วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเกี่ยวกับการบริหารเงินทุนของประเทศ โดยเน้นย้ำถึง 3 กองทุนหลัก คือ สปสช. กองทุนประกันสังคม และกลุ่มข้าราชการ และเรียกร้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินทุน นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการใช้จ่ายเงินในกองทุนประกันสังคมและกองทุนสุขภาพของข้าราชการ รวมถึงปัญหาการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลส่งผลให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขาดทุนเฉลี่ย 70% และเรียกร้องให้รัฐมนตรีตรวจสอบการจัดสรรเงินและตำแหน่งงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก วันนี้เป็นรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานการเงินของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ตรวจสอบโดยสำนักงาน ตรวจเงินแผ่นดิน และผมคิดว่าเรื่องนี้มันคงมีหลายประเด็นที่อยากจะกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังทั้งท่านรัฐมนตรีและคณะของ สปสช. ก่อนอื่นที่อยากจะกราบเรียนกับ ท่านรัฐมนตรีนะครับว่าคนในวงการสาธารณสุข ท่านรัฐมนตรีครับ ไม่ธรรมดา ผมเรียนท่าน คือผมเคยอยู่ในวงการสาธารณสุขมาประมาณ ๒๐ กว่าปี แล้วผมรับรู้ว่าทุกคนไม่ธรรมดา อย่างน้อยสามารถที่จะทำให้นักการเมืองตั้งหน่วยงานหลัก ๆ ขึ้นมา มาเป็น ๒ หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข นั่นคือหน่วยงานของกระทรวงโดยตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ มีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของประชาชน และตอนหลังก็มีการผลักดันเป็น พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็คือตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่าสำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ งบประมาณมหาศาล แล้วอยากจะกราบเรียนว่า ผมเชื่อว่าเพื่อน ส.ส. ในสภาหลายท่าน เท่าที่ผมฟังหลายคนยังไม่ตกผลึกทางความคิดเกี่ยวกับภารกิจของ สปสช. แต่ถ้าเราดูย้อน ผมจำได้ว่าตอนนั้นประมาณ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ ผมยังทำงานสังกัด กระทรวงสาธารณสุข ผมเป็นผู้ปฏิบัติงาน วันนั้นผมเชียร์ สปสช. เต็มที่ เพราะผม ก็มีความรู้สึกว่าเราก็ต้องการให้หน่วยงานรัฐในการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน อย่างเต็มที่ เสมอภาค และเท่าเทียมกัน แล้วก็ดูวิธีคิดในการจัดตั้ง สปสช. ท่านประธาน ที่เคารพครับ เขาบอกว่าให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยผู้ให้บริการ สปสช. ทำหน้าที่ แทนรัฐบาลในการซื้อบริการให้ประชาชน หลักคิดวันนั้นผมเห็นด้วยครับ สปสช. เป็นกองทุน มีหน้าที่ในการซื้อบริการ กระทรวงสาธารณสุขมีสถานบริการคือโรงพยาบาล มีหน้าที่ รับซื้อบริการเพื่อมาให้บริการกับประชาชน หลักการผมเห็นด้วยในหลักการ แต่เวลา ผ่านไปนาน ๆ เข้ามันเป๋ครับ ผมอยากจะกราบเรียนกับเพื่อน ท่านผู้เข้ามาชี้แจงของ สปสช. ข้อมูลจากนี้ไปเป็นข้อมูลที่ผมได้รับการร้องเรียนจากบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข ที่เขาฝากผมมาว่าในฐานะที่ผมเคยทำงานสังกัดโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข คนที่ทำงานในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงก็มีความช้ำอกช้ำใจกับการทำหน้าที่ของ สปสช.
