตร์ เพราะพี่น้อง เขตนั้นทำอาชีพส่วนใหญ่ก็คือการเกษตร เช่น ปลูกอ้อยและปลูกมันสำปะหลัง เพราะฉะนั้น เส้นทางนี้เป็นเส้นทางสัญจร ปัจจุบันนี้เป็นถนนลูกรังอยู่ ยังไม่ได้รับการก่อสร้างและบูรณะ แต่อย่างใดนะครับ
เส้นที่ ๒ เป็นเส้นของบ้านทัพรั้ง หมู่ที่ ๑ ตำบลทัพรั้ง อำเภอพระทองคำ เส้นนี้จะไปเชื่อมกับอำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ชำรุดมาก เสียหายมาก เส้นทางปัจจุบัน เดิมเป็นลาดยางตอนนี้เป็นถนนหินคลุกเพราะเสียหายเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาต เรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าปี ๒๕๕๕ เราได้จัดสรรงบประมาณก่อสร้างเส้นทางและปรับปรุง ถนนทั้ง ๒ เส้นดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ขออนุญาตเรียนถามครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านชูชาติครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ชูชาติ หาญสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมาย จากท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาตอบกระทู้ถามต่อเพื่อนสมาชิกที่เคารพ คือ ต้องเล่าความเป็นมา การกระจายอำนาจนั้น อดีตนั้นถนนส่วนมากเป็นท้องถิ่น และอดีตนี้ เราเคยตกลงสมัยผมอยู่ในกรรมาธิการมายาวนานในอดีตนั้นนะครับ ถ้าเป็นถนนในเส้นที่ ท้องถิ่นเป็นคนทำ คือ รพช. หรือกรมโยธาธิการและผังเมือง ในอดีตอยู่ตรงนี้ ถ้าเส้นใด ที่ท้องถิ่นทำเป็นทางหลวงจรดทางหลวง เป็นเส้นซอยทางหลวงจรดทางหลวงนั้น จะเป็นมาตรฐานหนึ่ง เมื่อเราทำได้มาตรฐานหนึ่งจะยกให้กรมทางหลวงทันที แต่มาหนหลัง เรามากระจายอำนาจ ภารกิจของกระทรวงมหาดไทยถอยไป แต่ความเข้าใจของท่านนายก อบต. หรือในท้องถิ่นนั้นอาจจะไม่เข้าใจการมอบอำนาจ เราเปลี่ยนนายกกันอาจจะบ่อย ท้องถิ่นเลยไม่เข้าใจ ปลัดอาจจะเปลี่ยนเลยไม่ทราบว่าถนนนั้นเขามอบให้ท้องถิ่น หรือยังอยู่ กรมทางหลวงชนบท วันนี้ขอตอบท่านว่าวันนี้ถ้าอยู่ในเขตอำเภอใดเรามีพี่เลี้ยง อบต. นั้น มีท้องถิ่นอำเภอนะครับ ท้องถิ่นอำเภอควรจะเป็นพี่เลี้ยง ถ้าประชุมทุกจังหวัดเมื่อไร ผมจะจี้ลงไปว่าควรจะเป็นพี่เลี้ยง ไม่อย่างนั้นตอบคำถามกันไม่จบครับ ถนนตรงนี้ถ้ายังเป็น ทางหลวงจังหวัดของกรมทางหลวงชนบทนั้นให้ ให้ท้องถิ่นจังหวัดเป็นคนชี้นำ ให้เรียก แล้วซ่อม ให้แจ้งไปยังกรมทางหลวงชนบทนะครับ บางครั้งอาจจะเรื่องไฟฟ้า วันนี้ผมทะเลาะกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคครับ ซึ่งผมไม่ได้คุมก็จริง แต่อยู่ในกระทรวงมหาดไทย ในอดีตตกลงกันไว้ว่าการขยายเขตไฟฟ้านั้นเก็บสตางค์ไม่ได้ครับ แล้ววันนี้ทะเลาะไว้ให้อีก ไฟฟ้าเพื่อการเกษตร สิ่งตรงนี้สำคัญ วันนี้ภัยแล้งก็มานะครับ วันนี้ ขอชี้นำท่านด้วยว่าให้บอก อบต. ของท่านที่ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชี้นำเขาหน่อยครับ ขุดบ่อบาดาลน้ำตื้นได้ครับ เอาไว้เพื่อการเกษตร เมื่อการเกษตรตูม ผมได้ติดตามผลงานตรงนั้นให้ เรื่องไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ที่เคยกล่าวกันไว้ว่า ผมกล่าวไว้ว่าต้องการให้ใช้ไฟ อาจจะ ๔ ทุ่ม ถึงตีสาม เก็บ ๕๐ สตางค์ก็รวยครับ ไฟฟ้า เพราะไฟฟ้าไม่ต้องสำรอง ไฟฟ้าเหลือใช้ วันนี้ เราช่วยกันครับ ทุกอย่างมันถูกกระจายอำนาจออกไป บางทีนายกเข้ามาใหม่ ปลัดก็เปลี่ยนไป เลยไม่รู้ข้อมูลกันตรงนี้ พื้นฐานตรงนี้ โครงสร้างพื้นฐานนั้นรัฐบาลพึงดูแล อันไหน ที่เขามอบมาหมดแล้ว อบต. ไม่มีเงิน เงินนั้นถูกกระจายอำนาจมอบไปอยู่ที่ อบจ. ครับ ตรงนี้ครับ ตอบตรง ๆ กับท่านเลยก็ได้ ถ้า อบต. กับ อบจ. ไม่รวมกันท่านก็ไม่ได้อีก นี่ละครับการเมืองท้องถิ่นก็เกิดปัญหา ระดับชาติก็เกิดปัญหา แต่วันนี้ผมในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วมาเป็นรัฐมนตรีอยู่ในตรงนี้ผมเข้าใจครับ จะประสาน ผลประโยชน์ตรงนี้ ดูแลโครงสร้างพื้นฐานให้ท่าน แม้แต่ถนนทั้ง ๒ เส้น วันนี้ผมจะสอบถาม ไปขอข้อมูลจากท่านว่าแล้วให้ถามท้องถิ่นอำเภอว่าจะทำงานไหม ท่านถามเลยว่า วันนี้งบประมาณอีกส่วนหนึ่งผมจำตัวเลขไม่ได้ งบปี ๒๕๕๕ กรมทางหลวงชนบทที่ดูแล ในท้องถิ่นตรงนั้น ๆ ยังเป็นอยู่ตรงนั้น เขาให้เงินมาแล้วครับ แต่เขากำหนดให้เสร็จครับว่า ไปทำที่หมู่นั้น ตำบลนั้น อะไรยาวเท่าไร กว้างเท่าไร เป็นซอยลงละเอียด เส้นหนึ่ง ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทมี ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทมี แล้วแต่ความต้องการ แต่เงินกรมทางหลวงชนบทเขาเป็นคนให้มา ตรงนี้ให้มากับท้องถิ่น ผมเป็นบุคคลที่ดูแลตรงนี้ ก็เหมือนบุรุษไปรษณีย์เฉย ๆ มาถึงผม ผมก็อนุมัติ เงินก็จากกรมบัญชีกลาง จากสำนักงบประมาณผ่านกรมบัญชีกลางตรวจสอบข้อมูล ทุกอย่างถูกต้องตรงกันกับบัญชี ที่ส่งมา กรมบัญชีกลางมาถึงผม สำนักงบประมาณแจ้งผม ผมก็แจ้งกรมบัญชีกลาง เม็ดเงิน ตรงนี้ก็ไปหาท่านเลย สู่ท้องถิ่นทันทีครับ วันนี้ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน บางทีเลยนึกว่า ตรงนี้อยู่กับผม อยู่กับกระทรวงมหาดไทย จริง ๆ ไปอยู่ที่อื่น กระจายอำนาจ อย่างเรื่องน้ำ ไปอยู่ที่กรมทรัพยากรน้ำ ถ้าเอาเรื่องขยะ สิ่งแวดล้อมอะไรก็อยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนั่นครับ อะไรได้อดีตอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยทุกอย่างเลย แต่วันนี้ กระจายอำนาจเอาไป เขากระจายออกหมด กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่อย่างเดียว เป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งเงินแล้วเป็นกระโถนให้กับท่านคอยว่า แต่ว่าไม่เป็นอะไร เพราะผม มาจากผู้แทนราษฎร แล้วจะตอบคำถามท่านและชี้นำไปทุกเวลาเลยว่าเม็ดเงินนี้อยู่ตรงนี้ เม็ดเงินนั้นอยู่ตรงนั้น ขอถูกทางท่านได้ตามเป้าหมดครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญอีกคำถามครับ จะถามต่อไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาตขอบพระคุณอย่างสูงนะครับ ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ขออนุญาตฝากท่านดูแลหน่อยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล แล้วก็ยังขาด งบประมาณ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าในพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผม เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ผมไม่อยากจะกล่าวในสภาแห่งนี้ว่าแม้แต่สี่แยกจราจร ไฟแดงยังไม่มีเลยครับในพื้นที่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นต้องขออนุญาตฝากรัฐมนตรี ทั้ง ๒ ท่านด้วยนะครับ
กระผมขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นที่ ๒ นะครับ หากรัฐบาลยังไม่มีนโยบาย ปี ๒๕๕๕ ซึ่งท่านเองก็คงยังไม่มีข้อมูลในตรงนั้นนะครับ ผมขออนุญาตฝากท่านในปีต่อไป สามารถที่จะบรรจุงบประมาณได้ไหม และขออนุญาตฝากพิเศษท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมที่เคารพ ขออนุญาตฝากถนนเส้นทำนบพัฒนาไปบ้านคูเมืองชำรุดมาก เส้นบ้านคูเมืองไปบ้านสระสี่เหลี่ยม อำเภอพระทองคำ อำเภอคง และอำเภอบ้านเหลื่อมนะครับ พื้นที่ของกรมทางหลวงชนบทครับ แล้วก็ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ทราบดีว่าถนน ๒ เส้นนี้ชำรุด เสียหายมาก ขออนุญาตขอบพระคุณ แล้วก็ขออนุญาตเรียนถามท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านครับ ขอบคุณครับ
เชิญครับท่านครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ชูชาติ หาญสวัสดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องตรงนี้รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจครับ บางครั้ง บางโอกาสท่านอาจจะเป็นผู้แทนราษฎรตรงนี้ วันนี้รัฐธรรมนูญเขียนผู้แทนราษฎร ยุ่งแทบไม่ได้ นี่ละครับสำคัญ แต่วันนี้ผมเชื่อได้ว่าเราก็เล่นกันข้างหลังนี่ ท่านถ่ายรูปมาวันนี้ ถ้าเป็นของกรมทางหลวงเราผลักดันกันครับ ปีนี้สภาเรายังเปิดอยู่ เผลอ ๆ งบประมาณ ก็เปิดตามนี่ จะได้เอาเข้าเล่มให้ท่านในปี ๒๕๕๖ ได้ ท่านช่วยเป็นกำลังหน่อยให้ลูกน้อง ถ่ายภาพให้มันเห็นภาพว่าถนนนี้จรดไหน เวลาของบประมาณท่านอย่าไปขอสั้น ๆ ขอเลยว่าถนนเส้นนี้ชื่อนี้ จรดทางหลวงเส้นนี้สู่เส้นนี้ นี่ละครับความสำคัญมันเกิดตรงนี้ ถ้าท่านบอกว่าจุดตรงนี้ หลักกิโลเมตรนี้ไปถึงตรงโน้น เขาไม่ให้ท่านหรอกครับงบประมาณ วิธีขอนี้ถ้าเส้นทางหลวงจรดทางหลวงหรือเส้นคมนาคมจรดเส้นทางหลวงนั้น เกิดความสำคัญ ลำดับ ๑ ลำดับ ๒ ท่านต้องเข้าใจการของบประมาณซึ่งในหน่วยงานของรัฐ พวกรัฐมนตรี อยู่ข้างบนนี่แทบจะไม่ได้รู้คัท (Cut) ตรงนั้น คัทตรงนี้ แต่วันนี้ถ้าท่านทำมานะครับ ฝากท่านทำ ให้ อบต. หรือในเขตของใครทำเรื่องขึ้นมานะครับ ทำเป็น ๓ ฉบับ ถ่ายฉบับหนึ่ง ผ่านจังหวัดขึ้นมา ถ้าเข้าใจให้ถามท้องถิ่นอำเภอว่าเส้นทางตรงนี้อยู่กับใคร อยู่กรมทางหลวง จะได้บอกผู้ว่าราชการจังหวัด เรียกทางหลวงจังหวัดมา ถ้าอยู่กรมทางหลวงชนบท เรียกกรมทางหลวงชนบทมาดูเขียนแบบขึ้นมา ผ่านขั้นตอนสู่ แล้วเอามาพวกท่านส่งรัฐมนตรี ๑ ฉบับเป็นสำเนา แล้วอีกฉบับหนึ่งไปให้งบประมาณ ผมเชื่อว่าทุกอย่างผ่านครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
จบการพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ถามแล้วนะครับ
ตอนนี้มีผู้เข้าประชุมอยู่ ๔๒๑ ท่านนะครับ ถือว่าครบองค์ประชุมครับ ขอเปิดการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
๒.๑ รับทราบงบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒
ด้วยสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบงบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ ซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ และรับรองแล้ว และเสนอให้ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อรับทราบตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๔๕ ซึ่งสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้จัดส่งรายงานให้ท่านสมาชิกได้รับทราบแล้วนะครับ
ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสืออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ ร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วเห็นเป็นประโยชน์จึงอนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๖๘ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้ชี้แจงต่อที่ประชุม ๑. คุณเนตรนภิส สุชนวนิช ผู้ช่วย เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๒. คุณการุณย์ คุณติรานนท์ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารการจัดสรรกองทุน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๓. ท่านนิรมล เห็นประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกองทุน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ๔. คุณวรานันท์ คำตัน หัวหน้ากลุ่มงานสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ เชิญขึ้นประจำที่ชี้แจงนะครับ ท่านเลขาธิการมาหรือยังครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอเสนอ งบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ ดังนี้
ตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเสนองบดุลและรายงาน การรับจ่ายเงินของกองทุนในปีที่ล่วงมา ซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบรับรองแล้ว ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ งบดุลและรายงานการเงินดังกล่าวให้รัฐมนตรีเสนอ ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรทราบ และจัดให้มีการประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งนายกรัฐมนตรีทราบแล้วมีบัญชาเห็นชอบ ให้สำนักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติส่งงบดุลและรายงานการรับจ่ายกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ และรับรองแล้วเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบ และส่งให้สำนักงาน เลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป เพื่อให้การชี้แจง ข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องรับทราบงบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินกองทุน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ ต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงขออนุญาตให้บุคคลดังกล่าวที่ท่านประธาน ได้เอ่ยชื่อได้ทำหน้าที่ ขอกราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสมาชิกอภิปรายซักถามได้ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายสมคิด เชื้อคง พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี กรณีรายงานเกี่ยวกับกองทุน ประกันสุขภาพพอดีเห็นตัวเลขตัวหนึ่งซึ่งเป็นค่าเหมาจ่ายรายหัว เอกสารฉบับนี้จำนวน ที่กองทุนประกันสุขภาพที่รายงานมาปี ๒๕๕๓ อัตรา ๒,๔๐๐ บาท สำหรับประชากร ๔๗ ล้านคน แล้วช่วงนี้เข้าใจว่า ๓ กองทุนจะเอาเข้ามารวมกัน ตอบคำถามชี้แจงว่า ๓ กองทุนที่เอามาช่วยในกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉินมันจะรวมในรายได้ต่อหัวนี้อย่างไร ส่วนงบบริการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือผู้ป่วยเอดส์ (AIDS) ผมเข้าใจว่าเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ทราบว่าครอบคลุมได้ทั่วทุกคนหรือเปล่าของผู้ป่วย เพราะเห็นรายงานก็มีรายจ่าย นิดเดียวเอง ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง เพราะฉะนั้นผมกลัวว่าลักษณะของผู้ป่วย ติดเชื้อเอชไอวีตอนนี้ยังได้รับการดูแลคุ้มครองอยู่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็อยากให้ชี้แจง เรื่องงบรายหัว ผมเห็นว่างบรายหัวบางทีในงบปี ๒๕๕๖ ไม่ทราบว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือเปล่า เพียงแต่ว่าถามล่วงหน้าตัวนี้เป็นเรื่องเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนถามทางผู้มาชี้แจง ซึ่งความจริงสำหรับเรื่องรายงานเอกสารการเงินเมื่อสิ้นสุดปี ๒๕๕๓ ของกองทุนหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ก็มีรายละเอียดซึ่งไม่มากนัก เพียงแต่ว่าอยากทราบว่ากองทุนนี้ ดูแลเรื่องผู้ป่วยเอชไอวีอย่างไร ขอบพระคุณครับ
เชิญอาจารย์กนกครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายซักถามแล้วก็ให้ความคิดเห็นต่อรายงานของกองทุน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในวันนี้นะครับ
ในประเด็นแรกที่ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายคือประเด็นในเรื่องของ ประสิทธิภาพของการบริหารกองทุน โดยระบบของกองทุนผมคงจะไม่ขออนุญาตเข้าไปพูด ในรายละเอียดนะครับ เพราะว่าก็เป็นที่ทราบกันว่ากองทุนได้ยึดหลักของการให้ค่าเหมาจ่าย รายหัว จะแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ อย่างไรก็ตาม แล้วก็ได้กำหนดอันนั้นออกไป ผมไม่ทราบว่า ในประเด็นแรก การให้ค่าเหมาจ่ายไปแต่ละโรงพยาบาล แต่ประชาชนในฐานะผู้ที่ได้รับ บริการสุดท้ายผลออกมาเป็นอย่างไร แล้วก็ผมคิดว่าในข้อเท็จจริงเราก็ทราบดีอยู่ว่า โรงพยาบาลแต่ละแห่งทั้งประเทศคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการผลออกมา ไม่เท่าเทียมกัน ยกตัวอย่างเช่น อัตราการรักษาหายของโรคประเภทต่าง ๆ เป็นอย่างไร กระจายตามภูมิภาคเป็นต้น หรืออัตราการตายของผู้ป่วยซึ่งจะแบ่งตั้งแต่การตาย จากโรคที่ร้ายแรงหรืออัตราการตายที่ไม่ควรจะตาย ที่ปรากฏขึ้นในโรงพยาบาลเป็นต้น ผมไม่ทราบว่าทาง สปสช. ได้มีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ แล้วก็ได้มีการให้คำตอบ แล้วก็อธิบาย ถึงสาเหตุต่าง ๆ ของมาตรฐานและคุณภาพของการให้บริการในลักษณะดังกล่าวนี้อย่างไร ถ้ามี ซึ่งผมไม่เห็นในรายงานอันนี้นะครับ ก็อยากจะขออนุญาตท่านได้กรุณาให้ข้อมูลในส่วนนี้ด้วย
แล้วก็ประเด็นที่สำคัญส่วนที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพก็คือว่าผมได้รับ มอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลที่แล้วให้ร่วมทำการศึกษากับคณะของ สปสช. และเราได้ค้นพบเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือว่าโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ สปสช. ได้ใช้บริการที่กระจายอยู่ตามจังหวัด อำเภอ ทั่วประเทศนั้น เราพบว่ามีโรงพยาบาลจำนวนมากที่มีจำนวนผู้ป่วยต่ำกว่าขีดความสามารถ ของโรงพยาบาลที่จะรับได้ เช่น โรงพยาบาลที่มีแพทย์ มีทันตแพทย์ มีพยาบาล มีเครื่องมือต่าง ๆ ที่มาก แต่ผู้ป่วยไม่ไป ในทางกลับกันก็มีโรงพยาบาลอีกจำนวนมาก ที่ผู้ป่วยไปกันมากเหลือเกิน แล้วก็แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาลหรือบุคลากรทางด้าน การแพทย์อื่น ๆ ก็ไม่เพียงพอ แล้วก็ทำงานหนัก แล้วก็มีปัญหา แล้วก็อย่างที่ทราบ โรงพยาบาลเหล่านั้นก็มักจะสูญเสียบุคลากรเหล่านั้นไป ขวัญกำลังใจในการทำงาน ของโรงพยาบาลเหล่านั้นก็ตกต่ำ คำถามที่สำคัญในเชิงนโยบายหรือการบริหารที่สำคัญก็คือว่า ทำไมโรงพยาบาลบางแห่งจึงมีผู้ป่วยไปน้อย แต่โรงพยาบาลบางแห่งจึงมีผู้ป่วยไปมาก ซึ่งในส่วนนี้ถ้ามองกันในทางลบมันก็กลายเป็นว่าระบบที่เรามีอยู่วันนี้ให้รางวัล กับโรงพยาบาลที่บริการคนไข้ไม่ดี คนไข้ก็ไม่มา บุคลากรทางด้านการแพทย์ที่อยู่ที่นั่น ก็ไม่ต้องทำงานเพราะไม่มีผู้ป่วย อย่างนี้เป็นต้น ในทางกลับกันโรงพยาบาลที่ทำดี รักษาหาย บริการดี ผู้ป่วยก็ไปกันเยอะมาก มันก็กลายเป็นการลงโทษสำหรับคนที่ทำดี จากระบบ ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ สปสช. ได้ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ผมคิดว่า สปสช. ควรจะต้องกลับมาทบทวน ในเรื่องของระบบค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ สปสช. ได้ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ นั่นก็หมายความว่า สปสช. ที่ยึดหลักค่าใช้จ่ายต่อหัวโดยเฉลี่ยเท่ากันทั้งหมด ผมไม่ต้องพูดถึงในรายละเอียดตัวที่ท่าน ปรับขึ้นตามลักษณะของโรค อันนั้นเป็นรายละเอียดขอไม่พูดถึง ในคอนเซ็พท์ (Concept) ทั่วไป ก็คือท่านให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย แต่ในความเป็นจริงเราพบว่าคนไทยของเรา ผู้ป่วยก็มักจะ มีความเชื่อเรื่องหมอ แล้วก็อยากจะไปโรงพยาบาลที่มีหมอเก่ง ซึ่งตรงนี้ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างเลยนะครับ โรงพยาบาลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของท่านรัฐมนตรี มีโรงพยาบาลหลายโรงพยาบาลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีปริมาณคนไข้ต่ำกว่า เกณฑ์มาตรฐาน อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมไม่ทราบว่า สปสช. ได้ทราบข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ และถ้าทราบแล้วท่านได้ศึกษาวิเคราะห์ลงไปอย่างไร แล้วก็ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหา เหล่านี้อย่างไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบของ สปสช. จำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนา ให้สูงขึ้นเพื่อที่จะสามารถตอบสนองต่อการให้บริการที่มีคุณภาพได้ และที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ สปสช. ได้วางระบบไว้ก็คือเรื่องระบบการส่งต่อ ในทางเทคนิคนั้นผมคิดว่าคงจะไม่มี ปัญหาเท่าไรนัก ผมขอไม่พูดในรายละเอียดถึงประเด็นในเรื่องของการส่งต่อ และไม่รับผิดชอบ แล้วก็กระบวนการของการส่งต่อจากโรงพยาบาลเอกชนไปสู่โรงพยาบาล ของรัฐ ตรงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นใหญ่ที่เป็นพื้นฐานของประชาชนคนไทย อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว ก็คือว่าผู้ป่วยมักจะมีความเชื่อว่า ถ้าไปหาหมอที่นี่แล้วหาย ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือ ถ้าไปหาหมอที่โรงพยาบาลของคณะแพทย์ก็จะดีกว่า โรงพยาบาลทั่วไป อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ระบบการส่งต่อมีปัญหา อันนี้เราทราบ แต่ในความเป็นจริงเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเปลี่ยนความคิดของพี่น้องประชาชนไม่ได้ อย่างเช่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็จะมีผู้ป่วยจากภาคอีสานอย่างมากมายที่ไป หรือโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ที่จังหวัดอุบลราชธานี ก็จะมีผู้ป่วยจากจังหวัดใกล้เคียง เช่นจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดยโสธร เป็นต้น เขาก็ไม่ไปโรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัดนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ได้สร้างปัญหาในเชิงการบริหารต่อโรงพยาบาลที่ต้องรับภาระ เพราะว่ามีภาพลักษณ์และความเชื่อของผู้ป่วยว่าไปโรงพยาบาลนี้แล้วได้รับการรักษาที่หาย หรือโอกาสที่จะหายมีมากกว่า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งถ้าเราดูเฉพาะในมิติของค่าใช้จ่ายต่อหัว แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ ประเด็นที่เราควรจะต้องคิดมากขึ้นก็คือในเรื่องของการบริหาร บุคลากรทางด้านการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ที่มี ความสามารถ แพทย์ที่มีประสบการณ์ จนกระทั่งไปถึงอัตรากำลังของบุคลากรทางด้าน การแพทย์ ซึ่งในส่วนนี้ สปสช. อาจจะบอกว่าไม่ได้อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของท่าน อันนั้นถูกต้อง แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรงที่จะต้องทำ แต่คำถามที่สำคัญ ก็คือว่า สปสช. ได้ฟีดแบ็ก (Feedback) ข้อมูลเหล่านี้และอธิบายกับกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องเหล่านี้อย่างไรบ้าง เพราะว่าข้อมูลที่ผมได้จากการมอบหมายของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ให้ผมลงไปดูนั้น มันกลับกลายเป็นว่า สปสช. กับกระทรวงสาธารณสุขพูดกันไม่รู้เรื่อง แล้วก็ มีทัศนคติที่มีปัญหาต่อกัน ผมคิดว่าเป็นการดีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ท่านก็จะได้ช่วยตอบว่ากระทรวงสาธารณสุขพร้อมที่จะประสานในการแก้ไข ปัญหา ในการปรับกรอบอัตรากำลังของบุคลากรทางด้านการแพทย์ โดยเฉพาะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชนที่ไปใช้บริการ ในโรงพยาบาลแต่ละแห่งทั่วประเทศของเรา และยิ่งไปกว่านั้นในอีกหลายพื้นที่ ซึ่งระบบ ของกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้วางไว้ว่าจะต้องมีระบบงานศูนย์ที่เป็นศูนย์หลักให้กระจาย อยู่ทั่วประเทศ แต่ในทางปฏิบัติในความเป็นจริงมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นและระบบของ สปสช. ก็ไม่ได้ไปรองรับตรงนั้นเท่าไร ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม โรงพยาบาลที่จะ สามารถรักษาในระดับตติยภูมิหรือเทอร์เชียรีแคร์ (Tertiary care) หรือซูเปอร์เทอร์เชียรี แคร์ (Super tertiary care) ซึ่งมีความจำเป็นที่จะกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยที่ไม่ต้องให้ ผู้ป่วยเดินทางมาที่คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัย เราไม่มีนะครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าจังหวัดนครสวรรค์ของท่าน ส.ส. สงกรานต์ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งอภิปรายเรื่องน้ำท่วมไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ ท่านทราบหรือไม่ว่า ที่จังหวัดนครสวรรค์ ขีดความสามารถของโรงพยาบาลศูนย์ที่นั่นยังคงจำกัดมาก ไม่สามารถ ที่จะทำการรักษาในเกณฑ์ของ สปสช. เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะได้ ไม่มีนะครับ จังหวัดตรังของท่านชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาของพรรคผม ไม่มีนะครับ โรงพยาบาลแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่จังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่ใหญ่ แล้วก็เติบโตเร็วมาก แล้วมี นักท่องเที่ยวมีชาวต่างชาติที่ไปใช้บริการอีกเยอะมาก อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นแม็พปิ้ง (Mapping) ของโรงพยาบาลที่จะให้บริการทางด้านซูเปอร์เทอร์เชียรี ที่เป็นโรคยาก และจำเป็น แล้วก็เกิดขึ้นแล้วในประเทศของเรา ส่วนนี้ สปสช. กับกระทรวงสาธารณสุข ก็ยังไม่ได้ประสานกันด้วยดีเท่าที่ควร ผมคงจะไม่ต้องไล่เป็นรายจังหวัดว่าในภาคอีสาน ก็เกิดปัญหานี้ ผมอยากจะบอกกับเพื่อน ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่อยู่ในภาคอีสานนะครับ มีอีกหลายจังหวัดควรจะต้องมีโรงพยาบาลศูนย์ที่สามารถรักษาโรคยากได้ แต่ไม่มีนะครับ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าระบบการบริหารของ สปสช. ที่เน้นทางด้านการเงินเป็นหลักนะครับ ไม่เพียงพออีกแล้ว แต่จำเป็นจะต้องเน้นในเรื่องของ คุณภาพการให้บริการและให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร อย่างนี้เป็นต้น และตรงนั้นผมเข้าใจดีว่าไม่ใช่เป็นอำนาจของ สปสช. โดยตรง แต่ สปสช. เป็นผู้ให้บริการในส่วนหนึ่ง ตรงนั้นจะต้องกลับไปหาต้นทาง ก็คือกระทรวงสาธารณสุข ทำอย่างไรครับที่จะทำให้ สปสช. กับกระทรวงสาธารณสุขพูดกัน โดยยึดประโยชน์ ของประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ใช่พูดกันโดยยึดประโยชน์ของงบประมาณระหว่างกันเป็นหลัก นี่คือปัญหาและความโชคร้ายของผู้ป่วยของประเทศไทยของเราที่ สปสช. และกระทรวงสาธารณสุข ยังพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรนัก
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาตลงไปอีกนิดหนึ่งที่สำคัญมาก ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวนั้นถึงแม้ว่า สปสช. จะได้มีการกำหนดค่าเฉลี่ย ของโรคต่าง ๆ ไว้แล้วก็ตาม แต่ในข้อเท็จจริงนั้นเราพบว่าโรงพยาบาลที่ผมอยากจะอนุญาต พูดขอความเป็นธรรมให้กับโรงพยาบาลของคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วประเทศไทย สปสช. วันนี้ก็ทราบดีอยู่นะครับว่าท่านเป็นหนี้โรงพยาบาลของคณะแพทย์อยู่ทั้งหมดเท่าไร ทั่วประเทศ และท่านหักดิบอย่างไรที่บอกว่ามีงบประมาณอยู่เท่านี้ ท่านเอาไปเท่านี้ ผมพบกับคณบดีแพทย์ของคณะแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เกือบทุกคนทั้งประเทศ แล้วคณบดีแพทย์ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีสิทธิในการที่จะต่อรองเรื่องนี้เลย และหนี้สินเหล่านี้ผมขออนุญาตไม่พูดถึงประโยคที่ไม่ดีนะครับ แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือว่า คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในความเป็นจริงนั้น ท่านรัฐมนตรีครับ ผู้ป่วยที่ไป โรงพยาบาลของคณะแพทย์ส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ เป็นผู้ป่วยขั้นสุดท้ายแล้วทั้งสิ้น แล้วก็เป็น ผู้ป่วยที่จะต้องดูแลนาน แล้วก็อยู่โรงพยาบาลนาน ถ้าเป็นโรคเรื้อรังก็เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง โรงพยาบาลของคณะแพทย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขาไม่ได้มีความสุขกับที่มีคนไข้ปวดหัว ตัวร้อน มีแผลมีดบาดแล้วก็ไปหา ไม่มีหรอกครับวันนี้ที่คนปวดหัวแล้วก็ไปโรงพยาบาลศิริราช ไม่มีหรอกครับ ไม่มีหรอกครับที่หกล้มขาถลอกแล้วก็ไปโรงพยาบาลรามาธิบดี มหิดล ไม่มีหรอกครับ มีแต่ว่ามะเร็งขั้นสุดท้าย ต้องการเปลี่ยนหัวใจ ต้องการเปลี่ยนตับ อย่างนี้เป็นต้น แต่ปรากฏว่าระบบการให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวกับโรงพยาบาลของคณะแพทย์เหล่านี้มีปัญหาครับ ผมเรียนกับท่านประธาน แล้วก็ท่านรัฐมนตรีเลยนะครับ ว่าในงานวิจัยที่ผมร่วมไปทำโดยที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้มอบหมายไปนั้น ทำกับ สปสช. นี้เอง เราพบแล้วนะครับว่า วันนี้ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ให้กับโรงพยาบาลคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้นต่ำกว่า ความเป็นจริง ตรงนี้มีข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ ด้วยเหตุผลตรงนี้เองผมอยากจะขออนุญาตทำความเข้าใจเพิ่มเติมผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับว่า ท่านรัฐมนตรีกรุณาอย่าดูเฉพาะเรื่องของทางด้านการรักษาพยาบาล แต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่าท่านเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ในปัญหาเรื่องนี้ผมขออนุญาต ใช้เวลานะครับ เพราะว่าเป็นปัญหาที่ผมเองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วก็ทำงานวิจัย ในส่วนนี้ โดยการมอบหมายของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมจำเป็นจะต้องพูดเรื่องนี้ ให้ชัดเจนเพื่อหวังว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะได้ยินแล้วก็นำไปแก้ไขครับ ท่านประธานครับ คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่แต่เพียงในเรื่องของ การรักษาพยาบาลแต่เพียงอย่างเดียว ยังคงทำหน้าที่ในเรื่องของการเรียนการสอน ในเรื่อง ของการวิจัยด้วย และในส่วนนี้ก็รวมถึงโรงพยาบาลศูนย์ของกระทรวงสาธารณสุขบางแห่ง เช่นโรงพยาบาลพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นต้น ตรงนี้ท่านประธานครับ ระบบงบประมาณของประเทศมันผิดฝาผิดตัวกันไปหมด สปสช. ท่านไม่ผิดหรอกครับ ท่านคิดเฉพาะเรื่องของการรักษาพยาบาล การให้บริการเป็นหลักเท่านั้น แต่ส่วนในเรื่องของ การเรียนการสอน และในเรื่องของการวิจัยนั้นมันอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสำนักงบประมาณ นี่คือปัญหาครับ เข้าใจเอาว่างบประมาณบางส่วนอยู่ที่ สปสช. แล้ว ในหลายเรื่องจึงตัดออกไป วันนี้ผมขออนุญาตท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านลองปรึกษา กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเข้าไปดูในความเป็นจริงว่าเงินสะสมของรายได้ ของคณะแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ วันนี้เหลืออยู่เท่าไร และที่เคยมีนั้นมีเท่าไร และเงินที่ หายไปนั้นนำมาอุดหนุนในเรื่องของการรักษาพยาบาลโรคยากของ สปสช. นี้เท่าไร สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นนั่นหมายความว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านจะต้องนั่งลง แล้วตั้งประเด็นว่าเราจะให้คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยของประเทศไทยอยู่ในสถานะ คุณภาพแบบไหน ผมคิดว่าความคิดที่จะให้คณะแพทย์ทำหน้าที่แต่เพียงการให้บริการ อย่างเดียวเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสงขลา หรือในกรุงเทพมหานคร จนกระทั่งถึง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทย์ของประเทศไทยจะต้องเป็นเสาหลักของความเป็นเลิศ ทางวิชาการทางด้านสาธารณสุขครับ ท่านประธานครับ เพื่อที่เราจะได้มั่นใจว่าอะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นในเรื่องทางด้านสาธารณสุข ในเรื่องการรักษาพยาบาล เรายังมีคณะแพทย์ เป็นหลังพิงให้กับเราได้ตลอดเวลา แต่วันนี้ท่านประธานครับ คณะแพทย์ของเราไม่สามารถ ที่จะเป็นหลังพิงได้อีกสักเท่าไรแล้ว เพราะว่ากำแพงที่เป็นหลังพิงนั้นถูกสกัดก้อนหินอิฐออก ทีละชิ้น ทีละชิ้น ด้วยงบประมาณทางด้านการรักษาที่ได้รับจาก สปสช. ไม่เพียงพอนี่ละครับ จึงทำให้ วันนี้ผมถามคณบดีแพทย์หลายท่าน ท่านบอกถ้าเลือกได้ขอไม่รับคนไข้ สปสช. เลย จะดีกว่าด้วยซ้ำไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลตรงนี้เอง ผมอยากจะขออนุญาต เสนอกับท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ขอความกรุณาเถอะครับนั่งคุยกับท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมาทำความเข้าใจ กันใหม่ว่าคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องทำหน้าที่ทั้ง ๓ ด้าน คือการให้บริการกับคนไข้ การเรียนการสอน และการวิจัย ต้องใช้งบประมาณจริง ๆ เท่าไร เพื่อจะเป็นหลักประกัน ของความเป็นเลิศได้ และงบประมาณส่วนไหนมาจาก สปสช. แยกไป งบประมาณ ส่วนที่เหลือมาจากที่ไหนให้เพียงพอ แยกไป อย่างนี้เป็นต้น และถ้าเป็นอย่างนี้ สปสช. ก็ไม่ตกเป็นจำเลยครับ ในส่วนหนึ่งผมเห็นใจ สปสช. นะครับ เพราะว่าท่านก็รับหน้าที่ ท่านเป็นอย่างนี้ ท่านก็พยายามทำเต็มที่ ตรงนั้นผมเข้าใจแล้วก็เชื่อ แล้วผมเห็นข้อมูลของ สปสช. อยู่ในส่วนนั้น แต่ปัญหาความเป็นจริงคือระบบที่ สปสช. วางไว้เป็นระบบของทั้งประเทศ เป็นระบบค่าเฉลี่ย แต่ไม่ใช่เป็นระบบเฉพาะที่มีปัญหา ซึ่งในกรณีของโรงพยาบาล ของคณะแพทย์มันเป็นปัญหาเฉพาะในเรื่องของโรคยาก แล้วก็โรคเรื้อรังที่ต้องใช้ ค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ผมจำได้ว่าหมอของ สปสช. ได้โต้แย้งว่าโรงพยาบาลของคณะแพทย์ทำไมไม่ทำ ในค่ามาตรฐานเหมือนโรงพยาบาลทั่วไป เช่นเวลาจะผ่าตัดไม่ต้องมีหมอดมยาประจำก็ได้ ผมคิดว่าถ้าเราคิดแบบนั้นเป็นความคิดที่ผิดมาก เพราะว่าโรงพยาบาลของคณะแพทย์ เป็นที่สอนมาตรฐานที่พึงจะเป็น ส่วนความเป็นจริงที่จะต้องกระทำอันนั้นเป็นการประยุกต์ปฏิบัติ เพื่อการแก้ไขปัญหาภายใต้ข้อจำกัดของบริบทต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเรา ไม่ควรจะนำข้อจำกัดในเรื่องเหล่านี้ไปลดมาตรฐานทางวิชาชีพของคณะแพทย์
ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตกล่าวต่อไปก็คือว่าถ้าเรา ไม่แก้ปัญหานี้โดยเร่งด่วน ผมเรียนกับท่านประธานได้เลยว่าเราจะสูญเสียแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ของคณะแพทย์อีกเยอะมาก แล้วก็เป็นการเสียให้กับโรงพยาบาลหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การรักษาพยาบาล ที่เกิดขึ้นจากการเปิดประเทศของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้การรักษาโรคยากหรือการผ่าตัดในมาตรฐานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เหมือนกัน ในประเทศสหรัฐอเมริกากับในประเทศไทยเหมือนกันทุกประการ เครื่องมือเหมือนกัน ยี่ห้อเดียวกัน แพทย์ที่ได้รับบอร์ด (Board) เหมือนกันประเทศไทยราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นอย่างต่ำ เพราะฉะนั้นวันนี้จึงมีผู้ป่วยที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อที่จะเข้ามา ใช้บริการ เพราะค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่งที่เขาจะรับที่บ้าน นี่ไม่ต้องนับในระยะเวลา ของการรอคอยนะครับ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนถ่ายอวัยวะจะต้องใช้เวลารอคอย อย่างน้อย ๖ เดือน ถึง ๑ ปี แต่ในประเทศไทยของเราเพียง ๒-๓ สัปดาห์ก็ทำได้ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมไม่ได้บอกว่าเป็นความเสียหายของประเทศไทย แต่เราน่าจะใช้ตรงนี้ให้เป็น ความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์ ได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศไทย ไม่ใช่กลับไปทำลาย ให้มาตรฐานของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทยของเราตกต่ำแล้วจะได้ไม่มีคน มาใช้บริการ เหมือนกับโรงพยาบาลที่ผมเรียนไปตอนต้น เช่น ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของท่านรัฐมนตรี ที่จังหวัดสระบุรีด้วย เป็นโรงพยาบาลที่ไม่มีผู้ป่วยไปครับ แล้วบุคลากร ทางการแพทย์ที่อยู่ที่นั่นท่านก็สบาย ตรงนี้ต่างหากที่เป็นโจทย์ที่ สปสช. จะต้องคิด ทำอย่างไร จะไปเพิ่มคนไข้ให้กับโรงพยาบาลเหล่านั้น ผมไม่ได้หมายความว่าบุคลากรทางด้านการแพทย์ ที่โรงพยาบาลเหล่านั้นเขาไม่อยากทำงานนะครับ ไม่ใช่ แต่คนไข้ไม่ไปเอง ตรงนี้เป็นโจทย์ ในทางสังคมมากกว่าวิชาชีพแพทย์ที่ท่านจะต้องตอบ แล้วก็หาทางแก้ไข
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนในประเด็น ต่อมาก็คือว่าค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายหัวที่ สปสช. ได้ให้มาโดยตลอด ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับว่ามันไม่พอหรอกครับ วันนี้ สปสช. ถามท่านผู้แทนทั้ง ๔ ท่านที่อยู่ข้างบนว่าท่านดิ้นขนาดไหนเพื่อให้หมุนเงินให้ได้ จนกระทั่ง เมื่อไม่นานนี้ถ้าท่านจำได้ที่มีข่าวออกมาว่า สปสช. แคชโฟลว์ (Cash flow) อาจจะมีปัญหา อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ๓๐ บาท รักษาทุกโรคเป็นโครงการที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้เริ่มต้น แล้วก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วท่านก็มีค่าใช้จ่ายต่อหัวถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ๙๐๐ กว่าบาท ในตอนนั้น แล้วตอนนั้นก็เกิดประเด็นที่ทุกคนพูดกันว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค จริง ๆ แล้ว คือ ๓๐ บาทตายทุกโรค ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวมันไม่พอครับ และด้วย เหตุผลอันนี้เองรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เข้ามาจึงเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัว แล้ววันนี้ก็เพิ่มไปเยอะมากแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่พอนะครับ
จ่าประสิทธิ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพกระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายทำผิดกฎข้อบังคับนำข้อกล่าวเท็จมาว่า ๓๐ บาท ตายทุกโรค ไม่จริงครับ ที่พื้นที่จังหวัดสุรินทร์ของผมนี่ นโยบายตรงนี้ทุกคนชื่นชมในนโยบาย ที่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการ ทุกคนชื่นชม ให้กำลังใจ ดังนั้นให้ท่านประธานช่วยตักเตือนผู้อภิปรายให้อยู่ในประเด็นที่เป็นความจริงด้วยครับ นโยบายตรงนี้ไม่ใช่ ๓๐ บาทตายทุกโรค ทุกคนชื่นชมในนโยบายตรงนี้ ขอบคุณครับ
อาจารย์กนกกรุณาก็แล้วกัน ถอนเสียก็จบ ต่อไปเลยครับ
ท่านประธานครับ ที่ผมพูดนั้น มันปรากฏอยู่ในสื่อสาธารณะทั่วไปมากมาย และความจริงที่ผมพูดนั้นผมกำลังบอกว่า นโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรคเป็นเรื่องที่ดี ปัญหาคือค่าใช้จ่ายต่อหัวครับ ผมไม่ทราบว่า ท่านผู้ที่ประท้วงผม ท่านได้ฟังหรือเปล่า และฟังเข้าใจหรือไม่ จริง ๆ ผมก็รู้จักกับท่านนะครับ แล้วพอนอกห้องประชุมก็ยังพูดเลยครับว่าอาจารย์กนกอภิปราย ผมไม่ประท้วงหรอก แต่วันนี้ไม่ทราบเป็นอย่างไรนึกอยากจะประท้วง เพราะผมพูดในประเด็น ถามท่านผู้เชี่ยวชาญที่อยู่บนบัลลังก์ทั้ง ๔ ท่าน ว่าผมพูดนอกประเด็นหรือไม่ และเรื่องที่ ผมพูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ถามท่านสิครับ ผมไม่ได้มากล่าวหาเลยนะครับ สิ่งที่ผม พยายามจะพูดก็คือว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เริ่มต้นดี แต่ปัญหาก็คือค่าใช้จ่ายต่อหัวมันไม่พอ จึงเกิดขอพูดกันในมิติที่บอกว่า ๓๐ บาทตายทุกโรค อันนี้ก็ได้ยินแล้วก็รู้กันหมด แล้วเราต้องแก้ไข ก็คือเพิ่ม แล้วท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาก็ได้เพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ แล้วผมก็กำลัง จะบอกกับท่านรัฐมนตรีวิทยาว่า ที่เพิ่มไปแล้วก็ยังไม่พอละครับ ต้องเพิ่มอีกครับ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะมาเรียกว่าเก็บเล็กเก็บน้อยทางการเมือง ผมไม่ใช่คนแบบนั้นครับ ท่านประธานครับ
เข้าประเด็นเลยครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมจึงอยากจะขออนุญาตกราบเรียนกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขว่างบประมาณค่าใช้จ่ายต่อหัวที่เรามีอยู่ขณะนี้ยังไม่พอครับ แล้วก็ วันนี้องค์ความรู้ของการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวที่มีการแยกแยะลงไปในประเภทต่าง ๆ การเพิ่ม ค่าน้ำหนักต่าง ๆ ของการรักษามันได้พัฒนาไปไกลมาก และผมอยากให้ท่านให้เวลา กับ สปสช. พยายามศึกษาและเข้าใจสิ่งที่ สปสช. คิด แล้วก็ทำให้ได้ เพราะว่าโดยหลักแล้ว สปสช. เขามาถูกทางแล้วครับ เพียงแต่ว่าเขาไม่กล้าที่จะบอกว่าท่านรัฐมนตรีครับตรงนี้ไม่พอครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขออนุญาตพูดแทน สปสช. ท่านสุภาพสตรียังพยักหน้าแล้วผงกหัว ว่าที่อาจารย์กนกพูดนี่ถูกต้อง เพราะผมเข้าใจท่านครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านประธานครับ ผมอยากจะขออนุญาตขอความเป็นธรรมให้ สปสช. ด้วยว่าเราจะต้องดูแลตรงนี้ เมื่อเรา ให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวมากแล้ว เราจึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องคุณภาพครับ ไม่ใช่ว่างบประมาณ ก็ไม่ให้ แล้วก็มาเรียกร้องคุณภาพ ตรงนี้ผมว่าไม่ยุติธรรมครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับคนไทยที่เป็นผู้ป่วย แล้วก็ให้ สปสช. แล้วก็ให้โรงพยาบาลที่ต้องทำหน้าที่ในการให้บริการกับพี่น้องประชาชนครับ ทีนี้ที่สำคัญ ต่อมาในส่วนของ สปสช. งบประมาณในระบบของท่านมีอยู่แล้ว แต่ท่านให้น้อยไป ก็คือ ค่าเหมาจ่ายต่อหัวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมป้องกันครับท่านประธาน ทุกโรงพยาบาล พูดเหมือนกันว่างบประมาณที่ สปสช. ได้จัดให้ ถ้าผมจำไม่ผิด เมื่อก่อนนี้ตัวเลขของผม คือ ๑๑ บาทต่อหัว มันไม่พอหรอกครับ แล้ววันนี้เราก็ทราบแล้วว่าถ้าเรายังคงยึดหลักในการ ให้บริการทางด้านการแพทย์ที่บอกว่าป่วยแล้วมารักษา มันเป็นความคิดที่ผิดครับ แล้วก็ ในหลายประเทศแม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษซึ่งร่ำรวยกว่าประเทศไทย เยอะมาก ต่อหลักความคิดที่บอกว่าเมื่อป่วยแล้วรักษา ประเทศของเขากำลังล่มจมนะครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องเปลี่ยนกฎหมาย โดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา แล้วกลับมาให้ บริษัทประกัน แล้วประชาชนต้องไปประกันสุขภาพ ทั้งที่ในระบบเมดิคอล เมดิแคร์ (Medical Medicare) ของเขานั้นมันได้พัฒนาไปไกลมากแล้ว เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่า เขาคิดว่าป่วยแล้วรักษา อย่างอื่นไม่ต้องทำครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้ผิดมาก ตรงกันข้ามประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศทางด้านฝ่ายเอเชียของเราที่มีวัฒนธรรมทางครอบครัว ที่จะต้องช่วยกันดูแล จึงทำให้เราเข้าใจในเรื่องของการส่งเสริมป้องกันมากกว่าประเทศ ในตะวันตกเยอะมาก เพราะฉะนั้นผมอยากให้ สปสช. ได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่ม งบประมาณในส่วนของการส่งเสริมและป้องกันให้มากกว่านี้ สปสช. จะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า การทำให้คนไม่ป่วยสำคัญกว่าการทำให้คนป่วยหาย เพื่อไม่ให้เข้าใจผมผิดนะครับ ท่านประธาน คนที่ป่วยแล้วเราต้องทำให้หายอยู่แล้ว อันนั้นเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ทางวิชาชีพที่ต้องทำ แต่ถ้าจะทำได้ดีกว่านั้นคือทำให้ไม่ป่วยครับ และที่น่าสนใจมากก็คือว่า การทำให้ไม่ป่วยนั้นใช้งบประมาณน้อยกว่าป่วยแล้วทำให้หายครับท่านประธาน ตรงนี้ ผมคิดว่า สปสช. ท่านต้องไม่สนุกกับการบริหารงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปี ท่านจะต้องกลับไปดูใหม่ว่าเป้าหมายของ สปสช. ไม่ใช่แค่แต่เพียงการบริหารทางด้าน การประกันสุขภาพในด้านการรักษา แต่ สปสช. จะต้องเข้าใจตรงนี้เป็นองค์รวมว่าหน้าที่ ของ สปสช. คือทำให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรงครับท่านประธานครับ ไม่ใช่ทำให้คนไทย หายป่วยครับ เพราะฉะนั้นถ้า สปสช. มีความคิดเช่นนี้ ระบบการจัดงบประมาณในเรื่อง ค่าเหมาจ่ายรายหัวก็จะเปลี่ยนไปครับท่านประธาน กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะต้องทำในเรื่องของ การส่งเสริมและป้องกันก็จะเปลี่ยนไปครับ ผมไม่ขออนุญาตอภิปรายในสูตรของการหักไว้ ส่วนกลาง แล้วก็ไปทำงานทางนโยบายนะครับ ขอถือว่าไม่ต้องพูดกันเพราะว่า รู้กันอยู่แล้ว สปสช. ต้องไม่ยอมครับกับมาตรการประเภทอย่างนี้ เพราะตรงนั้นอันนั้นคือ การเมืองจริง ๆ สปสช. จะต้องเอาเงินทุกบาททุกสตางค์กลับไปหาประชาชนให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตชี้ประเด็นชัดเจนผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี แล้วก็ สปสช. นะครับ กรุณาดูแลโรงพยาบาลของคณะแพทย์ทุกแห่งให้ดี เพราะว่าคณะแพทย์ เป็นเสาหลักของความเป็นเลิศทางวิชาชีพทางด้านสาธารณสุขของประเทศของเรา ถ้าถึงวันที่ คนไทยเป็นโรคหนึ่งแล้ว แล้วเราบอกว่าหมอไทยรักษาไม่ได้ต้องส่งบินไปรักษาที่ประเทศสิงคโปร์ ต้องไปรักษาที่ประเทศอินเดีย ผมคิดว่าวันนั้นจะเป็นวันที่เราเศร้าใจมาก เพราะวันนี้ครับ ผมเรียนกับท่านประธานได้ว่า มาตรฐานและความเป็นเลิศของแพทย์ไทย โดยเฉพาะ ที่คณะแพทย์ของประเทศไทย ไม่มีโรคใดแม้แต่โรคเดียวในโลกนี้ที่แพทย์ไทยรักษาไม่ได้ ไม่มีครับ ตรงนี้คือความเก่งของแพทย์ไทยของเรา
