เชิดชัย ตันติศิรินทร์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาที่เหมาะสมและคุ้มครองผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย และเสนอแนวทางในการปรับปรุงการรักษาพยาบาลในประเทศไทย เช่น การใช้หลักการเครือข่ายในการรักษาโรค การใช้เงินงบประมาณที่เหมาะสม และการปรับปรุงการทำงานของแพทย์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์จากส่วนกลาง การดูแลโรงพยาบาลชายแดนและโรงพยาบาลเอกชน โดยเน้นย้ำว่าควรซื้อเครื่องมือที่เหมาะสมและเป็นกลาง ไม่ใช่ตามใจแพทย์ และควรปรับราคาให้เหมาะสมเพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถช่วยบริการได้
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่น ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ มีอยู่ข้อหนึ่งเหมือนกันนะครับ คือบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน แล้วก็ต้องได้รับอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าการแปลงกฎหมายมาเป็นแง่ปฏิบัติ ต้องยกย่องท่านทักษิณ ชินวัตร เพราะว่าผมมีโอกาสได้ไปร่วมกับ สปสช. ในปี ๒๕๔๕ นี่ละครับ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ก็คือเรื่องการรักษาโรคหัวใจ โรคหัวใจเป็นปัญหาที่แต่ก่อนประชาชนที่จน ถึงไม่จนถ้ามีปานกลางก็จนเหมือนกันครับ เพราะว่ามันแพงครับ หลังจากรักษาเสร็จก็อาจจะ เสียชีวิต ยิ่งแย่ไปอีกครับ เพราะมันรักษายาก มีผู้ป่วยรอ ๒ ปีแล้วเสียชีวิต อันนี้เป็นปัญหา ที่ว่าตอนนั้นก็เลยมีกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ. อันนี้ ก็ได้ มาใช้ทันกาล ท่านประธานครับ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคนี้ช่วยคนจนจริง ๆ แต่คุณหมอ อาจจะงานหนักขึ้น เป็นเพราะว่าอะไรครับ เมื่อคนรู้ว่ามีหลักประกันสุขภาพ มารักษาด้วยความมั่นใจขึ้น ภาระหมอก็มากขึ้นซึ่งอันนี้ต้องไปแก้อย่างอื่นนะครับ ที่เรารู้อยู่แล้วนะครับ ต้องเพิ่มแพทย์ ให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมนะครับ หมอก็เป็นคนนะครับ ไม่ใช่กินน้ำประปา หรือกินแกลบนะครับ ท่านประธานครับ งบจาก ๙๐๐ บาท ขึ้นมาเป็น ๒,๗๐๐ บาท ในปีนี้นะครับ แต่ที่รายงาน ๒,๔๐๐ บาท หลักการมันจะอยู่ที่ว่า สปสช. เป็นผู้ซื้อบริการ เหมือนนายประกัน กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ให้บริการ มันดีอย่างไรครับ ที่ผมไปร่วม ใน ๓๐ บาทรักษาทุกโรคแล้วผ่าตัดหัวใจ ตอนนี้ได้ขยายศูนย์การผ่าตัดหัวใจทั่วประเทศนะครับ บังเอิญผมได้เป็นกรรมการทั้งของ สปสช. และของกระทรวงสาธารณสุขเป็นกลุ่มเดียวกัน ก็เลยทำให้งานมันราบรื่นขึ้น ท่านประธานครับ คนอายุยืนขึ้น เงินถูกลง งบมันก็ต้องเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องปกติ การที่มี สปสช. ดีอย่างก็คือทำให้มีการริเริ่มงานต่าง ๆ ที่เราไม่คิดว่าจะมีก็ได้ เกิดขึ้น กระตุ้นให้กระทรวงสาธารณสุขได้ตื่นจากภวังค์ครับ คิดว่าแต่ก่อนตั้งงบเอง เสนอเอง อนุมัติเอง การตรวจสอบมีน้อย ก็ทำให้มีการระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินแล้วก็ทำให้ การใช้จ่ายเงินมีประสิทธิภาพ ถึงจะมีการบ่นในระยะแรกแต่ตอนหลังก็ปรับดีขึ้น ต้องทนครับ ประเทศไทยยังจนอยู่ การมีการรักษาที่เหมาะสมซึ่งในอารยประเทศเขาเริ่มทำกันนะครับ คือการรักษาโรคที่เป็นเฉพาะทาง