ประเด็นแรก คือวันนี้หลักคิดเรื่องท่านเป็นผู้ซื้อบริการมันเป๋ไป ปกติแล้ว เราจะมีกองทุนหลัก ๆ ของประเทศอยู่ ๓ กองทุนท่านประธานครับ
๑. สปสช. ดูแล ๔๗ ล้านคน อันนี้เยอะที่สุดครับ งบประมาณเบ็ดเสร็จปีหนึ่ง ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท
๒. ก็คือกองทุนประกันสังคมอาจจะมี ผมจำตัวเลขที่ชัดเจนไม่ได้ ประมาณ ๘,๐๐๐,๐๐๐-๙,๐๐๐,๐๐๐ คน
และ ๓. ก็คือกลุ่มข้าราชการ โดยกรมบัญชีกลางเป็นคนดูแล
ขณะนี้มีอยู่ ๓ กองทุน ๒ กองทุนที่มีหน้าที่ซื้อบริการไม่ว่าจะเป็น ประกันสังคมหรือกรมบัญชีกลางเขาไม่มายุ่งครับ อย่างประกันสังคมเขาจะจ่ายเงิน เหมาจ่ายรายหัวมาเลย เช่น หัวละ ๑,๔๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาท ๑,๖๐๐ บาท ก็จ่ายไปเลย หลังจากนั้นแล้วเขาจะมีทีมงานเข้ามาติดตามว่าโรงพยาบาลที่รับซื้อบริการไปแล้วสามารถ ให้บริการเป็นไปตามมาตรฐานที่สำนักงานประกันสังคมต้องการหรือไม่ อันนี้ก็จบไป แต่อีกหน่วยหนึ่งคือกรมบัญชีกลางก็อาจจะหละหลวมไปหน่อย เพราะกรมบัญชีกลาง เป็นหน่วยงาน เป็นกองทุนที่ดูแลเรื่องสุขภาพของข้าราชการแต่ไม่มีบุคลากรที่มีความรู้เรื่องนี้ จึงถูกโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเบิกเงินเกินความจำเป็น แต่บังเอิญกองทุน สปสช. เป็นคนในวงการเดียวกัน เวลาตอนแรกตั้งขึ้นมาเพื่อมาซื้อบริการ แต่นาน ๆ เข้าไปแล้ว เข้ามาแทรกแซงการบริหาร นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นครับ ผมเจอพี่ ๆ ที่เป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงก็บอกว่าวันหลังอยู่ในสภาช่วยบอกรัฐมนตรีหน่อย สปสช. มีหน้าที่ซื้อบริการ แต่เวลาผ่านไปหลงอำนาจเพราะว่ามีเงินเยอะท่านประธาน เวลามีเงินเยอะอำนาจมากับเงินเขาก็เข้าไปแทรกแซงการบริหารงานของกระทรวง สาธารณสุข ผ่านโรงพยาบาลต่าง ๆ วิธีการแทรกแซงก็ไม่ยาก เช่น เวลามีโครงการต่าง ๆ ก็เชิญท่านนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือเชิญผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่าง ๆ มาประชุม แล้วรับนโยบายไป ผมก็ได้รับการร้องเรียนจากคนของกระทรวงสาธารณสุขว่าทำไมไม่เห็นหัว ท่านปลัดกระทรวง มีอะไรก็ควรจะบอกปลัดกระทรวง เพราะปลัดกระทรวงเขาเป็น หมายเลข ๑ ของกระทรวงสาธารณสุข มีอะไรก็บอกเขาสักหน่อยหนึ่งว่าจะเอาคนของเขา ไปทำอะไร เรื่องอะไรก็แล้วแต่ บอกเขาสักหน่อยหนึ่ง เพื่อเขาจะได้สั่งการว่านี่คือนโยบาย แต่ สปสช. ถือว่ามีสตางค์ปุ๊บ มีอะไรก็เชิญผู้อำนวยการโรงพยาบาลมารับนโยบายโดยตรง รับงบประมาณโดยตรงไป ดังนั้นผมก็เลยถือโอกาสมาพูดแทนว่าวันนี้ สปสช. ก็ชักจะเป๋ไปแล้ว เวลาเงินเยอะขึ้นมามีอำนาจมากขึ้น ท่านกำลังเฉไฉภารกิจของท่าน จากภารกิจในการ ซื้อบริการ นาน