รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพุธที่ ๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
ขอบคุณครับท่านประธาน ให้ประเดิม เลยนะ กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ประเดิมแรกท่านประธานครับ เรื่องแรกที่ผม อยากจะพูดฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงรัฐบาล นั่นคือปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านประธานครับ ผมเคยนําเสนอเพื่อร้องไปที่ สตง. ร้องไปที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องเทศบาลเมืองชัยภูมิ ปรากฏว่า สตง. จนป่านนี้ยังไม่ทําอะไร เขาไปซื้อรถดับเพลิงครับ ซื้อสมัยท่านตั้งแต่ผู้ว่า กทม. ท่านซื้อ เขาซื้อ ๒๕ ล้านบาท จะไป ดับเพลิงตึกสูง ๑๐ ชั้น ชัยภูมิทั้งชัยภูมิมีตึก ๘ ชั้นอยู่หลังเดียวคือโรงพยาบาลชัยภูมิ ๒๕ ล้านบาทไม่พอครับ ไปซื้อรถดูดโคลนอีก ๘-๑๒ ล้านบาท นี่เขาเล่ามานะครับ ๘-๑๒ ล้านบาทอีก ๒ คัน ไม่รู้จะไปดูดโคลนที่ไหนที่ชัยภูมิ บ้านผมไม่มีโคลนครับ มีแต่ สิ่งปฏิกูล มีแต่ใบไม้ มีแต่ถุงกระดาษ ดูดไปดูดมาดูดอะไรไม่ได้ครับ ๒ คัน จอดแอ้งแม้งอยู่ ๒ คัน ยังไม่พออีกครับ ตอนนี้กําลังสร้างตลาดอีก ๕๐ ล้านบาท ผมก็ไม่ทราบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคิดอย่างไรครับ ตลาดบ้านผมไม่มีคนขายของ ตอนนี้นะครับ ตลาดธรรมดาก็ไม่ค่อยมีคนเข้าแล้ว ยังไปสร้างอีก ๔ ชั้น ๕๐ ล้านบาท กินเปอร์เซ็นต์กันสนุก อันนี้เอาใหม่อีกแล้วครับเรื่องงบน้ําท่วม ท่านประธานครับ ประธานชุมชนกุดแคน–หัวถนน มาร้องเรียนผมครับ ปรากฏว่าได้ทั้งหมด ๘,๔๓๓ ราย ๔๒ ล้านบาท เชียวครับท่านประธาน แต่ปรากฏว่าเอาไปให้คนที่เสียชีวิต คนที่ควรได้ไม่ให้ครับ ชุมชนกุดแคน–หัวถนน ๑๗๐ ราย ที่น้ําท่วมจริง ชุมชนนี้น้ําท่วมจนไม่รู้จะว่าอย่างไรท่านประธาน เดี๋ยวผมจะนําเรื่องเสนอ ท่านประธานครับว่ามีการทุจริต เขาเอาเงิน ๕,๐๐๐ บาทไปให้หัวคะแนน ๔๒ ล้านบาท ท่านประธานมันน่าจะเพียงพอเลยครับในเขตเทศบาล แต่ปรากฏว่าไม่เพียงพอ คนที่ควรได้ ไม่ให้ คนที่ไม่ควรจะได้ น้ําไม่ท่วม ผมไม่ได้อิจฉาเขานะครับ แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น อยากฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี ท่านไปเยี่ยมผมที่ชัยภูมิ แต่ท่านแจกเงิน แบบนี้มันอับอายครับ คนที่น้ําไม่ท่วมก็เอาไปให้เขา คนที่ควรจะได้ไม่ให้ คนตายก็ยังไปจ่ายเขาอีก ฝากท่านประธานครับไปถึงนายกรัฐมนตรีลงไปตรวจสอบให้ผมหน่อย ขอบคุณครับ
คือผมจะปรึกษาไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบองค์ประชุมนะครับ เพราะว่าวาระแรกในการดําเนินการประชุมวันนี้เราต้อง โหวตเรื่องร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนครูนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องรอเพื่อนฝูง ให้ครบองค์ประชุมนะครับ ต่อไปเชิญคุณสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอหารือต่อสภานะครับเกี่ยวกับเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องทําการเกษตรที่ทํา นาปรังจํานวน ๕๘ ครัวเรือนนะครับ ได้ร้องเรียนมาว่าปัจจุบันนี้น้ํามันราคาสูงขึ้น แล้วก็พี่น้อง ในจังหวัดสุโขทัยของผม โดยเฉพาะพี่น้องบ้านเขาโค้ง หมู่ ๑ ตําบลท่าฉนวน อําเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ทํานาต้องอาศัยน้ําจากแม่น้ํายมในการสูบน้ํา โดยใช้เครื่องดีเซลและต้นทุนสูง ฉะนั้นเกษตรกรกลุ่มนี้เขาอยากจะได้ระบบการสูบน้ําด้วยไฟฟ้า แต่มีปัญหาเรื่องระบบไฟฟ้า ที่เป็น ๒ เฟส (Phase) ไม่สามารถที่จะติดตั้งระบบมอเตอร์ได้ ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้าไปขยายเขตไฟฟ้าเป็น ๓ เฟสครับในบ้านเขาโค้ง หมู่ ๑ ตําบลท่าฉนวน อําเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย แล้วอีกที่หนึ่งที่บ้านบางสนิม เขตปฏิรูปที่ตําบลกง อําเภอกงไกรลาศ ทุ่งพาลีก็อยากจะได้ เป็นไป ๓ เฟส แล้วก็เป็นระบบไฟฟ้ามอเตอร์ที่จะได้ทําการเกษตร
และอีกเรื่องหนึ่งที่พี่น้องชาวตําบลบ้านสวนร้องเรียนกันมาเยอะก็คือหมู่ที่ ๙ ตําบลบ้านสวน อยากให้ทางชลประทานไปทําการขุดลอกบึงใหญ่ ซึ่งบึงใหญ่เป็นอ่างเก็บน้ํา ขนาดใหญ่ที่จะช่วยในการเกษตรให้กับพี่น้องชาวตําบลบ้านสวน ตําบลตาลเตี้ย ๒ ตําบลนี้ ได้เป็นหลัก ฉะนั้นก็อยากให้หน่วยงานรับผิดชอบก็คือกรมชลประทานเข้าไปขุดลอกเกาะ กลางบึงและขุดลอกคลองรอบบึงในหมู่ที่ ๙ ตําบลบ้านสวน เพื่อการเกษตรให้กับพี่น้อง เกษตรกรในอําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ทั้ง ๒ ตําบลครับ
ต่อไปท่านสถาพร มณีรัตน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ พี่น้องประชาชนในเขตอําเภอบ้านธิ จังหวัดลําพูน หมู่บ้านดอยเวียง ต้องการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตรซึ่งใช้งบประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็อยากจะให้ ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้จัดสรรงบประมาณดังกล่าวไปเพื่อดําเนินการในการขยายเขต ไฟฟ้าเพื่อการเกษตรให้กับพี่น้องในหมู่บ้านดอยเวียง อําเภอบ้านธิ จังหวัดลําพูน โดยด่วนด้วย และขณะเดียวกันนั้นพี่น้องเกษตรกรฝากไปถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าท่านได้สนับสนุน กีฬาฟุตบอลลีก (League) เป็น ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท ท่านยังทําได้ แต่ทําไม งบประมาณในการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตรที่จะทําให้พี่น้องลดต้นทุนการผลิต ซึ่งบางหมู่บ้านต้องการแค่ ๗๐,๐๐๐ บาท บางหมู่บ้านต้องการแค่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินครับท่านประธาน บอกไปยังผู้บริหารของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าถ้าต้องการสนับสนุนกีฬาก็ขอเอาค่าไฟส่วนอื่นไป แต่ส่วนค่าขยาย เขตไฟฟ้าที่เพื่อการเกษตรเพื่อลดต้นทุนของพี่น้องก็ขอให้เร่งรัดดูแลเอาใจใส่ด้วย เพราะจะอ้างว่าไม่มีงบไม่ได้ เพราะท่านเก็บค่าไฟไปทุกเดือน วางสายพาดเสา วางเสาพาดสาย ช้าครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ขอให้ท่านประธานผ่านไปยังผู้บริหารของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอให้สนใจในการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตรของ พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะ ในจังหวัดลําพูนของกระผมนั้นที่ต้องการขยายเขตพื้นที่ไฟฟ้าเกษตรซึ่งทั้งจังหวัด ต้องการงบเพียง ๑๐๐ กว่าล้านบาทแค่นั้นเองครับท่านประธานครับได้โปรดเร่งรัดด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปคุณภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดนครพนม ด้วยพี่น้องเกษตรกรชาวจังหวัดนครพนม รวม ๗ อําเภอร้องเรียนกันมามาก และเดือดร้อนกันมากเรื่องขาดแคลนน้ํากินน้ําใช้น้ําเพื่อการเกษตร และเป็นสาเหตุที่ทําให้ ยากจน จึงขอให้รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดินได้ขุดลอกหนองน้ํา ให้แก่เกษตรกรตําบลละ ๒ หนอง และขุดสระในไร่นาที่ให้เกษตรกรสมทบเงิน ๒,๕๐๐ บาท ตําบลละ ๒๐ สระน้ํา ได้แก่ที่อําเภอเมือง จังหวัดนครพนม ๑๕ ตําบล ๑๖๕ หมู่บ้าน อําเภอท่าอุเทน ๙ ตําบล ๑๐๙ หมู่บ้าน อําเภอบ้านแพง ๖ ตําบล ๖๖ หมู่บ้าน อําเภอนาทม ๓ ตําบล ๓๗ หมู่บ้านอําเภอศรีสงคราม ๙ ตําบล ๑๐๙ หมู่บ้าน อําเภอนาหว้า ๖ ตําบล ๖๘ หมู่บ้าน และอําเภอโพนสวรรค์ ๗ ตําบล ๙๐ หมู่บ้าน พี่น้องเกษตรกรในภาคอีสาน ในหมู่บ้านในชนบทมีความลําบากยากจนมากเพราะน้ําเพิ่งท่วมไป ขณะนี้ก็แห้งแล้งแล้ว สาเหตุเพราะไม่มีแหล่งเก็บกักน้ําซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาสําคัญที่สุดที่ราษฎร ในชนบทต้องการให้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีได้ช่วยเหลือ จึงขอให้รัฐบาลได้เร่งรัดมีแผนงานแก้ไขการขาดแคลนน้ําให้แก่ชาวอีสาน ชาวจังหวัดนครพนม และทําจริงจังและทําให้ได้ตามพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ ท่านทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล ได้รับสั่งไว้เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว ยังไม่มีรัฐบาลใดทําได้ พระองค์ท่านได้ตรัสไว้ว่า น้ําคือชีวิต มีคนอยู่ที่ไหนต้องมีน้ําอยู่ที่นั้น ถ้ามีคนไม่มีน้ํา คนอยู่ไม่ได้ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ํากินน้ําใช้น้ําเพื่อการเกษตร ให้แก่ชาวจังหวัดนครพนม กราบขอบพระคุณครับ
คุณชมภู จันทาทอง ตัดเวลาไปแล้วนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะสืบเนื่องจากดิฉันได้ไปเยี่ยมวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดหนองคายค่ะ ก็ได้รับการร้องเรียนจากทางวิทยาลัยจังหวัดหนองคายว่าวิทยาลัยจังหวัดหนองคายนั้นก่อตั้ง ตั้งแต่วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๓๙ ช่วงแรกนั้นจะมีนักศึกษาแค่ประมาณ ๖๐๐ ท่าน แล้วก็ ต่อมานั้นก็ขยายเพิ่มไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้นักศึกษา ๒,๐๐๐ คนเศษแล้วค่ะท่านประธาน แต่ว่า ช่วงปัจจุบันนี้อาคารในการจัดเรียนการจัดสอนของนักศึกษานั้น ไม่เพียงพอค่ะท่านประธาน เขาก็เลยร้องเรียนว่าปัจจุบันนี้ห้องเรียนเขายังใช้ห้องเรียนชั่วคราวด้วยค่ะ เพราะว่าห้องเรียนนั้น ไม่เพียงพอในการสอนของนักศึกษา ในการสอนของวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดหนองคายนั้น จากยุทธศาสตร์ของจังหวัดหนองคายนั้นให้ความสําคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะว่าจังหวัดหนองคายนั้นเป็นเมืองน่าอยู่อันดับ ๗ ของโลกนะคะ วิทยาลัยจึงให้ ความสําคัญในการพัฒนาบุคลากรนักเรียนนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ท้องถิ่นด้วยนะคะ แล้วก็บริการการสอนพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืนให้แก่ท้องถิ่นด้วย ดิฉัน ได้แนบเรื่องที่ทางวิทยาลัยอาชีวของจังหวัดหนองคายต้องการอาคารเรียน ไม่ว่าหอพักที่จะ บริการนักเรียนผู้ที่มีรายได้น้อยในการมาเรียนที่ตัวจังหวัดนะคะ ดิฉันได้แนบเรื่อง ให้ท่านประธานเรียบร้อยแล้ว ก็ฝากท่านประธานไปยังกระทรวงศึกษาธิการว่าการที่เรา จะพัฒนาคนอย่างถาวรนั้นเราต้องแก้ตรงที่ให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา ก็ฝากขอบคุณ ไปทางกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้งที่จะดูแลอาชีวะจังหวัดหนองคายด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
คุณไมตรี สอยเหลือง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายไมตรี สอยเหลือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมได้รับการร้องเรียนจากราษฎรอําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ขอให้ ทางรัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดมาก และเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากบริเวณสามแยก สัตหีบ หรือชาวบ้านเรียกว่าสามแยกปลาหมึก บริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๑๗๕ ถนนสุขุมวิท ตําบลสัตหีบ อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ท่านประธานครับ บริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่มี ทางแยกจากถนนสุขุมวิทอยู่ใกล้กันมาก อันดับแรกเป็นทางแยกเข้าตัวอําเภอสัตหีบ ทางแยก เข้าหน่วยทหารเรือ ฐานทัพเรือสัตหีบ ทางแยกเข้าหน่วยทหาร หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ทางแยกเข้าโรงเรียนสินสมุทร และเป็นบริเวณที่มีสัญญาณไฟจราจร จึงทําให้การจราจร บริเวณนี้ติดขัดเป็นอันมาก และมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยมาก ผมเองประสบด้วยตนเอง เพราะเมื่อขับรถมาบริเวณติดสัญญาณไฟแดงกว่าจะผ่านไฟแดง ได้ต้องให้สัญญาณไฟแดงถึง ๓ หน จึงจะมีไฟเขียว จึงจะได้ไปไฟเขียว เรื่องนี้ผมเคยได้นํามา หารือท่านประธานครั้งหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการเยียวยาหรือแก้ไข ครั้งนี้ผมจึงต้องนํามา หารือกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อส่งผ่านไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา แก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวอําเภอสัตหีบด้วย ขอบพระคุณมาก ครับท่านประธาน
ต่อไปท่านอํานวย คลังผา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขอหารือ ๓ เรื่อง ครับท่านประธาน คือ
เรื่องแรก เรื่องศูนย์เด็กของตําบลศิลาทิพย์ พี่น้องประชาชนในเขต ตําบลศิลาทิพย์ เรียกร้องอยากจะให้ตําบลศิลาทิพย์มีศูนย์เด็ก ซึ่งในขณะนี้ศูนย์เด็กไม่มี ก็อยากจะฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดําเนินการเรื่องศูนย์เด็กด้วย เรื่องแรกครับ
เรื่องที่ ๒ ก็อยากจะฝากท่านประธานถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมพัฒนาที่ดิน ก็อยากจะให้กรมพัฒนาที่ดินไปจัดรูปที่ดินของเกษตรกร โดยปรับพื้นที่นาให้มีพื้นที่เสมอกัน ตําบลละสัก ๑ แห่งทั่วประเทศ ผมคิดว่าเป็นการเพิ่ม ผลผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกรได้ในอนาคต หากว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่ง ดําเนินการในส่วนนี้ สามารถที่จะช่วยเหลือภาคเกษตรได้
เรื่องที่ ๓ ซึ่งในขณะนี้พี่น้องชาวตําบลหลุมข้าว หมู่บ้านพรหมทิน ได้รับ ความเดือดร้อนเกี่ยวกับค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งทางชลประทานได้กําหนดเกณฑ์ที่จะเก็บ ค่ากระแสไฟฟ้ากับกลุ่มเกษตรกรจํานวนแพงมาก ซึ่งจะทําให้ต้นทุนของการผลิตข้าว ของเกษตรกรนั้นราคาสูง ก็อยากจะฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งปรับ เรื่องอัตราค่ากระแสไฟฟ้าให้ต่ําลง เพื่อที่จะให้เกษตรกรในพื้นที่ตําบลหลุมข้าว โดยเฉพาะ หมู่บ้านพรหมทินเหนือและพรหมทินใต้นี้ให้คุ้มกับการลงทุนด้วยครับ คือเป็นความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนที่ร้องมา อยากจะให้ภาครัฐได้เร่งดําเนินการในส่วนนี้ด้วย ขอบคุณครับ
เชิญคุณทศพล เพ็งส้ม
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เรื่องแรกที่จะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าขณะนี้ประธานชุมชนต่าง ๆ ในเขตเทศบาล ของจังหวัดนนทบุรีนั้นได้มีการเลือกตั้ง ซึ่งได้รับการร้องเรียนว่าเหตุใดที่ยังไม่มีการจัด ค่าตอบแทนให้กับท่านประธานชุมชน ซึ่งทําหน้าที่คล้าย ๆ กับผู้ใหญ่บ้านในสมัยก่อน เพราะบางที ในเขตเทศบาลเมือง เทศบาลนครก็ดี ไม่มีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่ตัวแทนชุมชนซึ่งเป็นประธานชุมชน ในแต่ละชุมชนที่ทําหน้าที่คล้าย ๆ กับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่ไม่มีค่าตอบแทน ก็อยากจะฝาก ท่านประธานไปยังกระทรวงมหาดไทยช่วยพิจารณาดูแลเรื่องค่าตอบแทนให้กับประธานชุมชน อาจจะเป็นเรื่องเบี้ยประชุม หรือเบี้ยเลี้ยง หรือค่าตอบแทน ค่ารถในการมาประชุมหรือ ในการบริการประชาชนในชุมชนนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ฝากให้ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเร่งรัด ค่าชดเชยต้นไม้ที่ถูกน้ําท่วมในจังหวัดนนทบุรีนั้นมีจํานวนที่มากพอสมควร ในขณะนี้ ยังไม่ได้รับการดูแล
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องสุดท้าย เนื่องจากในขณะนี้น้ําประปาในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรีนั้น มีการขยายเครือข่าย แต่อยากจะสอบถามนะครับว่าของการประปาที่ได้ดําเนินการไปยังพื้นที่ ในจังหวัดนนทบุรีนั้น ในแต่ละ อบต. นั้นได้ดําเนินการถึงไหนบ้าง ช่วยแจ้งไปยังแต่ละ อบต. แต่ละเทศบาลว่าประปาของการประปานครหลวงนั้นได้ดําเนินการไปถึงไหน แล้วก็ ที่โครงการจะให้เสร็จปี ๒๕๕๖ นั้น สามารถดําเนินการได้หรือมีอุปสรรคอย่างไร ฝากให้ท่าน ประธานช่วยดําเนินการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้เขาทําหนังสือชี้แจงไปยังเทศบาล หรือ อบต. ด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ คุณสุรวิทย์อยู่ไหม ไม่อยู่นะครับ เชิญคุณวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ กราบขอบพระคุณ ท่านค่ะ ขอหารือ ๑ เรื่องนะคะ เรื่องของการขุดลอกคลองค่ะ จังหวัดเพชรบูรณ์จะมีพื้นที่ภูเขาสูง เยอะนะคะ เวลาฝนตกน้ําก็จะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ราบ สร้างความเดือดร้อนแล้วก็สร้างปัญหา ในเรื่องน้ําหลากน้ําล้นให้กับชาวบ้านนะคะ คลองแรกนะคะ คลองบุษบง เริ่มต้นที่เขารังผ่าน ตําบลพุทธบาท ตําบลชนแดน ตําบลศาลาลาย ตําบลดงขุย ผ่านตลาดทั้งหมดเลย แล้วก็ผ่าน ชุมชนของหมู่บ้านด้วย ไปลงที่ตําบลวังงิ้ว จังหวัดพิจิตร ลงแม่น้ําน่าน อีกคลองหนึ่งนะคะคือ คลองวังโป่ง จากตําบลซับเปิบ อยู่ที่สูงเหมือนกันค่ะ ผ่านตําบลวังโป่ง ตําบลท้ายดง ตําบลวังสาร เข้าเขาเจ็ดลูกจังหวัดพิจิตรลงน้ําน่านเช่นกันค่ะ ทุกปีเวลาฤดูฝนน้ําจะท่วมน้ําจะหลาก แล้วก็ ไปสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านตลอดเส้นทางของสายน้ําที่ไหลไป แล้วก็น้ําจะไหลแรงค่ะ แล้วก็ไปสร้างความเดือดร้อน ไปแช่ขังอยู่ที่จังหวัดพิจิตรก็กราบเรียนผ่านท่านประธานไปถึง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน หรือกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากให้ช่วยตั้งงบประมาณเข้าไปดูแลในตรงนี้ เพราะว่าทั้ง ๒ คลองนี้เป็นคลองยาว งบประมาณในแต่ละปีที่จัดลงไปน้อยนิดมาก ก็อยากจะให้ได้รับการดูแลที่ชัดเจนขึ้นค่ะ กราบขอบพระคุณท่านค่ะ
ต่อไปเชิญ คุณขยัน วิพรหมชัย
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน ขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้อง ชาวลําพูน
เรื่องที่ ๑ น้ํามันพืชขาดแคลนในท้องตลาด มีราคาสูงด้วย ขอให้กระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งรัดกระจายสินค้าให้ทั่วถึงเพื่อเพียงพอกับความต้องการของตลาด
เรื่องที่ ๒ ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันโครงการสถานีสูบน้ําด้วย พลังไฟฟ้าในเขตพื้นที่ตําบลป่าซาง อําเภอป่าซาง ตําบลป่าพลู อําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน จากงบประมาณสํานักงาน กบร. ซึ่งขณะนี้พื้นที่แบบแปลนรายละเอียดของโครงการ ชลประทานมีความพร้อม
เรื่องที่ ๓ ขณะนี้พริกขี้หนู พริกเดือยไก่ในเขตอําเภอบ้านธิราคาตกต่ํา ขอให้ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งรัดเรื่องของช่องทาง เรื่องของตลาด