เช่นที่เหลืออยู่ในปัจจุบันนี้ ก็คือเอชไอวี โรคเอดส์นะครับ แล้วก็โรคไตวายเรื้อรัง โรคเรื้อรังต่าง ๆ แล้วโรคค่าใช้จ่ายสูงอื่น ๆ อันนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพราะว่าพวกเหล่านี้ควรจะได้รับการคุ้มครองนะครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ดีคือกระตุ้น ให้กระทรวงสาธารณสุขจัดการรักษาเป็นระบบเครือข่าย มีท่านสมาชิกอาจจะพูดว่าอย่างนั้น อย่างนี้นะครับ แต่หลังจากที่ผมยกตัวอย่างโรคหัวใจได้ไปสร้างเครือข่ายตั้งแต่อนามัย ไปถึงโรงพยาบาลที่ใหญ่ ๆ เทอร์เชียรี แคร์ ก็คือตติยภูมิ หรือซูเปอร์ เทอร์เชียรี แคร์ (Super tertiary care) ก็คือพวกศูนย์พิเศษต่าง ๆ นี้นะครับ ทำให้มีการส่งต่อผู้ป่วย แล้วอย่างสะดวก แล้วก็มีมาตรฐาน แล้วอีกอันหนึ่งก็คือได้ดึงเอานักวิชาการที่อยู่ นอกกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไข กระทรวงสาธารณสุขต้องขออนุญาต นิดหนึ่งครับ ท่านรัฐมนตรีนะครับ ฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีต้องให้คนอื่นเขาไปชี้ด้วย นะครับ เพราะมันคิดคนละแบบ ท่านประธานครับ หมออยู่ในกระทรวงสาธารณสุข เกือบครึ่งประเทศ แต่หมอที่ไม่ได้อยู่ในกระทรวงก็เกือบครึ่งเหมือนกันนะครับ คิดเหมือนกัน แต่คนละระบบครับ แต่การแก้ไขปัญหาอาจจะต่างกัน วิธีอาจจะแก้กัน ก็เหมือน แผนกเซ็นเตอร์ (Center) นี่ครับเข้าไป เราก็เสนอเข้าไป สปสช. ก็ทำไป กระทรวงก็โอเค (OK) ก็ดีนะครับ ก็ทำให้กระทรวงสาธารณสุขได้มีการพัฒนาไป ยกตัวอย่างนะครับ กระทรวงไปจำกัดเรื่องอัตรากำลังต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามจีไอเอส (GIS) เราว่าจีไอเอสมันอะไร คนที่จำเป็นอยู่ที่นี่ก็ต้องสนับสนุนเขา ที่ไม่จำเป็นก็ไปให้ทำไม อย่างนี้ เป็นต้น ต้องมีการปรับกันนะครับ ซึ่งก็เป็นที่มาของการแก้อะไรของกระทรวงต่าง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ กระทรวงสาธารณสุขเสียอย่างเดียวคือปรับตัวไม่ทันกับวางแผน ต้องวางแผนนะครับ ท่านประธานครับ ผมดูในงบรายงานแล้วครับ ที่ผมยกย่องก็คืองบ ตามมาตรา ๔๑ นะครับ ซึ่งคิดว่าจะใช้เยอะ ปรากฏว่ามันได้เยอะจริง ๆ นะครับ อันนี้งบ ที่ว่าเยียวยาผู้ป่วย อันนี้เป็นการช่วยผู้ป่วยจริง ๆ แล้วก็ช่วยแพทย์ไม่ให้ถูกฟ้องร้อง อันนี้ เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ซึ่งถ้ามีการประยุกต์พัฒนาไปใช้เพิ่มขึ้นจะมีประโยชน์นะครับ
ท่านประธานครับ ขอเพิ่มนิดหนึ่งนะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผมเห็น สปสช. อนาคตอาจจะบานปลายก็คือการประสานงานนะครับ โดยเฉพาะกับผู้หลักผู้ใหญ่ ในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพวกนี้อยู่บนหอคอยนะครับ แล้วเป็นแพทย์รุ่นเก่า เดี๋ยวนี้ เขาเปลี่ยนไปเยอะนะครับ ในการบริการสาธารณสุขที่ต่างจังหวัด ต้องลงไปดูพื้นที่ แล้วต้องทำจริงนะครับ ท่านอาจจะอยู่โรงพยาบาลอำเภอเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ๒๐ ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้มาเป็นผู้บริหาร มันเปลี่ยนไปนะครับ ความคิดความอ่านคุณหมอรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไป เขาต้องการการบริการที่มีคุณภาพ ต้องการชีวิตเหมือนปุถุชน ต้องการค่าตอบแทน ที่เหมาะสม เห็นไหมครับ ต้องให้