ๆ เข้าเข้าไปแทรกแซงการบริหารจัดการของกระทรวงสาธารณสุข อันนี้ คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นถัดมา ก็คืองบประมาณที่ทางรัฐบาลตั้งให้ ปีหนึ่งก็ประมาณ ๒,๗๐๐-๒,๘๐๐ บาทต่อหัว เวลาเราฟังผิวเผินเหมือนเยอะ แต่ถ้าพี่น้องประชาชน หรือเพื่อนสมาชิกทุกท่านถ้าได้ติดตาม เงินพวกนี้ไม่ได้ส่งตรงไปยังสถานบริการที่เราจะมี ความรู้สึกว่าหน่วยงานบริการได้รับเงินก้อนนี้เป็นก้อน ๆ เลย มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะว่า สปสช. นาน ๆ เข้าก็ทำหน้าที่เหมือนสำนักงบประมาณ ในการแตกเม็ดเงิน งบประมาณประมาณแสนล้านบาทเศษ ๆ เป็นงบประเภทต่าง ๆ เช่น แตกเป็นงบค่าบริการ ทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว ก็เป็นเงินก้อนหนึ่ง แตกเป็นงบค่าบริการทางการแพทย์ เป็นค่าใช้จ่ายสูง เช่น เป็นโรคมะเร็งที่ต้องใช้งบประมาณสูง ๆ ก็เป็นเงินอีกก้อนหนึ่ง แตกเป็นงบ ทางการแพทย์ฉุกเฉิน หรือแตกเป็นงบค่าฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ แตกเป็นงบกองทุนเอดส์ เป็นงบกองทุนไตวายเรื้อรัง เป็นงบอื่น ๆ ต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายมันแตกย่อยไปเยอะ เขาก็ร้องเรียน มาว่าสุดท้ายเงินที่ถึงมือโรงพยาบาลมันจะมีอยู่ไม่กี่ก้อน เช่น เป็นเงินค่าใช้จ่ายรายหัวในการ รักษาผู้ป่วยนอก เป็นเงินค่าใช้จ่ายรายหัวในการรักษาผู้ป่วยใน หรือเงินอื่น ๆ บางส่วน แต่งบประมาณส่วนใหญ่ยังกองอยู่ที่สำนักงานกลาง กองทุนส่วนกลาง เวลากองที่ สำนักงานกลาง สุดท้ายก็เป็นว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครใกล้ชิดหน่อยก็จะได้ งบประมาณเยอะ ใครไม่ใกล้ชิดก็อาจจะได้งบประมาณน้อย และอาจจะเป็นปัญหาในวงการ จริง ๆ ครับท่านประธาน เนื่องจากว่าการเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉพาะผู้ป่วยใน เขาเรียกว่าเป็นการเบิกจ่าย เป็นภาษาทางการแพทย์ ใช้คำว่า ดีอาร์จี (DRG) ภาษา แปลออกมา ผมขอใช้คำว่า กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ผมเชื่อว่าประชาชนไม่เข้าใจ คือเวลา การเบิกจ่ายเม็ดเงิน เวลาผู้ป่วยนอนในโรงพยาบาล ๑ คน สปสช. จะมีการเวท (Weight) น้ำหนักค่ารักษา เช่น คนผ่าตัดไส้ติ่ง โรคนี้ควรจะได้เงินเท่านี้ คนผ่าตัดโรคหัวใจ โรคนี้ ควรจะได้เงินเท่านี้ คนผ่าตัดสมอง ถ้าเป็นดีอาร์จี โรคนี้ควรจะได้เงินแค่นี้ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย นี่คือทางวงการเขาเรียกว่า ดีอาร์จี ปัญหาที่ตามมาก็มีอยู่ว่าเมื่อ สปสช. ประกาศเป็นเกณฑ์ อย่างนี้ออกมาแล้ว เวลาโรงพยาบาลต่าง ๆ รักษา ท่านไม่ได้จ่ายเงินเขาครบตามที่ โรงพยาบาลในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ เนื่องจากว่าระบบ การจ่ายเงินของท่านคือท่านมีเท่าไร จ่ายเท่านั้น ภาษาทางวิชาการของท่านใช้คำว่าโกลบอล บัดเจท (Global budget) ก็คือเป็นงบก้อนที่ท่านตั้งไว้ อย่างผมสมมุติว่าคนเป็นไส้ติ่ง ๑ ราย ๑๔,๐๐๐ บาท ผมสมมุติครับ แต่ถ้าเฉลี่ยออกมาแล้วท่านเหลือ ๙,๐๐๐ บาท ท่านก็จ่ายแค่ ๙,๐๐๐ บาท ท่านมีเงินเหลือแค่ ๘,๐๐๐ บาท ก็จ่ายแค่ ๘,๐๐๐ บาท ท่านไม่ได้จ่ายจริง ตามที่โรงพยาบาลต่าง ๆ รักษา ก็เท่ากับว่าท่านปัดภาระความรับผิดชอบ ต่อการรักษาพยาบาลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้หลักคิดเรื่องดีอาร์จี และโกลบอล บัดเจท ต้องขอโทษท่านประธานจริง ๆ เพราะผมไม่รู้ว่าจะใช้ภาษาอะไร แต่ทางโรงพยาบาลในสังกัด หลาย ๆ โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าให้ช่วยวิพากษ์วิจารณ์แทนหน่อย อย่างน้อยท่านรัฐมนตรีอยู่ในนี้ ท่านฟังปุ๊บ ท่านจะได้คิดว่าเวลาเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล เขาเบิกมาเท่าไร ท่านก็ควรจะต้อง จ่ายให้เขาตามสิทธิที่เขาควรจะได้ แต่ท่านรัฐมนตรีครับ ข้อร้องเรียนของโรงพยาบาล ที่เพิ่งโทรศัพท์มาหลายครั้ง ท่านจะสังเกตว่าผมรับโทรศัพท์หลายครั้ง เพราะเขาอาจจะ เปิดวิทยุฟังอยู่ ท่านบอกให้ช่วยร้องเรียนบอกว่าเวลามีคนไข้ที่รักษาผ่าตัดอะไรก็แล้วแต่ นอนโรงพยาบาล เวลาทำเป็นบัญชีในการเบิกควรพยายามจ่ายเงินตามจำนวนที่เขาตั้งเบิกมา ตามกฎเกณฑ์ที่ท่านเป็นคนกำหนดคือดีอาร์จี แต่ขณะนี้ สปสช. จ่ายเงินตามมีเท่าไร จ่ายเท่านั้น ที่ผมกล้าพูดว่ามีเท่าไรจ่ายเท่านั้น เนื่องจากว่างบประมาณแสนล้านบาท ท่านแยกเป็นกองทุนย่อย ถ้าเป็นกองทุนสำหรับผู้ป่วยในแล้ว ท่านจ่ายตามดีอาร์จี ถ้าท่าน มีอยู่สัก ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าทั้งประเทศเบิกมา ๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็จ่ายแค่หน่วยงาน คนละครึ่ง ท่านไม่ปฏิเสธใช่ไหมครับ ก็คือมีเท่าไรจ่ายเท่านั้น แล้วผลพวงของการกระทำ อย่างนี้ มันจะมีผลกระทบต่อโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจน โรงเรียนแพทย์ต่าง ๆ ผมดูแล้วข้อร้องเรียนที่เขาบอกว่า ผลกระทำที่ สปสช. บริหารงบประมาณในรูปแบบนี้ ทำให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขาดทุน โดยเฉลี่ยประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์
ประเด็นถัดมาก็คือผลพวงนี้ก็ทำให้มีปัญหาเรื่องงบประมาณในการพัฒนา อาคารสถานที่ ซึ่งมันสัมพันธ์กันครับ เพราะผมก็เชื่อว่าโรงพยาบาลสังกัดกระทรวง สาธารณสุขก็ต้องหาทางในการดึงงบประมาณของประกันสังคมที่ต้องบริการผู้ป่วย ประกันสังคม ดึงงบประมาณจากกรมบัญชีกลางที่เป็นข้าราชการมาหมุนเวียนในการชดเชย ดูแลผู้ป่วยในการรักษาของคนไข้ทั่ว ๆ ไป คือคนไข้ของ สปสช.