อีกส่วนหนึ่งครับที่ผมอยากให้ สปสช. ให้ความสำคัญมากขึ้น แล้วก็ต้อง ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและคณะแพทย์ จริง ๆ แล้วคือคณะพยาบาล วันนี้ เราขาดบุคลากรที่เป็นกลุ่มพาราเมดิก (Paramedic) ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพยาบาล แล้วพยาบาลวันนี้ถ้าเลือกได้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขครับ เขาไม่อยู่ โรงพยาบาลของกระทรวงหรอกครับ เขาอยู่โรงพยาบาลเอกชน คำถามคือทำไมครับ ค่าตอบแทนเป็นเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ปัญหามันมีมากกว่านั้น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราจะต้องกลับมาเอาจริงเอาจังครับท่านรัฐมนตรีครับ และผมอยากเห็นท่านนั่งลง สุมหัวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ถ้า ๔ ท่านนี้นั่งลงทำงานร่วมกัน ผมคิดว่าปัญหานี้แก้ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอโอกาสและความเป็นธรรมให้กับผู้ป่วยไทยทั้งประเทศทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ เราอยากได้ระบบประกันสุขภาพ ที่ไม่ทำให้เราป่วย ถ้าเราเลือกได้ และถ้าเราป่วยสามารถรักษาให้เราหายได้ และในส่วนนี้ ผมอยากขอฝากกับ สปสช. ว่า ท่านอย่าเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของท่านนั้นครอบคลุม ถ้าดีที่สุดยกประโยชน์ให้ท่านก็คือสำหรับโรงพยาบาลที่จะดูแล แต่พี่น้องประชาชน เขาบอกกับผมนะครับ โดยเฉพาะในภาคอีสานนะครับท่านรัฐมนตรีว่ารักษาฟรีแล้วทำไม ป่วยแล้วถึงมีปัญหา เขาตอบผมอย่างนี้ครับท่านรัฐมนตรีครับ ผมจะต้องหยุดงานไปเฝ้าลูก หรือไปเฝ้าภรรยาที่โรงพยาบาล นั่นข้อที่ ๑ เมื่อผมไปถึงโรงพยาบาลแล้วผมต้องกินข้าว ๓ มื้อ ถ้าโชคดีโรงพยาบาลให้ผมนอนที่ระเบียงได้ ผมก็ไม่ต้องเสียค่าที่พัก สิ่งเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาพยาบาล และตรงนี้ ไม่ฟรีครับ และการป่วย ท่านรัฐมนตรีทราบดีว่าอยู่กันเป็นอาทิตย์ แล้วเงินที่พ่อแม่ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่ สปสช. ไม่ได้จ่ายให้นั้นมันมหาศาล แล้วท่านลองนึกภาพดูว่า คนยากคนจนที่จังหวัดสุรินทร์เขาเดือดร้อนกันอย่างไรที่ต้องไปเฝ้าไข้ญาติในครอบครัว ที่โรงพยาบาล ตรงนั้นไม่ต้องพูดถึงรายได้ ถ้าโชคดีมีรายได้ ๓๐๐ บาทต่อวัน ก็ไม่ได้นะครับ เพราะต้องไปเฝ้าญาติที่โรงพยาบาล ไม่ได้ทำงาน อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความเป็นจริงที่เรา มองข้ามไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นผมอยากให้ สปสช. เปิดวิสัยทัศน์และมิติของความคิดให้กว้าง กว่าที่เป็นอยู่ สิ่งที่ท่านทำอยู่นั้นท่านทำอยู่ในเกณฑ์ดี ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าท่านทำไม่ดี ท่านทำในเกณฑ์ดีครับ แต่ไม่พอครับ เราต้องการเห็นท่านทำมากกว่านี้ คิดได้มากกว่านี้ และที่สำคัญก็คือว่าอย่าทะเลาะกับกระทรวงสาธารณสุข ต้องเป็นพันธมิตรกับกระทรวง สาธารณสุข ต้องเป็นพันธมิตรกับคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัย และถ้าเป็นอย่างนั้นผมเชื่อว่า ประชาชนของเราจะได้รับประโยชน์ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านเปล่งมณีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ จำนวน ๑ เล่มนี้ ซึ่งตามที่รัฐบาลได้ส่งรายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ ปัจจุบันก็ได้ดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน รวมแล้วประมาณ ๔๘ ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่ง สปสช. ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ คือปัจจุบันนี้งบประมาณสำหรับการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพเป็นอัตราเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศ และมีการเพิ่มรายการงบประมาณ สำหรับสิทธิประโยชน์บางอย่างจำนวน ๔ รายการ ซึ่งประกอบไปด้วย งบประมาณสาธารณสุข จ่ายรายหัว งบบริหารผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ งบบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง งบบริการ ควบคุมป้องกันและรักษาโรคเรื้อรังนี้ ซึ่งผลงานของ สปสช. ก็ดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชน มาเกือบ ๑๐ ปี ก็มีผู้ที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บพี่น้องประชาชนก็เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งดิฉัน ดูจากการรายงานนี้มีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในที่มารับบริการเพิ่มขึ้นทุกปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามลำดับ ดิฉันขอยกตัวอย่างเช่นงบประมาณผู้ป่วยนอก อยู่ระหว่าง ๒.๓๗-๓.๒๒ ครั้ง ต่อคนต่อปี โดยมีงบประมาณปี ๒๕๕๓ เท่ากับ ๓.๒๒ ครั้งต่อคนต่อปี ส่วนผู้ป่วยใน มีอัตราการใช้บริการ ๐.๐๘๙-๐.๑๑๖ ครั้งต่อคนต่อปี ถ้าตีเป็นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ มีอัตราการใช้บริการ ๐.๑๑๖ ครั้งต่อคนต่อปี ประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลตามสิทธิ ของ สปสช. ซึ่งถ้าดูตัวเลขที่มีการประเมินจากผู้ที่มาใช้บริการคนไข้ก็มีความพึงพอใจสูง ในปี ๒๕๕๓ นี้อยู่ในระดับดี เพราะว่าคะแนนเต็ม ๑๐ ได้ถึง ๗.๘ ก็ได้เยอะ ส่วนในด้าน การใช้ยาแก่ผู้ป่วยได้ ๗.๖ ด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ถึง ๗.๖ ก็เป็นตัวเลข ที่อยู่ในระดับดี ก็อยากให้รักษาระดับนี้ไว้แล้วก็อยากให้เพิ่มประสิทธิภาพและอุปกรณ์ การรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดิฉันขอเสนอแนะบางเรื่องเพราะว่าค่าใช้จ่ายในปัจจุบันนี้ สปสช. ได้รับ การสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลพิเศษเกี่ยวกับเรื่องโรคเอดส์ โรคไต โรคเรื้อรัง อย่างเช่น วัณโรคให้แก่ผู้ป่วยแล้ว ดิฉันอยากจะเสนอทางเจ้าหน้าที่หรือผู้บริหาร สปสช. นะคะ อยากจะเสนอเกี่ยวกับเรื่องโรคเบาหวาน โรคหอบที่ผู้ป่วยเป็นแล้วเป็นยาวนาน รักษากัน แบบหมดเนื้อหมดตัว บางทีเป็นตั้งแต่สาวยันแก่ อย่างเช่น คุณแม่ดิฉัน คุณพ่อดิฉันซึ่งเสียชีวิตไป ก็โรคพวกนี้ละค่ะ ปู่ย่าตายายบรรพบุรุษก็โรคเบาหวาน ก็อยากให้เอาเรื่องโรคนี้เอามาช่วย พิจารณาด้วย ก็อยากให้ สปสช. ตระหนักเกี่ยวกับเรื่องโรคพวกนี้ เพราะทุกวันนี้ ท่านได้รับเงินจัดสรร ได้งบประมาณรายหัว ๒,๕๔๖.๔๘ บาทต่อหัวต่อปีนะคะ และรัฐบาล ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านก็ได้เพิ่มเงินเป็นรายหัวให้กับคนไข้หรือพี่น้องประชาชน ถึง ๒,๗๕๕.๖๐ บาทต่อหัวต่อปี ส่วนนี้ดิฉันก็ต้องขอขอบคุณทางท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขนะคะ ท่านวิทยา บุรณศิริ ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ฝากขอบคุณแทนพี่น้องประชาชนในส่วนนี้
และอีกสิ่งหนึ่งในกรณีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพของพี่น้องประชาชน น่าจะให้มีการรักษาโรงพยาบาลได้ทั่วถึง โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ อย่างเช่น ดิฉันเคยได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนและเคยหารือแล้วก็พูดในสภาผู้แทนราษฎรนี้ ตลอดเวลาเกี่ยวกับเรื่องได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในอำเภอหนองหิน ซึ่งไม่มีโรงพยาบาลเป็นของตนเอง ต้องไปขึ้นตรงต่อโรงพยาบาลอำเภอภูกระดึงนะคะ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเกือบเสียชีวิตก็เสียชีวิตเพราะว่า จากการเดินทาง เพราะว่าต้องเดินทางจากอำเภอหนองหินไปรักษาที่โรงพยาบาลอำเภอภูกระดึง บางครั้งบางหนไปแล้ว ประสิทธิภาพเครื่องไม้เครื่องมือหรือคุณหมอไม่มีความถนัด ต้องส่งตรงมายังโรงพยาบาลเมืองเลย ย้อนกลับมา ๑๐๐ กว่ากิโลเมตรค่ะ พี่น้องประชาชน ตายไปก็เยอะ จากป่วยหนักไป จากป่วยน้อยก็เป็นป่วยมากส่วนหนึ่ง
และอีกส่วนหนึ่งที่ดิฉันขอพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องมีอีกแห่งหนึ่งที่เป็นตัวอย่าง ที่โดนร้องเรียนก็คือพี่น้องประชาชนที่อยู่อำเภอวังสะพุงนะคะ มีถึง ๑๐ ตำบล เป็นอำเภอ ที่ใหญ่มาก มีตำบลหนึ่งนะคะ ตำบลหนองหญ้าปล้อง ที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกับอำเภอเอราวัณ ซึ่งมีโรงพยาบาลเอราวัณซึ่งอยู่ใกล้ประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตร แต่ถ้าจะต้องมารักษา ที่โรงพยาบาลวังสะพุงต้องใช้ระยะเดินทางถึง ๓๐-๔๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้น พี่น้องประชาชนไม่เข้าใจค่ะ ต้องขอเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลเอราวัณ ก็บอกว่าทะเบียนบ้าน ของผู้ป่วยไม่ได้อยู่ที่อำเภอเอราวัณให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลที่อำเภอวังสะพุง ในส่วนนี้ละค่ะ ที่พี่น้องประชาชนที่เจ็บไข้ได้ป่วยได้ร้องเรียนดิฉันมาแล้วก็ฝาก วันนี้ก็เป็นวันดี ดิฉันก็ขอฝาก ในส่วนนี้
และอีกส่วนหนึ่ง การรักษาพยาบาลนี้ดิฉันอยากให้ยึดเหมือนโรงพยาบาลเอกชน ว่าให้แข่งขันกันรักษาพี่น้องประชาชน โรงพยาบาลไหนดีก็ให้มีรางวัลพิเศษให้กับโรงพยาบาล หรืออย่างใดให้เป็นขวัญและกำลังใจ ผลประโยชน์ก็จะตกกับพี่น้องประชาชนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ว่าเรื่องการรักษาดี การบริการดี ประชาชนนิยมชมชอบให้มีกฎยิ้มน้อยยิ้มมาก เหมือนตอนที่เราไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนในส่วนนี้นะคะ
ส่วนเรื่องสุดท้ายในกรณีที่การบริการจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ในต่างจังหวัดที่ยังมีนโยบายให้ท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยที่ให้ท้องถิ่น มีการจัดงบประมาณของเงินสนับสนุนไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาลไปให้กับโรงพยาบาล และให้ทางผู้บริหารท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการที่จะดูแลหรือมีการพูดคุยในการที่จะบริการ พี่น้องประชาชนในตำบลหรือในอำเภอนั้น ๆ นะคะ ส่วนนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะ เรียนนะคะว่า การเข้าไปก้าวก่ายคุณหมอในโรงพยาบาลหรือผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่า นายกเทศบาลหรือนายก อบต. นี้ก็ต้องทำความเข้าใจกันมาก ๆ บางครั้งบางหนก็อาจจะมี การพูดคุยหรือเหมือนว่าก้าวก่ายกันเล็กน้อยนะคะ ถ้าเข้ากันได้ดีผลประโยชน์ก็ตกกับ พี่น้องประชาชน แต่ถ้าเข้ากันไม่ดีหรือว่าพูดตกลงกันไม่เข้าใจ อย่างเช่น ให้งบประมาณมาน้อย แต่มาก้าวก่ายเยอะเกี่ยวกับเรื่องการรักษา เสนอนั่นเสนอนี่มันก็จะเหมือนกับผิดใจกัน เล็กน้อย ส่วนนี้จากสถิติก็อยากจะให้ท้องถิ่นมีการจัดสรรเงินงบประมาณเข้ากองทุน ให้มากกว่านี้ ถ้าดูตัวเลข ณ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๓ จำนวน สปสช. ทั่วประเทศมี ๑๒ เขต ก็มีเงินงบประมาณมาสนับสนุนแค่ ๑๕๒ ล้านบาทเศษเท่านั้น คิดเป็นแค่ ๘ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ดิฉันก็อยากจะให้ทางท้องถิ่นช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลในท้องถิ่นที่ตนเองดูแลอยู่ให้มากขึ้น ก็จะเป็นสิ่งที่ดีค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
อาจารย์รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากจะกราบเรียนว่า สำหรับรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินี่ เป็นสิ้นสุดของปี ๒๕๕๒ กับปี ๒๕๕๓ ที่จริงหลายท่านพูดมาก็เป็นความรู้ เป็นข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นแล้วก็ได้พบเห็นมา ดิฉันก็จะปรึกษาหารือแล้วก็สอบถามจากตัวเอกสารว่า ในเอกสาร อันดับแรกก็อาจจะพูดถึง ดิฉันก็อยากจะเรียนเหมือนกันค่ะ ในหน้า ๑๒ เราพูดถึงลูกหนี้ ดิฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ที่ท่านมีลูกหนี้มากมาย เช่น ท่านบอกว่า ลูกหนี้ ค่าบริการทางการแพทย์อื่น ตามข้อ ๖.๑ เป็นแยกลูกหนี้บริษัทวีแคร์เมดิคอล จำกัด จำนวน ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท อันนี้ก็คงไม่เยอะ แต่พอเป็นลูกหนี้ค่าบริการทางการแพทย์เหมา จ่ายรายหัว อย่าง (๑) ท่านบอกว่าลูกหนี้เรียกคืนเงินจัดสรรเหมาจ่ายรายหัวล่วงหน้า ประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ลูกหนี้ยกมาจากปี ๒๕๔๖ อันนี้เป็นรายงานปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ก็ยังมีลูกหนี้อีกเยอะแยะนะคะ ทีนี้อีก ๑๓ ล้านบาท รายละเอียดท่านบอก ลูกหนี้โรงพยาบาลสินแพทย์ ท่านก็บอกว่าท่านยื่นฟ้องต่อศาลมีนบุรีแล้ว และศาล มีคำพิพากษาให้โรงพยาบาลสินแพทย์ชำระหนี้ตามฟ้อง แล้วก็โรงพยาบาลสินแพทย์อุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้น แล้วก็ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ก็เรียนถามว่าแล้วตอนนี้ ขณะนี้ไปถึงไหน เสร็จเรียบร้อยหรือยัง ท่านได้เงินกลับมา เข้ากองทุนท่านหรือยัง ลูกหนี้โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี ๑๑๔ บาทหรือคะ ลูกหนี้ โรงพยาบาลศิริราชอีกประมาณ ๑๐ ล้านบาท แล้วท่านก็บอกว่าเขาก็อุทธรณ์อยู่ แล้วตอนนี้ ท่านบอกจึงยังไม่แล้วเสร็จนะคะ เพราะว่าจะต้องเอาข้อมูลรายชื่อผู้ป่วยมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๕-๒๕๔๖ จึงยังไม่แล้วเสร็จ ก็ถามว่าแล้วตอนนี้ไปถึงไหน ท่านมีความสามารถ ในการจะเก็บหนี้ทั้งหลายคืนไหม หรือลูกหนี้ค่าบริการทางการแพทย์ค่างบลงทุนตามข้อ ๖.๕ ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ลูกหนี้เรียกคืน (๑) เรียกคืนเงินจากหน่วยบริการ ที่ลาออกจากโครงการ ๙๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ต้องถามว่า ตอนนี้พวกที่อยู่ในโครงการของท่าน มีอยู่เท่าไร แล้วเขาลาออกไปเท่าไร เงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาทนี่มันไม่ได้บอกอะไร ทำไมเขาถึงลาออก ลาออกไปเท่าไร มีมากไหม แล้วก็มีเข้ามาใหม่ไหม เข้ามาอยู่ในโครงการนี่นะคะ หรือท่านบอกว่าเช็คล่วงหน้า ลูกหนี้ทำสัญญาประนอมหนี้นะคะ เป็นเช็คจากโรงพยาบาล อินเตอร์นวนคร ๓ ฉบับ มูลค่า ๔๐,๐๐๐ บาทแล้วตอนนี้ถึงไหน อยู่ที่ไหน แล้วท่านเรียกคืนอย่างไร แล้วถ้ากลับมาแล้วมันจะมีผลอย่างไรบ้าง ลูกหนี้อื่นในหน้าที่ ๑๓ ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ประกอบด้วยลูกหนี้สรรพากร ลูกหนี้ เงินยืมทดรอง ดิฉันเข้าใจ ใบสำคัญรอตรวจสอบก็เข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่าลูกหนี้สรรพากร คืออะไร สรรพากรมาเป็นหนี้ท่านได้อย่างไร หรือว่าท่านไปเป็นหนี้ ทีนี้ก็จะมาถึงค่าใช้จ่าย ค้างจ่าย ข้อ ๙.๕ เงินช่วยเหลือผู้รับบริการค้างจ่ายตามมาตรา ๔๑ ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาททั้ง ๒ ปี แต่ถ้าดิฉันย้อนกลับไปดูในหน้า ๙ หน้า ๙ ท่านบอกว่า เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา ๔๑ เท่าไร ท่านบอกใช้งบคงเหลือ ในเมื่อตอนนี้ท่านก็ ค้างจ่ายเยอะแยะเลย แล้วท่านจะเอางบคงเหลือที่ไหนไปจ่ายให้เขา แล้วมันพอใช้ไหม หรือว่าท่านติดค้างเขาไปเรื่อย ๆ มาตรา ๔๑ ก็คือถ้าผู้ที่ได้รับผลกระทบคณะกรรมการสั่งให้ เบิกจ่ายเยียวยาให้เขาใช่ไหมคะ แล้วถ้าเขาบาดเจ็บปีนี้ เขาเจ็บป่วยปีนี้ แล้วคณะกรรมการ บอกให้จ่ายให้เขาแล้วท่านก็เป็นหนี้เขาข้ามปี แล้วมันจะเป็นประโยชน์อะไรกับเขา แล้วสิ่งที่ จะต้องเยียวยาเขาเพราะว่ามันจะเกิดค่าใช้จ่ายขึ้นเขาจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้หรือเปล่า แล้วถ้าเขาไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้ ท่านติดหนี้เขาแล้วยังไม่จ่ายเขา ท่านจะชดเชยเยียวยา ครอบคลุมไปถึงไหน หรือตามจำนวนที่คณะกรรมการแต่ละชุดบอกว่าให้เบิกจ่ายได้เท่านั้น เท่านี้ ดิฉันเข้าใจผิดหรือเปล่า แล้วยิ่งมาถึงตอนนี้ต้องถามว่าปี ๒๕๕๖ ท่านได้งบประมาณ เพิ่มเติมหรือเปล่าตรงมาตรา ๔๑ เพราะว่าดิฉันทราบว่ามันมีกฎหมายที่พี่น้องประชาชน เข้าชื่อ ชื่อว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข อันนี้ เป็นภาคประชาชนเสนอ แล้วก็มีร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากระบบ บริการสาธารณสุข อันนี้เป็นคณะมีกลุ่มแพทย์เป็นผู้เสนอ แล้วจนกระทั่งป่านนี้ก็ยังไม่ได้ นำเข้าที่ประชุม เข้าสู่วาระจริงแต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาในวาระแรกเลย ดิฉัน พบท่านรัฐมนตรีเมื่อไรดิฉันก็จะเพียรถามกับท่านว่ามันไปถึงไหนแล้ว แล้วเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันก็ได้เชิญประชาชนที่เข้าชื่อเสนอกฎหมายทั้ง ๗ ฉบับมาในคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะเราถือว่าการเข้าชื่อ เสนอกฎหมายนี้เป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนขั้นสูงสุด ก็เลยเชิญมา แล้วก็เชิญ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหลายมาเพราะดิฉันทราบจากคณะกรรมการประสานงาน พรรคร่วมรัฐบาลหรือวิป (Whip) รัฐบาลว่ารอกฎหมายประกบจากรัฐบาลอยู่ ดิฉันก็เชิญมา เพื่อที่จะถามว่าตอนนี้กฎหมายแต่ละฉบับไปถึงไหนแล้ว ปรากฏว่ากฎหมายสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล กระทรวงมหาดไทยยืนยันมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๔ แล้ว บอกว่าเขาไม่ขัดข้องให้นำเข้าสภาได้เลย พอไปถึงร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. .... ก็ได้รับคำชี้แจงว่าตอนนี้ก็ผ่านกฤษฎีกากลับมาแล้ว ก็รอจะเข้าวิปรัฐบาลเพื่อเข้าสภา ด้านร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็รอจะเข้าสภา ที่ปรึกษา ท่านรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงว่าร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียจากการรับบริการสาธารณสุข รอที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพราะมีความเห็นไม่ตรงกัน ก็เลยจะตั้งกรรมการขึ้นมา อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปีที่แล้ว ๒ ปีที่แล้วก็ตั้งขึ้นมาแล้ว ปรับปรุงแก้ไขแล้ว แม้สถานการณ์ จะเปลี่ยนไป ท่านเอาคู่กรณีไปนั่งทะเลาะกันที่กระทรวงสาธารณสุขมันไม่จบหรอกค่ะ ก็ต้องเอาเข้ามาที่สภานี่ละค่ะ สุดท้ายมากรรมาธิการว่าอย่างไร เข้าสภาว่าอย่างไร มันจะได้จบ แต่ดิฉันเคยเรียนถามท่านรัฐมนตรีนะคะ ท่านรัฐมนตรีบอกว่ากำลังดูอยู่ว่ามาตรา ๔๑ จะขยายมาตรา ๔๑ ของ สปสช. ซึ่งทั้งภาคประชาชน แล้วเท่าที่ดิฉันทราบมันเป็น คนละประเด็น สปสช. ได้กราบเรียนท่านรัฐมนตรีบ้างไหมว่ามันเป็นคนละประเด็นกัน แล้วก็เลยถูกนินทานะคะว่ากระทรวงสาธารณสุขหรือแพทยสภากลายเป็นแพทย์พาณิชย์สภาไป เพราะว่าถ้าขยายมาตรา ๔๑ ก็จะไม่กระทบกับโรงพยาบาลเอกชน เพราะฉะนั้น สปสช. ต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริงแล้วก็ลึก ๆ กับท่านรัฐมนตรี รวมทั้งข้าราชการทั้งหลายด้วยนะคะ เพราะว่าท่านก็เจตนาดี ดิฉันก็เลยเรียนว่าถ้าอย่างนั้น กราบเรียนท่านรัฐมนตรีค่ะ ส่งเข้ามา เถอะค่ะ ให้เขามานั่งพูดกัน ทะเลาะกันในสภามันไม่มีปัญหา เพราะมันเป็นที่ให้ทะเลาะ ให้ถกเถียงกันอยู่แล้ว ถ้าไปทะเลาะกันที่กระทรวงไม่จบค่ะ เพราะว่ามันจะมีคนตัดสิน ที่กระทรวงนี่นะคะ ก็เสนอว่าอย่างนั้น
อีกอย่างหนึ่ง อย่างที่ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กนกท่านพูดไปเยอะมาก เรื่องปัญหาในการปฏิบัติทั้งหลาย ดิฉันอยากจะฝากให้ สปสช. ซึ่งท่านมีอายุมานานมากแล้ว อยากจะให้ท่านทบทวน แล้วก็ปรับปรุงเรื่องระบบการส่งต่อหรือเรื่องระบบค่าใช้จ่ายรายหัว ว่าเป็นธรรมมากน้อยแค่ไหนสำหรับโรงพยาบาลเล็ก โรงพยาบาลใหญ่ โรงพยาบาลในเมือง ในเขตชุมชนหรือในชนบท เพราะไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาในการส่งต่อ ท่านก็ทราบค่ะ บางโรงพยาบาลไม่ยอมส่งต่อ ดิฉันจำไม่ได้ พยายามนึกว่าเมื่อ ๒ วันก่อนมี ปกติดิฉัน ไปอบรมต่างจังหวัดบ่อยนะคะ กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง ผู้นำสตรี ก็มี ผู้นำสตรีโทรมาคุยกับดิฉันว่าเขาจะทำอย่างไร เพราะว่าญาติเขากลับไปจากกรุงเทพมหานคร แล้วกลับไปอยู่ที่จังหวัด แล้วพอบอกว่าอยากจะให้ส่งตัวไปโรงพยาบาลศูนย์ที่ขอนแก่น หมอบอกว่าไม่ต้องส่งหรอก เขาไม่ส่ง ถามว่าเหตุผลที่เขาให้คืออะไร ส่งก็ตาย ไม่ส่งก็ตาย เพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องจรรยาบรรณ คิดว่า สปสช. ในเมื่อท่านเป็นคนจัดระบบ อย่างนี้ เรื่องระบบส่งต่ออะไรทั้งหลายนี้ ท่านจะตรวจสอบอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องอย่างนี้ คนไข้ท่านก็ทราบ ไม่ได้ป่วยแต่กาย ป่วยใจก็มี ถ้าไม่มีกำลังใจ ขาดกำลังใจ เจอหมอบอกว่า ส่งก็ตาย ไม่ส่งก็ตาย เขาตายตั้งแต่ยังไม่ได้ส่งเลยนะคะ เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านหน่อย
อีกเรื่องหนึ่ง ขอประทานโทษจริง ๆ อยากจะฝากท่าน ไหน ๆ ก็พูดกับ สปสช. แล้วนี่นะคะ อยากจะเรียนท่านว่าท่านเป็นผู้บริหาร สปสช. เวลาท่านไปเจรจาที่จะ จ่ายเงินค่าหัวให้องค์กรใดก็ตามกรุณาใช้ความสัมพันธ์ที่เสมอภาคกัน ไม่ใช่ท่านเป็นเจ้าของเงิน ท่านถือเงินไป ดิฉันเคยไปได้ยินค่ะ ดิฉันอยู่ในที่ที่พูดคุยกันด้วย นี่นะคุณต้องทำให้ได้ มาตรฐาน พัฒนามาตรฐานขึ้นมา ต้องมีคุณภาพ ต้องเปิดถึงหกโมงเย็น ถ้าเป็นสำนักงาน ของราชการ ไม่อย่างนั้นคุณก็ไปติดต่อกับคลินิกสิ คือสั่งทุกอย่างเลย มันต้องพูดคุยกัน ให้เข้าใจ แล้วก็ดูว่าถ้าเขาทำไม่ได้ เขาติดขัดอะไร แล้วเมื่อไรเขาจะทำได้ คุณต้องการ การช่วยเหลืออะไร ดิฉันว่าต้องใช้ความสัมพันธ์ที่เสมอภาคกัน ไม่ใช่เป็นเจ้าของเงิน แล้วก็ ใช้ลีลาแบบนั้นไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็เรียนท่านอย่างนี้ค่ะ กรุณาทบทวน ดูนะคะว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง สปสช. จะเป็นอย่างไร ที่ให้มันถูกต้องและเป็นธรรม เป็นความสัมพันธ์ ระหว่าง สปสช. กับกระทรวง ดิฉันเคยได้ยินผู้ใหญ่ในกระทรวงหลายท่านก็บอก สปสช. หรือ ไปคุยด้วยไม่ได้หรอก แตะอะไรไม่ได้เลย เขาว่านะคะ เขาว่า ดิฉันก็เล่าให้ท่านฟัง ดิฉัน ไม่ได้ว่าเอง ทุกอย่างที่พูดเขาว่าทั้งนั้น อะไรที่ดี ๆ ดิฉันพูดเอง สปสช. กับโรงพยาบาลของรัฐ สปสช. กับโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย สปสช. กับโรงพยาบาลเอกชน ท่านเอาใจใครมาก ท่านเอาใจใครน้อย ไม่ใช่ตัวท่าน ท่านก็ต้องตรวจสอบนะคะ แม้กระทั่งจะเป็นบุคลากร ในหน่วยงานท่านก็ตาม เพราะท่านกำลังเป็นหัวใจของกระบวนการสาธารณสุขทั้งหมด แล้วยิ่งถ้าจะเอากองทุน ๓ กองทุนไปรวมกัน จะทำอย่างไรให้เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน กับคนที่รับบริการทั้งหมด ท่านเป็นผู้ควบคุม คุมสิ่งเหล่านี้เอาไว้ทั้งหมดค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านจิรายุครับ ผมให้ตามรายชื่อที่ยกมือก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ อาศัยสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตรงจากพื้นที่เขตคลองสามวานี่ครับ เพราะว่ามีโรงพยาบาลหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงพยาบาลสินแพทย์ ผมอ่าน ในรายงานฉบับนี้แล้ว อันดับแรกขอขอบพระคุณคนที่อยู่ทางไกลเป็นที่เคารพของผมก็คือ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร สมัยท่านเป็นหัวหน้า พรรคไทยรักไทย ท่านก็กรุณานะครับ เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทำโครงการนี้ขึ้นมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ขอบคุณดัง ๆ ไปถึงท่านนะครับ กลับมาในประเทศไทย ท่านประธานครับ ในหน้า ๑๒ ผมดูลูกหนี้ค่าบริการทางการแพทย์ สงสัยอยู่เรื่องหนึ่งครับ ๖.๓ ปี ๒๕๕๒ ในสมัยรัฐบาลชุดนั้นนี้นะครับ ทำไมมีลูกหนี้ค่าบริการถึง ๑,๒๓๙ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ มี ๒๒๕ ล้านบาท ก็เป็นคำถามนะครับ ท่านที่มาชี้แจงก็ช่วยกรุณาตอบด้วยนะครับ แต่ว่า ประเด็นที่ผมเป็นข้อสังเกตฝากไปยังท่านรัฐมนตรีวิทยาของผมนะครับ ท่านช่วยกรุณา หาแนวทางหน่อยได้ไหมครับ วันนี้โรงพยาบาลทั้งหมดในประเทศไทยเลือกได้หรือครับว่า จะออกหรือจะเข้าในโครงการนี้ ผมดูตัวเลขนี่นะที่โรงพยาบาลสินแพทย์ที่ไปฟ้องร้อง ที่ศาลมีนบุรีแถวบ้านผมนี่นะครับ ๒,๒๐๐ กว่าล้านบาท หมายความว่าทางรัฐได้ใช้ เงินกองทุนนี้จ่ายให้กับโรงพยาบาลนี้ไป สุดท้ายเขาไปขอลาออกจะขอเงินคืน อย่างนี้ถ้าเกิด เป็นโรคติดต่อของโรงพยาบาลล่ะครับท่านประธานครับ อีกหน่อยโรงพยาบาลเอกชน เขาบอกว่ารับคนที่มีสตางค์ดีกว่า ไปรับคนที่มีประกันแบบนี้ได้เงินน้อย ๒,๔๐๐ กว่าบาท อย่างนี้กระบวนการต่าง ๆ ของกองทุนนี่นะครับท่านจะทำกันอย่างไร อีกหน่อยจะไม่มี โรงพยาบาลอื่น ๆ ทั่วประเทศหรือครับที่เขาบอกว่าไม่รับหรอก ค่าหัวถูก ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ลาออกได้หรือไม่ หรือถ้าเกิดใครที่อยากจะต่อเนื่องและได้เงินเยอะ จะทำต่อไหม
ประเด็นต่อมาท่านประธานครับ ผมเปิดไปดูหลายหน้าที่ยังมีข้อสงสัย โดยเฉพาะหน้า ๙ งบประมาณรายจ่ายรายหัว สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านบอกว่า ทำประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ บาท ๙๐๐ กว่าบาทนี่ครับ แล้วก็ขยับบัญชียาขึ้นมาเรื่อย ๆ พี่น้องประชาชนก็หน้าใส จะโรคอะไรก็แล้วแต่ก็สามารถรักษาได้นี้นะครับ ปัจจุบันนี้ ๒,๔๐๑.๓๓ บาท มีคนใช้อยู่ประมาณ ๔๗ ล้านคน แต่ผมเชื่อว่าคนใช้ไม่หมดทั้ง ๔๗ ล้านคน หรอกครับ แต่ว่ารัฐบาลต้องเอาเงินไปให้ในฐานะที่เป็นกองทุน ไปดูตัวเลขของข้าราชการ ท่านประธานครับ ผมไปค้นคว้าข้อมูลมาน่าสงสัยครับ เมื่อครู่นี้ประชาชนนะครับ ๒,๔๐๑ บาท ข้าราชการใช้ต่อคน ๑๑,๖๐๐ บาท สวัสดิการของปี ๒๕๕๑ ครับ เพราะฉะนั้น ต่างกันเยอะนะครับ ประชาชนกับข้าราชการ ไปดูประกันสังคมครับ ญาติผมหลายคน ก็ทำงานบริษัทก็ถูกหักประกันสังคม มีอยู่ประมาณ ๘,๐๐๐,๐๐๐-๑๐ ล้านคน ใช้อยู่ประมาณ ๒,๑๔๐ บาท อันนี้ใกล้เคียงกัน แต่อันนั้นเขาโดนหักเงินครับ แต่ว่า ในเรื่องของกองทุนนี้ไม่ได้โดนหักเงิน
เรื่องต่อมาที่น่าสนใจท่านประธานครับ ในหน้า ๙ เช่นเดียวกันครับ ท่านแบ่ง งบรายจ่ายรายหัวแยกเป็นข้อ ๑ ถึงข้อ ๑๓ แต่มาข้อ ข ก็เป็นเรื่องของเอชไอวี มาเรื่องของไต มาเรื่องของการป้องกันรักษาโรคเรื้อรัง ผมรับโทรศัพท์บ่อยท่านประธานครับ โดยเฉพาะ ในพื้นที่ผมมีคนป่วยโดยเฉพาะโรคไตหลายคนครับ ในสมัยก่อนก็พยายามจะหาทางกันครับ ว่าโรคไตมันต้องไปฟอกไต มันใช้เงินมากมายอยู่ในบัญชีนี้ไหม สุดท้ายก็มาแยกเป็นบัญชี ก ข ค ง อะไรที่เห็นนี่นะครับ ผมถามนะครับว่าท่านผู้ชี้แจงครับ ตัวเลขตั้งแต่ข้อ ข ข้อ ค ข้อ ง นี่นะครับ รวมแล้วในปริมาณแบบนี้ถ้าเกิดเอาเข้าไปรวมในโครงการทั้งหมดตั้งแต่ต้นนี่นะครับ คือข้อ ก นี่ สามารถทำได้ไหม ต่อไปนี้จะได้ไม่ต้องไปแยกครับ เพราะดูถัวเฉลี่ย จากหัวแล้วนี่นะครับ ผมไม่รู้จริง ๆ ครับว่า ๔๗ ล้านคนในความเป็นจริงใช้กันเท่าไร ก็เป็น ข้อสังเกตฝากไปยังท่านนะครับ นอกจากนี้ในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ขาดการประชาสัมพันธ์ครับ ขาดการประชาสัมพันธ์อย่างไรครับ เขาบอกว่าเวลา ไปโรงพยาบาลจะใช้อะไร ประกันสังคมไปซอยซ้าย ประกันแบบนี้ไปซอยขวา ถ้าใช้เงินตัวเอง เดินตรง อย่างนี้นี่คืออะไรครับ ท่านต้องตอบสังคมให้ได้นะครับ แน่นอนครับ ผมตอนเป็นพนักงานบริษัทผมมีประกันสังคมผมยังไม่ค่อยใช้เลยท่านประธานครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่าเข้าไปแล้วมันจะตายไหม เขาจะให้ยาเรากิน เป็นอะไรก็แล้วแต่ ก็พาราเซตามอล (Paracetamol) ไหม เพราะฉะนั้นฝากไปยังคณะกรรมการและท่านผู้ชี้แจง อธิบายให้ชัดประชาชนผู้มีรายได้น้อยเงินเดือน ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท เขาไปใช้แบบนี้ เขาจะต้องไปลักษณะไหน รูปแบบใด คนมีสตางค์ไม่เคยไปสัมผัสละครับ ผมเชื่อว่า ผู้แทนราษฎรหลายท่านก็ไม่เคยใช้บริการ เพราะฉะนั้นฝากเป็นข้อสังเกตสั้น ๆ ๒-๓ ประเด็น ขอบพระคุณครับ
ท่านเจะอามิง โตะตาหยง เอาสักคนละ ๑๐ นาทีได้ไหมจะได้อภิปรายกันทุกคน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตท่านประธานเพื่อแสดงข้อคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตกับรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานทางการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพ ผมดูในรายงานแล้วมันมีน่าสังเกตและน่าตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ ขออนุญาตท่านประธานไปดูในรายงาน หน้า ๔ งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ พูดถึงทรัพย์สินมียอดยกมาโดยงบประมาณ ๘๕๐ ล้านบาท ในยอดเงิน ๘๕๐ ล้านบาท มีการเบิกจ่ายระหว่างปีไป ๓๐๒ ล้านบาท ยังมีเงินเหลืออีก ๕๔๘ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ พอไปแลเห็นและไปตรวจสอบดูในงบดุลว่าทำไมจะมีการไม่ใช้เงิน ไปตามความต้องการที่น่าจะเป็น ผมตามไปดูในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ คณะกรรมการ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการใช้งบประมาณรับโอนจาก กระทรวงสาธารณสุขตามมาตรา ๖๙ แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นวงเงิน ๔๓๕ ล้านบาท โดยจัดสรรเงินจำนวนเงิน ๓๓๐ ล้านบาท เพื่อไปไหนครับท่านประธาน เพื่อไปพัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุน พัฒนาระบบเชื่อมโยง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือไปจัดหาซื้อยานพาหนะผ่านสำนักงาน กระทรวงสาธารณสุข เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนและการติดตาม ท่านประธานครับ ผมกลับไปดูอย่างนี้ว่า เวลาการจัดสรรงบประมาณไปเป็นเงินจำนวนมากอย่างนี้ สปสช. กลับไปเห็นความสำคัญในการพัฒนาด้านนี้มากกว่าที่ท่านจะไปดูแลเรื่องของโรงพยาบาล ผมขออนุญาตท่านประธานตั้งข้อสังเกตไปที่ สปสช. ว่า วันนี้เราต้องยอมรับ อย่างตรงไปตรงมาว่ามีโรงพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุขในประเทศไทยในขณะนี้ มีปัญหา ในการบริหารการจัดการตัวเอง ส่วนหนึ่งก็บอกว่ามันก็เกิดจากการบริหารงานของ สปสช. ในการจัดสรรงบประมาณ เดี๋ยวผมจะลงในรายละเอียดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ โรงพยาบาลและหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสังกัดในกระทรวงสาธารณสุขวันนี้ เป็นที่น่าตกใจถ้าเราได้ติดตามอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้โรงพยาบาล ๕๐๕ แห่ง เกิดสภาวะ ขาดทุน ๕๐๕ แห่งในประเทศนี้ แต่มีสภาพคล่องตัวแค่ ๑๗๕ โรงพยาบาล ในขณะที่เรามี งบประมาณที่จะไปดูแลโรงพยาบาลที่ผมพูดถึงส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นโรงพยาบาลซึ่งอยู่ในทาง ชนบท เป็นโรงพยาบาลที่พี่น้องประชาชนเกือบทั้งประเทศต้องไปใช้จ่ายโรงพยาบาลเหล่านี้ แต่ท่านเอาเงินงบประมาณที่มีอยู่ในส่วนตรงนี้ไปแปรทำอย่างอื่นเสีย แทนที่จะไปดูแล โรงพยาบาลที่อยู่ในชนบทเพื่อที่จะไปดูแลพี่น้องประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และที่น่าเป็นห่วงต่อไปครับท่านประธาน ถ้าเราย้อนกลับไปดูนะครับในข้อมูลว่าในปี ๒๕๕๓ มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ๘๔๑ แห่ง มีโรงพยาบาลของหน่วยงานที่สังกัดในกระทรวงสาธารณสุขเกิดสภาพ ขาดสภาพการคล่องตัว ๕๘๕ แห่ง คิดเป็นวงเงิน ๗,๓๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ที่กระผมต้องมาพูดประเด็นที่โรงพยาบาลมีภาวะความขาดทุน มันมีเหตุผลครับ มันมีเหตุผล ก็อยู่บนพื้นฐานว่า สปสช. มีการจัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายของ โรงพยาบาล เลยทำให้โรงพยาบาลซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแม้กระทั่งในพื้นที่ที่มีความเจริญ ก็ต้องไปเอาเงินกองทุนที่อื่นมาชดเชยในการบริหารการจัดการ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้กระทั่งโรงพยาบาลบางแห่งมันไม่น่าที่จะเกิดขึ้นเลยในสภาวะที่เป็นโรงพยาบาลของรัฐ ไม่สามารถที่จะจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ แม้โรงพยาบาลบางแห่งมีหนี้สินล้น ไม่มีเงินซื้อยา ไม่มีเงิน จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ แม้กระทั่งการรักษาคนไข้เป็นไปตามสภาพ มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ในประเทศนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าวันนี้กระทรวงสาธารณสุข สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่มีความชัดเจนในการที่จะแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ ความเดือดร้อนทางการเงินการคลังของโรงพยาบาล นั่นหมายถึงว่าทางกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้ให้ความสำคัญในการที่จะไปดูแลโรงพยาบาลในพื้นที่ซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เขาจะเกิด ภาวะความเดือดร้อนอย่างไรก็ช่างเขาไป ท่านประธานทราบไหมครับว่าการบริหารงาน การดำเนินการอย่างนี้มันมีปัญหาทำให้ผลกระทบในการดูแลพี่น้องประชาชนซึ่งได้รับ ผลกระทบจากสุขภาพของตัวเองที่ต้องไปอาศัยพึ่งพาโรงพยาบาล ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ผมเชื่อครับว่าท่านรัฐมนตรีก็คงจะมีข้อมูลอยู่แล้วในมือ อย่างโรงพยาบาลที่เกาะยาวชัยพัฒน์ จังหวัดพังงา เท่าที่ผมทราบข้อมูลมาแทบตกใจ เพราะว่าเป็นโรงพยาบาลหนึ่งในโรงพยาบาล อีกหลายโรงพยาบาลที่เกิดขาดทุนจนขาดสภาพคล่อง จนกระทั่งไม่มีเงินจ่ายค่ายา ถามว่า กระบวนการเหล่านี้ท่านประธานฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าท่านได้ทราบข้อมูลเหล่านี้ไหมครับ และในโรงพยาบาลในประเทศไทยวันนี้ทั่วทุกภูมิภาคทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ โรงพยาบาลที่สภาพขาดเงินคล่องตัวนี่ท่านมีกรอบแนวความคิดจะไปแก้ไขปัญหา ให้กับโรงพยาบาลได้อย่างไร มีวิธีการคิดและกรอบความคิดที่จะไปดูแลโรงพยาบาลเหล่านี้ อย่างไรครับท่านประธาน ก็ฝากไปถึงครับ วันนี้เวลาเราพูดถึงโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ ก็จะมองภาพว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ที่จริงข้างในตัวโรงพยาบาลเองในการบริหารการเงิน การคลังของโรงพยาบาลในภูมิภาคมีปัญหาอย่างมากมาย ผมฝากไปถึงท่านประธาน ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าแม้กระทั่งในกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โรงพยาบาล ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ท่านประธานก็คงจะได้แลเห็นว่าวันนี้สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันยังเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลา ถามว่าทางกระทรวงและผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบให้เงิน ในการดูแลผู้เจ็บไข้ได้ป่วยในอัตราเท่าเทียมกันกับโรงพยาบาลอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะ ใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราต้องยอมรับครับคนไข้ที่เกิดมีปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามว่าเกิดภาวการณ์ที่มีความรุนแรงขึ้น ถูกระเบิด ถูกยิง ถูกตัดขา ซึ่งบุคคลเหล่านี้ จะมีจำนวนมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วคนเหล่านี้ต้องไปพึ่งที่ไหนครับ ต้องไปพึ่งที่ โรงพยาบาล ถ้าท่านจัดสรรงบประมาณไปให้กับโรงพยาบาลเท่าเทียมกับภูมิภาคอื่น ถามว่าโรงพยาบาลใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะเกิดสภาพคล่องตัวเหมือนกัน ผมเรียนถามท่านประธานผ่านไปถึงผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบว่า ท่านได้จัดสรรงบประมาณเหล่านี้ ไว้อย่างไร และท่านจะดูแลปัญหาของโรงพยาบาลใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมันมี ปัญหาความปลอดภัยก็ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว แต่ว่ากระบวนการในการจัดการ ในการดูแล พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หรือใครก็แล้วแต่ที่มีปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องไม่ได้รับผลกระทบ แม้ในการบริหารงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของโรงพยาบาล ท่านก็ต้องดูแลเป็นกรณีพิเศษ อย่างท่านได้นำงบประมาณไปซื้อรถยนต์ ผมค่อนข้างที่จะ ไม่เห็นด้วยเลย ทำไมท่านไม่เอาเงินเหล่านี้ไปซื้อเครื่องไม้เครื่องมือให้กับโรงพยาบาล ซึ่งอยู่ในชนบท ซึ่งเขามีปัญหายังขาดเครื่องไม้เครื่องมือในกรณี ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เอาเงินไปให้เขาหน่อยสิครับ เพื่อที่จะดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบขั้นพื้นฐาน ท่านประธานที่เคารพครับ แม้กระทั่งสวัสดิการของนายแพทย์ที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านนอกจากให้เงินที่ไปดูแลแล้วนี่นะครับ เป็นกรณีพิเศษมากกว่าที่อื่น แต่ถามว่า ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ความปลอดภัยของนายแพทย์ที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านเคยให้อะไรพิเศษเขาไหมครับ คนที่อยู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าใครหรอกครับ วันหนึ่งอาจจะได้รับผลกระทบทั้งนั้น ไม่ว่านายแพทย์หรือใคร ผมอยากจะฝากไปถึง ท่านรัฐมนตรีด้วยในกรณีของแพทย์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านต้องดูแลมากกว่า กรณีพิเศษ เพราะไม่อย่างนั้นคนที่เป็นแพทย์เป็นหมอไม่อยากจะไปอยู่ใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเขาห่วงในชีวิตความปลอดภัยของเขา เท่าที่ผมทราบบางรายยอมลาออกครับ ยอมชดใช้เงินให้กับรัฐบาล ถ้าหากมีการถูกไปอยู่ในจังหวัด ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านจะดูแลคนเหล่านี้อย่างไร ท่านจะให้สิทธิกับเขาอย่างไร แม้กระทั่งในการที่จะไปดูแล ลูกหลานซึ่งเป็นลูกของพยาบาล ลูกของแพทย์ซึ่งอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูแลทางด้าน การศึกษา ลูกหลานของคนเหล่านี้เป็นกรณีพิเศษอีกด้านหนึ่งได้ไหมครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่กระผมพูดเพื่อที่จะได้สะท้อนว่าวันนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ในกรณีโรงพยาบาลขาดเงิน ไม่สามารถที่จะบริหารและการจัดการตัวเองในตัวของ โรงพยาบาลเอง ซึ่งผมถือว่าเกิดจากการบริหารงานและการประสานงานที่ผิดพลาด ของหน่วยงานซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่านอนุรักษ์ บุญศล ๑๐ นาทีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอมี ส่วนร่วมในการบริหารงบประมาณของ สปสช. ๒๗๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีค่ะ ท่านประธาน ที่เคารพคะ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ทุกคนจะหลีกพ้นได้ไหมนั้นก็เป็นที่ บุญกุศลของคนนั้น ๆ ตามพระอาจารย์มั่น จังหวัดสกลนคร เป็นคนที่เทศนาไว้นะคะ แต่ทุกคนส่วนมากแล้วก็จะมีโรค ดังนั้นแล้วเมื่อมีโรคก็ต้องไปหาหมอ เห็นไหมคะ ต้องไปหาหมอ ทีนี้นั้นพอมีเรื่องของ สปสช. เข้ามาเกี่ยวข้องในการรักษาพยาบาล หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พบว่า ช่วยลดจำนวนคนจนลงกว่า ๘๐,๐๐๐ ครัวเรือน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรี ท่านประธานผ่านไปถึงท่าน สปสช. ๔-๕ ท่านที่อยู่บนบัลลังก์ค่ะ ๘๐,๐๐๐ ครัวเรือนนั้น ประมาณ ๔๗ ล้านคนทั้งประเทศ เป็นความน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ตัวเลขนี้ดิฉันพอใจไหมคะ ท่านประธานคะ ดิฉันต้องการมากกว่านี้เพื่อให้ครอบคลุมพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดค่ะ แต่ก็ยังภาคภูมิใจ ที่บอกว่าลดจำนวนคนจนลงกว่า ๘๐,๐๐๐ ครัวเรือน ทีนี้ดิฉันไม่ได้พูดเองค่ะ ไม่ได้มาเยินยอ สรรเสริญคนพรรคเดียวกันที่เป็นรัฐมนตรีที่บริหารจัดการเก่งนะคะ ดิฉันได้ข้อมูลมาจาก ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและนานาประเทศได้ศึกษาประสบการณ์จากประเทศไทย พร้อมเสนอ ผลักดันนโยบายสู่วาระแห่งชาติเพื่อลดปัญหาความยากจน ดิฉันสนใจตรงนี้มาก ทำไมถึง บอกว่าดิฉันสนใจตรงนี้มากคะ ท่านประธานคะ ที่สนใจตรงนี้มากเพราะว่าการที่รัฐบาล โดยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขดูแลครอบคลุมกว่า ๘๐,๐๐๐ ครัวเรือน แล้วนานาอารยประเทศนำไปเป็นตัวอย่างนี่นะคะ แล้วบอกว่าลดปัญหาความยากจนลง ครั้งหนึ่งดิฉันรับราชการครูบ้านนอกจน ๆ คนหนึ่ง ออกไปเยี่ยมโรงเรียน ออกไปเยี่ยม ผู้ปกครองนักเรียนตามชนบท ดิฉันได้เห็นภาพที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง ก็คือพ่อ เป็นโรคไตวายเรื้อรัง เมื่อหลายสิบปีที่แล้วนะคะ แล้วคนเป็นยายจะต้องหาเลี้ยงครอบครัว คนเป็นภรรยานั้นก็เมื่อภาวะคับขันก็ต้องไปหาทำงานในถิ่นที่อื่นส่งเงินมานั้นน้อยนิด วันที่ไปนั้นก็ไปบอกว่าลูกของผู้ปกครองนั้นเรียนเก่งมาก ไปให้กำลังใจ เขาก็เลยบอกว่า ลูกจะจบ ม. ๓ แล้ว ผู้ปกครองที่เป็นพ่อนั้นก็เอื้อนเอ่ยขึ้นมาว่า แม่ ขายนาให้ผมสักเล็กน้อยหน่อย แล้วก็นำเงินมาฟอกไตผม พอผมได้ดูลูกจบ ม. ๓ ต้องขายนานะคะ ก็เลยถามว่าคุณยายคะ คุณยายขายนาไปกี่ไร่แล้ว เกือบจะหมดแล้ว ถ้าจะเอาไว้ทำเพื่อเลี้ยงหลาน ๆ มันก็บอกว่า ขอชีวิตผมอยู่ต่อเพื่อดูลูกและรอภรรยาผมกลับมาเป็นครั้งสุดท้าย ก็จำเป็นต้องแบ่งขายทีละงาน ทีละงาน เพื่อมาฟอกไต นี่คือโรคเรื้อรัง แต่ดิฉันดีใจมากเลยค่ะ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา เมื่ออ่านข่าวในเร็ว ๆ นี้ว่ารัฐบาลนี้โดยท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีบอกว่ากลาง ๆ ปีนี้ โรคไตวายเรื้อรังก็จะมีรายหัวจาก สปสช. ดูแลพี่น้องประชาชน ดีใจมากเลยค่ะ มันเหมือนกับว่าคนที่กำลังจะมืดดับไปจากโลกนี้นั้นตื่นขึ้นมาพบกับโลกอันสว่างไสวอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานคะ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศนำเสนอรายงานประเมินระบบประกัน สุขภาพถ้วนหน้าไทยในช่วงทศวรรษแรก พ.ศ. ๒๕๔๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๔ ภายใต้กรอบ การประเมิน ๕ ด้าน ประกอบไปด้วย การพัฒนานโยบายและการออกแบบระบบ บริบท ด้านนโยบายของรัฐ การดำเนินนโยบาย ระบบอภิบาล ผลกระทบของนโยบาย เขานำไปใช้ หมดเลยค่ะ เพราะว่าประเทศไทยนั้นประสบผลสำเร็จในการดูแลพี่น้องประชาชน ทั้ง ๔๗ ล้านคน ๘๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน แต่ว่าดิฉันยังไม่ต้องการแค่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์นี้เท่านั้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ดิฉันต้องการ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพคะ ดอกเตอร์ทิโมที แกรนด์ อีแวนด์ หัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศกล่าวในเรื่องนี้ว่า ผลจากการศึกษาพบว่าระบบหลักประกันสุขภาพสามารถครอบคลุมประชากรไทยได้ถึง ๔๗ ล้านคน คิดเป็น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ซึ่งระบบนี้เกิดในช่วงวิกฤติ เศรษฐกิจเอเชีย ๒๕๔๐ ในขณะที่ประเทศไทยมีรายได้ประชาชาติต่อหัวเพียง ๑,๙๐๐ เหรียญสหรัฐ ประเทศไทยทำได้ ต่างประเทศชื่นชม และจากวันนั้นถึงวันนี้การดูแลพี่น้องประชาชนในการรักษาพยาบาลก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง สปสช. เข้ามาดูแลในเรื่องของการบริหารงบประมาณ ต้องบอกว่ากว่า ๒๗๑,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี พี่น้องประชาชนก็ลดความยากจนลงไป ไม่ต้องไปขายควาย ไม่ต้องไปขายไร่ขายนา ไม่ต้องเอาบ้านไปจำนำแล้ว นี่ก็คือความภาคภูมิใจ แต่จะทำอย่างไร ให้พี่น้องชนบทได้พบกับแพทย์ฝีมือดี พยาบาลที่มีจิตวิญญาณของความเป็นวิชาชีพ เพราะว่า ไม่เกิดสมองไหลไปที่โรงพยาบาลของเอกชน เพราะในความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนนั้น โรงพยาบาลเอกชนสำหรับคนร่ำรวยเท่านั้น แล้วก็ ๑ เมษายน ๒๕๕๕ เปิดการรักษาฉุกเฉิน ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย นั่นก็คือความยินดีของพี่น้องประชาชนค่ะ เราอยากให้ ฉุกเฉินนั้นไม่ต้องฉุกเฉินก็สามารถที่จะรักษาได้ในทุกโรงพยาบาลในโรคเบื้องต้นก่อน ที่ไม่ใช่โรคเรื้อรัง โรคร้ายแรง นั่นก็คือการสะท้อนปัญหาจากชนบทสู่ครูบ้านนอกคนนี้สู่สภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ค่ะ นั่นคือคำร้องขอค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ทีนี้จำนวนการใช้ บริการของผู้ป่วยนอกกับผู้ป่วยในนั้นต้องบอกว่าเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายความว่าประชาชน มั่นใจในโรงพยาบาลของรัฐมากขึ้น เช่น ดิฉันแวะบ้านนิดเดียวค่ะ ท่านประธานคะ โรงพยาบาลที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช นอกจากบริการในอำเภอแล้ว อำเภอใกล้เคียงก็มาใช้บริการด้วยเพราะมั่นใจในแพทย์ และพยาบาล ทีนี้ทำให้คนไข้ล้นโรงพยาบาลค่ะ ขอความกรุณาท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีและ สปสช. ดูแลเป็นพิเศษด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง ข้อมูลในปี ๒๕๕๓ พบจำนวนประชากรไทยที่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เป็นความภาคภูมิใจไหมคะว่าพี่น้องประชาชนเมื่อรายได้ที่แตกต่างการรักษาย่อมแตกต่าง แต่เมื่อว่าความเป็นธรรมในโรงพยาบาลของรัฐนั้นใกล้เคียงกัน ก็ทำให้ไม่มีปัญหาใด ๆ ที่จะร้องเรียนต่อแพทย์และพยาบาลค่ะ นี่คือความภาคภูมิใจของคนที่อยู่ในชนบทค่ะ ความพึงพอใจที่สูงของประชาชนซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๘๓ ในปี ๒๕๔๖ เป็นร้อยละ ๙๐ ในปี ๒๕๕๓ นี่ก็คือการบริหารจัดการของ สปสช. ที่ดีมาก ๆ ค่ะ ดังนั้นแล้วฝากว่า ความทั่วถึงและเป็นธรรมให้กับชนบทด้วยค่ะ พี่น้องประชาชนต้องการอย่างนี้ค่ะ ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรี ท่านประธานผ่านไปถึงท่าน สปสช. ทั้ง ๕ ท่านค่ะ ความต้องการของพี่น้องประชาชน ดังนี้ค่ะ ประกันสุขภาพทั่วหน้า นำพาซึ่งความสุขใจในวิถี ยากแค้นแสนเข็ญทุกข์ทวี ๓ กองทุนทบทวีดูแลประชาชน ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านคุณหมอวรงค์ ๑๐ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก วันนี้เป็นรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ตรวจสอบโดยสำนักงาน ตรวจเงินแผ่นดิน และผมคิดว่าเรื่องนี้มันคงมีหลายประเด็นที่อยากจะกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังทั้งท่านรัฐมนตรีและคณะของ สปสช. ก่อนอื่นที่อยากจะกราบเรียนกับ ท่านรัฐมนตรีนะครับว่าคนในวงการสาธารณสุข ท่านรัฐมนตรีครับ ไม่ธรรมดา ผมเรียนท่าน คือผมเคยอยู่ในวงการสาธารณสุขมาประมาณ ๒๐ กว่าปี แล้วผมรับรู้ว่าทุกคนไม่ธรรมดา อย่างน้อยสามารถที่จะทำให้นักการเมืองตั้งหน่วยงานหลัก ๆ ขึ้นมา มาเป็น ๒ หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข นั่นคือหน่วยงานของกระทรวงโดยตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ มีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของประชาชน และตอนหลังก็มีการผลักดันเป็น พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็คือตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่าสำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ งบประมาณมหาศาล แล้วอยากจะกราบเรียนว่า ผมเชื่อว่าเพื่อน ส.ส. ในสภาหลายท่าน เท่าที่ผมฟังหลายคนยังไม่ตกผลึกทางความคิดเกี่ยวกับภารกิจของ สปสช. แต่ถ้าเราดูย้อน ผมจำได้ว่าตอนนั้นประมาณ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ ผมยังทำงานสังกัด กระทรวงสาธารณสุข ผมเป็นผู้ปฏิบัติงาน วันนั้นผมเชียร์ สปสช. เต็มที่ เพราะผม ก็มีความรู้สึกว่าเราก็ต้องการให้หน่วยงานรัฐในการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน อย่างเต็มที่ เสมอภาค และเท่าเทียมกัน แล้วก็ดูวิธีคิดในการจัดตั้ง สปสช. ท่านประธาน ที่เคารพครับ เขาบอกว่าให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยผู้ให้บริการ สปสช. ทำหน้าที่ แทนรัฐบาลในการซื้อบริการให้ประชาชน หลักคิดวันนั้นผมเห็นด้วยครับ สปสช. เป็นกองทุน มีหน้าที่ในการซื้อบริการ กระทรวงสาธารณสุขมีสถานบริการคือโรงพยาบาล มีหน้าที่ รับซื้อบริการเพื่อมาให้บริการกับประชาชน หลักการผมเห็นด้วยในหลักการ แต่เวลา ผ่านไปนาน ๆ เข้ามันเป๋ครับ ผมอยากจะกราบเรียนกับเพื่อน ท่านผู้เข้ามาชี้แจงของ สปสช. ข้อมูลจากนี้ไปเป็นข้อมูลที่ผมได้รับการร้องเรียนจากบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข ที่เขาฝากผมมาว่าในฐานะที่ผมเคยทำงานสังกัดโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข คนที่ทำงานในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงก็มีความช้ำอกช้ำใจกับการทำหน้าที่ของ สปสช.
