ฮอชาลี ม่าเหร็ม หารือเรื่องระบบสุขภาพ โดยเฉพาะหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเรียกร้องการปรับปรุงระบบให้ครอบคลุมและยุติธรรมมากขึ้น
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอใช้เวลา ใน ๑๐ นาทีตรงนี้ ในการพูดถึงเรื่องของที่เกี่ยวเนื่องกับรายงานของ สตง. ที่มีต่องบดุลของ สปสช. ซึ่งนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นของผม ที่จะพูดนั้นก็คงเกี่ยวเนื่องกับระบบของกระทรวงสาธารณสุข ระบบของ สปสช. แล้วก็ระบบ การเข้าถึงบริการของพี่น้องประชาชน ตลอดจนถึงช่องว่างของการให้การบริการรักษา ระหว่างโรงพยาบาลเอกชนซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็โรงพยาบาลของรัฐบาล ซึ่งมีพี่น้องประชาชนที่ใช้สิทธิ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำนวน ๔๗ ล้านคนทั่วทั้งประเทศ แล้วก็มีรายหัว มีเงินงบประมาณในการที่จะดูแลสุขภาพ รายหัว ๒,๔๐๐ กว่าบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอเรียนว่าก่อนที่จะมีระบบ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นในยุคที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาล ท่านชวน หลีกภัย แล้วก็รัฐบาลท่านอื่น ๆ ที่ผ่านมานั้น ระบบของโรงพยาบาลก็มีการดูแล ผู้ป่วยที่ยากไร้ ผู้ป่วยที่ยากจน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นที่ทราบ อาจจะเป็นเรื่องที่นานมาก แต่ก็เมื่อก่อนมีบัตรสงเคราะห์ เมื่อก่อนมีการสงเคราะห์โดยสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล เมื่อก่อนมีบัตร ๕๐๐ บาท มีบัตร ๓๐๐ บาท ซึ่งพี่น้องสามารถที่จะจ่ายเพื่อซื้อประกันสุขภาพได้ แต่หลังจากนั้นมา ในยุคของที่คุณหมอสงวนซึ่งได้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งท่านเป็นคนที่จุดประกายแนวคิด ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นั่นก็คือรวมเอากองทุนทุกอย่าง รวมเอาระบบการรักษาฟรีทุกอย่าง มาอยู่เป็นระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แล้วก็รัฐบาลในยุคปี ๒๕๔๔ ก็ได้หยิบยกขึ้นมา ใช้เป็นนโยบายในการรักษาสุขภาพ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคนะครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ วิเศษวิโส หรือว่าเพิ่งหยิบยกกันมาในปี ๒๕๔๔ หรือปี ๒๕๔๕ แต่จริง ๆ แล้วก่อนหน้านั้น ทุกรัฐบาลก็มีการดูแลพี่น้องผู้ที่ยากจนที่ยังไม่เข้าถึงการบริการ แต่เนื่องจากว่าในสมัยก่อนนั้น กลับมาในสมัย พ.ศ. นี้นั้น งบประมาณในการบริหารจัดการอาจจะต่างกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนต่อท่านประธานสภาแล้วก็ผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แล้วก็ทางเจ้าหน้าที่ของทาง สปสช. นั้นก็คือว่า ในระบบของการรักษา ถ้ามองในภาพรวมนั้นสวรรค์ของการรักษาจะอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชน ไม่ต้องรอคิวนาน แล้วก็มียาที่ดี แล้วก็ถูกกับโรค มีหมอที่เชี่ยวชาญเฉพาะ ญาติ ๆ ผม เพื่อน ๆ ผม แล้วก็คนที่จบหมอหลาย ๆ ท่านก็มาใช้ทุนที่โรงพยาบาลของรัฐได้ไม่กี่ปี แล้วก็ ไปต่อเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แล้วก็ยอมที่จะโดนปรับไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน เพราะระบบ ของการจัดการเขาดีกว่า แต่ระบบตรงนั้นมันรองรับคนรวยเพียงแค่ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ แล้วก็รองรับเศรษฐีจากดูไบ เศรษฐีจากตะวันออกกลางซึ่งมารักษา แล้วก็ กลายเป็นระบบธุรกิจของการรักษาพยาบาล ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีมูลค่า ของเงินทุนเป็นแสน ๆ ล้านบาททีเดียวนะครับ แต่ว่าพี่น้อง ๔๗ ล้านคน ซึ่งอยู่ในระบบ ๓๐ บาท รักษาทุกโรคนั้น ช่องว่างหรือว่าแก็พ (Gap) ตรงนี้มันห่างกันเหลือเกินครับ เมื่อครู่ เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงยา โรคเดียวกัน ความดันเดียวกัน แต่ในระบบ ๓๐ บาทนั้นยาหนึ่ง แต่พอมาอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน ยกตัวอย่างโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่เด่น ๆ ก็เป็นอีกยาหนึ่ง แล้วก็คุณภาพของยานั้นไม่เหมือนกัน แต่ว่า ประชากร ๒ กลุ่มนี้ได้รับการดูแลที่ไม่เท่ากันเพราะว่าเขาอยู่กันคนละระบบ เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งสำคัญที่สุด ณ ขณะนี้ก็คือว่า เราทำอย่างไรที่จะมาพัฒนา ระบบ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ระบบที่การจัดการทั้งหมดอยู่ที่ สปสช. แล้วก็จ่ายเงินไป ตามรายหัวของคนไข้ ในแต่ละโรงพยาบาล เรามาจัดการระบบตรงนี้พยายามที่จะให้ช่องว่างตรงนี้ มันดันให้มากขึ้นนะครับ ผมดีใจที่เห็นบางโรงพยาบาลของรัฐ อย่างโรงพยาบาล ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างโรงพยาบาลของศิริราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐ เขาก็เพิ่ม ช่องทางอีกทางเลือกหนึ่ง ในกลุ่มคน ๔๗ ล้านคนซึ่งเขามีฐานะที่พอ เขามีเงินที่จะซื้อบริการได้ เขาไม่อยากที่จะไปต่อคิว เขาไม่อยากที่จะอยู่ในระบบที่แออัดยัดเยียด แล้วก็ไม่มีเตียง แต่เขายินดีที่จะมาซื้อบริการในโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอย่างที่ศิริราชเปิด อย่างที่โรงพยาบาลของกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นมหาวิทยาลัย โรงเรียนแพทย์เขาเปิด นั่นคือการเพิ่มช่องทางเลือกให้กับคน ๔๗ ล้านคน ที่เขายินดีที่จะไปซื้อบริการเพื่อที่จะเอาเงินนั้น ไปบำรุงให้กับโรงพยาบาล แต่นั่นคือสิ่งที่ยังมีน้อย ยังไม่สามารถที่จะครอบคลุมให้กับ ประชาชนคนไทย ๗๗ ล้านคนได้ เพราะว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นเรื่องของ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค มันก็ยังเป็นระบบที่เราพูดกันอยู่ หมอลาออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน ยาก็ไม่มีคุณภาพ แล้วก็การบริการก็ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส โรงพยาบาลไม่สามารถที่จะพัฒนา ตนเองได้ ระบบที่ส่งเงินมาจากกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลแต่ละจังหวัดไม่มีทางครับ ในการที่เขาจะพัฒนาซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ เลือกอุปกรณ์การแพทย์ที่มันสอดคล้อง กับท้องถิ่นที่มันสอดคล้องกับคนไข้ในจังหวัด ที่มันสอดคล้องกับภูมิภาค ไม่มีทางที่จะดีได้ เหมือนกับที่เขาสามารถที่จะบริหารจัดการโดยระบบของเขาเอง เมื่อก่อนเขามีเงินบำรุงโรงพยาบาล เพราะมีคนส่วนหนึ่งซึ่งเป็นคนชนชั้นกลางมาใช้บริการ โรงพยาบาลจังหวัด มาใช้บริการโรงพยาบาลศูนย์ของแต่ละภาค เขายินดีที่จะจ่าย โรงพยาบาลก็เอาเงินนั้นละครับไปหมุนเวียนเป็นค่าโอที (OT) ให้กับหมอ เป็นค่าโอทีให้กับ พยาบาล เป็นค่าโอทีในการจูงใจให้คนเหล่านี้ยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข แต่มา ปัจจุบันนี้ท่านประธานครับ เมื่อระบบมันถูกฟรีซ (Freeze) ระบบมันถูกดองด้วยแนวคิดตรงนี้ มันก็เลยทำให้หมอ แล้วก็พยาบาล แล้วก็คนที่มีคุณภาพก็ไปอยู่กับโรงพยาบาลของเอกชน ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เป็นจำนวนแสน ๆ กว่าล้าน แล้วก็รองรับนักท่องเที่ยว รองรับคนไข้ที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งมันเป็นช่องว่างที่ห่างกันเหลือเกิน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากจะเสนอแนวความคิดของกระผมไปยังท่านประธานว่าในเมื่อ โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ เขาสามารถที่จะเปิดช่อง ทางเลือกในการที่จะให้คนที่พร้อม ประชาชนคนธรรมดาที่เขามีสตางค์ ที่เขามีเงินพอที่จะ ซื้อบริการจากโรงพยาบาลของรัฐได้ แล้วโรงพยาบาลซึ่งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จริงอยู่ เราอยู่ในระบบของพระราชบัญญัติของหลักประกันสุขภาพ มันอาจจะไม่มีโอกาสที่จะไปเปิด ช่องทางตรงนั้นได้ แต่ว่าฝากเป็นการจุดประกายแนวความคิด มันจะเป็นการลดหย่อน แล้วก็ เบาภาระ เพราะว่า ๔๗ ล้านคนนั้นไม่ได้จนทั้งหมด ผมเองยังไม่มีหลักประกันว่าผมจะไป รักษาโรงพยาบาลที่ไหนถ้าเกิดว่าวันหนึ่งจะต้องเข้าโรงพยาบาล ผมจะไปเข้าคิวกับ ๓๐ บาท หรือผมต้องไปเสียค่าใช้จ่ายเป็นแสน ๆ บาทให้กับโรงพยาบาลเอกชน นั่นคือสิ่งที่ผมเอง ก็ยังคิดอยู่ แล้วก็หลาย ๆ คนก็ยังคิดอยู่ว่าเมื่อถึงเวลาแล้วเราจะอยู่ในระบบตรงนี้ หรือเรา จะไปนอนที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งแน่นอนที่สุดมันเหมือนกับหมดเนื้อหมดตัวสำหรับบางคน เพราะบางคนเป็นแสนบาท บางคนเป็นล้านบาทในการรักษา เพราะฉะนั้นทำอย่างไรแนวคิด ของกระทรวงสาธารณสุข เราจะต้องมาลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลเอกชนให้เหมือน บางประเทศ บางประเทศที่เขามีโรงพยาบาลเอกชนแบบโลว์คอสท์ (Low cost) เหมือนกับ ขึ้นเครื่องบิน แต่ว่าขึ้นได้ในราคาที่มันเหมาะสม ที่มันยุติธรรม นั่นคือสิ่งที่อยากจะให้ กระทรวงสาธารณสุข ท่านลองไปคิด ผมเองก็ชื่นชมกับระบบของสุขภาพดีถ้วนหน้า แต่ว่า ทำอย่างไรให้เป็นทางเลือกที่พี่น้องประชาชนของเราสามารถที่จะช่วยรัฐ แล้วก็เข้าถึง การรักษาพยาบาลที่ดีได้ต่อไปในวันข้างหน้าครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