และประเด็นสุดท้ายคือผลพวงก็คือการขาดแคลนบุคลากร เราไม่ปฏิเสธว่า วันนี้บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลยังเป็นปัญหาอยู่ ส่วนหนึ่ง ก็คงเป็นปัญหาเรื่องงบประมาณ เพราะผมก็เจอพวกหมอรุ่นพี่ ๆ ของผมครับ หลาย ๆ คน ก็ลาออกจากราชการมาเพราะเบื่อ เวลาจะทำนี้ก็บอกงบไม่มี จะทำนี้ก็บอกเงินไม่มี เวลา มีปัญหาขึ้นมาก็ลาออกดีกว่า ไปอยู่เอกชนเงินเดือนเยอะ ท่านก็ทราบดี เงินเดือนรัฐ กับเอกชนต่างกันหลายเท่า และการทำงานของเอกชนมันมีผลตอบแทนที่เป็นสิ่งแรงจูงใจ นอกจากนี้แล้วผมคิดว่า สปสช. ยังมีประเด็นล่าสุดที่เกิดขึ้น คือเรื่องการคัดเลือกที่ สตง. ขอโทษนะครับ ที่ สตง. ได้เข้าไปประเมิน บังเอิญมีคนส่งเป็นเป็นเมล์ (Mail) มาให้ผม เมื่อสักครู่นี้เองว่าให้ช่วยท้วงติงหน่อย อย่างน้อยจะได้ทำให้ท่านรัฐมนตรีได้เข้าไปจี้ในการ ทำหน้าที่ของ สปสช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้สรุปผลการประเมิน สปสช. ที่เข้าไป ตรวจสอบเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ในประเด็นต่าง ๆ อยู่ ๗ ประเด็น ซึ่งฝากท่านรัฐมนตรี เพราะว่าคนในวงการสุขภาพเขาเป็นห่วง
คือประเด็นที่ ๑ เขาประเมินว่า สตง. ได้สะท้อนว่า ๑. การใช้จ่ายงบบริหาร ไม่ถูกต้อง และไม่ประหยัด อันนี้ผมคิดว่าอาจจะค่อนข้างจะเป็นนามธรรมนิดหนึ่งครับ ก็ฝากท่านรัฐมนตรีจดไป ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีอาจจะได้หนังสือจาก สตง. แล้ว เพราะว่าเขาก็ สำเนาส่งให้ผม แต่ก็ถือว่าเรามาพูดในสภาให้สังคมได้รับรู้สักนิดหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ คือการบริหารพัสดุไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เท่ากับว่า ขณะนี้ สปสช. ก็คือคนในวงการสาธารณสุขมีการบริหารพัสดุที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์พัสดุ ของสำนักนายกรัฐมนตรี อันนี้คือข้อท้วงติงของ สตง.
ประเด็นที่ ๓ คือการนำเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐจากการซื้อยา จากองค์การเภสัชกรรม โดยใช้เงินของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ใช้เป็นเงินสวัสดิการ ในทิศทางที่ไม่เหมาะสม ผมว่าข้อ ๓ ข้อนี้คนในวงการสาธารณสุขรู้หมด คนเป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาล เวลาซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรม เขาเรียกว่าจะได้เงินสวัสดิการ ผมไม่แน่ใจ สมัยผมเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลมันจะ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้ว่าวันนี้ ขึ้นมาเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วยิ่ง สปสช. ซื้อยาโดยตรงเยอะมาก เพราะขณะนี้แทนที่ท่าน จะโอนเงินไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ซื้อยาตามความเหมาะสมของแต่ละโรงพยาบาล ท่านให้เหตุผลว่าการซื้อรวมกันเยอะ ๆ จะได้ราคาถูก ๆ แต่หลายโรงพยาบาล ก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านต้องการเงินสวัสดิการหรือไม่ แล้วขณะนี้ สตง. ก็ท้วงติงแล้วว่า ท่านเอาเงินสวัสดิการไปใช้ในทิศทางที่ไม่เหมาะสม