ประเด็นแรก คือวันนี้หลักคิดเรื่องท่านเป็นผู้ซื้อบริการมันเป๋ไป ปกติแล้ว เราจะมีกองทุนหลัก ๆ ของประเทศอยู่ ๓ กองทุนท่านประธานครับ
๑. สปสช. ดูแล ๔๗ ล้านคน อันนี้เยอะที่สุดครับ งบประมาณเบ็ดเสร็จปีหนึ่ง ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท
๒. ก็คือกองทุนประกันสังคมอาจจะมี ผมจำตัวเลขที่ชัดเจนไม่ได้ ประมาณ ๘,๐๐๐,๐๐๐-๙,๐๐๐,๐๐๐ คน
และ ๓. ก็คือกลุ่มข้าราชการ โดยกรมบัญชีกลางเป็นคนดูแล
ขณะนี้มีอยู่ ๓ กองทุน ๒ กองทุนที่มีหน้าที่ซื้อบริการไม่ว่าจะเป็น ประกันสังคมหรือกรมบัญชีกลางเขาไม่มายุ่งครับ อย่างประกันสังคมเขาจะจ่ายเงิน เหมาจ่ายรายหัวมาเลย เช่น หัวละ ๑,๔๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาท ๑,๖๐๐ บาท ก็จ่ายไปเลย หลังจากนั้นแล้วเขาจะมีทีมงานเข้ามาติดตามว่าโรงพยาบาลที่รับซื้อบริการไปแล้วสามารถ ให้บริการเป็นไปตามมาตรฐานที่สำนักงานประกันสังคมต้องการหรือไม่ อันนี้ก็จบไป แต่อีกหน่วยหนึ่งคือกรมบัญชีกลางก็อาจจะหละหลวมไปหน่อย เพราะกรมบัญชีกลาง เป็นหน่วยงาน เป็นกองทุนที่ดูแลเรื่องสุขภาพของข้าราชการแต่ไม่มีบุคลากรที่มีความรู้เรื่องนี้ จึงถูกโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเบิกเงินเกินความจำเป็น แต่บังเอิญกองทุน สปสช. เป็นคนในวงการเดียวกัน เวลาตอนแรกตั้งขึ้นมาเพื่อมาซื้อบริการ แต่นาน ๆ เข้าไปแล้ว เข้ามาแทรกแซงการบริหาร นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นครับ ผมเจอพี่ ๆ ที่เป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงก็บอกว่าวันหลังอยู่ในสภาช่วยบอกรัฐมนตรีหน่อย สปสช. มีหน้าที่ซื้อบริการ แต่เวลาผ่านไปหลงอำนาจเพราะว่ามีเงินเยอะท่านประธาน เวลามีเงินเยอะอำนาจมากับเงินเขาก็เข้าไปแทรกแซงการบริหารงานของกระทรวง สาธารณสุข ผ่านโรงพยาบาลต่าง ๆ วิธีการแทรกแซงก็ไม่ยาก เช่น เวลามีโครงการต่าง ๆ ก็เชิญท่านนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือเชิญผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่าง ๆ มาประชุม แล้วรับนโยบายไป ผมก็ได้รับการร้องเรียนจากคนของกระทรวงสาธารณสุขว่าทำไมไม่เห็นหัว ท่านปลัดกระทรวง มีอะไรก็ควรจะบอกปลัดกระทรวง เพราะปลัดกระทรวงเขาเป็น หมายเลข ๑ ของกระทรวงสาธารณสุข มีอะไรก็บอกเขาสักหน่อยหนึ่งว่าจะเอาคนของเขา ไปทำอะไร เรื่องอะไรก็แล้วแต่ บอกเขาสักหน่อยหนึ่ง เพื่อเขาจะได้สั่งการว่านี่คือนโยบาย แต่ สปสช. ถือว่ามีสตางค์ปุ๊บ มีอะไรก็เชิญผู้อำนวยการโรงพยาบาลมารับนโยบายโดยตรง รับงบประมาณโดยตรงไป ดังนั้นผมก็เลยถือโอกาสมาพูดแทนว่าวันนี้ สปสช. ก็ชักจะเป๋ไปแล้ว เวลาเงินเยอะขึ้นมามีอำนาจมากขึ้น ท่านกำลังเฉไฉภารกิจของท่าน จากภารกิจในการ ซื้อบริการ นาน ๆ เข้าเข้าไปแทรกแซงการบริหารจัดการของกระทรวงสาธารณสุข อันนี้ คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นถัดมา ก็คืองบประมาณที่ทางรัฐบาลตั้งให้ ปีหนึ่งก็ประมาณ ๒,๗๐๐-๒,๘๐๐ บาทต่อหัว เวลาเราฟังผิวเผินเหมือนเยอะ แต่ถ้าพี่น้องประชาชน หรือเพื่อนสมาชิกทุกท่านถ้าได้ติดตาม เงินพวกนี้ไม่ได้ส่งตรงไปยังสถานบริการที่เราจะมี ความรู้สึกว่าหน่วยงานบริการได้รับเงินก้อนนี้เป็นก้อน ๆ เลย มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะว่า สปสช. นาน ๆ เข้าก็ทำหน้าที่เหมือนสำนักงบประมาณ ในการแตกเม็ดเงิน งบประมาณประมาณแสนล้านบาทเศษ ๆ เป็นงบประเภทต่าง ๆ เช่น แตกเป็นงบค่าบริการ ทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว ก็เป็นเงินก้อนหนึ่ง แตกเป็นงบค่าบริการทางการแพทย์ เป็นค่าใช้จ่ายสูง เช่น เป็นโรคมะเร็งที่ต้องใช้งบประมาณสูง ๆ ก็เป็นเงินอีกก้อนหนึ่ง แตกเป็นงบ ทางการแพทย์ฉุกเฉิน หรือแตกเป็นงบค่าฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ แตกเป็นงบกองทุนเอดส์ เป็นงบกองทุนไตวายเรื้อรัง เป็นงบอื่น ๆ ต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายมันแตกย่อยไปเยอะ เขาก็ร้องเรียน มาว่าสุดท้ายเงินที่ถึงมือโรงพยาบาลมันจะมีอยู่ไม่กี่ก้อน เช่น เป็นเงินค่าใช้จ่ายรายหัวในการ รักษาผู้ป่วยนอก เป็นเงินค่าใช้จ่ายรายหัวในการรักษาผู้ป่วยใน หรือเงินอื่น ๆ บางส่วน แต่งบประมาณส่วนใหญ่ยังกองอยู่ที่สำนักงานกลาง กองทุนส่วนกลาง เวลากองที่ สำนักงานกลาง สุดท้ายก็เป็นว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครใกล้ชิดหน่อยก็จะได้ งบประมาณเยอะ ใครไม่ใกล้ชิดก็อาจจะได้งบประมาณน้อย และอาจจะเป็นปัญหาในวงการ จริง ๆ ครับท่านประธาน เนื่องจากว่าการเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะผู้ป่วยใน เขาเรียกว่าเป็นการเบิกจ่าย เป็นภาษาทางการแพทย์ ใช้คำว่า ดีอาร์จี (DRG) ภาษา แปลออกมา ผมขอใช้คำว่า กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ผมเชื่อว่าประชาชนไม่เข้าใจ คือเวลา การเบิกจ่ายเม็ดเงิน เวลาผู้ป่วยนอนในโรงพยาบาล ๑ คน สปสช. จะมีการเวท (Weight) น้ำหนักค่ารักษา เช่น คนผ่าตัดไส้ติ่ง โรคนี้ควรจะได้เงินเท่านี้ คนผ่าตัดโรคหัวใจ โรคนี้ ควรจะได้เงินเท่านี้ คนผ่าตัดสมอง ถ้าเป็นดีอาร์จี โรคนี้ควรจะได้เงินแค่นี้ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย นี่คือทางวงการเขาเรียกว่า ดีอาร์จี ปัญหาที่ตามมาก็มีอยู่ว่าเมื่อ สปสช. ประกาศเป็นเกณฑ์ อย่างนี้ออกมาแล้ว เวลาโรงพยาบาลต่าง ๆ รักษา ท่านไม่ได้จ่ายเงินเขาครบตามที่ โรงพยาบาลในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ เนื่องจากว่าระบบ การจ่ายเงินของท่านคือท่านมีเท่าไร จ่ายเท่านั้น ภาษาทางวิชาการของท่านใช้คำว่าโกลบอล บัดเจท (Global budget) ก็คือเป็นงบก้อนที่ท่านตั้งไว้ อย่างผมสมมุติว่าคนเป็นไส้ติ่ง ๑ ราย ๑๔,๐๐๐ บาท ผมสมมุติครับ แต่ถ้าเฉลี่ยออกมาแล้วท่านเหลือ ๙,๐๐๐ บาท ท่านก็จ่ายแค่ ๙,๐๐๐ บาท ท่านมีเงินเหลือแค่ ๘,๐๐๐ บาท ก็จ่ายแค่ ๘,๐๐๐ บาท ท่านไม่ได้จ่ายจริง ตามที่โรงพยาบาลต่าง ๆ รักษา ก็เท่ากับว่าท่านปัดภาระความรับผิดชอบ ต่อการรักษาพยาบาลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้หลักคิดเรื่องดีอาร์จี และโกลบอล บัดเจท ต้องขอโทษท่านประธานจริง ๆ เพราะผมไม่รู้ว่าจะใช้ภาษาอะไร แต่ทางโรงพยาบาลในสังกัด หลาย ๆ โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าให้ช่วยวิพากษ์วิจารณ์แทนหน่อย อย่างน้อยท่านรัฐมนตรีอยู่ในนี้ ท่านฟังปุ๊บ ท่านจะได้คิดว่าเวลาเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล เขาเบิกมาเท่าไร ท่านก็ควรจะต้อง จ่ายให้เขาตามสิทธิที่เขาควรจะได้ แต่ท่านรัฐมนตรีครับ ข้อร้องเรียนของโรงพยาบาล ที่เพิ่งโทรศัพท์มาหลายครั้ง ท่านจะสังเกตว่าผมรับโทรศัพท์หลายครั้ง เพราะเขาอาจจะ เปิดวิทยุฟังอยู่ ท่านบอกให้ช่วยร้องเรียนบอกว่าเวลามีคนไข้ที่รักษาผ่าตัดอะไรก็แล้วแต่ นอนโรงพยาบาล เวลาทำเป็นบัญชีในการเบิกควรพยายามจ่ายเงินตามจำนวนที่เขาตั้งเบิกมา ตามกฎเกณฑ์ที่ท่านเป็นคนกำหนดคือดีอาร์จี แต่ขณะนี้ สปสช. จ่ายเงินตามมีเท่าไร จ่ายเท่านั้น ที่ผมกล้าพูดว่ามีเท่าไรจ่ายเท่านั้น เนื่องจากว่างบประมาณแสนล้านบาท ท่านแยกเป็นกองทุนย่อย ถ้าเป็นกองทุนสำหรับผู้ป่วยในแล้ว ท่านจ่ายตามดีอาร์จี ถ้าท่าน มีอยู่สัก ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทั้งประเทศเบิกมา ๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็จ่ายแค่หน่วยงาน คนละครึ่ง ท่านไม่ปฏิเสธใช่ไหมครับ ก็คือมีเท่าไรจ่ายเท่านั้น แล้วผลพวงของการกระทำ อย่างนี้ มันจะมีผลกระทบต่อโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจน โรงเรียนแพทย์ต่าง ๆ ผมดูแล้วข้อร้องเรียนที่เขาบอกว่า ผลกระทำที่ สปสช. บริหารงบประมาณในรูปแบบนี้ ทำให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขาดทุน โดยเฉลี่ยประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์
ประเด็นถัดมาก็คือผลพวงนี้ก็ทำให้มีปัญหาเรื่องงบประมาณในการพัฒนา อาคารสถานที่ ซึ่งมันสัมพันธ์กันครับ เพราะผมก็เชื่อว่าโรงพยาบาลสังกัดกระทรวง สาธารณสุขก็ต้องหาทางในการดึงงบประมาณของประกันสังคมที่ต้องบริการผู้ป่วย ประกันสังคม ดึงงบประมาณจากกรมบัญชีกลางที่เป็นข้าราชการมาหมุนเวียนในการชดเชย ดูแลผู้ป่วยในการรักษาของคนไข้ทั่ว ๆ ไป คือคนไข้ของ สปสช.
และประเด็นสุดท้ายคือผลพวงก็คือการขาดแคลนบุคลากร เราไม่ปฏิเสธว่า วันนี้บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลยังเป็นปัญหาอยู่ ส่วนหนึ่ง ก็คงเป็นปัญหาเรื่องงบประมาณ เพราะผมก็เจอพวกหมอรุ่นพี่ ๆ ของผมครับ หลาย ๆ คน ก็ลาออกจากราชการมาเพราะเบื่อ เวลาจะทำนี้ก็บอกงบไม่มี จะทำนี้ก็บอกเงินไม่มี เวลา มีปัญหาขึ้นมาก็ลาออกดีกว่า ไปอยู่เอกชนเงินเดือนเยอะ ท่านก็ทราบดี เงินเดือนรัฐ กับเอกชนต่างกันหลายเท่า และการทำงานของเอกชนมันมีผลตอบแทนที่เป็นสิ่งแรงจูงใจ นอกจากนี้แล้วผมคิดว่า สปสช. ยังมีประเด็นล่าสุดที่เกิดขึ้น คือเรื่องการคัดเลือกที่ สตง. ขอโทษนะครับ ที่ สตง. ได้เข้าไปประเมิน บังเอิญมีคนส่งเป็นเป็นเมล์ (Mail) มาให้ผม เมื่อสักครู่นี้เองว่าให้ช่วยท้วงติงหน่อย อย่างน้อยจะได้ทำให้ท่านรัฐมนตรีได้เข้าไปจี้ในการ ทำหน้าที่ของ สปสช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้สรุปผลการประเมิน สปสช. ที่เข้าไป ตรวจสอบเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ในประเด็นต่าง ๆ อยู่ ๗ ประเด็น ซึ่งฝากท่านรัฐมนตรี เพราะว่าคนในวงการสุขภาพเขาเป็นห่วง
คือประเด็นที่ ๑ เขาประเมินว่า สตง. ได้สะท้อนว่า ๑. การใช้จ่ายงบบริหาร ไม่ถูกต้อง และไม่ประหยัด อันนี้ผมคิดว่าอาจจะค่อนข้างจะเป็นนามธรรมนิดหนึ่งครับ ก็ฝากท่านรัฐมนตรีจดไป ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีอาจจะได้หนังสือจาก สตง. แล้ว เพราะว่าเขาก็ สำเนาส่งให้ผม แต่ก็ถือว่าเรามาพูดในสภาให้สังคมได้รับรู้สักนิดหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ คือการบริหารพัสดุไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เท่ากับว่า ขณะนี้ สปสช. ก็คือคนในวงการสาธารณสุขมีการบริหารพัสดุที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์พัสดุ ของสำนักนายกรัฐมนตรี อันนี้คือข้อท้วงติงของ สตง.
ประเด็นที่ ๓ คือการนำเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐจากการซื้อยา จากองค์การเภสัชกรรม โดยใช้เงินของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ใช้เป็นเงินสวัสดิการ ในทิศทางที่ไม่เหมาะสม ผมว่าข้อ ๓ ข้อนี้คนในวงการสาธารณสุขรู้หมด คนเป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาล เวลาซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรม เขาเรียกว่าจะได้เงินสวัสดิการ ผมไม่แน่ใจ สมัยผมเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลมันจะ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้ว่าวันนี้ ขึ้นมาเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วยิ่ง สปสช. ซื้อยาโดยตรงเยอะมาก เพราะขณะนี้แทนที่ท่าน จะโอนเงินไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ซื้อยาตามความเหมาะสมของแต่ละโรงพยาบาล ท่านให้เหตุผลว่าการซื้อรวมกันเยอะ ๆ จะได้ราคาถูก ๆ แต่หลายโรงพยาบาล ก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านต้องการเงินสวัสดิการหรือไม่ แล้วขณะนี้ สตง. ก็ท้วงติงแล้วว่า ท่านเอาเงินสวัสดิการไปใช้ในทิศทางที่ไม่เหมาะสม
ประเด็นที่ ๔ ก็คือมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าในหน่วยงาน สปสช. มีการจัด ส่วนงาน และการกำหนดตำแหน่งงานไม่เป็นไปตามหลักของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๔๕ ผมเรียนกับท่านรัฐมนตรีนะครับว่า ผมคิดไม่ถึงว่าวันนี้ สปสช. ใหญ่โตเกินไป ที่กล้าพูดว่า สปสช. ใหญ่โตเกินไปเนื่องจากว่าที่บ้านผมก็มีสำนักงาน สปสช. ตั้งอยู่ แต่เดิม ผมคิดว่าหน่วยที่มีหน้าที่ซื้อบริการมันไม่ควรจะใหญ่ครับ หน่วยที่ต้องใหญ่คือหน่วยบริการ โรงพยาบาลแต่ละที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อันนี้ต้องมีคนเยอะ เพราะว่าเป็นหน่วยบริการ แต่หน่วยที่มีหน้าที่ในการจ่ายเงินไม่ต้องใหญ่โตมาก แต่วันนี้หน่วยพวกนี้โตวันโตคืน ผมไม่อยากจะเห็นภาพว่ามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ แล้วไม่ใช่อนาคตอาจจะไปตั้งอยู่ตามอำเภอ หรือตามตำบล แต่ ณ วันนี้ผมมองว่าเขาใหญ่โต เกินไป เรียนท่านรัฐมนตรีครับ หน่วยซื้อบริการอย่าไปใหญ่มากเกินเลย เสียดายเงิน เพราะท่านไม่ได้ดูแลประชาชนครับ ท่านมีหน้าที่ถือเงินประชาชนเท่านั้นเอง แต่ตั้งหน่วยงาน ไว้เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เพราะฉะนั้นข้อท้วงติงบอกว่าการจัดส่วนงาน และการกำหนด ตำแหน่งงานไม่เป็นไปตามหลัก พ.ร.บ. ประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๔๕
ประเด็นที่ ๕ บอกว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และการบรรจุแต่งตั้งไม่เป็นไปตามคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง มันสัมพันธ์กันครับ เวลามีหน่วยงานเยอะ ท่านตั้งหน่วยงานไว้เยอะท่านก็ต้องจ้างคนเยอะ แล้วท่านเป็นองค์กรค่อนข้างกึ่งอิสระด้วย ท่านอาจจะจ้างในตำแหน่งที่ราคาที่แพงกว่าปกติ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้ได้เต็มปาก เพราะผมก็เป็นหนึ่งคนในวงการสุขภาพเหมือนกัน แล้วก็มี พี่ ๆ น้อง ๆ หลายคนลาออกจากโรงพยาบาลมาเป็น ผอ. สปสช. ศูนย์โน้นศูนย์นี้ ที่จังหวัดโน้นจังหวัดนี้ แล้วผมก็ไม่แน่ใจครับข้อท้วงติงนี้คือข้อท้วงติงที่ สตง. ท้วงติงว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ซึ่งผมคิดว่าท่านคงจะจ้างกันแพง เพราะว่าบุคลากรหลายคนที่ลาออกไปอยู่ที่ สปสช. ผมถึงย้ำกับท่านรัฐมนตรี หน่วยงานจ่ายเงินไม่ต้องโตเกินไป ถ้าหน่วยงานจ่ายเงินโตเกินไป หน่วยงานบริการคนที่ไม่ค่อยทำงาน เพราะว่ามาอยู่ที่หน่วยงานจ่ายเงิน งานสบายกว่าครับ ไม่ต้องไปผ่าตัด ไม่ต้องไปอยู่เวร มีหน้าที่กำหนดนโยบายอย่างเดียว แต่ค่าใช้จ่าย หรืองบประมาณที่ได้รับสูง
ประเด็นที่ ๖ การใช้จ่ายงบ สปสช. ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ใน พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ เพราะว่าเรื่องนี้สำคัญครับ เพราะว่า พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าภารกิจของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ในการทำหน้าที่ ผมถึงพูดในสิ่งที่จับต้องได้ว่าวันนี้ สปสช. หลักเพี้ยนไปนิดหนึ่ง เนื่องจากว่า ท่านกำลังลืมไปว่า บังเอิญกระทรวงสาธารณสุขเป็นงูพันคบเพลิง ๒ ตัว งูตัวหนึ่ง คืองูสำนักงานของกระทรวงสาธารณสุข สร้าง สปสช. ขึ้นมาก็กลายเป็นงูอีกตัวหนึ่ง งู ๒ ตัวนี้ ก็มีปัญหาต่อกันพันกันไปพันกันมา กลายเป็นว่าการใช้งบประมาณ สปสช. ไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ใน พ.ร.บ. ตัวนี้ ผมเรียนให้ท่านทราบนะครับ
และประเด็นที่ ๗ ก็คือรายงานงบการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ไม่เป็นไปตามคู่มือที่ท่านกำหนดไว้ โดยเฉพาะตัวนี้ สตง. ได้ระบุไว้ด้วยว่าใช้งบสุขภาพถ้วนหน้า เหมาจ่ายรายหัวเกือบ ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ถ้าคนนอกวงการต้องขอโทษพี่น้องประชาชน งบภาษาพวกนี้มันเป็นภาษาคนสุขภาพ หมายความว่างบส่งเสริมการออกกำลังกาย เขาเรียกว่า งบส่งเสริมสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ งบการตรวจมะเร็งปากมดลูกถือว่า เป็นงบการสร้างเสริมสุขภาพ การวิ่ง การจ็อกกิ้ง (Jogging) อะไรก็แล้วแต่ อะไรที่ไม่ได้ เกี่ยวกับการรักษาโรคโดยตรง เขาเรียกว่า งบทางด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สตง. ท้วงติงว่า ท่านใช้งบสุขภาพถ้วนหน้าเหมาจ่ายรายหัวผิดประเภทเกือบ ๑๐๐ ล้านบาทในกิจกรรม ประเภทนี้ นี่คือสิ่งที่ สตง. ท้วงติง แล้วผมคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ที่ท่านได้มารับฟังตรงนี้
นอกจากนี้แล้ว ผมขออนุญาตไหน ๆ พูดทั้งทีขออนุญาตท่านประธาน เพราะมันเป็นประเด็นที่สำคัญและเพื่อนจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ฝากมาไว้ ขณะนี้มีสิ่งล่าสุด ที่ สปสช. ได้ประกาศเป็นแคมเปญ (Campaign) ก็คือนโยบายที่เรียกว่า ฉุกเฉินไม่ถามสิทธิ รักษาฟรีทุกที่ทุกคน ซึ่งนโยบายนี้ท่านรัฐมนตรีก็เป็นคนเปิดนโยบายด้วย ผมเห็นด้วย ในหลักการครับ แต่ข้อวิพากษ์ที่เพื่อน ๆ ทั้งแพทย์ พยาบาล ฝากท้วงติงมาว่าท่านเอาแต่ โฆษณา แต่ท่านไม่ได้เตรียมความพร้อมของบุคลากรให้รับรู้สิ่งเหล่านี้ เพราะว่ามีผู้ป่วยหลายคน ที่ไปใช้สิทธิตามที่ท่านโฆษณาว่าฉุกเฉินไม่ถามสิทธิ รักษาฟรีทุกที่ทุกคน หลาย ๆ ที่ ชาวบ้านคนไข้ถูกเรียกเก็บเงินมัดจำ เวลาถูกเรียกเก็บเงินมัดจำมันก็ไม่เป็นไปตามที่ ท่านรัฐมนตรีหรือทางรัฐบาลกำหนด ฉะนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าท่านอย่าเอาแต่โฆษณา ต้องเตรียมความพร้อมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ทั้งประเทศด้วย
ประเด็นที่ ๒ ที่ต้องฝากเพิ่มเติม ก็คือถูกร้องเรียนล่าสุดเลยเรื่องการจัดซื้อ รวมที่ส่วนกลาง ท่านต้องไม่ปฏิเสธ ตอนสมัยใหม่ ๆ สปสช. ไม่มีหรอกในการจัดซื้อรวม ท่านโอนเงินไปให้เขา แต่ละที่พอใจจะใช้ของชนิดไหน โรงพยาบาล ก จะใช้ของอย่างนี้ โรงพยาบาล ข จะใช้ของอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของแต่ละที่ เพราะแต่ละที่ความชำนาญ กลุ่มเป้าหมายก็ต่างกัน แต่วันนี้ท่านก็เน้นในการจัดซื้อส่วนกลาง เวลาจัดซื้อส่วนกลาง มันเหมือนซื้อเสื้อโหล เวลารับซื้อเสื้อโหลมาโหลหนึ่งแล้วแจกจ่ายไปบางครั้งมันใช้ไม่ได้ผล คนมันไม่แมทช์ (Match) คนมันไม่เหมาะกับการใช้ของชิ้นนี้ ผมรู้สึกว่า สปสช. เวลามีเงินเยอะ ๆ แล้วจะทำตัวเหมือนกระทรวงอื่น หลาย ๆ กระทรวงเขาชอบทำอย่างนี้ เหมือนกัน ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เวลาการจัดซื้อจัดซื้อรวมที่กระทรวง สุดท้ายเวลาส่งไปในพื้นที่ พื้นที่ใช้ไม่ได้ มีคนยกตัวอย่างให้ผมว่าท่านซื้อสเต็นท์ (Stent) ก็คือเกี่ยวกับการรักษา โรคหลอดเลือดหัวใจ ท่านซื้อรวมไป แล้วท่านก็กระจายไปให้ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ หมอหัวใจแต่ละโรงพยาบาลก็ใช้ไม่เหมือนกัน ความชำนาญของหมอหัวใจแต่ละท่าน ในการใช้ ความชอบใช้ของแต่ละชิ้นมันก็ไม่เหมือนกัน อันนี้ผมกล้ายืนยันพูดได้เต็มปาก เพราะผมหมอสูตินารีเก่าครับ เวลาผ่าตัดคนไข้เครื่องมือแต่ละชนิด ผมมีความรู้สึกทักษะ ผมถนัดการใช้เครื่องมือชนิดนี้ ผมก็จะใช้อย่างนี้ หมอสูตินารีอีกท่านหนึ่งเวลาจะผ่าตัดอย่างนี้ เฉพาะตัวนี้เขาขอใช้เครื่องมือรุ่นนี้ ความชำนาญไม่เหมือนกัน ดังนั้นการจัดซื้อของที่ใช้ ซื้อรวมจากส่วนกลางมันจึงทำให้เกิดความสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ แล้วทำให้ได้รับ การร้องเรียนจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ว่าสิ่งที่ท่านส่งไปเขาไม่ได้ใช้ แต่สุดท้ายประชาชน ชาวบ้านยอมเสียเงินเพื่อจะให้ได้ของที่มีความรู้สึกว่าสอดคล้องกับตัวเขา แล้วก็หมอท่านนั้น สะดวกในการใช้งาน ซึ่งตรงนี้มันก็สะท้อนว่าที่มีการจัดซื้อจากส่วนกลางหรือว่าท่านต้องการเงินสวัสดิการ คือ คนในวงการแพทย์สาธารณสุขคงไม่ปฏิเสธว่าการจัดซื้อของเยอะ ๆ มันมีเงินสวัสดิการ ดังนั้นวันนี้ต้องเรียกร้องผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่างบประมาณเหล่านี้อย่ามากองไว้ ที่ส่วนกลางเลยท่าน ท่านกระจายไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศให้เขาไปบริหาร จัดการในการซื้อครุภัณฑ์ ซื้อเวชภัณฑ์ที่เหมาะสมของพื้นที่ของเขาให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่ว่า ท่านมากองซื้อส่วนกลาง เช่น ท่านซื้อวัคซีนมาตัวหนึ่งผมจำได้ เวลาปลายปีงบประมาณ วัคซีนอีก ๒-๓ เดือนหมดอายุ ท่านส่งไปให้รีบฉีดกันสนุกสนาน ผมยังจำได้มีวัคซีนบางตัว เวลาซื้อเยอะท่านก็ส่งไป
คุณหมอ ๒๐ นาทีแล้วของคุณหมอ
ท่านประธานต้องขอโทษครับ มันเป็นประเด็นที่อยากจะฝาก
คือเข้าใจ หมายความว่ากระชับนิดหนึ่ง เพราะว่าเดี๋ยวคุณหมอ ๒๐ นาที เดี๋ยวคนอื่นก็จะ ๒๐ นาทีอีก ให้ ๑๐ นาที คุณหมอเกินมา ๑๐ นาทีแล้ว เอาสรุปนะครับ
ประเด็นถัดมานะครับ เมื่อครู่ประเด็น เรื่องการจัดซื้อส่วนกลางที่ถูกท้วงติงมาเยอะ ประเด็นถัดมาก็คือประเด็นมาตรา ๔๑ อันนี้ ต้องฝากท่านรัฐมนตรีด้วย เรื่องนี้สำคัญมากเพราะมาตรา ๔๑ ของ พ.ร.บ. สปสช. คือ มาเยียวยาในกรณีที่มีการรักษาพยาบาลและมีปัญหา ซึ่งโดยปกติแล้วในกฎหมายกำหนด ให้กันเงินไว้ ๑ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณปีที่ผ่านมา ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านก็มีสิทธิ กันเงินได้ถึง ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ตัวเลขที่ออกมาชัดเจนว่าปี ๒๕๕๒ ท่านใช้เงินแค่ ๗๐ ล้านบาทครับ แต่ตัวเลขจริง ๆ มันควรจะกันไว้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ใช้แค่ ๗๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ท่านใช้ไป ๘๒ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ล่าสุดท่านใช้ไป ๙๒ ล้านบาท แต่ตัวเลขเพดาน ที่ใช้จริง ๆ ใช้ได้ถึง ๑,๔๐๐ ล้านบาท และเงินตามมาตรา ๔๑ ท่านรัฐมนตรีที่เคารพครับ มันเป็นเงินที่ลดความขัดแย้งระหว่างบุคลากร แพทย์ พยาบาล กับคนไข้ครับ เวลามีความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล ถ้าท่านไปจ่ายเขาน้อยเขาก็ฟ้องหมอ ฟ้องพยาบาล ฟ้องโรงพยาบาลเยอะ ดีไม่ดีฟ้องไปถึงปลัดกระทรวง ผมจึงเรียกร้อง ท่านรัฐมนตรีว่าเพดานในการจ่ายเงินตามมาตรา ๔๑ มันใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เพดานแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วปีหนึ่งใช้แค่ ๗๐-๘๐ ล้านบาท ล่าสุด ๙๒ ล้านบาท ผมจึงเรียกร้อง ให้ท่านปรับเพดานขึ้นมาได้ไหม วันนี้ทุกอย่างก็แพงขึ้น อาจจะปรับขึ้นมาสัก ๔๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็ในเมื่อท่านมีเพดานวงเงินในการใช้จ่ายถึง ๑,๔๐๐ ล้านบาท แล้วปีที่แล้วท่านใช้แค่ ๙๒ ล้านบาทเท่านั้นเอง ก็เรียกร้องประเด็นนี้นะครับท่านรัฐมนตรีครับ
คุณหมอผมว่าพอแล้วกระมัง เพราะเดี๋ยวผมจะให้รัฐมนตรีตอบ
อันนี้คือประโยชน์ชาวบ้านทั้งนั้นเลยครับ ท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ มันก็เป็นประโยชน์ทุกท่านนะครับ คุณหมอพูดมานี่ประมาณ ๒๒-๒๓ นาทีแล้ว
ผมจบแล้วครับท่านประธาน ผมขี้เกียจเสียเวลากับท่านแล้ว สุดท้ายผมสรุปนะครับ สรุปขณะนี้สิ่งที่เป็นปัญหา ทางสื่อมวลชนคือการเลือกตั้งเลขาธิการ สปสช. ล่าสุดผมผ่านไปหลายโรงพยาบาล มีการขึ้น ป้ายว่าต้องการให้ สปสช. คัดเลือกเลขาธิการ สปสช. คนใหม่ที่เป็นที่ยอมรับ แล้วก็โปร่งใส แล้วก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงหนังสือที่มีคณะแพทย์คณะหนึ่งทำถึงท่านรัฐมนตรีโดยตรง เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พาดพิงถึงเรื่องเม็ดเงินงบประมาณที่ไม่โปร่งใสที่เกี่ยวข้องกับ ตัวรัฐมนตรี ๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามีการเลือกเลขาธิการ สปสช. คนนี้ ท่านต้องเคลียร์ให้กับ พวกเราได้เข้าใจนะครับ ผมถือว่ามันเป็นเวทีที่เหมาะสม แต่ผมเห็นจดหมายแล้วผมไม่สบายใจ ว่ามีการพาดพิงว่าถ้าได้เลือกเลขาธิการคนนี้แล้วจะมีงบประมาณให้ท่านพิเศษ ๓,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านต้องเคลียร์ให้พวกเราเข้าใจ แล้วผมเชื่อว่าเลขาธิการ สปสช. ท่านก็เหมือนกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก็จะเป็นประโยชน์กับบุคลากร กับพี่น้องประชาชน ท่านต้องเลือกคนที่ดีที่สุดนะครับ เพื่อประโยชน์ของทั้งบุคลากร ทางการแพทย์ แล้วก็ประชาชนคนไทยทั้งประเทศครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีนิดหนึ่ง ผมขอแจ้งท่านผู้อภิปรายก่อนจะได้เตรียมตัวได้ถูกนะครับ ต่อไปท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ แล้วก็มาท่านฮอชาลี แล้วมาคุณหมอเหวง แล้วก็คุณหมอเธียรชัย แล้วก็คุณหมอเชิดชัย เสร็จแล้วผมก็จะให้ทางผู้ชี้แจงได้ตอบก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตอบข้อซักถาม
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินิดหนึ่งนะครับ เพื่อให้ปะติดปะต่อ กับเรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายนะครับ เฉพาะเรื่องของนโยบาย แล้วก็หลายสิ่ง ที่ท่านอาจจะอยากฟังคำตอบนะครับ แต่ว่าเรื่องของเนื้อหาสาระผมจะให้เจ้าหน้าที่ ผู้ทำหน้าที่โดยเฉพาะในส่วนของ สปสช. ได้เป็นผู้ตอบนะครับ
ต่อความห่วงใยนะครับท่านประธานครับ ก็เอาที่เพิ่งจบเลย คุณหมอวรงค์ ซึ่งท่านเองก็ได้พูดถึงโดยเฉพาะประเด็นของความห่วงใยในเรื่องของ สตง. ได้มีกระบวนการ ของการตรวจสอบแล้วมีข้อท้วงติงถึง ๗ ข้อ ผมเรียนให้ท่านทราบนะครับว่าผมเป็นคนที่ ตั้งกรรมการสอบนะครับ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ สตง. ทักท้วงแล้วผลสอบนั้นก็ออกมาแล้วนะครับ เป็นเรื่องที่ทำเกิดขึ้นในอดีตในรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้บริหารอยู่ในปี ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้นการแสดงงบดุลในส่วนที่นำเสนอที่สภาในส่วนของปี ๒๕๕๓ จะเป็นรัฐบาล ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในนามของพรรคเพื่อไทย ผมคิดว่าผมมารับเรื่องตรงนี้ยังไม่ใช่ผู้บริหาร เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกท่านเป็นห่วง ที่ผมก็ไม่สบายใจ จนกระทั่งมีว่าล่าสุดแม้กระทั่งความโปร่งใสในเรื่องของการคัดสรรหรือชี้ตัวเลขาธิการ สปสช. ถ้าท่านเคยเป็นบุคลากรทางการแพทย์นะครับ รบกวนท่านคิดเถอะครับว่า การใช้จ่าย เม็ดเงินของ สปสช. นั้นไม่มีอำนาจในการที่จะไปจัดซื้อจัดจ้าง เพราะฉะนั้นการที่ท่านกล่าวว่า จะมีเม็ดเงินให้รัฐมนตรีถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นไปไม่ได้นะครับ ถ้ามาทำแบบนั้นได้ ผมคิดว่าที่ท่านคิดหรือว่าที่ทุกคนเขากล่าวอ้างนั้นมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะประหลาดมาก ที่สุดนะครับ คงไม่ใช่ในรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ แล้ววันนี้ สิ่งที่เราบริหารก็เรียนให้ทราบว่าเรื่องของฉุกเฉินที่ไม่ต้องถามสิทธินะครับ กรณีเจ็บป่วย ฉุกเฉิน วันที่ ๑ เมษายน ที่ผมเองได้รับนโยบาย แล้วก็ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ให้ดำเนินการเพื่อให้เรื่องของ ๓ กองทุนนั้นลดความเหลื่อมล้ำในการให้บริการให้กับ พี่น้องประชาชน ก็เรียนให้ทราบครับ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายนมาจนถึง ปัจจุบันนั้นมีผู้ใช้บริการประมาณร่วม ๕๐๐ รายครับ เรามีความบกพร่องเพียงแค่นิดเดียวครับ นั่นคือความไม่เข้าใจที่พี่น้องประชาชนไปรับบริการ โดยเฉพาะในส่วนของสวัสดิการ ข้าราชการนะครับ ท่านอาจจะเคยชินก็คือจ่ายเงินไปก่อน แล้วก็ลืมไปว่าเขาไม่ต้องจ่าย เนื่องจากเราให้ สปสช. นั้นเป็นหน่วยเคลียริ่ง เฮ้าส์ (Clearing house) ให้ แต่ทีนี้ว่าในส่วนนั้น ก็มีการทำความเข้าใจกันไปแล้ว คิดว่าในส่วนที่พวกเรามีความห่วงใย แม้กระทั่ง คุณหมอวรงค์ห่วงนั้นผมคิดว่าในเรื่องนี้ผมคิดว่าเดินทางมาร่วมเดือนว่ากรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินนี้ ประชาชนมีความพึงพอใจ มีความบกพร่องบ้างนะครับ แต่นั่นคือส่วนที่เราจะต้องไปบริหาร การจัดการให้ได้ แล้วผมคิดว่าในส่วนนี้ผมพยายามที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับพี่น้องประชาชน และสิ่งสำคัญที่สุดนะครับ ผมกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องขอขอบคุณนะครับหลายท่านที่มีการอภิปราย แต่ผมจะไม่รบกวนเวลาท่านมาก เพราะส่วนใหญ่บางท่านก็เข้าใจในรายละเอียดดีกว่าผมนะครับบางท่าน
อย่างกรณีต้องขออนุญาตต่ออาจารย์กนกที่ท่านให้ข้อคิดที่เป็นเรื่องที่ดี ความห่วงใยที่ท่านมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สปสช. กับกระทรวงนี่ท่านบอกไม่ให้ทะเลาะ กับกระทรวง ก็คือ ๒ ส่วนนี้จะต้องทำงานด้วยกัน ในส่วนของ สปสช. นั้นผมเป็นประธาน แต่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขผมเป็นรัฐมนตรี แต่ผมทำงาน โดยขา ๒ ข้างมันต้อง เดินไปพร้อมกัน แต่ความคิดของคุณหมอวรงค์ดูเสมือนว่า ๒ ฝ่ายนี้ดูเสมือนว่า สปสช. จะมา ก้าวก่ายผม จริง ๆ แล้วประธานบอร์ดผู้พิจารณาก็คือตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แต่สิ่งที่ผม บริหารการจัดการก็กราบเรียนนะครับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ส่วนนี้คือการบริหาร การจัดการที่เราเองต้อง ๒ อย่างต้องให้เดินไปได้ ซีกของกระทรวงสาธารณสุข แน่นอนครับ จะต้องไม่เป็นภาระ แม้กระทั่ง สปสช. เป็นผู้ พูดง่าย ๆ ว่าเป็นนายจ้าง หรือเป็นผู้ซื้อบริการ ก็ตาม ผมพยายามบริหารงานให้ผู้ซื้อบริการนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องของภาระของกระทรวง สาธารณสุข เพราะฉะนั้นเฉกเช่นเดียวกันในอดีตที่ผ่านมาท่านพูดนะครับ ขออนุญาตพูดถึง ท่านเจะอามิงเลยก็ได้นะครับว่ากรณีของโรงพยาบาลที่เกาะยาว งบประมาณที่โรงพยาบาล เกาะยาว ตั้งแต่สร้างโรงพยาบาลนั้นไม่ใช่งบของกระทรวงสาธารณสุขเลยแม้แต่บาทเดียวนะครับ เป็นเงินของพระองค์ท่านนะครับ ที่ผมเรียนตามตรงว่าในอดีตไม่ใช่เงินงบประมาณ ของแผ่นดิน แต่ว่าผมเพิ่งไปตรวจราชการตอน ครม. สัญจรนั้น ผมต้องให้งบในส่วนของ ค่าเสื่อมลงไปช่วยนะครับ เพราะว่าเขาไม่มีที่พักอาศัย และที่นั่นก็จำเป็น ถึงแม้การขาดทุน จะขาดทุนเพื่อประชาชนชาวภูเก็ตและชาวพังงา ที่เกาะยาวนั้นเป็นโรงพยาบาลที่มีประชากร อยู่ ๓,๐๐๐ กว่าคน แน่นอนครับ กรณีจ่ายรายหัวอาจจะประสบกับการขาดทุน แต่เรา เรียนให้ทราบว่าความเป็นเกาะแก่งมันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น แต่ว่ารัฐบาลยืนยันว่าในส่วนนี้ สามารถที่จะต้องบริหารการจัดการให้ได้ในอนาคต ก็ขอบคุณในความห่วงใยของท่านเจะอามิง แล้วท่านก็มีความห่วงใยต่อในเรื่องของโรงพยาบาลใน ๓ จังหวัด หรือในกลุ่มของภาคใต้ ผมเรียนตามตรงว่าจากที่ได้ไปสัมผัสและไปพบมานะครับ เราเรียนตามตรงว่าเขามี ความเป็นอยู่ที่ดีนะครับ ผมเองก็มีโครงการไม่ว่าจะเป็นอาหารฮาลาลนะครับ หรือโครงการ ใกล้บ้านใกล้ใจนะครับ เราเริ่มทำใน ๓ จังหวัดภาคใต้ แล้วตัวเองก็ได้เดินทางไปด้วยตนเองนะครับ เพราะฉะนั้นความห่วงใยต่อบุคลากรทางการแพทย์ผมรับในส่วนที่จะต้องจัดสรรให้ครบ ก็คือเรื่องของ ๓,๐๐๐ อัตราที่จะต้องมีอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าในอดีตนั้นทราบว่ารัฐบาล ที่ผ่านมาก็ไปรับปาก แล้วผมเองก็พยายามทำตรงนั้นให้เป็นไปตามที่ได้มีเงื่อนไขนะครับ
ตอบความห่วงใยของท่านกนกนะครับ ในเรื่องของการขาดแคลนบุคลากร อันนี้ขอเรียนตามตรงว่าปัจจุบันนั้นผมได้มีการบริหารการจัดการนะครับ เรายอมรับนะครับ ว่าบุคลากรทางการแพทย์นั้นถึงจุด ๆ นี้แล้วค่อนข้างมีความเสี่ยง แต่อย่างไรก็แล้วแต่การบริหาร การจัดการของผมในส่วนที่ได้เข้ามารับหน้าที่เท่ากับเดือนนี้เป็นเดือนที่ ๘ หักมหาอุทกภัย ออกไป ๓ เดือน ผมบริหาร ๕ เดือน เพราะฉะนั้นภายใต้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้น ก็กำชับว่าเราต้องไปให้ได้ และที่ผ่านมาผมก็เรียนให้ทราบว่าเรื่องบุคลากรของการแพทย์นั้น เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ให้เร่งดำเนินการ ใน ๒๐,๐๐๐ กว่าอัตราที่ขาดนะครับ ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าอัตรา อันนี้เรากำลัง ดำเนินการอยู่ เพราะฉะนั้นความห่วงใยที่ท่านบอกว่าในอนาคตให้ให้ความสำคัญในส่วนนี้ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขนะครับ ผมยืนยันนะครับว่าผมให้ความสำคัญเรื่องบุคลากร เป็นลำดับต้น ๆ เพราะว่าเกรงว่าจะเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์กนกกล่าว ก็คือเรื่องของ สมองไหลที่ท่านทราบนะครับ แล้วก็งานที่จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าตลอดระยะเวลาหลายประเด็นที่ท่านอภิปรายส่วนใหญ่ก็เป็นข้อที่ผมสามารถ ที่จะรับไปได้นะครับ แต่เรียนให้ทราบว่าในระดับนโยบายว่าเราต้องขอขอบคุณอดีต ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของนโยบาย แล้วผมคิดว่า ๘๑ ประเทศปัจจุบันมาดูงานที่บ้านเรา ก็คือเรื่องของหลักประกันสุขภาพ แล้วเขามี ความพึงพอใจ แต่ความห่วงใยของท่านสมาชิกก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่ท่านสามารถสะท้อนให้ผม ในฐานะเป็นรัฐมนตรีนั้นรับไปปรับปรุงแก้ไขนะครับ แล้วผมก็ยืนยันต่อท่านสมาชิกว่า ที่ผ่านมาในอดีตผลของการขาดทุนก็ดีตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ที่มีข้อมูลนั้น ผมเรียนตามตรงว่า ปี ๒๕๕๓ ไม่ใช่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทย แต่ปัจจุบันนั้นเกณฑ์ของการบริหาร โดยเฉพาะ ปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ในเรื่องของหมวดเงินค่าตอบแทนที่เราเพิ่มขึ้นให้ อันนี้ก็จะเป็น ความเสี่ยงที่โรงพยาบาลจะสามารถบริหารความเสี่ยงได้ แล้วก็เรียนให้ทราบว่าหลังจาก มีมาตรการและบริหารการเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ก็คือเป็นกลุ่มจังหวัดแล้ว แล้วก็มีโครงการ ใกล้บ้านใกล้ใจ มีการกระจายคนไข้โรคเรื้อรังเข้าไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแล้ว ผมยืนยันนะครับว่าในระยะยาวเรื่องบริหารความเสี่ยงเรื่องการขาดทุนจะดีขึ้นนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมพูดในระดับนโยบายแต่รายละเอียดที่ท่านได้ขออภิปรายกันไว้นั้น เดี๋ยวสักพักหนึ่งผมคิดว่า สปสช. จะเป็นคนตอบนะครับ ผมกราบเรียนว่าเอาคร่าว ๆ ที่ความกังวล ของท่านสมาชิกต่อนโยบายนะครับ ที่ผมกราบเรียนว่าในส่วนตัวนั้นผมพร้อมที่จะรับฟังอยู่ และหากผมไม่ได้อยู่บนบัลลังก์ผมก็จะฟังอยู่ข้าง ๆ นะครับ ต้องขอประทานโทษ ท่านประธานนะครับตอบเบื้องต้นนะครับ เดี๋ยวถ้าผมดูประเด็นที่จะให้ครอบคลุมอีก ผมจะขออนุญาตตอบต่อที่ประชุมแห่งนี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมไม่รบกวนเวลา แต่ผมจะยืนยันว่า ๑๐ ปี ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ดำเนินการในประเทศไทยมานั้นผมได้รับ มอบหมายจาก ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ไปเป็นผู้นำเสนอต่อที่ประชุม ระดับนานาชาติที่ประเทศเม็กซิโกเมื่อวันที่ ๒ เมษายนที่ผ่านมา วันนั้นมี ๔๐ ประเทศ ที่เข้าร่วมประชุม ในที่ประชุมได้ยกย่องแล้วก็รับว่าในเรื่องของการดำเนินการเรื่อง หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น ประเทศไทยเป็นผู้นำและมีผลการดำเนินการดีเยี่ยม มาโดยตลอด ถือว่าเป็นรูปแบบที่หลาย ๆ ประเทศยอมรับและเราก็บอกว่ายินดีที่จะเป็น สถานที่ดูงานต่าง ๆ ก็ให้พวกเราสบายใจว่าในส่วนของการดำเนินการของสำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นเราเป็นผู้นำในระดับโลกนะครับ แล้วก็น้อมรับ ขอบพระคุณ ท่านสมาชิก ผมได้รับฟังท่านสมาชิกแต่ละท่านก็ให้ความสำคัญ ให้ความสนใจ ให้ข้อชี้แนะต่าง ๆ ซึ่งรายงาน ๒ ฉบับนี้เป็นรายงานที่มีขึ้นในระหว่างปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้ จะเข้ามา แต่เราก็ยินดีที่จะรับฟังสิ่งที่อะไรก็ตามเป็นข้อบกพร่อง เราจะนำมาพัฒนาแก้ไข ผมมั่นใจครับว่าโดยการนำของรัฐมนตรีวิทยา บุรณศิริ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะเป็นหน่วยซื้อบริการแทนประชาชนได้เป็นอย่างดี ขอบคุณครับ
เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการสอบถามเรื่องนโยบาย นิดเดียวครับ บังเอิญได้มีการพูดถึงเรื่องของปัญหาว่าเรามีอยู่ ๓ ระบบ การประกันสุขภาพ หรือสวัสดิการสุขภาพนะครับ แล้วก็พูดถึงความพยายามในขณะนี้ทำในเรื่องของบริการ ฉุกเฉินก่อน แต่พอดีผมเห็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เรื่องหนึ่งที่ผมสงสัย แล้วก็อยากให้ท่านรัฐมนตรีได้ถือโอกาสชี้แจงเลยนะครับ ก็คือว่าในภาพใหญ่ของการที่จะมา บริหารจัดการ ๓ ระบบให้เกิดความเป็นธรรมแล้วก็สอดคล้องกับที่มาของแต่ละระบบซึ่งมี ความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประกันสังคมกับประชาชนทั่วไป รัฐบาลที่แล้ว ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง มีท่านอาจารย์อัมมารเป็นประธาน แล้วก็ได้เริ่มต้นศึกษาว่าจะทำให้ ๓ ระบบนี้มีการบริหาร จัดการร่วมกันมากน้อยแค่ไหน ให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรม ผมเห็น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาจะยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตัวนี้ แล้วก็ ยุบกรรมการชุดนี้ทิ้ง ต้องการจะถามว่าการเดินในเรื่องของการดูว่า ๓ ระบบควรจะมีอนาคต อย่างไร ขณะนี้รัฐบาลตกลงจะใช้กลไกใดเป็นผู้ดำเนินการ เพราะว่ารัฐบาลที่แล้ว ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี หวังว่าจะมีคณะกรรมการชุดนี้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แต่เข้าใจว่าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาท่านได้ตัดสินใจยุบทิ้งไปแล้ว
