เผดิมชัย ย้ำรัฐบาลทำตามนโยบาย 300 บาท ชี้เป็นความรับผิดชอบของไตรภาคี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕

เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ย้ำความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อคำมั่นสัญญาและชี้แจงกลไกไตรภาคีในการกำหนดค่าแรง ๓๐๐ บาท โดยอธิบายว่านโยบายดังกล่าวเป็นผลจากการประชุมไตรภาคีที่ครอบคลุมทุกจังหวัดเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล จึงมีการเลื่อนวันบังคับใช้จาก ๑ มกราคม เป็น ๑ เมษายน เนื่องจากผลกระทบจากมหาอุทกภัยเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ก่อน

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ยื่นกระทู้ถามคือท่านนคร มาฉิม ต้องขอขอบคุณกับคำถามจะได้เคลียร์ (Clear) แล้วก็ชัดเจนสักทีหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วที่ท่าน นางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยพูดไว้นั้น ท่านได้ปฏิบัติตามคำพูด แล้วก็เป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนต้องรับผิดชอบ เมื่อรับผิดชอบแล้วความชัดเจน อยู่ตรงไหน ท่านนคร มาฉิม ก็คงจะได้ติดตาม ก็ต้องขอขอบคุณที่วันนี้เพื่อให้ประชาชน ที่รับฟังจะได้เข้าใจว่านโยบายทุกคนเมื่อนักการเมืองประกาศมาแล้ว สมควรเป็นนโยบาย แล้วก็เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้วก็สมควรที่จะต้องไปปฏิบัติ แต่วิธีการปฏิบัติความชัดเจนอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจเรามีสภา อย่างวันนี้น่ารักมากที่ท่านนคร มาฉิม ได้เอาความไม่เข้าใจ ของประชาชนหลายหลากเข้ามาเป็นกระทู้ถามซึ่งเป็นช่องทางที่ถูกต้อง ซึ่งผมเคารพ ในระบอบประชาธิปไตยมาตลอด เมื่อเรามาเป็นรัฐบาลครับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ก็ได้มีการแถลงในสภาแห่งนี้คือคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าเราจะทำอะไรตามที่ ทุกพรรคการเมืองที่ไปเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องหาเสียง แล้วก็พูดในสภาแห่งนี้ด้วยครับ ไม่ได้ ไปพูดที่สภาแห่งไหน ท่านยืนยันครับว่ามาตรการเร่งด่วนที่ได้ไปรับผิดชอบในการหาเสียงมา เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการภายในปีแรก นโยบาย ๓๐๐ บาทผมจะพูดย่อ ๆ นะครับ เป็นนโยบายของรัฐบาล ๑.๘.๒ นะครับ มีอีกหลายนโยบายเร่งด่วนเสียด้วยซ้ำไป บังเอิญ นโยบาย ๓๐๐ บาทนั้นไปอยู่ที่ ๑.๘.๒ แล้วก็แถลงไว้ว่านโยบายนั้นจะมีการปรับค่าแรง ให้มีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท เป็นการดำเนินงานเพื่อให้แรงงานและบุคลากร สามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับผลิตภาพ และประสิทธิภาพของบุคลากร รวมทั้งมีมาตรการเพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบ แสดงให้เห็นชัดว่านอกจากเราจะประกาศนโยบายเพื่อให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน มีรายได้ที่ดีขึ้น เรายังต้องฟังผู้ประกอบการร่วมกัน อันนั้นให้เห็นชัดถึงความมีเหตุมีผล และการดำเนินการที่ท่านเข้าใจ ๓๐๐ บาท วันนี้ความจริงแล้วรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องเท่าไรนัก เป็นส่วนหนึ่ง ดังที่ท่านเข้าใจครับ เป็นเรื่องของไตรภาคี ไตรภาคีนั้นประกอบด้วยคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย ลูกจ้าง ๕ ท่าน นายจ้าง ๕ ท่าน รัฐบาล ๕ ท่าน ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากรัฐบาล ไม่ว่าเป็นธนาคารแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ ตัวแทนต่าง ๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ ๕ ท่าน จะเห็นได้ว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นอัตราค่าจ้างไม่เท่ากันครับ ของประเทศไทยทั้ง ๗๗ จังหวัด จะมีอัตราต่ำสุด ๑๕๙ บาท ถึงสูงสุด ๒๒๑ บาท ในอดีตตลอดมาจะเป็นแบบนั้น วันนี้ถามสิว่า ถ้าหากว่ารัฐบาลจะไปตัดสินใจเองตัดสินใจได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ บนพื้นฐานของไตรภาคี จะต้องเป็นการยอมรับว่าเหตุผลในการไปชี้แจงในการประชุมกันเราจะขึ้นค่าจ้างแต่ละครั้งนั้น เราจะขึ้นอย่างไร เพื่อไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีผลกระทบ เพราะมีทั้งตัวแทนของนายจ้าง มีตัวแทนของลูกจ้างและรัฐบาล รัฐบาลจะเสียสละอะไรถ้าเหตุผลของนายจ้างนั้น บอกทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอี ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก็กระทบไม่ได้ในการ ขึ้นค่าแรง ถามสิว่าการกระทบมีไหม มีแน่ แต่ถ้ารัฐบาลที่ดีรู้จักแก้ไข แล้ววางแผนให้แยบยล ละเอียด และรอบคอบ ไม่ให้เกิดผลกระทบ นั่นคือเหตุผลในการประชุมของไตรภาคี วันนี้ เหตุผลของไตรภาคีก็ได้สรุปกัน ไม่เฉพาะ ๕ คนนะครับ ๗๗ จังหวัด จริง ๆ แล้ว มีจังหวัดสุดท้ายคือ ๗๖ จังหวัด จังหวัดที่ ๗๗ นั้นยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคี ถ้าผม จำไม่ผิดคือจังหวัดบึงกาฬที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ แต่ ๗๖ จังหวัด มีอนุกรรมการไตรภาคีทุกจังหวัด รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรแบบหาเสียง รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรแบบที่ต้องทำ เมื่อรู้แล้วว่าก่อนทำ เรารู้นะครับ ตั้งแต่ประกาศไปว่าเราจะทำอะไร เพราะฉะนั้นเมื่อจะทำอะไรเรามาถึง พอเป็นรัฐบาลเราเร่งใน ๑ ปีทันที เมื่อเร่งใน ๑ ปีก็ผลปรากฏเป็นที่ยอมรับโดยไม่ต้อง มีการโหวตเสียด้วยซ้ำไปของคณะกรรมการไตรภาคี เป็นที่ยอมรับของทุกจังหวัดก็เห็นด้วย กับการขึ้นค่าแรง เพราะมีหลักฐานชัดเจนประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นกฎหมาย ไปแล้วเมื่อวันที่ถ้าจำไม่ผิด ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นจะเห็นความชัดเจนว่า แต่ละจังหวัดนั้นมีเหตุผลในประกาศว่าทำไมต้องขึ้นอย่างไร ทำอย่างไร เนื่องจากภายใน ๑ ปีนั้น ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เราประกาศขึ้นครับ แต่ด้วยความมีเหตุมีผลของรัฐบาลเราไม่รู้ว่า อุทกภัย มหาอุทกภัยเกิดขึ้นระหว่างที่มีรัฐบาล วันนั้นนายจ้างขอความเห็นใจว่าขอได้ไหม ให้เลื่อนจาก ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ไปเป็น ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ด้วยเหตุผลที่เรา ต้องรับฟัง เราเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชนทั้ง ๒ ฝ่าย เราอธิบายให้ลูกจ้างฟัง เราอธิบาย สร้างความเข้าใจกับนายจ้างว่าเราเห็นเหตุผลของกันทั้งคู่นั้นขึ้นอย่างไรไปถึง ๑ เมษายน แล้วในราชกิจจานุเบกษายังบอกต่อไปว่าขึ้นทั้งประเทศวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ทั้งประเทศ เหตุผลของการขึ้นครั้งแรกนั้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งประเทศ บังเอิญที่ท่านนคร มาฉิม เข้าใจถูกต้องครับ ๗ จังหวัด ถ้าย้อนกลับไปถ้าเข้าใจดีจะเห็นว่าในการขึ้นค่าแรงนั้น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ คณะกรรมการไตรภาคีมีเหตุผลของแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน จะเห็นได้ว่า พี่น้องจังหวัดพะเยา ๑๕๙ บาทในอดีต สูงสุดคือจังหวัดภูเก็ต ๑ จังหวัด ๒๒๑ บาท บังเอิญ เมื่อขึ้น ไม่บังเอิญเป็นที่ประชุมว่าขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ พื้นฐานก็ถูกขยับขึ้นมาจาก ๑๕๙ บาท ๒๒๑ บาท วันนี้เป็น ๒๒๒ บาทถึง ๓๐๐ บาท ๗ จังหวัดที่มีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว พอขึ้น ๔๐ จังหวัดก็ได้ขึ้นไปถึง ๓๐๐ บาทเป็นที่เรียบร้อยแล้วดังที่ทุกคนทราบดี แต่ที่เหลือ ขึ้นหมดครับ ขึ้นเท่ากันครับ ตามเปอร์เซ็นต์ของอัตราค่าจ้างเดิม เหตุผลตามมาเพราะอะไร เพราะปฏิทินเวลาของการที่รัฐบาลประกาศว่าเราไม่ได้ขึ้นค่าจ้างอย่างเดียวครับ เรามี ข้อตอบแทนให้กับผู้ประกอบการ คือลดภาษีนิติบุคคล จากที่เราเคยเก็บได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราลดให้ปีแรกเหลือ ๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วเรามีบันทึกว่าเหตุผลที่ขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า ปฏิทินเวลาเรายังไม่ได้ลดถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะดูผลกระทบครับ จาก ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ในความเป็นจริง แต่บังเอิญอุทกภัยเลื่อนมาวันที่ ๑ เมษายนไป ๔-๕ เดือน ตามคำร้องขอของผู้ประกอบการ ด้วยเหตุและด้วยผลเราถึงต้องยืดไปวันที่ ๑ เมษายน แล้วก็เตรียมอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้ก็มีมาตรการหลายอย่าง อันนี้ผมจะตอบคำถาม คำถามที่ ๑ ก่อน ถ้าหากว่ายังมีคำถามต่อไปผมก็ยินดีที่จะตอบต่อครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