ประเด็นที่ ๔ ก็คือมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าในหน่วยงาน สปสช. มีการจัด ส่วนงาน และการกำหนดตำแหน่งงานไม่เป็นไปตามหลักของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๔๕ ผมเรียนกับท่านรัฐมนตรีนะครับว่า ผมคิดไม่ถึงว่าวันนี้ สปสช. ใหญ่โตเกินไป ที่กล้าพูดว่า สปสช. ใหญ่โตเกินไปเนื่องจากว่าที่บ้านผมก็มีสำนักงาน สปสช. ตั้งอยู่ แต่เดิม ผมคิดว่าหน่วยที่มีหน้าที่ซื้อบริการมันไม่ควรจะใหญ่ครับ หน่วยที่ต้องใหญ่คือหน่วยบริการ โรงพยาบาลแต่ละที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อันนี้ต้องมีคนเยอะ เพราะว่าเป็นหน่วยบริการ แต่หน่วยที่มีหน้าที่ในการจ่ายเงินไม่ต้องใหญ่โตมาก แต่วันนี้หน่วยพวกนี้โตวันโตคืน ผมไม่อยากจะเห็นภาพว่ามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ แล้วไม่ใช่อนาคตอาจจะไปตั้งอยู่ตามอำเภอ หรือตามตำบล แต่ ณ วันนี้ผมมองว่าเขาใหญ่โต เกินไป เรียนท่านรัฐมนตรีครับ หน่วยซื้อบริการอย่าไปใหญ่มากเกินเลย เสียดายเงิน เพราะท่านไม่ได้ดูแลประชาชนครับ ท่านมีหน้าที่ถือเงินประชาชนเท่านั้นเอง แต่ตั้งหน่วยงาน ไว้เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เพราะฉะนั้นข้อท้วงติงบอกว่าการจัดส่วนงาน และการกำหนด ตำแหน่งงานไม่เป็นไปตามหลัก พ.ร.บ. ประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี ๒๕๔๕
ประเด็นที่ ๕ บอกว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และการบรรจุแต่งตั้งไม่เป็นไปตามคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง มันสัมพันธ์กันครับ เวลามีหน่วยงานเยอะ ท่านตั้งหน่วยงานไว้เยอะท่านก็ต้องจ้างคนเยอะ แล้วท่านเป็นองค์กรค่อนข้างกึ่งอิสระด้วย ท่านอาจจะจ้างในตำแหน่งที่ราคาที่แพงกว่าปกติ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้ได้เต็มปาก เพราะผมก็เป็นหนึ่งคนในวงการสุขภาพเหมือนกัน แล้วก็มี พี่ ๆ น้อง ๆ หลายคนลาออกจากโรงพยาบาลมาเป็น ผอ. สปสช. ศูนย์โน้นศูนย์นี้ ที่จังหวัดโน้นจังหวัดนี้ แล้วผมก็ไม่แน่ใจครับข้อท้วงติงนี้คือข้อท้วงติงที่ สตง. ท้วงติงว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ซึ่งผมคิดว่าท่านคงจะจ้างกันแพง เพราะว่าบุคลากรหลายคนที่ลาออกไปอยู่ที่ สปสช. ผมถึงย้ำกับท่านรัฐมนตรี หน่วยงานจ่ายเงินไม่ต้องโตเกินไป ถ้าหน่วยงานจ่ายเงินโตเกินไป หน่วยงานบริการคนที่ไม่ค่อยทำงาน เพราะว่ามาอยู่ที่หน่วยงานจ่ายเงิน งานสบายกว่าครับ ไม่ต้องไปผ่าตัด ไม่ต้องไปอยู่เวร มีหน้าที่กำหนดนโยบายอย่างเดียว แต่ค่าใช้จ่าย หรืองบประมาณที่ได้รับสูง