เรื่องที่ ๔ ได้รับการร้องเรียนจากพระสงฆ์ เจ้าอาวาสในเขตพื้นที่จังหวัดลําพูน ขอให้รัฐบาลได้ผลักดันค่านิตยภัตเพิ่มเติมให้สูงขึ้นกว่าเดิม เพราะขณะนี้พระสงฆ์ พระสังฆาธิการทั่วประเทศก็มีจํานวนมาก
เรื่องที่ ๕ ไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างในเขตพื้นที่หมู่บ้านเด่นดู่ ตําบลบ้านปวง อําเภอทุ่งหัวช้าง มีประมาณ ๒๐ หลังคาเรือน ไม่มีไฟฟ้าเพื่อแสงสว่างใช้มาเป็นระยะเวลา อันยาวนาน ผมได้หารือท่านประธานสภาไปหลายครั้ง ขณะนี้ก็ยังไม่ได้ดําเนินการก่อสร้าง
เรื่องสุดท้ายนะครับ ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรบ้านสันปูเลย ตําบลสี่เตี้ย อําเภอบ้างโฮ่ง จังหวัดลําพูน ซึ่งเป็นพื้นที่ลําไยและมะม่วง ขณะนี้เกษตรกรมีความเดือดร้อน ไม่มีน้ําใช้ในการเกษตร นะครับ จึงถือโอกาสกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดําเนินการ แก้ไขปัญหาดังที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานมา ณ โอกาสนี้ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญคุณสมคิด บาลไธสง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียน เสนอปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านท่านประธานดังนี้นะครับ
เรื่องแรก ของบประมาณสร้างหอประชุมให้โรงเรียนมัธยมเวียงคํา อําเภอเมือง จังหวัดหนองคาย อันนี้ขอมาครั้งหนึ่งแล้วครับ ยังไม่ได้ครับ
เรื่องที่ ๒ ของบประมาณสร้างประตูน้ําลําน้ําสวย ๓ แห่งที่บริเวณตําบล บ้านฝาง อําเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย และแห่งที่ ๒ ที่ตําบลบ้านเดื่อ อําเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และแห่งที่ ๓ ตําบลวัดหลวง อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เพื่อกันน้ํา ไว้ใช้ฤดูแล้งนะครับ ฤดูฝนก็กักไม่ให้น้ําโขงล้นเข้ามาในฝั่ง
เรื่องที่ ๓ ของบสร้างเมรุเผาศพให้หมู่บ้านที่ไม่มีความสามารถที่จะช่วย ตนเองได้ บ้านเล็ก ๆ เช่นบ้านน้ําโล้ น้ําห้วย น้ําเย็น เหล่าต่างคํา หนองแหวน นาตาเหนือ หนองอั้ว ทุ่งหลวง วัดหมื่นสวน โคกหัวพลู อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เนื่องจากว่า กระผมได้ไปร่วมงานฌาปนกิจศพในหมู่บ้านดังกล่าวนี้ ทางชาวบ้านเรียกร้องมาก ก็อยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสํานักพุทธศาสนา หรือท้องถิ่นก็ตามให้งบไปทําส่วนนี้ด้วย จะขอบพระคุณมาก
เรื่องต่อไปของบปรับปรุงสะพาน ถนนระหว่างบ้านดงดาน บ้านดอนเหมือด ถึงฤดูฝนมาสะพานแคบมาก แต่หนองน้ําระหว่างหนองน้ํากับห้วยมันแคบ ทําสะพานแค่ ๒-๓ เมตร น้ําระบายไม่ทัน ถ้าขยายสะพานออกแล้วไหล่ถนนที่ข้ามไประหว่าง ๒ หมู่บ้าน คงจะดีมากครับ
เรื่องสุดท้าย เรื่องของบซ่อมแซมบ้านพักตํารวจ หรือสร้างใหม่ก็ได้ครับ ประมาณ ๔๐ ห้อง ที่ สภ. โพนพิสัย อันนี้ก็ขอมาทุกปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการ แก้ไข ปลวกกินจะหมดแล้วครับ อันนี้ก็ขอฝากไปยังกระทรวงเกี่ยวข้อง ขอบคุณมากครับ
ต่อไปคุณอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสมาปรึกษา เรื่องที่จะปรึกษา ท่านประธานก็คือเรื่องถนน ในช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่มีการหยุด ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ไทย ปีใหม่จีน วันนี้เนื่องจากว่าชาวอีสานที่ได้เดินทางมาทํางานที่กรุงเทพฯ ต้องเดินทางกลับ ถนนจาก กรุงเทพฯ ไปถึงทางอีสานใต้ที่จะต้องผ่านโคราช ผ่านบุรีรัมย์ ผ่านสุรินทร์ แล้วก็ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นถนนยังเป็น ๒ เลนอยู่ ก็อยากจะฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า อยากจะให้ดูแลในเรื่องถนน ๔ เลนจากบุรีรัมย์จนไปถึงอุบลราชธานี เพราะว่าถนนเส้นนี้ ถือว่าเป็นถนนหลักที่ใช้ทําการสัญจรจากกรุงเทพฯ จนไปถึงอีสานใต้ และถนนนี้เป็นถนน ที่สําคัญ ที่สามารถจะเชื่อมต่อไปยังมุกดาหารออกยังประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ไปถึง ประเทศจีนได้
ส่วนเรื่องต่อมา ก็อยากจะฝากท่านประธาน เพราะว่าช่วงนี้เป็นช่วงเราจะ ประสบภัยแล้ง ประสบภัยหนาวกันเกือบทุกที่ โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ บางที่นี้เป็นที่ ที่ประสบภัยแล้งน้ําแห้งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บ้านโนนศิริ ตําบลบึงมะลู อําเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีษะเกษ ที่อยู่ชายแดนตอนนี้น้ําประปาแห้งมา ๒ เดือนแล้วนะคะ ไม่สามารถที่จะ ใช้น้ําประปาจากประปาหมู่บ้านได้ก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ท่านประธานแจ้งให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทราบ ต้องขอขอบคุณท่านประธานมากค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
คุณเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ใคร่ขอขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงนะครับ ที่ได้ให้โอกาสขึ้นมาหารือ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรื่องที่ผมจะหารือในวันนี้เป็นเรื่องค่าชดเชยน้ําท่วมที่ต้องการที่จะได้ค่าชดเชย จากรัฐบาลของอําเภอกู่แก้ว อําเภอไชยวาน อําเภอหนองหาน แล้วก็อําเภอกุมภวาปี ที่ทาง เกษตรอําเภอได้ไปสํารวจแล้วก็รับปากว่าจะได้ค่าชดเชย จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เลยนะครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะพี่น้องชาวบ้านคอนสาย อําเภอกู่แก้วน้ํามันท่วม ตําบลพังงู อําเภอหนองหาน เพราะว่ามันอยู่ริมหนองหาน เวลาน้ําท่วมขึ้นมาก็ทําให้พี่น้องไร่นาเสียหาย ก็มาร้องเรียนกับ ผม ก็ไม่มีที่พึ่งนอกจากประธานสภา
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องถนนบ้านคําม่วง ตําบลหนองนกเขียน อําเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี อันนี้ระยะทางมันยังมีอยู่ เป็นถนนลูกรังหรือว่าเป็นดินเหนียวนะครับ ดินเหนียวเวลาฝนตกดินจะเหนียว แต่เวลาหน้าแล้งอย่างนี้จะเป็นฝุ่น พี่น้องสัญจรไปมา หลายพันครัวเรือนนะครับ ขอความกรุณาท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลได้ไปดูแลพี่น้อง ชาวไร่ชาวนา ชาวเกษตรกรด้วยนะครับ
แล้วก็เรื่องสุดท้าย ถนนบ้านท่าลี่-ดงเมือง นะครับท่านประธาน เห็นท่านประธานทําหนังสือไปถึงกระทรวงมหาดไทยบอกว่าเป็นเรื่องขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มาบอกผมว่า รัฐบาลไม่โอนเงินให้เลยไม่มีเงิน ไปสร้าง ก็ขอรบกวนท่านประธานด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณสุกิจ อัถโถปกรณ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอเรียนหารือท่านประธานไปยังกระทรวงพาณิชย์นะครับ เรื่องของการซื้อขายน้ํายางพารา ซึ่งต้องขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าจะมีจุดรับซื้ออยู่ทั่วไปตามหมู่บ้านหรือชุมชน แล้วพี่น้องประชาชนก็จะขนเอาน้ํายางไป แล้วก็จะมีการเทียบเปอร์เซ็นต์ชั่งน้ําหนัก แล้วก็ ซื้อขายจ่ายเงินกันตรงที่จุดนั้น ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนว่าในการชั่งน้ําหนัก น้ํายางในบางจุดน่าจะมีการโกงตาชั่ง ซึ่งแม้ว่าชาวบ้านผู้ขายนะครับท่านประธานจะมีความ สงสัยก็ต้องอยู่ในภาวะจํายอมนะครับ เนื่องจากว่าถ้าไม่ขายตรงนั้นไปขายที่ตรงอื่นก็จะไกล ออกไปเปลืองค่าขนส่งนะครับ จึงอยากจะให้เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดของกระทรวงพาณิชย์ ช่วยลงไปช่วยดูแล โดยการลงไปสุ่มตรวจอย่าให้รู้ตัวล่วงหน้านะครับ ถ้าตรวจเจอการโกง ก็ขอให้ดําเนินการตามกฎหมายเพื่อให้เข็ดหลาบนะครับ และเพื่อให้พี่น้องประชาชน ชาวสวนยางจะได้รับความยุติธรรม ปัจจุบันนี้ถ้าชั่งขาดไปสัก ๑ กิโลกรัมนี้ก็ ๑๐๐ กว่าบาท แล้วนะครับท่านประธาน เพราะว่ายางพาราราคาสูงมากตอนนี้นะครับ ขอเรียนต่อไปนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาพอดี จริง ๆ แล้วกระบวนการซื้อขายยางพาราหรือว่า น้ํายางที่ผ่านมาโดยตลอดยังไม่มีมาตรฐาน ไม่มีการควบคุมดูแลจากกระทรวงพาณิชย์เลยครับ ทําให้ชาวบ้านเสียเปรียบมาตลอดครับท่านรัฐมนตรี ผมว่าถึงเวลาแล้วครับที่ทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงไปดูแลในเรื่องนี้นะครับ กําหนดมาตรฐานต่าง ๆ หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในเรื่องของการซื้อขาย ยางพาราเสียทีครับ ขอบคุณครับ
คุณอนุรักษ์ บุญศล ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต กราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที (ICT) ท่านจุติ ไกรฤกษ์ และ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องความเดือดร้อนจากความเจริญด้านเทคโนโลยีมีปัญหา ต่อสังคม ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครอง ๗ คนในอําเภอสว่างแดนดิน และอําเภอ เจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร เรื่องการตัดต่อภาพ แล้วส่งต่อเข้าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งภาพที่ตัดต่อนั้น ได้กระทํากับเด็กหญิงนะคะ ยังไม่เป็นนางสาวเลย อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนขยายโอกาส แห่งหนึ่ง ๓ คนด้วยกัน แล้วบอกว่าจะมีการตัดต่อภาพเหล่านี้แล้วส่งเข้ามือถืออีกหลาย ๆ คน อาจจะรวมทั้ง ส.ส. หญิงในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ด้วยนะคะ เพราะว่าความเจริญทางด้าน เทคโนโลยีตัวนี้ทําให้เกิดปัญหาทางสังคมมากมาย แล้วทีนี้ผู้ปกครองนั้นไม่ทราบว่าภาพนี้เป็นภาพตัดต่อถึงขนาดตีลูก แล้วลูกนั้นก็ไปผูกคอตาย แต่ช่วยเหลือไว้ทันค่ะ แล้วก็แผ่เป็นวงกว้างเหมือนโยนก้อนหินลงในแม่น้ําค่ะ ท่านประธานคะ ซึ่งทําให้เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียงต่อวงศ์ตระกูล เพราะว่าภาพที่ตัดต่อไม่ใช่ภาพลามกอานาจาร ธรรมดานะคะ ต้องขอประทานอภัยที่จะต้องกล่าวว่าเป็นภาพร่วมเพศ แล้วก็ส่งต่อไปยัง โทรศัพท์มือถือต่อ ต่อ ต่อกันไปค่ะ ทําให้เกิดความเสื่อมเสียทั้งด้านศาสนา สังคม คุณธรรม และจริยธรรม จึงร้องขอมาที่ท่านประธานค่ะ ยุคสื่อสารดิจิตอล (Digital) ทั้งมีสายและไร้สาย แต่ยังไร้คุณธรรม จึงให้ผู้นํา ท่านจุติ ไกรฤกษ์ แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ขอบพระคุณค่ะ
คุณผ่องศรี ธาราภูมิ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน มีเรื่องกราบเรียนหารือท่านประธานนะคะ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ เป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่อําเภอบ้านหมี่ และอําเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรีนะคะ สืบเนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูตัดอ้อย ซึ่งอาจจะมีรถบรรทุก อ้อยจํานวนมาก เนื่องจากว่าในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะอําเภอข้างเคียงคือ อําเภอโคกสําโรงและอําเภอบ้านหมี่นั้น มีพื้นที่ปลูกอ้อยต้องตัดส่งโรงงานน้ําตาลที่จังหวัด สิงห์บุรีต้องใช้ถนนสายเส้นบ้านหมี่-ท่าโขลง ซึ่งเป็นเส้นทางที่สําคัญแล้วก็ใช้สัญจรไปมา ถนนเส้นนี้เป็นทางแคบแล้วก็มีความโค้งมาก ก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ก็ขอประสานงาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาเรื่องของการปรับปรุงขยายถนนนะคะ
เรื่องที่ ๒ ก็คือสืบเนื่องจากได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ทางรัฐบาลได้ให้การดูแล ฟื้นฟูเยียวยาเป็นอย่างดี แล้วก็มีแผนงานป้องกันน้ําท่วมทั้งระบบ อย่างไรก็ตามก็ยังได้รับ หนังสือจากองค์การบริหารส่วนตําบลป่าตาลว่าถนนคันคลองชลประทาน ชัยนาท-ป่าสัก ตอนปากคลอง อาร์ ๓๓ (R33) ผ่านหน้าที่ทําการฝายปรับปรุงและบํารุงรักษาส่วนจัดสรรน้ํา สํานักชลประทานที่ ๑๐ ซึ่งปัจจุบันถนนคันคลองมีระดับต่ํามากทําให้ไม่สามารถป้องกันน้ําได้ ปีนี้น้ํามากเป็นประวัติการณ์ก็ทําให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ไม่ทราบว่าในโครงการ ดังกล่าวในปีที่จะป้องกันน้ําท่วมนั้น มีแผนปรับระดับคันคลองให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันน้ําหรือไม่ ก็ขอฝากให้ช่วยดูแลติดตาม
เรื่องที่ ๓ สืบเนื่องจากที่ดิฉันได้มาร่วมการประชุมในโครงการส่งเสริม ประชาธิปไตย ในระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่ท่านประธาน ชัย ชิดชอบ ได้กรุณาจัดขึ้นกับข้าราชการตํารวจในช่วงเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา ทางข้าราชการ ตํารวจก็ขอบคุณท่านประธานและรัฐบาลที่ได้ผ่านกฎหมายเงินเดือนตํารวจนะคะ แต่ขอให้ ติดตามเรื่องเงิน พ.ส.ร. หรือเงินช่วยเหลือปฏิบัติการพิเศษในพื้นที่เสี่ยงภัย ๓ จังหวัด ชายแดนใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาสที่ยังไม่ได้รับเงินค่ะ ขอกราบเรียนให้ท่านประธาน ได้ช่วยติดตาม ขอบพระคุณค่ะ
คุณละออง ติยะไพรัช
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ดิฉันอยากจะ ปรึกษาหารือกับท่านประธานค่ะ ในเรื่องของการจัดการน้ําให้เป็นระบบ ในพื้นที่ของดิฉันค่ะ เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างที่จะมีอาชีพเกษตรกรและปัญหาที่ซ้ําซากก็คือ ในเรื่องของน้ําท่วมและ น้ําแล้ง และตอนที่ปิดสภานี้ดิฉันได้เข้าไปในพื้นที่ สิ่งที่เจอก็คือการจัดการอย่างไม่เป็นระบบ ก็คือว่า หน่วยงานที่มารับผิดชอบทั้งในเรื่องของคลองและการจัดระบบของน้ําว่า ปัญหา ของน้ําที่เกิดขึ้นในเรื่องของน้ําท่วมและน้ําแล้งเกิดจากอะไร ปรากฏสิ่งที่เห็นก็คือว่า การจัดการอย่างเช่น ฝาย ฝายที่ดิฉันจะขอยกตัวอย่างซึ่งเป็นฝายที่เกี่ยวข้องที่ประชาชน ที่จะใช้เรื่องของลําน้ํานี้ประมาณหลายพันคน แล้วก็หลายพันครอบครัว แล้วก็หลายพันไร่ ในเรื่องของน้ําในการจัดทําน้ํานี้นะคะ อย่างฝายกอตึ่งนี้ค่ะ ปรากฏว่าการเขียนแบบนี้ เป็นของกรมพัฒนาที่ดินออกแบบ แต่กรมพัฒนาที่ดินก็ไม่มีงบประมาณที่จะให้ช่วยในการ ที่จะทําฝายนี้ทําให้ประชาชนนี้มีน้ําใช้ แล้วก็แบ่งจัดสรรน้ํากัน เวลาน้ําแล้งก็สามารถกักเก็บน้ําได้ เวลาน้ําหลากหรือน้ํามากก็สามารถที่จะปล่อยน้ํา อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้ค่ะ ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นมันเป็นการแก้ไขปัญหาซึ่งการใช้งบประมาณ ไม่ถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่รัฐบาลหรือว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้เข้าไปสนใจและดูแล ว่าการแก้ไขปัญหาด้วยจํานวนเงินงบประมาณที่น้อยนิดนี้ ที่สามารถทําให้เกษตรกรได้มีชีวิต ได้อย่างสุขสบายหรือการคมนาคมสะดวกและมีต้นทุนในการผลิตปลูกข้าวต่ํา ไม่มีหน่วยงาน ที่จะไปช่วย ไปถามกรมชลประทาน มีงบประมาณก็ไม่สามารถจะทําได้เพราะว่าเป็นของ หน่วยงานอื่นที่ทําไว้แล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่สามารถทําได้ เพราะว่าในกรมพัฒนาที่ดินเป็นคนสร้างและออกแบบ และอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของการทํา แก้มลิง ที่จริงมีปัญหาเยอะแยะที่อยากจะคุยให้ท่านประธานฟัง แต่เวลามีค่อนข้างจํากัด ก็ต้องขอขอบพระคุณค่ะ
ทําเป็นหนังสือมา ต่อไป คุณสําราญ ศรีแปงวงค์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สําราญ ศรีแปงวงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกําแพงเพชร ผมได้รับ ความเดือดร้อนจากพี่น้องประชาชนคนจังหวัดกําแพงเพชรประมาณ ๓ เรื่องนะครับ
เรื่องที่ ๑ ได้รับความเดือดร้อนจากตําบลหินดาดนะครับ เนื่องจาก ฝายที่ก่อสร้างไว้แล้ว เนื่องจากปีที่ผ่านมาน้ําไหลหลากมาก ทําให้ฝายชํารุดเสียหายนะครับ ขอก่อสร้างฝายของหมู่ที่ ๔ บ้านคลองน้ําอุ่น กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบ
เรื่องที่ ๒ ขอก่อสร้างฝายบ้านคลองพร้าว หมู่ที่ ๗ ตําบลโพธิ์ทอง อําเภอ ปางศิลาทอง จังหวัดกําแพงเพชร ซึ่งเป็นฝายเก่า แล้วก็ขาดการก่อสร้างมาหลายปีนะครับ เนื่องจากแม่น้ําไหลกว้างแล้วก็ไม่สามารถที่จะสร้างได้ตามของ อบต. นี้ ไม่มีความสามารถ ใช้งบประมาณสูง ขอฝากถึงกรมชลประทานแล้วก็กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยครับ
เรื่องที่ ๓ ได้รับร้องเรียนจากราษฎรตําบลคลองน้ําไหล โดยถนนผ่าน ๔ หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ ๑๑ บ้านคลองปิ่นโต หมู่ที่ ๓ บ้านท่ามะเขือ ตําบลสั่งงาม หมู่ที่ ๘ บ้านน้อยสามัคคี ถนนระยะทาง ๑๔ กิโลเมตร ท้องถิ่น อบต. ไม่สามารถที่จะก่อสร้างได้ ก็ขอให้กรมทางหลวงชนบทหรือว่ากระทรวงคมนาคมช่วยบรรจุเข้าเครือข่ายทางหลวงชนบท เริ่มต้นจากถนนทางหลวงที่ ๑๑๗ กิโลเมตรที่ ๒๙ แล้วก็ไปบรรจบถนนสายทางหลวงชนบท สายบ้านหมู่ที่ ๘ ตําบลคลองน้ําไหล บ้านเพชรนิยมครับ ขอฝากให้บรรจุเข้าแผนของ ทางหลวงชนบทให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
คุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผม ขอหารือ ๒ เรื่อง
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพครับ เป็นเรื่องของพนักงานราชการ ของสํานักงานเกษตรอําเภอต่าง ๆ สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตรร้องว่าจะต้องมีการประเมิน ทุก ๔ ปี การประเมินทําโดยการสอบ สอบร่วมกับบุคคลภายนอก แข่งกับบุคคลภายนอก ทําให้เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตราชการ อีกประการหนึ่งต้องกลับไปใช้เงินเดือนเดิม เพราะฉะนั้น ๔ ปีขึ้นไปแล้วก็กลับมาใช้เงินเดือนใหม่ สวัสดิการก็ไม่มี ก็ฝากให้ปรับปรุง เพราะว่าหลายกรมต่างกระทรวงอาจจะไม่ต้องทําเช่นนี้ เขายกตัวอย่างเช่นกรมการปกครอง ไม่ต้องประเมินยุ่งยากขนาดนี้ ขอบคุณครับ
คนสุดท้ายวันนี้นะครับ คุณประมวล เอมเปีย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ประมวล เอมเปีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชลบุรี ผมขอหารือ ๓ เรื่องผ่านท่านประธาน ไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เรื่องแรก ก็คือเรื่องถนนเลียบคลองชลประทาน ตําบลสระสี่เหลี่ยม ตําบลหัวถนน ตําบลวัดหลวง ตําบลวัดโบสถ์ และตําบลโคกเพลาะ ซึ่งผมหารือมาประมาณ ๕-๖ เดือนแล้ว แต่ว่าไม่ได้รับการแก้ไขเลย พี่น้องเดือดร้อน ชํารุดทรุดโทรมมาก แล้วก็รวมไปถึงคลองส่งน้ํา จากเขื่อนสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรามาสู่จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีบริษัทเอกชนกับบริษัท อีส วอเตอร์ ไปเจาะรูไว้เพื่อสูบน้ําลงสู่บ่อเอกชน แล้วส่งไปให้โรงงานอุตสาหกรรม ทําให้พี่น้องเกษตร เดือดร้อนมากนะครับ ทํานาเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีน้ําฝากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าร้องมาหลายทีแต่ไม่มีความกระตือรือร้น ไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ได้รับสินบนมาหรือเปล่าไม่รู้ ในเรื่องนี้ให้ท่านประธานแจ้งไปกระทรวงเกษตร และสหกรณ์นะครับ ถึงอธิบดีกรมชลประทานด้วยให้ลงไปตรวจสอบสักทีหนึ่งนะครับ ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาโดยตลอดนะครับ
