สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕

เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับปีสิ้นสุด 30 กันยายน 2553 และ 2552 ที่เสนอมาโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และพูดถึงความไม่แน่นอนของการรักษาพยาบาล และการรักษาแบบระบบ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ตาก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่ท่านประธานกำหนดนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านประธานเห็นว่าผมพูดแล้วไม่มีประโยชน์ ก็ขอให้ท่านได้สั่งให้ผมหยุดการพูดได้ หรือถ้าจะมีเพื่อนสมาชิกท่านใดที่ลงชื่อจะมอบสิทธินั้นให้ผมก็ขอใช้สิทธินั้นด้วยครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การพูดของผมนี้ผมจะพูดอยู่บนพื้นฐานที่ดี เป็นประโยชน์ ผมพิจารณาทุกครั้งว่าถ้าเมื่อไรที่เราพูดเท็จหรือเป็นการพูดที่ไม่เป็นประโยชน์ ผมก็จะไม่พูด ถ้าเมื่อไรที่เป็นการพูดเท็จและมีประโยชน์ ผมก็จะไม่พูด ถ้าเมื่อไรที่เป็น การพูดความจริงแต่ไม่เป็นประโยชน์ ผมก็จะไม่พูด แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นการพูดความจริง และมีประโยชน์ ผมจะพยายามดูว่าเหมาะสมกับกาลเทศะหรือเปล่าที่จะพูด แต่ ณ เวลานี้ ขณะนี้ผมถือว่าเหมาะสมกับกาลเทศะที่ผมสมควรจะพูดให้กับการรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับปีสิ้นสุด ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ และ ๒๕๕๒ ที่เสนอมาโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินครับ ผมคงไม่พูดเรื่องตัวเลข แล้วครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกได้พูดมากมายแล้วครับ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือว่า หลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการมาแล้วถึง ๑๐ ปี ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี พวกเราได้เฝ้า ติดตามกันนะครับ เผอิญผมไม่ได้มาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เกิดขึ้นในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นนโยบายหนึ่งที่รัฐเรียกว่า เป็นการชนะ แบบถล่มทลาย ซึ่งเมื่อศึกษาดูแล้วในขณะนั้นก็น่าสนใจครับ เพราะมีหลักของการที่พูดว่า หลักของความเสมอภาคนะครับ หลักของความเสมอภาคก็คือรักษาความเท่าเทียมกัน มีหลักของประสิทธิภาพและหลักของคุณภาพซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ระยะเวลาแรก ๆ ปีแรก ๒ ปีแรก การประเมินการทำนโยบาย ซึ่งทำโดยพรรคการเมืองประเมินค่อนข้าง ลำบาก แต่เมื่อระยะเวลาผ่านพ้นมา ๑๐ ปี เหตุแห่งการทำ เหตุแห่งการคิดนโยบายนั้น มันก็ปรากฏผลจนถึงทุกวันนี้ จนถึงทุกวันนี้เป็นอย่างไรครับ นั่นก็หมายความว่าภาพรวม ของประเทศเรา สุขภาพของคนไทยแย่ แย่ลงไม่ใช่ดีขึ้น ผมพูดอย่างนี้ได้อย่างไรครับ พูดเพราะผมดูจากงบประมาณแผ่นดินเป็นหลัก งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่เริ่มหัวละ ๑,๒๐๐ บาท ๑,๓๐๐ บาท จนกระทั่ง ณ ขณะนี้ใกล้ ๓,๐๐๐ บาทไปแล้ว พี่น้องประชาชนยังเดือดร้อน ในเรื่องคุณภาพ ผมเรียนให้ท่านประธานทราบเลยว่า ผมเป็นผู้แทนราษฎรของจังหวัดตาก