สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เสนอแนะรัฐบาลให้ดำเนินการปรับปรุงนโยบายประกันสุขภาพ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้บัตรประชาชนหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นบัตรประจำตัวในการรักษา และการสนับสนุนการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงการยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และพัฒนาบุคลากรเพื่อเสริมให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ควรปรับปรุง เช่น นโยบาย 30 บาท และบัตรทอง เพื่อให้บริการประชาชนได้ดีขึ้น และเรียกร้องการความชัดเจนในการดำเนินการของนโยบาย 3 กองทุนประกันสุขภาพ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิง แล้วก็ขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นเสนอแนะรัฐบาลซึ่งคิดว่าจะเป็น ประเด็นที่เป็นประโยชน์ครับ แล้วก็ไม่ยาวนักครับท่านประธานครับ

ประเด็นแรกที่เพื่อนสมาชิกเพิ่งอภิปรายเสร็จไปเมื่อสักครู่นี้ กรณีท่านบอกว่า เมื่อเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ มีงบประมาณไทยเข้มแข็งไปซื้อเครื่องมือ เหมือนสมัยเก่า ทำนองคล้ายกับว่าไม่ได้ประโยชน์นี่ ขออนุญาตกราบเรียนครับในฐานะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อผมเข้าไปนี้มีประเด็นปัญหาเรื่องการจัดซื้อนะครับ แต่ว่าภายใต้นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผมเข้าไปรับผิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เราได้มีการปรับปรุงแก้ไขรายการต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม แล้วก็เป็นไปตามความต้องการของโรงพยาบาลที่เสนอมา รวมทั้งได้มีการยกเลิกการจัดซื้อบางรายการ ที่เห็นว่าไม่เหมาะสม รวมทั้งมีการปรับปรุงราคา ปรับลดลงไปอยู่ในราคาที่เหมาะสม จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ขณะนี้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ นั้น ก็นำไปใช้เป็นประโยชน์กับโรงพยาบาลในทุกระดับ แล้วผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน ว่าไม่มียุคไหนในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาที่กระทรวงสาธารณสุขจะได้รับงบประมาณในการ ปรับปรุงก่อสร้างอาคารหลังใหม่ รวมทั้งจัดซื้อเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ ๆ ให้กับโรงพยาบาล ได้มากเท่าในยุคที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้เข้ามาดำเนินการภายใต้นโยบายงบประมาณ ไทยเข้มแข็ง ช่วยให้ทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน แล้วก็สถานีอนามัย ซึ่งขณะนี้ได้ยกระดับเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แล้วก็ศูนย์บริการสาธารณสุข ในระดับต่าง ๆ ได้รับงบประมาณไปหลายหมื่นล้านบาท ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดในการจัดสรร งบประมาณเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็งอย่างน้อยแต่ละระดับก็ได้รับงบประมาณในระดับ เท่ากันหลักหมื่นล้านบาทขึ้นไปทั้งสิ้น อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนทำความเข้าใจ เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นถัดมา เพื่อนสมาชิกบางท่านได้แสดงความเป็นห่วงว่าในระบบ ประกันสุขภาพนั้นทำอย่างไรที่จะให้สามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวได้จริง ๆ และประเด็น ปัญหาสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชนจะทำอย่างไร ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน พร้อมทั้งเสนอแนะไปยังกระทรวงสาธารณสุขว่า ความจริงนโยบายบัตรประชาชนใบเดียว