ส่วนเรื่องที่ ๒ เรื่องถนนวงแหวนรอบพนัสนิคม ซึ่งโครงการของกระทรวงคมนาคม มีโครงการมา ๑๐ ปีแล้ว แต่ว่าไม่มีการขยับเขยื้อนเลย เส้นทางนี้จากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก จะผ่านอําเภอพนัสนิคมนะครับ รถก็มากระจุกตัวกันอยู่ที่นั่น ก็ฝากไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมช่วยขยับเขยื้อนในโครงการนี้ด้วย ส่วนโครงการที่ ๓ ถนน จากอําเภอพนัสนิคมไปสู่ระยอง-จันทบุรี-ตราด นะครับเส้นทางนี้ไปสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งถนนชํารุดทรุดโทรมมานานมากแล้ว ก็ได้ร้องขอมาเป็นปีแล้วก็ไม่มีการซ่อมแซม บํารุงรักษานะครับ ฝากท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
สภายินดีต้อนรับ คณะกํานัน ผู้ใหญ่บ้านบ้านกุดแห่ อําเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ด้วยความยินดี ขณะนี้สภากําลังให้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแจ้งให้สภาทราบเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนนะครับ วันนี้มีท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือทั้งหมด ๒๒ ท่านแล้วนะครับ กระผมขอดําเนินการประชุม ตามระเบียบวาระ เพราะว่าขณะนี้สายพอสมควร เรามีกฎหมายหลายฉบับ
ผมขอแจ้งให้เพื่อนสมาชิกทราบว่าเราจะไม่มีรายชื่อหรือว่ากําหนดจํานวน ผู้แทนในจอได้ เพราะว่าที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของเราหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดใช้ไม่ได้ ก็เลยใช้ ของที่อยู่ที่สภาเท่านั้น ก็แจ้งให้ทราบว่าขณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเซ็นชื่อเข้าประชุม ๒๖๖ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว กระผมขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
๒.๑ รับทราบรายงานผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร และร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรและ กรรมาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
ตามที่กระผมในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีคําสั่งตั้งคณะกรรมการ จริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อทําหน้าที่พิจารณาสอบสวน วินิจฉัยคําร้องเรียนและ ลงโทษตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม แต่เนื่องจากมีเรื่องร้องเรียนซึ่งต้องพิจารณา จํานวนมาก คณะกรรมการจริยธรรมจึงได้มีคําสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณากลั่นกรองคําร้องในเบื้องต้น และรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมทั้งสรุปความเห็นในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งต่อมาได้มีการพิจารณาคําร้องเรียนกรณี คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางคุกคามสวัสดิภาพ และความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือไม่ ปรากฏว่า ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ได้ยื่นคําชี้แจงโต้แย้งอํานาจของคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร ใน ๒ ประเด็นคือ
ประเด็นที่ ๑ คณะกรรมการจริยธรรมไม่มีอํานาจพิจารณาเนื่องจากเหตุ ที่ร้องเรียนเกิดเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ แต่ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมเริ่มใช้ บังคับเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จึงใช้บังคับกับกรณีนี้ไม่ได้ เป็นการใช้อํานาจย้อนหลัง ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม
ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมการจริยธรรมที่แต่งตั้งตามคําสั่งของสภาผู้แทนราษฎร ที่ ๑๑/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ ไม่ครบองค์ประกอบของคณะกรรมการจริยธรรม เพราะไม่มีผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
คณะอนุกรรมการได้พิจารณาทั้ง ๒ ประเด็นดังกล่าวเสร็จแล้วได้เสนอ รายงานผลการพิจารณามายังกระผมในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรสรุปว่า องค์ประกอบ ของคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรไม่ครบถ้วน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรได้ พร้อมทั้งเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๓๔ ซึ่งรายละเอียดรายงานผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร และร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดส่งให้ท่านสมาชิกได้รับทราบ และศึกษาล่วงหน้าเอาไว้นะครับ เพราะขณะนี้ยังไม่ได้นํามาพิจารณานะครับ เพราะว่า จะต้องเข้าระเบียบวาระในการพิจารณาให้ถูกต้องตามระเบียบนะครับ
(ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไรคุณเชาวรินธร์ ก็เพียงแจ้ง ให้ทราบแล้วครับ ก็ถือว่าท่านชนะแล้วในยกแรก
มิได้ครับท่านประธานครับ ผมไม่ถือว่าเป็นชัยชนะ แต่ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความร่วมมือในการที่จะรักษาสภาให้คงไว้ ซึ่งเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ท่านประธานครับ การที่ท่านประธานชี้แจงอย่างนี้ให้ที่ประชุมฟัง มันถ่ายทอดไปทั่วทั้งประเทศ ผมถูก ส.ส. บุญยอด สุขถิ่นไทย ร้องเรื่องที่ว่า ผมบอก ใครก็ได้ ช่วยตบกบาลที ผมจะให้ ๕,๐๐๐ บาท ก็เป็นการพูดหยอกล้อกันในฐานะเป็นสมาชิกด้วยกัน แล้วประธานในที่ประชุมให้ผมถอน ผมก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้ง ก็ถอน ก็ถือว่าเรื่องนี้มันไม่มีแล้ว
คือข้อมูลละเอียดมีหมดแล้วครับ คณะกรรมาธิการทราบหมดแล้ว แล้วก็สภานี้ก็รับทราบประเด็นปัญหาทั้งหมดแล้ว ทีนี้ กระบวนการที่ผมแจ้งให้ทราบนี้หมายความว่าประมวลจริยธรรมต้องทําให้มันถูกต้อง ให้มีข้อบังคับให้ถูกต้อง เพราะว่าการดําเนินการใด ๆ คือตอนนี้คุณเชาวรินธร์เองก็ยังไม่ผิด ยังไม่มีการดําเนินการใด ๆ เพราะว่าเรื่องมันคาอยู่ ก็จะต้องทําให้ข้อบังคับของประมวล จริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็จึงเรียนให้ทราบว่าเรื่องนี้ก็พอแล้ว นะครับ
ท่านประธานคงจะต้อง ให้โอกาสผมสักนิดหนึ่ง หาไม่คนทั้งประเทศก็ต้องเข้าใจว่า ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ เลวทรามต่ําช้า ถึงขนาดต้องร้องสอบจริยธรรม เพราะฉะนั้นผมต้องขอพูดสักนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ เรื่องมันไม่เป็นเรื่อง มันเป็นเรื่องไร้สาระเหลือเกิน ถ้าจะเทียบพฤติกรรม ที่เกิดขึ้นแห่งกรณีร้องเรียนอย่างนี้ เทียบกับสมาชิกคนหนึ่งถือปืนอาวุธสงครามวิ่งในสภาใครหนักกว่ากัน เทียบกับพฤติกรรมที่ ส.ส. ไปถูกจับที่ต่างประเทศข้อหาขโมยของ ใครหนักกว่ากัน เทียบกับพฤติการณ์ที่ ส.ส. ถูกจับเข้าคุกในต่างประเทศ ใครหนักกว่ากัน กระผมแค่นี้บอกล้อเล่นว่า ใครก็ได้ตบกบาล ทีหนึ่งผมจะให้ ๕,๐๐๐ บาท ผมก็พูดเล่น แล้วพอให้ถอนผมก็ถอน แล้วเอามาล้ออย่างนี้ คณะกรรมการควรจะยกออกไปไม่ควรที่จะมาตั้งแท่น เพราะท่านประธานแถลงว่ามาอย่างนี้ แล้วคนทั้งประเทศว่าเชาวรินธร์แย่มากอย่างโน้นอย่างนี้ ผมก็เสียหายสิครับท่านประธาน ผมขอให้ยกไปเสียเถอะ หรือถ้ายังจะเดินเรื่องต่อก็เดินไปเลย ผมประกาศเลยว่า
ผมกําลังเชิญทั้ง ๒ ท่าน เข้ามาจับมือกันนะครับ กําลังจะเชิญนะครับ
ท่านประธาน ในฐานะเป็นประมุขของนิติบัญญัติ ท่านควรจะทําอย่างนั้นอย่างยิ่งเลย ท่านควรจะเรียก คุณบุญยอดไป เรียกผมไป แล้วก็เป็นพ่อนี่ลูกทะเลาะกันพ่อจะตั้งกรรมการสอบสวน
จะพยายามครับ
ท่านทําสิครับ หรือไม่อีกวิธีหนึ่ง เลือกอีกวิธีหนึ่ง ท่านประธานเอาปืนมา ๒ กระบอกยิงกันเลย เอาเลย อย่างนั้นก็ได้ ขอบคุณครับ
ต่อไป
๒.๒ รับทราบเรื่องผลการพิจารณาเกี่ยวกับการตรวจสอบองค์ประชุมก่อน ลงมติ ไม่ปรากฏในระเบียบวาระนะครับ คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอ รายงานผลการพิจารณาและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร จากผลการพิจารณาคณะกรรมาธิการเห็นว่าเพื่อให้การตรวจสอบองค์ประชุมของ สภาผู้แทนราษฎรมีความโปร่งใสและเพื่อให้เป็นมาตรฐานต่อไป จึงเห็นควรให้ใช้เวลากดกริ่ง สัญญาณเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมเป็นเวลาไม่เกิน ๑๐ นาที เพื่อให้เวลาท่านสมาชิก สามารถเข้ามาในห้องประชุมได้ทันเวลา เมื่อพ้นเวลา ๑๐ นาทีแล้วจึงแจ้งผลขององค์ประชุม ผมจึงขอปรึกษาที่ประชุมในผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเสนอมาว่าควรใช้เวลา ในการตรวจสอบองค์ประชุมไม่เกิน ๑๐ นาที ว่าที่ประชุมจะเห็นชอบด้วยกับคณะกรรมาธิการ เสนอมาหรือไม่เพื่อจะได้กําหนดเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป เชิญครับ ท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ตามที่ท่านประธานได้ยก ประเด็นนี้ขึ้นมาปรึกษาหารือ ก่อนที่ท่านประธานจะปล่อยให้ความคิดนั้นหลากหลายออกไป สู่สังคมภายนอก ท่านประธานต้องมองข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นสําหรับการประชุมของเรา ท่านประธานครับ กระผมคงไม่ต้องอธิบายว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือการประชุมรัฐสภา หมายถึงอย่างไร ต่างคนต่างสํานึกในภาระหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายมา การที่ท่านประธาน จะหยิบยกบอกว่าในการที่จะโหวตเรื่องใด ๆ นั้นจะต้องกดเรียกแล้ว ๑๐ นาที ท่านประธาน ในฐานะที่เป็นคนขยันคนหนึ่งผมก็ชมเชย ถึงแม้ว่าท่านอายุคราวพ่อผม จะเรียกได้ว่า ท่านขยันกว่าผม ผมก็ไม่เสียใจ แต่ท่านมองข้อเท็จจริงว่าแต่ละประเด็น ที่ท่านจะหยิบยกขึ้นมา บอกว่าก่อนที่ท่านจะโหวต ๑๐ นาที ๑๐ นาที ๑๐ นาที เวลาที่จะหายไปอย่างไร คนเราต้อง ตระหนักในหน้าที่ ตระหนักในภาระที่เราจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ผมว่าตรงนี้เป็นการที่ เสนอแนะแนวความคิดเห็นที่ประณามตนเองมากกว่า เป็นผลเสียมากกว่า ผลที่จะได้ ในโอกาสต่อไปครับท่านประธาน
เชิญท่านชลน่านครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในข้อหารือท่านประธานที่จะขอความเห็นของสภา เรื่องการกําหนดระยะเวลาในการที่จะตรวจสอบองค์ประชุมโดยการกดเรียกสัญญาณ โดยท่านประธาน ผมกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับว่าคงต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นหลัก นะครับ เพราะผมเกรงว่าถ้าเรามีมติไปแล้ว ถ้าเราปฏิบัติผิดเพี้ยนจากมติไปมันก็จะมีปัญหา เพราะถือว่าเป็นมติสภา มติสภาถือว่าเด็ดขาด ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมคิดว่าอยู่ที่ดุลยพินิจ ของท่านประธานนะครับที่จะให้โอกาส ไม่จําเป็นต้องมีมติใด ๆ จะมากกว่า ๑๐ นาที เราก็ไม่ว่ากันครับ ก็ขึ้นกับข้อเท็จจริง ถ้ามีสมาชิกให้เหตุผลความจําเป็น เช่นมีสมาชิกประชุม อยู่ตึก ๒ ตึก ๓ จําเป็นต้องใช้เวลาในเดินทางมา ผมก็คิดว่าการอะลุ่มอล่วย การที่จะดู ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นช่องทางที่ดีกว่า แล้วก็การที่จะให้สมาชิกลงโหวตถ้าเป็นความเห็นของ สภาก็คงต้องมีมติ ท่านประธานจะใช้ข้อ ๘๐ ผมคิดว่าคงไม่เหมาะสมในเรื่องนี้ เพราะถือว่า เป็นสาระที่จําเป็นและสําคัญ ผมก็เห็นว่าด้วยความเคารพท่านประธานครับ น่าจะให้เป็น ดุลยพินิจท่านประธาน แล้วก็ในที่ประชุมในแต่ละคราวไป บางทีอาจจะไม่ต้องถึง ๑๐ นาที ก็ได้ครับ บางทีอาจจะต้อง ๑๕ นาที ก็แล้วแต่ไปท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมพยายามยกมือในประเด็นเรื่องของที่ท่านประธานแจ้งให้ทราบในวาระแรก มันผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ ขออนุญาตในแง่ของการที่จะนําเรียน ท่านประธานว่าถ้าจะทําให้เป็นเรื่องจริง ผมก็เห็นด้วยนะครับว่าบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ แล้วก็ สภาเราก็มีมติช่วยพิจารณา อาจจะใช้ข้อ ๑๗๗ ก็ได้ ตามที่ท่านประธานเสนอหรือตามที่ อนุกรรมาธิการเสนอมา เพื่อให้องค์ประชุมตรงนั้นเป็นไปตามจํานวนที่บังคับไว้ในข้อบังคับ
กรณีที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เอกสิทธิ์ของ สมาชิกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ในการที่จะแถลง ในการที่จะอภิปราย ในการที่จะ แสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นกรณีใด ๆ ในสภาแห่งนี้นะครับ สมาชิกด้วยกัน จะฟ้องร้องกันไม่ได้ วรรคหนึ่งเขียนไว้ชัดเจนครับ ความหมายตรงนี้ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็น ทุกเรื่องครับ ทุกเรื่องนั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นจริยธรรม ด้านคดี รัฐธรรมนูญให้เป็น เอกสิทธิ์ เพราะถือเป็นการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม จะผิดจะถูกอะไรต่าง ๆ ก็อยู่ ที่ประชุมจะได้วินิจฉัย และที่สําคัญครับการประชุมเป็นการอภิปราย เป็นการแสดง ความคิดเห็นต่อท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ไม่ได้กล่าวโดยตรง เพราะฉะนั้น ดุลยพินิจในการที่จะควบคุมการประชุม การที่จะพิจารณาให้ถอนคําพูด ให้ขอโทษ ในที่ประชุม ท่านประธานก็ปฏิบัติมาตลอด มันก็เป็นหลักการอยู่แล้ว ผมก็อยากจะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมการจริยธรรม บางครั้งเรื่องบางเรื่องท่านอาจจะ รับได้ ก็มีมติว่าจะไม่รับพิจารณาก็แจ้งเหตุผลมา ผมก็คิดว่ามันก็ไม่เป็นเรื่องที่จะรบกวน คณะกรรมการหรือสมาชิกครับ เพราะว่าโดยข้อเท็จจริงผมเชื่อว่าสมาชิกเราแห่งนี้เรามีใจ เคารพซึ่งกันและกันอยู่แล้ว เคารพในการแสดงความคิดเห็นซึ่งกันและกันอยู่แล้ว แต่บางครั้ง การแสดงออกนั้นเพียงแต่เป็นการแสดงว่าอยากจะผดุงสิทธิ อยากจะบอกกล่าว อยากจะ ตักเตือน อันนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่งครับ แต่ว่าโดยความเข้าใจครับ ถึงแม้พวกเราจะต่างพรรค ต่างพวกต่างกลุ่ม แต่ว่าผมเชื่อว่าความเป็นสมาชิกเราเป็นพวกเดียวกัน เราทํางานเพื่อพี่น้อง ประชาชน มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน อุดมการณ์เดียวกัน เรื่องนี้ผมก็กราบเรียนท่านประธาน ฝากท่านประธานด้วยนะครับ ท่านประธานน่าจะเป็นบุคคลที่พวกเราให้ความเคารพนับถือ แล้วก็สามารถที่จะวินิจฉัยเหตุการณ์ทุกอย่างได้อยู่แล้ว กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณ เชิญคุณอสิครับ
ผม นายแพทย์อสิ มะหะมัดยังกี ส.ส.จังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ผมก็จะพูดประเด็นเดียวครับ ในเรื่องที่ประธานถามว่าก่อนลงมติ ให้เวลา ๑๐ นาที สมควรหรือไม่ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วเคยมีสมาชิกสภาบางท่านได้เคยเสนอว่า ๑๕ นาที ในต่างประเทศ สําหรับความเหมาะสมในรัฐสภาของเรามันอยู่ที่สถานที่ ถ้าเป็น สภาใหม่ซึ่งท่านประธานจะสร้าง ผมได้ทราบมาว่าที่มันเหมาะสมมาก การเข้าจากห้อง ประชุมต่าง ๆ มันเข้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ตรงนี้เราต้องยอมรับครับท่านประธานว่าบางทีเรา ประชุมกรรมาธิการชั้น ๕ บางทีเราไปประชุมที่ตึกของวุฒิสภา และพวกผมเองผมอายุ ๕๐ ปี แล้วนะครับท่านประธาน เดินไปเดินมา ๒-๓ เที่ยว ถ้าวิ่งมาไม่ไหวครับ เราต้องคํานึงถึง ข้อเท็จจริง บางคนอายุมากกว่าผมอีก อย่างเช่นท่านดนัยที่นั่งอยู่หน้าผมก็ ๘๐ ปีแล้ว แต่ท่านก็พยายามที่จะทําหน้าที่ตลอด เพราะฉะนั้นการให้เวลา ๑๐ นาทีนี้เหมาะสมแล้ว ผมไม่พูดถึงว่าผมเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ผมคิดว่าเราต้องร่วมกันทําหน้าที่เพื่อให้ องค์ประชุมมันครบ เพื่อให้ลงมติเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ๑๐ นาที มันไม่นานหรอกครับ บางทีไปพูดเรื่องนอกประเด็นมีการประท้วงมาวุ่นวาย เสียเวลาเป็นครึ่งชั่วโมงมันมากไป เพราะฉะนั้น ๑๐ นาทีนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
คุณสุกิจครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมลุกขึ้นมาแสดง ความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการกําหนดเวลาครับ ผมว่าเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ทุกวันนี้การประชุมกรรมาธิการ ผมเองผมก็อยากทําตามที่ท่านประธานบอกนะครับว่า ช่วงเวลาที่ประชุมไม่ควรที่จะมีการประชุมกรรมาธิการ แต่ถ้าดูความเป็นจริง ดูวันเวลา ที่ประชุมแล้ว ที่เรามีโอกาสที่จะประชุมกันได้มันเป็นไปไม่ได้เลยครับ เพราะว่าเรามี ทั้งกรรมาธิการสามัญ ทั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพราะฉะนั้นถ้าไปประชุมวันอื่นอย่างเช่น วันจันทร์หรือว่าวันศุกร์ ท่านประธานทราบไหมครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีคนประชุม ไม่ครบองค์ประชุมครับ เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นที่บางครั้งการประชุมกรรมาธิการต้อง ตรงกับการประชุมสภา เพราะฉะนั้นการลงมติก็ต้องวิ่งไปวิ่งมาอย่างนี้ จริง ๆ แล้วการ กําหนดเวลานี้ คือ ๑๐ นาทีนี้ผมว่าบางครั้งจะมาไม่ทัน แล้วก็ห้องประชุมกรรมาธิการไม่ได้มี สัญญาณทุกห้องครับ บางทีก็ต้องคอยวิ่งออกมาชะเง้อดูว่าเมื่อไรเขาจะลงมติกันอะไรอย่างนั้น ที่จริงถ้าจะกําหนดผมว่ากําหนดเวลาขั้นต้นไว้ดีกว่าเวลาว่าควรจะไม่น้อยกว่า ๑๐ นาที อย่างนั้นน่าจะดีกว่านะครับ แต่ว่าก็ไม่ควรละครับ เพราะว่าถ้าบังเอิญเราอยู่กันครบหน้า พร้อมตา ท่านประธานอาจจะให้ลงมติทันทีต่อเนื่องไปเลยอย่างนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นผมว่า เราไม่จําเป็นละครับ ใช้วิธีเดิมดีกว่า คือให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านประธานเองดีกว่าครับ เพราะท่านย่อมรู้ดีว่าควรจะทําอย่างไรครับ ขอบคุณครับ
คุณไพจิตในฐานะที่ กรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอนะครับ ช่วยกรุณาชี้แจงสักเล็กน้อย แล้วก็เป็นคนสุดท้าย เพราะเราจะได้โหวตเรื่องกฎหมายครูครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. นครพนม พรรคเพื่อไทย รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร สืบเนื่องจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในคราวที่มีการตรวจสอบองค์ประชุม แล้วก็ในคราวนั้น ท่านประธานก็ได้กดเรียกท่านสมาชิกเพื่อที่จะให้สมบูรณ์ที่สุด ก็มีข้อถกเถียงกันว่า แล้วท่าน ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ซึ่งได้บอกว่าในต่างประเทศเขาใช้เวลา ๑๕ นาที ในการเรียกตรวจสอบ องค์ประชุม แล้วพอครบแล้วก็ได้แจ้งจํานวนผู้เข้าประชุม แล้วท่านประธานก็ได้มอบให้ทาง คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรไปดูก็ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกด้วยความเคารพ ว่าเรื่องขององค์ประชุมเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วพวกเราเองก็ถูกสังคมมองว่าถ้าองค์ประชุม ไม่ครบก็จะเป็นเรื่องของความรับผิดชอบในการทําหน้าที่ เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการ ได้ตรวจสอบว่าประเทศที่เขาเรียกตรวจสอบองค์ประชุมนี้เขาใช้วิธีอย่างไร แล้วก็พยายาม ที่จะหาเครื่องไม้เครื่องมือมาที่จะทําการให้การตรวจสอบทางอิเล็กทรอนิกส์ ใครผ่านประตู เข้าระบบมันจะเรียกมีจํานวนเท่าไร อย่างไร ท้ายที่สุดก็มีความเห็นว่าอยู่ที่ความรับผิดชอบ ของสมาชิก เพราะฉะนั้นถ้าจะหาอิเล็กทรอนิกส์แบบไหนมาก็ยังไม่สามารถที่จะทําให้ การปฏิบัติภาระหน้าที่อันนี้ตรงไปตรงมา ก็เลยได้เห็นว่ามีประเทศอเมริกาที่ ๑๕ นาที ประเทศอินเดีย ๘ นาที สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ๕ นาที นอกนั้นไม่มีบันทึกไว้ ก็จะเป็นดุลยพินิจ ของท่านประธานตามข้อบังคับที่สภาผู้แทนราษฎรได้ร่างไว้ คณะกรรมาธิการกิจการสภา ผู้แทนราษฎรก็เห็นว่าน่าจะกําหนดเวลาที่เหมาะสม ก็ได้เสนอจํานวนไม่เกิน ๑๐ นาที ทั้งนี้ ถ้าหากองค์ประชุมครบท่านประธานจะเร็วกว่าก็ได้ แต่ว่าถ้าจะดึงเวลารอก็ไม่ควรจะเกิน ๑๐ นาที ได้กราบเรียนท่านประธานเพื่อโปรดพิจารณา ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้นําเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภา เพราะไม่อย่างนั้นก็จะบอกว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง ถึงเวลาประกาศไม่ประกาศ ยอดเท่าไร ความจริงตัวเลขจะขึ้นที่หน้าฟลอร์ (Floor) ท่านประธาน เท่าที่ตรวจสอบดูนี้พอจํานวนเท่าไรก็จะเห็น พอถึงเวลาที่นัดหมายท่านประธานก็ต้อง ประกาศเลยเพื่อให้เกิดความตรงไปตรงมา แล้วรักษาท่านประธานด้วยในการที่จะทําหน้าที่ ก็เห็นว่าเป็นความจําเป็นขององค์ประชุมที่จะต้องทําหน้าที่ให้เกิดเป็นศักดิ์ศรีของสภา คิดว่าน่าจะไม่เร็วเกินไปและไม่ช้าเกินไป ประมาณ ๑๐ นาที ขอกราบเรียนท่านประธาน ทั้งนี้สุดแท้แต่ดุลยพินิจของท่านประธานจะใช้นะครับ ข้อบังคับยังเขียนไว้อย่างเดิม บังเอิญ ท่านประธานได้นํามาขอความเห็นจากสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องคือว่าเป็นภารกิจของพวกเรา ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
คือเมื่อคณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎรเสนอมา ผมก็ต้องปฏิบัตินําเข้าที่ประชุมเพราะว่าคณะกรรมาธิการ ได้เสนอมาสู่สภาแล้ว สภาก็ต้องได้รับทราบทุก ๆ เรื่องนะครับ เพราะตั้งแต่ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรก็ส่งเรื่องที่เป็นสาระสําคัญให้เราทราบ ส่วนคณะอื่น ผมยังไม่ได้รับทราบปัญหาต่าง ๆ เลยว่าพิจารณา ๒ ปีมานี้ คณะกรรมาธิการแต่ละคณะ ยังไม่ได้เสนอมาให้สภาได้วินิจฉัยเลย ก็แจ้งให้ประธานคณะกรรมาธิการทุกท่านได้ทราบด้วย เพื่อเราจะได้รับรู้ว่าได้ทําอะไรไปบ้างเพื่อจะได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานของสภา ผมว่าขอให้ผม ได้วินิจฉัยไปก่อนก็แล้วกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งละเอียดอ่อนพอสมควร เรื่ององค์ประชุม เรื่อง อะไรต่าง ๆ เรื่องโหวต เรื่องอะไรต่าง ๆ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานไปก่อนก็แล้วกัน เพราะว่าระยะเวลาของสภาเราก็เหลืออีกไม่กี่เดือนก็หมดวาระแล้วนะครับ ผมว่าถือปฏิบัติ อย่างเคยปฏิบัติไปก่อนนะครับ ไม่เอาแล้ว พอแล้ว ท่านเชาวรินธร์ครับ คนรู้ทั่วประเทศแล้ว ว่าคุณเชาวรินธร์พูดเก่ง ทําเก่งทุกอย่าง พอแล้วครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ
จากการประชุมคราวที่แล้วนะครับ ในการพิจารณาที่ประชุมเห็นชอบให้นํา ร่างพระราชบัญญัติ คือร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนครูของกระทรวงศึกษาธิการมานะครับ แล้วก็ท่านรองอภิวันท์ได้สั่งให้เลื่อนมาพิจารณาต่อแล้วก็ขอดําเนินการต่อเลย แต่ว่าในการประชุม พิจารณาคราวที่แล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วที่ประชุมได้ปิดประชุมแล้ว ก็มีการโหวตมติ ในวันนี้ ผมขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมมาลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ นอกห้องประชุมนะครับ เชิญเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ ก็ขอความ ร่วมมือทุกฝ่ายในวันนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนครู หวังว่าจะได้รับความร่วมมือทุกฝ่าย นะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมหรือที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการช่วยกรุณาลงมา ที่ห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับนี้นะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกครับ เมื่อท่าน มาแล้วนั่งลงประจําที่ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเชิญเข้าห้องประชุมด่วน ท่านสมาชิก ที่อยู่นอกห้องประชุมโปรดเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม เมื่อท่านนั่งลง โปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ท่านที่อยู่ที่ห้องกรรมาธิการหรืออยู่ไหนก็ตาม ได้ยิน เสียงออดเรียกเข้าห้องประชุม โปรดกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมด้วย เมื่อท่านนั่งเรียบร้อย เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เชิญเร็วหน่อยนะครับ กิจการสภาท่านให้ ๑๐ นาทีก็ยังไม่พออยู่นั้นเองครับ เพราะวิ่งกันขวักไขว่ ก็ส่งผลมาว่า ครบองค์ประชุมหรือไม่ครบ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๒๙๕ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม
ก่อนที่จะลงมติรับหลักการ ผู้เสนอมีสิทธิจะอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งก่อนที่ ที่ประชุมจะลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๗ นะครับ เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ สรุปหรือไม่สรุปครับ ถ้าสรุปเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนอื่นผมต้องขอ กราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒๙ ท่านนะครับ ที่ได้กรุณาแสดงความ คิดเห็นอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจําตําแหน่ง ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมอยากจะกราบเรียนว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เพื่อนสมาชิกได้มีการแสดงความคิดเห็นค่อนข้างจะไปใน ทิศทางเดียวกันก็คือ เห็นชอบในหลักการของกฎหมายที่จะให้มีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเนื่องจากเพื่อนข้าราชการครูนั้นยังไม่ได้มีการปรับขั้นเพดานเงินเดือน ในช่วงที่ผ่านมา ข้าราชการพลเรือนนั้นได้มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนไป ๒ ครั้ง คือเมื่อปี ๒๕๔๘ และปี ๒๕๕๐ ขณะนี้ทางรัฐบาลได้เห็นว่าการที่เราจะปรับปรุงคุณภาพครู มีความจําเป็น ที่จะต้องสร้างขวัญและกําลังใจและเพื่อสร้างความเป็นธรรมและโอกาสให้กับเพื่อนครูนะครับ จึงได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นมา หลักการสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ ก็ตามที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ก็คือจะมีการปรับขั้นเพดานเงินเดือนของเพื่อน ข้าราชการครูทั้งระบบ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคนนะครับ ให้ได้มีโอกาสปรับโครงสร้างเงินเดือน ขึ้นมาโดยเทียบเคียงเฉลี่ยแล้วเพื่อนครูก็จะได้มีโอกาสในการปรับขั้นเงินเดือนอีกประมาณ ร้อยละ ๘ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดนะครับ ผมได้ให้ทางสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาได้ไปดําเนินการในการศึกษาเพื่อเตรียมการรองรับในการจัดทํา คู่มือของ ก.ค.ศ. เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา ก็จะพบความเป็นจริงว่าเพื่อนครูทั้งหมดในขณะนี้เรามีจํานวน ๔๓๓,๑๙๗ คน ก็จะได้ปรับเพิ่มเงินเดือนทั้งหมดในการขึ้นเงินเดือนในคราวนี้ และที่สําคัญที่สุดก็คือว่า เมื่อมีการปรับเพิ่มเงินเดือนแล้ว เราก็จะได้ดําเนินการในการที่จะให้เพื่อนครูของเราได้มี โอกาสปรับในเรื่องของโครงสร้างเงินเดือนที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในการปรับ โครงสร้างเงินเดือนของเพื่อนครูที่ได้แก้ไขกับ ก.ค.ศ. ให้เพื่อนครูของเรานั้นได้มีโอกาสได้รับ เงินเดือนขั้นสูงสูงกว่าอันดับ และได้รับเงินเดือนขั้นต่ําสูงกว่าขั้นต่ํา ซึ่งผมถือว่าเป็นโอกาส สําคัญที่เพื่อนครูจะได้มีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้สนับสนุนรับหลักการในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อไป และจะได้ดําเนินการในชั้นกรรมาธิการ ขอขอบพระคุณครับ
ต่อไปผมก็จะถามมติ ที่ประชุมนะครับ กับร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคุณวิรัตน์ กัลยาศิริ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ๒ ฉบับรวมกันนะครับ ต่อไปผมจะถามที่ประชุมนะครับ ถือว่าองค์ประชุมครบแล้วทั้ง ๒๙๕ เสียงเมื่อกี้ยังไม่ได้ไปไหนนะครับก็ถือว่าที่ประชุมนี้ครบองค์ประชุม ผมจะถามมติ ที่ประชุมว่าท่านผู้ใดเห็นควรรับหลักการร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นไม่ควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้ว นะครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ ไม่มีนะครับ ถือว่าที่ประชุมนี้ใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้ว งดใช้สิทธิ ส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๒๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๔ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ถือว่าที่ประชุมนี้รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับนะครับ
เชิญคณะกรรมาธิการหรือว่าจะเสนออย่างไรพิจารณาทั้ง ๓ วาระเลยหรือเปล่า เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการจํานวน ๓๖ ท่านครับ โดยใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้อง ท่านผู้ใด มีความเห็นเป็นอย่างอื่นมีไหมครับ มีท่านผู้ใดจะเสนอคณะกรรมาธิการเต็มสภาไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมนี้ ตั้งคณะกรรมาธิการ ๓๖ ท่าน มีโควตาดังนี้นะครับ คณะรัฐมนตรี ๕ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๑๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน พรรคเพื่อแผ่นดิน ๒ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๒ ท่าน พรรครวมชาติพัฒนาและพรรคกิจสังคม ๑ ท่าน พรรคมาตุภูมิ และพรรคประชาราช ๑ ท่านเชิญรัฐมนตรีเสนอครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติ เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของรัฐบาลดังนี้ครับ ๑. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๒. นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ๓. นางศิริพร กิจเกื้อกูล ๔. นายนิราศ สร่างนิทร ๕. นายสุชัย งามจิตต์เอื้อ ครับ
ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๑๒ ท่าน ไม่เสนอใช่ไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยดังนี้ค่ะ ๑. นายขจิตร ชัยนิคม ๒. นายปวีณ แซ่จึง ๓. นายพีระเพชร ศิริกุล ๔. นายอนันต์ ผลอํานวย ๕. นายวิทยา ทรงคํา ๖. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๗. นายสมคิด บาลไธสง ๘. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๙. นางอนุรักษ์ บุญศล ๑๐. นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ๑๑. นายนิยม วรปัญญา ๑๒. นายธวัชชัย สิทธิบงกช ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงิน ประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๑๑ คน ๑. นายอาคม เอ่งฉ้วน ๒. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ๓. ดอกเตอร์อภิชาต การิกาญจน์ ๔. นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ๕. นายสมบัติ ยะสินธุ์ ๖. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๗. นายกัมพล สุภาแพ่ง ๘. นายสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ ๙. นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ ๑๐. นายวุฒิพงษ์ นามบุตร และ ๑๑. นายประกอบ รัตนพันธ์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย จํานวน ๒ ท่าน คือ ๑. นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ๒. นายศุภรักษ์ ควรหา ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองครบครับ ต่อไป พรรคเพื่อแผ่นดิน ๒ คนครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ขอเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน จํานวน ๒ ท่านคือ ๑. นายกว้าง รอบคอบ ๒. นายสิทธิรัตน์ รัตนวิจารณ์ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองครบนะครับ ต่อไปนะครับ พรรคชาติไทยพัฒนา ๒ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวพัชรี โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนา จังหวัดสุพรรณบุรี ขอเสนอคณะกรรมาธิการ วิสามัญในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาดังนี้ค่ะ ๑. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๒. นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไป พรรครวมชาติพัฒนาและพรรคกิจสังคม ๑ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ไกร ดาบธรรม สมาชิกสภาผู้แทนผู้ราษฎร พรรครวมชาติพัฒนา ขอเสนอ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรครวมชาติพัฒนาและพรรคกิจสังคม นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคมาตุภูมิและพรรคประชาราช ๑ คน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ครับ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในนามของพรรคประชาราชจํานวน ๑ ท่านครับ นางชนากานต์ ยืนยง ขอผู้รับรองครับ
ก็มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญท่านเลขาธิการทบทวน
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๒. นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ๓. นางศิริพร กิจเกื้อกูล ๔. นายนิราศ สร่างนิทร ๕. นายสุชัย งามจิตต์เอื้อ ๖. นายขจิตร ชัยนิคม ๗. นายปวีณ แซ่จึง ๘. นายพีระเพชร ศิริกุล ๙. นายอนันต์ ผลอํานวย ๑๐. นายวิทยา ทรงคํา ๑๑. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๑๒. นายสมคิด บาลไธสง ๑๓. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายศรีงาม ๑๔. นางอนุรักษ์ บุญศล ๑๕. นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ๑๖. นายนิยม วรปัญญา ๑๗. นายธวัชชัย สิทธิบงกช ๑๘. นายอาคม เอ่งฉ้วน ๑๙. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ๒๐. ดอกเตอร์อภิชาต การิกาญจน์ ๒๑. นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ๒๒. นายสมบัติ ยะสินธุ์ ๒๓. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๒๔. นายกัมพล สุภาแพ่ง ๒๕. นายสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ ๒๖. นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ ๒๗. นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ๒๘. นายประกอบ รัตนพันธ์ ๒๙. นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ๓๐. นายศุภรักษ์ ควรหา ๓๑. นายกว้าง รอบคอบ ๓๒. นายสุทธิรัตน์ รัตนวิจารณ์ ๓๓. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๓๔. นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ๓๕. นางทัศนียา รัตนเศรษฐ และ ๓๖. นางชนากานต์ ยืนยง
มีการแก้ไขไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
ถ้าไม่มีการแก้ไข ถือว่า ที่ประชุมนี้เห็นชอบทั้ง ๓๖ ท่านนะครับ ต่อไปแปรญัตติในกี่วันครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ขอเสนอการแปรญัตติ ๗ วัน ตามข้อบังคับครับ ขอผู้รับรองครับ
ก็แปรญัตติ มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคายครับ ขอเสนอแปรญัตติ ภายใน ๓ วันครับ
มีผู้รับรองไหม
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เขาขอแปรญัตติภายใน ๓ วัน ทางรัฐบาลว่าอย่างไร ถอนไหม
เรียนท่านประธานครับ ถ้าเห็นว่าเป็น กฎหมายสําคัญนะครับ แล้วจะขอแปรญัตติภายใน ๓ วัน รัฐบาลก็ไม่ขัดข้องครับ
ไม่ขัดข้อง แสดงว่า คุณสมคิด ช่วยครูจริงนะครับ ก็ไม่ต้องมีการโหวตนะครับ แปรญัตติภายใน ๓ วันนะครับ ทางรัฐมนตรี ไม่ขัดข้องนะครับ ฉะนั้นผมขอนัดเลยนะครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ทั้ง ๓๖ ท่านนะครับ นัดประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ครั้งแรกในวันพฤหัสบดีที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คือวันพรุ่งนี้นะครับ เวลาบ่ายโมงครึ่ง หรือ ๑๓.๓๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ หมายเลข ๓๗๐๑คือชั้น ๗ อาคารรัฐสภา ๓ โปรดทราบทุกท่านด้วยนะครับ เพราะว่าหนังสืออาจจะไม่ทัน ก็ถือว่านัดที่ประชุมเลย ก็จบการพิจารณาเรื่องร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เดี๋ยวก่อนเถอะ อะไรก็จะยกมือ ทันทีทันใด ขอให้พักสักนิดหน่อยได้ไหม ต่อไประเบียบวาระที่ ๔ แต่มีผู้ยกมือคือคุณผ่องศรี เรื่องอะไร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันมีเรื่องกราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิก อาศัยข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๖ ขอเลื่อนระเบียบวาระ เนื่องจากว่ามีคณะกรรมาธิการหลายท่านได้มีการเปลี่ยนแปลง และมีสมาชิกใหม่นะคะ ขอเลื่อนระเบียบวาระอื่น ๆ ที่ ๗.๔ เรื่องการตั้งซ่อมกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาในช่วงนี้ค่ะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
มีผู้รับรองถูกต้อง เชิญครับ มีท่านผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหม
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี ถ้าไม่มีก็เชิญเสนอได้ครับ
ขอกราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ ขอเสนอชื่อ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นกรรมาธิการสามัญในคณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎร แทนนายสมเกียรติ ฉันทวานิช ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ
และในลําดับต่อไป ด้วย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ
ยังไม่ได้รับหนังสือเลย
มีหลายคณะของพรรคร่วมรัฐบาลแล้วก็ ฝ่ายค้านด้วยค่ะที่จะเสนอนะคะท่านประธาน
ผมว่าเสนอมาทีเดียวแล้วผม จะได้อนุมัติแล้วก็แจ้งที่ประชุม เพราะว่ามาเอาในที่ประชุมนี้มันต้องบรรจุระเบียบวาระก่อน นะครับ ตามระเบียบ เชิญนั่งลงเถอะครับ ผมไม่อนุญาต
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เสร็จแล้ว
เชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
คณะกรรมาธิการนะครับ มีท่านกรณ์ จาติกวณิช ท่านมาแล้วนะครับ แล้วก็คุณกฤษฎา อุทยานิน ทั้งหมด ๓๖ ท่านนะครับ เชิญครับ เชิญท่านประธานแถลงเลยครับเพื่อไม่ให้เสียเวลา
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายกรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... ขออนุญาตนําเสนอรายงาน ผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อที่ประชุมดังนี้
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติบํานาญแห่งชาติ พ.ศ. .... (นายสถาพร มณีรัตน์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออม แห่งชาติ พ.ศ. .... (นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณากําหนดการแปรญัตติภายใน ๗ วัน โดยให้ถือเอาร่างพระราชบัญญัติ ของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา นั้น
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เสร็จแล้ว ปรากฏผลตามรายงานของคณะกรรมาธิการตามที่ได้เสนอมา โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น ตั้งข้อสังเกต และไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอแปรญัตติ จึงเรียนมาเพื่อที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ขอบคุณครับ
เชิญเลขาธิการดําเนินการ
ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ มาตรา ๒ และ มาตรา ๓ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔ คณะกรรมาธิการตัดออก
เชิญท่านชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ต้องขออนุญาต ท่านประธานใช้สิทธิสมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ ทางกรรมาธิการได้รับร่างของ สภาผู้แทนราษฎรไปในมาตรา ๔ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... ผมต้องขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพ ฝากเรียนถามไปทางท่านประธาน กรรมาธิการหรือทางกฤษฎีกานะครับว่ารูปแบบของการบัญญัติกฎหมาย มาตรา ๔ ท่านตัดออก และขออนุญาตท่านประธาน ทางกรรมาธิการไปเพิ่มในมาตรา ๖/๑ ใช้ข้อความ เดียวกัน ทีนี้ผมเองกราบเรียนถามด้วยความเคารพนะครับว่าเท่าที่ดูกฎหมายหลายฉบับ เกี่ยวกับเรื่องกองทุน เรื่องของขอบข่ายการคุ้มครองที่จะไม่ให้อยู่ในกฎหมายใด ๆ ก็มักจะเขียนไว้ในบททั่วไป แต่ว่าฉบับนี้ท่านก็ไปเขียนในหมวดของหมวดที่ ๑ เลย คือหมวด การจัดตั้งกองทุนและลักษณะของกิจการของกองทุน คือนําข้อความในมาตรา ๔ ไปเขียน ในมาตรา ๖/๑ เพียงแต่อยากจะทราบเหตุผลนะครับว่าเพราะอะไร ทําไม หรือว่าเพราะเป็น ลักษณะของการบัญญัติกฎหมายแนวใหม่ เราจะได้ถือเป็นบรรทัดฐานนะครับ ครั้งต่อไป ผมจะได้ไม่ถาม กราบขอบคุณครับ
มีท่านใดที่จะอภิปรายอีกไหม ไม่มีนะครับ เชิญท่านครับ
ผม กฤษฎา อุทยานิน กรรมาธิการครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ในประเด็นของ การปรับเอามาตรา ๔ ออก แล้วไปไว้ที่มาตรา ๖/๑ นั้น ทางกฤษฎีกาได้ชี้แจงว่าสามารถ ทําได้ทั้ง ๒ กรณีครับ ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเห็นว่ามาตรา ๖/๑ นั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับการ จัดตั้งกองทุนในลักษณะของกิจการกองทุนได้ชัดเจนกว่าก็สามารถบัญญัติได้ครับ
ก็ไม่มีปัญหาอะไรกระมังครับ ผ่านกระมังครับ สภายินดีต้อนรับคณะครูทั่วประเทศ ตัวแทนนะครับ ๕๐ ท่าน ท่านมาช้าไปแล้ว สภาเขารับร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนท่านเรียบร้อยแล้ว กลับไปสอนเด็กได้ครับ เขาแปรญัตติ ภายใน ๓ วันครับ ก็แจ้งให้ท่านทราบนะครับ เชิญต่อเลยครับเลขาธิการ
มาตรา ๕ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๑ การตั้งกองทุนและ ลักษณะของกิจการกองทุน ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖/๑คณะกรรมาธิการ เพิ่มขึ้นใหม่
ไม่ติดใจ ต่อเลยครับ
มาตรา ๗ มีการแก้ไข
ไม่ติดใจ ต่อเลยครับ
มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๒ การควบคุมและการบริหาร ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๑ มีการแก้ไข
ยังติดใจ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเองไม่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ แต่เนื่องจากว่ามีการเพิ่มเติมแก้ไข ข้อความในมาตรานี้ กระผมจึงขอใช้สิทธิในการสอบถามคณะกรรมาธิการถึงการแก้ไข เพิ่มเติมข้อความ ท่านประธานจะเห็นว่าในมาตรา ๑๑ นั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องของ ผู้รับบํานาญที่ได้รับเลือกตามมาตรา ๑๒ จํานวน ๑ คน ให้มาเป็นกรรมการของ คณะกรรมการกองทุน รวมทั้งได้มีการแก้ไขจํานวนของคณะกรรมการซึ่งเป็นสมาชิกที่ได้รับ เลือกตั้งตามมาตรา ๑๒ จากจํานวน ๕ คน เป็นจํานวน ๔ คน ในส่วนของการแก้ไขนั้น กระผมมีคําถามอยู่ ๒ คําถาม
ประการแรกก็คือว่าการเพิ่มเติมข้อความเรื่องของกรรมการซึ่งเป็นผู้รับ บํานาญนั้นไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นมาตราซึ่งเกี่ยวข้องกับการนิยามบทบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับกรรมการต่าง ๆ ผมมีข้อสอบถามไปว่าการที่ไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความ คํานิยามซึ่งเกี่ยวข้องในเรื่องนี้จะมีผลและมีนัยสําคัญต่อการทําหน้าที่ของคณะกรรมการ ซึ่งเป็นผู้รับบํานาญหรือไม่ อย่างไร
ประการที่ ๒ กระผมอยากเรียนถามว่าการที่มีการเพิ่มเติมข้อความ ซึ่งกระผมเข้าใจ ว่าการที่เพิ่มเติมนั้นหมายถึงว่าเมื่อสมาชิกหมดสิ้นสมาชิกภาพเมื่ออายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์นั้น ก็เป็นประสงค์ของคณะกรรมาธิการที่อยากให้สมาชิกที่เป็นผู้รับบํานาญได้สามารถเข้ามา มีบทบาทในการกําหนดเรื่องของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐ อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านประธานดูในมาตรา ๑๙ ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่มีการแก้ไขจะเห็นว่ามาตรา ๑๙ นั้น ระบุไว้ว่า ประธานกรรมการและกรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณา ให้แจ้งการ มีส่วนได้เสียนั้น และห้ามมิให้เข้าร่วมพิจารณาในเรื่องนั้น ผมอยากจะเรียนถามท่านประธาน กรรมาธิการผ่านท่านประธานไปว่า การที่ผู้เป็นกรรมการรับบํานาญจากกองทุน รวมทั้ง กรรมการซึ่งเป็นสมาชิกอยู่นั้นถือว่ามีผลได้เสียในเรื่องที่พิจารณาต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากสมาชิกหรือกรรมการที่เป็นผู้รับบํานาญนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียก็จะหมายความว่า กรรมการถึง ๕ ท่านจะไม่สามารถทํางานในเรื่องใด ๆ ได้ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มี ความสําคัญและอยากให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ครับ
เชิญหมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในมาตรา ๑๑ กรรมาธิการได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนหนึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป เป็นข้อสอบถามที่ผมคิดว่าน่าเป็นประโยชน์ยิ่งนะครับ ผมเรียนเพิ่มเติมประเด็นที่ท่านไปเพิ่มคณะกรรมการ ที่เราเรียกว่าคณะกรรมการ กอช. คณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่เรากําหนดไว้ใน ร่างเดิมนะครับ เราให้มีผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ๓ คน แล้วก็กําหนดสาขาที่มาของผู้ทรงคุณวุฒิ ไว้ ๓ ด้าน คือด้านกฎหมาย ด้านบัญชี แล้วก็ด้านการเงิน กรรมาธิการเพิ่มเป็น ๔ โดยเพิ่ม เรื่องด้านสวัสดิการชุมชนด้านละ ๑ คน เป็นกรรมการ ผมไม่ติดใจหรอกครับที่ท่านเติมคําว่า ด้านการเงินและการลงทุน เพราะว่ามาตราหลัง ๆ ท่านไปเน้นเรื่องการลงทุนเช่น ตั้งรองเลขาธิการด้านการลงทุนเข้ามา กระผมถามว่าด้านสวัสดิการชุมชน ท่านจะใช้อะไร เป็นมาตรฐานในการที่จะคัดเลือก ถึงแม้ท่านบอกว่าให้เป็นไปตามประกาศของรัฐมนตรี ผู้ที่จะนํากฎหมายฉบับนี้ไปใช้ ด้านอื่น ๆ ด้านกฎหมาย ด้านบัญชี ด้านการเงินและการลงทุน มันค่อนข้างชัดเจน แต่ว่าด้านสวัสดิการชุมชนจําเป็นต้องมีการขึ้นทะเบียนหรือไม่ แล้วถือ คุณสมบัติอย่างไรที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านสวัสดิการชุมชน ผมยกตัวอย่างครับ ง่าย ๆ เลย ท่านอาจารย์ผ่องศรีจะมีคุณสมบัติหรือไม่ กรณีถ้าไม่ใช่เป็นผู้แทนนะครับเพราะทํางานด้าน ชุมชนมา ขอความชัดเจนในประเด็นนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
มีท่านใดจะอภิปราย ไหมครับ ไม่มี เชิญ
ท่านประธานครับ ผมขอตอบ ไม่มีผู้อภิปรายแล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ผมขอตอบคําถาม ของท่านหม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล ในประเด็นเรื่องของกรรมการผู้ซึ่งรับบํานาญว่าทําไม คณะกรรมาธิการชุดนี้ถึงเพิ่มกรรมการผู้รับบํานาญเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการ กอช. ด้วย ขอตอบแบบนี้ครับ เพราะว่ากรรมการผู้รับบํานาญก็ได้ผ่านกระบวนการของกองทุนนี้มาหมด ทุกอย่างนะครับ ก็จะเห็นข้อดีข้อเสียทุกประการที่จะมีการเติมเต็มให้คณะกรรมการ กอช. นั้น มีความสมบูรณ์มากขึ้น เราก็เห็นว่าท่านผู้สูงอายุเหล่านี้ที่ผ่านระบบบํานาญของ กอช. นั้น ก็จะมาช่วยเสริมเป็นกําลังสําคัญในการพัฒนากองทุนนี้ได้ในอนาคต ทีนี้ประเด็นต่อมา ถามว่าแล้วกลุ่มคนกลุ่มนี้ที่เป็นกรรมการผู้รับบํานาญเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่อาจจะขัดหรือแย้ง กับมาตรา ๑๙ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือไม่ คําตอบคือ ไม่ครับ เพราะอย่างนี้ครับ ในการ กําหนดเพดานเงินสะสมและเงินสมทบ ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ เรื่องของหลักเกณฑ์และ วิธีการในการคํานวณเงินบํานาญ ประการที่ ๓ เงินบํานาญขั้นต่ําที่จะกําหนดโดยที่จะ งดจ่ายเงินบํานาญขั้นต่ําแต่ไปจ่ายเงินดํารงชีพแทน ขั้นตอนมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะ เป็นการกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้รับบํานาญโดยตรง ไม่ได้เป็นอํานาจของ คณะกรรมการ กอช. แต่ประการใดครับ แต่ในทางกลับกันครับ เป็นอํานาจที่เกิดขึ้น โดยกฎกระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้นก็แปลว่าท่านคณะกรรมการผู้ซึ่งเป็นผู้รับบํานาญ ที่ทําหน้าที่ในฐานะ กอช. ไม่ได้มีส่วนได้เสียในเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้แต่ประการใด เพราะเป็นเรื่องของกฎกระทรวงโดยแท้ ซึ่งหลักการแบบนี้ก็ไม่ได้บัญญัติไว้เฉพาะแต่เพียงในร่างพระราชบัญญัติ กอช. ฉบับนี้เท่านั้น แต่ยังอยู่ในเรื่องของ กบข. ครับ ก็คือกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๒๘ ของ กบข. ใช้หลักการเดียวกับมาตรา ๑๙ นี้เช่นเดียวกัน ก็เรียนอีกครั้งว่าการให้มี คณะกรรมการ กอช. ซึ่งมาจากผู้ที่ได้รับบํานาญนั้น เป็นเรื่องที่สมควรเข้ามามีส่วนร่วม แล้วก็ ไม่ได้ขัดหรือแย้งแต่ประการใดกับมาตรา ๑๙ ในเรื่องของผลประโยชน์ขัดแย้ง เพราะว่าเป็น เรื่องที่ผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นในกฎกระทรวงทั้งสิ้นครับ ขอบคุณครับ
ก็พอใจนะครับ เชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการ ดิฉันขอตอบคําถามของท่านสมาชิก โดยเฉพาะท่านชลน่าน ศรีแก้ว ขออนุญาต ที่เอ่ยนามนะคะ เพราะในส่วนที่กรรมาธิการได้พิจารณาเพิ่มเติมในสัดส่วนของกรรมการ กองทุน กอช. ในส่วนของภาคราชการนั้นก็จะเพิ่มมาอีก ๓ ท่าน ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับภาคประชาชน โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ดําเนินการเรื่องของการจัดสวัสดิการชุมชน แล้วก็จัดสวัสดิการภาคประชาชน แล้วทาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะมีเครือข่าย ตลอดจนกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลท้องถิ่น นอกจากนั้นแล้วในส่วนของประเด็นคําถามว่าในการคัดเลือกกรรมการที่ทรงคุณวุฒิ ด้านสวัสดิการชุมชนจะมีหลักเกณฑ์อย่างไร ขณะนี้หลายท่านก็คงจะทราบแล้วว่าการทํางาน ด้านสวัสดิการชุมชนนั้นได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้มีการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ทั่วประเทศก็ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่ากองทุนนะคะ เพราะฉะนั้นผู้ทรงคุณวุฒิ ก็คิดว่าคง ไม่ใช่ใครก็ตามที่ทํางานด้านสวัสดิการชุมชนซึ่งมีอยู่จํานวนมาก แต่ก็จะต้องคัดเลือกจากคน ที่มีความรู้ และประสบการณ์ในด้านการจัดสวัสดิการภาคประชาชนที่ดูแลคนในชุมชน ตั้งแต่เกิดจนตาย อันนี้ก็ขอเรียนว่าเป็นคุณสมบัติที่จะได้กําหนดที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ชัดเจน ขอกราบเรียนเพิ่มเติมค่ะ
เชิญครับหม่อม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ท่านกรรมาธิการได้เรียนชี้แจง กระผมก็ตระหนักดีครับว่า บุคคลที่ ได้ผ่านระบบบํานาญในลักษณะที่การเป็นสมาชิกจนถึงอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ก็ย่อม มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะในการที่จะเข้ามาบริหารกองทุน แล้วก็ตระหนักถึงความจําเป็นว่า การที่มีสมาชิกและผู้ที่ได้รับบํานาญเข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบนี้ก็เป็นย่อมเป็นเรื่องที่สําคัญ แต่กระผมก็ยังมีความเป็นห่วงนะครับว่า การที่มีการเพิ่มบทบัญญัติตรงนี้เข้ามา ท่านกรรมาธิการได้บอกว่าเป็นเรื่องของกฎกระทรวง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกองทุน แต่ผมก็ เรียนว่าอย่างเช่นในมาตรา ๒๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ของกรรมการนั้น ถ้าท่านประธานดูใน (๕) จะเห็นว่าจะมีบทบัญญัติ อย่างเช่นบอกว่า หน้าที่ของกรรมการนั้น คือการกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีในการเก็บรักษาและจ่ายเงินของกองทุน กระผมต้อง เรียนถามท่านประธานครับว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการจะได้โปรดชี้แจงหรือไม่ว่า ระเบียบเรื่องการจ่ายเงินของกองทุนนั้น หลักเกณฑ์และวิธีการในการรับเก็บรักษาและ จ่ายเงินของกองทุนย่อมจะต้องเกี่ยวข้องกับกรรมการอย่างแน่นอน แล้วถ้าหากว่ามาตรา ๑๙ ยังระบุในลักษณะนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ในอนาคต การที่กรรมการซึ่งถือว่าเป็นผู้รับบํานาญ เข้ามากําหนดหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินของกองทุนนั้นจะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายครับ ผมก็ยังมีข้อเป็นห่วงอยู่
ช่วยชี้แจงให้หายข้องใจครับ
ท่านประธานครับ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการครับ จริง ๆ เข้าใจตรงกันครับว่ากลุ่มบุคคลนี้เป็นบุคคลที่มี ประสบการณ์ในการที่จะผ่านระบบบํานาญของ กอช. ในอนาคต ซึ่งเรื่องคุณสมบัติแล้ว ไม่คัดค้านนะครับ แต่ท่านหม่อมหลวงอภิมงคลก็มีความเป็นห่วงในมาตรา ๒๐ (๕) ว่าหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินนั้นจะส่งผลให้กลุ่มคนนี้ถือว่ามีส่วนได้เสียหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ถ้าเรื่องไหนมีส่วนได้เสียก็เข้าไม่ได้ครับ อันนี้ชัดเจนครับ แต่ว่าเรื่องหลัก ๆ ที่ผมได้เรียนท่าน ไปแล้ว ที่จะมีผลโดยตรงกับตัวเขาเช่น การที่จะออกเกณฑ์ในเรื่องของการคํานวณ เงินบํานาญ ซึ่งคนที่รับโดยตรงก็คือผู้รับบํานาญ ก็คือกรรมการกลุ่มนี้ละครับ เกณฑ์นี้เป็นไป ตามกฎกระทรวงครับ ต่อมาเรื่องสําคัญอีกหนึ่งเรื่อง ปกติแล้วเมื่อท่านได้เงินสะสมมาเรื่อย ๆ เก็บไว้ในกองนี่นะครับ ถ้าปรากฏว่าเงินนั้นมันยังไม่แตะจํานวนที่จะก่อให้เกิดสิทธิบํานาญ ท่านก็จะได้เงินเป็นลักษณะที่เรียกว่าเงินดํารงชีพแทน คราวนี้การที่จะไปเปลี่ยนกฎว่าให้ ลดลงมาให้มีสิทธิที่ได้รับบํานาญเลย แทนที่จะได้รับแค่เงินดํารงชีพแต่จะเปลี่ยนกฎให้เป็น ได้รับเงินบํานาญ แบบนี้คนมีส่วนได้เสียโดยตรงก็คือผู้รับบํานาญ แล้วแน่นอนก็หมายถึง กรรมการผู้ได้รับบํานาญ แต่เป็นเรื่องกฎกระทรวงครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการเอง ก็ได้พิจารณาเรื่องนี้ไว้อย่างรอบคอบแล้วเหมือนกัน ส่วนเรื่องเกณฑ์การจ่ายเงิน ก็ถูกต้องครับ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับเขา เขาก็เข้าร่วมไม่ได้ ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเป็นไป ในเกณฑ์เดียวกันกับ กบข. คือกองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ อยู่ในมาตรา ๒๘ ก็ใช้ วิธีการอย่างนี้ดําเนินการมาโดยตลอดครับท่านประธาน
