สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๖ เมษายน ๒๕๕๕

กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายเรื่องประสิทธิภาพการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และขอให้กรมสุขภาพศึกษาวิจัยและให้คำตอบเกี่ยวกับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการที่ไม่เท่าเทียมกันในโรงพยาบาลต่าง ๆ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณในโรงพยาบาลคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยไทย และการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่ไม่มีผู้ป่วย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายหัวที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (สปสช.) และเรียกร้องการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้เพียงพอ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายซักถามแล้วก็ให้ความคิดเห็นต่อรายงานของกองทุน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในวันนี้นะครับ

ในประเด็นแรกที่ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายคือประเด็นในเรื่องของ ประสิทธิภาพของการบริหารกองทุน โดยระบบของกองทุนผมคงจะไม่ขออนุญาตเข้าไปพูด ในรายละเอียดนะครับ เพราะว่าก็เป็นที่ทราบกันว่ากองทุนได้ยึดหลักของการให้ค่าเหมาจ่าย รายหัว จะแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ อย่างไรก็ตาม แล้วก็ได้กำหนดอันนั้นออกไป ผมไม่ทราบว่า ในประเด็นแรก การให้ค่าเหมาจ่ายไปแต่ละโรงพยาบาล แต่ประชาชนในฐานะผู้ที่ได้รับ บริการสุดท้ายผลออกมาเป็นอย่างไร แล้วก็ผมคิดว่าในข้อเท็จจริงเราก็ทราบดีอยู่ว่า โรงพยาบาลแต่ละแห่งทั้งประเทศคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการผลออกมา ไม่เท่าเทียมกัน ยกตัวอย่างเช่น อัตราการรักษาหายของโรคประเภทต่าง ๆ เป็นอย่างไร กระจายตามภูมิภาคเป็นต้น หรืออัตราการตายของผู้ป่วยซึ่งจะแบ่งตั้งแต่การตาย จากโรคที่ร้ายแรงหรืออัตราการตายที่ไม่ควรจะตาย ที่ปรากฏขึ้นในโรงพยาบาลเป็นต้น ผมไม่ทราบว่าทาง สปสช. ได้มีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ แล้วก็ได้มีการให้คำตอบ แล้วก็อธิบาย ถึงสาเหตุต่าง ๆ ของมาตรฐานและคุณภาพของการให้บริการในลักษณะดังกล่าวนี้อย่างไร ถ้ามี ซึ่งผมไม่เห็นในรายงานอันนี้นะครับ ก็อยากจะขออนุญาตท่านได้กรุณาให้ข้อมูลในส่วนนี้ด้วย

แล้วก็ประเด็นที่สำคัญส่วนที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพก็คือว่าผมได้รับ มอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลที่แล้วให้ร่วมทำการศึกษากับคณะของ สปสช. และเราได้ค้นพบเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือว่าโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ สปสช. ได้ใช้บริการที่กระจายอยู่ตามจังหวัด อำเภอ ทั่วประเทศนั้น เราพบว่ามีโรงพยาบาลจำนวนมากที่มีจำนวนผู้ป่วยต่ำกว่าขีดความสามารถ ของโรงพยาบาลที่จะรับได้ เช่น โรงพยาบาลที่มีแพทย์ มีทันตแพทย์ มีพยาบาล มีเครื่องมือต่าง ๆ ที่มาก แต่ผู้ป่วยไม่ไป ในทางกลับกันก็มีโรงพยาบาลอีกจำนวนมาก ที่ผู้ป่วยไปกันมากเหลือเกิน แล้วก็แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาลหรือบุคลากรทางด้าน การแพทย์อื่น ๆ ก็ไม่เพียงพอ แล้วก็ทำงานหนัก แล้วก็มีปัญหา แล้วก็อย่างที่ทราบ โรงพยาบาลเหล่านั้นก็มักจะสูญเสียบุคลากรเหล่านั้นไป ขวัญกำลังใจในการทำงาน ของโรงพยาบาลเหล่านั้นก็ตกต่ำ คำถามที่สำคัญในเชิงนโยบายหรือการบริหารที่สำคัญก็คือว่า ทำไมโรงพยาบาลบางแห่งจึงมีผู้ป่วยไปน้อย แต่โรงพยาบาลบางแห่งจึงมีผู้ป่วยไปมาก ซึ่งในส่วนนี้ถ้ามองกันในทางลบมันก็กลายเป็นว่าระบบที่เรามีอยู่วันนี้ให้รางวัล กับโรงพยาบาลที่บริการคนไข้ไม่ดี คนไข้ก็ไม่มา บุคลากรทางด้านการแพทย์ที่อยู่ที่นั่น