รักษาฟรี ๔๘ ล้านคนเริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพราะเราเห็นว่าการที่จะให้ประชาชนเข้าไปรักษาฟรีโดยใช้บัตรประชาชนคู่กับบัตรทองเป็น การสร้างภาระเกินสมควรให้กับประชาชน ทำให้เกิดความยุ่งยาก ประชาชนบางคน พกแต่บัตรประชาชนไป เมื่อเข้าไปขอรับบริการรักษาฟรีต้องถูกเรียกหาบัตรทองอีกใบหนึ่ง ถ้าลืมเอาบัตรทองมา ที่สุดรักษาไม่ได้ต้องกลับบ้านไปเอาบัตรทองมาอีก ๑ ใบ ตรงนี้จึงเป็น เหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงเริ่มต้นนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาฟรี ๔๘ ล้านคน ทั่วทั้งประเทศได้ แล้วก็ในยุคนั้นก็ได้เริ่มต้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผมอยากให้รัฐบาล ได้คงนโยบายนี้ไว้และดำเนินการแก้ไขปัญหาถ้ามีให้เกิดความชัดเจน เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยต่อเนื่องต่อไป สำหรับคนที่ไม่มีบัตรประชาชนไม่มีปัญหาเลยครับ เช่น เด็กที่ยัง ไม่ทำบัตรประชาชนก็ให้สามารถที่จะใช้สูติบัตรหรือใช้สำเนาทะเบียนบ้านแทนบัตรประชาชนได้ เพราะฉะนั้นบัตรประชาชนใบเดียว หรือสูติบัตรใบเดียว หรือสำเนาทะเบียนบ้านใบเดียว ก็สามารถใช้รักษาฟรี ๔๘ ล้านคน สำหรับประชาชนที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพได้ อันนี้ ก็คือประเด็นที่ขอให้ความเห็นต่อกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล

ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกมีความเห็น เช่น บางครั้งเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้น ในหมู่บ้านชุมชน แล้วก็ไม่สามารถที่จะหาพาหนะบรรทุกผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาลได้ อันนี้ผม ขอเสนอแนะไปยังรัฐบาลครับ ว่าขอให้เดินหน้านโยบายที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้เดินหน้าต่อไป นั่นก็คือเราไปสนับสนุนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินให้สามารถที่จะร่วมกับหน่วยการปกครอง ท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นนโยบายร่วมกับ สปสช. ด้วย ให้หน่วยการปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด สามารถจัดหน่วยบริการกู้ชีพฉุกเฉิน แล้วเขาก็จะมี การจัดซื้อรถพาหนะแล้วก็มาร่วมโครงการกับ สปสช. กระทรวงสาธารณสุขและสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉิน ภายใต้หมายเลข ๑๖๖๙ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นมาก็สามารถ ใช้รถของหน่วยการปกครองท้องถิ่นเหล่านี้ เช่น อบต. เทศบาลในชุมชนลำเลียงผู้ป่วย ไปยังสถานพยาบาลได้ทันท่วงทีมากขึ้น สำคัญก็คือเร่งรัดอย่างไรให้หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เข้ามาร่วมโครงการกับกระทรวง และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน สปสช. ได้มากขึ้น อันนี้ ก็เป็นนโยบายที่ขออนุญาตที่จะฝากให้ดำเนินการต่อไป

ประเด็นถัดมา ก็คือกรณีที่เพื่อนสมาชิกบางท่านพาดพิงถึงรัฐบาลที่แล้ว กรณี การกำหนดนโยบายยกระดับสถานีอนามัยขึ้นเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าอันนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดที่แล้ว และเป็นรัฐบาลเดียว ที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ สถานีอนามัยทั่วประเทศมีอยู่ ๙,๗๕๐ แห่ง เราได้ดำเนินการยกระดับสถานีอนามัยภายใน ๒-๓ ปี ขึ้นเป็นโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลครบทุกแห่ง ๙,๗๕๐ แห่งเรียบร้อย แต่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเรื่อง บุคลากรก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า