ท่านประธานครับ อีกอย่างหนึ่งก็คือการปรับดีอาร์จี ผมเคยพูดว่าไอซีดี-ไนน์ (ICD-9) นะครับ ก็คือค่าตอบแทน มันมีไอซีดี-เท็น (ICD-10) นะครับ ตามโรค แล้วก็ไอซีดี-ไนน์ ก็คือหัตถการ เราเก็บไปแล้ว ในเรื่องพวกนี้หัตถการต้องเอาไปตอบแทนคุณหมอนะครับ ไม่ใช่เอาไปใช้อย่างอื่น ต้องเขียนระบุไปเลยว่าไอซีดี-ไนน์ ส่วนหนึ่งต้องเป็นค่าตอบแทนแพทย์ ถึงจะเหมาะสมนะครับ คุณหมอเขาก็ไม่ใช่มาทำบุญนะครับ เขาก็ต้องการไปทำอย่างอื่นด้วย
ท่านประธานครับ บัตรทองที่เริ่มฉุกเฉินแล้วใช้ทุกที่ ทุกสิทธิ ดีนะครับ แต่ผมอยากให้มันกระจายไปทุกอย่าง ทุกที่ เพราะปัญหาของเราตอนนี้คือยูซี (UC) บัตรทอง มันเป็นเขต ข้ามเขตก็ลำบาก แล้วปัญหาปัจจุบันนี้ความเป็นจริงก็คือคนไปหากินที่อื่น เยอะแยะ เขาไม่ได้กลับบ้านหรอกครับ แต่เขาต้องมีสิทธิ ไปอยู่ที่อื่นมันลำบาก ควรจะหาทาง ให้เขาใช้สิทธิเหล่านี้ได้ทุกที่ในประเทศ อีกอย่างก็คือการรักษาโรคบางอย่างที่มันจำเป็น ต้องไปบางที่ อย่าไปบังคับเขาเลยนะครับ ให้เขาไปรักษาได้ตามที่เหมาะสม เช่น การผ่าตัดหัวใจ ถ้ายังไม่ให้เขาไปที่ศูนย์ผ่าหัวใจได้เลยโดยตรง ไม่ดีครับ คนไข้อาจจะคล้าย ๆ ไม่ถูกรีเฟอร์ (Refer) ไป ไม่ถูกส่งตัวไป ทำให้เสียชีวิตได้
ท่านประธานครับ อีกอันหนึ่งก็คือการจัดซื้อจากส่วนกลางมันก็มีทั้งมีดี มีเสีย ท่านประธานทราบไหมครับ หลังจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยมาเป็น พรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับแผนกเอคเซลเลนท์ เซ็นเตอร์ (Excellent center) แล้วมาเป็น งบไทยเข้มแข็งอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ งบประมาณเกี่ยวกับพวกนี้ กรรมการที่อยู่ นอกกระทรวงเขาไปช่วยดู ไปตรวจเยี่ยมหน่วยต่าง ๆ มีการวางแผนแล้วว่าแต่ละที่ แต่ละที่ ควรจะมีงบเท่าไรที่เหมาะสมกับคน ควรจะมีเครื่องมืออะไรที่เหมาะสม ไม่ใช่ไปตามใจแพทย์ ที่อยากจะใช้อะไรตามใจตัว ไม่ได้ แต่ต้องเหมาะสมเป็นกลางด้วย เพราะว่าประเทศเรา ไม่ได้ร่ำรวยนะครับ พอเสร็จไปแล้วไม่มีคนดูแล ผลก็คือก็ซื้อเหมือนกับสมัยเก่า ก็ซื้อเครื่องมือไปแล้วไม่มีแพทย์ใช้ เครื่องมือเหล่านี้มันก็แพงนะครับ ซึ่งอย่างนี้ไม่ถูกต้อง
ท่านประธานครับ ยังมีอีกอย่างหนึ่งนะครับ โรงพยาบาลชายแดนต่าง ๆ ติดกับประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเขมร พวกนี้ควรจะดูแลเขาเป็นพิเศษหน่อย เพราะว่าพอไปตรวจเยี่ยมเขาแล้วพวกนี้มีปัญหา ต้องรับภาระเพิ่มขึ้น
อีกอันหนึ่งนะครับ ก็คือโรงพยาบาลเอกชนต่าง ๆ ท่านประธานครับ เตียงของโรงพยาบาลเอกชนมีว่างเยอะนะครับ แต่เตียงของโรงพยาบาลรัฐบาลไม่ว่างนะครับ โดยเฉพาะทางอีสานกับทางเหนือ ทางใต้ก็เช่นเดียวกันครับ ต้องเสริมเตียง เพิ่มเตียง อยู่ข้างลิฟต์ก็มี ผมอยากจะให้ไปคุยกับเอกชนนะครับ ปรับราคาให้เหมาะสม เขาจะได้มาช่วยบริการ ท่านประธานครับ ผมคิดว่านโยบายของ สปสช. มันเป็นสิ่งที่ชอบธรรมนะครับและเป็นสิ่งที่ จำเป็นของมนุษย์เพราะว่าเป็นปัจจัย ๑ ใน ๔ ที่จำเป็น ผมเห็นว่า สปสช. ต้องปรับ
อันสุดท้ายนะครับ สปสช. ได้ขยายงานมากนักนะครับ เพราะว่าเขตของท่าน คนมันเยอะขึ้น แต่คนไม่ทราบว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน อันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น ท่านต้องมีการประเมินการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมด้วย ขอบคุณครับท่านประธานครับ