ก็ไม่ต้องทำงานเพราะไม่มีผู้ป่วย อย่างนี้เป็นต้น ในทางกลับกันโรงพยาบาลที่ทำดี รักษาหาย บริการดี ผู้ป่วยก็ไปกันเยอะมาก มันก็กลายเป็นการลงโทษสำหรับคนที่ทำดี จากระบบ ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ สปสช. ได้ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่ผมคิดว่า สปสช. ควรจะต้องกลับมาทบทวน ในเรื่องของระบบค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ สปสช. ได้ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ นั่นก็หมายความว่า สปสช. ที่ยึดหลักค่าใช้จ่ายต่อหัวโดยเฉลี่ยเท่ากันทั้งหมด ผมไม่ต้องพูดถึงในรายละเอียดตัวที่ท่าน ปรับขึ้นตามลักษณะของโรค อันนั้นเป็นรายละเอียดขอไม่พูดถึง ในคอนเซ็พท์ (Concept) ทั่วไป ก็คือท่านให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย แต่ในความเป็นจริงเราพบว่าคนไทยของเรา ผู้ป่วยก็มักจะ มีความเชื่อเรื่องหมอ แล้วก็อยากจะไปโรงพยาบาลที่มีหมอเก่ง ซึ่งตรงนี้ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างเลยนะครับ โรงพยาบาลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของท่านรัฐมนตรี มีโรงพยาบาลหลายโรงพยาบาลในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีปริมาณคนไข้ต่ำกว่า เกณฑ์มาตรฐาน อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมไม่ทราบว่า สปสช. ได้ทราบข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ และถ้าทราบแล้วท่านได้ศึกษาวิเคราะห์ลงไปอย่างไร แล้วก็ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหา เหล่านี้อย่างไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบของ สปสช. จำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนา ให้สูงขึ้นเพื่อที่จะสามารถตอบสนองต่อการให้บริการที่มีคุณภาพได้ และที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ สปสช. ได้วางระบบไว้ก็คือเรื่องระบบการส่งต่อ ในทางเทคนิคนั้นผมคิดว่าคงจะไม่มี ปัญหาเท่าไรนัก ผมขอไม่พูดในรายละเอียดถึงประเด็นในเรื่องของการส่งต่อ และไม่รับผิดชอบ แล้วก็กระบวนการของการส่งต่อจากโรงพยาบาลเอกชนไปสู่โรงพยาบาล ของรัฐ ตรงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นใหญ่ที่เป็นพื้นฐานของประชาชนคนไทย อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว ก็คือว่าผู้ป่วยมักจะมีความเชื่อว่า ถ้าไปหาหมอที่นี่แล้วหาย ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือ ถ้าไปหาหมอที่โรงพยาบาลของคณะแพทย์ก็จะดีกว่า โรงพยาบาลทั่วไป อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ระบบการส่งต่อมีปัญหา อันนี้เราทราบ แต่ในความเป็นจริงเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเปลี่ยนความคิดของพี่น้องประชาชนไม่ได้ อย่างเช่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็จะมีผู้ป่วยจากภาคอีสานอย่างมากมายที่ไป หรือโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ที่จังหวัดอุบลราชธานี ก็จะมีผู้ป่วยจากจังหวัดใกล้เคียง เช่นจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดยโสธร เป็นต้น เขาก็ไม่ไปโรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัดนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ได้สร้างปัญหาในเชิงการบริหารต่อโรงพยาบาลที่ต้องรับภาระ เพราะว่ามีภาพลักษณ์และความเชื่อของผู้ป่วยว่าไปโรงพยาบาลนี้แล้วได้รับการรักษาที่หาย หรือโอกาสที่จะหายมีมากกว่า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งถ้าเราดูเฉพาะในมิติของค่าใช้จ่ายต่อหัว แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ ประเด็นที่เราควรจะต้องคิดมากขึ้นก็คือในเรื่องของการบริหาร บุคลากรทางด้านการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ที่มี ความสามารถ แพทย์ที่มีประสบการณ์ จนกระทั่งไปถึงอัตรากำลังของบุคลากรทางด้าน การแพทย์ ซึ่งในส่วนนี้ สปสช. อาจจะบอกว่าไม่ได้อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของท่าน อันนั้นถูกต้อง แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรงที่จะต้องทำ แต่คำถามที่สำคัญ ก็คือว่า สปสช. ได้ฟีดแบ็ก (Feedback) ข้อมูลเหล่านี้และอธิบายกับกระทรวงสาธารณสุข ในเรื่องเหล่านี้อย่างไรบ้าง เพราะว่าข้อมูลที่ผมได้จากการมอบหมายของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ให้ผมลงไปดูนั้น มันกลับกลายเป็นว่า สปสช. กับกระทรวงสาธารณสุขพูดกันไม่รู้เรื่อง แล้วก็ มีทัศนคติที่มีปัญหาต่อกัน ผมคิดว่าเป็นการดีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ท่านก็จะได้ช่วยตอบว่ากระทรวงสาธารณสุขพร้อมที่จะประสานในการแก้ไข ปัญหา ในการปรับกรอบอัตรากำลังของบุคลากรทางด้านการแพทย์ โดยเฉพาะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชนที่ไปใช้บริการ ในโรงพยาบาลแต่ละแห่งทั่วประเทศของเรา และยิ่งไปกว่านั้นในอีกหลายพื้นที่ ซึ่งระบบ ของกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้วางไว้ว่าจะต้องมีระบบงานศูนย์ที่เป็นศูนย์หลักให้กระจาย อยู่ทั่วประเทศ แต่ในทางปฏิบัติในความเป็นจริงมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นและระบบของ สปสช. ก็ไม่ได้ไปรองรับตรงนั้นเท่าไร ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม โรงพยาบาลที่จะ สามารถรักษาในระดับตติยภูมิหรือเทอร์เชียรีแคร์ (Tertiary care) หรือซูเปอร์เทอร์เชียรี แคร์ (Super tertiary care) ซึ่งมีความจำเป็นที่จะกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยที่ไม่ต้องให้ ผู้ป่วยเดินทางมาที่คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัย เราไม่มีนะครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าจังหวัดนครสวรรค์ของท่าน ส.ส. สงกรานต์ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งอภิปรายเรื่องน้ำท่วมไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ ท่านทราบหรือไม่ว่า ที่จังหวัดนครสวรรค์ ขีดความสามารถของโรงพยาบาลศูนย์ที่นั่นยังคงจำกัดมาก ไม่สามารถ ที่จะทำการรักษาในเกณฑ์ของ สปสช. เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะได้ ไม่มีนะครับ จังหวัดตรังของท่านชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาของพรรคผม ไม่มีนะครับ โรงพยาบาลแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่จังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่ใหญ่ แล้วก็เติบโตเร็วมาก แล้วมี นักท่องเที่ยวมีชาวต่างชาติที่ไปใช้บริการอีกเยอะมาก อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นแม็พปิ้ง (Mapping) ของโรงพยาบาลที่จะให้บริการทางด้านซูเปอร์เทอร์เชียรี ที่เป็นโรคยาก และจำเป็น แล้วก็เกิดขึ้นแล้วในประเทศของเรา ส่วนนี้ สปสช. กับกระทรวงสาธารณสุข ก็ยังไม่ได้ประสานกันด้วยดีเท่าที่ควร ผมคงจะไม่ต้องไล่เป็นรายจังหวัดว่าในภาคอีสาน ก็เกิดปัญหานี้ ผมอยากจะบอกกับเพื่อน ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยที่อยู่ในภาคอีสานนะครับ มีอีกหลายจังหวัดควรจะต้องมีโรงพยาบาลศูนย์ที่สามารถรักษาโรคยากได้ แต่ไม่มีนะครับ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าระบบการบริหารของ สปสช. ที่เน้นทางด้านการเงินเป็นหลักนะครับ ไม่เพียงพออีกแล้ว แต่จำเป็นจะต้องเน้นในเรื่องของ คุณภาพการให้บริการและให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร อย่างนี้เป็นต้น และตรงนั้นผมเข้าใจดีว่าไม่ใช่เป็นอำนาจของ สปสช. โดยตรง แต่ สปสช. เป็นผู้ให้บริการในส่วนหนึ่ง ตรงนั้นจะต้องกลับไปหาต้นทาง ก็คือกระทรวงสาธารณสุข ทำอย่างไรครับที่จะทำให้ สปสช. กับกระทรวงสาธารณสุขพูดกัน โดยยึดประโยชน์ ของประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ใช่พูดกันโดยยึดประโยชน์ของงบประมาณระหว่างกันเป็นหลัก นี่คือปัญหาและความโชคร้ายของผู้ป่วยของประเทศไทยของเราที่ สปสช. และกระทรวงสาธารณสุข ยังพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรนัก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาตลงไปอีกนิดหนึ่งที่สำคัญมาก ที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวนั้นถึงแม้ว่า สปสช. จะได้มีการกำหนดค่าเฉลี่ย ของโรคต่าง ๆ ไว้แล้วก็ตาม แต่ในข้อเท็จจริงนั้นเราพบว่าโรงพยาบาลที่ผมอยากจะอนุญาต พูดขอความเป็นธรรมให้กับโรงพยาบาลของคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยทุกแห่งทั่วประเทศไทย สปสช. วันนี้ก็ทราบดีอยู่นะครับว่าท่านเป็นหนี้โรงพยาบาลของคณะแพทย์อยู่ทั้งหมดเท่าไร ทั่วประเทศ และท่านหักดิบอย่างไรที่บอกว่ามีงบประมาณอยู่เท่านี้ ท่านเอาไปเท่านี้ ผมพบกับคณบดีแพทย์ของคณะแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เกือบทุกคนทั้งประเทศ แล้วคณบดีแพทย์ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีสิทธิในการที่จะต่อรองเรื่องนี้เลย และหนี้สินเหล่านี้ผมขออนุญาตไม่พูดถึงประโยคที่ไม่ดีนะครับ แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือว่า คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในความเป็นจริงนั้น ท่านรัฐมนตรีครับ ผู้ป่วยที่ไป โรงพยาบาลของคณะแพทย์ส่วนใหญ่ร้อยละ ๘๐ เป็นผู้ป่วยขั้นสุดท้ายแล้วทั้งสิ้น แล้วก็เป็น ผู้ป่วยที่จะต้องดูแลนาน แล้วก็อยู่โรงพยาบาลนาน ถ้าเป็นโรคเรื้อรังก็เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง โรงพยาบาลของคณะแพทย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขาไม่ได้มีความสุขกับที่มีคนไข้ปวดหัว ตัวร้อน มีแผลมีดบาดแล้วก็ไปหา ไม่มีหรอกครับวันนี้ที่คนปวดหัวแล้วก็ไปโรงพยาบาลศิริราช ไม่มีหรอกครับ ไม่มีหรอกครับที่หกล้มขาถลอกแล้วก็ไปโรงพยาบาลรามาธิบดี มหิดล ไม่มีหรอกครับ มีแต่ว่ามะเร็งขั้นสุดท้าย ต้องการเปลี่ยนหัวใจ ต้องการเปลี่ยนตับ อย่างนี้เป็นต้น แต่ปรากฏว่าระบบการให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวกับโรงพยาบาลของคณะแพทย์เหล่านี้มีปัญหาครับ ผมเรียนกับท่านประธาน แล้วก็ท่านรัฐมนตรีเลยนะครับ ว่าในงานวิจัยที่ผมร่วมไปทำโดยที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้มอบหมายไปนั้น ทำกับ สปสช. นี้เอง เราพบแล้วนะครับว่า วันนี้ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ให้กับโรงพยาบาลคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้นต่ำกว่า ความเป็นจริง ตรงนี้มีข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ ด้วยเหตุผลตรงนี้เองผมอยากจะขออนุญาตทำความเข้าใจเพิ่มเติมผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับว่า ท่านรัฐมนตรีกรุณาอย่าดูเฉพาะเรื่องของทางด้านการรักษาพยาบาล แต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่าท่านเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ในปัญหาเรื่องนี้ผมขออนุญาต ใช้เวลานะครับ เพราะว่าเป็นปัญหาที่ผมเองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วก็ทำงานวิจัย ในส่วนนี้ โดยการมอบหมายของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมจำเป็นจะต้องพูดเรื่องนี้ ให้ชัดเจนเพื่อหวังว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะได้ยินแล้วก็นำไปแก้ไขครับ ท่านประธานครับ คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่แต่เพียงในเรื่องของ การรักษาพยาบาลแต่เพียงอย่างเดียว ยังคงทำหน้าที่ในเรื่องของการเรียนการสอน ในเรื่อง ของการวิจัยด้วย และในส่วนนี้ก็รวมถึงโรงพยาบาลศูนย์ของกระทรวงสาธารณสุขบางแห่ง เช่นโรงพยาบาลพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นต้น