ในทันทีที่เรายกระดับไม่ได้แปลว่าเรายกระดับแค่เปิดป้าย เปลี่ยนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขึ้นมาจากสถานีอนามัยเท่านั้น แต่มี เกณฑ์กำหนดอย่างน้อยข้อสำคัญข้อหนึ่งก็คือต้องมีบุคลากรครบอย่างน้อย ๔ ตำแหน่ง ตำแหน่งที่ ๑ หัวหน้าสถานีอนามัยจะได้รับการยกระดับฐานะขึ้นเป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แต่มีคนเดียวไม่พออย่างน้อยต้องมีพยาบาลวิชาชีพ แปลว่าพยาบาลที่จบปริญญาตรี หรือถ้าดีกว่านั้นก็คือพยาบาลเวชปฏิบัติ คือพยาบาลวิชาชีพ ที่จบปริญญาตรีและไปอบรมด้านการแพทย์เพิ่มเติมเป็นพยาบาลเวชปฏิบัติอีก ๑ คน เป็นคนที่ ๒ และคนที่ ๓ อย่างน้อยต้องมีนักวิชาการสาธารณสุขที่จบปริญญาตรีเช่นเดียวกัน เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นตำแหน่งที่ ๓ และตำแหน่งที่ ๔ จะเป็นใครก็ได้ระหว่างแพทย์แผนไทย ซึ่งเราบรรจุเข้าไปเป็นร้อยเดี๋ยวนี้เข้าไปอยู่ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือถ้าไม่มีแพทย์แผนไทยก็เป็นเภสัชกรชุมชน หรือเป็นตำแหน่งอื่น ๆ อย่างน้อย ๔ ตำแหน่ง จึงยกระดับขึ้นเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แต่แน่นอน ๔ คน ต่อ ๑ โรงพยาบาล รพ.สต. มันไม่พอหรอกครับ รัฐบาลชุดที่แล้วจึงกำหนดเตรียมการ สำหรับบุคลากรไว้ในอนาคต ว่าเมื่อเราพ้นจากความเป็นรัฐบาลแล้ว รัฐบาลต่อไปจะได้ ดำเนินการพัฒนาบุคลากรเพื่อไปเสริมให้กับ รพ.สต. ได้ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ อนุมัติตำแหน่งเพิ่มขึ้นเพื่อไปเสริม รพ.สต. อีก ๑๖,๐๐๐ ตำแหน่ง ตรงนี้คือสิ่งที่จะขอฝาก รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขขอให้เดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป และขอให้ถัดจากนี้ไปขอให้มี แนวนโยบายในการเดินหน้า รพ.สต. จากยุคการเริ่มต้นที่พวกผมได้เริ่มต้นไว้ไปสู่ ยุคแห่งคุณภาพ ซึ่งท่านมีโอกาสที่เข้ามาบริหารประเทศผมก็ขอเป็นกำลังใจ และขอให้ เดินหน้านโยบายนี้ต่อไป เพื่อให้ รพ.สต. ได้เป็นที่พึ่งหวังกับประชาชนในหมู่บ้านตำบล และชุมชนของประเทศต่อไป และเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิในการที่จะส่งต่อ ไปยังโรงพยาบาลชุมชนต่อไป

ประเด็นสำคัญสุดท้าย ประเด็นที่ผมเป็นห่วงสำหรับนโยบายของรัฐบาล ที่ขอฝากกับท่านประธานก็คือมี ๒ ประเด็น ที่จำเป็นต้องพูดไว้ตรงนี้

ประเด็นที่ ๑ ก็คือ กรณีนโยบาย ๓๐ บาท ขออนุญาตกราบเรียนฝากรัฐบาล ว่าผมไม่อยากเห็นเราย้อนยุคกลับไปใช้ ๓๐ บาทอีก เพราะขณะนี้เราเดินหน้ามาไกล ถึงขนาดไม่ต้องเสียสักบาท มาถึงนโยบายรักษาฟรีแล้ว ถ้าท่านย้อนกลับไปเก็บ ๓๐ บาทอีก ได้เงินไม่เท่าไรหรอกครับ เราไปตรวจสอบที่กระทรวงสาธารณสุขพบว่าเฉพาะโรงพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุขถ้าเราย้อนกลับไปเก็บ ๓๐ บาทอีกเราจะได้เงินเพิ่มอีกปีหนึ่ง อย่างดีก็พันกว่าล้านบาท เทียบกับงบประมาณที่รัฐบาลต้องจัดให้ สปสช. เพื่อไปใช้บริการ รักษาฟรีกับคนไทยทั้งประเทศปีหนึ่งประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเทียบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรย้อนยุคกลับไปอีก และข้อ ๒ ไม่ควรย้อนยุคกลับไปใช้บัตรทอง คู่กับบัตรประชาชนให้มันยุ่งยากอีก ถ้าท่านไม่ทำดีแล้วครับ แต่ถ้าคิดจะทำขอความกรุณาครับ บัตรประชาชนใบเดียวพอแล้วสำหรับการที่จะให้บริการประชาชน แล้วไม่ต้องสร้าง ความยุ่งยากให้กับประชาชนอีกต่อไป สำคัญก็คือขอให้เดินหน้าปรับปรุงต่อยอด การให้บริการประชาชน อย่างนโยบายที่ผมเริ่มต้นไว้ที่กระทรวง นโยบายโรงพยาบาล ๓ ดี บรรยากาศดี บริการดี บริหารจัดการดี ถ้าเป็นไปได้ผมรบกวนท่านเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่เพื่อผม ไม่ใช่เพื่อไปอ้างว่านี่คือผมเริ่มต้น หรือรัฐบาลที่แล้วเริ่มต้น แต่เพื่อให้ประชาชนได้รับ บริการที่ดี

