สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕

นคร มาฉิม หารือเรื่องแรงงานที่ต้องการการปฏิรูประบบค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรม และเรียกร้องการความรับผิดชอบจากรัฐบาล เนื่องจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามที่ประกาศไว้ ทำให้แรงงานสิ้นหวังและย้ายฐานการผลิต

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับมอบหมายจากพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับ เสียงเรียกร้อง เสียงร้องทุกข์จากพี่น้องผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม แรงงานภาคการท่องเที่ยว แรงงานในระบบ และแรงงาน นอกระบบ รวมไปถึงองค์กรเครือข่ายแรงงานเพื่อการปฏิรูประบบค่าจ้างเพื่อความเป็นธรรม ผู้นำแรงงาน สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สมาพันธ์แรงงาน สภาองค์การแรงงาน เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายแรงงานข้ามชาติ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคประชาชน เพื่อมาทวงถามความรับผิดชอบ มาทวงถาม กับรัฐบาลว่าที่เคยสัญญาต่อพี่น้องประชาชนในขณะหาเสียงเลือกตั้ง และประกาศ เป็นวาระแห่งชาติ ประกาศเป็นสัญญาประชาคมไว้นั้นท่านจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ต่อสาธารณะ ต่อพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ

ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะย้อนกลับไปถึงหลังจาก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ยุบสภาเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ พรรคการเมือง ในขณะนั้นที่เป็นหลัก แล้วก็มีแคนดิเดท (Candidate) ที่จะมีโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลมีอยู่ ๒ พรรคการเมือง พรรคแรกก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ประกาศนโยบายสาธารณะว่า จะขึ้นค่าแรง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๒ ปี บนหลักคิดที่ว่าการดำเนินการจะต้องสอดคล้องกับ สภาวการณ์ความเป็นจริง จะต้องปรึกษาหารือกับทั้งผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน จะต้อง ปรึกษาหารือกับนายจ้างทุกภาคส่วน แล้วก็จะต้องดูจากองค์กรภาครัฐบาลหรือคนในรัฐบาล พูดง่าย ๆ ก็คือไตรภาคี แล้วก็กำหนดนโยบายสาธารณะบนความเป็นไปได้อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา นโยบายอันไหนที่ทำได้ต้องบอกว่าทำได้ นโยบายอันไหนที่บอกไม่สามารถที่จะ ทำได้ต้องบอกกับประชาชนบนความรับผิดชอบในฐานะนักการเมืองว่าทำไม่ได้ ในขณะเดียวกันคู่แข่งทางการเมืองอีกพรรคหนึ่งซึ่งมีแคนดิเดทที่สามารถจะเป็นแกน ในการจัดตั้งรัฐบาลได้ก็คือพรรคเพื่อไทย นำโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้สมัคร บัญชีรายชื่ออันดับที่ ๑ ถูกวางตัวเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ท่านได้ประกาศนโยบายสาธารณะต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่าท่านจะขึ้นค่าแรงให้กับ ผู้ใช้แรงงานเป็นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาททันทีในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ และคนที่ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ จะต้องได้รับเงินเดือน ขั้นต่ำทั่วประเทศเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท จากการประกาศสาธารณะครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทย นำไปสู่แรงจูงใจอย่างมากของพี่น้องผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ทั้งในระบบและนอกระบบ พี่น้องผู้ใช้แรงงานคาดหวังว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลท่านจะสามารถนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้ จึงทำให้คะแนนนิยมส่วนหนึ่งที่เกิดจากนโยบายของพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นก่อให้เกิด การได้รับคะแนนนิยมอย่างท่วมท้นและนำมาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ผมและพรรคประชาธิปัตย์แสดงความยินดีกับท่านครับว่าท่านชนะแล้ว และเป็นรัฐบาลแล้ว แต่สิ่งที่ผมจะต้องทวงถามบนความรับผิดชอบ บนความรักและเคารพท่านในฐานะ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ท่านจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร แต่ก่อนที่จะถาม เป็นคำถามแรก ผมขออนุญาตยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดไว้มีอยู่จริง โดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นผู้ประกาศต่อสาธารณะ ขออนุญาตให้เปิดคลิป (Clip) นะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)

“…………… : ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ เป็นผู้หญิงที่มีหัวใจแกร่ง เปรียบเหมือนเพชร วันนี้เธอเสียสละทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ก้าวไปสู่ข้างหน้าเพื่อจะนำพา ความสุขของประเทศไทยกลับมาอีกครั้งโดยไม่สนว่าชะตากรรมของเธอจะโดนอย่างไร ในอนาคต โดยหวังว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนจะสนับสนุนให้เธอเป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไปครับ ขอเสียงปรบมือต้อนรับและเป็นกำลังใจให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครับ”

“............... : สวัสดีเจ้า พ่อแม่พี่น้องชาวเชียงใหม่เจ้า ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทอย่างไรคะ แล้วท่านพ่อแม่พี่น้องไม่ต้องห่วงสำหรับลูก ๆ บุตรหลาน ค่าเงินเดือน ทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็น ๑๕,๐๐๐ บาทค่ะ แล้ววันที่ ๑ มกราคมปีหน้า นั่นก็คือปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นั้น เราจะปรับภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ค่ะ พร้อมควบคู่ กับการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ ๓๐๐ บาทค่ะ และเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับน้อง ๆ ที่จบปริญญาตรี ที่ ๑๕,๐๐๐ บาทด้วยค่ะ”

ท่านประธานที่เคารพครับ คนที่พูดอยู่ เมื่อสักครู่ คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ท่านได้ประกาศนโยบายต่อสาธารณะหลายเวที ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น และกรุงเทพมหานคร สาธารณะรับทราบจึงมอบคะแนน และความไว้วางใจให้กับท่านเพื่อหวังว่าวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ แรงงานทั้งประเทศจะได้รับ ค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทต่อวันทันที ลูกหลานคนที่จบปริญญาตรีทำงานทันทีตั้งแต่ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ จะต้องได้รับเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนทันที ท่านประธาน ที่เคารพครับ หลังจากผ่านมาแล้วท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ท่านไม่สามารถที่จะทำได้เลย ในทางกลับกันท่านทำได้แค่เพียงบางส่วนในวันที่ ๑ เมษายน ก็คือ ๗ จังหวัด กรุงเทพฯ เป็นต้น ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ไม่ได้รับผลตามนโยบายที่ท่าน ได้ประกาศไว้ ในขณะเดียวกันแรงงานจำนวน ๓๘,๙๐๐,๐๐๐ คน ผิดหวังต่อนโยบาย ที่ท่านประกาศไว้ ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้

คำถามแรก ท่านจะรับผิดชอบต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ๓๙ ล้านคนอย่างไร ในชุดแรกครับท่านประธานครับ ในคำถามชุดที่ ๑ ในขณะที่แรงงานสิ้นหวัง หมดหวัง แล้วก็ ไม่เป็นไปตามที่ท่านสัญญา ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเริ่มมีแนวโน้มที่จะย้ายฐานการผลิต ลดจำนวนการจ้างงาน ลดโอที ลดสวัสดิการ และเอสเอ็มอี (SME) จากข้าราชการเองนะครับ ก็คือจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของรัฐ ให้สัมภาษณ์ไว้บอกว่าอาจจะมีเอสเอ็มอีปิดกิจการทันที ๔๕๐,๐๐๐ ราย ตัวเลข ของผู้ใช้แรงงานที่เกี่ยวพันกับเอสเอ็มอีอาจจะว่างงานและตกงานนับล้านคน ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านจะรับผิดชอบต่อนโยบายนี้อย่างไร ขอเป็นคำถามแรกครับ