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตอบข้อซักถามของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ต่อกรณีของการยกเลิก คณะกรรมการ อันนั้นเป็นคณะกรรมการชุดเก่านะครับ แต่กราบเรียนว่าการบริหารในเรื่อง ของ ๓ กองทุนนั้นคงจะไม่ใช่ความหมายที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ซักถามนะครับ ในการบริหาร ๓ กองทุนก็เรียนให้ทราบว่าปัจจุบันในเรื่องของฉุกเฉินนั้น เราใช้บริหารในเรื่องของการไม่ถามสิทธินะครับ ก็คือใช้บัตรประชาชน แล้วก็แต่ละสิทธิ ให้พิสูจน์กันเองเมื่อได้รับการรักษา เพราะฉะนั้นในส่วนของสวัสดิการข้าราชการก็ดี ในส่วนของประกันสังคมก็ดี ในส่วนของหลักประกันสุขภาพ แต่ละสิทธินั้นเป็นอิสระอยู่แล้ว แต่กราบเรียนท่านว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการในส่วนที่ยกเลิก เข้าใจว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีคงจะมีการจัดตั้งหรือดำเนินการเพิ่มเติมภายหลัง ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้น ทางผมขออนุญาตตอบในส่วนของผมแค่นี้ครับ
เชิญครับท่าน
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงผมทราบดีนะครับว่า ขณะนี้ ๓ ระบบก็แยกกันบริหาร เพียงแต่ว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ในเชิงภาพรวม ของระบบสวัสดิการทางด้านการรักษาพยาบาล แล้วก็พูดกันมาทุกยุคทุกสมัยครับว่าจะขจัด ปัญหา ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แล้วก็มีประสิทธิภาพในการ บริหารจัดการร่วมกันเท่าที่จะทำได้ เช่น เรื่องของข้อมูลอะไรต่าง ๆ อย่างนี้เป็นต้น แล้วผม ก็เห็นว่าการที่รัฐบาลใช้แนวคิดว่าบริการฉุกเฉิน ไม่ถามสิทธิ มันก็เหมือนกับเป็นก้าวสำคัญ ก้าวหนึ่งที่จะไปสู่เป้าหมายตรงนี้ แต่ในภาพรวม ภาพใหญ่เรามีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยออกไว้ แล้วก็มีคณะกรรมการมาทำงาน มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผมอ่านก็คือ บอกว่ายกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงไม่ใช่แม้แต่เป็นการเปลี่ยนแปลง ตัวคณะกรรมการ แต่หมายความว่ากลไกนี้ซึ่งตั้งไว้จะยุบทิ้ง แล้วผมก็สอบถามผู้เกี่ยวข้อง ขณะนี้ก็เข้าใจว่าอย่างนั้น ก็เลยสงสัยเท่านั้นเองว่ารัฐบาลมีแนวความคิดว่าจะให้ใคร มาทำงานนี้ต่อในแง่การศึกษาว่าอนาคตข้างหน้าระบบสวัสดิการข้าราชการ ระบบ ประกันสังคม กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามันควรจะเชื่อมโยง มีความเหมือน ความต่างกันอย่างไร ก็เป็นห่วงเท่านั้นเองครับเพราะว่าผมคิดว่าเขากำลังเริ่มต้นในการที่จะ ทำเรื่องใหญ่เรื่องนี้ให้มันมีความชัดเจน แล้วขณะนี้ผมไม่ทราบว่าทางรัฐบาลจะเอาอย่างไร สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีครับ
เชิญครับ
ขออนุญาต ท่านประธานอีกนิดเดียวนะครับ เพื่อให้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ทราบ รายละเอียดและข้อเท็จจริง แล้วก็เพื่อให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบด้วย สืบเนื่องจากว่าระหว่างนี้ว่าการขับเคลื่อนในเรื่องของ ๓ กองทุนนั้น เป็นเรื่องที่จะต้อง ขับเคลื่อนไปนะครับ แต่ว่าเรื่องของคณะกรรมการที่จัดตั้งในอดีตก็เกรงว่าจะเป็นสิ่งที่อาจจะ ไม่สอดคล้องกัน แต่อย่างไรก็แล้วแต่เรียนให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบด้วย ต่อคำซักถามของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในระหว่างนี้ผมยืนยันนะครับว่า ในระบบ ๓ กองทุนเดินไปได้ แล้วก็มีการปรับปรุงแก้ไขในส่วนของที่เป็นระเบียบในแต่ละ กองทุน เช่น สวัสดิการข้าราชการก็มีการปรับปรุงเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ แล้วผมคิดว่า ในระยะยาวเมื่อนโยบายได้เดินไปสักพักหนึ่งแต่ว่าผมกราบเรียนว่าถ้ามีปัญหาอุปสรรค ก็อาจจะต้องกลับมาดูที่จุด ๆ หนึ่งที่อาจจะต้อง แต่เพื่อไม่ให้งานได้มีการขัดกันในเรื่องของ คณะกรรมการกับระบบที่จะต้องเดินไปในนโยบายของ ๓ กองทุนที่จะต้องบริหารในเรื่อง ของฉุกเฉินนะครับ ในเบื้องต้นก็คงขอดำเนินการในส่วนนี้ตามนโยบายที่รัฐบาล ของพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการไปก่อนนะครับ คืบหน้าอย่างไรผมอาจจะตอบ เป็นการส่วนตัวกับท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้นะครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุนทรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ก่อนอื่นก็ต้องขอชมเชยทางกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านะคะ ในเมื่อปีที่ผ่านมาระหว่างปี ๒๕๕๒ แล้วก็ปี ๒๕๕๓ เมื่อดูที่งบรายได้และค่าใช้จ่ายของท่าน ปี ๒๕๕๒ ของท่านปรากฏว่าท่านขาดดุลอยู่ แต่เมื่อมาเป็นปี ๒๕๕๓ ท่านก็สามารถบริหาร จัดการได้ก็แสดงให้เห็นว่าท่านก็เป็นผู้นำขององค์กรที่มีความสามารถในการบริหาร จนกลับมามีกำไรได้นะคะ แต่ว่าประเด็นที่ดิฉันอยากถามประเด็นแรกเกี่ยวกับรายงานที่ท่าน นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ก็คือดิฉันสงสัยในเรื่องเกี่ยวกับค่าบริการทางการแพทย์ค่าใช้จ่ายสูง อยากจะสอบถามค่ะว่ามันเป็นยอดที่ใช้จ่ายในเรื่องอะไรคะ ในนี้มันมีค่าใช้จ่ายหลายตัวค่ะ แต่ดิฉันสามารถเข้าใจได้ว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าให้บริการทางการแพทย์ ค่ารถ ค่าอะไรต่ออะไรนี้นะคะ แต่มีตัวนี้ค่ะค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งดิฉันไม่สามารถ จะแปลได้ค่ะว่ามันเป็นค่าใช้จ่ายที่ท่านใช้ในเรื่องอะไรนะคะ
และอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะสอบถามเกี่ยวกับงบดุลของท่านก็คือดิฉัน เห็นจากที่ท่านได้ทำใบสรุปมาให้นะคะว่าเมื่อปี ๒๕๕๒ ทาง สปสช. ได้มีการโอนเงิน จำนวนถึง ๘๕๐ ล้านบาทเพื่อไปใช้ซื้อวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แล้วก็ซื้อยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) มาเพื่อรักษาป้องกันอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ที่มันระบาดอยู่นี่นะคะ ก็ปรากฏว่าอ่านต่อไปอีกนิดหนึ่งก็พบว่ายังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมาชดเชย ในปี ๒๕๕๒ แล้วก็ปี ๒๕๕๓ ท่านก็มีหมายเหตุว่ายังไม่ได้รับชดใช้งบประมาณที่จะจัดเสริม มาให้นี้ ก็อยากจะสอบถามท่านค่ะว่าเมื่อท่านโอนเงินจำนวน ๘๕๐ ล้านบาท จากเงินที่ท่าน จะต้องนำไปใช้เพื่อปรับปรุงระบบเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือสารสนเทศ เพื่อทำให้ระบบของท่าน สามารถตรวจสอบได้ คือพูดง่าย ๆ ดิฉันเข้าใจว่างบ ๖๐๐ ล้านบาท จาก ๘๕๐ ล้านบาท ท่านจะนำมาใช้ในการพัฒนาเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ให้รองรับเกี่ยวกับเรื่อง บัตรประชาชนที่ใบเดียวสามารถใช้ได้ในทุกโรงพยาบาลในการรักษาโรคนะคะ ซึ่งเข้าใจว่า ท่านคงจะออกมาจากการที่เมื่อสมัยสภาครั้งที่แล้วค่ะ เราได้มีการออกเรื่องเกี่ยวกับ บัตรประชาชนสำหรับเด็กตั้งแต่อายุ ๗ ขวบขึ้นไป ตรงนี้ดิฉันเข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องนี้ เพื่อนำมารองรับ ก็ต้องสอบถามค่ะว่าท่านได้รับเงินชดเชยหรือยัง แล้วอีกส่วนหนึ่งที่ดิฉันอ่านพบ ก็คือท่านบอกว่าจะมีการนำไปซื้อเกี่ยวกับยานพาหนะ ก็ต้องสอบถามค่ะว่ายานพาหนะ ที่ท่านโอนไป ๒๕๐ ล้านบาท ปัจจุบันได้รับมาจัดซื้อหรือยัง ปกติดิฉันจะไม่ค่อยส่งเสริม หรือว่าสนับสนุนให้หน่วยงานราชการที่มาขอรับเงินงบประมาณในการที่จะออกไปซื้อรถ ยานพาหนะมาใช้ในกิจการ แต่อันนี้เป็นของเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพค่ะ ดิฉันเห็นความจำเป็นค่อนข้างมากเนื่องจากว่า ตัวดิฉันเองได้รับการร้องเรียนมาค่อนข้างเยอะค่ะว่าบางครั้งประชาชนไม่มีรถที่จะขนย้าย ญาติพี่น้องที่เจ็บป่วยเพื่อไปรับการรักษาพยาบาล ตรงนี้ก็อยากจะสอบถามท่านเกี่ยวกับ รายงานใน ๒ ประเด็นเหล่านี้ แต่ดิฉันเองเมื่ออ่านรายงานของท่านแล้วก็เกิดความเป็นห่วง ก็อยากจะฝากประเด็นดังต่อไปนี้เพื่อให้ท่านช่วยชี้แจง แล้วก็รับทราบในการที่จะไปแก้ไข ปัญหา
เรื่องแรก ที่อยากจะฝากท่านก็คือดิฉันเองก็ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อนนี้ก็เป็น ข้าราชการ แล้วเมื่อมาเป็น ส.ส. มีบางช่วงมันเป็นช่วงรอยต่อดิฉันเองก็ได้มีโอกาสกลับไปใช้ บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือง่าย ๆ ดิฉันเรียกว่าบัตร ๓๐ บาทรักษาทุกโรค บางครั้ง รอยต่อของการเปลี่ยนแปลงสิทธิก็เกิดปัญหาทำให้พี่น้องบุคลากรหรือว่าประชาชน ไม่สามารถที่จะเข้าไปใช้รับบริการได้ โดยเฉพาะปัจจุบันมันมีความสับสนในเรื่องเกี่ยวกับ กรณีฉุกเฉิน ท่านบอกว่า สปสช. เมื่อจะใช้บัตร ๓๐ บาทที่ว่าเอาไปใช้ สามารถ เข้าโรงพยาบาลรักษาได้ทุกโรงพยาบาล แต่มันก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเนื่องจากว่าจากการที่ ท่านจะได้ยินส่วนใหญ่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นประชาชนก็จะส่งเข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด บางครั้งเป็นโรงพยาบาลเอกชน เมื่อเอาเข้าโรงพยาบาลเอกชนบางครั้งเขาไม่ให้การรักษา จะต้องรอจนกว่าญาติพี่น้องจะมา เพื่อมาลงลายมือรับรองว่าจะเป็นคนจ่ายเงินให้กับผู้ป่วย ที่ประสบอุบัติเหตุ ตรงส่วนนี้ดิฉันก็ต้องเรียนถามว่าท่านมีแผนที่จะทำการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนหรือว่าโรงพยาบาล แล้วก็พี่น้องผู้ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้รับทราบไหมคะว่า เขาสามารถรักษาได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอให้ญาติมาเซ็น หรือถ้าเป็นกรณี ที่เกิดใกล้กับโรงพยาบาลรัฐบาล ดิฉันเห็นปัญหาว่าตรงนี้ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ไม่ถามแล้ว โรงพยาบาลของรัฐจะดีนิดหนึ่ง เมื่อก่อนดิฉันจำได้ไปโรงพยาบาลด้วยกันดิฉันเคยเป็น ข้าราชการ ดิฉันไปดิฉันใช้สิทธิข้าราชการไม่มีปัญหา แต่พี่น้องประชาชนที่เข้ามาโรงพยาบาล เมื่อก่อน ๑๐ ปีที่ผ่านมายังไม่มี สปสช. คำถามแรกที่เขาถาม เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ถามประชาชนที่ไปใช้บริการ คำแรกที่เขาถามก็คือ เบิกได้ไหม เดี๋ยวนี้คำนี้หมดไปต้องชมเชย ท่านดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ที่ท่านคิดนโยบายดี ๆ อย่างนโยบาย ๓๐ บาทออกมา ทำให้ ตอนนี้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ แต่ปัญหาที่ดิฉันพูดมันยังมีต่อเนื่องอีกนิดหนึ่ง เนื่องจากว่า ตอนนี้ประชาชนที่อยู่ในชนบทห่างไกล เขายังต้องไปใช้การรักษาที่สถานีอนามัย แต่ปัจจุบัน ต้องเรียนว่าเมื่อสมัยที่ผ่านมา รัฐบาลที่ผ่านมาได้มีการปรับเปลี่ยนจากสถานีอนามัย ประจำตำบล มาเป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ต้องเรียนว่าได้รับงบประมาณ ไปก่อสร้างค่อนข้างเยอะ มีเครื่องไม้เครื่องมือ แต่ขาดอย่างหนึ่ง ขาดบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล หรือว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษา ก็อยากจะทราบค่ะ ว่าตรงนี้ท่านมีแนวคิดหรือว่าจะหาวิธีการในการแก้ไขอย่างไรหรือเปล่า ในการที่จะทำให้ ประชาชนได้ใช้สิทธิตามบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตร ๓๐ บาทที่เขาควรจะได้รับ ทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ห่างไกลไม่ต้องเดินทางมาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ประจำจังหวัดเพื่อเข้ารับการรักษา เพื่อให้เขาได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตรงเรื่องเหล่านี้ก็ต้อง สอบถามท่าน ดิฉันเองเจอมากับตัวเองมีพี่น้องประชาชนมาบอกดิฉันว่า โรงพยาบาล ประจำตำบลที่เขาปรับมาเป็นนี่เข้าไปรับการรักษาก็จะมีเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขมาดู เป็นการเบื้องต้น แล้วก็จะมีการถ้ารักษาไม่ได้ก็จะส่งต่อไป แต่บางครั้งการส่งต่อท่านประธาน ทราบไหมคะว่า พี่น้องยากจนไม่มีเงินก็ไม่ได้ต่อหรอกก็อยู่อย่างนั้นล่ะค่ะ ได้ยาอะไรมาก็จะกิน เป็นการเบื้องหน้าเฉพาะ ตรงส่วนนี้ท่านประธานทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเดือดร้อน ก็อยากจะให้ สปสช. เข้าไปดูแลในส่วนนี้ด้วย เพราะท่านเป็นคนที่พูดง่าย ๆ ซื้อบริการ ทางการรักษาพยาบาลแล้วก็การประกันสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนถึงประมาณ ๔๗-๔๘ ล้านคนทั่วประเทศของเรา ตรงนี้เป็นเรื่องที่เป็นความห่วงใย
อีกเรื่องหนึ่ง บางครั้งท่านประธานการส่งต่อต้องเรียนว่าแต่ละโรงพยาบาล ถ้าบางครั้งไม่มีเส้นไม่มีสาย เมื่อพี่น้องประชาชนเจ็บป่วยในเรื่องที่ยังรักษาไม่ได้ จำเป็นจะต้องโอนย้ายไปสู่โรงพยาบาลประจำภาค หรือว่าโรงพยาบาลศูนย์ประจำแต่ละภาค การโอนย้ายก็เป็นไปค่อนข้างยาก โรงพยาบาลบางครั้งไม่อยากจะโอนย้ายเนื่องจากว่า เขาจะต้องตัดจ่ายเงินงบประมาณที่เขาได้รับในแต่ละโรงพยาบาลตามตัวผู้ป่วยที่ไปด้วย ก็ต้องสอบถาม สปสช. ว่าในเรื่องเหล่านี้ท่านได้มีการวางแผนเอาไว้ไหมว่าทำอย่างไรจะแก้ไข ให้ประชาชนที่จะต้องได้รับเรื่องบริการดูแลรักษาสุขภาพได้รับบริการอย่างที่เข้าใจ ทำอย่างไรจะทำให้บัตรประชาชนที่ท่านบอกว่าพกใบเดียวสามารถที่จะรับการรักษาได้ ทั่วประเทศ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องฝากท่านไปนะคะ
อีกเรื่องที่อยากจะฝากท่านไปก็คือ ปัจจุบันคนที่เข้าร่วมโครงการบัตรประกัน สุขภาพถ้วนหน้ายังมีอีกหลายโรคค่ะท่านประธาน ซึ่งยังไม่สามารถที่จะใช้รับบริการได้ ตอนนี้อาจจะมีโรคเอชไอวีที่ได้ มีโรคไตที่ได้ บางโรคก็ได้ค่ะ แต่มันยังมีอีกหลายบุคคลที่เขา มีภาวะความเดือดเนื้อร้อนใจทางด้านภาวะการเงิน ต้องเรียนว่าบางครั้งการจะใช้เงินรักษาเอง ไม่มีเงินค่ะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เด็กที่มีปัญหาเรื่องระบบประสาท ระบบการได้ยิน อุปกรณ์ ที่จะต้องใช้ เขาบอกใช้บัตรทองรักษาไม่ได้ ถ้าคุณอยากได้รับการรักษาคุณต้องหาเงินมาจ่ายเอง โรคเหล่านี้ค่ะท่านประธานอยากจะฝากทาง สปสช. ให้ช่วยดูแลแล้วก็จัดสรรว่าทำอย่างไร จะทำให้เขาสามารถได้รับการรักษาที่ดี ทำอย่างไรจะทำให้ประชาชนคนไทยมีสิทธิเสรีภาพ เท่าเทียมกันในด้านการรักษาสุขภาพของประชาชนคนไทย
สุดท้ายเลยค่ะท่านประธาน อีก ๓ ปีข้างหน้าประเทศไทยของเราก็จะเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ก็ต้องถามไปถึง สปสช. คนที่ดูแลเรื่องการซื้อประกันสุขภาพ ซื้อบริการทางด้านสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนว่าท่านได้มีการเตรียมการไหมคะ ทำอย่างไรโรงพยาบาลเอกชนของเมืองไทยเราต่างชาติเข้ามาใช้บริการกันค่อนข้างเยอะ ทำอย่างไรคะวันนี้บริการทางด้านสุขภาพที่ท่านดูแล หลักประกันทางสุขภาพที่ท่านดูแลอยู่นี่ ทำอย่างไรจะทำให้ได้รับการพัฒนาอย่างที่โรงพยาบาลเอกชนเขารองรับคนที่มารักษา จากต่างประเทศ ทำอย่างไรประชาชนคนไทย ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศใช้บัตรประกัน สุขภาพถ้วนหน้าจะได้รับสิทธิการรักษาพยาบาล และเข้าถึงยาที่เขาเรียกว่า ยานอกบัญชีหลัก ทำอย่างไรประชาชนเราจะใช้ได้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเติม เรื่องเหล่านี้ต้องฝากท่านประธาน ผ่านไปยังท่านเจ้าหน้าที่ของผู้มาชี้แจงนะคะว่าเรื่องประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่คิดว่า ท่านน่าจะได้รับการแก้ไขดูแลแล้วก็ปรับปรุง ดิฉันไม่อยากจะพูดถึงของปี ๒๕๕๔ เพราะยัง ไม่ได้รับการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภา ดิฉันคิดว่าโอกาสถัดไป ปีถัดไปท่านต้องมาชี้แจง ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี แล้วก็ทาง สปสช. ให้ช่วยดูแลแก้ไข แล้วก็ปรับปรุงในเรื่องเหล่านี้ด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านฮอชาลี
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอใช้เวลา ใน ๑๐ นาทีตรงนี้ ในการพูดถึงเรื่องของที่เกี่ยวเนื่องกับรายงานของ สตง. ที่มีต่องบดุลของ สปสช. ซึ่งนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นของผม ที่จะพูดนั้นก็คงเกี่ยวเนื่องกับระบบของกระทรวงสาธารณสุข ระบบของ สปสช. แล้วก็ระบบ การเข้าถึงบริการของพี่น้องประชาชน ตลอดจนถึงช่องว่างของการให้การบริการรักษา ระหว่างโรงพยาบาลเอกชนซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็โรงพยาบาลของรัฐบาล ซึ่งมีพี่น้องประชาชนที่ใช้สิทธิ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำนวน ๔๗ ล้านคนทั่วทั้งประเทศ แล้วก็มีรายหัว มีเงินงบประมาณในการที่จะดูแลสุขภาพ รายหัว ๒,๔๐๐ กว่าบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอเรียนว่าก่อนที่จะมีระบบ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นในยุคที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาล ท่านชวน หลีกภัย แล้วก็รัฐบาลท่านอื่น ๆ ที่ผ่านมานั้น ระบบของโรงพยาบาลก็มีการดูแล ผู้ป่วยที่ยากไร้ ผู้ป่วยที่ยากจน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นที่ทราบ อาจจะเป็นเรื่องที่นานมาก แต่ก็เมื่อก่อนมีบัตรสงเคราะห์ เมื่อก่อนมีการสงเคราะห์โดยสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล เมื่อก่อนมีบัตร ๕๐๐ บาท มีบัตร ๓๐๐ บาท ซึ่งพี่น้องสามารถที่จะจ่ายเพื่อซื้อประกันสุขภาพได้ แต่หลังจากนั้นมา ในยุคของที่คุณหมอสงวนซึ่งได้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งท่านเป็นคนที่จุดประกายแนวคิด ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นั่นก็คือรวมเอากองทุนทุกอย่าง รวมเอาระบบการรักษาฟรีทุกอย่าง มาอยู่เป็นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แล้วก็รัฐบาลในยุคปี ๒๕๔๔ ก็ได้หยิบยกขึ้นมา ใช้เป็นนโยบายในการรักษาสุขภาพ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคนะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ วิเศษวิโส หรือว่าเพิ่งหยิบยกกันมาในปี ๒๕๔๔ หรือปี ๒๕๔๕ แต่จริง ๆ แล้วก่อนหน้านั้น ทุกรัฐบาลก็มีการดูแลพี่น้องผู้ที่ยากจนที่ยังไม่เข้าถึงการบริการ แต่เนื่องจากว่าในสมัยก่อนนั้น กลับมาในสมัย พ.ศ. นี้นั้น งบประมาณในการบริหารจัดการอาจจะต่างกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนต่อท่านประธานสภาแล้วก็ผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ทางเจ้าหน้าที่ของทาง สปสช. นั้นก็คือว่า ในระบบของการรักษา ถ้ามองในภาพรวมนั้นสวรรค์ของการรักษาจะอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชน ไม่ต้องรอคิวนาน แล้วก็มียาที่ดี แล้วก็ถูกกับโรค มีหมอที่เชี่ยวชาญเฉพาะ ญาติ ๆ ผม เพื่อน ๆ ผม แล้วก็คนที่จบหมอหลาย ๆ ท่านก็มาใช้ทุนที่โรงพยาบาลของรัฐได้ไม่กี่ปี แล้วก็ ไปต่อเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แล้วก็ยอมที่จะโดนปรับไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน เพราะระบบ ของการจัดการเขาดีกว่า แต่ระบบตรงนั้นมันรองรับคนรวยเพียงแค่ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ แล้วก็รองรับเศรษฐีจากดูไบ เศรษฐีจากตะวันออกกลางซึ่งมารักษา แล้วก็ กลายเป็นระบบธุรกิจของการรักษาพยาบาล ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีมูลค่า ของเงินทุนเป็นแสน ๆ ล้านบาททีเดียวนะครับ แต่ว่าพี่น้อง ๔๗ ล้านคน ซึ่งอยู่ในระบบ ๓๐ บาท รักษาทุกโรคนั้น ช่องว่างหรือว่าแก็พ (Gap) ตรงนี้มันห่างกันเหลือเกินครับ เมื่อครู่ เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงยา โรคเดียวกัน ความดันเดียวกัน แต่ในระบบ ๓๐ บาทนั้นยาหนึ่ง แต่พอมาอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน ยกตัวอย่างโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่เด่น ๆ ก็เป็นอีกยาหนึ่ง แล้วก็คุณภาพของยานั้นไม่เหมือนกัน แต่ว่า ประชากร ๒ กลุ่มนี้ได้รับการดูแลที่ไม่เท่ากันเพราะว่าเขาอยู่กันคนละระบบ เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งสำคัญที่สุด ณ ขณะนี้ก็คือว่า เราทำอย่างไรที่จะมาพัฒนา ระบบ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ระบบที่การจัดการทั้งหมดอยู่ที่ สปสช. แล้วก็จ่ายเงินไป ตามรายหัวของคนไข้ ในแต่ละโรงพยาบาล เรามาจัดการระบบตรงนี้พยายามที่จะให้ช่องว่างตรงนี้ มันดันให้มากขึ้นนะครับ ผมดีใจที่เห็นบางโรงพยาบาลของรัฐ อย่างโรงพยาบาล ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างโรงพยาบาลของศิริราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ เขาก็เพิ่ม ช่องทางอีกทางเลือกหนึ่ง ในกลุ่มคน ๔๗ ล้านคนซึ่งเขามีฐานะที่พอ เขามีเงินที่จะซื้อบริการได้ เขาไม่อยากที่จะไปต่อคิว เขาไม่อยากที่จะอยู่ในระบบที่แออัดยัดเยียด แล้วก็ไม่มีเตียง แต่เขายินดีที่จะมาซื้อบริการในโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอย่างที่ศิริราชเปิด อย่างที่โรงพยาบาลของกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นมหาวิทยาลัย โรงเรียนแพทย์เขาเปิด นั่นคือการเพิ่มช่องทางเลือกให้กับคน ๔๗ ล้านคน ที่เขายินดีที่จะไปซื้อบริการเพื่อที่จะเอาเงินนั้น ไปบำรุงให้กับโรงพยาบาล แต่นั่นคือสิ่งที่ยังมีน้อย ยังไม่สามารถที่จะครอบคลุมให้กับ ประชาชนคนไทย ๗๗ ล้านคนได้ เพราะว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นเรื่องของ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค มันก็ยังเป็นระบบที่เราพูดกันอยู่ หมอลาออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน ยาก็ไม่มีคุณภาพ แล้วก็การบริการก็ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส โรงพยาบาลไม่สามารถที่จะพัฒนา ตนเองได้ ระบบที่ส่งเงินมาจากกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลแต่ละจังหวัดไม่มีทางครับ ในการที่เขาจะพัฒนาซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ เลือกอุปกรณ์การแพทย์ที่มันสอดคล้อง กับท้องถิ่นที่มันสอดคล้องกับคนไข้ในจังหวัด ที่มันสอดคล้องกับภูมิภาค ไม่มีทางที่จะดีได้ เหมือนกับที่เขาสามารถที่จะบริหารจัดการโดยระบบของเขาเอง เมื่อก่อนเขามีเงินบำรุงโรงพยาบาล เพราะมีคนส่วนหนึ่งซึ่งเป็นคนชนชั้นกลางมาใช้บริการ โรงพยาบาลจังหวัด มาใช้บริการโรงพยาบาลศูนย์ของแต่ละภาค เขายินดีที่จะจ่าย โรงพยาบาลก็เอาเงินนั้นละครับไปหมุนเวียนเป็นค่าโอที (OT) ให้กับหมอ เป็นค่าโอทีให้กับ พยาบาล เป็นค่าโอทีในการจูงใจให้คนเหล่านี้ยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข แต่มา ปัจจุบันนี้ท่านประธานครับ เมื่อระบบมันถูกฟรีซ (Freeze) ระบบมันถูกดองด้วยแนวคิดตรงนี้ มันก็เลยทำให้หมอ แล้วก็พยาบาล แล้วก็คนที่มีคุณภาพก็ไปอยู่กับโรงพยาบาลของเอกชน ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เป็นจำนวนแสน ๆ กว่าล้าน แล้วก็รองรับนักท่องเที่ยว รองรับคนไข้ที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งมันเป็นช่องว่างที่ห่างกันเหลือเกิน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากจะเสนอแนวความคิดของกระผมไปยังท่านประธานว่าในเมื่อ โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เขาสามารถที่จะเปิดช่อง ทางเลือกในการที่จะให้คนที่พร้อม ประชาชนคนธรรมดาที่เขามีสตางค์ ที่เขามีเงินพอที่จะ ซื้อบริการจากโรงพยาบาลของรัฐได้ แล้วโรงพยาบาลซึ่งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จริงอยู่ เราอยู่ในระบบของพระราชบัญญัติของหลักประกันสุขภาพ มันอาจจะไม่มีโอกาสที่จะไปเปิด ช่องทางตรงนั้นได้ แต่ว่าฝากเป็นการจุดประกายแนวความคิด มันจะเป็นการลดหย่อน แล้วก็ เบาภาระ เพราะว่า ๔๗ ล้านคนนั้นไม่ได้จนทั้งหมด ผมเองยังไม่มีหลักประกันว่าผมจะไป รักษาโรงพยาบาลที่ไหนถ้าเกิดว่าวันหนึ่งจะต้องเข้าโรงพยาบาล ผมจะไปเข้าคิวกับ ๓๐ บาท หรือผมต้องไปเสียค่าใช้จ่ายเป็นแสน ๆ บาทให้กับโรงพยาบาลเอกชน นั่นคือสิ่งที่ผมเอง ก็ยังคิดอยู่ แล้วก็หลาย ๆ คนก็ยังคิดอยู่ว่าเมื่อถึงเวลาแล้วเราจะอยู่ในระบบตรงนี้ หรือเรา จะไปนอนที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งแน่นอนที่สุดมันเหมือนกับหมดเนื้อหมดตัวสำหรับบางคน เพราะบางคนเป็นแสนบาท บางคนเป็นล้านบาทในการรักษา เพราะฉะนั้นทำอย่างไรแนวคิด ของกระทรวงสาธารณสุข เราจะต้องมาลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลเอกชนให้เหมือน บางประเทศ บางประเทศที่เขามีโรงพยาบาลเอกชนแบบโลว์คอสท์ (Low cost) เหมือนกับ ขึ้นเครื่องบิน แต่ว่าขึ้นได้ในราคาที่มันเหมาะสม ที่มันยุติธรรม นั่นคือสิ่งที่อยากจะให้ กระทรวงสาธารณสุข ท่านลองไปคิด ผมเองก็ชื่นชมกับระบบของสุขภาพดีถ้วนหน้า แต่ว่า ทำอย่างไรให้เป็นทางเลือกที่พี่น้องประชาชนของเราสามารถที่จะช่วยรัฐ แล้วก็เข้าถึง การรักษาพยาบาลที่ดีได้ต่อไปในวันข้างหน้าครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่านนายแพทย์เหวง โตจิราการ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมดูรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของกองทุนหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติแล้ว ผมก็มีความสงสัยบางประการ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังเจ้าหน้าที่หลายท่านซึ่งเป็นตัวแทนมาช่วยกรุณาชี้แจงนะครับ
ประเด็นที่ผมสงสัยนี้ก็คืออยู่ในหน้าที่ ๑๕ เมื่อเปรียบเทียบรายปี มีรายการ ประมาณการหนี้สินยอดคงเหลือ หนี้สินนะครับ ปรากฏว่ามันต่างกันมากเลยท่านประธาน คือปี ๒๕๕๑ รวมแค่ ๙๙ ล้านบาท มาปี ๒๕๕๒ กระโดดมาเป็น ๑,๗๐๐ ล้านบาท อ้ายนี่ มันกระโดดมากนะครับท่านประธาน แล้วพอมาปี ๒๕๕๓ ยิ่งกระโดดใหญ่เลยครับ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วรวมทั้งสิ้นกลายเป็น ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ถ้าเป็นไปได้ ช่วยกรุณาอธิบายให้ฟังหน่อยว่าทำไมมันกระโดดมากขนาดนี้ การที่ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผมไปจับผิดทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นะครับ แต่ว่าผมเองอยากจะสนับสนุนและอยากจะพยายามทำความเข้าใจ เพราะว่า ท่านประธานครับ คือการตัดสินใจทางการเมืองมีผลกระทบต่อสภาพสุขภาพของประเทศไทย อย่างชัดเจน ก็คือในวันแรกที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณตัดสินใจรับเอา ๓๐ บาทรักษาทุกโรค มาเป็นนโยบายของรัฐบาลนี่นะครับ ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือนายแพทย์คนสำคัญที่ก่อตั้งหรือมีส่วนร่วมในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ท่านเป็นนายแพทย์รุ่นหลังผมนะครับ ผมขออนุญาตที่ไม่เอ่ยนาม ผมได้มีโอกาสที่จะคุยกับเขา หลายครั้งนะครับ ก็เลยทราบว่าก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขทั้งหมดทุ่มเท ในการที่จะตอบปัญหาว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้พี่น้องประชาชนไทยทั้งประเทศได้รับบริการ ทางสาธารณสุขอย่างดี มีคุณภาพ ในราคาที่ไม่แพง แล้วถ้าเป็นไปได้ก็คือว่ายกระดับสุขภาพ ของพี่น้องประชาชนให้เจ็บไข้ได้ป่วยให้น้อยที่สุด คือหากว่าใครที่ดูแลสุขภาพของประเทศใดประเทศหนึ่งไปพอใจกับจำนวนตัวเลขของคนไข้ ที่มากขึ้นหรือค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขที่มากขึ้น ผมเข้าใจว่าเขาเข้าใจผิดแล้วครับ คือ ใครดูแลเรื่องสุขภาพของประเทศใดก็ตามต้องตระหนักว่าจำนวนคนไข้ที่ลดน้อยลง กลับกลายเป็นดัชนีที่บ่งบอกว่าสุขภาพของประเทศนั้นดีขึ้น หรือค่าใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรักษาโรคน้อยลงมากเพียงใดเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์สัดส่วน กับปีก่อน ๆ หน้าโน้นก็จะยิ่งดี แสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นประสบผลสำเร็จในเรื่องสุขภาพ ดังนั้นเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขเขาเป็นห่วงประชาชนทั้งประเทศ เขาไปสำรวจมา พบว่าในสมัยเขาที่ยังมีชีวิตอยู่นี่นะครับ มีประชาชนจำนวน ๑๘ ล้านคน ไม่สามารถได้รับ การบริการทางด้านการสาธารณสุขเลย แม้แต่การเดินไปซื้อยาพาราเซตามอลใกล้บ้าน ก็ทำไม่ได้ครับ เขาพูดกับผมอย่างนี้เลยนะครับ เขาเลยนำนโยบายของเขาไปเสนอว่า ตั้งหลักประกันสุขภาพขึ้นมาให้บางรัฐบาลพิจารณา ปรากฏว่าบางรัฐบาลตอบปฏิเสธครับ โดยให้เหตุผลว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะเป็นการทำลายวินัยทางการคลัง ผมหงายหลังเลยนะครับ แล้วเขาให้คำอธิบายบอกว่าให้ราษฎรซื้อบัตรประกันสุขภาพ ๕๐๐ บาท ซึ่งปรากฏว่า เมื่อผิดหวังกับรัฐบาลบางรัฐบาลชุดดังกล่าวแล้ว เขาก็เลยมุ่งหน้ามาหาพรรคไทยรักไทย ในสมัยโน้น ก็คือมีนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค ก็ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีทักษิณ ตอบรับครับ แล้วในตอนนั้นเขาเสนอให้รักษาฟรีทุกโรค แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณบอกว่า ไม่ได้ครับ ถ้าฟรีทุกโรคทำลายศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ลงไป อย่าไปคิดว่าการรับบริการ เป็นขอทาน ไม่ใช่นะครับ เป็นสิ่งที่รัฐพึงให้ เมื่อเขาเข้ามาแล้วอย่าไปคิดว่าเราให้ทานกับเขา ไม่ได้ครับ อันนี้เป็นการทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นายกรัฐมนตรีทักษิณก็เลยบอกว่า เก็บ ๓๐ บาทก็แล้วกัน เมื่อเป็นอย่างนี้คนรวยคนจนเก็บ ๓๐ บาทเท่ากัน เพราะฉะนั้น คนรวยคนจนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่มีความยากลำบากเยอะแยะ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณตัดสินใจไป ดังนั้นการตัดสินใจในการเมืองนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าประเทศไทยในทางที่ดีขึ้นมากมาย แล้วเรื่องนี้แสดงออกที่ระบบ สาธารณสุขนะครับ จากวันนั้นเป็นต้นมาในระยะแรกมีคนโจมตีหนักหาว่า ๓๐ บาทตายทุกโรค นี่เป็นการโจมตีอย่างใส่ร้ายป้ายสีเลยนะครับ และในที่สุดเวลานี้กลายเป็นว่าท่านรัฐมนตรี ได้รายงานต่อที่ประชุมแล้วนะครับ มีประเทศจำนวน ๘๐ กว่าประเทศทั่วโลกมาศึกษางาน ในประเทศเรา ผมเองยังสงสัยแรก ๆ เลยนะครับว่า ๓-๔ ปี หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ดำเนินนโยบายนี้ปุ๊บ ประเทศจีนแดงซึ่งเขาเป็นต้นตำรับของหมอเท้าเปล่า คือ หมายความว่าประชาชนทุกคนจะได้รับการบริการทางด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง จำนวนคนในสมัย ประธานเหมาเจ๋อตุง ก็คือ ๗๐๐ หรือ ๙๐๐ ทุกคนได้รับการดูแลหมด คือมีหมอตีนเปล่า แต่ปรากฏว่าเขาต้องมาศึกษาจากนายกรัฐมนตรีทักษิณเรานะครับ ในวันนี้ก็มีสิ่งที่ผมอยากจะ ชมเชยรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย หรือว่าไม่ใช่ผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ครับ คือรัฐบาลชุดนี้กำลังสร้างสิ่งใหม่ในโลกนี้นะครับ ในระบบสาธารณสุขก็คือว่ารวมกองทุน ๓ กองทุนเข้าด้วยกันนะครับ ก็คือกองทุน หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนสวัสดิการข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม ซึ่งหมายความว่าประชาชนใช้บัตรประจำตัว ๑ ใบสามารถเข้าไปรับการรักษาพยาบาลทุกที่ แต่เริ่มต้นที่เรื่องของการฉุกเฉินก่อน ผมเองมีพี่น้องแพทย์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ บุตรชายผมก็รับราชการอยู่ที่จังหวัดสระบุรี เขาก็บอกผมว่าตั้งแต่รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องนี้เป็นต้นมา ไม่มีปัญหาครับท่านประธาน ไม่มีปัญหาครับ อาจจะมีความยุ่งยากเล็กน้อยแต่ไม่มีปัญหา คือการเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ท่านต้องตระเตรียมในการรับความยากลำบากไว้ให้มากสักหน่อยหนึ่ง คุณอย่าไปคิดนะครับว่าคุณเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำกันมาก่อนแล้วมันจะสะดวกได้ ไม่ใช่ครับ ดังนั้นถ้าหากมีอุปสรรคอะไรบ้างกรุณาอย่าโจมตี อย่าใส่ร้ายป้ายสี อย่าบั่นทอนกำลังใจกัน กำลังไปได้ด้วยดีครับ แล้วท่านประธานเชื่อผมเถอะครับอีก ๕ ปีข้างหน้า ท่านประธาน บันทึกเสียงของผมไว้นะครับ และอีก ๕ ปีข้างหน้ามาตรวจสอบดูว่าสิ่งที่ผมพูดจริงหรือไม่จริง ผมเชื่อว่าอีก ๕ ปีข้างหน้าคนหลาย ๆ สิบประเทศในโลกนี้จะมาศึกษาจากประเทศไทยครับ
ขณะทีนี้ผมเห็นว่าเวลาผมเหลือน้อยแล้วผมก็จะนำไปสู่ประเด็นที่ผมอยากจะ กราบเรียน ทั้งนี้เนื่องจากว่าวันนี้ผมเห็นท่านรัฐมนตรีมา ผมคิดว่าในเรื่องสุขภาพนี่นะครับ เราอย่าไปพอใจนะครับว่าเรามีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลสูงขึ้น อย่างที่ผมกราบเรียน แล้วนะครับว่า ถ้าหากมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการรักษาพยาบาลสูงขึ้นแสดงว่าทิศทางในเรื่อง การรักษาสุขภาพ หรือทางด้านสาธารณสุขทั่วทั้งประเทศไม่น่าจะถูกนะครับ แล้วผมมาดู ในวันนี้นะครับ ปี ๒๕๕๓ ตัวเลขในวันนี้ผมยังไม่มี ค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างสุขภาพ มีเพียงแค่ ๒๗๑ บาทต่อคน กับค่าหัวทั้งหมด ๒,๔๐๐ บาท ก็แปลว่าเงินที่ใช้จ่ายในเรื่องสร้างเสริมสุขภาพนี่มีเพียงแค่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานในเวลาสั้น ๆ ๓ นาที ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ ของกระทรวงสาธารณสุขปัจจุบันและเป็นหน้าที่ของกองทุนหลักประกันสุขภาพนี้ด้วยนะครับ ว่าต้องหาวิธีการในการสร้างระบบสุขภาพขึ้นมาอย่างที่มีท่านผู้มีเกียรติท่านหนึ่ง อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ แต่ผมต้องแก้ประเด็นเสียก่อนมิเช่นนั้นโรงพยาบาลสระบุรี และโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาจะเสียหาย ผมสอบถามจากแพทย์ที่ให้บริการประชาชน ใน ๒ โรงพยาบาลดังกล่าว ขณะนี้ประชาชนยังให้ความมั่นใจกับ ๒ โรงพยาบาลดังกล่าว อย่างเต็มเปี่ยม ที่บอกว่าประชาชนขาดความมั่นใจ ไม่จริงนะครับท่านประธาน