ประเด็นที่ ๖ การใช้จ่ายงบ สปสช. ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ใน พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ เพราะว่าเรื่องนี้สำคัญครับ เพราะว่า พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าภารกิจของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ในการทำหน้าที่ ผมถึงพูดในสิ่งที่จับต้องได้ว่าวันนี้ สปสช. หลักเพี้ยนไปนิดหนึ่ง เนื่องจากว่า ท่านกำลังลืมไปว่า บังเอิญกระทรวงสาธารณสุขเป็นงูพันคบเพลิง ๒ ตัว งูตัวหนึ่ง คืองูสำนักงานของกระทรวงสาธารณสุข สร้าง สปสช. ขึ้นมาก็กลายเป็นงูอีกตัวหนึ่ง งู ๒ ตัวนี้ ก็มีปัญหาต่อกันพันกันไปพันกันมา กลายเป็นว่าการใช้งบประมาณ สปสช. ไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ใน พ.ร.บ. ตัวนี้ ผมเรียนให้ท่านทราบนะครับ
และประเด็นที่ ๗ ก็คือรายงานงบการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ไม่เป็นไปตามคู่มือที่ท่านกำหนดไว้ โดยเฉพาะตัวนี้ สตง. ได้ระบุไว้ด้วยว่าใช้งบสุขภาพถ้วนหน้า เหมาจ่ายรายหัวเกือบ ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ถ้าคนนอกวงการต้องขอโทษพี่น้องประชาชน งบภาษาพวกนี้มันเป็นภาษาคนสุขภาพ หมายความว่างบส่งเสริมการออกกำลังกาย เขาเรียกว่า งบส่งเสริมสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ งบการตรวจมะเร็งปากมดลูกถือว่า เป็นงบการสร้างเสริมสุขภาพ การวิ่ง การจ็อกกิ้ง (Jogging) อะไรก็แล้วแต่ อะไรที่ไม่ได้ เกี่ยวกับการรักษาโรคโดยตรง เขาเรียกว่า งบทางด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สตง. ท้วงติงว่า ท่านใช้งบสุขภาพถ้วนหน้าเหมาจ่ายรายหัวผิดประเภทเกือบ ๑๐๐ ล้านบาทในกิจกรรม ประเภทนี้ นี่คือสิ่งที่ สตง. ท้วงติง แล้วผมคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์ที่ท่านได้มารับฟังตรงนี้
นอกจากนี้แล้ว ผมขออนุญาตไหน ๆ พูดทั้งทีขออนุญาตท่านประธาน เพราะมันเป็นประเด็นที่สำคัญและเพื่อนจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ฝากมาไว้ ขณะนี้มีสิ่งล่าสุด ที่ สปสช. ได้ประกาศเป็นแคมเปญ (Campaign) ก็คือนโยบายที่เรียกว่า ฉุกเฉินไม่ถามสิทธิ รักษาฟรีทุกที่ทุกคน ซึ่งนโยบายนี้ท่านรัฐมนตรีก็เป็นคนเปิดนโยบายด้วย ผมเห็นด้วย ในหลักการครับ แต่ข้อวิพากษ์ที่เพื่อน ๆ ทั้งแพทย์ พยาบาล ฝากท้วงติงมาว่าท่านเอาแต่ โฆษณา แต่ท่านไม่ได้เตรียมความพร้อมของบุคลากรให้รับรู้สิ่งเหล่านี้ เพราะว่ามีผู้ป่วยหลายคน ที่ไปใช้สิทธิตามที่ท่านโฆษณาว่าฉุกเฉินไม่ถามสิทธิ รักษาฟรีทุกที่ทุกคน หลาย ๆ ที่ ชาวบ้านคนไข้ถูกเรียกเก็บเงินมัดจำ เวลาถูกเรียกเก็บเงินมัดจำมันก็ไม่เป็นไปตามที่ ท่านรัฐมนตรีหรือทางรัฐบาลกำหนด ฉะนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าท่านอย่าเอาแต่โฆษณา ต้องเตรียมความพร้อมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ทั้งประเทศด้วย