ประการที่ ๒ สุดท้ายจริง ๆ ครับที่ผมเป็นห่วงก็คือนโยบายเรื่อง ๓ กองทุน ปัจจุบันนี้ระบบรักษาพยาบาลของประเทศไทยมี ๓ ระบบใหญ่ ๆ ระบบที่ ๑ ระบบ รักษาพยาบาลข้าราชการหรือที่เรียกว่า สวัสดิการข้าราชการ ระบบที่ ๒ ระบบประกันสังคม สำหรับผู้ใช้แรงงานและผู้ประกันตน ระบบที่ ๓ สุดท้าย ใครไม่เป็นข้าราชการ ใครไม่เป็น ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเหลืออยู่ประมาณ ๔๘ ล้านคน คือระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าหรือรักษาฟรีในปัจจุบัน ๓ ระบบนี้ที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน สวัสดิการ ข้าราชการอาจจะดีกว่าอีก ๒ ระบบ เพราะที่มาก็คือตอนที่เรารับเขาเข้ามาเป็นข้าราชการ เงินเดือนมันต่ำ สิ่งที่เราจะชดเชยให้กับคนที่เป็นข้าราชการได้คือคำมั่นสัญญาในสวัสดิการ เขาจะได้รับสวัสดิการสูง โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลเป็นพิเศษเพื่อชดเชยกับเงินเดือนที่ต่ำ นี่คือที่มาของสวัสดิการข้าราชการ ส่วนประกันสังคมแน่นอนไม่เหมือนข้าราชการ ไม่เหมือนรักษาฟรี เพราะประกันสังคมผู้ประกันตนจะต้องร่วมจ่าย นอกจากรัฐบาลจ่าย ๑ ใน ๓ นายจ้างจ่าย ๑ ใน ๓ ลูกจ้างต้องจ่ายอีก ๑ ใน ๓ เพราะฉะนั้นระบบสวัสดิการของเขา ในเรื่องการรักษาพยาบาลก็จะต้องพิเศษหรือมีลักษณะรูปแบบอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนที่เหลือ ๔๘ ล้านคน รัฐจัดให้เต็ม ๆ คือรักษาฟรี รูปแบบมันก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง สิ่งที่ผมเป็นห่วง และขาดความชัดเจนในนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่ารัฐบาลที่แล้วเราก็พยายาม ที่จะเข้ามาดูว่า ๓ ระบบที่ว่านี้มันจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็มีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นประธานในที่ประชุม ผมเป็น กรรมการด้วยใน สช. ปรากฏว่าตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อไปดูว่า ๓ ระบบนี้จะมี การปรับปรุงอย่างไรที่จะให้หลักประกันกับประชาชนให้ดีที่สุด แนวทางนโยบายกว้าง ๆ ก็คือคล้าย ๆ กับว่าอย่างน้อย ๓ ระบบนี้มันอาจจะเหลื่อมล้ำกันบ้าง เพราะที่มาที่ไป มันไม่เหมือนกันอย่างที่ผมกราบเรียน แต่อย่างน้อยถ้าเขาเป็นคนไทยไม่ว่าอยู่ในระบบไหน เขาจะต้องมีหลักประกันขั้นกลางที่เป็นมาตรฐานว่าเขาต้องได้รับหลักประกัน ในการรักษาพยาบาลไม่ต่ำไปกว่านี้คือมาตรฐานขั้นกลาง แล้วก็มอบให้คณะกรรมการชุดหนึ่ง ไปดำเนินการ แต่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรผมไม่แน่ใจ ผมไม่ทราบ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แจ้งผมเมื่อสักครู่ว่าน่าเสียดาย ใช่หรือไม่คณะรัฐมนตรีได้ไปมีมติยกเลิกการดำเนินการ ของคณะกรรมการชุดนี้เสียแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคตนโยบายรัฐบาลเรื่อง ๓ กองทุน คืออะไรครับ ท่านจะไปทำอย่างไร จะทำให้สูงเท่ากันหมด หรือจะไปทำให้ต่ำเท่ากันหมด หรือเดินหน้าไปอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราเป็นห่วง เพราะฉะนั้นทั้งหมดต้องมีความชัดเจน แล้วหลายฝ่ายกังวลว่าเงินก้อนใหญ่มหาศาลมันอยู่ที่สำนักงานประกันสังคม มีความประสงค์ ที่จะเอาเงินก้อนนี้ไปใช้ทำอะไรหรือไม่ อย่างไร ตรงนี้จึงควรที่จะมีคำตอบที่มีความชัดเจนต่อไป ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตสะท้อนกับท่านประธานครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