ทีนี้กลับมาประเด็นก็คือ ผมคิดว่าโครงสร้างสุขภาพของประเทศจะต้องเป็น ๓ ชั้น คือจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ปฐมภูมิ มาทุติยภูมิ แล้วก็มาตติยภูมิ หากท่านทำได้อย่างนี้ ผมเชื่อว่าประชาชนมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีสุขภาพที่แข็งแรง ท่านประธานครับ โรคภัยไข้เจ็บที่ประชาชนเป็นกันมากมีไม่กี่โรค เบาหวาน ความดัน เส้นเลือด อาจจะ เป็นเส้นเลือดตีบที่หัวใจหรือเส้นเลือดตีบที่สมอง แล้วก็จะมีปัญหาเรื่องโรคปอด และโรคเรื้อรังต่าง ๆ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะสร้างวิถีชีวิต ของประชาชนให้ถูกต้อง เราสามารถป้องกันหรือทำให้โรคเหล่านี้เกิดขึ้นได้น้อยมาก คิดเป็น สัดส่วนอาจจะต่ำกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ทางกระทรวง สาธารณสุข รวมทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพให้วางน้ำหนักไปที่การสร้างระบบสุขภาพ แบบปฐมภูมิ เพราะฉะนั้นเรามี อสม. อยู่แล้วครับ แล้ววันก่อนความที่ผมไม่ได้เข้าไปใกล้ชิด กับทางกระทรวงต่าง ๆ เพราะผมกลัวมาตรา ๒๖๕ กับมาตรา ๒๖๖ นะครับ เพราะมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ ตั้งใจที่จะเขียนเอาไว้เพื่อทำลายนักการเมืองโดยเฉพาะ เพียงแต่คุณไปคุยกับใคร คุณก็มีสิทธิที่จะเข้าข่ายมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ แล้ว แต่ผมก็ได้อ่านจากหน้าหนังสือพิมพ์ ว่าขณะนี้ได้มีการเติมยอด อสม. คือว่าแต่เดิม อสม. ดูแลบ้านเรือน ๕ หลัง ขณะนี้อาจจะทำ เป็นกลุ่ม รวมหมู่ คือ อสม. ๕ คน จะไปดูแลราษฎรประมาณ ๒๐ หลังคาเรือน ซึ่งอันนี้ เราควรจะต้องใช้โครงสร้างอันนี้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็เติมเงินเข้าไปที่ อสม. เพิ่มกว่านี้ ได้ไหมครับ ก็คือว่าให้ อสม. มีหน้าที่ในการที่จะไปให้ความรู้พื้นฐานกับประชาชนทั่วทั้งประเทศ ว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้สุขภาพแข็งแรง เช่น จะต้องมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แล้ว อสม. จะต้องเป็นคนที่หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ แล้วถ้าเป็นไปได้ อสม. ควรจะต้องไป ดำเนินการให้หมู่บ้านนั้นมีการจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาพในหมู่บ้าน ถ้ามีการจัดตั้ง คณะกรรมการสุขภาพในหมู่บ้าน แล้ว อสม. เป็นพี่เลี้ยง หรือเข้าไปร่วมด้วย ผมก็เชื่อมั่นว่า ในเวลาไม่นานนักสุขภาพของประชาชนในระดับหมู่บ้านก็จะแข็งแรงขึ้น เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็สามารถที่จะมีสถานส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลได้ ซึ่งอันนี้เราก็จะรับมือกับโรคเล็ก ๆ หมายความว่าโรคที่ไม่ลึกซึ้งอะไรเท่าไรเราก็รับมือได้นะครับ ตรงนี้อาจจะใช้พาราเมดิกก็ได้นะครับ บุคลากรเสริม ซึ่งอาจจะเป็นพยาบาล พยาบาลปริญญา หรือผู้ช่วยพยาบาล หรืออะไร ก็แล้วแต่ ซึ่งผมว่าจะรับมืออยู่ถ้าหากว่าฐานเราแข็ง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะสร้าง สถานส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลขึ้นมาได้ ตรงนี้เราไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณอะไรมาก เท่าไรนะครับ ผมขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่งอธิบายความของผมให้จบไม่อย่างนั้นมันจะขาดด้วนไป เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็จะสามารถที่จะสร้างโรงพยาบาลระดับอำเภอให้มีคุณภาพที่สูงขึ้นได้ เห็นไหมครับ แล้วเมื่อโรงพยาบาลระดับอำเภอมีคุณภาพที่สูงขึ้นได้ เช่น สามารถที่จะผ่าตัด ซีซาเรียน (Cesarean) ได้ ผ่าตัดไส้ติ่งได้ หรือผ่าตัดใหญ่ ๆ ได้บางอย่าง กระทั่งอาจจะ สามารถที่จะผ่าตัดเรื่องกระดูกหักได้ ระดับนี้เราสามารถให้บริการได้ แล้วขึ้นมาเขาเรียกว่า เทอร์เชียรี (Tertiary) หรือตติยภูมิ ตรงนี้ก็หมายถึงโรงพยาบาลระดับจังหวัด ซึ่งในขณะนี้ ถ้าเราจะเรียกร้องให้โรงพยาบาลระดับจังหวัดมีคุณภาพสูงถึงขนาดให้บริการทางการแพทย์ ในระดับสูง เห็นจะลำบาก และเหนือจากตติยภูมิขึ้นไปผมอยากจะเห็นสถาบันการศึกษา แล้ววิจัยด้วยนะครับ เป็นระดับภูมิภาค ๑ ภูมิภาค ควรจะต้องมีเมดิคอล เอดูเคชั่นนอล แอนด์ รีเซิร์ช เซ็นเตอร์ (Medical Educational and Research Center) ขึ้นมา ๑ จุดนะครับ ซึ่งขณะนี้ผมเห็นว่ากรุงเทพมหานครรวมศูนย์มากเกินไป ทำอย่างไรถึงจะกระจายสิ่งนี้ ลงไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ผมฝัน ผมคาดหวังนะครับว่าในภาคเหนือก็น่าจะมี ซึ่งมีอยู่แล้วครับ ก็คือโรงพยาบาลเชียงใหม่ แต่ว่าถ้าเป็นไปได้มากกว่านั้นก็จะยิ่งดีนะครับ ดังนั้นถ้ามี โครงสร้างสุขภาพอย่างนี้ก็คือว่ามีปฐมภูมิที่สามารถคุมได้ทั่วทั้งประเทศ แล้วก็แข็งแรง ประชาชนก็จะป่วยน้อยลง เพราะฉะนั้นการเข้าไปสู่โรงพยาบาลตำบล โรงพยาบาลตำบล ก็จะกรองคนไข้ลงไปได้เยอะ เพราะฉะนั้นจะเหลือคนไข้ที่มารับการบริการที่โรงพยาบาลอำเภอ จะน้อยลงนะครับ เมื่ออย่างนี้เราสามารถที่จะไปเสริมสร้างโรงพยาบาลระดับจังหวัด ที่มีคุณภาพสูงได้ และขณะเดียวกันเราก็มีเอดูเคชั่นนอล แอนด์ รีเซิร์ช เซ็นเตอร์ ในทุก ๆ ภาค ท่านประธานผมไม่มีเวลาแล้วต้องขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอเธียรชัยครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่ท่านประธานกำหนดนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านประธานเห็นว่าผมพูดแล้วไม่มีประโยชน์ ก็ขอให้ท่านได้สั่งให้ผมหยุดการพูดได้ หรือถ้าจะมีเพื่อนสมาชิกท่านใดที่ลงชื่อจะมอบสิทธินั้นให้ผมก็ขอใช้สิทธินั้นด้วยครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การพูดของผมนี้ผมจะพูดอยู่บนพื้นฐานที่ดี เป็นประโยชน์ ผมพิจารณาทุกครั้งว่าถ้าเมื่อไรที่เราพูดเท็จหรือเป็นการพูดที่ไม่เป็นประโยชน์ ผมก็จะไม่พูด ถ้าเมื่อไรที่เป็นการพูดเท็จและมีประโยชน์ ผมก็จะไม่พูด ถ้าเมื่อไรที่เป็น การพูดความจริงแต่ไม่เป็นประโยชน์ ผมก็จะไม่พูด แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นการพูดความจริง และมีประโยชน์ ผมจะพยายามดูว่าเหมาะสมกับกาลเทศะหรือเปล่าที่จะพูด แต่ ณ เวลานี้ ขณะนี้ผมถือว่าเหมาะสมกับกาลเทศะที่ผมสมควรจะพูดให้กับการรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับปีสิ้นสุด ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ ที่เสนอมาโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินครับ ผมคงไม่พูดเรื่องตัวเลข แล้วครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกได้พูดมากมายแล้วครับ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือว่า หลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการมาแล้วถึง ๑๐ ปี ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี พวกเราได้เฝ้า ติดตามกันนะครับ เผอิญผมไม่ได้มาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เกิดขึ้นในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นนโยบายหนึ่งที่รัฐเรียกว่า เป็นการชนะ แบบถล่มทลาย ซึ่งเมื่อศึกษาดูแล้วในขณะนั้นก็น่าสนใจครับ เพราะมีหลักของการที่พูดว่า หลักของความเสมอภาคนะครับ หลักของความเสมอภาคก็คือรักษาความเท่าเทียมกัน มีหลักของประสิทธิภาพและหลักของคุณภาพซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ระยะเวลาแรก ๆ ปีแรก ๒ ปีแรก การประเมินการทำนโยบาย ซึ่งทำโดยพรรคการเมืองประเมินค่อนข้าง ลำบาก แต่เมื่อระยะเวลาผ่านพ้นมา ๑๐ ปี เหตุแห่งการทำ เหตุแห่งการคิดนโยบายนั้น มันก็ปรากฏผลจนถึงทุกวันนี้ จนถึงทุกวันนี้เป็นอย่างไรครับ นั่นก็หมายความว่าภาพรวม ของประเทศเรา สุขภาพของคนไทยแย่ แย่ลงไม่ใช่ดีขึ้น ผมพูดอย่างนี้ได้อย่างไรครับ พูดเพราะผมดูจากงบประมาณแผ่นดินเป็นหลัก งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่เริ่มหัวละ ๑,๒๐๐ บาท ๑,๓๐๐ บาท จนกระทั่ง ณ ขณะนี้ใกล้ ๓,๐๐๐ บาทไปแล้ว พี่น้องประชาชนยังเดือดร้อน ในเรื่องคุณภาพ ผมเรียนให้ท่านประธานทราบเลยว่า ผมเป็นผู้แทนราษฎรของจังหวัดตาก คนที่พอจะมีเงินเขาจะไปรักษาตัวต่อที่จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลเอกชน คนที่ไม่มีเงิน ไปรักษาจังหวัดพิษณุโลก โดยระบบของ สปสช. ที่ส่งตัวไปครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่เรา จะมาวิเคราะห์ถึงระบบใดระบบหนึ่งดีกว่ากัน เราได้ทราบแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยอดีต ได้ใช้หลักของการดูแลสุขภาพแบบมีส่วนร่วม พรรคไทยรักไทยได้ปฏิเสธระบบนี้โดยสิ้นเชิง หันไปใช้ระบบที่เรียกว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพราะมีความเชื่อมั่น ๑๐ ปีที่ผ่านมา เราลองเปรียบเทียบดูกับ ๒ ระบบนี้นะครับ แต่ก่อนที่จะเปรียบเทียบดูนะครับ เราคงจะต้อง หาหลักสักหลักหนึ่งว่าเราจะเปรียบเทียบโดยยึดโยงกับอะไร เดี๋ยวผมจะเปรียบเทียบ ให้ท่านประธานว่า ผมจะเปรียบเทียบกับการยึดโยงของหลักเศรษฐกิจพอเพียงหรือปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงครับ ท่านประธานครับ มนุษย์ของเรามีกลัวอะไรบ้างครับ มนุษย์ของเรา โดยหลักแล้วมันจะมีกลัวอยู่ ๓-๔ อย่างตามธรรมชาติ กลัวตาย กลัวความเจ็บปวด กลัวความหนาวเย็น แล้วก็กลัวความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีมาตั้งแต่เกิดทั่วทุกคน แต่มนุษย์ก็มีสิ่งที่รัก ก็คือรัก ความมีอิสรเสรี หรือรักอิสรภาพทางความคิด ทางการกระทำ ไม่ต้องไปอยู่ภายใต้บงการของ ผู้หนึ่งผู้ใด อันนี้สำคัญมากนะครับ คนเราถ้าเราไปอยู่ภายใต้บงการของผู้หนึ่งผู้ใดจิตใจ มันเศร้าหมองครับ มันอยากจะทำอะไรก็ทำไม่ได้ มันอึดอัด เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้หลัก ปรัชญาความเป็นจริงของธรรมชาติที่พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับความเป็นอิสรเสรีภาพทางความคิดที่ มีคุณค่าอย่างยิ่งใหญ่ รวมทั้งหลักของการรักษาพยาบาล ธรรมชาติของหลักการ รักษาพยาบาลนี้ก็คือความไม่แน่นอนนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าเรายึดหลัก ๓ หลักนี้ ก็คือว่า ๑. มนุษย์มีความกลัวอะไรบ้าง ๒. มนุษย์รักอะไรบ้าง และ ๓. การรักษาแบบระบบ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็คือการรักษาแบบที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันมีความไม่แน่นอนอยู่ในตัว ทุกระบบละครับ หรือทุกหลักการ นี่คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ และเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหากับการที่เราจะคิดสร้างระบบอะไรสักระบบหนึ่งเพื่อดูแล พี่น้องประชาชนของเราให้มีความเท่าเทียมกัน หลักการคิดในสมัยเมื่อ ๑๐ ปีก่อนนั้นก็คือว่า ข้าราชการก็มีกองทุน มีคนดูแล หลักของสำนักงาน หลักประกันเกี่ยวกับกรมแรงงานนะครับ สปช. สำนักงานประกันสังคมแห่งชาติ เขาก็มีกองทุนของเขาดูแล เพราะฉะนั้นพี่น้อง ๔๗ ล้านคน ก็ควรจะมีคนดูแลบ้าง อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ อันนี้เป็นหลักการที่ถูกต้องและดี แต่เมื่อ สปช. ได้ถูกตั้งขึ้น และมีหลักปรัชญาในการทำงานที่จะนำเอาความเท่าเทียมกัน มาเป็นหลักยึด เอาประสิทธิภาพของระบบ เอาคุณภาพ ในส่วนข้อ ๒ และข้อ ๓ ผมเห็นด้วยครับ แต่ในส่วนของข้อที่ ๑ คือความเท่าเทียมกันเป็นปัญหาทางความคิด เหตุที่ผมพูดอย่างนี้ ก็เพราะว่าการที่จะเอาความเท่าเทียมกันมากำหนดชะตากรรมชีวิตว่าใครจะยืนยาว หรือสั้น หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นผลจากการรักษาพยาบาลเราต้องย้อนกลับไปดูธรรมชาติของมนุษย์ ก่อนครับ มนุษย์กลัวตายนะครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นความกลัวตายของมนุษย์ มันก็จะดิ้นรน ในสมัยก่อนผมเชื่อว่าผู้ที่คิดระบบก็ทราบข้อมูลเช่นเดียวกับผมละครับ ขายไร่ ขายนา ขายควาย ส่งคนไปทำงานต่างประเทศ เก็บเงินมาเพื่อซื้อยาให้พ่อ ให้แม่ ให้ปู่ย่าตายายรักษา เขาต้องการให้มีชีวิตยืนยาวครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเอาหลักของ สปสช. หลักความคิดที่ว่าทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ก็เลยเป็นหลักที่ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ต้องมารับงานจาก สปสช. โดยที่ สปสช. มันผิดหลัก ก็คือว่าแทนที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ โรงพยาบาลของรัฐอย่างเดียว แทนที่จะส่งเงินให้กับโรงพยาบาลรัฐโดยตรง ไม่ส่งครับ ส่งไปสู่กองทุนสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมาถึง ณ วันนี้นะครับ เมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผมมีความคิด ตกผลึกแล้วครับ ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ที่ผมกล้าพูดผิดพลาดท่านประธานคงทราบนะครับ งบประมาณมันบานเบอะขึ้นไปทุกปี ใกล้ ๓,๐๐๐ บาท คุณภาพเท่าเดิม เสียงเรียกร้อง ยังมีมากเท่าเดิม และไม่ตอบสนองกับคนชั้นกลาง หรือคนที่พอจะมีเงินได้ เราลองหัน กลับไปดูพรรคประชาธิปัตย์นะครับ พรรคประชาธิปัตย์ก็คือพรรคผู้แพ้เมื่อการเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๔ ถ้าจะพูดก็คือแพ้อย่างถล่มทลายเช่นเดียวกัน หลักของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือหลักว่าเมื่อมนุษย์กลัวตายใช่ไหมครับ แต่ขณะเดียวกันก็มีความรักอิสระและเสรีภาพ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดระบบอะไรนะที่จะมาช่วยสนองตอบต่อนโยบายอันนี้ ก็เคยคิดระบบ บัตรครอบครัว ๕๐๐ บาทต่อครอบครัวต่อปี มาแสดงอะไรครับ แสดงถึงการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน แสดงให้เห็นถึงว่าเมื่อท่านมีบัตรนี้แล้วก็มีสิทธิที่จะเข้าไปรักษา โรงพยาบาลของรัฐได้ตามสิทธินั้นที่สิทธินั้นรับรอง มีความเสรีภาพในการที่อยากจะใช้ยา ตัวใดตัวหนึ่ง หรือยาที่หมอแนะนำ อันนี้ก็สามารถที่จะใช้ได้ นี่ก็คือสิ่งที่เป็นข้อแตกต่าง หันมาดูผู้ที่ให้บริการ แพทย์ พยาบาล ก็ดูมีความสุข ไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องของการดูแล เรื่องงบประมาณทางการเงิน การใช้ยาไม่ถูกจำกัดกั้น อันนี้เรามองดูในแง่ดี แต่ในขณะเดียวกันระบบของพรรคประชาธิปัตย์อาจจะหลุดไปตรงที่ว่าแล้วคนยากจนล่ะ เขาจะมีช่องทางที่ไหน มันมีคำตอบครับ คำตอบอยู่ในระบบของพรรคประชาธิปัตย์คิด นั่นก็คือว่าผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส เด็กพิการแต่กำเนิดใด ๆ ก็ตามเรามีระบบรับรองด้วยระบบ สังคมสงเคราะห์ ท่านประธานครับ ผลจากการเปลี่ยนแปลงการดูแลระบบสุขภาพ ของพี่น้องประชาชนจากปี ๒๕๔๔ มาถึงปัจจุบัน สภาพที่สะท้อนให้เห็นนอกจากปัญหา ทางด้านการเงินที่มีโรงพยาบาลรัฐบาล ๘๐๐ กว่าแห่งขาดทุนเป็นจำนวนมาก หลายร้อยโรงพยาบาลยังไม่สามารถที่จะมีอนาคตดูแลโรงพยาบาลของตัวเองได้อย่างไร ถ้าท่านประธานจะมาดูธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าบ้านของตัวเองมันก็ร่อยหรอลงทุกวัน ทรุดโทรมลงทุกวัน มันมีกำลังใจที่จะดูแลผู้ป่วยไหมครับ ขณะเดียวกันพรรคการเมือง ก็ไปประกาศโฆษณาเอา โฆษณาเอาว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ทุกเวลา ไปเวลาไหนได้เวลานั้น ปัญหามันล่มเพราะตรงนี้ครับ มันล่มเหมือนกับโทรศัพท์ที่เราใช้กันเป็นหมื่นเป็นแสนสาย มันก็ล่ม นี่ละครับคือปัญหาของแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีวิทยา ระยะเวลาที่ควรจะได้นอน ควรจะพักผ่อน เป็นช่วงเวลาที่จะต้องดูแล เฉพาะคนไข้ฉุกเฉิน ก็มีคนไข้มาใช้สิทธิ ๓๐ บาท เพราะเขาบอกว่ารัฐบาลบอกแล้วว่า ใช้ได้ตลอดเวลา ทุกที่ทุกแห่ง ไปที่ไหนไม่ต้องเสียเงิน เสียแค่ ๓๐ บาท สรุป ๑๐ ปีที่ผ่านมา ระบบนี้ล่มสลายลงโดยประชาชนมีสิทธิแต่ผู้ให้บริการล่มสลาย มันถึงเป็นเหตุทำให้ ขาดกำลังคน ขาดกำลังเงิน ขาดกำลังใจในการที่บ้านตัวเองร่อยหรอลงทุกวัน ผมชื่นชมนะครับ ครั้งแรก เพราะว่าเป็นการให้สิทธิพี่น้องประชาชน ดีครับให้สิทธิพี่น้องประชาชน การขยายสิทธิพี่น้องประชาชน ที่ผมได้เคยอภิปรายในรัฐธรรมนูญมาแล้วว่าประชาธิปไตย ตัวชี้วัดตัวหนึ่งก็คือตัดสินกันด้วยการให้สิทธิเสรีภาพ ในการที่พรรครัฐบาลที่ชนะ แล้วดึงนโยบายตัวนี้มา แล้วก็นำเอาความเท่าเทียมกันหรือความเสมอภาคกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นหัวใจ ระบอบประชาธิปไตยหัวใจเขา คือ เขาอยากจะให้เกิดเสรีภาพ เกิดสิทธิ เกิดความเสมอภาค และที่สำคัญเมื่อระบอบ ประชาธิปไตยตั้งต้นเกิดขึ้นแล้วต้องตอบสนองต่อการมีภราดรภาพ ก็คือการเป็นเพื่อนกัน เป็นญาติกัน ดูแลกันอย่างมิตรภาพ ท่านประธานครับ ผลจากการรักษาที่ขัดแย้งกับปรัชญาชีวิตมนุษย์ ที่ผมเรียนให้ท่านทราบ มันก็ทำให้ระบบนี้ไม่พัฒนาเท่าที่ผู้ที่คิด ผมเชื่อนะครับ ผมเคารพ ท่านเป็นคนดีครับ คุณหมอเป็นคนที่เสียสละแล้วก็ตั้งใจดี แต่เมื่อเรามาดูการคิดในเชิงที่ ท่านได้คิดนั้นซึ่งผมยังเคารพอยู่นะครับ ยืนยันว่ายังเคารพอยู่แม้ท่านจะเสียชีวิตไปแล้ว และมาผูกโยงใยกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเราก็จะเห็นว่าหลักในแนวของนโยบาย หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินี้อธิบายโดยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็จะเห็นว่าเป็นหลัก ที่เหตุผลพอจะรับได้แต่ไม่สมบูรณ์ เพราะไปใส่ความเสมอภาคเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ซึ่งมนุษย์เรา กลัวตายครับ พอมีคนหนึ่งพูดว่าอยากจะใช้ยาดี ๆ ถ้าไปโรงพยาบาลรัฐบาลที่เป็นประกันสุขภาพ แห่งชาติ หรือผู้นั้นเป็นผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไปซื้อยาข้างนอกใช้ไม่ได้นะครับ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติบอกว่าต้องมีความเสมอภาคนะครับ
ท่านครับ ขอโทษนิดหนึ่ง ขณะนี้เรากำลังรับทราบงบดุลและรายงานการใช้จ่ายเงินกองทุน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิ่งที่คุณหมอได้อธิบายนี่ผมอยากจะขอให้อยู่กรอบ ในประเด็นที่เขาทำรายงานการใช้จ่ายเงินมาให้ดู แล้วก็คุณหมอใช้เวลาไปแล้ว ๑๕ นาที ซึ่งท่านสมาชิกแต่ละท่านก็ได้ ๑๐ นาที ขอความกรุณาว่าเอากระชับหน่อย ท่านให้เหตุผล มีเหตุผล แต่เหตุผลของท่านมันเยอะนะครับ ขอกระชับนิดหนึ่งเพราะว่ายังมีคุณหมอเชิดชัย รออยู่ ท่านก็เขียนโน้ตขึ้นมาบอกว่าผมรอตั้ง ๒ ชั่วโมงแล้วอย่างนี้นะครับ ขอความกรุณา นิดหนึ่งครับ เชิญครับ
กราบขออภัยด้วยนะครับท่านประธานครับ เผอิญเมื่อสักครู่นี้ผมเพิ่งทราบว่ามีเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปรายอีก ๒ ท่าน คือ ท่านเทอดพงษ์และท่านจุติ แล้วท่านได้มาอนุญาตให้ผมใช้สิทธินี้นะครับ ผมจะขอใช้สิทธิ ที่ทั้ง ๒ ท่าน
คืออย่างนี้ครับ เอาเฉพาะสิทธิของท่านเพราะว่าสุดท้ายมีคุณหมอเชิดชัย แล้วผมก็จะให้ ทางคณะผู้ชี้แจงได้ชี้แจงก็ถือว่าที่ประชุมแห่งนี้รับทราบรายงาน แล้วก็จะไปรับทราบ ในเรื่องอื่นซึ่งเราได้บรรจุระเบียบวาระไว้แล้วนะครับ คุณหมอเชิดชัยท่านสุดท้ายนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมก็จะพยายาม อย่างที่สุดแล้วครับ แต่ในขณะเดียวกันผมก็คงขอใช้สิทธิดังที่ผมเรียนให้ท่านประธานทราบนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมก็เกรงใจทุกท่านจริง ๆ ครับ แต่ในกรอบของที่ผมพูดผมต้องการสะท้อน ให้ผู้ตรวจสอบบัญชีรายงานต้องการให้ทราบว่ามันมีการโยงใยกันอย่างไรกับวิธีการปฏิบัติงาน ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกับโรงพยาบาลต่าง ๆ ผมต้องการพูดในเชิงสัมพันธ์นี้นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านเอาเรื่องเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันมาใช้ในระบบโรงพยาบาล มันก็เลย ทำให้ระบบมันขัดข้อง คนทำงานก็ไม่มีความสุข พยาบาล หมอ ก็อย่างที่เรียนให้ทราบแล้ว เมื่อประกอบกับเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาโยงใยเราก็พบว่าหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีปัญหา มีปัญหาในเรื่องที่ว่าเป็นการทำของที่ดีนะครับ ผมเน้นว่าของที่ดี เป็นการทำที่ดี ย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ แต่มันสุดโต่งไปหน่อยครับ อันที่ ๒ มีเหตุผลพอรับได้ อันที่ ๓ ระบบนี้ ไม่น่าจะมั่นคงยั่งยืน เพราะขณะนี้ยืนยันว่าหลายโรงพยาบาลขาดทุน เพราะฉะนั้น ในด้วย ๓ เหตุใหญ่ ๆ สุดโต่ง เหตุผลพอรับได้ แต่รับไม่ได้ก็คือความเสมอภาค และมันสะท้อนกลับมาดังที่ว่ามันไม่มั่นคงและยั่งยืนดังที่พวกเราทราบ ท่านประธานครับ ถ้าผมจะพูดถึงเรื่องนี้ ผมก็อยากจะขอให้กลับมาอยู่ในระบบที่เหมาะสมที่สุด การที่จะมาอยู่ ในระบบเหมาะสมที่สุดผมก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการเชิญแพทย์ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยหลักประชาธิปไตย เรามาปรึกษาหารือกันดูว่าจะหาแนวทางใดดีเพื่อที่จะรักษาสิ่งที่ดี ๆ นี้ไว้ ให้ดีแบบเหมาะสม ไม่ใช่ดีเพราะเพื่อพรรคการเมือง ผมต้องยอมรับนะครับว่ามันเป็น ธรรมชาติของพรรคการเมืองทุกพรรคละครับที่อยากจะหาเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เป็นธรรมชาติครับ เราอย่าไปว่าใคร ทุกพรรคละครับ ถามว่าเป็นสิ่งดีไหม สิ่งดีเช่นเดียวกัน แต่พรรคการเมืองจะต้องตอบสนองกับผลประโยชน์ของประเทศชาติที่ว่าใครดีกว่ากัน และดีกว่ากันในแง่ไหน และเกิดความยั่งยืนมั่นคงต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการที่ สปสช. ได้ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในโรงพยาบาล ก็เป็นสิ่งที่ผมได้พูดไปแล้วว่าเกิดความคับข้องใจทั้งฝ่ายแพทย์รักษาพยาบาลและฝ่ายคนไข้ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นคนไข้เมื่อไปใช้โรงพยาบาล แล้วเกิดผลมันไม่ดีก็ทำให้เขา ต้องเสียเงินไปสู่ภาคเอกชน ดัชนีชี้วัดที่สำคัญว่าถ้านโยบายนี้สำเร็จจริงทำไมโรงพยาบาลเอกชน ถึงเปิดกันเป็นดอกเห็ด และผลประกอบการของโรงพยาบาลขณะนี้ดูแค่ตลาดหลักทรัพย์ครับ เจริญทุกโรงพยาบาลครับ เพราะฉะนั้นถ้าหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นหลักที่ทำให้ คนเกิดความศรัทธา ความศรัทธานี้ต้องมีปัญญานะครับ ไม่ใช่ถูกหลอกล่อ หลอกลวงนะครับ มันก็จะทำให้โรงพยาบาลเขาตั้งอยู่ได้ โรงพยาบาลเอกชนไม่มีทางหรอกครับที่จะ ขยายขอบเขต ขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนขยายขอบเขตนับวันนับคืนไปเรื่อย ๆ เพราะระบบนี้ ผมมั่นใจว่าล้มเหลวครับ
ท่านประธานครับ ในสิ่งที่เรื่องดี ๆ ในการขยายสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ ผมเห็นว่ามีเรื่องที่น่าทำอีกมากมายนะครับ ผมคงไม่ใช่เพียงแค่ติอย่างเดียวละครับ ผมก็คงที่จะต้องชมเชยด้วยนะครับ ขณะนี้รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขชื่นชมกับการให้สิทธิผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการป่วย หรือการได้รับบาดเจ็บ มีการโฆษณาไปทั่ว ได้เริ่มทำ เข้าใจว่าเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ที่ผ่านมา เป็นของดีครับ แต่เป็นของดีที่ทำให้เกิดความบาดหมางและขัดแย้งกันระหว่าง ผู้รับบริการกับผู้ให้บริการ ขัดแย้งกันอย่างไรครับท่านประธาน ความหมายคำนิยาม ที่หมอที่ออกตรวจห้องฉุกเฉิน กับสิ่งที่ประชาชนไปใช้บริการมันความหมายไม่ตรงกัน ในความหมายคำนิยามของคำว่า ฉุกเฉิน มันมีความหมายว่าผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติคือผู้ป่วย ที่บาดเจ็บกะทันหันที่มีภาวะคุกคามต่อชีวิต หากไม่ได้รักษาทันที เพื่อแก้ไขระบบหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทมีโอกาสเสียชีวิตสูง หรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น หัวใจหยุดเต้น หายใจไม่ออก หอบรุนแรง หยุดหายใจ ภาวะช็อก ชักจนตัวเขียว ผมขีดเส้นหมาย คำว่า ชักจนตัวเขียว ถ้าเกิดญาติชักจนตัวเขียว
ประทานโทษครับคุณหมอ ขณะนี้คุณหมอใช้เวลาไป ๒๐ นาทีแล้วเกินที่กำหนดไว้ให้ท่านละ ๑๐ นาที ขอความกรุณาให้สรุปนะครับ มีท่านอื่นที่อยากขอใช้สิทธิในการแสดง ความเห็นด้วยนะครับ
ที่เพื่อนสมาชิกให้สิทธิผมนี่ใช้ไม่ได้ ใช่ไหมครับ
ไม่ได้ครับ เป็นสิทธิที่ประธานจะชี้ให้นะครับ
ผมเข้าใจผิดครับ ผมเคยเห็นว่ามีบางครั้ง มีให้ขอสิทธิได้
ไม่ได้ครับ ไม่ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวท่านอื่นพูดเสร็จก็ ท่านสมาชิกบอกจะให้สิทธิทุกคน วันนี้ก็ไม่จบนะครับ
ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน
ขอความกรุณาคุณหมอสรุปด้วยนะครับ
สรุปก็คือว่า เมื่อคนไข้ชักจนตัวเขียว ไปแล้วนี่นะครับ ไปโรงพยาบาลทะเลาะกันละครับ หมอบอกว่าอันนี้มันไม่ใช่ฉุกเฉิน คนไข้บอกใช่สิเมื่อครู่มันชักตัวเขียวอยู่ที่บ้าน คนไข้เอาเอกสารนี้มา นี่ครับคือปัญหาครับ ปัญหาเกิดขึ้นที่ไหนครับ ที่โรงพยาบาล หมอ พยาบาล ต้องออกมารบกับสิทธิที่นักการเมือง ให้ครับ สิทธิเป็นของดีผมชื่นชม แต่การที่สิทธิจะเป็นของดีได้ต้องอยู่ในภาวะเหมาะสม แล้วแต่ว่าเราจะโยนสิทธินั้นไปให้อยู่ในกลุ่มของอาชีพใด อยู่ในลักษณะไหน ถ้าผมบอกว่า รัฐบาลนี้น่าจะให้สิทธิกับพี่น้องประชาชนที่เขาเสียสละที่ให้ทางน้ำท่วมไหลผ่าน โดยรัฐบาล สร้างหลักประกันไว้ ให้สิทธิไว้ว่าเอาเลยถ้าน้ำท่วมเป็นทางผ่าน ผ่านท่าน ๓ เดือนผมจะให้เลย สิทธิน้ำท่วมดังกล่าวเดือนละกี่หมื่นบาทกี่แสนบาท ทำอย่างนี้ครับเป็นการทำสิทธิ เป็นการสร้างสิทธิที่ดี หรือถ้าอย่างว่าเราเห็นว่าบุคลากรของประเทศไทยขณะนี้อยู่ในสังคม ที่เป็นสังคมคนแก่ เราอยากจะให้มีลูกที่มีเด็กมีประสิทธิภาพขึ้น ให้สิทธิเลยครับ แทนที่จะ ให้รถคันใหม่ ก็บอกว่าหนุ่มสาวที่แต่งงานเดี๋ยวนี้ขอให้มีลูกเลยภายใน ๓ ปี ๔ ปี แล้วเมื่อ มีลูกแล้วรัฐบาลจะมีอาหารเสริมที่ทรงพลังให้เกิดปัญญาไม่ให้ใครถูกล่อลวง หลอกลวงง่าย เพื่อให้เป็นพลเมืองของชาติที่มีปัญญา อย่างนี้จะมีประโยชน์กว่าไหมครับ หรือให้สิทธิ กับคนท้องทุกคนในการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพ ให้ยาบำรุงครรภ์เพื่อให้เด็กที่ออกมาดีกว่า มีประสิทธิภาพดีกว่า อย่างนี้จะดีกว่าไหมครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานให้ผมสรุป ผมก็คงไม่ต้องเสียเวลาสรุปแล้วครับ ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏอยู่ตามที่ผมพูด ผมสรุปไม่ได้แล้วครับ แต่ผมยืนยันว่าใครอย่าไปพูดว่าหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินี้เป็นหลักที่วิเศษสุด ผมก็คงต้อง เถียงสุดตัว และขออภิปรายหรือเสวนาทุกวงการครับ ขอขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอเชิดชัยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่น ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ มีอยู่ข้อหนึ่งเหมือนกันนะครับ คือบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน แล้วก็ต้องได้รับอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าการแปลงกฎหมายมาเป็นแง่ปฏิบัติ ต้องยกย่องท่านทักษิณ ชินวัตร เพราะว่าผมมีโอกาสได้ไปร่วมกับ สปสช. ในปี ๒๕๔๕ นี่ละครับ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ก็คือเรื่องการรักษาโรคหัวใจ โรคหัวใจเป็นปัญหาที่แต่ก่อนประชาชนที่จน ถึงไม่จนถ้ามีปานกลางก็จนเหมือนกันครับ เพราะว่ามันแพงครับ หลังจากรักษาเสร็จก็อาจจะ เสียชีวิต ยิ่งแย่ไปอีกครับ เพราะมันรักษายาก มีผู้ป่วยรอ ๒ ปีแล้วเสียชีวิต อันนี้เป็นปัญหา ที่ว่าตอนนั้นก็เลยมีกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ. อันนี้ ก็ได้ มาใช้ทันกาล ท่านประธานครับ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคนี้ช่วยคนจนจริง ๆ แต่คุณหมอ อาจจะงานหนักขึ้น เป็นเพราะว่าอะไรครับ เมื่อคนรู้ว่ามีหลักประกันสุขภาพ มารักษาด้วยความมั่นใจขึ้น ภาระหมอก็มากขึ้นซึ่งอันนี้ต้องไปแก้อย่างอื่นนะครับ ที่เรารู้อยู่แล้วนะครับ ต้องเพิ่มแพทย์ ให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมนะครับ หมอก็เป็นคนนะครับ ไม่ใช่กินน้ำประปา หรือกินแกลบนะครับ ท่านประธานครับ งบจาก ๙๐๐ บาท ขึ้นมาเป็น ๒,๗๐๐ บาท ในปีนี้นะครับ แต่ที่รายงาน ๒,๔๐๐ บาท หลักการมันจะอยู่ที่ว่า สปสช. เป็นผู้ซื้อบริการ เหมือนนายประกัน กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ให้บริการ มันดีอย่างไรครับ ที่ผมไปร่วม ใน ๓๐ บาทรักษาทุกโรคแล้วผ่าตัดหัวใจ ตอนนี้ได้ขยายศูนย์การผ่าตัดหัวใจทั่วประเทศนะครับ บังเอิญผมได้เป็นกรรมการทั้งของ สปสช. และของกระทรวงสาธารณสุขเป็นกลุ่มเดียวกัน ก็เลยทำให้งานมันราบรื่นขึ้น ท่านประธานครับ คนอายุยืนขึ้น เงินถูกลง งบมันก็ต้องเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องปกติ การที่มี สปสช. ดีอย่างก็คือทำให้มีการริเริ่มงานต่าง ๆ ที่เราไม่คิดว่าจะมีก็ได้ เกิดขึ้น กระตุ้นให้กระทรวงสาธารณสุขได้ตื่นจากภวังค์ครับ คิดว่าแต่ก่อนตั้งงบเอง เสนอเอง อนุมัติเอง การตรวจสอบมีน้อย ก็ทำให้มีการระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินแล้วก็ทำให้ การใช้จ่ายเงินมีประสิทธิภาพ ถึงจะมีการบ่นในระยะแรกแต่ตอนหลังก็ปรับดีขึ้น ต้องทนครับ ประเทศไทยยังจนอยู่ การมีการรักษาที่เหมาะสมซึ่งในอารยประเทศเขาเริ่มทำกันนะครับ คือการรักษาโรคที่เป็นเฉพาะทาง เช่นที่เหลืออยู่ในปัจจุบันนี้ ก็คือเอชไอวี โรคเอดส์นะครับ แล้วก็โรคไตวายเรื้อรัง โรคเรื้อรังต่าง ๆ แล้วโรคค่าใช้จ่ายสูงอื่น ๆ อันนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพราะว่าพวกเหล่านี้ควรจะได้รับการคุ้มครองนะครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ดีคือกระตุ้น ให้กระทรวงสาธารณสุขจัดการรักษาเป็นระบบเครือข่าย มีท่านสมาชิกอาจจะพูดว่าอย่างนั้น อย่างนี้นะครับ แต่หลังจากที่ผมยกตัวอย่างโรคหัวใจได้ไปสร้างเครือข่ายตั้งแต่อนามัย ไปถึงโรงพยาบาลที่ใหญ่ ๆ เทอร์เชียรี แคร์ ก็คือตติยภูมิ หรือซูเปอร์ เทอร์เชียรี แคร์ (Super tertiary care) ก็คือพวกศูนย์พิเศษต่าง ๆ นี้นะครับ ทำให้มีการส่งต่อผู้ป่วย แล้วอย่างสะดวก แล้วก็มีมาตรฐาน แล้วอีกอันหนึ่งก็คือได้ดึงเอานักวิชาการที่อยู่ นอกกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไข กระทรวงสาธารณสุขต้องขออนุญาต นิดหนึ่งครับ ท่านรัฐมนตรีนะครับ ฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีต้องให้คนอื่นเขาไปชี้ด้วย นะครับ เพราะมันคิดคนละแบบ ท่านประธานครับ หมออยู่ในกระทรวงสาธารณสุข เกือบครึ่งประเทศ แต่หมอที่ไม่ได้อยู่ในกระทรวงก็เกือบครึ่งเหมือนกันนะครับ คิดเหมือนกัน แต่คนละระบบครับ แต่การแก้ไขปัญหาอาจจะต่างกัน วิธีอาจจะแก้กัน ก็เหมือน แผนกเซ็นเตอร์ (Center) นี่ครับเข้าไป เราก็เสนอเข้าไป สปสช. ก็ทำไป กระทรวงก็โอเค (OK) ก็ดีนะครับ ก็ทำให้กระทรวงสาธารณสุขได้มีการพัฒนาไป ยกตัวอย่างนะครับ กระทรวงไปจำกัดเรื่องอัตรากำลังต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามจีไอเอส (GIS) เราว่าจีไอเอสมันอะไร คนที่จำเป็นอยู่ที่นี่ก็ต้องสนับสนุนเขา ที่ไม่จำเป็นก็ไปให้ทำไม อย่างนี้ เป็นต้น ต้องมีการปรับกันนะครับ ซึ่งก็เป็นที่มาของการแก้อะไรของกระทรวงต่าง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ กระทรวงสาธารณสุขเสียอย่างเดียวคือปรับตัวไม่ทันกับวางแผน ต้องวางแผนนะครับ ท่านประธานครับ ผมดูในงบรายงานแล้วครับ ที่ผมยกย่องก็คืองบ ตามมาตรา ๔๑ นะครับ ซึ่งคิดว่าจะใช้เยอะ ปรากฏว่ามันได้เยอะจริง ๆ นะครับ อันนี้งบ ที่ว่าเยียวยาผู้ป่วย อันนี้เป็นการช่วยผู้ป่วยจริง ๆ แล้วก็ช่วยแพทย์ไม่ให้ถูกฟ้องร้อง อันนี้ เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ซึ่งถ้ามีการประยุกต์พัฒนาไปใช้เพิ่มขึ้นจะมีประโยชน์นะครับ
ท่านประธานครับ ขอเพิ่มนิดหนึ่งนะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผมเห็น สปสช. อนาคตอาจจะบานปลายก็คือการประสานงานนะครับ โดยเฉพาะกับผู้หลักผู้ใหญ่ ในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพวกนี้อยู่บนหอคอยนะครับ แล้วเป็นแพทย์รุ่นเก่า เดี๋ยวนี้ เขาเปลี่ยนไปเยอะนะครับ ในการบริการสาธารณสุขที่ต่างจังหวัด ต้องลงไปดูพื้นที่ แล้วต้องทำจริงนะครับ ท่านอาจจะอยู่โรงพยาบาลอำเภอเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ๒๐ ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้มาเป็นผู้บริหาร มันเปลี่ยนไปนะครับ ความคิดความอ่านคุณหมอรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไป เขาต้องการการบริการที่มีคุณภาพ ต้องการชีวิตเหมือนปุถุชน ต้องการค่าตอบแทน ที่เหมาะสม เห็นไหมครับ ต้องให้
ท่านประธานครับ อีกอย่างหนึ่งก็คือการปรับดีอาร์จี ผมเคยพูดว่าไอซีดี-ไนน์ (ICD-9) นะครับ ก็คือค่าตอบแทน มันมีไอซีดี-เท็น (ICD-10) นะครับ ตามโรค แล้วก็ไอซีดี-ไนน์ ก็คือหัตถการ เราเก็บไปแล้ว ในเรื่องพวกนี้หัตถการต้องเอาไปตอบแทนคุณหมอนะครับ ไม่ใช่เอาไปใช้อย่างอื่น ต้องเขียนระบุไปเลยว่าไอซีดี-ไนน์ ส่วนหนึ่งต้องเป็นค่าตอบแทนแพทย์ ถึงจะเหมาะสมนะครับ คุณหมอเขาก็ไม่ใช่มาทำบุญนะครับ เขาก็ต้องการไปทำอย่างอื่นด้วย
ท่านประธานครับ บัตรทองที่เริ่มฉุกเฉินแล้วใช้ทุกที่ ทุกสิทธิ ดีนะครับ แต่ผมอยากให้มันกระจายไปทุกอย่าง ทุกที่ เพราะปัญหาของเราตอนนี้คือยูซี (UC) บัตรทอง มันเป็นเขต ข้ามเขตก็ลำบาก แล้วปัญหาปัจจุบันนี้ความเป็นจริงก็คือคนไปหากินที่อื่น เยอะแยะ เขาไม่ได้กลับบ้านหรอกครับ แต่เขาต้องมีสิทธิ ไปอยู่ที่อื่นมันลำบาก ควรจะหาทาง ให้เขาใช้สิทธิเหล่านี้ได้ทุกที่ในประเทศ อีกอย่างก็คือการรักษาโรคบางอย่างที่มันจำเป็น ต้องไปบางที่ อย่าไปบังคับเขาเลยนะครับ ให้เขาไปรักษาได้ตามที่เหมาะสม เช่น การผ่าตัดหัวใจ ถ้ายังไม่ให้เขาไปที่ศูนย์ผ่าหัวใจได้เลยโดยตรง ไม่ดีครับ คนไข้อาจจะคล้าย ๆ ไม่ถูกรีเฟอร์ (Refer) ไป ไม่ถูกส่งตัวไป ทำให้เสียชีวิตได้
ท่านประธานครับ อีกอันหนึ่งก็คือการจัดซื้อจากส่วนกลางมันก็มีทั้งมีดี มีเสีย ท่านประธานทราบไหมครับ หลังจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยมาเป็น พรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับแผนกเอคเซลเลนท์ เซ็นเตอร์ (Excellent center) แล้วมาเป็น งบไทยเข้มแข็งอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ งบประมาณเกี่ยวกับพวกนี้ กรรมการที่อยู่ นอกกระทรวงเขาไปช่วยดู ไปตรวจเยี่ยมหน่วยต่าง ๆ มีการวางแผนแล้วว่าแต่ละที่ แต่ละที่ ควรจะมีงบเท่าไรที่เหมาะสมกับคน ควรจะมีเครื่องมืออะไรที่เหมาะสม ไม่ใช่ไปตามใจแพทย์ ที่อยากจะใช้อะไรตามใจตัว ไม่ได้ แต่ต้องเหมาะสมเป็นกลางด้วย เพราะว่าประเทศเรา ไม่ได้ร่ำรวยนะครับ พอเสร็จไปแล้วไม่มีคนดูแล ผลก็คือก็ซื้อเหมือนกับสมัยเก่า ก็ซื้อเครื่องมือไปแล้วไม่มีแพทย์ใช้ เครื่องมือเหล่านี้มันก็แพงนะครับ ซึ่งอย่างนี้ไม่ถูกต้อง
ท่านประธานครับ ยังมีอีกอย่างหนึ่งนะครับ โรงพยาบาลชายแดนต่าง ๆ ติดกับประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเขมร พวกนี้ควรจะดูแลเขาเป็นพิเศษหน่อย เพราะว่าพอไปตรวจเยี่ยมเขาแล้วพวกนี้มีปัญหา ต้องรับภาระเพิ่มขึ้น
อีกอันหนึ่งนะครับ ก็คือโรงพยาบาลเอกชนต่าง ๆ ท่านประธานครับ เตียงของโรงพยาบาลเอกชนมีว่างเยอะนะครับ แต่เตียงของโรงพยาบาลรัฐบาลไม่ว่างนะครับ โดยเฉพาะทางอีสานกับทางเหนือ ทางใต้ก็เช่นเดียวกันครับ ต้องเสริมเตียง เพิ่มเตียง อยู่ข้างลิฟต์ก็มี ผมอยากจะให้ไปคุยกับเอกชนนะครับ ปรับราคาให้เหมาะสม เขาจะได้มาช่วยบริการ ท่านประธานครับ ผมคิดว่านโยบายของ สปสช. มันเป็นสิ่งที่ชอบธรรมนะครับและเป็นสิ่งที่ จำเป็นของมนุษย์เพราะว่าเป็นปัจจัย ๑ ใน ๔ ที่จำเป็น ผมเห็นว่า สปสช. ต้องปรับ
อันสุดท้ายนะครับ สปสช. ได้ขยายงานมากนักนะครับ เพราะว่าเขตของท่าน คนมันเยอะขึ้น แต่คนไม่ทราบว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน อันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น ท่านต้องมีการประเมินการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมด้วย ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ครับ ๑๐ นาที แล้วต่อท่านจุรินทร์นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิง แล้วก็ขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นเสนอแนะรัฐบาลซึ่งคิดว่าจะเป็น ประเด็นที่เป็นประโยชน์ครับ แล้วก็ไม่ยาวนักครับท่านประธานครับ
ประเด็นแรกที่เพื่อนสมาชิกเพิ่งอภิปรายเสร็จไปเมื่อสักครู่นี้ กรณีท่านบอกว่า เมื่อเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ มีงบประมาณไทยเข้มแข็งไปซื้อเครื่องมือ เหมือนสมัยเก่า ทำนองคล้ายกับว่าไม่ได้ประโยชน์นี่ ขออนุญาตกราบเรียนครับในฐานะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อผมเข้าไปนี้มีประเด็นปัญหาเรื่องการจัดซื้อนะครับ แต่ว่าภายใต้นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผมเข้าไปรับผิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เราได้มีการปรับปรุงแก้ไขรายการต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม แล้วก็เป็นไปตามความต้องการของโรงพยาบาลที่เสนอมา รวมทั้งได้มีการยกเลิกการจัดซื้อบางรายการ ที่เห็นว่าไม่เหมาะสม รวมทั้งมีการปรับปรุงราคา ปรับลดลงไปอยู่ในราคาที่เหมาะสม จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ขณะนี้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ นั้น ก็นำไปใช้เป็นประโยชน์กับโรงพยาบาลในทุกระดับ แล้วผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน ว่าไม่มียุคไหนในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาที่กระทรวงสาธารณสุขจะได้รับงบประมาณในการ ปรับปรุงก่อสร้างอาคารหลังใหม่ รวมทั้งจัดซื้อเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ ๆ ให้กับโรงพยาบาล ได้มากเท่าในยุคที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้เข้ามาดำเนินการภายใต้นโยบายงบประมาณ ไทยเข้มแข็ง ช่วยให้ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน แล้วก็สถานีอนามัย ซึ่งขณะนี้ได้ยกระดับเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แล้วก็ศูนย์บริการสาธารณสุข ในระดับต่าง ๆ ได้รับงบประมาณไปหลายหมื่นล้านบาท ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดในการจัดสรร งบประมาณเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็งอย่างน้อยแต่ละระดับก็ได้รับงบประมาณในระดับ เท่ากันหลักหมื่นล้านบาทขึ้นไปทั้งสิ้น อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนทำความเข้าใจ เป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นถัดมา เพื่อนสมาชิกบางท่านได้แสดงความเป็นห่วงว่าในระบบ ประกันสุขภาพนั้นทำอย่างไรที่จะให้สามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวได้จริง ๆ และประเด็น ปัญหาสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชนจะทำอย่างไร ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน พร้อมทั้งเสนอแนะไปยังกระทรวงสาธารณสุขว่า ความจริงนโยบายบัตรประชาชนใบเดียว รักษาฟรี ๔๘ ล้านคนเริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพราะเราเห็นว่าการที่จะให้ประชาชนเข้าไปรักษาฟรีโดยใช้บัตรประชาชนคู่กับบัตรทองเป็น การสร้างภาระเกินสมควรให้กับประชาชน ทำให้เกิดความยุ่งยาก ประชาชนบางคน พกแต่บัตรประชาชนไป เมื่อเข้าไปขอรับบริการรักษาฟรีต้องถูกเรียกหาบัตรทองอีกใบหนึ่ง ถ้าลืมเอาบัตรทองมา ที่สุดรักษาไม่ได้ต้องกลับบ้านไปเอาบัตรทองมาอีก ๑ ใบ ตรงนี้จึงเป็น เหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงเริ่มต้นนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาฟรี ๔๘ ล้านคน ทั่วทั้งประเทศได้ แล้วก็ในยุคนั้นก็ได้เริ่มต้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผมอยากให้รัฐบาล ได้คงนโยบายนี้ไว้และดำเนินการแก้ไขปัญหาถ้ามีให้เกิดความชัดเจน เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยต่อเนื่องต่อไป สำหรับคนที่ไม่มีบัตรประชาชนไม่มีปัญหาเลยครับ เช่น เด็กที่ยัง ไม่ทำบัตรประชาชนก็ให้สามารถที่จะใช้สูติบัตรหรือใช้สำเนาทะเบียนบ้านแทนบัตรประชาชนได้ เพราะฉะนั้นบัตรประชาชนใบเดียว หรือสูติบัตรใบเดียว หรือสำเนาทะเบียนบ้านใบเดียว ก็สามารถใช้รักษาฟรี ๔๘ ล้านคน สำหรับประชาชนที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพได้ อันนี้ ก็คือประเด็นที่ขอให้ความเห็นต่อกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล
ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกมีความเห็น เช่น บางครั้งเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้น ในหมู่บ้านชุมชน แล้วก็ไม่สามารถที่จะหาพาหนะบรรทุกผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาลได้ อันนี้ผม ขอเสนอแนะไปยังรัฐบาลครับ ว่าขอให้เดินหน้านโยบายที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้เดินหน้าต่อไป นั่นก็คือเราไปสนับสนุนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินให้สามารถที่จะร่วมกับหน่วยการปกครอง ท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นนโยบายร่วมกับ สปสช. ด้วย ให้หน่วยการปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด สามารถจัดหน่วยบริการกู้ชีพฉุกเฉิน แล้วเขาก็จะมี การจัดซื้อรถพาหนะแล้วก็มาร่วมโครงการกับ สปสช. กระทรวงสาธารณสุขและสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉิน ภายใต้หมายเลข ๑๖๖๙ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นมาก็สามารถ ใช้รถของหน่วยการปกครองท้องถิ่นเหล่านี้ เช่น อบต. เทศบาลในชุมชนลำเลียงผู้ป่วย ไปยังสถานพยาบาลได้ทันท่วงทีมากขึ้น สำคัญก็คือเร่งรัดอย่างไรให้หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เข้ามาร่วมโครงการกับกระทรวง และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน สปสช. ได้มากขึ้น อันนี้ ก็เป็นนโยบายที่ขออนุญาตที่จะฝากให้ดำเนินการต่อไป