ตรงนี้ท่านประธานครับ ระบบงบประมาณของประเทศมันผิดฝาผิดตัวกันไปหมด สปสช. ท่านไม่ผิดหรอกครับ ท่านคิดเฉพาะเรื่องของการรักษาพยาบาล การให้บริการเป็นหลักเท่านั้น แต่ส่วนในเรื่องของ การเรียนการสอน และในเรื่องของการวิจัยนั้นมันอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งสำนักงบประมาณ นี่คือปัญหาครับ เข้าใจเอาว่างบประมาณบางส่วนอยู่ที่ สปสช. แล้ว ในหลายเรื่องจึงตัดออกไป วันนี้ผมขออนุญาตท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านลองปรึกษา กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเข้าไปดูในความเป็นจริงว่าเงินสะสมของรายได้ ของคณะแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ วันนี้เหลืออยู่เท่าไร และที่เคยมีนั้นมีเท่าไร และเงินที่ หายไปนั้นนำมาอุดหนุนในเรื่องของการรักษาพยาบาลโรคยากของ สปสช. นี้เท่าไร สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นนั่นหมายความว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านจะต้องนั่งลง แล้วตั้งประเด็นว่าเราจะให้คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยของประเทศไทยอยู่ในสถานะ คุณภาพแบบไหน ผมคิดว่าความคิดที่จะให้คณะแพทย์ทำหน้าที่แต่เพียงการให้บริการ อย่างเดียวเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสงขลา หรือในกรุงเทพมหานคร จนกระทั่งถึง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทย์ของประเทศไทยจะต้องเป็นเสาหลักของความเป็นเลิศ ทางวิชาการทางด้านสาธารณสุขครับ ท่านประธานครับ เพื่อที่เราจะได้มั่นใจว่าอะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นในเรื่องทางด้านสาธารณสุข ในเรื่องการรักษาพยาบาล เรายังมีคณะแพทย์ เป็นหลังพิงให้กับเราได้ตลอดเวลา แต่วันนี้ท่านประธานครับ คณะแพทย์ของเราไม่สามารถ ที่จะเป็นหลังพิงได้อีกสักเท่าไรแล้ว เพราะว่ากำแพงที่เป็นหลังพิงนั้นถูกสกัดก้อนหินอิฐออก ทีละชิ้น ทีละชิ้น ด้วยงบประมาณทางด้านการรักษาที่ได้รับจาก สปสช. ไม่เพียงพอนี่ละครับ จึงทำให้ วันนี้ผมถามคณบดีแพทย์หลายท่าน ท่านบอกถ้าเลือกได้ขอไม่รับคนไข้ สปสช. เลย จะดีกว่าด้วยซ้ำไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลตรงนี้เอง ผมอยากจะขออนุญาต เสนอกับท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ขอความกรุณาเถอะครับนั่งคุยกับท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมาทำความเข้าใจ กันใหม่ว่าคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องทำหน้าที่ทั้ง ๓ ด้าน คือการให้บริการกับคนไข้ การเรียนการสอน และการวิจัย ต้องใช้งบประมาณจริง ๆ เท่าไร เพื่อจะเป็นหลักประกัน ของความเป็นเลิศได้ และงบประมาณส่วนไหนมาจาก สปสช. แยกไป งบประมาณ ส่วนที่เหลือมาจากที่ไหนให้เพียงพอ แยกไป อย่างนี้เป็นต้น และถ้าเป็นอย่างนี้ สปสช. ก็ไม่ตกเป็นจำเลยครับ ในส่วนหนึ่งผมเห็นใจ สปสช. นะครับ เพราะว่าท่านก็รับหน้าที่ ท่านเป็นอย่างนี้ ท่านก็พยายามทำเต็มที่ ตรงนั้นผมเข้าใจแล้วก็เชื่อ แล้วผมเห็นข้อมูลของ สปสช. อยู่ในส่วนนั้น แต่ปัญหาความเป็นจริงคือระบบที่ สปสช. วางไว้เป็นระบบของทั้งประเทศ เป็นระบบค่าเฉลี่ย แต่ไม่ใช่เป็นระบบเฉพาะที่มีปัญหา ซึ่งในกรณีของโรงพยาบาล ของคณะแพทย์มันเป็นปัญหาเฉพาะในเรื่องของโรคยาก แล้วก็โรคเรื้อรังที่ต้องใช้ ค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ผมจำได้ว่าหมอของ สปสช. ได้โต้แย้งว่าโรงพยาบาลของคณะแพทย์ทำไมไม่ทำ ในค่ามาตรฐานเหมือนโรงพยาบาลทั่วไป เช่นเวลาจะผ่าตัดไม่ต้องมีหมอดมยาประจำก็ได้ ผมคิดว่าถ้าเราคิดแบบนั้นเป็นความคิดที่ผิดมาก เพราะว่าโรงพยาบาลของคณะแพทย์ เป็นที่สอนมาตรฐานที่พึงจะเป็น ส่วนความเป็นจริงที่จะต้องกระทำอันนั้นเป็นการประยุกต์ปฏิบัติ เพื่อการแก้ไขปัญหาภายใต้ข้อจำกัดของบริบทต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเรา ไม่ควรจะนำข้อจำกัดในเรื่องเหล่านี้ไปลดมาตรฐานทางวิชาชีพของคณะแพทย์

ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตกล่าวต่อไปก็คือว่าถ้าเรา ไม่แก้ปัญหานี้โดยเร่งด่วน ผมเรียนกับท่านประธานได้เลยว่าเราจะสูญเสียแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ของคณะแพทย์อีกเยอะมาก แล้วก็เป็นการเสียให้กับโรงพยาบาลหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ การรักษาพยาบาล ที่เกิดขึ้นจากการเปิดประเทศของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้การรักษาโรคยากหรือการผ่าตัดในมาตรฐานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เหมือนกัน ในประเทศสหรัฐอเมริกากับในประเทศไทยเหมือนกันทุกประการ เครื่องมือเหมือนกัน ยี่ห้อเดียวกัน แพทย์ที่ได้รับบอร์ด (Board) เหมือนกันประเทศไทยราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นอย่างต่ำ เพราะฉะนั้นวันนี้จึงมีผู้ป่วยที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อที่จะเข้ามา ใช้บริการ เพราะค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่งที่เขาจะรับที่บ้าน นี่ไม่ต้องนับในระยะเวลา ของการรอคอยนะครับ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนถ่ายอวัยวะจะต้องใช้เวลารอคอย อย่างน้อย ๖ เดือน ถึง ๑ ปี แต่ในประเทศไทยของเราเพียง ๒-๓ สัปดาห์ก็ทำได้ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมไม่ได้บอกว่าเป็นความเสียหายของประเทศไทย แต่เราน่าจะใช้ตรงนี้ให้เป็น ความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์ ได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศไทย ไม่ใช่กลับไปทำลาย ให้มาตรฐานของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทยของเราตกต่ำแล้วจะได้ไม่มีคน มาใช้บริการ เหมือนกับโรงพยาบาลที่ผมเรียนไปตอนต้น เช่น ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของท่านรัฐมนตรี ที่จังหวัดสระบุรีด้วย เป็นโรงพยาบาลที่ไม่มีผู้ป่วยไปครับ แล้วบุคลากร ทางการแพทย์ที่อยู่ที่นั่นท่านก็สบาย ตรงนี้ต่างหากที่เป็นโจทย์ที่ สปสช. จะต้องคิด ทำอย่างไร จะไปเพิ่มคนไข้ให้กับโรงพยาบาลเหล่านั้น ผมไม่ได้หมายความว่าบุคลากรทางด้านการแพทย์ ที่โรงพยาบาลเหล่านั้นเขาไม่อยากทำงานนะครับ ไม่ใช่ แต่คนไข้ไม่ไปเอง ตรงนี้เป็นโจทย์ ในทางสังคมมากกว่าวิชาชีพแพทย์ที่ท่านจะต้องตอบ แล้วก็หาทางแก้ไข

ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนในประเด็น ต่อมาก็คือว่าค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายรายหัวที่ สปสช. ได้ให้มาโดยตลอด ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับว่ามันไม่พอหรอกครับ วันนี้ สปสช. ถามท่านผู้แทนทั้ง ๔ ท่านที่อยู่ข้างบนว่าท่านดิ้นขนาดไหนเพื่อให้หมุนเงินให้ได้ จนกระทั่ง เมื่อไม่นานนี้ถ้าท่านจำได้ที่มีข่าวออกมาว่า สปสช. แคชโฟลว์ (Cash flow) อาจจะมีปัญหา อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ๓๐ บาท รักษาทุกโรคเป็นโครงการที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้เริ่มต้น แล้วก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วท่านก็มีค่าใช้จ่ายต่อหัวถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ๙๐๐ กว่าบาท ในตอนนั้น แล้วตอนนั้นก็เกิดประเด็นที่ทุกคนพูดกันว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค จริง ๆ แล้ว คือ ๓๐ บาทตายทุกโรค ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวมันไม่พอครับ และด้วย เหตุผลอันนี้เองรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เข้ามาจึงเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัว แล้ววันนี้ก็เพิ่มไปเยอะมากแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่พอนะครับ