เชิญท่านประธานครับ เพื่อให้หายข้องใจครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ กระผม นายกรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล นะครับ ที่ได้หยิบยกประเด็นคําถามเกี่ยวกับความหมาย ในส่วนของมาตรา ๑๙ เรื่องของการป้องกันไม่ให้มีการนําผลประโยชน์ที่อาจจะเป็น ผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามามีผลในการพิจารณาของคณะกรรมการของกองทุนการออม แห่งชาติ ก็อย่างที่ได้เรียนนะครับว่าเป้าหมายวัตถุประสงค์ของทางผู้ร่างกฎหมาย ที่อยากจะให้ คณะกรรมการของกองทุนการออมแห่งชาตินั้นมีที่มาจากส่วนของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง กับทางกองทุนนี้ ก็เพื่อที่จะให้มีคณะกรรมการที่สามารถที่จะดูแลผู้เกี่ยวข้องได้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกที่ยังอยู่ในช่วงของการสะสมเงินอยู่ หรือจะเป็นสมาชิกที่พ้นการเป็น สมาชิกแล้ว และอยู่ในฐานะของผู้ได้รับบํานาญ จริง ๆ ความต้องการในส่วนคณะกรรมการ ก็คืออยากจะให้ดูว่าผลประโยชน์ของทุก ๆ ส่วนนั้นได้รับการดูแลด้วยความเป็นธรรมหรือไม่ นั่นคือในหลักการ เพราะฉะนั้นการที่กรรมการท่านใดท่านหนึ่งจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ในการพิจารณาและนํามุมมองในส่วนของตน ไม่ว่าในฐานะเป็นสมาชิกหรือเป็นผู้ได้รับ บํานาญก็ตาม ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะกรรมการโดยรวม ก็คือ เป้าหมายวัตถุประสงค์ของการที่เราได้จัดสรรให้มีที่มาในส่วนของตัวกรรมการกองทุน ที่มาจากคนกลุ่มนั้น ดังนั้นความหมายที่แท้จริงตามมาตรา ๑๙ ที่บอกว่ามีส่วนได้เสียนั้น มักจะหมายถึงประเด็นที่มีส่วนได้เสียนอกเหนือจากในฐานะหน้าที่ของการเป็นกรรมการ อย่างเช่นสมมุติว่ามีความเป็นเจ้าของธุรกิจบางอย่างที่อาจจะเป็นคู่สัญญา หรือว่าอาจจะมี การพิจารณาที่อาจจะมาทําธุรกิจหรือธุรกรรมร่วมกันกับทางกองทุน ลักษณะนั้นเป็นเรื่อง ของส่วนได้เสียที่นอกเหนือจากเจตนาการมีสมาชิกหรือมีตัวแทนจากภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามา เป็นกรรมการของกองทุนนี้ ขอบคุณครับ
พอไปได้นะครับ เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน กระผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับ กรณีที่ ท่านกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงเรื่องของที่มาในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพราะว่า ที่มาของกรรมการผู้ทรงวุฒินั้น ผมต้องขออนุญาต เมื่อสักครู่ผมอาจจะอภิปรายคลาดเคลื่อน ผมใช้มาตรา ๑๒ ไปเกี่ยวเนื่องกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จริง ๆ ไม่ใช่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มาตามมาตรา ๑๓ ซึ่งมาจากการเลือกของกรรมการซึ่งเป็นประธานกรรมการ กรรมการ โดยตําแหน่ง กรรมการซึ่งเป็นสมาชิก และกรรมการซึ่งเป็นผู้รับบํานาญที่ท่านสมาชิก ได้อภิปรายอยู่ในขณะนี้ ร่วมประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ความหมายตรงนี้เองครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ผมฟังคําชี้แจงของท่านกรรมาธิการแล้วค่อนข้างเป็นห่วงครับ ถ้าจะใช้ผู้มีความรู้ ความสามารถด้านสวัสดิการชุมชนจากกองทุนสวัสดิการชุมชนซึ่งมีอยู่หลากหลาย ผมเกรงว่า มันจะไม่มีหลักประกัน เพียงแต่ฝากเป็นข้อสังเกตว่าการเลือกตรงนี้ต้องระวังเรื่องของ ข้อครหาที่บอกว่าจะมีการล็อกคุณสมบัติเฉพาะ ระบุพรรคพวกของตัวเองเข้ามาสู่ในกองทุนนี้ เพราะมีผลประโยชน์พอสมควร กองทุนนี้อีกหน่อยต้องขยายขึ้น โตขึ้น ผมเองดูแล้วมันไม่มี หลักประกัน เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานให้บันทึกไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ว่า การเลือกตามมาตรา ๑๓ นั้นให้คํานึงถึงโอกาสของทุกภาคส่วนด้วย ไม่ใช่ว่ากลุ่มใดมีอํานาจ ก็เป็นของกลุ่มนั้น ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เพียงให้ข้อสังเกต ใช่ไหมครับ ใช่ไหมครับคุณหมอ ถ้าอย่างนั้นประธานรับไปก็แล้วกันครับ เชิญต่อครับ ท่านเลขาธิการ
มาตรา ๑๒ มีการแก้ไข
ติดใจมาตรา ๑๒ ใช่ไหม เชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมมีข้อสังเกต ที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านกรรมาธิการในประเด็นที่ท่านเขียนว่า คณะกรรมการ โดยคํานึงถึงการกระจายตัวในทุกภูมิภาค ผมเข้าใจว่าโดยเจตนาของกรรมาธิการคงต้องการ ให้มีกรรมการ ในมาตรา ๑๒ มีทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน แต่ท่านใช้คําว่า ในทุกภูมิภาค เพราะในทางปฏิบัติแล้วคําว่า ภูมิภาค มันย่อยกว่าภาค มันอาจจะมีภูมิภาค เหนือบน ภูมิภาคเหนือล่าง อีสานบน อีสานล่าง ผมอยากให้ท่านตัดคําว่า ภูมิ ออก เอาแค่ เป็น ในทุกภาค ผมว่ามันจะสื่อความหมายได้ดีกว่า เพราะว่ากรรมการชุดนี้ที่เรียกมามีแค่ ๔ คน แล้วก็กรรมการจากคนที่รับบํานาญมีแค่ ๑ คน ถ้ากระจายทุกภาคจริง ๆ เมื่อมี ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ซึ่งมันจะครอบคลุมตาม เจตนารมณ์ได้ดีกว่าครับ
ท่านประธานว่าอย่างไรครับ ภูมิภาค กับ ภาค มันต่างกันนะครับ ถ้าทุกภาคก็ไปอีกรูปหนึ่ง
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช ด้วยความเคารพต่อผู้อภิปรายนะครับ คุณหมอวรงค์ ผมขออนุญาตเรียนว่า สาระสําคัญของมาตรานี้ก็คือคําที่ได้ระบุไว้นะครับว่าให้ทางคณะกรรมการ ผู้ซึ่งมีหน้าที่ คํานึงถึงการกระจายตัวในทุกภูมิภาค คือคงไม่มีบทบัญญัติหรือความเป็นไปได้ที่จะต้อง หมายความว่าจะต้องมีการเลือกจากทุกภาคหรือทุกภูมิภาค ทีนี้ในส่วนของคําว่า ภูมิภาค จะกว้างกว่าหรือแคบกว่าคําว่า ภาค นั้น ผมคิดว่านัยสําคัญในที่นี้ก็คือให้คํานึงถึง ซึ่งเป็น เจตนารมณ์ความตั้งใจของกรรมาธิการในการเพิ่มประโยคนี้เข้าไปในมาตรานี้ ขอบคุณครับ
ว่าอย่างไร พอใจไหม พอเข้าใจ ภูมิภาคกับภาค ก็เอาตามรัฐมนตรีเขาว่าว่าภูมิภาค ภูมิประเทศ ทั่วประเทศเป็นภูมิภาค ชัดแล้วครับ เชิญท่านเลขาธิการ
มาตรา ๑๓ มีการแก้ไข
ผ่านครับ ไม่มีใครติดใจ
มาตรา ๑๔ มีการแก้ไข
เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม มาตรา ๑๔ คณะกรรมาธิการ ได้แก้ไข กระผมติดใจอยู่ที่มาตรา ๑๔ (๒) ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าตามตัวร่างเดิม อ่านคําว่า เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต ท่านประธานครับ กระผม เป็นคนชอบค้นคว้า ลักษณะต้องห้ามตาม (๒) ตามมาตรา ๑๔ นี้มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๒ ใช้บังคับกับการเป็นผู้แทนราษฎร ใช้บังคับกับการเป็นวุฒิสมาชิก ใช้บังคับกับการเป็น รัฐมนตรี และใช้บังคับกับการเป็นองค์กรอิสระ ถือว่ามีความเข้มข้นตามสมควร ผมมองในแง่ เจตนาดีของท่านกรรมาธิการนะครับ แต่หมายความว่าสภาพบังคับกันจริง ๆ แล้วมันต้องมีความเหมาะควร จะหนักจะเบา มันต้องมีลักษณะที่มีคําอธิบายได้ ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการไปเขียนเข้มข้นกว่า รัฐธรรมนูญ เข้มข้นกว่าการใช้ในองค์กรอื่น ท่านหมายความว่าคนที่จะมาทํางานในกองทุนนี้ จะต้องเป็นคนบริสุทธิ์กันจริง ๆ ท่านนึกหรือเปล่าว่าสิ่งนั้นอาจจะเป็นข้อเสียหายของท่านเอง ท่านเขียนไว้ กันจนกระทั่งเรียกว่าไม่มีใครจะเข้ามาแล้ว คําว่า เป็นหรือเคยเป็น นี่มันหมายความว่ามันสร้างตราบาปให้นาย ก ซึ่งเขาเคยเป็นบุคคลล้มละลาย เขาอาจจะถูก เพิกถอนจากการล้มละลายโดยการชําระหรือโดยเงื่อนเวลาก็ตาม การที่จะเขียนมาตรการ ให้ความเข้มข้นนั้นมันจะต้องพอเหมาะพอควร กระผมรู้อยู่ว่ากองทุนนี้มีความหมายว่า เกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จะต้องการคนสุจริตมา แต่ท่านประธานเปรียบเทียบดังที่กระผม ได้กล่าวถึงว่า ส.ส. ก็มีความสําคัญ ส.ว. มีความสําคัญ แม้แต่รัฐมนตรีมีความสําคัญ คณะกรรมการอิสระ องค์กรอิสสระก็มีความสําคัญในประเทศนี้ เขาถึงบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ (๒) ดังที่ตัวร่างมา กระผมจึงอยากจะเรียนถามกันก่อนว่า ทําไมละครับไปแก้ไขตรงนี้ให้ถึงความเข้มข้นจนกระทั่งที่ปรากฏในการแก้ไขครับ
เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน มาตรา ๑๔ ผมเองกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านประธาน กรรมาธิการ
ประการแรกสุด ผมสนับสนุนท่านประยุทธ์ครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เพราะว่ามันมีถ้อยคําที่บัญญัติอยู่ไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน เขียนเหมือนกับร่างที่กรรมาธิการ รับไปจากสภาผู้แทนราษฎร ใน (๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต เน้นชัดเจนครับ ล้มละลายจากทุจริต ประเด็นที่ท่านเขียนมานี่ผมเห็นด้วยกับท่านประยุทธ์ อย่างยิ่งครับว่า ท่านกําหนดคุณสมบัติเข้มมากขึ้น เคยเป็นคนล้มละลายก็ไม่มีโอกาสที่จะเข้า มา ผมเลยคิดว่าบทบัญญัติตรงนี้เทียบกับความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาแล้วนี่ ผมว่ากรรมการตรงนี้กับ ส.ส. หรือ ส.ว. ผมไม่อยากจะบอกว่าเปรียบเทียบกัน แต่ว่าเทียบ อํานาจหน้าที่แล้ว ผมว่าความสําคัญซีกที่จะเป็นผู้แทนราษฎรน่าจะต้องมีคุณสมบัติเข้ม มากกว่าด้วยซ้ําไป แต่ว่าท่านเขียนคุณสมบัติของกรรมการนี่เข้มมากกว่าคนที่เป็น ผู้แทนราษฎร ผมก็คิดว่าน่าจะไม่สอดรับกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อจะให้ความสําคัญ ต่อบุคคลและสิทธิและเสรีภาพของเขา นั่นประการแรกสุดครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ใน (๔) กรรมาธิการตัดออก และบัญญัติ ถ้อยคําใหม่ ทํานองคล้ายกับ (๒) ครับ (๔) ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านครับ เป็นหรือเคยเป็น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจาก ตําแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ให้โอกาสกับคนที่เคยเป็นแต่พ้นมาแล้ว แต่ของท่านเขียน ใหม่เป็นอย่างนี้ครับ เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการ หรือที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง ความหมายคือ สถานะที่เป็นอยู่ห้ามเข้ามาเกี่ยวข้อง เน้นเรื่องของท้องถิ่นเข้ามา ซึ่งร่างเดิมไม่มี ร่างเดิมเองนี่ อนุญาตให้คนที่เคยดํารงตําแหน่งทางการเมืองแต่พ้นมาแล้ว ๑ ปีเข้ามาเป็นกรรมการได้ นั่นคือผ่อนคลาย แต่ของท่านเองเป็นข้อห้ามเฉพาะที่เป็น ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าท่านมี วัตถุประสงค์ใด ๆ หรือเปล่า เพราะว่าคิดจากร่างเดิม ตรงนี้เป็นลักษณะต้องห้ามนะครับ นั่นหมายความว่าท่านบอกว่า คนที่เคยเป็น ถ้าแปลตามนี้คนที่เคยเป็นสมาชิกเช่น ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้ก็เป็นกรรมการได้ถ้าท่านจะเลือก ใช่ไหมครับ ความหมายเป็นอย่างนั้น แต่ว่า ในคุณสมบัติเดิมที่เรารับร่างของคณะรัฐมนตรีมาเป็นร่างของผู้แทนราษฎร และส่งร่างให้ ท่านนี่นะครับเรายังคํานึงว่าอย่างน้อยต้องพ้นมา ๑ ปี เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ผมอยากจะฟังคําชี้แจงในข้อนี้ด้วย ใน (๔) กับ (๒) ของท่านประยุทธ์นะครับ ผมคิดว่า กรรมาธิการน่าจะลองพิจารณาดู (๔) กับ (๒) นี่ท่านเขียนตรงข้ามกันเลยครับ ท่านต้องเน้น (๒) ว่าคุมขังเลย แต่ (๔) ปล่อย ผมไม่ทราบเจตนารมณ์ของกรรมาธิการคืออะไรครับ ขอบคุณครับ
ไม่มีท่านผู้ใดซักถามอีก เชิญกรรมาธิการ ติดใจอีกหรือ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพิษณุโลก ผมก็ติดใจในมาตรา ๑๔ (๔) เช่นกันครับ ผมกังวลว่าการเขียนว่า เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะกรรมการที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง การเขียนอย่างนี้ท่านจะทําให้การเปิดช่องว่างที่จะทําให้ คนทางการเมืองหรือนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงกองทุนได้ เพราะท่านประธานคงจะทราบ นะครับว่ากองทุนขณะนี้เป็นกองทุนที่ค่อนข้างจะใหญ่มาก แล้วเป็นกองทุนของคนยากคนจน ทั้งสิ้น ดังนั้นการเขียนเปิดลอย ๆ ไว้อย่างนี้ วันใดนักการเมืองคนนั้นสอบตกปุ๊บแล้วลาออก ก็สามารถเข้ามาเป็นกรรมการของกองทุนนี้ได้ทันที ผมจึงยังเห็นด้วยนะครับว่าการเขียน ครอบคลุมอย่างนี้ใช้ได้ แต่ควรจะเพิ่มในจุดที่ว่า เว้นแต่จะได้พ้น ใช้คําว่า เป็นหรือเคยเป็น เหมือนกัน แล้วก็ เว้นแต่ได้พ้นจากตําแหน่งดังกล่าวมาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี อย่างน้อยในช่วง ๑ ปี คืออยู่ ๆ คนเป็นนักการเมืองแล้วก็ลาออกมาเป็นคณะกรรมการของกองทุนนี้ อย่างน้อยต้องให้เวลาเขาห่างจากการเมืองมาสัก ๑ ปีน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ไม่อย่างนั้นผมว่ามันจะเป็นช่องทางที่จะทําให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกกองทุนได้เต็มที่ครับ ขอบคุณครับ
เชิญชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ นะครับ มาตรานี้ก็เป็นมาตราที่ในชั้นกรรมาธิการได้มีการอภิปรายกันพอสมควร แล้วก็ ประเด็นความกังวลของทั้ง ๒ ท่านที่เป็นมุมมองที่ตรงกันข้ามกันในแง่ของระดับ ความเข้มงวดตาม (๒) และ (๔) นั้น ก็เป็นประเด็นที่ในชั้นกรรมาธิการเราได้แลกเปลี่ยน แล้วก็มีการอภิปรายกัน ผมอยากที่จะชี้แจงอย่างนี้นะครับว่าสาเหตุที่เราได้เพิ่มความเข้มงวด ในแง่ของสถานะของผู้ที่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย โดยที่เราได้ตัดคําว่า ล้มละลายทางทุจริต ออก ซึ่งหมายความถึงว่าผู้ใดก็ตามที่เคยเป็นบุคคลล้มละลายไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาเป็น เอ่ยนามนะครับ มีความเข้มงวดกว่ากฎหมายลักษณะอื่น ๆ ในเรื่องนี้ สาเหตุก็เป็นเพราะว่า กรรมาธิการได้พิจารณาว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับ ความไว้วางใจโดยพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของกองทุนนี้คือพี่น้องประชาชน ๒๐ กว่าล้านคนที่เป็นพี่น้องประชาชนที่ ณ ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมนะครับ ต้องขออนุญาตเรียนว่ากลุ่มพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้ แนวโน้มในแง่ของความรู้ทางด้าน การบริหารจัดการทางการเงินอาจจะยังไม่มากนัก ดังนั้นสําคัญอย่างยิ่งที่เราต้องสร้าง ความไว้วางใจในส่วนของกลุ่มเป้าหมายของเรา คือกลุ่มประชาชนระดับรากหญ้า ให้มีในระดับที่สูงที่สุดกับการบริหารจัดการกองทุนส่วนนี้ ดังนั้นทางกรรมาธิการจึงมองว่า มีความจําเป็นที่เราจะต้องทําทุกอย่างเพื่อที่จะให้ระดับความเชื่อมั่นที่พี่น้องประชาชน กลุ่มเป้าหมายมีกับการบริหารจัดการกองทุน ซึ่งก็ต้องยอมรับนะครับว่าการล้มละลาย มันก็เป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นจากการบริหารเรื่องเงินเรื่องทองเฉพาะตัวนะครับ สําหรับบุคคล ที่เคยบริหารผิดพลาดถึงขั้นทําให้ตนต้องเป็นบุคคลล้มละลายนั้น เราจึงมองว่าอาจจะเป็น ประเด็นที่อธิบายยากต่อพี่น้องประชาชนว่าทําไมยังสามารถที่จะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะ เข้ามาเป็นกรรมการกองทุนดูแลเม็ดเงินของพี่น้องประชาชนกว่า ๒๐ กว่าล้านคน นี่คือ สาเหตุที่เราถึงได้ตัดสินใจว่าในกรณีนี้เราเน้นในเรื่องของความเข้มงวดในส่วนของ ประสบการณ์การบริหารจัดการเรื่องเงินเรื่องทอง เพื่อสร้างความมั่นใจระดับสูงสุดให้กับ พี่น้องประชาชนน่าที่จะดีกว่านะครับ นั่นคือคําอธิบาย ในส่วนของ (๔) ประเด็นก็คือเรามอง ในแง่ของบทบาทหน้าที่ของผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ว่าในขณะที่ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองก็ไม่ควรที่จะเข้ามามีสิทธิเกี่ยวข้องโดยตรงในฐานะกรรมการของกองทุน แต่เรา ก็มองว่าในกรณีที่ได้ลาออกจากตําแหน่งแล้วไม่ควรที่จะไปปิดกั้นสิทธิเช่นเดียวกัน และเราก็ได้อภิปรายกันในประเด็นนี้ว่าแนวโน้มโอกาสที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนในฐานะผู้ที่ เคยดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ระยะเวลา ๑ ปีอาจจะช่วยทําให้ประเด็นปัญหานั้นคลี่คลาย ลงนั้นมีจริงหรือไม่ แล้วก็พบว่าไม่น่าจะมีเพียงพอ เป็นเหตุผลที่จะกีดกันไม่ให้บุคคลเหล่านั้น สามารถที่จะเข้ามารับใช้กองทุนด้วยการเป็นกรรมการ ในแง่ตรงกันข้ามเรามองว่าผู้ที่เคยมี ประสบการณ์ใกล้ชิดกับประชาชน ในฐานะเป็นผู้แทน ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือ ระดับประเทศชาติก็แล้วแต่ น่าที่จะมีมุมมองหรือทัศนะที่อาจจะเป็นประโยชน์ในฐานะ กรรมการกองทุนในอนาคต จึงเปิดโอกาสไว้นะครับ เผื่อให้กับบุคคลเหล่านี้เมื่อพ้นจาก ตําแหน่งแล้วสามารถที่จะเข้ามาเป็นกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติโดยไม่มีข้อจํากัดครับ
เชิญคุณประยุทธ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม จังหวะแรกที่กระผมขึ้นมา ซักถามนั้นก็คงจะเป็นเพียงข้อสงสัยและข้อท้วงติงที่กระผมท้วงติงไปยังคณะกรรมาธิการ แต่เมื่อฟังคําตอบแล้ว กระผมจําเป็นจะต้องอธิบายความทั้งหมด ทั้งในลักษณะของ ข้อเท็จจริงและตรรกะในการที่จะเขียนกฎหมาย ท่านประธานครับ คําว่า บุคคลล้มละลาย คําว่า ล้มละลาย ท่านประธานก็คงเคยได้ยิน เพราะคนอย่างผมไม่ใช่ว่าพูดเพื่อตัวเอง เพราะคนอย่างผมไม่มีวันล้มละลาย เพราะผมเป็นคนระมัดระวัง ทั้งการใช้จ่าย ทั้งการลงทุน และทั้งการค้ําประกัน ผมไม่มีวันล้มละลาย ผมต้องยืนยันก่อน เมื่อการล้มละลายเป็นปัญหา กับสังคม เขาก็มีการแก้ไขกฎหมายล้มละลายในประมวลกฎหมายแพ่งขึ้นมา เขาจึงกําหนด ระยะเวลาการพ้นการล้มละลายไว้ที่ ๓ ปี เพราะว่าการล้มละลายทําให้บุคคลไม่สามารถที่จะ ลงทุน มันกระทบกระเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เขาจึงหาเวลาว่า ๔ ปี ๕ ปี ๖ ปี หรือ ๒ ปี ๓ ปี เป็นเวลาที่เหมาะสม นั่นคือตรรกะในการแก้ไขกฎหมายล้มละลาย แต่การที่ท่านมาเขียนในกฎหมายดังกล่าว ท่านบอกว่าความเข้มงวด ไม่ใช่ความเข้มงวดนะครับ อย่างนี้เขาไม่เรียกความเข้มงวด ผมต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการ เขาไม่ใช่เรียก ความเข้มงวด แต่เป็น ความเข้มข้น ถ้าผมพูดถึง ความเข้มข้น ท่านมาแก้ไขในมาตรา ๑๔ ใน (๒) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย ก็แปลความว่า เป็น ก็เข้าไม่ได้ กระผมไม่ติดใจ แต่คําว่า เคยเป็นบุคคลล้มละลาย หมายความว่า นาย ก เป็นบุคคล ล้มละลาย หมายความว่า นาย ก นั้นจะเป็นกรรมการตรงนี้ไม่ได้ตลอดชีวิต กระผม ตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าหากนาย ก เป็นคนมีความรู้ความสามารถ เราต้องการเอานาย ก นี้ มาแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นหรือที่จะเป็นไป เรากีดกันเขาเสียแล้วนี่ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องหลับตาดู คําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการกับข้อเท็จจริงที่ ท่านแก้ไข ใน (๔) ไม่ใช่ผมไม่เห็น ผมเห็น เพียงแต่ผมแหย่เป็นคําถามว่า ท่านเข้มตรงนี้แล้ว ท่านไปปล่อยตรงนั้นทําไม ผมอธิบายความต่อไปอีกครับว่า ใน (๔) ที่เขียนไว้ว่า เป็นหรือเคย เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเว้นแต่จะพ้น จากตําแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ท่านบอก ๑ ปี ไม่ได้หมายความว่า เป็นเครื่องชี้วัดว่า คนนั้นจะมีคราบไคลของความเป็นนักการเมืองหรือพรรคการเมืองหรือไม่ ใช่ครับ ในมาตรการบังคับใช้ในกฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายอาญาก็ตาม กฎหมายแพ่งก็ตาม เขาก็จะ กําหนดเงื่อนเวลาที่เหมาะสมในการที่จะบังคับใช้แต่ละเรื่อง ๆ ที่มีความเหมาะสม แต่ตรงนี้ ท่านไปปลด แปลความว่า เช้านี้ผมลาออกจากพรรคการเมือง ผมลาออกจากตําแหน่ง แล้วตอนบ่ายผมไปดํารงตําแหน่งกรรมการได้กระนั้นหรือ หรือท่านแก้ไขตรงนี้ไว้รองรับใคร เป็นข้อกล่าวหาที่ผมชวนจะสงสัย ท่านประธานครับ ในมาตรานี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน เห็นจะยอมกันไม่ได้ มาตรฐาน เขาคิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ก่อนที่จะเป็นมาตรา ๒๐๒ (๒) ของรัฐธรรมนูญ เขาคิดกันทั่วบ้าน ทั่วเมืองดูผิวเผินจะบังคับแต่เฉพาะ ส.ส. เท่านั้นก็ไม่ใช่ ท่านประธานครับ บังคับผมบังคับ ท่านประธานด้วย แล้วบังคับ ส.ว. บังคับคณะรัฐมนตรีด้วย เขาผูกโยงมาจนหมด จนกระทั่ง องค์กรอิสระ แล้วองค์กรเหล่านั้นมีความสําคัญมากกว่ากองทุนที่ท่านกรรมาธิการ กําลังพิจารณากระนั้นหรือ ความเข้มข้นถึงจะขนาดเรียกว่าเอาเป็นเอาตายกันขนาดนี้ ผมไม่มีโอกาสหรอกครับที่จะไปเป็นกรรมการตรงนั้น แต่หมายความว่าโดยองค์รวม โดยตรรกะ โดยสภาพบังคับ ออกกฎหมายมันจะต้อง ๑. เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ต่อบ้าน ต่อเมือง ๒. ใช้บังคับได้ ถ้าท่านเขียนอย่างนี้ บังคับใช้ไม่ได้ ท่านหย่อนในมาตรา ๑๔ (๔) ลงไป ตามปกติผมจะไม่ท้วงติง ถือว่าท่านอาจจะมีความจําเป็นที่จะต้องทําอะไรต่อมิอะไร เป็นการยืดหยุ่นกันไปกระมัง แต่ผมมองในแง่ดีครับท่านแก้ไขหลายที่ ผมถูกใจผมไม่พูด แต่ตรงนี้ผมต้องพูด ผมต้องติดใจ เพราะท่านหย่อนตรงนี้แล้วใน (๔) ท่านไปเข้มใน (๒) แล้วจะเป็น กฎหมายที่ใช้บังคับไม่ได้และมันไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านต่อเมืองซึ่งกระผมต้องรับผิดชอบอยู่ กระผมจะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าไม่ทบทวนแล้ว โดยตรรกะ โดยเหตุผลแล้ว กระผม จะยอมไม่ได้ ก็ต้องถึงขั้นลงมติต่อไปครับท่านประธาน