คนที่พอจะมีเงินเขาจะไปรักษาตัวต่อที่จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลเอกชน คนที่ไม่มีเงิน ไปรักษาจังหวัดพิษณุโลก โดยระบบของ สปสช. ที่ส่งตัวไปครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่เรา จะมาวิเคราะห์ถึงระบบใดระบบหนึ่งดีกว่ากัน เราได้ทราบแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยอดีต ได้ใช้หลักของการดูแลสุขภาพแบบมีส่วนร่วม พรรคไทยรักไทยได้ปฏิเสธระบบนี้โดยสิ้นเชิง หันไปใช้ระบบที่เรียกว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพราะมีความเชื่อมั่น ๑๐ ปีที่ผ่านมา เราลองเปรียบเทียบดูกับ ๒ ระบบนี้นะครับ แต่ก่อนที่จะเปรียบเทียบดูนะครับ เราคงจะต้อง หาหลักสักหลักหนึ่งว่าเราจะเปรียบเทียบโดยยึดโยงกับอะไร เดี๋ยวผมจะเปรียบเทียบ ให้ท่านประธานว่า ผมจะเปรียบเทียบกับการยึดโยงของหลักเศรษฐกิจพอเพียงหรือปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงครับ ท่านประธานครับ มนุษย์ของเรามีกลัวอะไรบ้างครับ มนุษย์ของเรา โดยหลักแล้วมันจะมีกลัวอยู่ ๓-๔ อย่างตามธรรมชาติ กลัวตาย กลัวความเจ็บปวด กลัวความหนาวเย็น แล้วก็กลัวความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์เรามีมาตั้งแต่เกิดทั่วทุกคน แต่มนุษย์ก็มีสิ่งที่รัก ก็คือรัก ความมีอิสรเสรี หรือรักอิสรภาพทางความคิด ทางการกระทำ ไม่ต้องไปอยู่ภายใต้บงการของ ผู้หนึ่งผู้ใด อันนี้สำคัญมากนะครับ คนเราถ้าเราไปอยู่ภายใต้บงการของผู้หนึ่งผู้ใดจิตใจ มันเศร้าหมองครับ มันอยากจะทำอะไรก็ทำไม่ได้ มันอึดอัด เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้หลัก ปรัชญาความเป็นจริงของธรรมชาติที่พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับความเป็นอิสรเสรีภาพทางความคิดที่ มีคุณค่าอย่างยิ่งใหญ่ รวมทั้งหลักของการรักษาพยาบาล ธรรมชาติของหลักการ รักษาพยาบาลนี้ก็คือความไม่แน่นอนนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าเรายึดหลัก ๓ หลักนี้ ก็คือว่า ๑. มนุษย์มีความกลัวอะไรบ้าง ๒. มนุษย์รักอะไรบ้าง และ ๓. การรักษาแบบระบบ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็คือการรักษาแบบที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มันมีความไม่แน่นอนอยู่ในตัว ทุกระบบละครับ หรือทุกหลักการ นี่คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ และเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหากับการที่เราจะคิดสร้างระบบอะไรสักระบบหนึ่งเพื่อดูแล พี่น้องประชาชนของเราให้มีความเท่าเทียมกัน หลักการคิดในสมัยเมื่อ ๑๐ ปีก่อนนั้นก็คือว่า ข้าราชการก็มีกองทุน มีคนดูแล หลักของสำนักงาน หลักประกันเกี่ยวกับกรมแรงงานนะครับ สปช. สำนักงานประกันสังคมแห่งชาติ เขาก็มีกองทุนของเขาดูแล เพราะฉะนั้นพี่น้อง ๔๗ ล้านคน ก็ควรจะมีคนดูแลบ้าง อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ อันนี้เป็นหลักการที่ถูกต้องและดี แต่เมื่อ สปช. ได้ถูกตั้งขึ้น และมีหลักปรัชญาในการทำงานที่จะนำเอาความเท่าเทียมกัน มาเป็นหลักยึด เอาประสิทธิภาพของระบบ เอาคุณภาพ ในส่วนข้อ ๒ และข้อ ๓ ผมเห็นด้วยครับ แต่ในส่วนของข้อที่ ๑ คือความเท่าเทียมกันเป็นปัญหาทางความคิด เหตุที่ผมพูดอย่างนี้ ก็เพราะว่าการที่จะเอาความเท่าเทียมกันมากำหนดชะตากรรมชีวิตว่าใครจะยืนยาว หรือสั้น หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นผลจากการรักษาพยาบาลเราต้องย้อนกลับไปดูธรรมชาติของมนุษย์ ก่อนครับ มนุษย์กลัวตายนะครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นความกลัวตายของมนุษย์ มันก็จะดิ้นรน ในสมัยก่อนผมเชื่อว่าผู้ที่คิดระบบก็ทราบข้อมูลเช่นเดียวกับผมละครับ ขายไร่ ขายนา ขายควาย ส่งคนไปทำงานต่างประเทศ เก็บเงินมาเพื่อซื้อยาให้พ่อ ให้แม่ ให้ปู่ย่าตายายรักษา เขาต้องการให้มีชีวิตยืนยาวครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเอาหลักของ สปสช. หลักความคิดที่ว่าทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ก็เลยเป็นหลักที่ทำให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ต้องมารับงานจาก สปสช. โดยที่ สปสช. มันผิดหลัก ก็คือว่าแทนที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ โรงพยาบาลของรัฐอย่างเดียว แทนที่จะส่งเงินให้กับโรงพยาบาลรัฐโดยตรง ไม่ส่งครับ ส่งไปสู่กองทุนสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมาถึง ณ วันนี้นะครับ เมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผมมีความคิด ตกผลึกแล้วครับ ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ที่ผมกล้าพูดผิดพลาดท่านประธานคงทราบนะครับ งบประมาณมันบานเบอะขึ้นไปทุกปี ใกล้ ๓,๐๐๐ บาท คุณภาพเท่าเดิม เสียงเรียกร้อง ยังมีมากเท่าเดิม และไม่ตอบสนองกับคนชั้นกลาง หรือคนที่พอจะมีเงินได้ เราลองหัน กลับไปดูพรรคประชาธิปัตย์นะครับ พรรคประชาธิปัตย์ก็คือพรรคผู้แพ้เมื่อการเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๔ ถ้าจะพูดก็คือแพ้อย่างถล่มทลายเช่นเดียวกัน หลักของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือหลักว่าเมื่อมนุษย์กลัวตายใช่ไหมครับ แต่ขณะเดียวกันก็มีความรักอิสระและเสรีภาพ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดระบบอะไรนะที่จะมาช่วยสนองตอบต่อนโยบายอันนี้ ก็เคยคิดระบบ บัตรครอบครัว ๕๐๐ บาทต่อครอบครัวต่อปี มาแสดงอะไรครับ แสดงถึงการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน แสดงให้เห็นถึงว่าเมื่อท่านมีบัตรนี้แล้วก็มีสิทธิที่จะเข้าไปรักษา โรงพยาบาลของรัฐได้ตามสิทธินั้นที่สิทธินั้นรับรอง มีความเสรีภาพในการที่อยากจะใช้ยา ตัวใดตัวหนึ่ง หรือยาที่หมอแนะนำ อันนี้ก็สามารถที่จะใช้ได้ นี่ก็คือสิ่งที่เป็นข้อแตกต่าง หันมาดูผู้ที่ให้บริการ แพทย์ พยาบาล ก็ดูมีความสุข ไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องของการดูแล เรื่องงบประมาณทางการเงิน การใช้ยาไม่ถูกจำกัดกั้น อันนี้เรามองดูในแง่ดี แต่ในขณะเดียวกันระบบของพรรคประชาธิปัตย์อาจจะหลุดไปตรงที่ว่าแล้วคนยากจนล่ะ เขาจะมีช่องทางที่ไหน มันมีคำตอบครับ คำตอบอยู่ในระบบของพรรคประชาธิปัตย์คิด นั่นก็คือว่าผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส เด็กพิการแต่กำเนิดใด ๆ ก็ตามเรามีระบบรับรองด้วยระบบ สังคมสงเคราะห์ ท่านประธานครับ ผลจากการเปลี่ยนแปลงการดูแลระบบสุขภาพ ของพี่น้องประชาชนจากปี ๒๕๔๔ มาถึงปัจจุบัน สภาพที่สะท้อนให้เห็นนอกจากปัญหา ทางด้านการเงินที่มีโรงพยาบาลรัฐบาล ๘๐๐ กว่าแห่งขาดทุนเป็นจำนวนมาก หลายร้อยโรงพยาบาลยังไม่สามารถที่จะมีอนาคตดูแลโรงพยาบาลของตัวเองได้อย่างไร ถ้าท่านประธานจะมาดูธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าบ้านของตัวเองมันก็ร่อยหรอลงทุกวัน ทรุดโทรมลงทุกวัน มันมีกำลังใจที่จะดูแลผู้ป่วยไหมครับ ขณะเดียวกันพรรคการเมือง ก็ไปประกาศโฆษณาเอา โฆษณาเอาว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ทุกเวลา ไปเวลาไหนได้เวลานั้น ปัญหามันล่มเพราะตรงนี้ครับ มันล่มเหมือนกับโทรศัพท์ที่เราใช้กันเป็นหมื่นเป็นแสนสาย มันก็ล่ม นี่ละครับคือปัญหาของแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีวิทยา ระยะเวลาที่ควรจะได้นอน ควรจะพักผ่อน เป็นช่วงเวลาที่จะต้องดูแล เฉพาะคนไข้ฉุกเฉิน ก็มีคนไข้มาใช้สิทธิ ๓๐ บาท เพราะเขาบอกว่ารัฐบาลบอกแล้วว่า ใช้ได้ตลอดเวลา ทุกที่ทุกแห่ง ไปที่ไหนไม่ต้องเสียเงิน เสียแค่ ๓๐ บาท สรุป ๑๐ ปีที่ผ่านมา ระบบนี้ล่มสลายลงโดยประชาชนมีสิทธิแต่ผู้ให้บริการล่มสลาย มันถึงเป็นเหตุทำให้ ขาดกำลังคน ขาดกำลังเงิน ขาดกำลังใจในการที่บ้านตัวเองร่อยหรอลงทุกวัน ผมชื่นชมนะครับ ครั้งแรก เพราะว่าเป็นการให้สิทธิพี่น้องประชาชน ดีครับให้สิทธิพี่น้องประชาชน การขยายสิทธิพี่น้องประชาชน ที่ผมได้เคยอภิปรายในรัฐธรรมนูญมาแล้วว่าประชาธิปไตย ตัวชี้วัดตัวหนึ่งก็คือตัดสินกันด้วยการให้สิทธิเสรีภาพ ในการที่พรรครัฐบาลที่ชนะ แล้วดึงนโยบายตัวนี้มา แล้วก็นำเอาความเท่าเทียมกันหรือความเสมอภาคกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นหัวใจ ระบอบประชาธิปไตยหัวใจเขา คือ เขาอยากจะให้เกิดเสรีภาพ เกิดสิทธิ เกิดความเสมอภาค และที่สำคัญเมื่อระบอบ ประชาธิปไตยตั้งต้นเกิดขึ้นแล้วต้องตอบสนองต่อการมีภราดรภาพ ก็คือการเป็นเพื่อนกัน เป็นญาติกัน ดูแลกันอย่างมิตรภาพ ท่านประธานครับ ผลจากการรักษาที่ขัดแย้งกับปรัชญาชีวิตมนุษย์ ที่ผมเรียนให้ท่านทราบ มันก็ทำให้ระบบนี้ไม่พัฒนาเท่าที่ผู้ที่คิด ผมเชื่อนะครับ ผมเคารพ ท่านเป็นคนดีครับ คุณหมอเป็นคนที่เสียสละแล้วก็ตั้งใจดี แต่เมื่อเรามาดูการคิดในเชิงที่ ท่านได้คิดนั้นซึ่งผมยังเคารพอยู่นะครับ ยืนยันว่ายังเคารพอยู่แม้ท่านจะเสียชีวิตไปแล้ว และมาผูกโยงใยกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเราก็จะเห็นว่าหลักในแนวของนโยบาย หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินี้อธิบายโดยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็จะเห็นว่าเป็นหลัก ที่เหตุผลพอจะรับได้แต่ไม่สมบูรณ์ เพราะไปใส่ความเสมอภาคเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ซึ่งมนุษย์เรา กลัวตายครับ พอมีคนหนึ่งพูดว่าอยากจะใช้ยาดี ๆ ถ้าไปโรงพยาบาลรัฐบาลที่เป็นประกันสุขภาพ แห่งชาติ หรือผู้นั้นเป็นผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไปซื้อยาข้างนอกใช้ไม่ได้นะครับ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติบอกว่าต้องมีความเสมอภาคนะครับ