ประเด็นที่ ๒ ที่ต้องฝากเพิ่มเติม ก็คือถูกร้องเรียนล่าสุดเลยเรื่องการจัดซื้อ รวมที่ส่วนกลาง ท่านต้องไม่ปฏิเสธ ตอนสมัยใหม่ ๆ สปสช. ไม่มีหรอกในการจัดซื้อรวม ท่านโอนเงินไปให้เขา แต่ละที่พอใจจะใช้ของชนิดไหน โรงพยาบาล ก จะใช้ของอย่างนี้ โรงพยาบาล ข จะใช้ของอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของแต่ละที่ เพราะแต่ละที่ความชำนาญ กลุ่มเป้าหมายก็ต่างกัน แต่วันนี้ท่านก็เน้นในการจัดซื้อส่วนกลาง เวลาจัดซื้อส่วนกลาง มันเหมือนซื้อเสื้อโหล เวลารับซื้อเสื้อโหลมาโหลหนึ่งแล้วแจกจ่ายไปบางครั้งมันใช้ไม่ได้ผล คนมันไม่แมทช์ (Match) คนมันไม่เหมาะกับการใช้ของชิ้นนี้ ผมรู้สึกว่า สปสช. เวลามีเงินเยอะ ๆ แล้วจะทำตัวเหมือนกระทรวงอื่น หลาย ๆ กระทรวงเขาชอบทำอย่างนี้ เหมือนกัน ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เวลาการจัดซื้อจัดซื้อรวมที่กระทรวง สุดท้ายเวลาส่งไปในพื้นที่ พื้นที่ใช้ไม่ได้ มีคนยกตัวอย่างให้ผมว่าท่านซื้อสเต็นท์ (Stent) ก็คือเกี่ยวกับการรักษา โรคหลอดเลือดหัวใจ ท่านซื้อรวมไป แล้วท่านก็กระจายไปให้ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ หมอหัวใจแต่ละโรงพยาบาลก็ใช้ไม่เหมือนกัน ความชำนาญของหมอหัวใจแต่ละท่าน ในการใช้ ความชอบใช้ของแต่ละชิ้นมันก็ไม่เหมือนกัน อันนี้ผมกล้ายืนยันพูดได้เต็มปาก เพราะผมหมอสูตินารีเก่าครับ เวลาผ่าตัดคนไข้เครื่องมือแต่ละชนิด ผมมีความรู้สึกทักษะ ผมถนัดการใช้เครื่องมือชนิดนี้ ผมก็จะใช้อย่างนี้ หมอสูตินารีอีกท่านหนึ่งเวลาจะผ่าตัดอย่างนี้ เฉพาะตัวนี้เขาขอใช้เครื่องมือรุ่นนี้ ความชำนาญไม่เหมือนกัน ดังนั้นการจัดซื้อของที่ใช้ ซื้อรวมจากส่วนกลางมันจึงทำให้เกิดความสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ แล้วทำให้ได้รับ การร้องเรียนจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ว่าสิ่งที่ท่านส่งไปเขาไม่ได้ใช้ แต่สุดท้ายประชาชน ชาวบ้านยอมเสียเงินเพื่อจะให้ได้ของที่มีความรู้สึกว่าสอดคล้องกับตัวเขา แล้วก็หมอท่านนั้น สะดวกในการใช้งาน ซึ่งตรงนี้มันก็สะท้อนว่าที่มีการจัดซื้อจากส่วนกลางหรือว่าท่านต้องการเงินสวัสดิการ คือ คนในวงการแพทย์สาธารณสุขคงไม่ปฏิเสธว่าการจัดซื้อของเยอะ ๆ มันมีเงินสวัสดิการ ดังนั้นวันนี้ต้องเรียกร้องผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่างบประมาณเหล่านี้อย่ามากองไว้ ที่ส่วนกลางเลยท่าน ท่านกระจายไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศให้เขาไปบริหาร จัดการในการซื้อครุภัณฑ์ ซื้อเวชภัณฑ์ที่เหมาะสมของพื้นที่ของเขาให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่ว่า ท่านมากองซื้อส่วนกลาง เช่น ท่านซื้อวัคซีนมาตัวหนึ่งผมจำได้ เวลาปลายปีงบประมาณ วัคซีนอีก ๒-๓ เดือนหมดอายุ ท่านส่งไปให้รีบฉีดกันสนุกสนาน ผมยังจำได้มีวัคซีนบางตัว เวลาซื้อเยอะท่านก็ส่งไป