ประเด็นถัดมา ก็คือกรณีที่เพื่อนสมาชิกบางท่านพาดพิงถึงรัฐบาลที่แล้ว กรณี การกำหนดนโยบายยกระดับสถานีอนามัยขึ้นเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าอันนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดที่แล้ว และเป็นรัฐบาลเดียว ที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ สถานีอนามัยทั่วประเทศมีอยู่ ๙,๗๕๐ แห่ง เราได้ดำเนินการยกระดับสถานีอนามัยภายใน ๒-๓ ปี ขึ้นเป็นโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลครบทุกแห่ง ๙,๗๕๐ แห่งเรียบร้อย แต่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเรื่อง บุคลากรก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า ในทันทีที่เรายกระดับไม่ได้แปลว่าเรายกระดับแค่เปิดป้าย เปลี่ยนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขึ้นมาจากสถานีอนามัยเท่านั้น แต่มี เกณฑ์กำหนดอย่างน้อยข้อสำคัญข้อหนึ่งก็คือต้องมีบุคลากรครบอย่างน้อย ๔ ตำแหน่ง ตำแหน่งที่ ๑ หัวหน้าสถานีอนามัยจะได้รับการยกระดับฐานะขึ้นเป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แต่มีคนเดียวไม่พออย่างน้อยต้องมีพยาบาลวิชาชีพ แปลว่าพยาบาลที่จบปริญญาตรี หรือถ้าดีกว่านั้นก็คือพยาบาลเวชปฏิบัติ คือพยาบาลวิชาชีพ ที่จบปริญญาตรีและไปอบรมด้านการแพทย์เพิ่มเติมเป็นพยาบาลเวชปฏิบัติอีก ๑ คน เป็นคนที่ ๒ และคนที่ ๓ อย่างน้อยต้องมีนักวิชาการสาธารณสุขที่จบปริญญาตรีเช่นเดียวกัน เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นตำแหน่งที่ ๓ และตำแหน่งที่ ๔ จะเป็นใครก็ได้ระหว่างแพทย์แผนไทย ซึ่งเราบรรจุเข้าไปเป็นร้อยเดี๋ยวนี้เข้าไปอยู่ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือถ้าไม่มีแพทย์แผนไทยก็เป็นเภสัชกรชุมชน หรือเป็นตำแหน่งอื่น ๆ อย่างน้อย ๔ ตำแหน่ง จึงยกระดับขึ้นเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แต่แน่นอน ๔ คน ต่อ ๑ โรงพยาบาล รพ.สต. มันไม่พอหรอกครับ รัฐบาลชุดที่แล้วจึงกำหนดเตรียมการ สำหรับบุคลากรไว้ในอนาคต ว่าเมื่อเราพ้นจากความเป็นรัฐบาลแล้ว รัฐบาลต่อไปจะได้ ดำเนินการพัฒนาบุคลากรเพื่อไปเสริมให้กับ รพ.สต. ได้ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ อนุมัติตำแหน่งเพิ่มขึ้นเพื่อไปเสริม รพ.สต. อีก ๑๖,๐๐๐ ตำแหน่ง ตรงนี้คือสิ่งที่จะขอฝาก รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขขอให้เดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป และขอให้ถัดจากนี้ไปขอให้มี แนวนโยบายในการเดินหน้า รพ.สต. จากยุคการเริ่มต้นที่พวกผมได้เริ่มต้นไว้ไปสู่ ยุคแห่งคุณภาพ ซึ่งท่านมีโอกาสที่เข้ามาบริหารประเทศผมก็ขอเป็นกำลังใจ และขอให้ เดินหน้านโยบายนี้ต่อไป เพื่อให้ รพ.สต. ได้เป็นที่พึ่งหวังกับประชาชนในหมู่บ้านตำบล และชุมชนของประเทศต่อไป และเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิในการที่จะส่งต่อ ไปยังโรงพยาบาลชุมชนต่อไป
ประเด็นสำคัญสุดท้าย ประเด็นที่ผมเป็นห่วงสำหรับนโยบายของรัฐบาล ที่ขอฝากกับท่านประธานก็คือมี ๒ ประเด็น ที่จำเป็นต้องพูดไว้ตรงนี้
ประเด็นที่ ๑ ก็คือ กรณีนโยบาย ๓๐ บาท ขออนุญาตกราบเรียนฝากรัฐบาล ว่าผมไม่อยากเห็นเราย้อนยุคกลับไปใช้ ๓๐ บาทอีก เพราะขณะนี้เราเดินหน้ามาไกล ถึงขนาดไม่ต้องเสียสักบาท มาถึงนโยบายรักษาฟรีแล้ว ถ้าท่านย้อนกลับไปเก็บ ๓๐ บาทอีก ได้เงินไม่เท่าไรหรอกครับ เราไปตรวจสอบที่กระทรวงสาธารณสุขพบว่าเฉพาะโรงพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุขถ้าเราย้อนกลับไปเก็บ ๓๐ บาทอีกเราจะได้เงินเพิ่มอีกปีหนึ่ง อย่างดีก็พันกว่าล้านบาท เทียบกับงบประมาณที่รัฐบาลต้องจัดให้ สปสช. เพื่อไปใช้บริการ รักษาฟรีกับคนไทยทั้งประเทศปีหนึ่งประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเทียบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรย้อนยุคกลับไปอีก และข้อ ๒ ไม่ควรย้อนยุคกลับไปใช้บัตรทอง คู่กับบัตรประชาชนให้มันยุ่งยากอีก ถ้าท่านไม่ทำดีแล้วครับ แต่ถ้าคิดจะทำขอความกรุณาครับ บัตรประชาชนใบเดียวพอแล้วสำหรับการที่จะให้บริการประชาชน แล้วไม่ต้องสร้าง ความยุ่งยากให้กับประชาชนอีกต่อไป สำคัญก็คือขอให้เดินหน้าปรับปรุงต่อยอด การให้บริการประชาชน อย่างนโยบายที่ผมเริ่มต้นไว้ที่กระทรวง นโยบายโรงพยาบาล ๓ ดี บรรยากาศดี บริการดี บริหารจัดการดี ถ้าเป็นไปได้ผมรบกวนท่านเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่เพื่อผม ไม่ใช่เพื่อไปอ้างว่านี่คือผมเริ่มต้น หรือรัฐบาลที่แล้วเริ่มต้น แต่เพื่อให้ประชาชนได้รับ บริการที่ดี
ประการที่ ๒ สุดท้ายจริง ๆ ครับที่ผมเป็นห่วงก็คือนโยบายเรื่อง ๓ กองทุน ปัจจุบันนี้ระบบรักษาพยาบาลของประเทศไทยมี ๓ ระบบใหญ่ ๆ ระบบที่ ๑ ระบบ รักษาพยาบาลข้าราชการหรือที่เรียกว่า สวัสดิการข้าราชการ ระบบที่ ๒ ระบบประกันสังคม สำหรับผู้ใช้แรงงานและผู้ประกันตน ระบบที่ ๓ สุดท้าย ใครไม่เป็นข้าราชการ ใครไม่เป็น ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเหลืออยู่ประมาณ ๔๘ ล้านคน คือระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าหรือรักษาฟรีในปัจจุบัน ๓ ระบบนี้ที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน สวัสดิการ ข้าราชการอาจจะดีกว่าอีก ๒ ระบบ เพราะที่มาก็คือตอนที่เรารับเขาเข้ามาเป็นข้าราชการ เงินเดือนมันต่ำ สิ่งที่เราจะชดเชยให้กับคนที่เป็นข้าราชการได้คือคำมั่นสัญญาในสวัสดิการ เขาจะได้รับสวัสดิการสูง โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลเป็นพิเศษเพื่อชดเชยกับเงินเดือนที่ต่ำ นี่คือที่มาของสวัสดิการข้าราชการ ส่วนประกันสังคมแน่นอนไม่เหมือนข้าราชการ ไม่เหมือนรักษาฟรี เพราะประกันสังคมผู้ประกันตนจะต้องร่วมจ่าย นอกจากรัฐบาลจ่าย ๑ ใน ๓ นายจ้างจ่าย ๑ ใน ๓ ลูกจ้างต้องจ่ายอีก ๑ ใน ๓ เพราะฉะนั้นระบบสวัสดิการของเขา ในเรื่องการรักษาพยาบาลก็จะต้องพิเศษหรือมีลักษณะรูปแบบอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนที่เหลือ ๔๘ ล้านคน รัฐจัดให้เต็ม ๆ คือรักษาฟรี รูปแบบมันก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง สิ่งที่ผมเป็นห่วง และขาดความชัดเจนในนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่ารัฐบาลที่แล้วเราก็พยายาม ที่จะเข้ามาดูว่า ๓ ระบบที่ว่านี้มันจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็มีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นประธานในที่ประชุม ผมเป็น กรรมการด้วยใน สช. ปรากฏว่าตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อไปดูว่า ๓ ระบบนี้จะมี การปรับปรุงอย่างไรที่จะให้หลักประกันกับประชาชนให้ดีที่สุด แนวทางนโยบายกว้าง ๆ ก็คือคล้าย ๆ กับว่าอย่างน้อย ๓ ระบบนี้มันอาจจะเหลื่อมล้ำกันบ้าง เพราะที่มาที่ไป มันไม่เหมือนกันอย่างที่ผมกราบเรียน แต่อย่างน้อยถ้าเขาเป็นคนไทยไม่ว่าอยู่ในระบบไหน เขาจะต้องมีหลักประกันขั้นกลางที่เป็นมาตรฐานว่าเขาต้องได้รับหลักประกัน ในการรักษาพยาบาลไม่ต่ำไปกว่านี้คือมาตรฐานขั้นกลาง แล้วก็มอบให้คณะกรรมการชุดหนึ่ง ไปดำเนินการ แต่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรผมไม่แน่ใจ ผมไม่ทราบ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แจ้งผมเมื่อสักครู่ว่าน่าเสียดาย ใช่หรือไม่คณะรัฐมนตรีได้ไปมีมติยกเลิกการดำเนินการ ของคณะกรรมการชุดนี้เสียแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคตนโยบายรัฐบาลเรื่อง ๓ กองทุน คืออะไรครับ ท่านจะไปทำอย่างไร จะทำให้สูงเท่ากันหมด หรือจะไปทำให้ต่ำเท่ากันหมด หรือเดินหน้าไปอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราเป็นห่วง เพราะฉะนั้นทั้งหมดต้องมีความชัดเจน แล้วหลายฝ่ายกังวลว่าเงินก้อนใหญ่มหาศาลมันอยู่ที่สำนักงานประกันสังคม มีความประสงค์ ที่จะเอาเงินก้อนนี้ไปใช้ทำอะไรหรือไม่ อย่างไร ตรงนี้จึงควรที่จะมีคำตอบที่มีความชัดเจนต่อไป ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตสะท้อนกับท่านประธานครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่านวินัย สมพงษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ กระผมจะไม่พูดซ้ำกับท่านผู้ทรงเกียรติ ท่านผู้ชำนาญ คุณหมอหลายท่าน ที่ได้พูดไปแล้วคือกองทุนสวัสดิการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมทั้งการประกันสังคม แต่สวัสดิการข้าราชการซึ่งเป็นอีกกองทุนหนึ่งนั้น ผมขออนุญาตพูดขยายความสักนิดหนึ่ง เพราะมีคนพูดถึงเรื่องนี้ไม่มากนัก ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วกลุ่มบุคคลกลุ่มแรกในสังคมเรา ที่รัฐบาลเหลียวแลให้ยารักษาโรคปัจจัย ๔ ให้สุขภาพที่ดี ก็คือข้าราชการ ให้เพื่อชดเชย กับเงินเดือนที่น้อย ก็เอาสวัสดิการมาชดเชยนะครับ ต่อ ๆ มากลุ่มบุคคลที่ ๒ อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับสวัสดิการอย่างนั้นก็คือกลุ่มพวกลูกจ้าง คนงาน ซึ่งเป็นการประกันสังคม ส่วนกลุ่ม สุดท้ายซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ ก้อนใหญ่ ก็คือประชาชนทั่วไป ได้รับการบริการ ได้รับ ปัจจัย ๔ ยา สุขภาพดีจากโครงการ สปสช. กระผมเป็นข้าราชการเก่า เป็นข้าราชการบำนาญ เป็นทหารผ่านศึก ทุกครั้งที่ไปที่โรงพยาบาลราชการเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกครั้งที่แวะเวียน ไปที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก เพื่อน ๆ ทหารผ่านศึก แขนขาด ขาขาด เพื่อนข้าราชการเก่า ที่เกษียณแล้วก็มักจะฝากผมให้มากราบเรียนกับทางราชการกับทางรัฐบาล ผมรับปาก วันนี้ โอกาสดีครับเพราะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านได้อยู่ที่นี่ ก็อยากจะฝาก กราบเรียนให้ท่านได้ทราบ อย่างนี้ครับท่านครับ บรรดาข้าราชการเก่าที่เป็นผู้ที่เกษียณอายุแล้ว รวมทั้งข้าราชการประจำที่ยังรับราชการอยู่มีจำนวนหลายล้านคน เราได้รับการบริการที่ดี จากราชการเพราะไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลของทางการไม่ว่าที่ไหนก็เบิกตรงได้ แต่กราบเรียนถึงความไม่สะดวกบางสิ่งบางประการ ถ้าแม้ว่าทางรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลใดครับ ผมกราบเรียนรัฐบาลนี้ รัฐบาลหน้าช่วยกันคิดต่อ ๆ ไปครับ ว่าทำอย่างไรที่จะอำนวย ความสะดวกให้กับข้าราชการปัจจุบันซึ่งมีจำนวนหลายล้านคนเป็นมือเป็นเท้าของเรา ฝ่ายการเมือง ทำอย่างไรที่เราจะอำนวยความสะดวกคนที่ได้รับใช้ประเทศชาติบ้านเมือง มาถึง ๖๐ ปี เมื่อแก่เฒ่าแล้วก็ยังเหลียวแลดูแลเขา ๖๐ ปีให้เงินเดือนเขานิดเดียวครับ พอดำรงชีพอยู่ได้ แต่ชดเชยด้วยค่ารักษาพยาบาล วันนี้ผมกราบเรียนนะครับว่า ความไม่สะดวกซึ่งเป็นความในใจของทหารผ่านศึกก็ดี ความในใจของเพื่อนข้าราชการเก่า ๆ ที่เกษียณแล้วหรือที่ยังอยู่ในราชการก็ดี ทุกครั้งที่เจอผมก็คือ พันเอก วินัยช่วยหน่อย ทำอย่างไรที่พวกเราราชการเก่า ราชการปัจจุบัน ทหารผ่านศึกจะสามารถไปใช้บริการ ในโรงพยาบาลเอกชนได้ บางครั้งฉุกเฉินจำเป็นจริง ๆ ครับ จะไปโรงพยาบาลเอกชนไปได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง เขาถามว่าเบิกค่าใช้จ่ายได้ไหม เบิกได้ แต่ต้องลองเอา ใบค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลเอกชนไปเบิกหลวง ไปเบิกราชการซึ่งเรื่องอย่างนี้ ผมกราบเรียนว่าทางราชการ ทางโรงพยาบาลหลวงก็มักจะไม่รับเป็นความไม่สะดวก ผมกราบเรียนนะครับว่าถ้าเผื่อท่านทำได้จะเป็นอานิสงส์ เป็นผลงาน รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน ทำได้ ผมคิดว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญให้กับสังคม
ท่านประธานที่เคารพครับ หลายท่านพูดมามากแล้ว ผมจะไม่พูดซ้ำ ผมขอ ใช้เวลาของท่านแต่เพียงเท่านี้ ท้ายที่สุดกราบเรียนอย่างนี้ครับคนฝากมา ผมกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มี อสม.หลายจังหวัดครับ เขาแจ้งมาว่า ได้กราบเรียนท่านด้วย ๓ เดือนแล้ว ค่าใช้จ่าย อสม. เขายังไม่ได้ ท่านขอความกรุณา ได้ช่วยเขาด้วยครับ ด้วยความเคารพอย่างสูงครับท่านครับ
เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบไหม หมดแล้ว
ในส่วนของผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปราย แล้วก็แสดงความคิดเห็นต่อความห่วงใย โดยเฉพาะท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ต่อความห่วงใยในสิ่งที่เรียนตามตรงนะครับว่ารัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เราเน้นในคุณภาพในการที่สถานบริการ โดยเฉพาะ รพ.สต. โครงการใกล้บ้านใกล้ใจ ซึ่งเรียนตามตรงว่าคุณภาพที่จะเพิ่มเข้าไปในแต่ละโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลนั้นจะเป็นคุณภาพที่เต็มพร้อมไปด้วยผู้ให้บริการ โดยเฉพาะผู้มีวิชาชีพ ในแต่ละด้าน เพราะฉะนั้นความห่วงใยที่ผมรับมาต่อท่านที่มีการอภิปรายนั้น ผมเรียนตามตรงว่าเราพัฒนาในปัจจุบันนั้นโดยเฉพาะขณะที่แพทย์กำลังขาด เราใช้ระบบ เทเลเมดิซิน (Telemedicine) การให้คำปรึกษาผ่านข้อมูลออนไลน์ (Online) ระบบ คอมพิวเตอร์ได้เข้ามาใช้แล้วภายใน ๖ เดือนไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง ตอนนี้เกินกว่า ๑,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ เราเรียนตามตรงว่าโดยเฉพาะผู้ป่วยเรื่องเบาหวาน ความดันโลหิต ไม่ต้องไปที่โรงพยาบาลศูนย์อีกแล้วนะครับ ตอนนี้เราเริ่มมีการใช้บริการให้คำปรึกษานะครับ เป็นการแก้ปัญหาระหว่างที่บุคลากรทางการแพทย์ได้ขาด จริงครับ จำนวนที่ท่านกล่าวว่า ๑๖,๐๐๐ อัตรา มีความจำเป็น และอยากจะให้ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการ จริง ๆ แล้วมีอยู่ ๓๐,๐๐๐ อัตรา ที่กระทรวงสาธารณสุขจะต้องเร่งรัดดำเนินการ แต่ก็ ติดด้วยเงื่อนไขในเรื่องของโครงสร้างซึ่งผมเองก็เรียนตามตรงว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้เน้นว่าให้ ก.พ. ได้ดูในรายละเอียด แล้วก็ต้องทำให้เป็นการให้ขวัญกำลังใจ แล้วก็ เพื่อที่จะให้อัตราต่าง ๆ ได้ลงไปตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือศูนย์สุขภาพชุมชน ก็เรียนให้ทราบนะครับว่าความห่วงใยเหล่านี้ที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้มีการอภิปรายนั้น อยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านที่รัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ โดยผมในฐานะที่ ได้รับมอบหมายในกระทรวงสาธารณสุขนั้นเตรียมไว้นะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ท่านสบายใจว่า ทุกคำอภิปรายที่ผมได้รับไปนอกเหนือจากในส่วนที่ สปสช. จะต้องตอบให้ท่านสมาชิก ต่อจากที่ผมได้นั่งลงแล้ว ผมคิดว่าขอรับในส่วนที่มีการอภิปรายโดยเฉพาะของท่านอาจารย์กนก ที่อยากจะให้ผมได้ดูแลในเรื่องของวิชาชีพสำคัญโดยเฉพาะเรื่องของมหาวิทยาลัย งานวิจัยต่าง ๆ ที่จะต้องพัฒนา ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาความเป็นเลิศเรื่องของการแพทย์ อันนี้ผมรับไป แล้วผมคิดว่า ในส่วนที่พยายามผลักดันให้มหาวิทยาลัยนั้นได้คงไว้ซึ่งศักยภาพของการให้การรักษา โดยเฉพาะประเทศไทยนะครับ ซึ่งเป็นสุดยอดของเรื่องของทางการแพทย์อยู่แล้ว อันนี้ผมขอรับแล้วก็ท่านสมาชิกหลายท่านที่ท่านได้มีการอภิปรายในส่วนของงาน ของกระทรวงสาธารณสุขนั้นผมขออนุญาตรับ เดี๋ยวส่วนของ สปสช. ให้เขาได้ตอบชี้แจง ในบางสิ่งที่สมาชิกได้มีข้อสังเกตแล้วก็ความห่วงใยในการปฏิบัติหน้าที่นะครับ แล้วก็ในฐานะ ที่เป็นองค์กรหนึ่งที่จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการรักษาพยาบาลต่อความห่วงใย ก็ขออนุญาตท่านประธานนะครับให้ทาง สปสช. ได้ตอบข้อชี้แจงด้วย ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน
เชิญเจ้าหน้าที่ชี้แจงได้ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ดิฉัน เภสัชกรหญิงเนตรนภิส สุชนวนิช เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ต้องขอขอบพระคุณความคิดเห็นของท่านสมาชิกทุกท่าน ต่อสำนักงาน จากนี้ไปจะขออนุญาตเสนอข้อมูลประกอบการปิดงบดุลปีงบประมาณ ๒๕๕๓ พร้อมทั้งตอบข้อหารือไปพร้อมกันนะคะ ขออนุญาตนำเสนอด้วยพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่ได้ส่งไปค่ะ
ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ สำนักงานได้รับจัดสรรงบประมาณจากสำนัก งบประมาณเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑๑๓,๔๓๘ ล้านบาท แต่เวลารับเงินจริง ๆ จะถูกหักด้วย เงินเดือนของข้าราชการ ดังนั้นเม็ดเงินสดที่ได้รับจะเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น ๘๔,๘๕๓ ล้านบาท มีประชากรที่ต้องดูแลในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ เป็นจำนวน ๔๗.๒๓๙ ล้านคน คิดเป็น เหมาจ่ายรายหัวต่อหัว ๒,๔๐๑ บาท อันนี้คือยังรวมเงินเดือน ในการโอนงบประมาณนั้น ในหมวดที่มีการพิจารณาเพิ่มเติมจะมีการของบประมาณเพิ่มเติม และในปี ๒๕๕๓ นั้น มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก ๔ กองทุนย่อย ก็คือกองทุนสำหรับดูแลผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๒,๗๗๐ ล้านบาท เป็นงบที่ใช้ในการดูแลสำหรับ ทดแทนกรณีไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑,๔๕๕ ล้านบาท แล้วก็ หมวดสุดท้ายเป็นงบสำหรับควบคุมป้องกัน แล้วก็ดูแลเขาเรียกว่าเป็นเซคคันดารี พรีเวนชัน (Secondary prevention) คือการป้องกันระยะที่ ๒ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังกรณีที่เป็น เบาหวาน แล้วก็ความดันโลหิตสูงเป็นจำนวนเงิน ๓๐๔ ล้านบาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑๑๗,๙๖๙ ล้านบาท เมื่อหักเงินเดือนของข้าราชการที่อยู่ในระบบสาธารณสุขแล้ว เป็นเม็ดเงินสดทั้งสิ้น ๘๙,๓๘๔ ล้านบาทค่ะ
ขออนุญาตในสไลด์ถัดไปค่ะ ในการจัดสรรงบประมาณการออกแบบ งบเหมาจ่ายรายหัวจะมีการแบ่งออกเป็นกองทุนย่อยตามที่ท่านสมาชิกได้พูด ทั้งนี้ เนื่องจากว่าวิธีการคำนวณเหมาจ่ายรายหัวนั้นเราคิดมาจากระบบที่เรียกว่าเป็นคอสติ้ง โมเดล (Costing Model) ดังนั้นระบบการคิดจะคิดจากต้นทุนของหมวดการให้บริการ ในแต่ละด้าน จะสังเกตได้ว่าในหมวดที่หลายท่านอภิปรายพูดถึงกรณีงบที่เป็นปลายปิด คือ งบผู้ป่วยนอก แล้วก็งบผู้ป่วยใน ซึ่งถ้าหากว่าการให้บริการเพื่อให้กองทุนสามารถที่จะอยู่ได้ ระบบส่วนใหญ่จะออกแบบเป็นระบบของปลายปิด แต่อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะให้เกิด เชิงคุณภาพในการให้บริการ จะเห็นหมายเลข ๙ จะมีหมวดที่เรียกว่างบคุณภาพ ซึ่งจะมี การจัดสรรเพิ่มเติมให้ในกรณีของหน่วยบริการที่มีการดูแลผู้ป่วยได้อย่างคุณภาพตามที่ กำหนดตามตัวชี้วัดจะมีงบคุณภาพเพิ่มเติมให้ ขณะเดียวกันในส่วนที่มีการพูดถึงประเด็นที่ว่า หากทำเช่นนี้ก็แสดงว่าต้องการเน้นให้เกิดการรักษามากใช่หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าในหมวดที่ ๓ ในงบส่งเสริมป้องกันนั้นคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มีทิศทางในการปรับเพิ่ม อัตราของการให้งบส่วนสนับสนุนป้องกัน และในปี ๒๕๕๖ มีการเพิ่มถึงอัตรา ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของงบเหมาจ่ายรายหัว และจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง ๓ ปี เพื่อที่จะให้ เกิดทิศทางในการเจือไปสู่การเน้นงานส่งเสริมป้องกันมากกว่าการรักษา
สำหรับในส่วนหมายเลข ๕ ที่มีการพูดถึงงบค่าใช้จ่ายสูงและอุบัติเหตุฉุกเฉิน จะเรียนอย่างนี้ว่ามีสมาชิกถามถึงกรณีของการส่งผู้ป่วย ในกรณีที่เราต้องนำพาผู้ป่วย หรือรีเฟอร์ผู้ป่วย เราจะมีงบค่าพาหนะอยู่ในหมวดนี้ด้วย ซึ่งเมื่อเปิดมิเตอร์เราจะจ่าย ๓๕๐ บาท และคิด ๔ บาทต่อ ๑ กิโลเมตร ดังนั้นค่าใช้จ่ายอันนี้จะมีระบบการจัดสรรให้อยู่แล้ว
ส่วนประเด็นคำถามเรื่องอัตราการตายว่ามีข้อมูลหรือไม่ สำหรับกรณี โรคที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เช่น การผ่าตัดหัวใจ หรือเอชไอวีต่าง ๆ หรือการเข้าถึงมะเร็ง จากข้อมูลที่ผ่านมาเราพบว่าอัตราการตายเทียบจากปีงบประมาณ ๒๕๔๘ มีอัตราการตาย ด้วยโรคหัวใจ ๒๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ ๑๕.๘ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๓ ในส่วนของผู้ป่วย ติดเชื้อเอชไอวีและเป็นติดเชื้อฉวยโอกาสสามารถลดลงจาก ๑๙.๔ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๔๘ เหลือเพียง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๕๓ ในผู้ป่วยมะเร็งเราสามารถเพิ่มการเข้าถึงจากผู้ป่วย ๘๐๐ ราย เป็น ๑๒,๐๐๐ ราย ดังนั้นจะเห็นว่าในเรื่องนี้เราจะมีการสรุปข้อมูลการดำเนินงาน แล้วก็ทำเป็นบันทึกรายงานประจำปี ซึ่งสามารถที่จะแจกในส่วนของท่านสมาชิกได้ทั้งหมด
ในหมวดที่ ๗ ในเรื่องของค่าเสื่อม เนื่องจากว่ามีข้อมูลหน้า ๑๒ ที่มีการถาม ว่าทำไมโรงพยาบาลลาออกจึงมีการเน้นให้เรียกเก็บคืนจากหน่วยบริการ ทั้งนี้เนื่องจากว่า ในระบบประกันสุขภาพเมื่อสำนักงานจัดสรรลงไปเราจะมีงบอยู่ก้อนหนึ่งที่เป็นงบที่จะชดเชยให้ เพื่อชดเชยค่าเสื่อมจากค่าครุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งเกณฑ์การคิดค่าเสื่อม จะมีอัตราการคิด ๗ ปี หากหน่วยบริการลาออกก่อนก็จะมีการเรียกเก็บเงินคืนในกรณีของ ค่าเสื่อมที่ลงทุนไป อันนี้ก็เป็นคำอธิบายในหน้าที่ ๑๒
ขออนุญาตคลิก (Click) ตัวสไลด์เพิ่มเติมนะคะ หน้าที่ ๒ ค่ะ สำหรับในกรณี ที่มีการจัดสรร หรือการคิดต้นทุนจากหมวดค่าใช้จ่ายอื่นที่ท่านสมาชิกถามว่าจำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องมีการแยกหมวดกองทุนแยกประเภท ทำไมถึงไม่ไปมัดรวมกับเหมาจ่ายรายหัว ทั้งนี้ เนื่องจากว่าการคิดต้นทุนของผู้ป่วยที่มีค่าใช้จ่ายสูงหรือมีค่ายาที่มีราคาสูงมิสามารถจะมา คิดเหมาหัวได้ ดังนั้นทุกปีจะมีการคำนวณงบแยกในกรณีที่มีโรคค่าใช้จ่ายสูงหรือการดูแล พิเศษเพิ่มเติม จะมีการขออนุมัติจากสำนักงบประมาณเพิ่มเติมก็เป็นงบที่เราจะดูแลผู้ป่วย ติดเชื้อเอชไอวีหรือเอดส์ แล้วก็ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย แล้วก็ผู้ป่วย ป้องกัน เซคคันดารี พรีเวนชันของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงนะคะ
สไลด์ถัดไปค่ะ กล่าวโดยสรุปนะคะ ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ สำนักงาน ได้รับจัดสรรเงินจากรัฐบาลเป็นเม็ดเงินสดทั้งสิ้น ๘๙,๓๘๔ ล้านบาท รวมกับรายได้อื่น ๆ ที่สำนักงานได้รับเป็นจำนวนเงิน ๕๐๒ ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๘๙,๘๘๗ ล้านบาท ใช้จ่ายไป ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๘๙,๘๓๕ ล้านบาท มีรายได้สูงกว่ารายจ่ายอยู่ ๕๑ ล้านบาทค่ะ
ถัดไปค่ะ สำหรับการผูกพันงบประมาณในปี ๒๕๕๓ เราจะเรียกหมวดที่เรา จ่ายไม่เสร็จสิ้นเป็น ๒ หมวด ก็คือศัพท์ที่เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมายถึงว่ามีสัญญาผูกพัน เรียบร้อยแล้ว ในปี ๒๕๕๓ ณ ขณะนั้นที่ปิดงบถึงแม้ตัวเลขที่เห็นด้านล่างว่า ๑๗,๖๖๙ ล้านบาท จะสูง ณ วันที่ ๓๐ กันยายน แต่ ณ ปัจจุบัน วันที่ ๒๖ เมษายน จะเหลือเพียงแค่ ๘๖.๘๖ ล้านบาทเท่านั้นเองนะคะ สำหรับคำว่าประมาณการค้างจ่าย หมายถึงงบประมาณ ที่เราจะต้องจ่ายชดเชยค่าบริการทางการแพทย์ ซึ่งอันนี้เราไม่ได้ทำเป็นลักษณะเป็นรูป โครงการ ก็คือเป็นงบที่เราต้องคำนวณว่าอัตราการใช้บริการเท่าไร แล้วก็ตั้งเป็นประมาณการ ค้างจ่ายไว้
ขออนุญาตไปสไลด์ถัดไปค่ะ จากที่คุณหมอเหวงได้พูดถึง หน้า ๑๕ ถามว่า ทำไมงบประมาณถึงมีข้อมูลถ้าเป็นปีเก่า ๆ ทำไมถึงน้อย ในปีใหม่ ๆ ทำไมถึงมาก สาเหตุ เนื่องจากว่าลักษณะของการแสดงงบทางบัญชี ณ ปิดงบประมาณ ณ ปิดงบดุลแต่ละปี เราก็จะปิดด้วยจำนวนโครงการทั้งหมด และค่าประมาณการที่คาดว่าจะจ่ายให้กับ หน่วยบริการ จะเห็นว่าในปี ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ จะมีการตั้งงบค้างจ่าย และประมาณการ ๑๕,๕๖๔ ล้านบาท แต่พอถึงวันที่ ๓๐ กันยายน งบก้อนปี ๒๕๕๒ จะถูกใช้จ่ายไปเหลือเพียงแค่ ๑,๘๗๖ ล้านบาท แต่พอ ณ เวลาวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ก็คือใช้เสร็จสิ้นจนหมดไม่มีก็ถือว่าปิดเรียบร้อย ในปี ๒๕๕๓ ก็เช่นเดียวกัน งบที่สื่อมวลชนหลายท่าน จะใช้ศัพท์คำว่าค้างท่อ แต่จริง ๆ ไม่ใช่งบค้างท่อมันเป็นงบที่เราจะต้องมีการตามจ่าย หน่วยบริการ แต่เนื่องจากว่าเราจะต้องมีการประมาณการไว้ก่อน ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท เรามี การใช้ไปในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ แล้ว ณ ขณะนี้เหลือเพียงแค่ ๘๖.๘๖ ล้านบาท มันเป็นลักษณะของการผูกพันทางด้านเงินกองทุน
ขออนุญาตไปสไลด์สุดท้ายค่ะ จะขออนุญาตชี้แจงข้อสังเกต หมายเหตุ ทางบัญชีที่ทาง สตง. ได้มีการสรุปก็คือ กรณีที่ ๑ กรณีที่ถามว่ามีการนำเงินทุนออกไป เบิกจ่ายจำนวน ๓๐๒ ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างนี้นะคะ ที่มาของทุนก้อนนี้ จริง ๆ แล้วในอดีตเป็นเงินของกระทรวงสาธารณสุขที่ได้จากการที่ หน่วยบริการไปขายบัตร ๕๐๐ บาท แล้วก็ตอนที่ตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการโอนถ่ายเงินก้อนนี้มาที่สำนักงานตามมาตรา ๖๙ ดังนั้น มติของคณะกรรมการ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อครั้งที่ ๙/๒๕๕๒ ในวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๒ จึงมีมติ เห็นว่าเป็นเงินของกระทรวงสาธารณสุข จึงเห็นชอบว่าควรจะนำคืนกลับไปให้เพื่อการพัฒนา ระบบของกระทรวงสาธารณสุข โดยเน้นไปพัฒนาทั้งระดับที่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ และทุติยภูมิ พร้อมนี้ก็เป็นการช่วยในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ซึ่งเขาทำหน้าที่ อีก ๑ หน้าที่ คือสำนักงานประกันสุขภาพ สาขาจังหวัด ณ ขณะนั้นสมัยก่อนเป็นการเช่ารถ ให้กับทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และในระยะหลังพอหมดสัญญาเช่ารถก็ถูกเอาคืนไป เขาก็ไม่มีรถในการออกไปเยี่ยมหน่วยงานต่าง ๆ จึงได้มีการนำงบส่วนนี้ออกไปช่วยในการ จัดหารถให้กับทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อที่จะทำให้เขาสามารถติดตามงานได้ หมายเหตุทางบัญชี ข้อ ๒ พูดถึงการนำเงินกองทุนจำนวนเงิน ๘๕๐ ล้านบาท ไปซื้อวัคซีน ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่คือ เอชวันเอ็นวัน (H1N1) และยาโอเซลทามิเวียร์ อันนี้เป็นไปตาม มติ ครม. ณ ขณะนั้นนะคะ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เพราะขณะนั้นมีการระบาดมาก ก็ได้มีการนำเงินกองทุนก้อนหนึ่งคือ ๘๕๐ ล้านบาท ออกไปซื้อยา แล้วก็ซื้อวัคซีน แต่ ณ ขณะนี้คือตอนที่ปิดงบดุลยังไม่ได้รับคืนจากสำนักงบประมาณ แต่ ณ ขณะนี้เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๔ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับคืนจากสำนักงบประมาณ เรียบร้อยแล้ว จึงเรียนมาเพื่อทราบค่ะ
คุณหมอมีอะไรครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีและคณะกรรมการ สปสช. หลังจาก ได้พิจารณาดูรายละเอียดของงบประมาณในช่วงปี ๒๕๕๒ ต่อปี ๒๕๕๓ ตามรายงาน ที่ปรากฏอยู่แล้ว ผมมีข้อสังเกตว่าในส่วนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดสรร งบค่าใช้จ่ายรายหัวที่ไม่เพียงพอต่อโรงพยาบาลที่อยู่ในเขตทุรกันดาร และในปีนั้นก็มีภาวะขาดทุน อย่างมากกว่า ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมจำได้ว่าท่านรัฐมนตรีในขณะนั้นคือรัฐมนตรีจุรินทร์ ได้มีการสั่งการให้แก้ไขโดยชดเชยค่าใช้จ่ายขั้นต่ำของโรงพยาบาลที่อยู่ในที่ทุรกันดาร จำนวน ๗๗ แห่ง จำนวนปริมาณเงินถ้าจำไม่ผิด ๑,๓๐๐ ล้านบาท และยังมีมาตรการในการ แก้ไขโรงพยาบาลเพิ่มเติมอีกประมาณ ๒๓๐ กว่าแห่ง รวมทั้งหมด ๓๐๐ กว่าแห่ง อันนี้ ก็ปรากฏอยู่ในส่วนของงบประมาณที่มีการผูกพันข้ามไปจนถึงปีบัญชี ปี ๒๕๕๔ อยากจะ เรียนถามถึงสถานะในปัจจุบันนี้ นี่เป็นคำถามที่ ๑
คำถามที่ ๒ จะเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างมากในวงการ สาธารณสุข นั่นก็คือเรื่องเกี่ยวข้องกันกับการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการให้บริการทางการแพทย์ ในส่วนนี้ สปสช. เองก็มีมาตรการ ก็คือมาตรา ๔๑ ใน พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพนั้นได้มีการจัดสรรวงเงินชดเชยเบื้องต้น ในกรณีที่เกิด ความเสียหายโดยไม่มีการกล่าวผิดคือเรียกว่าได้ว่าลักษณะเป็นการทำขวัญ ในส่วนนี้มีข่าวปรากฏ ซึ่งผมมีความเป็นห่วงเป็นอย่างมากว่าท่านรัฐมนตรีมีนโยบายว่าจะจัดสรรเงิน ๑๐๐ ล้านบาท ส่วนนี้ให้บริษัทประกันเอกชนเป็นผู้บริหาร อยากจะสอบถามถึงข้อเท็จจริงต่อข่าวที่ปรากฏ ในเรื่องนี้
เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของสถานะการบริหารงานของคณะกรรมการเอง ที่ในขณะนี้การสรรหาเลขาธิการ สปสช. มีข่าวปรากฏในวงกว้างว่าประสบต่อปัญหา และเสียงคัดค้านในหลายลักษณะ อยากจะสอบถามมาตรการในการแก้ไขและสร้าง ความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการกองทุนนี้ที่มีจำนวนมากให้เกิดความโปร่งใส และมีความมั่นใจในหมู่ประชาชนครับ อยากจะขอเรียนถามครับ
เจ้าหน้าที่ตอบก่อนครับ
ขออนุญาตเรียนเรื่องของสถานการณ์โรงพยาบาลที่ต้องเฝ้าระวังนะคะ ตอนนี้มีข้อมูล ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๔ ณ ขณะนี้โรงพยาบาล ที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องสถานะทางการเงินมีจำนวนลดลงจาก ๓๐๔ โรงพยาบาล ลดลงเหลือ ๒๐๓ โรงพยาบาล แล้วก็สถานะดีขึ้นอยู่ในระดับปกติ ๑๓๔ โรงพยาบาล อยู่ในระดับที่ ความรุนแรงลดลงก็คือดีขึ้น ๓๕ โรงพยาบาลอยู่ในระดับเดิม ๔๕ โรงพยาบาล แล้วก็มีปัญหา จริง ๆ ตอนนี้เหลือทั้งหมดเพียงแค่ ๙๐ โรงพยาบาลเท่านั้นค่ะ
อาจารย์กนกเชิญถามเลยครับ
ขออภัยครับ กระผม นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมถาม ๓ คำถาม มีเรื่องเงินชดเชยเยียวยาเบื้องต้นตามมาตรา ๔๑ อันนี้ผมเข้าใจว่าถ้าคณะกรรมการ ไม่มีข้อมูลขออนุญาตเรียนถามท่านรัฐมนตรี แล้วก็มีเรื่องการสรรหาตำแหน่งเลขาธิการครับ
ผมให้ถามทั้งหมดก่อน แล้วเดี๋ยวจะให้ตอบทีเดียว เชิญอาจารย์กนกครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากขออนุญาตเรียนถามเพิ่มเติมเพราะว่าทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ตอบประเด็น ที่ผมอภิปรายที่สำคัญเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องหนี้สินที่ สปสช. ยังไม่ได้จ่ายให้กับคณะแพทย์ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก ผมคิดว่าตรงนี้ ทาง สปสช. น่าจะมีข้อสรุปแล้วว่าแต่ละแห่งเป็นหนี้เท่าไร แล้วก็จะจ่ายกันเมื่อไร อย่างไร ในส่วนนี้ผมคิดว่าน่าจะมีคำตอบที่ชัดเจนได้
ในส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตฝากเพิ่มเติมไปยัง สปสช. แล้วก็ ทางกระทรวงสาธารณสุขด้วยนะครับ วันนี้ปัญหาทั้งหลายในเรื่องตัวเลขที่มันมี ของโรงพยาบาล มันเกิดขึ้นเนื่องจากว่าระบบบัญชีของโรงพยาบาลไม่เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นผมอยากขออนุญาตเสนอกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ สปสช. ว่า น่าจะได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำระบบบัญชีระหว่างโรงพยาบาลของ มหาวิทยาลัย แล้วก็โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขเอง เพื่อเราจะได้มีรายการที่ เหมือนกัน แล้วก็เปรียบเทียบกันได้ ในขณะนี้ผมขออนุญาตเรียนเลยนะครับว่าโรงพยาบาล ของคณะแพทย์มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ผมคิดว่าเกือบหมดทุกแห่งแล้วที่เป็นโรงพยาบาล ขนาดใหญ่ ได้จัดวางระบบซึ่งผมคิดว่าทาง สปสช. ทราบดีนะครับ เป็นแอคทิวิตี้ เบส แอคเคาน์ติ้ง (Activity base accounting) ที่ทำได้ดีมากก็ที่โรงพยาบาลศิริราช ทำได้ดีมาก แล้วก็มีการอัลโลเคท คอสท์ (Allocate cost) การใช้เวลาต่าง ๆ ชัดเจนมาก ทำให้เรา สามารถที่จะวัดได้ว่ากิจกรรมทางด้านการให้บริการ ๑ หน่วยในเรื่องนี้ต้นทุนเท่าไร แต่ปรากฏว่าผมเรียนท่านรัฐมนตรีวิทยานะครับ ในส่วนของโรงพยาบาลของกระทรวง สาธารณสุขนั้นยังไม่มีเรื่องนี้ เท่าที่ผมทราบมีบางแห่งเริ่มทำ ถ้าจำไม่ผิดนะครับ อย่างเช่น โรงพยาบาลที่จังหวัดนครราชสีมาได้เริ่มทำ เป็นต้น เพราะฉะนั้นส่วนนี้ผมคิดว่าถ้าได้มี การทำ แล้วก็ศึกษาเปรียบเทียบ มันจะทำให้ตัวเลขต่าง ๆ ที่ได้ออกมานั้นชัดเจน แล้วก็ ปัญหาความเข้าใจที่ไม่ตรงกันก็จะหายไป ก็ขออนุญาตฝากเป็นข้อเสนอในคราวต่อไปนะครับ
แล้วก็ในประเด็นสุดท้าย ผมคิดว่ารายงานที่ทาง สปสช. นำมาส่งตรงนี้ ผมไม่ทราบว่าเป็นตามเงื่อนไข พ.ร.บ. หรือเปล่า เพราะตรงนี้เป็นรายงานทางด้านการเงิน เป็นหลัก แต่ผมคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรเราอยากเห็นรายงานการดำเนินงานประกอบกับ รายงานการเงิน เพราะว่ามีหน่วยงานอื่นที่มารายงานให้กับสภานะครับ อย่างเช่น อสมท. ก็ได้มีรายงานที่เกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงาน ตรงนั้นจะทำให้เราเห็นภาพแล้วก็เข้าใจ แล้วเวลาถึงตอนที่อภิปรายงบประมาณ เราก็จะได้อภิปรายได้ถูกต้อง แล้วก็เข้าใจสิ่งที่ สปสช. ทำ แล้วก็สัมพันธ์กับกระทรวงสาธารณสุขอย่างไร เป็นต้น ผมคิดว่าอันนั้นก็จะเป็น ประโยชน์กับสภาผู้แทนราษฎร ก็ขออนุญาตเสนอ สปสช. ว่า ในปีหน้าขอให้นอกเหนือจาก รายงานที่เป็นงบการเงินนี้ขอให้มีรายงานที่เป็นการดำเนินงานด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านณรงค์ ดูดิง เชิญถามได้ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากจะเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีในฐานะที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขวันนี้ได้มาตอบที่สภา แล้วมี ข้อกังขา ข้อคำถามอยู่หลายอย่างเหมือนกันที่ได้พบเห็นในพื้นที่ โดยเฉพาะประชาชนก็ได้ สอบถาม เนื่องจากว่านโยบายของกระทรวงสาธารณสุขนั้นเป็นกระทรวงที่พยายามที่จะ สร้างสุขภาพดีถ้วนหน้า และเป็นหน้าที่ตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลจะต้องดูแล ประชาชนให้ดีที่สุด เป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีสำนักงานประกัน สุขภาพถ้วนหน้า วันนี้ผมอยากถามข้อแรกกับสำนักงานนี้ว่า ท่านได้ทำการวิจัย วิเคราะห์ หรือว่ามีผลสรุปมาอย่างไรว่าตามนโยบายของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ ได้ทำไหม และทำแล้วก็มีผลมากน้อยแค่ไหน ถ้ายังไม่ทำสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ประมาณสัก เมื่อไร ปีไหน ประชาชนในประเทศไทยจะมีสุขภาพที่ดีถ้วนหน้าได้ ประการที่ ๑ ผมอยาก จะถาม
ประการที่ ๒ นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมานั้นนับได้ว่า เป็นการแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง ก็คือปัญหาเรื่องเยาวชน โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราต้องถือว่าเป็นจังหวัดที่มีปัญหาที่ต้องการแก้ไข นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขตอนนั้น ก็คือให้นักเรียนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นได้รับการศึกษา แล้วก็ศึกษาต่อในเรื่องของ ผู้ช่วยพยาบาล ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นผู้ช่วยพยาบาล ๓,๐๐๐ คนนะครับ แล้วก็ตรงนี้ตอนนั้น ก็ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองของเยาวชนเขาก็ดีอกดีใจนะครับ ลูกเขาได้เรียน แล้วก็ถูกทางด้วย เรียนเรื่องสุขภาพแล้วก็ได้รับใช้พี่น้องประชาชนหลายส่วนทีเดียว เมื่อเรียนจบไปแล้วก็ได้รับ จัดสรรไปที่ต่าง ๆ หลายที่ด้วยกัน แต่บางแห่งนั้นไปกองอยู่ที่ใดที่หนึ่งเสียมากเกินไป หรือท่านได้จัดสรรตรงนี้อย่างไร แล้วก็อยากจะถามท่านรัฐมนตรีว่านโยบายอย่างนี้ถือว่า เป็นการแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่งทีเดียว จะสามารถจัดทำได้อีกหรือไม่ หรือว่าหยุดแค่ครั้งเดียว
ส่วนปัญหาที่ ๓ ที่อยากจะถามไปยังท่านรัฐมนตรี ก็คือว่าปัญหา ของโรงพยาบาลต่าง ๆ ๑. ก็คือปัญหาโรงพยาบาลต่าง ๆ นั้นขาดบุคลากรทางการแพทย์ เป็นจำนวนมาก แล้วบุคลากรที่ให้การบริการในส่วนอื่น ๆ ผมอยากเรียนถามบุคลากรทางการ แพทย์ก็คือบางโรงพยาบาลนั้นบุคลากรทางการแพทย์ไม่ครบถ้วน แพทย์เฉพาะทางนั้น ยังขาดอยู่ อย่างเช่นแพทย์ด้านศัลยกรรมจำเป็นจะต้องใช้แพทย์ในการผ่าตัดอะไรต่าง ๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นบ่อยครั้งที่จะเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรง นำไปสู่การบาดเจ็บ การล้มตายกันเป็นจำนวนมาก แต่ว่าโรงพยาบาลที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลศูนย์ยะลาก็ดี โรงพยาบาลปัตตานีก็ดี โรงพยาบาลนราธิวาส โรงพยาบาลใหญ่ ๆ หรือว่าโรงพยาบาลเล็ก ๆ อย่างโรงพยาบาลของอำเภอเบตงก็ดียังขาดแพทย์เฉพาะทางอยู่ โดยเฉพาะแพทย์ศัลยกรรม แล้วก็ทันตแพทย์ หรือว่าจิตแพทย์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่ขาด เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่า ได้มีการวิเคราะห์แล้วก็มีการคิดที่จะเพิ่มเติมหรือว่าจะจัดสรรเรื่องนี้ได้
ท่านณรงค์ครับเอาเรื่องของรับทราบการจ่ายเงินกองทุนปี ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ เอาเรื่องนี้ ก่อนครับ
