เหวง โตจิราการ หารือเรื่องการตรวจสอบรายงานการเงินของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและเรียกร้องการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ พร้อมหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย โดยเฉพาะหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเสนอแผนการสร้างระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบสุขภาพแบบปฐมภูมิ โดยมีการจัดตั้งอาสาสมัครสุขภาพ (อสม.) และสร้างสถานส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล เพื่อรับมือกับโรคเล็ก ๆ และสร้างโรงพยาบาลระดับอำเภอที่มีคุณภาพสูงขึ้น
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมดูรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของกองทุนหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติแล้ว ผมก็มีความสงสัยบางประการ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังเจ้าหน้าที่หลายท่านซึ่งเป็นตัวแทนมาช่วยกรุณาชี้แจงนะครับ
ประเด็นที่ผมสงสัยนี้ก็คืออยู่ในหน้าที่ ๑๕ เมื่อเปรียบเทียบรายปี มีรายการ ประมาณการหนี้สินยอดคงเหลือ หนี้สินนะครับ ปรากฏว่ามันต่างกันมากเลยท่านประธาน คือปี ๒๕๕๑ รวมแค่ ๙๙ ล้านบาท มาปี ๒๕๕๒ กระโดดมาเป็น ๑,๗๐๐ ล้านบาท อ้ายนี่ มันกระโดดมากนะครับท่านประธาน แล้วพอมาปี ๒๕๕๓ ยิ่งกระโดดใหญ่เลยครับ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วรวมทั้งสิ้นกลายเป็น ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ถ้าเป็นไปได้ ช่วยกรุณาอธิบายให้ฟังหน่อยว่าทำไมมันกระโดดมากขนาดนี้ การที่ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผมไปจับผิดทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นะครับ แต่ว่าผมเองอยากจะสนับสนุนและอยากจะพยายามทำความเข้าใจ เพราะว่า ท่านประธานครับ คือการตัดสินใจทางการเมืองมีผลกระทบต่อสภาพสุขภาพของประเทศไทย อย่างชัดเจน ก็คือในวันแรกที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณตัดสินใจรับเอา ๓๐ บาทรักษาทุกโรค มาเป็นนโยบายของรัฐบาลนี่นะครับ ทั้ง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือนายแพทย์คนสำคัญที่ก่อตั้งหรือมีส่วนร่วมในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ท่านเป็นนายแพทย์รุ่นหลังผมนะครับ ผมขออนุญาตที่ไม่เอ่ยนาม ผมได้มีโอกาสที่จะคุยกับเขา หลายครั้งนะครับ ก็เลยทราบว่าก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขทั้งหมดทุ่มเท ในการที่จะตอบปัญหาว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้พี่น้องประชาชนไทยทั้งประเทศได้รับบริการ ทางสาธารณสุขอย่างดี มีคุณภาพ ในราคาที่ไม่แพง แล้วถ้าเป็นไปได้ก็คือว่ายกระดับสุขภาพ ของพี่น้องประชาชนให้เจ็บไข้ได้ป่วยให้น้อยที่สุด คือหากว่าใครที่ดูแลสุขภาพของประเทศใดประเทศหนึ่งไปพอใจกับจำนวนตัวเลขของคนไข้ ที่มากขึ้นหรือค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขที่มากขึ้น ผมเข้าใจว่าเขาเข้าใจผิดแล้วครับ คือ ใครดูแลเรื่องสุขภาพของประเทศใดก็ตามต้องตระหนักว่าจำนวนคนไข้ที่ลดน้อยลง กลับกลายเป็นดัชนีที่บ่งบอกว่าสุขภาพของประเทศนั้นดีขึ้น หรือค่าใช้จ่ายในเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการรักษาโรคน้อยลงมากเพียงใดเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์สัดส่วน กับปีก่อน ๆ หน้าโน้นก็จะยิ่งดี แสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นประสบผลสำเร็จในเรื่องสุขภาพ ดังนั้นเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขเขาเป็นห่วงประชาชนทั้งประเทศ เขาไปสำรวจมา พบว่าในสมัยเขาที่ยังมีชีวิตอยู่นี่นะครับ มีประชาชนจำนวน ๑๘ ล้านคน ไม่สามารถได้รับ การบริการทางด้านการสาธารณสุขเลย แม้แต่การเดินไปซื้อยาพาราเซตามอลใกล้บ้าน ก็ทำไม่ได้ครับ เขาพูดกับผมอย่างนี้เลยนะครับ เขาเลยนำนโยบายของเขาไปเสนอว่า ตั้งหลักประกันสุขภาพขึ้นมาให้บางรัฐบาลพิจารณา ปรากฏว่าบางรัฐบาลตอบปฏิเสธครับ โดยให้เหตุผลว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะเป็นการทำลายวินัยทางการคลัง ผมหงายหลังเลยนะครับ แล้วเขาให้คำอธิบายบอกว่าให้ราษฎรซื้อบัตรประกันสุขภาพ ๕๐๐ บาท ซึ่งปรากฏว่า เมื่อผิดหวังกับรัฐบาลบางรัฐบาลชุดดังกล่าวแล้ว เขาก็เลยมุ่งหน้ามาหาพรรคไทยรักไทย ในสมัยโน้น ก็คือมีนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นหัวหน้าพรรค ก็ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีทักษิณ ตอบรับครับ แล้วในตอนนั้นเขาเสนอให้รักษาฟรีทุกโรค แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณบอกว่า ไม่ได้ครับ ถ้าฟรีทุกโรคทำลายศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ลงไป อย่าไปคิดว่าการรับบริการ เป็นขอทาน ไม่ใช่นะครับ เป็นสิ่งที่รัฐพึงให้ เมื่อเขาเข้ามาแล้วอย่าไปคิดว่าเราให้ทานกับเขา ไม่ได้ครับ อันนี้เป็นการทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นายกรัฐมนตรีทักษิณก็เลยบอกว่า เก็บ ๓๐ บาทก็แล้วกัน เมื่อเป็นอย่างนี้คนรวยคนจนเก็บ ๓๐ บาทเท่ากัน เพราะฉะนั้น คนรวยคนจนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เท่ากัน ทั้ง ๆ ที่มีความยากลำบากเยอะแยะ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณตัดสินใจไป ดังนั้นการตัดสินใจในการเมืองนำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าประเทศไทยในทางที่ดีขึ้นมากมาย แล้วเรื่องนี้แสดงออกที่ระบบ สาธารณสุขนะครับ จากวันนั้นเป็นต้นมาในระยะแรกมีคนโจมตีหนักหาว่า ๓๐ บาทตายทุกโรค นี่เป็นการโจมตีอย่างใส่ร้ายป้ายสีเลยนะครับ และในที่สุดเวลานี้กลายเป็นว่าท่านรัฐมนตรี ได้รายงานต่อที่ประชุมแล้วนะครับ มีประเทศจำนวน ๘๐ กว่าประเทศทั่วโลกมาศึกษางาน ในประเทศเรา ผมเองยังสงสัยแรก ๆ เลยนะครับว่า ๓-๔ ปี หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ดำเนินนโยบายนี้ปุ๊บ ประเทศจีนแดงซึ่งเขาเป็นต้นตำรับของหมอเท้าเปล่า คือ หมายความว่าประชาชนทุกคนจะได้รับการบริการทางด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง จำนวนคนในสมัย ประธานเหมาเจ๋อตุง ก็คือ ๗๐๐ หรือ ๙๐๐ ทุกคนได้รับการดูแลหมด คือมีหมอตีนเปล่า แต่ปรากฏว่าเขาต้องมาศึกษาจากนายกรัฐมนตรีทักษิณเรานะครับ ในวันนี้ก็มีสิ่งที่ผมอยากจะ ชมเชยรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย หรือว่าไม่ใช่ผมเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ครับ คือรัฐบาลชุดนี้กำลังสร้างสิ่งใหม่ในโลกนี้นะครับ ในระบบสาธารณสุขก็คือว่ารวมกองทุน ๓ กองทุนเข้าด้วยกันนะครับ ก็คือกองทุน หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนสวัสดิการข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม ซึ่งหมายความว่าประชาชนใช้บัตรประจำตัว ๑ ใบสามารถเข้าไปรับการรักษาพยาบาลทุกที่ แต่เริ่มต้นที่เรื่องของการฉุกเฉินก่อน ผมเองมีพี่น้องแพทย์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ บุตรชายผมก็รับราชการอยู่ที่จังหวัดสระบุรี เขาก็บอกผมว่าตั้งแต่รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องนี้เป็นต้นมา ไม่มีปัญหาครับท่านประธาน ไม่มีปัญหาครับ อาจจะมีความยุ่งยากเล็กน้อยแต่ไม่มีปัญหา คือการเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ท่านต้องตระเตรียมในการรับความยากลำบากไว้ให้มากสักหน่อยหนึ่ง คุณอย่าไปคิดนะครับว่าคุณเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำกันมาก่อนแล้วมันจะสะดวกได้ ไม่ใช่ครับ ดังนั้นถ้าหากมีอุปสรรคอะไรบ้างกรุณาอย่าโจมตี อย่าใส่ร้ายป้ายสี อย่าบั่นทอนกำลังใจกัน กำลังไปได้ด้วยดีครับ แล้วท่านประธานเชื่อผมเถอะครับอีก ๕ ปีข้างหน้า ท่านประธาน บันทึกเสียงของผมไว้นะครับ และอีก ๕ ปีข้างหน้ามาตรวจสอบดูว่าสิ่งที่ผมพูดจริงหรือไม่จริง ผมเชื่อว่าอีก ๕ ปีข้างหน้าคนหลาย ๆ สิบประเทศในโลกนี้จะมาศึกษาจากประเทศไทยครับ
ขณะทีนี้ผมเห็นว่าเวลาผมเหลือน้อยแล้วผมก็จะนำไปสู่ประเด็นที่ผมอยากจะ กราบเรียน ทั้งนี้เนื่องจากว่าวันนี้ผมเห็นท่านรัฐมนตรีมา ผมคิดว่าในเรื่องสุขภาพนี่นะครับ เราอย่าไปพอใจนะครับว่าเรามีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลสูงขึ้น อย่างที่ผมกราบเรียน แล้วนะครับว่า ถ้าหากมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการรักษาพยาบาลสูงขึ้นแสดงว่าทิศทางในเรื่อง การรักษาสุขภาพ หรือทางด้านสาธารณสุขทั่วทั้งประเทศไม่น่าจะถูกนะครับ แล้วผมมาดู ในวันนี้นะครับ ปี ๒๕๕๓ ตัวเลขในวันนี้ผมยังไม่มี ค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างสุขภาพ มีเพียงแค่ ๒๗๑ บาทต่อคน กับค่าหัวทั้งหมด ๒,๔๐๐ บาท ก็แปลว่าเงินที่ใช้จ่ายในเรื่องสร้างเสริมสุขภาพนี่มีเพียงแค่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานในเวลาสั้น ๆ ๓ นาที ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ ของกระทรวงสาธารณสุขปัจจุบันและเป็นหน้าที่ของกองทุนหลักประกันสุขภาพนี้ด้วยนะครับ ว่าต้องหาวิธีการในการสร้างระบบสุขภาพขึ้นมาอย่างที่มีท่านผู้มีเกียรติท่านหนึ่ง อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ แต่ผมต้องแก้ประเด็นเสียก่อนมิเช่นนั้นโรงพยาบาลสระบุรี และโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาจะเสียหาย ผมสอบถามจากแพทย์ที่ให้บริการประชาชน ใน ๒ โรงพยาบาลดังกล่าว ขณะนี้ประชาชนยังให้ความมั่นใจกับ ๒ โรงพยาบาลดังกล่าว อย่างเต็มเปี่ยม ที่บอกว่าประชาชนขาดความมั่นใจ ไม่จริงนะครับท่านประธาน
ทีนี้กลับมาประเด็นก็คือ ผมคิดว่าโครงสร้างสุขภาพของประเทศจะต้องเป็น ๓ ชั้น คือจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ปฐมภูมิ มาทุติยภูมิ แล้วก็มาตติยภูมิ หากท่านทำได้อย่างนี้ ผมเชื่อว่าประชาชนมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีสุขภาพที่แข็งแรง ท่านประธานครับ โรคภัยไข้เจ็บที่ประชาชนเป็นกันมากมีไม่กี่โรค เบาหวาน ความดัน เส้นเลือด อาจจะ เป็นเส้นเลือดตีบที่หัวใจหรือเส้นเลือดตีบที่สมอง แล้วก็จะมีปัญหาเรื่องโรคปอด และโรคเรื้อรังต่าง ๆ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะสร้างวิถีชีวิต ของประชาชนให้ถูกต้อง เราสามารถป้องกันหรือทำให้โรคเหล่านี้เกิดขึ้นได้น้อยมาก คิดเป็น สัดส่วนอาจจะต่ำกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ทางกระทรวง สาธารณสุข รวมทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพให้วางน้ำหนักไปที่การสร้างระบบสุขภาพ แบบปฐมภูมิ เพราะฉะนั้นเรามี อสม. อยู่แล้วครับ แล้ววันก่อนความที่ผมไม่ได้เข้าไปใกล้ชิด กับทางกระทรวงต่าง ๆ เพราะผมกลัวมาตรา ๒๖๕ กับมาตรา ๒๖๖ นะครับ เพราะมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ ตั้งใจที่จะเขียนเอาไว้เพื่อทำลายนักการเมืองโดยเฉพาะ เพียงแต่คุณไปคุยกับใคร คุณก็มีสิทธิที่จะเข้าข่ายมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ แล้ว แต่ผมก็ได้อ่านจากหน้าหนังสือพิมพ์ ว่าขณะนี้ได้มีการเติมยอด อสม. คือว่าแต่เดิม อสม. ดูแลบ้านเรือน ๕ หลัง ขณะนี้อาจจะทำ เป็นกลุ่ม รวมหมู่ คือ อสม. ๕ คน จะไปดูแลราษฎรประมาณ ๒๐ หลังคาเรือน ซึ่งอันนี้ เราควรจะต้องใช้โครงสร้างอันนี้ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็เติมเงินเข้าไปที่ อสม. เพิ่มกว่านี้ ได้ไหมครับ ก็คือว่าให้ อสม. มีหน้าที่ในการที่จะไปให้ความรู้พื้นฐานกับประชาชนทั่วทั้งประเทศ ว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้สุขภาพแข็งแรง เช่น จะต้องมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แล้ว อสม. จะต้องเป็นคนที่หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ แล้วถ้าเป็นไปได้ อสม. ควรจะต้องไป ดำเนินการให้หมู่บ้านนั้นมีการจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาพในหมู่บ้าน