ผมอยากจะถามเรื่องนโยบายนี้ครับท่านประธาน
เดี๋ยวให้ตั้งกระทู้ถามดีกว่า อันนี้เอาเรื่องรับทราบ เอาเป็นเรื่อง ๆ ไปดีกว่าครับ
ผมขอเรียนถามท่านว่าในเรื่องของงบประมาณ ที่จะใช้กับการจัดสรรงบประมาณต่าง ๆ ให้กับโรงพยาบาลนั้นยังไม่เพียงพอ อ้างตลอดเวลา ว่ายังไม่เพียงพอ เนื่องจากว่าขาดบุคลากร เนื่องจากว่าขาดงบประมาณ ไม่เพียงพอ บางครั้ง ผู้ป่วย ๓ วันแล้วยังไม่มีการเปลี่ยนผ้าเลย ผ้านวม ผ้าปูที่นอนยังไม่เปลี่ยนเลย อย่างนี้ เป็นการขาดงบประมาณ เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านจะจัดสรรงบประมาณได้เมื่อไร อย่างไร ขอบคุณครับ
เชิญจ่าประสิทธิ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ท่านประธานครับ ผมขอหารือท่านประธานเล็กน้อย แล้วก็ขอถาม ท่านประธานฝากไปยังสมาชิกผู้อภิปรายพรรคฝ่ายค้าน ปัญหาและข้อหารือและข้อเสนอแนะ ทั้งหมด ผมถามจริง ๆ เถอะสมัยที่คุณเป็นรัฐบาลงวดที่แล้ว
ไม่เอาแล้วครับ นั่งลงครับจ่าประสิทธิ์ เดี๋ยวจะตอบโต้กันอีก ผมให้รับฟังในข้อเสนอแนะ ของปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ ไม่ไปถามว่าฝ่ายไหนทำ อันนี้เป็นเรื่องเก่า ท่านนั่งลงครับ อันนี้ เป็นรับทราบนโยบาย พอแล้วครับจ่าประสิทธิ์ ผมไม่อนุญาตแล้ว ถ้าไปถามอย่างนั้นไม่ได้ครับ
ทำไมท่านประธานมือไวจังครับ ผมยังไม่ได้พูดเลยกดแวบแล้ว ท่านประธาน จริง ๆ มันเป็นปัญหาและเสียเวลาจริง ๆ รู้หมด รู้ปัญหาหมดแต่ไม่ทำ แล้วอยู่ ๆ ก็มา
คุณไม่ได้ประท้วงอะไรนั่งลงครับ ผมไม่อนุญาต ท่านกษิตเชิญครับ ไม่เอา พาดพิงกัน เดี๋ยวก็มีการตอบโต้เสียเวลาสภาครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอเรียนถามทั้งท่านรัฐมนตรี แล้วก็ คณะเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ ผมทราบว่าสถานพยาบาล แล้วก็โรงพยาบาลตลอดแนวชายแดนของไทย โดยเฉพาะกับประเทศกัมพูชา ประเทศลาวแล้วก็ประเทศพม่านั้น ต้องดูแลชาวต่างประเทศด้วย ก็อยากจะขอเรียนถามว่างบประมาณที่ได้ใช้ไปนั้นได้มีการแยกแยะหรือเปล่าว่าได้ไป ใช้บริการให้กับประเทศเพื่อนบ้านฟรีเท่าไร แล้วก็ในอนาคตจะทำอย่างไรเกี่ยวกับ ผู้ป่วยของประเทศเพื่อนบ้าน แล้วผมก็อยากจะเสนอแนะไปด้วยว่าถ้าเผื่อจะมี การกันงบประมาณเพื่อการนี้นั้นน่าจะตั้งเป็นหมวดของการให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน ทางด้านมนุษยธรรมครับ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อสังคมไทย แล้วก็เป็นการแสดงออกซึ่งมิตรจิตมิตรใจ แล้วก็ความโอบอ้อมอารี แล้วก็เป็นพุทธมามะกะที่ดี ขอขอบพระคุณครับ
เชิญเจ้าหน้าที่ตอบครับ
ขออนุญาตตอบประเด็นของอาจารย์กนก เรื่องของการค้างภาระหนี้สิน น่าจะเป็นในช่วงตั้งแต่สมัยแรก ๆ และสมัยนั้นมีการตั้งงบกลางอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท มีการเคลียร์หนี้สินไปแล้ว และล่าสุดใหม่ระบบที่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการกรณีของหน่วยบริการในมหาวิทยาลัย เราก็เรียกว่าเป็นหน่วยบริการนอกสังกัด กระทรวงสาธารณสุข ระบบการจ่ายเราจ่ายเป็นทุกเดือน เพราะฉะนั้นจะไม่ได้เป็นภาระ เหมือนกับสมัยก่อน ตอนนี้คือระบบการจ่ายก็คือเบิกชดเชยมาในแต่ละเดือน เราจะมี การจ่ายชดเชยกลับในทุก ๆ เดือนนะคะ
ส่วนคำถามอีกประเด็นหนึ่งเรื่องของการดูแลคนต่างประเทศ หรือชาวต่างประเทศ หรือขอบชายแดน ณ ปัจจุบันจะมีการจัดสรรงบประมาณอีกก้อนหนึ่ง จากสำนักงบประมาณ แต่ว่าอันนี้ไม่ได้โอนมาที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เราเรียกว่าเป็นงบที่ใช้ในการดูแลกลุ่มของบุคคลผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ เป็นวงเงิน ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้โอนไปที่กระทรวงสาธารณสุขสำหรับดูแลคนกลุ่มนี้ค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาสั้น ๆ นะครับเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นสิ่งที่สมาชิกอยากจะให้ผมรับไปปฏิบัตินะครับ อันนั้นผมรับไว้อย่างเช่นของท่านกนกนะครับผมรับไปในส่วนของเรื่องของหลักการทำบัญชี ซึ่งเห็นตรงกันนะครับว่ามันควรจะต้องมีระบบที่ดี เช่นเดียวกันนะครับ ท่านไม่ได้ถามเลย อย่างกรณีของซูโดเอฟีดรีน ผมก็ใช้ระบบนี้ ต่อไปก็คือข้อมูลต้องเรียลไทม์ (Real time) ก็เรียนท่านสมาชิกเพื่อทราบว่าขอบคุณในความห่วงใย
ในส่วนของท่านสมาชิกบุรณัชย์ ต้องขอขอบคุณ คือจริง ๆ ท่านถามในเรื่อง ของมาตรา ๔๐ แล้วผมคิดว่าเป็นความกังวลที่หลายคนแล้วก็เห็นว่าผมจะใช้ระบบประกัน เข้ามาหรือไม่ อย่างไร แต่เรียนให้ทราบเพื่อขวัญและกำลังใจ กำลังศึกษาในเรื่องนั้นอยู่ แต่ว่า สมาชิกก็อยากจะให้ออกเป็นกฎหมาย ก็คือทำให้ชัดเจน แต่เรียนให้ทราบในข้อเท็จจริงคือ เรื่องนี้อยู่ในชั้นของอนุกรรมการบอร์ดนะครับ ในเรื่องของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่จะต้องพิจารณา สืบเนื่องจากว่าวงเงินที่จะมาใช้ เพดานที่จะมารับผิดชอบนี่ กำหนดค่า ที่ขอมานี้แม็กซิมั่ม (Maximum) ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งผมเห็นว่าค่อนข้างจะสูงไปสักนิดหนึ่ง ต่อรายการที่จะไปคัฟเวอร์ (Cover) ในเรื่องของการเสียหายที่จะเกิดขึ้น ก็เลยนำเรียนว่า ช่วงนี้อยู่ในชั้นของอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ดูรายละเอียดเพราะว่าเป็นเรื่องของบอร์ด ซึ่งผมเองจะไม่ค่อยก้าวล่วง แต่เรียนให้ทราบว่าทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือการทำกฎหมายใด ๆ ก็ต้องมาใช้อำนาจสภาแห่งนี้ในการตรากฎหมาย ก็ขอบคุณในสิ่งที่ท่านเป็นห่วง แต่ว่า รายจ่ายที่แต่ละปีที่ได้จ่ายไปก็ทราบกันดีว่าอยู่ในเกณฑ์อยู่ประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ใน ๑๐๐ กว่าล้านบาทนี้ถ้าสามารถที่จะให้ประกันเข้ามาดูแลความเสี่ยงได้ ผมกำลังคิดอยู่ว่า ถ้าเป็นไปได้ก็น่าที่จะให้บริษัทประกันได้มารับความเสี่ยงตรงนี้ไป แล้วก็สำคัญที่สุดก็คือว่า ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าเมื่อมีกรณีผิดพลาดบริษัทประกันก็สามารถจ่ายไป อันนี้เป็นเคส (Case) ที่ผมกำลังศึกษาอยู่นะครับ จะไม่ใช่คำตอบ แต่ว่าเรียนให้ท่านสมาชิกทราบนะครับ
ต่อเนื่องความห่วงใยของคุณณรงค์นะครับ เรื่องของจังหวัดยะลาที่ท่านถามมา ส่วนใหญ่เป็นงานในหน้าที่ของกระทรวง เดี๋ยวถ้าเป็นไปได้ผมอาจจะขออนุญาตเพื่อไม่ให้ เสียเวลาก็อาจจะตอบเป็นลายลักษณ์อักษรให้ท่านได้ทราบก็ได้ แต่เรียนให้ทราบว่า ในข้อเท็จจริงในเรื่องของบุคลากรนั้นผมเรียนให้ทราบนะครับว่าในเรื่องของ ๓,๐๐๐ อัตรา ซึ่งเกิดขึ้นมาในอดีตนะครับ แต่ผมก็พยายามที่จะดำเนินการให้ฝันนั้นได้เป็นจริงนะครับ โดยเฉพาะผู้ช่วยพยาบาลที่น้อง ๆ เยาวชนเหล่านั้นมักจะยื่นหนังสือให้ผมนั้นหาทางบรรจุให้ได้ ซึ่งว่าได้ดำเนินการในส่วนนี้ คาดว่าจะบรรจุได้ครบตามที่รัฐบาลเดิมได้ทำไว้ แต่ว่านั่นเป็น ข้อเท็จจริงที่มีการทำงานจริง แล้วเขาเหล่านั้นก็เป็นมุสลิม แล้วก็เป็นประโยชน์กับพี่น้อง ใน ๓ จังหวัดภาคใต้นะครับ ส่วนเรื่องอัตราการขาดหรือแพทย์อื่น ๆ นั้นผมรับทราบดี แล้วก็ จะแก้ปัญหาใน ๓ จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เกิดการขาดแคลนแพทย์เฉพาะทาง ที่ท่านกล่าวนะครับ ส่วนจังหวัดยะลานั้นผมยืนยันนะครับว่า โรงพยาบาลยะลา โรงพยาบาลศูนย์นั้น เป็นโรงพยาบาลที่มีความสมบูรณ์ในเรื่องของการให้บริการ แล้วก็เหตุการณ์ที่ผ่านมา ในการระเบิดนั้นผมก็ได้ตรวจสอบแล้วก็มีการให้บริการได้อย่างครอบคลุม ไม่เกิด ความผิดพลาดใด ๆ ทำให้ผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นได้กลับบ้านไวขึ้นนะครับ ก็กราบเรียน
ส่วนของท่านกษิต ภิรมย์ นั้นโอเคนะครับ เป็นสิ่งที่ผมได้ตั้งใจไว้อยู่แล้วว่า รอยตะเข็บชายแดนเรื่องของการให้การรักษาต่อเพื่อนบ้าน ผมใช้คำว่า เพื่อนบ้าน ที่เขา ค่อนข้างจะยากจนอยู่แล้ว รัฐบาลก็พยายามที่จะแก้ไข ในส่วนของที่เรากำลังวิตกกังวลก็คือ เรื่องของแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในจังหวัดใหญ่ ๆ ซึ่งอันนี้กำลังจะทำความตกลงกับกระทรวงแรงงาน ถึงรายละเอียดที่จะให้ครอบคลุมถึงการดูแลรักษา ซึ่งตรงนี้ในแต่ละปีมันก็เป็นภาระอยู่ ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งผมเองก็กำลังทำความตกลง ทั้งนี้ อาจจะต้องดูในระเบียบของกระทรวงแรงงานว่าด้วยแรงงานต่างด้าว แต่ว่าบันทึกไว้ด้วย หมวดของการรักษาพยาบาล ซึ่งผมเองไม่ได้รังเกียจโดยส่วนตัว หน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข แต่ทั้งนี้เพื่อทั้งเป็นการให้การดูแลเพื่อนบ้านที่มาทำงานในประเทศเรา กับอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในเชิงของการป้องกันโรค โรคที่อาจจะมาจากเพื่อนบ้าน ซึ่งอันนี้เป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข คงจะต้องมีมาตรการในการป้องกัน ทั้งนี้ผมจะขออนุญาตไปหารือกับกระทรวงแรงงาน และผู้เกี่ยวข้อง แล้วก็กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งจะทำงาน ร่วมกัน ก็กราบเรียนนะครับ
ส่วนข้ออื่น ๆ นั้นผมขออนุญาตรับไปเพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ เนื่องจากว่า รายงานในปี ๒๕๕๒ และปี ๒๕๕๓ ก็อยู่ในช่วงของการบริหารงานของรัฐบาลที่แล้วนะครับ ผมก็มาติดตามต่อ แล้วก็นำมาเสนอต่อที่ประชุมตามกฎหมาย ก็ขออนุญาตกราบเรียน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอกราบขอบพระคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบงบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ เรียบร้อยแล้วครับ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ครับ คุณหมอมีอะไรครับ เอาคุยกับรัฐมนตรีหลังไมค์ได้ไหมครับ
ครับ มันบังเอิญเกี่ยวข้องกับ การทำงานของคณะกรรมการโดยตรงนะครับ ก็คือการสรรหาเลขาธิการ
เชิญเลยครับ บอกได้เลยครับ ใช้เวลาสั้น ๆ
จะเรียนถามท่านรัฐมนตรีในเรื่อง คำถามเกี่ยวกับการสรรหาเลขาธิการของคณะกรรมการสำนักงานนะครับ ส่วนในเรื่องของ การให้ประกันเอกชนเข้ามาดูแลเงินชดเชยเยียวยาเบื้องต้นนั้นผมดีใจที่ว่าท่านรัฐมนตรี ยอมรับว่ายังไม่เป็นคำตอบสุดท้าย เพราะว่าในการบริหารระบบสุขภาพไม่ว่าที่ใด การให้ภาคเอกชนคือผู้ให้บริการก็ดี คลินิกโรงพยาบาลก็ดีนั้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อความหลากหลายในการให้บริการได้ แต่เมื่อเอาบริษัทประกันเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมเมื่อใด จะทำให้ต้นทุนสูง คุณภาพลด เงินร้อยล้านบาทที่พอก็จะไม่เพียงพอครับ ก็อยากที่จะขอให้ ท่านรัฐมนตรีได้ทบทวนเรื่องนี้ต่อไปด้วยครับ ขออนุญาตครับ
ท่านรัชฎาภรณ์มีอะไรครับ เรื่องอะไร ฝากรัฐมนตรีไปก็แล้วกันครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ค่ะ ท่านคะ ดิฉันก็จะเรียนถามท่านรัฐมนตรี ที่จริงเมื่อตอนที่อภิปรายก็เรียนถามท่าน ไปครั้งหนึ่งแล้วถึงเรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ท่านบอกว่าท่านกำลังศึกษา ดิฉันทราบมาว่าท่านตั้งกรรมการที่จะมี ๓ ฝ่าย แต่ไม่มี ฝ่ายผู้เสียหาย ทีนี้ดิฉันก็เลยเรียนเสนอว่าท่านส่งเข้ามาเถอะค่ะ แล้วก็ให้เขามาถกกันในสภา แล้วมันจะได้จบ เถียงกันอยู่ที่กระทรวงนี่มันเถียงกันมาหลายรอบแล้วมันก็ไม่จบค่ะ ก็อยากจะเรียนถามถึงท่าทีของท่านรัฐมนตรีค่ะ
เชิญตอบครับ
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็ในส่วนนี้ผมรับ คิดว่าน่าจะไม่นานนะครับ ดูให้ละเอียดนิดหนึ่ง เพราะเนื่องจากว่ามันมีอยู่ ๓ ส่วนที่กราบเรียนก็คือตามมาตรา ๑๑ เรื่องผลกระทบกับผู้ที่ได้รับการรักษา ก็เรียนให้ทราบว่า ๑. ก็คือข้อตกลงที่ควรจะต้องเป็น ก็คือค่าใช้จ่ายที่จะต้องรับผิดชอบ อันนี้คือหลักการ แต่สิ่งที่พวกเราเป็นห่วงก็คือ การตราพระราชบัญญัติ แล้วตราพระราชบัญญัตินี่ก็คือว่า ถ้ามีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ เกิดผลกระทบนั้นถ้าครอบคลุมแล้วมันก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปตราพระราชบัญญัตินะครับ แต่ถ้ามีความจำเป็นจะต้องหาข้อยุติให้ได้กรณีที่เกิดความเสียหาย นั่นก็คือผมจะต้อง นำเข้าสภาตามที่ท่านรัชฎาภรณ์ต้องการ แล้วผมคาดหวังว่าเช่นเดียวกันนะครับ คำตอบก็คือ อย่างร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพ ตอนนี้ก็อยู่ในสภาแล้ว ที่ท่านบอกเมื่อเช้านี้ว่าในส่วนที่ มีการอภิปรายว่าส่วนนี้อยู่ในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จริง ๆ ไม่ใช่ครับ จ่อที่จะ พิจารณาน่าจะเป็นอาทิตย์หน้านี้ได้รับการพิจารณา
ส่วนเรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาลนั้นผมจะทำให้ไว ที่สุดครับ รับไปแล้วก็จะแจ้งท่านเป็นการส่วนตัวนะครับ
ส่วนเรื่องการสรรหาเลขาธิการที่เป็นคำตอบที่ค้างคาใจที่ผมยังไม่ได้ตอบนั้น ก็เรียนให้ทราบนะครับ ก็มีคณะกรรมการในการพิจารณาท่านโปรดได้สบายใจ ผมก็หารือ คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วว่าในส่วนของคณะกรรมการสรรหานั้นที่มีข่าวว่าจะมี ผลได้ผลเสีย หรือเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างตอบแทนกันหรือไม่ ผมเรียนว่าอันนี้อยู่ในการ หารือคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ เข้าใจว่าภายในเดือนหน้าไม่เกินวันที่ ๑๐ ก็จะมีคำตอบ แล้วก็จะนำไปสู่กระบวนการของการสรรหานะครับ อันนี้กราบเรียนทราบนะครับ
ท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์
นิดเดียวค่ะ ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางท่านรัฐมนตรีว่ากฎหมายคุ้มครอง ผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุขไม่ใช่ความต้องการของดิฉันนะคะ มันเป็นข้อเสนอ มันเป็นกฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอเข้ามาแล้วเขาก็มาติดตาม แล้วคณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งลงท้ายด้วย การมีส่วนร่วมของประชาชนก็ได้เชิญเขามาแล้วก็เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาเพื่อที่จะติดตาม ทีนี้ดิฉันก็เรียนว่าก็จะช่วยติดตามให้ ก็เจอท่านรัฐมนตรีดิฉันก็แอบถามท่านทุกครั้ง แต่พอ มาถึงตอนนี้ต้องกราบเรียนท่านว่ามาตรา ๔๑ ของกฎหมาย สปสช. เป็นคนละประเด็น กับเรื่องนี้นะคะ อันนั้นเป็นการเยียวยามันอาจจะเพิ่มวงเงินก็ใช่ แต่ว่ามันไม่มีผลต่อ โรงพยาบาลเอกชนนะคะ
ครับ ๒.๒ เรื่องรับทราบผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบให้ส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้คณะรัฐมนตรีและสำนักงานศาลยุติธรรมได้พิจารณาดำเนินการนั้น สำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีได้รายงานผลดำเนินการตามข้อสังเกตในส่วนที่คณะรัฐมนตรี ต้องดำเนินการ โดยได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ รับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญและได้นำเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้แก้ไขเป็นเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว จึงแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบ วาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญ ทั่วไป) จำนวน ๒ ครั้ง
- ครั้งที่ ๑๕ วันพุธที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔
- ครั้งที่ ๑๖ วันพฤหัสบดีที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๔
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอให้สภารับรองนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๒ ครั้งนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ . .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
มีอะไรครับ ท่านอภิชาตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตซักถามท่านประธานในการบรรจุระเบียบวาระนะครับ ระเบียบวาระที่ ๔.๔ ร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งได้บรรจุไว้แล้วก็ค้างการประชุมมาตั้งแต่วันพุธที่ ๔ เมษายน ทำไมไม่ถูกจัดลำดับเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จเป็นลำดับต้น แต่ว่า กลับจัดเอาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... เป็นลำดับ ๑ ขอทราบเหตุผลท่านประธานครับ
ต้องให้วิปตอบ เชิญเลขานุการวิปครับ เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ทางวิปเองก็ได้พิจารณาแล้วก็ได้นำเรื่องดังกล่าวบรรจุไว้ ซึ่งก็เตรียมที่จะ พิจารณากันวันนี้นะครับ เรียนท่านอภิชาตครับ
ท่านประเสริฐเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ตามที่ท่านอภิชาตถามนี้เป็นหน้าที่ของประธานสภา ใช่ไหมครับ ทีนี้ที่เรื่องบรรจุ ๔.๔ ปกติมันต้องมาเป็นลำดับที่ ๔.๑ ถูกไหมครับ ทีนี้พอเราเอา ๔.๑ ๔.๒ ๔.๓ มาคั่นก็กลายเป็นว่า ๔.๔ ที่ค้างระเบียบวาระมาจากชุดที่ ๒๔ ก็กลายเป็น ลำดับที่ ๔ ใช่ไหมครับ ทีนี้ทางเลขานุการวิปไปเกี่ยวอะไรด้วยละครับกับการบรรจุ แทรกแซง หรือครับ
เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตท่านประธานในฐานะที่เป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งเกี่ยวข้องในการที่จะนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ในนามของวิปรัฐบาลนำเรียนท่านประธานเพื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่กรุณาได้ห่วงใยว่าทำไม ๔.๔ ถึงมาอยู่ ๔.๔ น่าจะมาอยู่ ๔.๑ ถ้าท่านจะกรุณาดูในการบันทึกในหน้าที่ ๒ ในระเบียบวาระการประชุม ในวงเล็บเขียนว่า (เรื่องตามระเบียบวาระหมายเลข ๔.๑-๔.๔ ค้างมาจากการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๘ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๕) ความหมายก็คือว่าทั้ง ๔ เรื่องถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระตั้งแต่วันพุธที่ ๔ แล้ว อยู่ในระเบียบวาระวันพุธที่ ๔ แล้ว ไม่ได้หมายความว่า ๔.๔ บรรจุในวันที่ ๔ ทั้ง ๔ เรื่อง อยู่ในระเบียบวาระตั้งแต่วันที่ ๔ แล้ว นั่นคือการบรรจุระเบียบวาระของท่านประธาน แน่นอนครับ โดยเฉพาะเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว และโดยความเห็น ของคณะกรรมการประสานงานที่มีส่วนเสนอ เราก็ไล่เรียงตามรายงานที่ส่งเข้ามา มิได้ไปลัด หรือตัดลำดับวันที่ของเรื่องที่เสนอเข้ามา ท่านสังเกตนะครับ ทำไม ๔.๕ ถึงมาอยู่หลัง ๔.๔ เพราะ ๔.๕ เพิ่งบรรจุเข้ามาหลังวันที่ ๔ ครับ นั่นหมายความว่า ๔ เรื่องนั้น ๔.๑ ๔.๒ ๔.๓ ๔.๔ บรรจุก่อน แล้วปรากฏอยู่ในระเบียบวาระตั้งแต่วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๕ เรียบร้อยแล้ว ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ เป็นที่เข้าใจนะครับท่านประเสริฐ โอเคครับ
กราบเรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางปานหทัย เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติ วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... ขอเรียนชี้แจงดังนี้
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๙ (สมัยสามัญ นิติบัญญัติ) วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕ และครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ประชุมได้เสนอร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... ซึ่ง คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งพิจารณา ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏตามรายงานที่นำเสนอ คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... ทั้งหมด ๘ ครั้ง โดยไม่มีผู้เสนอคำแปรญัตติ
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และได้เสนอรายงาน การพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการมาเพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อไป
ทั้งนี้ ดิฉันขอแก้ไขคำผิดในร่างมาตรา ๒ บรรทัดที่ ๓ คำว่า ราชกิจจานุเบกษ ตก สระอา นะคะ แก้เป็น ราชกิจจานุเบกษา และอัตราค่าธรรมเนียมวิชาชีพสังคม สงเคราะห์ ท้ายพระราชบัญญัติ ข้อ ๓ คำว่า สังคมสังเคราะห์ แก้ไขเป็น สังคมสงเคราะห์ คือสะกดผิดนะคะ และขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่จัดเอกสารตารางเปรียบเทียบ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... เพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาต่อไป ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านเลขาธิการครับ
ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ มีการแก้ไข
เชิญท่านสาทิตย์ครับ
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงแล้ว ก็มีความปรารถนาที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ได้ออกไปบังคับใช้โดยเร็ว แล้วก็จะเห็นได้ว่า ในกฎหมายฉบับนี้ ไม่มีผู้ที่สงวนคำแปรญัตติใด ๆ ไว้เลย แต่บังเอิญว่าทางคณะกรรมาธิการ ได้ไปแก้ไข แล้วผมก็เลยเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าในข้อที่ท่านไปแก้ไขนั้นท่านมีเหตุผล ที่จะอธิบายในเรื่องของการแก้ไขนั้นอย่างไรนะครับ ในมาตรา ๒ เดิมทีท่านบัญญัติเอาไว้ว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งปกติโดยทั่วไปที่ปฏิบัติกันนะครับ แต่ว่าท่านไปเพิ่มเติมข้อความว่า เว้นแต่มาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด ๗๒๐ วันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ผมลองไปนับดู ๗๒๐ วันก็ร่วม ๆ ๒ ปีนะครับ ทีนี้พอไป พลิกดูมาตรา ๒๘ กับมาตรา ๒๙ มาตรา ๒๘ กับมาตรา ๒๙ เป็นเรื่องของการกำหนด ในมาตรา ๒๘ ว่าให้วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ดังต่อไปนี้เป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ซึ่งท่าน แก้จากคำว่า ควบคุม เป็น รับอนุญาต ท่านก็บัญญัติไปนะครับ ก็มีอยู่ ๒-๓ วงเล็บนะครับ ในมาตรา ๒๙ ก็เป็นเจตนาที่จะเขียนเอาไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ รับอนุญาตหรือแสดงกระทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิที่จะประกอบวิชาชีพสังคม สงเคราะห์รับอนุญาตโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน แล้วก็จะเว้นในกรณีมีอยู่ ๓-๔ กรณีนะครับ ทีนี้ ผมก็สงสัยว่าทำไมต้องมาเว้นใน ๒ มาตรานี้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อท่านประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไปแล้ว บุคคลใด ๆ ก็ตามซึ่งทำหน้าที่วิชาชีพสังคมสงเคราะห์อยู่ก็น่าที่จะต้องดำเนินการ เพื่อที่จะนำไปสู่การขอรับใบอนุญาต ครั้นเมื่อไปดูในบทเฉพาะกาลของท่าน ในมาตรา ๕๐ ซึ่งกำหนดว่าให้บุคคลซึ่งปฏิบัติงานวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต ตามมาตรา ๒๘ อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้อง มาขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตภายใน ๔ ปีนับแต่มีข้อบังคับเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน และออกใบอนุญาต เพราะฉะนั้นถ้าดูตามนี้แล้วก็หมายความกฎหมายนี้จะใช้บังคับกับบุคคลซึ่งต้องรับใบอนุญาต เมื่อพ้นกำหนดจากวันประกาศไปแล้วถึง ๗๒๐ วัน ก็แปลว่าในช่วง ๗๒๐ วันนั้น เฉพาะในส่วนนี้มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ยังไม่มีการใช้บังคับ เมื่อยังไม่มีการใช้บังคับแล้ว ในมาตรา ๕๐ ซึ่งเขียนไว้ว่าหลังจากที่มีข้อบังคับออกมาถึง ๔ ปีแล้ว ทำไมเราจึงเว้นช่วงไว้ถึง ๗๒๐ วัน ผมอ่านดูแล้วมันก็ค่อนข้างที่จะไม่ค่อยไปด้วยกันกับที่เขียนเอาไว้ตั้งแต่ บทเฉพาะกาลกับการไปเพิ่มเติมอันนี้เอาไว้ เลยสงสัยว่าเหตุผลที่แท้จริงที่ท่านจะต้อง เว้นช่วงเอาไว้ ๗๒๐ วันนั้นเป็นเพราะอะไร แล้วก็ถ้าไม่มีการเขียนเอาไว้ ๗๒๐ วันนั้น มันจะมีผลกระทบไปถึงเรื่องอะไรบ้าง แล้วถ้ามันลดลงจาก ๗๒๐ วัน เป็น ๓๖๐ วัน หรืออย่างไร มันมีผลกระทบอะไร และเหตุผลอะไรที่ต้องบัญญัติเฉพาะไว้ว่าถึง ๗๒๐ วันครับ
กรรมาธิการตอบครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายประเวศ อรรถศุภผล กรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงในประเด็นคำถาม เนื่องจากว่าเราได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น ก็ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาแล้วก็ได้ข้อมูลว่า การที่เรามีบทเฉพาะกาลผ่อนผันตามมาตรา ๕๐ ให้คนที่ทำงานอยู่ก่อนทำต่อไปได้ ก็เป็นผลเฉพาะคนที่ทำอยู่ก่อน แต่ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ มีการรับบุคลากรเข้ามาในสายสังคมสงเคราะห์อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อกฎหมายเราเอ็นฟอร์ซ (Enforce) หรือใช้ไปทันทีปุ๊บ เมื่อมีการจะรับบุคลากรใหม่มาตรา ๒๘ กับมาตรา ๒๙ เขาจะต้องหาคนที่มีใบไลเซนส์ (License) หรือใบอนุญาตเข้ามาไม่สามารถจะอาศัย บทเฉพาะกาลตามมาตรา ๕๐ ได้ เพราะว่ารับบุคลากรเข้ามาทีหลังที่กฎหมายออกใช้แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยเป็นปัญหา แล้วเมื่อสอบถามทางผู้ปฏิบัติเองพบว่ายังไม่สามารถที่จะ ดำเนินการได้ เพราะว่าการหาคณะกรรมการสภาอะไรกฎหมายเขาให้เวลาไว้ถึง ๑๘๐ วันอยู่แล้ว ประมาณ ๖ เดือน กว่าจะมีสภา กว่าจะไปออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการขอรับ ใบอนุญาต การออกกฎกระทรวงเรื่องค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ล้วนแต่ใช้เวลาทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ จะเกิดปัญหาทำให้ภาครัฐมีปัญหาในการหาบุคลากรเข้ามา เพราะกฎหมายไปบังคับไว้แล้วว่า ต้องเป็นคนที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยมาขยายเวลาการใช้บังคับ มาตรา ๒๘ กับมาตรา ๒๙ ออกไปก่อนเพื่อเตรียมบุคลากรที่ได้รับใบอนุญาตให้พร้อมที่จะ เข้ามาปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๒๘ ที่ได้กำหนดบังคับเอาไว้ ที่ไปที่มา ก็เป็นอย่างที่ผมชี้แจงครับ ขอบคุณครับ
เชิญอาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเรียนถามมาตรานี้ล่ะค่ะ ก็จะเรียนถามว่า ถ้าอย่างนั้น บุคคล นักสังคมสงเคราะห์ หรือพนักงานสังคมสงเคราะห์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมสงเคราะห์ ซึ่งอยู่ในกฎหมายต่าง ๆ ในมาตรา ๒๘ เมื่อครบ ๗๒๐ วันแล้ว ท่านจะเอาเขาไปไว้ที่ไหน เพราะว่าที่จริงเขาก็มีศักดิ์มีสิทธิอยู่ในกฎหมายเหล่านี้ ท่านจะเอาเขา ไปเก็บไว้ที่ไหน หรือว่าท่านจะต้องให้เขาไปอบรมแล้วก็ไปผ่านกระบวนการหรืออย่างไร แล้วถ้าเขาไม่ได้ก็แปลว่าเขาต้องออกไปเลยใช่ไหมคะ เพราะกฎหมาย อย่างถ้าเป็น พวกกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มันจะมีสารพัดเลยตั้งแต่ อาสาสมัครทั้งหลายอะไรนี่ก็จะเป็นเจ้าพนักงาน แล้วก็จะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งมันมีอยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้นถามท่านว่าแล้วท่านจะทำอย่างไรกับพวกนี้ในช่วง ๗๒๐ วัน แล้วครบ ๗๒๐ วันแล้วคนเหล่านี้ไปไหน
เชิญกรรมาธิการครับ ท่านสาทิตย์ก่อนครับ จะได้ตอบทีเดียว
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ ผมถามต่อ นิดเดียวนะครับ คือที่ท่านตอบท่านก็ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะเกรงว่าถ้าเกิดมีบทบัญญัติ บังคับไว้ทันทีก็จะกระทบต่อการรับบุคลากรใหม่ ทีนี้ผมก็สงสัยเพียงแต่ว่าในร่างเดิมที่เรา ร่างเอาไว้ไม่ได้คิดถึงกลไกเหล่านี้เอาไว้หรืออย่างไรว่าในการรับบุคลากรใหม่จะมีผลกระทบ ในเรื่องนี้ คือความจริงแล้วการไปบัญญัติไว้ ๗๒๐ วัน เท่าที่ฟังท่านดู คือกรรมการ ตามมาตรา ๑๖ มันต้องเสร็จใน ๑๘๐ วัน ถูกไหมครับ เมื่อกรรมการเสร็จใน ๑๘๐ วันแล้ว จริง ๆ ก่อน ๑๘๐ วัน มันจะมีกรรมการซึ่งกรรมการ ตามบทเฉพาะกาล ซึ่งต้องเริ่มต้นดำเนินการไปก่อน เพื่อให้มีการเลือกตั้งกรรมการ กระบวนการทุกอย่างก็น่าจะเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน ๑๘๐ วัน ๑๘๐ วันก็มีกรรมการ ขึ้นมายกร่างอะไรต่าง ๆ ทีนี้พอ ๑๘๐ วันแล้วจริง ๆ มันก็ยังมีระยะเวลาอยู่พอสมควร ทีนี้ ผมก็เลยสงสัยว่าตัวเลข ๗๒๐ วันมันสมมุติขึ้นมาจากสมมุติฐานอะไร สมมุติขึ้นมาจาก สมมุติฐานอะไร เพราะท่านได้บอกว่าสมมุติฐานที่ท่านบอกว่ามีปัญหาในการรับบุคลากรใหม่ แปลว่ากระบวนการมันต้องตามกลับไปว่าคนซึ่งจบทางด้านสังคมสงเคราะห์มาหรือปรารถนา ที่จะดำเนินวิชาชีพสังคมสงเคราะห์จะต้องไปขอรับใบอนุญาตควบคุมก่อนเพื่อที่จะไปมี การสอบเข้าทำงานในหน่วยงานราชการต่าง ๆ ประเด็นคำถามก็คือ ๗๒๐ วัน สมมุติฐาน มันมาจากอะไร เพราะถ้ากรรมการเสร็จใน ๑๘๐ วัน มีการไปทำระเบียบอะไรต่าง ๆ ทำไม มันต้องยาวไปอีก ๑ ปีครับ ในเมื่อเราปรารถนาที่จะให้มีองค์กรวิชาชีพลักษณะนี้ขึ้นมา ก็สงสัยในเชิงสมมุติฐานนะครับ
คุณหมอชลน่าน แล้วก็ไปท่านอภิชาตนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนถามไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เดิมมาตรานี้เป็นมาตราที่กรรมาธิการได้แก้ไข ก็ขออนุญาตใช้สิทธิสมาชิกไม่ได้สงวนคำแปรญัตตินะครับ ตามข้อบังคับให้สามารถที่จะอภิปรายสอบถามได้ เพราะท่านไปแก้ร่างที่รับไปจากสภา โดยเจตนารมณ์ผมเห็นเช่นเดียวกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่อภิปรายไปนะครับ ความจำเป็นที่จะมาเขียนเฉพาะมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ว่าให้ใช้บังคับเมื่อพ้นไป ๒ ปี ต้องถามทางผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าหลักการและตรรกของวิธีเขียน อยู่ตรงไหน เพราะผมดูสาระบัญญัติของมาตรา ๒๘ ไม่ได้บอกเลยครับว่าจะต้องไปทำเมื่อไร อย่างไร มาตรา ๒๘ หมวด ๕ เป็นการควบคุมมาตรฐานเวชจรรยาบรรณในการประกอบ วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ท่านให้วิชาชีพนี้ขึ้นมาอีกวิชาชีพหนึ่งเป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ รับอนุญาต เมื่อก่อนใช้คำว่า ควบคุม รับอนุญาต ถ้ารับอนุญาตถึงจะมาเป็นวิชาชีพได้ มาตรา ๒๘ โดยหลักแล้วเป็นมาตราที่ว่าด้วยประเภทของวิชาชีพเท่านั้น (๑) (๒) (๓) (๓) ท่านตัดออก แล้วมาแก้ (๔) เป็น (๓) แก้ (๕) เป็น (๔) เป็นประเภทของวิชาชีพ ที่ถูกกำหนดโดยกฎหมายเท่านั้นว่าใครจะเป็นไม่เป็น มาตรา ๒๙ ว่าด้วยข้อห้ามว่าผู้ที่ ได้รับอนุญาตห้ามกระทำวิธีการใด ๆ เว้นแต่ ก็มีข้อเว้นว่าจะไปช่วยไปทำอะไรได้นะครับ กรณีถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียน ความหมายผมดูสาระบัญญัติแล้วไม่จำเป็นกับการบังคับใช้อะไรเลย ต้องถามผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานะครับ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาต้องตอบด้วย ไม่เกี่ยวเลยครับ เพราะท่านไม่ขึ้นทะเบียนท่านก็ไม่มีชื่อว่าเป็นวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ ถ้าสภาไม่แล้วเสร็จ กรรมการไม่แล้วเสร็จ สภาวิชาชีพไม่แล้วเสร็จ ท่านไม่ขึ้นทะเบียน ต่อให้ท่านมีคุณสมบัติทั้ง ๕ ข้อ ท่านไม่เรียกว่าวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เว้นแต่เป็นตามบทเฉพาะกาลที่ท่านมีอยู่ที่เขาเป็นมาแล้ว ท่านอนุญาตเขาเป็นต่อโดยใช้ บทเฉพาะกาล เราก็เขียนรองรับไว้อยู่แล้ว ก็ถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ มีความเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าในวิธีการเขียนกฎหมาย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาต้องตอบนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านอภิชาตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรา ๒ นี้มีการแก้ไข ซึ่งผมก็เห็นสอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกที่ได้ หยิบยกขึ้นมาว่าเป็นการเขียนที่ค่อนข้างผิดที่ผิดทาง น่าจะเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลมากกว่า เพราะว่ามันมีลักษณะเฉพาะของการยกเว้นที่จะไม่ให้มาตรานี้มีผลใช้บังคับ แต่กระนั้นก็ตาม เมื่อเราไปดูมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ แล้ว เป็น ๒ มาตราที่มีความสำคัญที่สุด และต้องถือว่า เป็นมาตราที่เป็นหัวใจของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย ในชั้นรับหลักการของสภาผู้แทนราษฎรนี่นะครับ มีหลักการก็คือให้มีกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ คือไปเขียนอย่างไรก็ได้ แต่ว่าดูเหตุผลสิครับ เหตุผลก็คือว่าปัจจุบันนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและครอบคลุมไปหลายด้าน สมควรที่จะมีองค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในรูปสภาวิชาชีพ เพื่อควบคุมมาตรฐานและจรรยาบรรณการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ในมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ นั้น เป็นหัวใจสำคัญของการที่จะควบคุมมาตรฐานและควบคุมจรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพนี้ คำถามก็คือว่าการเว้นวรรคไปในระยะถึง ๗๒๐ วันนั้นก็หมายความว่า กฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่มีความจำเป็นเท่าไรที่จะต้องออก ก็แปลความว่าที่เราต้องเร่ง เอากฎหมายฉบับนี้เข้ามา แล้วก็หลังขดหลังแข็งกันทำงานของคณะกรรมาธิการ มีผลจริง ๆ ก็อีก ๗๒๐ วัน เพราะหัวใจของมันไม่ถูกนำมาใช้ในทันที ตรงนี้ก็เลยต้อง ตั้งคำถามกับคณะกรรมาธิการว่า ทำไมต้องไปบัญญัติถึง ๗๒๐ วัน และ ๗๒๐ วันนั้นท่านจะทำอะไร เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ เพื่อให้การบังคับใช้ของกฎหมายฉบับนี้มีการควบคุมมาตรฐาน และจรรยาบรรณเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ ก็กราบเรียนถามครับ
เชิญกรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ประเวศ อรรถศุภผล กรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนว่าระยะเวลา ๗๒๐ วัน ได้คิดจากการที่ต้องไปเตรียมการต่าง ๆ เพื่อให้มีบุคลากรที่ได้รับใบอนุญาตเพื่อรองรับ การเข้าไปทำงานในหน่วยงานของรัฐที่เราเขียนกำหนดเอาไว้ เพราะว่าถ้ามาตรา ๒๘ ใช้ทันที การเข้าไปทำงานในหน่วยงานของรัฐจะถูกบังคับตามมาตรา ๒๘ (๓) ที่มีการแก้ไขขึ้นมา จาก (๔) เดิม วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงานของรัฐ เพราะฉะนั้นตรงนี้มาตรา ๕๐ ไม่สามารถช่วยให้รับคนใหม่ได้ เพราะว่าต้องเป็นคนที่ทำงานอยู่ก่อนเท่านั้น เพราะฉะนั้น ก็จะกระทบทันทีเลยว่าถ้ากฎหมายใช้พรุ่งนี้ปั๊บจะรับบุคลากรหลังจากนั้น รับคนเข้ามาทำงาน ในภาครัฐในสายสังคมสงเคราะห์จะต้องเป็นคนที่ เพราะถือว่าเป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ควบคุมหรือรับอนุญาตแล้ว เพราะกฎหมายเอ็นฟอร์ซใช้ทันที คนใหม่ก็จะต้องมีใบไลเซนส์ ทีนี้ได้ถามทางผู้ปฏิบัติบอกว่ายังไม่สามารถที่จะดำเนินการต่าง ๆ ให้มีผู้ที่ได้รับ ใบไลเซนส์หรือใบอนุญาตตรงนี้ได้ ก็มีการสอบถามกันแล้วจะต้องใช้เวลาเท่าไร ในการเตรียมการตรงนี้ เพราะถ้าใช้ไปแล้วหน่วยงานของรัฐก็ประกาศรับคนที่จะมีใบอนุญาต ปรากฏว่าไม่มีคนมาสมัครก็จะเดือดร้อนอีก เขาก็เลยบอกว่ามันจะต้องมีการเตรียมให้ได้สภาก่อน แล้วก็จะต้องไปออกข้อบังคับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการมาขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตต่าง ๆ ตรงนี้ครับทางผู้ปฏิบัติก็บอกว่าขอใช้เวลาประมาณสัก ๗๒๐ วัน ผลก็คือว่ายังทำงาน ไปตามปกติได้เหมือนกับทุกวันนี้ เหมือนขณะที่ยังไม่มีกฎหมาย แต่ว่าการที่กฎหมายออกไป มาตราอื่น ๆ ยกเว้น ๒ มาตรานี้ใช้แล้วมีผล เขาก็จะต้องไปดำเนินการมีข้อบังคับ มีหลักเกณฑ์ มีสภาอะไรต่าง ๆ ได้ตรงนั้น จนกระทั่งมีความพร้อมแล้วมาตรา ๒๘ กับมาตรา ๒๙ ก็จะมีผลใช้บังคับ ส่วนประเด็นที่เราไปแก้คำว่า ควบคุม เป็น รับอนุญาต เนื่องจากว่าถ้อยคำมันดูแล้วทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อผู้ประกอบวิชาชีพว่าเหมือนเขาจะไป กระทำอะไรที่ไม่ดีจึงจะต้องมาถูกควบคุม ทางกรรมาธิการก็เลยเปลี่ยนถ้อยคำให้ว่าไหน ๆ พวกนี้จะต้องมาขอรับใบอนุญาตเราก็เลยเรียกเขาว่าเป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต เพื่อให้ถ้อยคำมันดูดีขึ้นเหมือนกับไม่ใช่คอยจะไปจับผิดเขา ไปควบคุมเขา ขออนุญาต กราบเรียนครับ
เชิญท่านสาทิตย์ครับ
ท่านประธานครับ ฟังดูคือมันมีปัญหา ๒ ประเด็น คือ
ประเด็นที่ ๑ ฟังดูเจตนารมณ์ท่าน มุ่งประสงค์ที่จะไปแก้ไขปัญหา ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐซึ่งอาจจะต้องรับคนใหม่เข้าไปทำงาน แล้ววิชาชีพเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นวิชาชีพรับอนุญาตไป ประเด็นก็อยู่ตรงนี้ครับว่าทันทีที่กฎหมายใช้บังคับ ในหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทั้งหลายนั้นจำเป็นที่จะต้องไปมีการแก้ไขระเบียบต่าง ๆ ในการรับคนหรือไม่ว่าในตำแหน่งต่าง ๆ เหล่านั้นจะต้องรับบุคคลซึ่งมีใบอนุญาตในวิชาชีพเหล่านั้น ถ้าเกิดเขาเขียนเอาไว้ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายฉบับนี้ครับ แต่ว่าถ้าไม่เขียนเอาไว้ ก็ไม่ได้มีปัญหาเหล่านี้แต่ประการใดนะครับ ทีนี้ถ้าเราเกรงว่ามันจะโยงมาถึงเรื่องของการบังคับใช้ตามกฎหมายฉบับนี้ ประเด็น ก็จะตามถัดมาว่าใน ๗๒๐ วันนี้ ผมไม่เข้าใจตรรกของท่านว่า ๗๒๐ วันมันนับอะไร ท่านก็เพียงแต่บอกว่าถามผู้ปฏิบัติแล้วใน ๗๒๐ วันทำเสร็จ ปกติ ๗๒๐ วันทำเสร็จ คำว่า ทำเสร็จ คือทำเสร็จในลักษณะอย่างไร เช่น มีการไปออกกฎระเบียบ มีการเปิดประกาศ ให้เป็นการทั่วไป มีการไปสอบ คือตัวอย่างที่เทียบเคียงได้ง่ายที่สุดก็คือใบประกอบวิชาชีพ ที่เรียกว่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา อันนี้เป็นตัวอย่าง ที่ง่ายที่สุดเลย แต่อันนั้นมันมีการ ผมเข้าใจว่ามันอยู่ในส่วนหนึ่งของคนที่เรียนหลักสูตร ทางด้านของครูโดยเฉพาะที่จะต้องมีหลักสูตรหนึ่งที่ต้องเรียนแล้วก็มีการสอบในปีสุดท้าย ผมเข้าใจเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อจบมาแล้วก็สามารถที่จะดำเนินการได้ทันที ทีนี้ประเด็นของผม ที่ตั้งขึ้นมาในลักษณะอย่างนี้ก็คือว่าถ้ามีเจตนาจะไปช่วยเหลือเฉพาะส่วนราชการที่จะต้อง รับคนใหม่นี่มันไม่มีทางอื่นที่จะเขียนเพื่อที่จะไปยกเว้นในส่วนนี้ไว้หรือ นี่ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คืออย่างเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดน่านได้พูดถึงมันเป็นรูปแบบ การเขียนกฎหมายด้วย ไม่ค่อยเห็นนะครับ ที่เราจะมาเขียนยกเว้นบางมาตราเอาไว้ ในมาตรา ๒ ก็จะเป็นไปตามข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิกที่มาจากนครศรีธรรมราชว่า ไฉนจึงไม่เขียนในบทเฉพาะกาล เช่น ไปเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาลว่าในกรณีที่ส่วนราชการ จะต้องรับบุคคลหรือบุคลากรที่เข้าไปทำงานในหน่วยงานของรัฐอาจจะต้องมีบทยกเว้นเอาไว้ บางประการ ในบางเรื่องเอาไว้ เช่น ในมาตรา ๒๘ (๓) เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งจะต้องบังคับใช้ ในวันถัดจากวันที่ประกาศใช้ไปอีกกี่วันอย่างนี้เป็นต้นนะครับ เพราะการมาเขียนเอาไว้ ในมาตรา ๒ ไม่ค่อยเห็นวิธีเขียนลักษณะกฎหมายอย่างนี้นะครับ ก็ดูกฎหมาย หลาย ๆ ฉบับแล้วก็เป็นลักษณะอย่างนั้น ก็เลยเกิดคำถามครับว่ากฎหมายที่มีลักษณะบังคับ เป็นการทั่วไปแต่เราเขียนยกเว้นบางเรื่องเอาไว้ในตัวบทมาตรา ซึ่งเป็นตัวมาตราหลัก คือมาตรา ๒ ไฉนจึงไม่เขียนไว้ในบทเฉพาะกาล เพราะมันจะต้องสิ้นสภาพบังคับไป เมื่อกำหนดวันในตามกฎหมายที่เขียนเอาไว้แล้วมันมาถึง
เชิญท่านกรรมาธิการตอบ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ประเวศ อรรถศุภผล กรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนถึงรูปแบบการเขียนก็จะมี ๒ ลักษณะ ลักษณะหนึ่งถ้าเขียนเป็นบทเฉพาะกาลก็จะกำหนดในทำนองที่ว่าใครทำอะไรอยู่ ก่อนวันที่กฎหมายนี้ใช้ เพราะว่ามิฉะนั้นเขาจะผิดกฎหมายทันทีในวันรุ่งขึ้นที่กฎหมายใช้ เพราะฉะนั้นจึงต้องยอมให้เขามีเวลาไปเตรียมการบางประการนะครับ ซึ่งกรณีนี้ ในมาตรา ๕๐ เราเขียนให้เวลาคนที่ทำงานในแอเรีย (Area) ที่เราจะควบคุม หรือให้รับใบอนุญาตให้เวลาเขาไปเตรียมตัว ๔ ปี ที่ปรับให้เข้ากับระบบ ส่วนกรณีมาตรา ที่เราไม่ประสงค์จะใช้บังคับ หรือจะผ่อนเวลาไปมันจะมีเขียนอยู่ในมาตรา ๒ ได้ มีใน หลาย ๆ กฎหมายเลย บางครั้งไม่ได้กำหนดเป็นวันด้วยซ้ำ บอกว่ามาตรานี้กับมาตรานี้ จะใช้เมื่อไรให้ไปตราเป็นพระราชกฤษฎีกาต่อก็มีนะครับ กรณีนี้เราไม่ได้ระบุถึงตัวบุคคล แต่เรามองไปที่ตัวมาตราว่าทุกมาตราใน พ.ร.บ. นี้ใช้ทันทีถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา แต่มีบางมาตราที่เราประสงค์จะให้ดีเลย์ (Delay) ออกไป เราก็ใส่อยู่ ในเรื่องวันใช้บังคับ เพราะมาตรา ๒ เป็นเรื่องวันใช้บังคับกฎหมายที่อาจจะเท่ากันทุกมาตรา พร้อมกันหรือไม่พร้อมกันนะครับ อันนี้มีอยู่ในหลายกฎหมายได้ตรวจสอบรูปแบบมาแล้วว่า มีการเขียนลักษณะนี้ ก็จะมีการผ่อนไปบางมาตรา อาจจะผ่อนไป ๖๐ วัน ๑๒๐ วัน ๑๘๐ วัน แต่ในกรณีนี้ได้สอบถามทางผู้ปฏิบัติว่ายังไม่เพียงพอนะครับ จะต้องเตรียมการ ให้พร้อมสำหรับการที่เตรียมคนที่ได้รับใบอนุญาตเพื่อไปรองรับ เราจะสังเกตได้ว่า ในมาตรา ๒๘ เรายังไม่ได้ไปควบคุมถึงในภาคเอกชน เราเริ่มเอาเฉพาะในภาครัฐก่อน ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่าไม่มีการทำงานในภาคเอกชนที่รับนักสังคมสงเคราะห์แล้วเราจะไป บังคับว่าจะต้องได้ใบไลเซนส์จะยังไม่ไปนะครับ แต่ว่าถ้าต่อไปจะเพิ่มเติมก็จะใช้วงเล็บสุดท้าย ที่ให้เป็นตรากำหนดเพิ่มเติมได้เป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ตรงนี้เราก็เลยป้องกันปัญหา ให้ภาครัฐก่อนว่าขอเวลาเตรียมการ เตรียมบุคลากรให้พร้อมประมาณ ๗๒๐ วัน ขออนุญาต กราบเรียนนะครับ
เชิญครับ หมอชลน่าน
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน จำเป็นจริง ๆ ที่ต้องลุกขึ้นสอบถาม จริง ๆ ไม่อยากสอบถาม เพราะอยากให้กฎหมายมันผ่านโดยเร็ว แต่ท่านเขียนอย่างนี้ต้องถามจริง ๆ ครับ ตรรกท่านบอกว่าถ้าออกกฎหมายฉบับนี้รอให้ผู้ที่มีชื่อว่าจะเป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ อนุญาตตามมาตรา ๒๘ สี่วงเล็บไปขึ้นทะเบียน แน่นอนครับถ้าเขาไม่ได้ขึ้นทะเบียนนะครับ เขาไม่ได้เป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เขาจะมีโอกาสเป็นวิชาชีพสังคมสงเคราะห์อนุญาต นับแต่ขึ้นทะเบียน แน่นอนครับท่านบอกว่า ๑๘๐ วัน มีสภา มีข้อบังคับอะไรต่าง ๆ ตีว่า ๑ ปี องคาพยพตรงนั้นเสร็จเรียบร้อยคนเหล่านี้ถึงมีโอกาสไปขึ้นทะเบียน ก็ใช้เวลาประมาณ สัก ๑ ปี ก็เป็นคนที่มีคุณสมบัติในการที่จะประกอบวิชาชีพ มาตรา ๒๙ ท่านห้ามคนเหล่านี้ ไม่ให้ประกอบวิชาชีพถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียน เว้นแต่บุคคลใน (๑) (๒) (๓) (๔) และมี บทเฉพาะกาลรองรับว่ากรณีถ้าได้รับใบอนุญาตอยู่ก่อนแล้ว ท่านใช้บริบทเฉพาะกาล ให้มีผลบังคับเป็นผู้ประกอบวิชาชีพนี้อยู่ต่อไป แต่ก็ต้องมาขึ้นทะเบียนภายใน ๔ ปี คำถามผม ท่านบอกว่าจำเป็นต้องเขียนในมาตรา ๒ กำหนดไป ๒ ปีเพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถ คัดสรรคนที่เป็นมืออาชีพสังคมสงเคราะห์เข้ามาอยู่ในหน่วยงานหรือองค์กรได้ตาม (๓) ที่ท่านแก้วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงานของรัฐ ผมฟังแล้วเหมือนกับเอาขมิ้นผสมปูน ท่านกำลังทำขมิ้นอยู่แต่เอาปูนมาใส่ ท่านจะเขียนกฎหมายทั้งฉบับแก้ปัญหาให้หน่วยงาน ของรัฐรอคน ซึ่งผมเองกราบเรียนด้วยความเคารพ แล้วช่วง ๒ ปีที่ท่านรอท่านเอาคนที่ไหน ไปทำงาน หมายความว่าท่านจะไม่เปิดองค์กรของรัฐเกี่ยวกับด้านนี้เลยใช่ไหม คำตอบ ผมตอบให้ก็ได้ ไม่ใช่ครับ ท่านมีของท่านอยู่แล้วก็ทำงานไป ไม่อย่างนั้นท่านจะเขียน บทเฉพาะกาลทำไมละครับ ท่านเขียนบทเฉพาะกาลว่าเขามีสิทธิที่จะทำประกอบอาชีพด้านนี้ ต่อไป ถึงแม้ไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้ แล้วคนเหล่านั้นทำไมท่านไม่เอามา ทำงานในหน่วยงานของรัฐ ผมก็ถามแค่นี้ครับ ท่านไปรอให้มีใบอนุญาตก่อนมาเป็นพนักงาน ของรัฐ เป็นนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพของรัฐอย่างนั้นหรือ ผมว่าท่านคิดผิดหรือเปล่าครับ พูดตรง ๆ เลยครับ เหมือนกับเอากฎหมายอีกฉบับหนึ่งไปใส่กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ถ้าท่าน คิดแบบนั้นบอกว่ารอเพื่อให้มีใบอนุญาตก่อนถึงจะมาอยู่หน่วยงานของรัฐ ผมว่าท่านคิด น่าจะเรียบเรียงลำดับขั้นตอนผิด คำถามกลับของผมที่แน่นอนที่สุดคือว่าช่วง ๒ ปีที่ท่านรอ ท่านเอาใครไปทำงานให้หน่วยงานของรัฐ ท่านตอบผมประเด็นนี้นะครับ ผมจะได้บอก ถ้าท่านมีคนแล้วผมจะได้ตัดสินใจว่าจะยอมตามที่ท่านแก้มาหรือไม่ ถ้าท่านตอบผมบอกว่า ก็เอาคนที่เขาทำงานอยู่แล้วนั่นละทำงานอยู่ ถ้าท่านตอบอย่างนี้นะครับ ท่านกลับไปใช้ ร่างเดิมที่รับไปจากสภาทันที พวกผมจะไม่ติดใจเลย ขอบคุณครับ
เชิญท่านสาทิตย์ก่อนครับ จะได้ตอบทีเดียว
คือผมฟังเพื่อนสมาชิกแล้วผมก็ คล้อยตามนะครับ แต่ว่ามันจะมีอีกปัญหาหนึ่งคือเวลาท่านเขียนว่ามาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ท่านประสงค์จะช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐ แต่ท่านไปเขียนมาตรา ๒๙ ไว้ด้วย ทีนี้ พอมาตรา ๒๙ มันไม่ใช่นะครับ มาตรา ๒๙ มันเป็นเรื่องของห้ามคนไปประกอบวิชาชีพ หรือแสดงออก ยกเว้นในกรณี (๑) (๒) (๓) (๔) แปลว่าใน ๗๒๐ วันบุคคลเหล่านี้แสดงตัวได้ ใช่ไหมครับ ดำเนินการได้ใช่ไหมครับ ทำไมเราต้องไปยกเว้นด้วยในเมื่อเจตนาของสภา ตั้งแต่ต้นต้องการบังคับใช้ทันที แม้แต่กระทั่งในมาตรา ๒๙ ทั้ง ๓-๔ วงเล็บต้องบังคับใช้ทันที แต่พอท่านเขียนอย่างนี้เพื่อช่วยเหลือหน่วยงานราชการจะรับคนเข้า มันกลายเป็นมายกเว้น ในมาตรานี้ไปด้วย แล้วก็รอไป ๒ ปี เพราะด้วยเจตนาเราต้องการที่จะไปช่วยหน่วยราชการ มันจะมีประเด็นคำถามที่ท่านต้องตอบสมาชิกจากจังหวัดน่าน ประการที่ ๑ แล้ว กับ ๒. ทำไมไม่เขียนบทเฉพาะกาลระบุให้ชัดไปเลยว่าเฉพาะหน่วยงานของรัฐนี่จะทำอย่างไร ผมว่า นี่มันทบทวนได้ครับ คือถ้าท่านยืนตามนี้ต่อไปผมก็เห็นว่าสมควรที่จะไปตามร่างเดิมนะครับ ก็ไม่เห็นด้วยตามที่กรรมาธิการแก้ไขครับ
เชิญกรรมาธิการตอบครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่านนะคะ ดิฉัน อภิญญา เวชยชัย กรรมาธิการค่ะ คือประเด็นในเรื่องของกระบวนการในการที่จะได้นักสังคมสงเคราะห์รับอนุญาตมันมีที่มา ที่ไปนะคะ
ประการแรก ที่ขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่าบุคคลที่เข้ามาเป็น นักสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงานของภาครัฐในปัจจุบันนี้มีบุคคลที่จบมาจากวุฒิ ทางสังคมสงเคราะห์โดยตรง และบุคลากรจำนวนมากที่ไม่ได้จบทางวุฒิสังคมสงเคราะห์โดยตรง กระบวนการที่เราเริ่มต้นด้วยฐานความรู้ที่ต่างระดับกันจึงทำให้กระบวนการ ในการที่จะทำให้ทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งกลุ่มที่จบสังคมสงเคราะห์โดยตรง และไม่ได้จบวุฒินี้ เป็นวุฒิทางด้านสังคมศาสตร์อื่น ๆ แล้วมาเป็นนักสังคมสงเคราะห์มันจึงมีกระบวนการ ในการพัฒนาหรือการก้าวข้ามไปสู่การเป็นนักสังคมสงเคราะห์รับใบอนุญาตต่างกัน กระบวนการที่กำหนดเอาไว้ว่าทำไมจึงเป็น ๗๒๐ วัน ประการหนึ่งเนื่องมาจากกระบวนการ ที่กว่าจะมีคณะกรรมการสภาวิชาชีพที่ถูกต้องโดยถาวรก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะว่ามันจะมี กระบวนการในการจัดตั้ง ซึ่งอาจจะบวกลบอยู่ที่ประมาณมากกว่า ๖ เดือนขึ้นไป คือ ๑๘๐ วัน แล้วก็บวกลบกับการที่มีการตั้งคณะกรรมการสภาวิชาชีพ และคณะกรรมการ สภาวิชาชีพนั้นต้องดำเนินการในกระบวนการของการที่จะเปิดช่องทาง ในการที่จะ ให้นักสังคมสงเคราะห์ทั้ง ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่ผ่านวุฒิการศึกษาโดยตรง และกลุ่มที่ไม่ผ่าน เข้าสู่ระบบ อันนี้เป็นประการที่ ๑ ซึ่งมีเงื่อนไขของระยะเวลาที่จะต้องมีกระบวนการจัดการ เพื่อการเตรียมระบบนั้น
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของกระบวนการเพื่อให้นักสังคมสงเคราะห์ เป็นนักสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต เรายึดหลักตามสมาคมนักสังคมสงเคราะห์นานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่ง เป็นสมาชิกกลุ่มหนึ่ง และมีแนวปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน กับหลาย ๆ ประเทศที่เป็นประเทศที่เป็นสมาชิกของกลุ่มสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ นานาชาติ ในกระบวนการนี้ได้กำหนดเอาไว้ว่าผู้ที่จะเรียนจบสังคมสงเคราะห์มาโดยตรง ก็ยังมิได้หมายความว่าบุคคลกลุ่มนี้จะสามารถขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตได้ทันที เพราะว่า จำเป็นจะต้องมีกระบวนการในการผ่านเรื่องประสบการณ์ในการทำงานจริง แล้วก็มีการดู เรื่องของความรู้ มีการดูในเรื่องของจรรยาบรรณ จริยธรรมของวิชาชีพอื่น ๆ เพราะฉะนั้น กระบวนการที่มีการกำหนดเอาไว้ในทางสากลที่ถือปฏิบัติกันกระบวนการจึงประกอบไปด้วย เรื่องของกระบวนการในการจัดอบรม กระบวนการในการสอบผ่านให้นักสังคมสงเคราะห์นั้น เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน และกระบวนการจากการขอรับรอง มาตรฐานแล้วก็จะเป็นกระบวนการสอบ ซึ่งการสอบก็จะมี ๒ ลักษณะ คือการสอบข้อเขียน และการสอบปากเปล่า ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้เกิดความมั่นใจว่าเมื่อนักสังคมสงเคราะห์ ที่ได้รับอนุญาตนั้นไปทำงานก็จะสามารถผ่านกระบวนการในการที่จะเหมือนกับมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์โดยตรง เนื่องจากกระบวนการที่มีความยาวในลักษณะนี้ จึงทำให้ฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งเราได้ความเห็นมาจากการประชุม การรับฟังความคิดเห็น จากนักสังคมสงเคราะห์ทั่วประเทศ มีข้อเสนอเพื่อจะทำให้กระบวนการนั้นมันผ่านระบบ ขั้นตอนให้เป็นไปดังที่สมาคมนักสังคมสงเคราะห์นานาชาติ ซึ่งเราเป็นสมาชิกอยู่ เป็นผู้กำหนด อันนี้คือกระบวนการที่เกิดขึ้นนะคะ ก็ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อให้เห็นขั้นตอน และกระบวนการค่ะ ขอบคุณค่ะ
เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย ฟังท่านกรรมาธิการชี้แจงแล้วผมเองกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ กลับสู่ร่างเดิมครับ นั่นคือกระบวนการที่ท่านจะได้มาซึ่งนักสังคมสงเคราะห์ เอาละ เมื่อไม่มีสภาวิชาชีพเกิดขึ้น ซึ่งอำนาจหน้าที่สภาวิชาชีพไปออกข้อบังคับเลยว่าการที่จะเข้าสู่ วิชาชีพสังคมสงเคราะห์อนุญาตจะต้องมีคุณสมบัติลักษณะอย่างไร ที่ผมพูดอย่างนี้ เผอิญผมเพิ่งทำกฎหมายวิชาชีพแพทย์แผนไทยเพิ่งจบไป ดูกันอย่างละเอียดเลย อำนาจหน้าที่ต่าง ๆ การเข้าสู่ การขึ้นทะเบียน การควบคุมต่าง ๆ แบบแผนการเขียนอย่างนี้ในกฎหมาย วิชาชีพอื่น ๆ ถ้านำมากางทั้งหมด ผมเชื่อว่าไม่มีกฎหมายวิชาชีพใดเขียนเหมือนท่าน ที่ท่านกรรมาธิการอธิบายเรื่องกระบวนการของการที่จะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ นั่นคือ เรื่องของการศึกษา การเล่าเรียน การเตรียมคน แต่กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ โดยตรงอย่างนั้น จริงอยู่ครับสภาวิชาชีพไปออกข้อบังคับได้ว่าคุณต้องผ่านอะไรมาถึงจะมา ขึ้นทะเบียนได้ สภาวิชาชีพไม่ได้ไปจัดการศึกษาให้เขานะครับ สภาวิชาชีพอ่านจากข้อบังคับ ว่าใครจัดการศึกษามาบอกผม ผมจะออกข้อกำหนดให้ ต้องเป็นไปตามที่สภาวิชาชีพกำหนด นี่คือหน้าที่ของสภาวิชาชีพ ผมก็เลยบอกว่าท่านกำลังจะเอาขมิ้นมาผสมกับปูน หน้าที่ ของหน่วยงานรัฐที่การจะคัดคนเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่ของเขากฎหมายฉบับนี้ก้าวล่วงไม่ได้ครับ กฎหมายฉบับนี้มีหน้าที่รับรองว่าคุณเป็นนักสังคมสงเคราะห์รับอนุญาต เพราะคุณ ได้รับอนุญาตเท่านั้น ส่วนคุณจะไปอยู่หน่วยงานใด เอกชน รัฐ ก็แล้วแต่คุณ ที่เขาจะเปิดรับสมัคร นั่นเป็นไปตามกฎหมายอื่นว่าด้วยการเข้าสู่ตำแหน่งของหน่วยงานของรัฐและเอกชน กฎหมายคนละฉบับกันนะครับ ท่านจะเอากฎหมายฉบับนี้ไปเอื้ออำนวยกับการเข้าสู่ ตำแหน่งของหน่วยงานรัฐ ต้องรอ ๒ ปีก่อนนะ เพราะกลัวหน่วยงานนี้จะไม่มีคนทำงาน ผมว่าน่าจะเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของกรรมาธิการโดยตรง เพราะฉะนั้นผมยืนยัน กลับร่างเดิม กลับร่างเดิมครับ อธิบายไม่ได้เลยในนี้ แล้วมาตรา ๒๙ ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านบอกว่าท่านก็ยกเว้นให้หมายความว่าคนที่ไม่ได้รับอนุญาต ไปประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งท่านก็เขียนบทเฉพาะกาล บทเฉพาะกาลท่านบอกเป็นผู้ได้รับ อนุญาตมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้นะครับไปประกอบวิชาชีพได้ แต่ต้องขึ้นใบอนุญาตภายใน ๔ ปี เห็นไหมครับท่านเขียนแย้งกันเองเลย อนุญาตให้คน ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนไปทำได้ภายใน ๒ ปี แล้วไปตัดสิทธิ คนที่เว้นอีกต่างหาก เช่นพวกนักเรียน นักศึกษานี่ห้ามทำ มันก็กลับกันไปโดยปริยาย ในข้อห้ามของท่าน ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเห็นแล้วผมเข้าใจว่า ด้วยความเคารพจริง ๆ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยดูสักนิดครับ ผมว่า ท่านเข้าใจคลาดเคลื่อนมากกว่าในการที่จะเอาวงเล็บที่ท่านแก้ไขเป็นข้อห่วงใยว่าจะไม่มี คนทำงานให้หน่วยงานภาครัฐในฐานะวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ภาครัฐ กลับร่างเดิมครับ ท่านประธานครับ แล้วพวกผมทั้งหมดนี่ ถ้าท่านไม่กลับร่างเดิมนะ เอาเหมือนกันนะครับ ผมว่าถอนไปแก้ไขเถอะ ไม่ต้องมาเสนอ ขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอเชิดชัยก่อนครับจะได้ตอบทีเดียว
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมเห็นด้วยกับท่านชลน่าน ความจริงมันถูกนะครับที่เขาเขียนแต่มันไม่เหมาะ คืออ่านจริง ๆ เขาเว้นมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ แล้วบทเฉพาะกาลเอาเฉพาะมาตรา ๒๘ แต่เมื่ออ่านไปแล้ว ดูมันคล้าย ๆ ขัดกัน คนไม่เข้าใจ ผมเห็นว่าน่าจะคงร่างเดิมแล้วก็เอาที่ท่านเป็นห่วงไปแก้ไข ในบทเฉพาะกาลใส่เหมือนเดิมก็มีผลเท่ากัน ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านเจะอามิงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกได้แสดงข้อคิดเห็น ผมว่ากฎหมายฉบับนี้มันไปไม่ได้แล้วครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตท่านประธานผ่านไปถึงประธานคณะกรรมาธิการถอนร่างฉบับนี้ ออกไปก่อนครับ ถอนร่างไปแล้วก็ค่อยนำเสนอใหม่ครับ ถอนร่างไปปรับปรุงแล้วนำมา เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ไปไม่ได้ครับอย่างนี้ ยิ่งพิจารณาไป เมื่อสักครู่ท่านก็ได้พูดถึง มันจะพันกันเองในกรณีของบทเฉพาะกาล ในกรณีของการเพิ่มเติม เว้นมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ใช้บังคับพ้นกำหนด ๗๒๐ วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เมื่อขัดแย้งกันเองมันจะไปแก้ในที่ประชุมแห่งนี้ผมว่าคงจะยากครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการถอนร่างนี้ออกไปก่อนแล้วนำมาพิจารณาใหม่ครับ ท่านประธาน
คุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธานครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ด้วยความเคารพที่ผมบอกว่าถ้าไม่กลับร่างเดิม ก็คงต้องถอย กลับไปปรับปรุง เพราะมันจะขัดแย้งกันเอง ผมไม่ได้พูดด้วยโทสะ หรือโมหะอะไรนะครับ เพราะมันเขียนขัดแย้งกันเอง มาแก้ในห้องนี้มันเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าท่านเห็นว่า กลับร่างเดิมใช้กระบวนการในสภากลับได้ครับ เพราะสมาชิกเราไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ของท่าน สมาชิกก็ขอให้กลับร่างเดิมก็มี ๒ แนวเท่านั้น เพราะไม่มีผู้แปรญัตติครับ ไม่ใช่ ร่างคณะกรรมาธิการก็กลับมาร่างเดิมของสภาที่ท่านรับไปก็แค่นั้น ถ้าคณะกรรมาธิการยอม ก็กลับมาร่างเดิมครับ ก็เดินหน้าต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ประเวศ กรรมาธิการ ก็ขออนุญาตกลับเป็นมาตรา ๒ ตามร่างเดิมนะครับ แต่ว่าจะไปปรับ บทเฉพาะกาลเมื่อพิจารณาถึงมาตรา ๕๐ ใหม่อีกครั้งว่าจะมีปัญหากับการรับคนภายหลัง อย่างไรนะครับ กราบขอบคุณครับ
ท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ความจริงผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายไป หลายท่าน ต่อกรณีมาตรฐานของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผมได้นั่งพินิจพิเคราะห์แล้วก็ฟัง ท่านกรรมาธิการชี้แจง ฟังสมาชิกอภิปราย เราก็จะเห็นว่าเราอยู่ในสภานี้มานาน เห็นกฎหมายมาก็หลายฉบับยังไม่เคยเห็นการเขียนกฎหมายที่บังคับระยะเวลาเป็น ๒ ขยัก อย่างนี้เลยครับ ไม่มีครับ เพราะว่าถ้าเราจะบอกว่ามีผลบังคับใช้ทันทีก็ทันที ๓๐ วัน ก็ ๓๐ วัน ๖๐ วัน ก็ ๖๐ วัน ๑๘๐ วัน ก็ ๑๘๐ วัน ทีนี้ท่านก็มาเขียนกฎหมาย ใช้ ๒ ขยัก แต่ว่าบังคับไปส่วนหนึ่ง ไม่บังคับส่วนหนึ่ง หลังจาก ๗๒๐ วัน บังคับอีกส่วนหนึ่ง นี่เป็นมาตรฐานการเขียนกฎหมายที่เราไม่ค่อยได้พบ ไม่ค่อยได้เห็นครับ
ประการที่ ๒ การเขียนมาตรฐานกฎหมาย เนื่องจากสภามีวิชาชีพของ กฎหมายหลายฉบับ ถ้าท่านมาปรับแก้กันในนี้มาตรฐานของท่านไม่ได้หรอกครับ ท่านก็ต้อง ลองไปเทียบเคียง ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ แบบเมื่อสักครู่ที่คุณหมอชลน่านพูดเรื่อง วิชาชีพฉบับแพทย์แผนไทยที่เพิ่งจบครับ เขาก็ต้องทำด้วยความรอบคอบครับ ลองไปศึกษา วิชาชีพแผนไทย วิชาชีพครูอะไรลองเอามาเปรียบเทียบดู แล้วการเขียนกฎหมายมาตรฐานนี้ มันดำเนินไปในทิศทางใด แล้วก็ให้มันไปในทิศทางเดียวกันครับ มันจะได้เป็นมาตรฐาน ของกฎหมายไทย ทีนี้วันนี้พอท่านเห็นสมาชิกในสภาท้วง กรรมาธิการก็จะคืนร่างเดิม แต่พอไปมาตราอื่นท่านก็ต้องไปปรับแก้ต่อ ก็มาแก้กันพะรุงพะรัง และโดยไม่รอบคอบ ในสภาแห่งนี้ละครับ ถ้าดีที่สุดท่านถอนออกไป สัปดาห์หน้าท่านไปทำเลยครับวัน ๒ วัน แล้วสัปดาห์หน้าท่านก็เอากลับเข้ามาใหม่ ผมคิดว่าจะประหยัดเวลา แล้วก็รอบคอบกว่า เป็นประโยชน์กับการใช้กฎหมาย เป็นประโยชน์ต่อการบังคับใช้กฎหมายมากกว่าครับ ขอบคุณครับ
ว่าอย่างไรครับท่านประธานปรึกษากันดูจะถอนไหมครับ เชิญอาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันก็อยากจะเรียนถามทาง คณะกรรมาธิการเหมือนกันว่าถ้าท่านตัดสินใจเดี๋ยวนี้ว่าท่านจะกลับไปสู่ร่างเดิม ดิฉันก็คิดว่า ในมาตรา ๒๘ ที่ท่านยกเว้นไว้ ๗๒๐ วัน ที่ดิฉันถามท่านว่าใน (๑) (๒) นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ เหล่านี้ภายใน ๗๒๐ วัน ดิฉันถามท่านเหมือนกับว่าให้เขาอยู่อย่างไร ท่านก็บอกก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนี้ละ ๗๒๐ วัน ก็พัฒนากันไป แล้วก็เข้ามาสู่ตรงนี้ ก็แปลว่าถ้าใครไม่ได้ตามกฎหมายอื่นก็ต้องออกไปใช่ไหม แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามถ้าท่านบอกว่า ท่านจะกลับไปตามร่างเดิม แต่ในนี้ท่านต้องตกผลึก ท่านต้องทบทวนวิธีคิดของท่าน ที่ท่านบอกว่าจะยกเว้น ๗๒๐ วัน (๓) ท่านตัดทิ้งหมดเลย แปลว่า (๓) เป็นได้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วหรืออย่างไร ถ้าท่าน จะย้อนกลับไปแล้วก็ไปสู่ร่างเดิมก็แปลว่า (๓) ยังอยู่ (๑) (๒) (๓) ก็ไม่มีข้อแตกต่างกัน ใช่หรือไม่ ถ้ากลับไปตอนนี้ดิฉันก็เรียนถาม ก็เหมือนกับมาตรา ๒๙ ท่านบอกว่าภายใน ๗๒๐ วัน ที่บอกห้ามผู้ใดประกอบวิชาชีพเหล่านี้ ๆ ยกเว้น ๔ วงเล็บ ถ้าท่านบอกว่า ๗๒๐ วัน ถึงจะให้ ใช้ได้ก็แปลว่าคนใน ๔ วงเล็บนี้ไม่ได้รับการยกเว้น ถูกห้ามหมดเลยจนกว่าจะครบ ๗๒๐ วัน ใช่หรือไม่ เพราะ ๔ วงเล็บนี้เขาทำงานเป็นกิจวัตรอยู่แล้วทุกวันนี้ แล้วท่านก็บอกว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นประชาชนธรรมดา เป็นองค์กรภาคเอกชน เป็นองค์กรภาคประชาชน คนเหล่านี้ถ้าท่านยังกำหนดไว้ ๗๒๐ วัน แปลว่า ๗๒๐ วันนี่ไม่ยกเว้นเลย ห้ามดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น ปัญหามันจะเกิดขึ้นโกลาหลเลย แต่ถ้าท่านจะกลับไปหาร่างเดิม มาตรา ๒๘ ท่านต้องดูว่า ท่านคุยกันท่านแยก (๓) ออกจาก (๑) และ (๒) แสดงว่ามีความแตกต่างกัน ท่านคิดอย่างไร แล้วถ้ากลับไปมันจะมีผลอย่างไร อยากจะให้ท่านคิดดู ท่านอาจจะถอนออกไป แล้วก็ ไปคุยกันก่อนก็ได้ ต้องตกผลึกนะคะ เพราะท่านแยกอย่างนี้ตัด (๓) ออก ไม่ต้องอยู่ใน ๗๒๐ วัน หรือ (๓) ท่านไม่นับเลย คนที่อยู่ในงานเหล่านี้ท่านไม่นับเลยว่าเป็นนักสังคมสงเคราะห์ หรืออย่างไร ท่านต้องทบทวนอีกครั้งหนึ่งนะคะ
ท่านเจะอามิงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... สมาชิกเห็นด้วยที่จะ ให้ผ่านด้วยความรอบคอบ ไม่ขัดข้องนะครับ แต่วันนี้มาดูเวลาคณะกรรมาธิการไปพิจารณา เรื่องกฎหมายแล้วมันไม่รอบคอบ ในเมื่อไม่รอบคอบกฎหมายฉบับนี้เมื่อประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเสร็จแล้วต้องไปบังคับใช้ แล้วการที่จะมาแก้ไขในที่ประชุมใหญ่ ความรอบคอบมันไม่มี ผมถึงบอกว่าวันนี้มันมีกฎหมายอื่นอีกหลายฉบับกำลังรออยู่ ถ้าเพื่อไม่ให้เสียเวลาในการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องนำเรื่องกฎหมายอื่น ขึ้นมาพิจารณา ผมขอความกรุณาท่านประธานผ่านไปถึงประธานคณะกรรมาธิการ ช่วยกรุณานำร่างนี้กลับไปแล้วก็ไปพิจารณาใหม่ แล้วก็ค่อยนำมาสู่ในการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรมันจะดีกว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจะไม่จบครับ สมาชิกจะวิพากษ์วิจารณ์ แล้วกฎหมายฉบับนี้จะไม่ได้ไปไหนเลย แล้วนั่งถกเถียงอยู่ตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายนี้ เป็นกฎหมายที่สำคัญ สมาชิกอยากจะให้ผ่านแต่ว่าเมื่อดูแล้วมันไม่รอบคอบ อย่างที่ ท่านสมาชิกท่านประเสริฐได้กรุณาเรียนต่อที่ประชุมเมื่อสักครู่ มันเป็นการขยัก ๒ ขยักไว้ในมาตรา ๒ มันไม่เคยเห็นในการร่างกฎหมาย ในการตรากฎหมายออกจาก สภาผู้แทนราษฎรในลักษณะอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากไปถึงขอความกรุณา ท่านประธานคณะกรรมาธิการอย่าดื้อเลยครับ ถ้าท่านดื้อมันจะไม่จบแล้วก็พิจารณาอยู่ตรงนี้ ท่านถอยหน่อยเถอะครับ ถอยกลับไปเพื่อพิจารณา อาทิตย์หน้าก็นำเข้ามาเถอะครับ เพื่อความรอบคอบของร่างพระราชบัญญัติครับ ขอบคุณครับ
อาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอประทานโทษที่จะต่อ อีกสักหน่อยหนึ่งว่าดิฉันก็อาจจะเป็นคนอ่านกฎหมายไม่เร็ว แล้วก็พอไปดูหลายท่านพูดถึง บทเฉพาะกาล เมื่อครู่ท่านกรรมาธิการก็บอกว่าพอไปถึงบทเฉพาะกาลก็จะไปว่ากันอีกที ถ้ามาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ จะกลับไปตามร่างเดิม ทีนี้ดิฉันก็จะเรียนถามท่านว่า ที่เรียนว่าท่านอาจจะต้องไปคุยกันให้มันชัดเจน อย่างมาตรา ๕๐ มาตราสุดท้ายเลยท่านบอก ให้บุคคลซึ่งปฏิบัติงานวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาตตามมาตรา ๒๘ อยู่ก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องมาขึ้นทะเบียนเพื่อรับใบอนุญาตภายใน ๔ ปี ก็ทำไมไม่ภายใน ๗๒๐ วันล่ะคะ เพราะว่าถ้าหลังจาก ๗๒๐ วันท่านก็จะให้กฎหมายนี้ใช้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แล้วก็ถ้าคนที่ เขาทำงานด้านนี้อยู่แล้ว เป็นปฏิบัติงานวิชาชีพสังคมสงเคราะห์รับอนุญาตอยู่แล้วก่อนหน้านี้แล้ว ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรไม่ใช่หรือคะ เพราะว่าเขาเป็นอยู่แล้ว รับอนุญาตอยู่แล้ว แล้วก็ต้อง ถามว่าทำไมเขารับอนุญาตอยู่แล้ว เพราะเขาเรียนจบปริญญาตรีทางสังคมสงเคราะห์หรือเปล่า ถ้าคนที่จบปริญญาตรีทางสังคมสงเคราะห์ได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ หรือยังต้องมาปฏิบัติ ตามข้อกำหนดของสภาวิชาชีพนี้ด้วย ก็เรียนท่านว่ามันเป็นข้อสงสัยอีกเหมือนกัน ถ้าเขา เป็นอยู่แล้วทำไมท่านต้องให้มาขึ้นทะเบียนภายใน ๔ ปี ในเมื่อบอกว่ากฎหมายนี้เก็บเขาไว้ แค่ ๗๒๐ วัน อะไรอย่างนี้ค่ะ ก็เรียนท่านว่าที่จริงถ้าท่านกลับไปทบทวน ท่านจะได้จัด ระบบคิดของท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วให้มันสอดคล้องกันให้หมดเลยตั้งแต่ต้นจนมาตราสุดท้าย ที่ดิฉันอ่านนี่ค่ะ ถ้าท่านบอกว่าดิฉันสับสน ก็ขอประทานโทษแปลว่าดิฉันสับสน ไม่ใช่ ท่านสับสน ขอบพระคุณค่ะ
คุณหมอชลน่าน แล้วท่านไพจิตนะครับต่อจากคุณหมอชลน่าน
ท่านประธานครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ ผมเอง ด้วยความเห็นใจกรรมาธิการ ไม่จำเป็นต้องถอนหรอกครับ เพราะว่าเท่าที่ดูนี่ในมาตรา ที่ท่านแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นมาตราที่ว่าด้วยเรื่องประเภทของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ในมาตรา ๒๘ ท่านไปกำหนดวงเล็บ ผมเองอ่านคร่าว ๆ นะครับ ผมเข้าใจว่า (๓) ของท่าน กับ (๔) ของท่านนี่คืออันเดียวกัน เปลี่ยนถ้อยคำเท่านั้นเอง แทนที่จะเขียนเป็นรายละเอียด ก็มาเขียนว่าเป็นภาครัฐไปก็จบ แค่นั้น นั่นคือแก้ไม่ได้เสียหลักการ เพียงแต่ขมวดถ้อยคำ ให้มันสอดคล้องกับวิธีเขียน บทเฉพาะกาลเรื่องเวลาท่านไม่ได้แก้ ๔ ปีเหมือนเดิม แต่ท่าน ไปแก้วันตั้งต้นเท่านั้นเอง ท่านเกรงว่าหลังจากพระราชบัญญัตินี้บังคับใช้นะครับ นับแต่วัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ๔ ปี ท่านคิดว่ากลัวเขาจะขึ้นทะเบียนไม่ทัน เอาล่ะ ขอว่า รอให้มีการประกาศข้อบังคับก่อนก็แล้วกันค่อยไปขึ้นทะเบียน ก็หมายความว่า ๔ ปีบวก ๔ ปีบวกนี่ผมคิดให้ก็แล้วกันคือ ๕ ปี กว่าเขาจะออกข้อบังคับได้ก็ประมาณ ๑ ปีหลังจาก กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ท่านก็เพียงแต่อนุญาตแค่นั้น อันนี้ก็ไม่ได้เสียหลักการอะไรครับ ส่วนอื่น ๆ วิธีแก้ไขอื่น ๆ นี่เป็นแก้ไขถ้อยคำให้มันสอดคล้องสอดรับเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ผมเองกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับเมื่อท่านเห็นว่ามาตรา ๒ ท่านกลับสู่ ร่างเดิมนะครับ ก็สามารถพิจารณาต่อเนื่องไปได้ แต่ผมก็แปลกใจ คณะกรรมาธิการเข้าใจว่า น่าจะเป็นจากผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานะครับ ท่านตอบว่า พอถึงบทเฉพาะกาลแล้ว ท่านจะไปเขียนแก้ไขในข้อห่วงใยของท่านเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐ ที่กลัวว่าจะไม่มีนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพได้รับอนุญาต ถึงแม้ท่านจะเขียนผมก็ไม่อนุญาต ให้ท่านเขียนครับในชั้นนี้นะครับ ท่านกลับร่างเดิมก็คงไปตามที่ท่านร่างแก้ไขมา กฎหมายฉบับนี้ ก็จะได้ผ่านในวันนี้นะครับ ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับ เดินหน้าต่อเลยครับ
ท่านไพจิตครับ ท่านไพจิตแล้วท่านสมคิด
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ต่อมาตรา ๒ ที่คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเรื่องสภาพบังคับให้เว้นเฉพาะมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ผมเข้าใจว่า ข้อเสนอที่ท่านสมาชิกให้กลับไปร่างเดิมเป็นข้อเสนอที่สามารถที่จะปฏิบัติได้โดยภาระถ้าได้ดู เนื้อหาของการนำเสนอในชั้นการพิจารณาต่าง ๆ รวมมาถึงเรื่องของคณะกรรมาธิการ มีผู้ที่รับผิดชอบงานโดยตรงที่เป็นเจ้าภาพหลักในทางกฎหมายในการที่จะจัดระบบ เรื่องการช่วยเหลือกรณีการสงเคราะห์ต่าง ๆ เท่าที่ผมดูในหน้า ๒ หน้า ๓ ที่เป็นรายงาน ของคณะกรรมาธิการที่พิจารณาเสร็จแล้ว ก็เป็นคณะบุคคลที่ได้มีความรับผิดชอบโดยฐานะ อยู่แล้วนะครับ ที่ได้เขียนได้เพิ่มเติมเข้ามา เพราะฉะนั้นถ้าปรับออก ถ้าถ้อยคำข้อความใดที่จะต้องพิจารณาในมาตราต่อไปนี่ก็ชอบที่จะ ดำเนินการโดยความเห็นของที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรได้อยู่แล้ว ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือในการที่จะทำงานสงเคราะห์ช่วยเหลือ ที่เป็นระเบียบระบบมากยิ่งขึ้น กว่าที่จะออกมาใช้นี่ เวลาที่คณะกรรมาธิการเองต้องการที่จะ ให้มีผลบังคับพ้นไป ๗๐๐ กว่าวันนี่ก็แปลว่ากว่าที่กฎหมายจะไปวุฒิสภา กว่าอะไรทั้งหลาย เขาได้มีการเตรียมการแนวทางที่จะควบคุมจัดระบบระเบียบในส่วนที่เพิ่มเติมไว้ ดังที่คณะกรรมาธิการวิตกนี่ ผมยังเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์มากว่าให้กลับไปแล้วก็เข้ามา กว่าจะเข้ามาอีกก็จะเสียเวลา ก็อยากจะขอความกรุณาว่าความเห็นของกระผมนั้นเชื่อว่า จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญแล้วจะไม่เกิดความเสียหายหรอกครับ ถ้าหากที่ประชุม ของคณะกรรมาธิการได้ดูล่วงหน้าว่าจะต้องใช้ข้อความใดที่ได้เพิ่มเติมขึ้นมา แก้ไขขึ้นมา ที่สอดรับกับข้อความในมาตรา ๒ ที่บอกให้มีผลเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้สอดคล้องสอดรับกันเท่านั้นนะครับในบทที่จะต้องทำ ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะ ให้กลับไปครับ
ท่านสมคิด แล้วท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย เขต ๒ ครับ ผมอยากแสดงความคิดเห็น ผมฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเกี่ยวกับมาตรา ๒ นะครับ ผมอยากเสนอว่าอย่างนี้จะเป็นไปได้ไหม หรือว่าเราจะไปเอาไว้ที่บทเฉพาะกาล ตรงที่ ผมฟังแล้วท่านเป็นห่วงพวกเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่อยู่แล้ว ไม่อยากให้เขาเสียสิทธิ (๑) (๒) (๓) อะไรก็ตามที่ท่านว่า ถ้าท่านอยากจะให้เขามีสิทธิ เราก็บอกไว้ว่านับตั้งแต่วันประกาศใช้ กฎหมายนี้ ให้ผู้บุคคลตามข้อนี้ มาตรา ๒๘ (๑) (๒) นี่ให้มีสิทธิเป็นนักสังคมสงเคราะห์ เว้นแต่ ท่านจะเว้นใคร ท่านอยากจะคัดเลือกใครก็ว่าไป ผมว่าน่าจะให้สิทธิเขา เราน่าจะ ตีความให้คนที่เขาทำงานอยู่ให้มีสิทธิ ไม่ใช่ตีความให้เขาเสียสิทธิ ถ้าทำอย่างนี้ผมว่ามันก็ไม่มี ปัญหา เราไปไว้บทเฉพาะกาลบอกว่าเราจะคงสิทธิให้ใครบ้าง หรือทำงานมาแล้วกี่เดือน ถือว่าท่านมีคุณสมบัติ แล้วก็ชั้นยศอะไรก็ให้ตามที่เขาทำอยู่ขณะนี้ไม่ให้เขาเสียสิทธิ เราจะ ตีความไปอย่างนี้ได้ไหมเพื่อรักษาคน หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการตามที่กฎหมายต้องการ คณะที่ทำงานอยู่แล้วก็ถือว่าเขามีสิทธิหมดทุกคน ผมว่าน่าจะตีความกันแบบนี้ จะทำอย่างไรก็ตาม ให้คนปฏิบัติเดี๋ยวนี้คงสถานะเขาไว้ตามสถานะที่เขามีอยู่ขณะนี้ หลังจากนั้นก็พัฒนาไปตามสภาพ คือกฎหมายอื่นไม่ว่าครู ไม่ว่าการขึ้นเงินเดือนก็เหมือนกัน ก็มีการลักษณะคงสิทธิเขาไว้อย่างนี้ นะครับ เราน่าจะตีความออกไปแบบนี้ ไม่น่าจะพูดให้มันยากนะครับ เพราะว่าเราตั้งใจ จะให้เขาเป็นอยู่แล้ว แต่คนจะมาใหม่ต้องเข้ากระบวนการ คนที่ไม่ได้คุณสมบัตินั้น ต้องพัฒนาไป เราก็พูดในข้อยกเว้นในบทเฉพาะกาลไว้ ผมว่ามันน่าจะดีกว่าครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านประเสริฐครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีคำถามครับ ถ้าสมมุติว่าเหมือนกับท่านสมาชิกบอกว่า ขอเพียงแต่ แก้เอากลับไปสู่ร่างเดิม ถ้าสมมุติว่าเราไม่ถอนออกไปก่อนนะครับ แล้วก็กลับไปสู่ร่างเดิม ทีนี้มันก็มีคำถามว่าอยากให้กรรมาธิการตอบว่าจะถอน ไม่ถอน ถ้าไม่ถอนจะกลับไปสู่ร่างเดิม แล้วจะยังคงต้องการข้อความที่เราตัดออกไปทั้งหมดเลย แล้วจะไม่ใช้ทั้งหมดหรือว่ายังจะใช้อยู่ แล้วจะไปใส่ไว้ที่ตรงไหนถ้าจะใช้ ถ้าไม่ใช้ก็ตัดออกทั้งหมด ถ้ากรณีตัดออกทั้งหมด ๗๒๐ วันของท่านที่เมื่อสักครู่ว่ามีความจำเป็น ในขณะนี้แปลว่าหมดความจำเป็นแล้วใช่หรือไม่ ถ้ากรณีตัดออกนะครับ แต่กรณีถ้าจะเอาไปใส่จะเอาไปใส่ไว้ในตรงไหนครับ อันนี้ ประการที่ ๑ นะครับ
ประการที่ ๒ เนื่องจากตัว ๗๒๐ วันของท่าน สมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ท่านก็ตอบ ตอบก็ยังไม่ชัดเจนครับว่ากว่าจะได้สภามาก็ต้องใช้เวลา ๑๘๐ วัน กว่าจะออก ระเบียบ ข้อบังคับก็อีกระยะหนึ่ง ความหมายคล้าย ๆ อย่างนั้นนะครับ ทีนี้ท่านก็ตอบว่า ถามเขา เขาก็บอกว่าต้องขอเวลา ๗๒๐ วัน แปลว่าถ้าเกิดเขาขอเวลา ๑,๐๐๐ วัน ก็แปลว่า ๑,๐๐๐ วัน ใช่ไหมครับ ถ้าเขาขอเวลา ๑,๒๐๐ วัน ก็ต้อง ๑,๒๐๐ วัน เพราะมันไม่มีฐานของที่มา มันไม่สามารถตอบออกไปได้ครับว่าเป็นเหตุเป็นผล ทำไมถึงต้อง ๗๒๐ วัน ๗๒๐ วัน มันมีเหตุผลอะไรที่ไปรองรับคำว่า ๗๒๐ วัน มันตอบไม่ได้ ก็แปลว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายระยะเวลาคาดเดาใช่ไหมครับ แล้วแต่ใครจะบอก กรรมาธิการก็ใส่ แล้วก็ เอาเข้ามาสู่สภาใหญ่ ๆ อย่างนี้พิจารณากัน เพราะฉะนั้นมันยังมีคำถามเยอะครับ แล้วอีก กรณีหนึ่งเช่นกรณีของ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านสมคิดพูดครับ ไม่ได้เกิดความเสียหายครับ ความคิดของท่านก็ดีครับ ท่านบอกว่าน่าจะตีความคงสิทธิ ไม่ใช่ตีความให้เสียสิทธิครับ ก็ถูกครับ ทีนี้พอกลับไปวงเล็บตามมาตราที่ท่านบอกว่ายกเว้นมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ท่านก็ต้องไปแก้อีกใช่ไหมครับ อย่างนี้ก็แก้ไม่จบครับ แก้กันอยู่ที่นี่ครับ คนหนึ่งลุกขึ้นมาอภิปราย ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๐ คน หมดไปแล้วครับ ๒ ชั่วโมง วันนี้ก็ไม่จบครับ แล้วดูจากสมาชิก ก็น้อยมากครับ บางตามาก เวลาเกิดความขัดแย้งท่านประธานก็เข้าใจครับ พวกผม ก็ไม่อยากจะทำครับ อยากจะช่วยกัน แต่ทำอย่างไรให้มันไปได้ครับ เดี๋ยวสื่อมวลชน ก็กำลังจับจ้องสภาเราอยู่ช่วงนี้ก็ข่าวไม่ค่อยดีมาตลอด เราก็ไม่อยากจะให้เกิดข่าวไม่ดี เกิดขึ้นอีกกับสภานะครับ ถ้าเราถอนแล้วก็จบกันไป วันนี้ตามเวลาก็ได้เวลาพอสมควรแล้ว เพราะท่านประธานก็นัดเวลาไว้ว่าวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕ ประชุมเวลา ๑๐.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา ทุกคนก็ทราบเวลาครับ จำนวนหนึ่งก็กลับบ้านก็ไม่ว่ากัน เพราะมันถึงเวลาจริง ๆ ได้ตามเวลาที่ท่านประธานระบุในเอกสารส่งให้ทุกคนแล้วครับ ก็เข้าใจครับ ขอให้มันจบด้วยดีนะครับท่านประธานครับ
ท่านเจะอามิงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส กระผมขออนุญาต ท่านประธานผ่านไปถึงประธานคณะกรรมาธิการว่าการตรากฎหมายลักษณะอย่างนี้ ไม่สง่างามครับ ไม่สง่างามต่อการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ท่านถอนออกไปนะครับ แล้วพรุ่งนี้ท่านก็นัดประชุมใหม่ได้ครับ อาทิตย์หน้าก็เข้ามาได้ ถ้ายื้อกันอยู่อย่างนี้วันนี้มันก็ จะมีปัญหาแล้วก็จะเป็นปัญหาต่อการตรากฎหมายครับ ผมเรียนต่อท่านประธานผ่านไปถึง ประธานคณะกรรมาธิการไม่ใช่เป็นการเสียหน้าหรอกครับ การนำกฎหมายมาสู่สภา เพื่อความรอบคอบเพราะกฎหมายต้องไปบังคับใช้ พวกผมก็ต้องการให้มีการออกกฎหมายฉบับนี้ อย่างเร่งด่วน อยากจะให้มีการประกาศใช้ แต่เพื่อความสง่างามมันไม่เคยมีการตรากฎหมาย ในลักษณะอย่างนี้นะครับ จะมาแก้ในที่ประชุมใหญ่ผมเชื่อว่าความรอบคอบมันไม่มีครับ ท่านประธาน ถอยสักก้าวครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ เพื่อความสง่างาม ของกฎหมายครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านประธานคณะกรรมาธิการ
ดิฉัน ปานหทัย เสรีรักษ์ ในนามประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการก็ตกลงค่ะ ขอถอนออกไปค่ะ ขอบคุณค่ะ
ตกลงถอนตามท่านประเสริฐสั่งแล้วครับ วันนี้ผมว่าพอสมควรแล้วกระมังครับ ปิดการประชุมครับ