ถ้ามีการจัดตั้ง คณะกรรมการสุขภาพในหมู่บ้าน แล้ว อสม. เป็นพี่เลี้ยง หรือเข้าไปร่วมด้วย ผมก็เชื่อมั่นว่า ในเวลาไม่นานนักสุขภาพของประชาชนในระดับหมู่บ้านก็จะแข็งแรงขึ้น เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็สามารถที่จะมีสถานส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลได้ ซึ่งอันนี้เราก็จะรับมือกับโรคเล็ก ๆ หมายความว่าโรคที่ไม่ลึกซึ้งอะไรเท่าไรเราก็รับมือได้นะครับ ตรงนี้อาจจะใช้พาราเมดิกก็ได้นะครับ บุคลากรเสริม ซึ่งอาจจะเป็นพยาบาล พยาบาลปริญญา หรือผู้ช่วยพยาบาล หรืออะไร ก็แล้วแต่ ซึ่งผมว่าจะรับมืออยู่ถ้าหากว่าฐานเราแข็ง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะสร้าง สถานส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลขึ้นมาได้ ตรงนี้เราไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณอะไรมาก เท่าไรนะครับ ผมขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่งอธิบายความของผมให้จบไม่อย่างนั้นมันจะขาดด้วนไป เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็จะสามารถที่จะสร้างโรงพยาบาลระดับอำเภอให้มีคุณภาพที่สูงขึ้นได้ เห็นไหมครับ แล้วเมื่อโรงพยาบาลระดับอำเภอมีคุณภาพที่สูงขึ้นได้ เช่น สามารถที่จะผ่าตัด ซีซาเรียน (Cesarean) ได้ ผ่าตัดไส้ติ่งได้ หรือผ่าตัดใหญ่ ๆ ได้บางอย่าง กระทั่งอาจจะ สามารถที่จะผ่าตัดเรื่องกระดูกหักได้ ระดับนี้เราสามารถให้บริการได้ แล้วขึ้นมาเขาเรียกว่า เทอร์เชียรี (Tertiary) หรือตติยภูมิ ตรงนี้ก็หมายถึงโรงพยาบาลระดับจังหวัด ซึ่งในขณะนี้ ถ้าเราจะเรียกร้องให้โรงพยาบาลระดับจังหวัดมีคุณภาพสูงถึงขนาดให้บริการทางการแพทย์ ในระดับสูง เห็นจะลำบาก และเหนือจากตติยภูมิขึ้นไปผมอยากจะเห็นสถาบันการศึกษา แล้ววิจัยด้วยนะครับ เป็นระดับภูมิภาค ๑ ภูมิภาค ควรจะต้องมีเมดิคอล เอดูเคชั่นนอล แอนด์ รีเซิร์ช เซ็นเตอร์ (Medical Educational and Research Center) ขึ้นมา ๑ จุดนะครับ ซึ่งขณะนี้ผมเห็นว่ากรุงเทพมหานครรวมศูนย์มากเกินไป ทำอย่างไรถึงจะกระจายสิ่งนี้ ลงไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ผมฝัน ผมคาดหวังนะครับว่าในภาคเหนือก็น่าจะมี ซึ่งมีอยู่แล้วครับ ก็คือโรงพยาบาลเชียงใหม่ แต่ว่าถ้าเป็นไปได้มากกว่านั้นก็จะยิ่งดีนะครับ ดังนั้นถ้ามี โครงสร้างสุขภาพอย่างนี้ก็คือว่ามีปฐมภูมิที่สามารถคุมได้ทั่วทั้งประเทศ แล้วก็แข็งแรง ประชาชนก็จะป่วยน้อยลง เพราะฉะนั้นการเข้าไปสู่โรงพยาบาลตำบล โรงพยาบาลตำบล ก็จะกรองคนไข้ลงไปได้เยอะ เพราะฉะนั้นจะเหลือคนไข้ที่มารับการบริการที่โรงพยาบาลอำเภอ จะน้อยลงนะครับ เมื่ออย่างนี้เราสามารถที่จะไปเสริมสร้างโรงพยาบาลระดับจังหวัด ที่มีคุณภาพสูงได้ และขณะเดียวกันเราก็มีเอดูเคชั่นนอล แอนด์ รีเซิร์ช เซ็นเตอร์ ในทุก ๆ ภาค ท่านประธานผมไม่มีเวลาแล้วต้องขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