เชิญ คุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ก็ด้วยความเคารพท่านประธานครับ จริง ๆ ไม่อยากจะรบกวนเวลา แต่ฟังคําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วผมเองต้อง กราบเรียนด้วยความเคารพครับว่าไม่คล้อยตามครับ อยากให้กลับร่างเดิม เพราะที่เขียน ในร่างเดิมผมคิดว่าน่าจะครอบคลุมแล้วก็ดูน่าจะเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น (๒) หรือ (๔) (๒) ท่านประยุทธ์พูดไปแล้ว ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน (๔) ผมเน้นอีกทีหนึ่งครับ ท่านเขียนใหม่ ความหมายแคบกว่าเดิม แล้วก็เปิดช่องได้เยอะขึ้น อันเดิมมันเป็นภาษาทั่วไป ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือในพรรคการเมืองนะครับ ถ้ามีการเปลี่ยนคําว่า ที่ปรึกษา เปลี่ยนคําว่า ผู้บริหารหรือกรรมการ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ครอบคลุมเขา เพราะท่านเขียนระบุ ชัดไปบอกว่าเป็นผู้บริหาร เป็นที่ปรึกษา จริง ๆ ถ้อยคําข้างบนผมคิดว่าน่าจะครอบคลุม อยู่แล้ว ข้างล่างก็ครอบคลุมครับ ท่านเขียนอย่างนี้ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง นี่ก็เป็นไป ตามกฎหมาย ป.ป.ช. อยู่แล้วนะครับ มีรายการหมดแล้ว ใครเป็นผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง มันก็กว้างอยู่นะครับ แต่มาเขียนอย่างนี้ทําให้แคบเข้า ในมุมผมนะครับ ที่จะกราบเรียนท่านประธาน แล้วการที่ท่านไปตัดข้อความเดิมซึ่งเป็นสาระสําคัญนะครับ เคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งการเมือง ที่เขาเขียนว่า เว้นแต่จะได้รับการพ้นจากตําแหน่งนั้น เอาละครับ ๑ ปีให้เพื่ออะไรครับ เพื่อป้องกันข้อครหาหรือครับ เพื่อป้องกันความสุจริต นะครับ เหมือนที่ท่านประยุทธ์พูดบอกว่าลาออกปุ๊บ ไปเป็นปุ๊บ ท่านมองว่าอย่างไร ผมเอง ลองมองไปในอนาคตข้างหน้า ไม่ได้หมายความว่าพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งที่อยู่ใน สภาแห่งนี้จะเข้ามาอยู่ตรงนี้ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เรามองไปข้างหน้าครับ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราฐานะเป็นนักการเมืองนะครับ อะไรที่สามารถที่จะ ผดุงเกียรติเราไว้ได้ผมเชื่อว่าเราต้องช่วยกัน เพราะเราค่อนข้างจะถูกมองในลักษณะที่เป็น บุคคลที่ไม่พึงปรารถนาของสังคม ทั้ง ๆ ที่เราพยายามบอกว่าเราเป็นผู้ทรงเกียรติ แต่ว่าสังคม โดยทั่วไปมักจะให้ความเห็นกับเราในทางที่ไม่ค่อยดีมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ถ้ากรรมาธิการกลับร่างเดิมได้ผมคิดว่าผมเองรับได้นะครับ เพราะท่านแก้มาก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนอะไร แคบลงแล้วเปิดกว้าง มาตรา ๒ กระชับเข้าไปอีก มันก็ค่อนข้างที่จะไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่อยากให้โหวตหรอกครับท่านประธาน ฝากท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณาก็แล้วกันครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
คุณสุกิจ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ยังติดใจ มาตรานี้ใน (๔) เช่นเดียวกันครับ แต่ว่าไม่ได้ติดใจประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจง เรื่องเป็น หรือเคยเป็นนะครับ ผมคิดว่าเวลา ๑ ปีก็คงยอมรับกันได้ครับ แต่ในช่วงตอนสุดท้ายที่มีการ แก้ไขตอนที่ว่า หรือกรรมการ หรือที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง นอกจากจะ ใช้ถ้อยคําที่ค่อนข้างจะฟุ่มเฟือยแล้ว ถ้าอ่านทั้งวงเล็บติดต่อกันอาจจะอ่านแล้วไม่ค่อยจะรู้ เรื่องนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เพิ่ม ไปตัดสิทธิเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง อันนี้ท่านมีเหตุผลอะไร ในเมื่อเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองเขาก็คือคนทํางานคนหนึ่งนะครับ เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับเรื่องของนโยบายอะไรของพรรคการเมือง หรือว่าวิธีการทํางานอะไร ต่าง ๆ ของพรรคการเมืองที่เป็นหลักใหญ่เลยนะครับ เขาเพียงแต่เป็นคนทําหน้าที่ ทํางาน เหมือนกับคนที่ทํางานอยู่ที่อื่นในกระทรวงศึกษาธิการหรือในที่อื่น ๆ เท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันน่าจะกลับไปที่เดิมครับ ก็คือแทนที่จะเป็น หรือกรรมการ หรือ ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง ก็เขียนท่อนนี้ว่า หรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรค การเมือง เหมือนเดิมผมว่าน่าจะดีกว่าครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอวรงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพิษณุโลก จริง ๆ แล้วผม อยากจะกราบเรียนท่านกรรมาธิการว่าในมาตรานี้เรามีเจตนาที่ดีตรงกันนะครับ บางครั้ง อาจจะมีมุมมองที่ขัดแย้งกันบ้าง ผมคิดว่าบทบาทของกรรมการที่เข้าใจความรู้สึกของ กรรมการ แล้วประโยชน์ของสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนยากคนจน ในเมื่อเรามี คณะกรรมการจากสมาชิกถึง ๔ ตําแหน่ง และมีกรรมการผู้รับบํานาญอีก ๑ ตําแหน่ง ก็เท่ากับมีเข้ามา ๕ คนแล้ว ที่เข้ามาเป็นปากเป็นเสียงในการดูแลประโยชน์ของสมาชิกที่เป็น คนยากคนจนทั้งหมด ผมยังกังวลอยู่ลึก ๆ ท่านประธานครับ เพราะผมก็ยังมองว่าสังคมเอง ก็ไม่ค่อยไว้วางใจฝ่ายการเมืองเท่าที่ควร แล้วโดยเฉพาะกองทุนพวกนี้เป็นกองทุนที่มี ผลประโยชน์มหาศาล ผมเชื่อว่าอย่างนั้น ผมเชื่อว่าขนาดกองทุนนี้ในอนาคตน่าจะเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นเกิดถ้าเราเปิดช่องว่างให้ผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองหรือคนของพรรคการเมืองลาออก ๑ วัน แล้วเข้ามาเป็นคณะกรรมการ ผมว่ามันจะหมิ่นเหม่และเสี่ยงมาก วันนี้ตัวท่านประธานอาจจะเป็นที่ยอมรับของสังคม อาจจะหาคนที่เหมาะสมเข้ามาได้ แต่อนาคตเราไม่รู้ ถ้าเราตีช่องกันไว้สักปีหนึ่ง โดยอาจจะ ยืนเหมือนเดิมก็ได้ ก็คือ (๔) เดิม ผมว่าน่าจะครอบคลุมได้ดีกว่าและก็รัดกุมได้ดีกว่า ดังนั้น ข้อกังวลใจ คนที่เข้าใจกับคนยากคนจน เรามีตัวแทนเข้ามาถึง ๕ คนแล้ว ผมว่าไม่น่า เป็นห่วงครับท่านประธานครับ
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
ขอบคุณท่านประธาน นะครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ต้องขออนุญาตเรียนอย่างนี้ ก่อนอื่นเลยนะครับ ก่อนอื่นตามที่คุณหมอวรงค์ได้กรุณากล่าวเมื่อสักครู่ ผมก็ดีใจนะครับ ที่ดูเหมือนว่าเป้าหมายวัตถุประสงค์ของทุก ๆ ท่าน ความเห็นคุณหมอทั้ง ๓ ท่านเลยนะครับ ที่ได้อภิปรายในเรื่องนี้ ก็ส่อให้เห็นถึงความตั้งใจที่ตรงกันกับทางกรรมาธิการที่ต้องการที่จะ จัดโครงสร้างในส่วนของคณะกรรมการของทางกองทุนนี้ให้มีความรัดกุม แล้วก็เพื่อ วัตถุประสงค์หลักก็คือเพื่อที่จะเสริมสร้างระดับความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนที่เป็น กลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของกองทุนนี้ คราวนี้คืออย่างนี้ครับเมื่อสักครู่ ท่านประยุทธ์เองท่านได้กล่าวอภิปราย ท่านได้บอกว่าท่านคงจะไม่มีวันเป็นผู้ล้มละลาย เพราะว่าท่านเป็นผู้มีความรอบคอบหรือรัดกุม ผมเข้าใจว่าท่านใช้คําประมาณนั้น ซึ่งผมก็เชื่อว่า เป็นเช่นนั้น และนั่นคือสาเหตุเลยที่เราจึงได้ระบุไว้นะครับว่าเราขอในกรณีนี้ให้ผู้ที่เคยเป็น ผู้ล้มละลาย ซึ่งน่าจะมีความหมายในทางกลับกันว่าเป็นผู้ที่อาจจะไม่มีความรอบคอบเท่ากับ ท่านประยุทธ์ หรือไม่มีความรัดกุมในการบริหารจัดการเรื่องเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ ของ ตัวเองเหมือนเช่นท่านประยุทธ์ ไม่ควรที่จะมามีสิทธิเป็นกรรมการ เป้าหมายวัตถุประสงค์ ไม่ใช่ต้องการที่จะกีดกันสิทธิของใคร แต่เป้าหมายวัตถุประสงค์หลักก็คือเพื่อที่จะยกระดับความเชื่อมั่นในส่วนของตัวสมาชิกให้มี กับตัวกรรมการของกองทุนนี้นะครับ ด้วยความเคารพ นี่คือสาเหตุนะครับที่มาของการที่เรา ได้เสนอแก้ อยากจะเรียนเพิ่มเติมนะครับว่าในส่วนของการแก้ทั้งใน (๒) และใน (๔) ตามที่ กรรมาธิการได้นําเสนอนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นสาเหตุเพราะจะทําให้ร่างของ กอช. ในมาตรานี้ สอดคล้องกับมาตรา ๒๑ ในส่วนของพระราชบัญญัติ กบข. ซึ่งเขียนไว้เหมือนกัน อาจจะเป็น เหตุผลเดียวกันว่า กบข. เองก็เป็นกองทุนที่มีความสําคัญในแง่ของการบริหารเม็ดเงิน มหาศาล ผู้ร่างกฎหมายก็คงมีความคิดคล้ายเคียงกันนะครับว่ามีความจําเป็นที่จะต้องสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งในกรณีนั้นคือข้าราชการ ดังนั้นในมาตรา ๒๑ ในส่วนของ พ.ร.บ. กบข. ก็ได้เขียนไว้ใน (๕) มีข้อจํากัดในส่วนของผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมการ ว่า ต้องไม่เป็น หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย เขียนไว้แค่นั้นเหมือนกัน และใน (๗) ก็ได้เขียน ไว้ตามที่แก้เลยนะครับว่า บุคคลที่จะเข้ามาเป็นกรรมการต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการ หรือที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง คือเขียนไว้เหมือนกันนะครับ ดังนั้นผมคิดว่า เป้าหมาย วัตถุประสงค์ของทั้ง ๒ กองทุนในเรื่องนี้คงตรงกันนะครับ แล้วก็เป็นสาเหตุที่มา ของการมีบทบัญญัติไว้ตามนี้ อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ประเด็นนี้ก็ตามที่ผมได้เรียน ในชั้น ของการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการก็ได้มีการอภิปรายกันค่อนข้างมาก แล้วผมได้รับฟัง ข้อเสนอแนะและความคิดเห็น ความกังวลของทุก ๆ ท่านนะครับที่มีต่อระดับความเชื่อมั่น ของประชาชน และอยากที่จะมีช่องว่างในส่วนของระยะเวลาของผู้ที่เคยดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองก่อนที่จะเข้ามามีสิทธิเป็นกรรมการ เพื่อที่จะทําให้ท่านไม่เคลือบแคลงใจ นะครับว่ามีการเขียนไว้ในลักษณะนี้เพื่อรอให้ตําแหน่งกับใครหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านไม่ได้ คิดอย่างนั้น แต่ที่ท่านเสนอแนวความคิดออกมาอย่างนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าอาจจะมี ประชาชนบางส่วนที่อาจจะคิดอย่างนั้นได้ ดังนั้นผมก็ได้ปรึกษากันในกลุ่มกรรมาธิการแล้ว ก็คิดว่าถ้าเราจะกลับไปเพื่อที่จะเติมประโยคที่เขียนว่า เว้นแต่จะได้พ้นจากตําแหน่งดังกล่าว ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ทางกรรมาธิการก็จะไม่ติดใจนะครับ
ท่านสมาชิกยังติดใจไหมครับถ้ากรรมาธิการจะเพิ่มเติมถ้อยคํา เชิญท่านประยุทธ์ก่อนครับ เดี๋ยวท่านชลน่านต่อ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมเหมือนสะท้อนให้ ท่านประธานและคณะกรรมาธิการทราบถึงความรู้สึกและความรับผิดชอบของพวกเรา ในการที่จะบัญญัติกฎหมายให้มันเกิดสภาพบังคับ ถ้ามีความเหมาะสมแล้ว กระผมคงไม่ จําเป็นที่จะต้องสะท้อนอะไรมากมายไปกว่านั้น ถึงแม้ว่ากระผมจะสะท้อนข้อเท็จจริงชีวิต ของตัวผมให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้ ท่านเปรียบเทียบเป็นอย่างนี้ เปรียบเทียบหลายอย่างหลายประเด็นแล้ว ท่านก็ยังจะต้องใช้ความเข้มข้นตรงนี้ เหมือนว่า กองทุนนี้วิเศษวิโสไปกว่าความรับผิดชอบกับหน่วยงานอื่น กับกองทุนอื่น หรือที่อื่น กระผม จําเป็นต้องกราบเรียนท่านประธานว่าก็คงจะใช้อํานาจของที่ประชุมแห่งนี้พิจารณาลงมติครับ ท่านประธานครับ
นายแพทย์ ชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีได้เสนอถ้อยคําใหม่ ผมอยากจะ ขออนุญาตฟังทั้งวรรคนะครับ ทั้งประโยคใน (๔) เพราะไม่เข้าใจว่าท่านจะเติมในส่วนไหน อย่างไร ขออนุญาตนะครับ นําเสนอเป็นถ้อยคําต่อสภา ท่านจะใช้ร่างเดิมหรือว่าร่างใหม่ที่ ท่านเขียนมาและเติมถ้อยคําที่ท่านบอก เพราะถ้าเติมเฉพาะถ้อยคําที่ท่านบอกความหมาย มันก็เปลี่ยนไม่เหมือนกันครับ เพราะว่าร่างเดิมคือ เป็นหรือเคยเป็น นะครับ ขอบคุณครับ
ท่านกรรมาธิการ เชิญทบทวนถ้อยคําที่ท่านจะนําเสนอใหม่ต่อที่ประชุมครับ ในช่วงนี้ก็เชิญ คุณหมอวรงค์ก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ พอดีผม กับท่านชลน่านมีมุมมองที่ตรงกันครับ เราเข้าใจตรงกันแล้วครับ เพียงแต่ประโยค ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการพูดมันไม่ครอบคลุม ท่านประธานจะต้องเติมข้างหน้าด้วย ครับว่า คําว่า เป็นหรือเคยเป็น แล้วก็ต่อด้วยประโยคที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการพูดครับ ขอบคุณครับ
เชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช ก็รับข้อเสนอของท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่านนะครับ แล้วก็จะ ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับเป้าหมายวัตถุประสงค์ของเราที่อยากจะที่จะมีการเว้นวรรค ๑ ปี ให้กับผู้ที่เคยดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วก็จะแก้ในส่วนของคําแรกให้ เป็นหรือเคยเป็น ตามที่ท่านได้นําเสนอครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้นะครับ ด้วยความเคารพท่านประยุทธ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม เราได้พิจารณากันอย่างรอบคอบในส่วนของ (๒) ที่เกี่ยวกับเรื่องของ สถานะของผู้ที่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย แล้วก็ได้ชั่งน้ําหนักในแง่ของข้อดีข้อเสีย และเนื่องจากวงเล็บนี้ก็สอดคล้องกับวงเล็บในมาตราที่มีความหมายเดียวกันใน พ.ร.บ. กบข. แล้วก็มีเป้าหมายวัตถุประสงค์ตรงกับที่พวกเราทุกคนมี ในการที่ต้องการที่จะสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนว่ากรรมการทุก ๆ ท่านที่มาปฏิบัติหน้าที่ดูแลเม็ดเงิน ที่ในอนาคตจะมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ทุกบาททุกสตางค์ก็เป็นของพี่น้องประชาชนกว่า ๒๐ กว่าล้านคนนั้น เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนพร้อมที่จะมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิ ได้จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ได้ปฏิเสธเลยนะครับว่าผู้ล้มละลายอาจจะมีประสบการณ์ที่สุดท้ายแล้ว อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการทํางานของคณะกรรมการได้ แต่ในแง่ของความสามารถในการ อธิบายชี้แจงถึงเหตุผลว่าทําไมคนมีตั้งเยอะที่เราสามารถ ที่จะเลือกมาเป็นกรรมการได้ แต่สุดท้ายต้องเลือกคนที่เคยเป็นบุคคลล้มละลายมาดูแลเม็ดเงินของพี่น้องประชาชน ๒๐ กว่าล้านคนนั้น ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่อธิบายยากเช่นเดียวกันผมคิดว่าท่านก็คงนึกภาพออก ดังนั้นจึงต้องขออนุญาตที่จะยืนยันในส่วนของร่างกรรมาธิการใน (๒) นี้ และก็ขอให้ ท่านประยุทธ์ได้เข้าใจในที่มาและเหตุผลของกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวเอาที่จบได้ก่อนนะครับ เอา (๔) อยากให้กรรมาธิการท่านได้อ่านถ้อยคําของท่าน จะได้ บันทึกไว้ให้ชัดเจน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการครับ ในส่วนของ (๔) ขอเสนอเป็นอย่างนี้ครับ แก้ไขเป็น เป็นหรือเคยเป็น ข้าราชการการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการ หรือที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะได้พ้นจากตําแหน่ง ดังกล่าวไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
ครับ ไม่ติดใจนะครับ ถ้อยคําตามที่กรรมาธิการนําเสนอ ทีนี้มาถึงประเด็นใน (๒) ทางกรรมาธิการ ก็ยืนยันตามร่างที่กรรมาธิการได้เสนอมา ท่านประยุทธ์ยังติดใจไหมครับ ถ้าติดใจ ก็จําเป็นต้องขอมติ แต่ถ้าท่านไม่ติดใจก็จะได้ดําเนินการมาตราอื่นต่อไปครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ความจริงผมกราบเรียน ท่านประธานแล้วว่ากระผมติดใจที่จะอาศัยร่างเดิม เพราะเป็นมาตรฐานที่ใช้เป็นการทั่วไป แต่ถึงแม้ว่าความรู้สึกของตัวกระผมเป็นเช่นไรก็ตาม ดูเหมือนใจท่านประธานและใจบรรดาสมาชิก ประกอบกับท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณา ได้ยืนยันมาตรฐานตรงนี้เพื่อบ้านเพื่อ เมืองนั้นกระผมยอมรับได้ กระผมไม่ติดใจครับ
ตามที่: ขอบพระคุณครับ ก็เป็นอันว่ามาตรา ๑๔ นะครับ ก็มีการแก้ไขถ้อยคําเฉพาะ (๔) กรรมาธิการได้นําเสนอไปแล้ว เชิญเลขาธิการ มาตรา ๑๕ ต่อครับ
มาตรา ๑๕ มีการแก้ไข
ท่านสมาชิกท่านใดติดใจไหมครับมีการแก้ไข
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี เชิญต่อ
มาตรา ๑๖ มีการแก้ไข
ติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ เชิญต่อ
มาตรา ๑๗ มีการแก้ไข
มีท่านใดติดใจ ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ เชิญต่อ
มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒๐ มีการแก้ไข
มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี เชิญต่อ
มาตรา ๒๑ มีการแก้ไข
ไม่มี เชิญต่อ
มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒๕ มีการแก้ไข
มีท่าน สมาชิกติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี เชิญต่อ
มาตรา ๒๖ มีการแก้ไข
ติดใจ ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี เชิญต่อ
มาตรา ๒๗ มีการแก้ไข
ไม่มีใครติดใจ เชิญต่อ
มาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๓ สมาชิกและสิทธิประโยชน์ของสมาชิก ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓๐ มีการแก้ไข
มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี เชิญต่อ
มาตรา ๓๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓๒ มีการแก้ไข
มีการ แก้ไข มีผู้ติดใจ เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมเข้าใจเจตนารมณ์ ของทางคณะกรรมาธิการซึ่งกระผมมีความเชื่อมั่นตามสมควรอยู่ แต่ทีนี้การแก้ไขเพิ่มเติม ของท่านอาจจะขาดความรอบคอบหรือไม่ หรือมีเจตนาพิเศษหรือไม่ กระผมไม่ทราบได้ เพราะการบัญญัติกฎหมายเพียงแต่เพิ่มเติมคําว่า โดยให้มีการทบทวนกฎกระทรวง ตามมาตรานี้ทุกห้าปี ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าในสภาพบังคับนี่สภาพทบทวน ทบทวนคืออะไร แล้วทบทวนแล้วไปทําอย่างไร ทําอะไร ถ้าจะให้ครบถ้อยกระทงความ ผมแนะนําเลยได้ไหมครับว่า ผมกราบเรียนไปยังคณะกรรมาธิการว่าจะต้องเขียนว่า โดยให้ มีการพิจารณาทบทวนกฎกระทรวงตามมาตรานี้ทุกห้าปี อย่างนี้กระผมรับได้ เป็นลักษณะ ของการทบทวนในกฎกระทรวง ทบทวนกฎกระทรวงต้องมีการพิจารณา มันมีกระบวนการ เริ่มต้นในการพิจารณาแล้วสิ้นสุด ในการพิจารณาสิ้นสุดไปแล้ว พิจารณาแล้ว ทบทวนแล้ว จะทําอย่างไร กระผมอาจจะเดาใจของคณะกรรมาธิการไม่ทะลุปรุโปร่ง หรือท่านอาจจะมี วิสัยทัศน์ในการเขียนกฎหมายดีกว่าผม แต่ผมเพียงแต่ข้อเสนอแนะว่าให้ความร่วมมือว่า เติมคําว่า พิจารณาทบทวน เข้าไปแล้วทุกอย่างมันก็จะซอฟท์ (Soft) แล้วนําไปสู่การปฏิบัติ ได้อย่างเป็นรูปธรรมครับท่านประธาน
ท่านประยุทธ์เสนอให้เติมคําว่า พิจารณา เข้าไป โดยให้มีการพิจารณาทบทวน เชิญท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ต้องขอขอบคุณ กับท่านประยุทธ์อีกครั้งนะครับต่อข้อเสนอ ในส่วนของกรรมาธิการเราไม่ติดใจครับ จะแก้ตามที่ท่าน เสนอครับ เป็น พิจารณาทบทวน ขอบคุณครับ
กรรมาธิการเห็น ควรให้เติมคําว่า พิจารณา เข้าไปนะครับ ก็ถ้อยคําจะเป็น โดยให้มีการพิจารณา ทบทวนกฎกระทรวงตามมาตรานี้ทุกห้าปี ท่านสมาชิกท่านอื่นเห็นด้วยนะครับ ไม่มีใครติดใจ ก็เป็นไปตามที่ได้เสนอ เชิญมาตราต่อไปครับ
มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓๖ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
เชิญท่านผู้สงวนความเห็น ท่านสถาพร มณีรัตน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ ในนามกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งได้สงวนความเห็นโดยขอให้ เพิ่มวรรคห้าของมาตรา ๓๖ โดยให้ใช้ข้อความเพิ่มดังต่อไปนี้นะครับ ในกรณีที่ไม่ประสงค์ ให้จ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินสะสมและเงินสมทบให้กับบุตรหรือสามี ภรรยา ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งสมาชิกผู้ตายแสดงเจตนาไว้ในกองทุน ซึ่งเหตุผลที่ผมได้สงวน มาตรานี้ไว้สืบเนื่องมาจากว่า สมมุติว่าวันหนึ่งสมาชิกการออมไม่มีทายาทหรือไม่อยากจะให้ ทายาท ไม่อยากจะให้เมีย ไม่อยากจะให้ลูก เนื่องจากเห็นว่าเมียก็มีพฤติกรรมที่ไม่ดูแล ลูกก็ ไม่ได้ดูแล ผมเห็นว่าผมได้อาศัยสมาชิก ได้อาศัยนายแก้ว นายคํา ดูแล แล้วอยากจะมอบเงินจํานวนนี้ เพราะฉะนั้นกฎหมายมาตรานี้ก็ควรที่จะเปิดช่องให้กับสมาชิกซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นสิทธิ ของสมาชิก แต่เมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ผมก็ต้องสงวน เพราะว่า มันมีความเป็นไปได้ครับ ยิ่งในอนาคตข้างหน้านี้สังคมมันซับซ้อนขึ้น ปัญหาครอบครัวมีมากขึ้น ลูกรังแกพ่อแม่ เมียหนี แต่ปรากฏว่ากฎหมายเขียนไว้ว่ายังมีสิทธิที่จะมารับเงินสะสมก้อนนี้อยู่ ผมก็เห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมให้กับสมาชิกในการออม โดยการมอบให้กับ บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ทายาท ผมมีเหตุและผลตามที่ได้เสนอเรื่องนี้ครับ
มีกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นอีกท่านหนึ่งนะครับ ท่านชัยวัฒน์ประสงค์จะอภิปรายไหมครับ ถ้าไม่อภิปราย เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการครับ ก็ขอกราบเรียนว่าประเด็นนี้ที่จริง คณะกรรมาธิการเราได้ถกกันมากพอสมควร แล้วผมคิดว่าหลากหลายประเด็น แล้วเราชี้ ให้เห็นว่าถ้าเกิดเราแก้ตามที่เพื่อนสมาชิก ท่านสถาพร มณีรัตน์ ขอกราบอภัยที่เอ่ยชื่อท่าน นะครับ ไปเช่นนั้นมันจะมีปัญหา ๒ ประการ ประการที่ ๑ โดยวิธีปฏิบัติโดยทั่วไป การที่ ให้ผู้รับมรดกหรือเงินตกทอด ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของทายาท อันนี้เป็นประเพณีปฏิบัติ อย่างไรก็ตามคิดว่าประเพณีปฏิบัติไม่สําคัญเท่ากับข้อเท็จจริง ถ้าเกิดเราเขียนให้ผู้รับ ผู้ที่มีสิทธิเรื่องบํานาญ เขียนกฎหมาย ไม่ใช่ครับ คือมอบ มอบให้ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทายาท สิ่งที่ เราเกรงมากที่สุดก็คือเรื่องสังคมที่ท่านกังวล อาจจะทําให้ครอบครัวมีความแตกแยกกันได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ควรเสี่ยง ผมคิดว่าควรจะให้ทายาทตามลําดับที่มีในกฎหมาย จะเป็นสิ่งที่ จะดีกว่าด้วยซ้ําไป แต่ถ้าเกิดเราเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตน ให้สมาชิกมอบให้ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ ทายาท ผมเกรงว่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ เสียงส่วนใหญ่จึงเห็นว่าควรจะไว้เหมือนเดิม ก็คือควรจะให้ทายาทได้รับตามที่กฎหมาย หลายฉบับได้เขียนไว้นะครับ
ท่านสถาพรยังติดใจไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย สิ่งที่ทางกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ได้อธิบายความ แน่นอนที่สุดครับว่า แล้วถ้าสมมุติว่าในขณะที่สังคมจะจับตาดูกองทุนก้อนนี้ ถึงแม้มันจะ มีเงินจํานวนไม่มาก วันหนึ่งผู้เป็นสมาชิก สมมุติเป็น นาย ก มีเมีย มีลูก แต่วันหนึ่ง เมียและลูกของนาย ก ทอดทิ้ง ผมถามว่าสํานึกของนาย ก ยังจะมอบให้ ไม่ใช่นายกรณ์ นะครับ เอานาย ข ก็ได้ เดี๋ยวพวกจะคิดว่าเป็นนายกรณ์อีก นาย ข ก็ได้ สมมุติว่า นาย ข เป็นสมาชิกของกองทุนการออมนี้ วันหนึ่งสภาพของเท็จจริงก็คือภรรยาและบุตรของ นาย ข ได้ดําเนินการทอดทิ้งปล่อยให้ นาย ข อยู่คนเดียว แล้ว นาย ข ยังมีมรดกอีกก้อนหนึ่ง จะทําอย่างไร ผมถามว่าสังคมจะตั้งคําถามกับกองทุนหรือไม่ว่า กองทุนนี้ทําไมล็อกไว้ขนาดนี้ สมมุตินาย ข เกิดเห็นว่านาย ค เลี้ยงดูตัวเอง ไปไหนไม่ได้ เป็นคนส่งข้าว ส่งน้ํา ส่งโรงพยาบาล เมื่อถึงเวลาเอารถมารับไปโน่นไปนี่ นาย ข ใจดําเกินไป หรือเปล่า หรือกรรมาธิการใจดําเกินไปหรือเปล่าที่ไม่ยอมให้นาย ข มอบให้ นาย ค ซึ่งไม่ใช่ ทายาทนะครับ แต่ไปดูแลนาย ข โดยสุจริต อย่างนี้เราจะหาทางออกอย่างไร กองทุนก็จะถูก กล่าวหาอีกว่าทําไมไม่เปิดช่อง ไม่เปิดช่องว่าให้โอกาสนาย ข มิฉะนั้นนาย ข ก็จะถูกเมียกับ ลูกแช่งว่าเมื่อไรมึงจะตาย เมื่อไรมึงจะตาย กูจะได้เงินมรดกก้อนนี้ ไม่ลงทุนเลย ไม่สนองตอบต่อทายาท ไม่สนองตอบต่อผู้มีบุพการี แต่ว่าอยากจะได้เงินเพราะกฎหมาย เขียนไว้อย่างนั้น มันแข็งเกินไปหรือเปล่า ที่ผมสงวนนี่มันแข็งไปหรือเปล่า เขียนกฎหมาย โดยไม่มีช่องหรือเปล่า อย่างนี้คือข้อเท็จจริง ผมไม่ได้มีอะไรกับทางกรรมาธิการและเคารพ ความเห็นของทุกฝ่าย แต่ผมเห็นว่าข้อเท็จจริงก็นาย ข มีเงินอยู่ก้อนหนึ่งก็ไม่มีใครมาดูแล ในขณะที่ตรงกันข้าม ลูกเมียนาย ข ก็ไม่ได้ดูแล นาย ค มาดูแลแทน แต่พอถึงเวลาตาย ลูกเมียมากันแล้ว จะหัวเราะหรือร้องไห้ จะเสียใจหรือดีใจก็ไม่รู้ แล้วสังคมจะคิดกับกองทุน อย่างไร ยิ่งเป็นสังคมที่คิดว่ารากหญ้า การยึดโยงเชิงอย่างนี้ก็ควรจะมีบ้าง ตรงนี้ผมอยากจะ ได้คําตอบจากกรรมาธิการที่ชัดเจนกว่านี้ครับ
เชิญท่านกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการ ก็ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าจริง ๆ ประเด็นนี้เราก็ ถกกันนานพอสมควรนะครับ ท่านสถาพรเองก็ให้ข้อคิดเห็นในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการ นะครับ เพียงแต่เรามองว่าอย่างนี้นะครับ เงินก้อนนี้เป็นเงินไม่มากนัก แล้วก็ในบางครั้ง สมาชิกในครอบครัวเป็นคนช่วยจ่าย บางครั้งท่านครับ อาจจะเป็นลูก เป็นภรรยา เป็นสามี ก็แล้วแต่ คือสมาชิกเป็นคนจ่าย เพราะฉะนั้นด้วยความถูกต้องเป็นธรรมแล้ว ก็ควรจะคืนเงิน ก้อนนี้ให้กับทายาท เกื้อกูล แล้วก็เราใจดําที่จะไม่ให้โอกาสเขาตอบแทนบุญคุณคนนี้หรือไม่ ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าจริง ๆ การตอบแทนบุญคุณทําได้หลายทาง ถ้าเกิดมีคนพิเศษ ที่มาช่วยดูแล ผมเข้าใจว่าเขาคงจะเอาทรัพย์สมบัติส่วนอื่นที่จะให้เป็นการตอบแทนก็ได้ แต่ในส่วนของกองทุนก้อนนี้นะครับ ทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เรามองว่าน่าจะเป็น ทายาทซึ่งจะมีความเหมาะสมกว่า สิ่งที่เรากริ่งเกรงมากที่สุดว่าถ้าเปิดโอกาสอย่างนี้ แล้วบางครั้งถ้าใครสักคนหนึ่งไปบังคับขู่เข็ญ หรือทําอย่างไรให้เขามอบให้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ถ้าเราเขียนอย่างนี้มันเป็นการไม่ป้องกัน แต่ถ้าเขียนตามกฎหมายผมว่าสามารถป้องกันได้ แล้วผมกราบเรียนว่าเงินก้อนนี้ไม่มาก การที่ให้ทายาทนั้นเป็นเรื่องที่สมควรเป็นอย่างยิ่งครับ
ท่านสถาพร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร ในนามกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตามที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประกอบ รัตนพันธ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้ชี้แจง ผมเองก็ยังติดใจ แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะ ให้ข้อสงวนของผมเป็นข้อสังเกตไว้ในสภาแห่งนี้ จํานวนเงินไม่ใช่สาระสําคัญก็จริง แต่เป็น เรื่องของอย่างน้อยทิศทางของการออมสําหรับสมาชิกในอนาคตมันจะต้องมีจุดยืดหยุ่น พอสมควร เพราะว่าในอนาคตข้างหน้าบางครั้งเงินจํานวนนี้อาจจะเป็นเงินจํานวนมากก็ได้ ในแง่ของความเป็นคนมารวมกันเยอะ ๆ แล้วบางทีทายาทอาจจะคิดว่าเป็นเงิน ใหญ่โตมโหฬารก็ได้ ในอนาคตข้างหน้าเราไม่ทราบ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตทางท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ผมขอเอา ข้อสังเกตที่ผมได้อภิปรายและผมได้สงวนนี้ เอาใส่ไว้ในกฎหมายฉบับนี้เพื่อที่จะเป็น ประโยชน์ต่อกฎหมายฉบับนี้ในอนาคตข้างหน้า กราบขอบคุณครับ
ก็ถือว่าท่านผู้สงวนความเห็นก็ได้แสดงเจตนาท้วงติงและเป็นข้อสังเกตบันทึกไว้ในรายงาน การประชุมแล้วนะครับ ไม่ติดใจแล้ว ก็เชิญต่อมาตรา ๓๗ ครับ
มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓๙ มีการแก้ไข
เชิญท่านนายแพทย์ชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓๙ กรรมาธิการมีการแก้ไข ถ้อยคํา แล้วก็เปลี่ยนถ้อยคําใหม่ทั้งมาตรา มันผูกโยงไปถึงมาตรา ๔๐ กระผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะอภิปรายคาบเกี่ยวกัน เพราะว่าเป็นเรื่องที่ผูกโยงกัน ท่านประธานครับ ในร่างเดิมนี่มาตรา ๓๙ เจตนาของสาระบัญญัติก็คือ เป็นวิธีการที่จะกําหนดการจ่ายเงิน ตามมาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ แล้วก็มาตรา ๓๘ ซึ่งเป็นสิทธิ ของสมาชิกที่จะได้รับ โดยเป็นการกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้กําหนดในกฎกระทรวง อันนี้คือร่างมาตรา ๓๙ เดิม กรรมาธิการได้เปลี่ยนใหม่โดยนําเอามาตรา ๔๐ เดิมนะครับ มาเขียนในมาตรา ๓๙ แต่เพิ่มวรรคสองเข้าไป ท่านประธานครับ ต้องขออนุญาตที่จะ อภิปรายเลยไปสักนิดหนึ่ง มาตรา ๔๐ เดิมนี่เป็นเรื่องที่กรรมาธิการนํามาเขียนในมาตรา ๓๙ คือเขียนเป็นถ้อยคําใหม่ มาตรา ๔๐ เดิมเขียนว่า เมื่อสมาชิกรายใดเป็นผู้ประกันตน ตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ซึ่งส่งเงินเพื่อได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ เฉพาะกรณีนี้นะครับ กรณีประกันสังคม สมาชิกกองทุนบําเหน็จบํานาญ ข้าราชการกองทุน บําเหน็จบํานาญ ข้าราชการกรุงเทพมหานคร กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการท้องถิ่น กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือเป็นสมาชิกกองทุน หรืออยู่ในระบบบํานาญอื่นตามที่กําหนดโดยกฎกระทรวง ตามมาตรา ๓๐ ซึ่งมาตรา ๓๐ ท่านก็ไปแก้ไขเพิ่มเติมเอาเรื่องของผู้ประกันตนที่ส่งเงินกรณี ชราภาพเข้าไปอยู่ด้วยนะครับ ถ้อยคําเดิมนะครับ ก่อนสิ้นสมาชิกภาพ ในถ้อยคําเดิมนั้น มาตรา ๔๐ เขียนอย่างนี้เหมือนกัน ให้สมาชิกรายนั้นคงเป็นสมาชิกต่อไปได้ และสมาชิก จะจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนก็ได้ แต่รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน นี่คือร่างเดิมที่ เขียนไว้มาตรา ๔๐ ความหมายในมาตรา ๔๐ เดิมนะครับ เหมือนกับเป็นการผ่อนปรน มาตรา ๓๐ เพราะมาตรา ๓๐ เขาห้ามไว้ไม่ให้เป็นสมาชิก มาตรา ๓๐ บอกว่า คนที่มีอายุ ไม่เกิน ๖๐ ปี และท่านไปเติมว่าตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไปแล้วไม่เกิน ๖๐ ปี สามารถเป็นสมาชิก กองทุนได้ กองทุนนี่กองทุนการออมแห่งชาตินะครับ สมาชิกตรงนี้ก็คือสมาชิกกองทุนการ ออมแห่งชาติ ผมเองด้วยความเคารพ กระผมอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน มาตรา ๓๙ ที่ท่าน เขียนนี่ท่านต้องการให้สมาชิกที่อยู่กองทุนอื่น ก่อนสิ้นสมาชิกภาพนี้ให้คงการเป็นสมาชิก ต่อไปได้ คําว่า สมาชิก ตรงนี้นี่ถ้าจะแปลตามกฎหมายฉบับนี้คือสมาชิกกองทุนการออม แห่งชาติ ก็คือมาเป็นสมาชิกกองทุนนี้ แล้วสมาชิกจะจ่ายเงินสมทบหรือจะไม่จ่ายเงินสมทบ ก็ได้ แต่กรณีจ่ายนี่รัฐบาลจะไม่จ่ายเงินสมทบ จ่ายเงินสะสม ต้องขออภัยครับ สมาชิกนี่ยัง จ่ายเงินสะสม รัฐบาลมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ ถ้าสมาชิกจ่าย รัฐบาลไม่จ่ายสมทบก็ได้ ท่านมา เพิ่มวรรคสอง เมื่อสิ้นสมาชิกภาพ ให้กองทุนจ่ายเงินสะสมที่สมาชิกจ่ายตามวรรคหนึ่ง พร้อมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินดังกล่าวให้แก่สมาชิกรายนั้นทั้งจํานวน โดยไม่ต้องนําเงิน ดังกล่าวไปรวมคํานวณบํานาญตามมาตรา ๓๔ และคํานวณเพื่อจ่ายเงินชดเชยตาม มาตรา ๔๕ ด้วย นี่เขียนในวรรคสองเติมเข้ามา ท่านประธานครับ ผมเองเรียนถามอย่างนี้นะครับ เราห้ามเขาในมาตรา ๓๐ ต้องขออนุญาตเท้าความไปหลังนิดหนึ่ง แต่ว่าอนุญาตผ่อนปรน ในมาตรา ๓๙ แล้วใช้เนื้อความมาตรา ๓๙ เดิมมาเขียนเป็นเรื่องการจ่ายเงินให้ มาเขียน ในมาตรา ๔๐ จากมาตรา ๓๙ เป็นเรื่องของการจ่ายเงิน หลักเกณฑ์วิธีการการจ่ายเงินที่ กําหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๘ พอมามาตรา ๔๐ ท่านเขียนอย่างนี้ครับ การจ่ายเงินบํานาญที่สมาชิกจะได้รับตามมาตรา ๓๔ การจ่ายเงินดํารงชีพตามมาตรา ๓๕ การจ่ายเงินกรณีสมาชิกถึงแก่ความตายตามมาตรา ๓๖ การจ่ายเงินกรณีสมาชิกทุพพลภาพตามมาตรา ๓๗ การจ่ายเงินกรณีสมาชิกลาออกจาก กองทุนตามมาตรา ๓๘ การจ่ายเงินกรณีสมาชิกสิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา ๓๙ ก็คือสิ่งที่ ท่านบัญญัติใหม่ขึ้นมา และการจ่ายเงินกรณีผู้รับบํานาญหรือผู้รับเงินดํารงชีพถึงแก่ความตาย ตามมาตรา ๔๕ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการและเงื่อนไขที่ท่านกําหนด ในกฎกระทรวง ความหมายท่านจะรวบยอดมาเขียนในมาตรา ๔๐ เรื่องการจ่ายเงินทั้งหมด ทีนี้ผมถามนิดหนึ่งครับว่าท่านเขียนวรรคสองไว้นี้ ท่านกําหนดว่าให้จ่ายเงินสะสมคืนเขา ทั้งหมดพร้อมทั้งผลประโยชน์ รวมความอยู่ในมาตรา ๔๐ ด้วยหรือไม่ที่ท่านจะไปกําหนด หลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์ที่ท่านจะจ่ายนี้ท่านไปเขียนมาตรา ๔๐ ใหม่ ผมอยากจะให้ท่าน อธิบายเพิ่มเติมสักนิดหนึ่งว่า ภาพรวมมาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ ที่ท่านมาปรับรื้อเขียนใหม่ ทั้งหมดนี้ท่านมีวัตถุประสงค์อย่างไร มันแตกต่างจากร่างเดิมหรือไม่ อะไรคือข้อแตกต่าง การใช้ร่างเดิมมันมีสิ่งที่ท่านกรรมาธิการมีความกังวล มีความคิดว่ามันไม่ครอบคลุมอย่างไร จะได้อธิบายต่อสภาแห่งนี้ เพราะท่านมาปรับเปลี่ยนทั้งหมดเลย แล้วก็สิ่งที่ผมเรียนถาม ข้อแรกก็คือว่า การผ่อนปรนให้สมาชิกกองทุนอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกได้ โดยเขียนบทบัญญัติ มารองรับในมาตรา ๓๙ มันจะแย้งกับมาตรา ๓๐ ไหม ๒ บทบัญญัตินี้มันเขียนไว้แล้วมันจะ แย้งกันหรือไม่ อย่างไร ขอบคุณครับ
ก็เดี๋ยว ฟังท่านสมาชิกอีกท่านหนึ่งนะครับ จะเหลือ ๗ ประเด็นตอบพร้อมกัน เชิญคุณหมอวรงค์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพิษณุโลก ผมเชื่อว่า ที่จะต้องถามท่านรัฐมนตรี ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการ เนื่องจากว่า เราต้องการดูแลประโยชน์ของสมาชิกอย่างเต็มที่ การเขียนในมาตรา ๔๐ และมาตรา ๓๙ ที่มีการเขียนขึ้นมาใหม่ บางครั้งตีความแล้วมันกํากวม เราต้องการคําตอบที่ชัดเจนครับ โดยเฉพาะอย่างที่เขียนว่า เมื่อสมาชิกรายใดเป็นผู้ประกันตน ตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ก็เท่ากับว่า สมาชิกรายนี้เคยไม่ได้เป็นผู้ประกันตนใช่ไหมครับ และบอกว่าให้สมาชิกรายนั้นคงการเป็น สมาชิกต่อไปได้ และสมาชิกจะจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนก็ได้ แต่รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ ก็เท่ากับว่าก่อนหน้านั้นสมาชิกคนนี้คงไม่ได้เป็นสมาชิกประกันสังคมหรืออื่น ๆ นะครับ เขาจ่ายเงินสะสม รัฐบาลจ่ายเงินสมทบให้ แต่เมื่อเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมหรืออื่น ๆ สามารถเป็นสมาชิกต่อไปได้ก็มีแค่เงินสะสมอย่างเดียว เงินสมทบจากรัฐบาลไม่มี แต่ปัญหา ในวรรคสองอยู่ตรงนี้ครับว่า เมื่อสมาชิกสิ้นสมาชิกภาพ ให้กองทุนจ่ายเงินสะสมที่สมาชิก จ่ายตามวรรคหนึ่ง พร้อมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินดังกล่าวให้แก่สมาชิกรายนั้น ทั้งจํานวน คือผมอ่านแล้วผมเข้าใจว่ากองทุนนี้เมื่อเขาลาออกหรือสิ้นสมาชิกภาพ กองทุนนี้ จะจ่ายเงินเฉพาะเงินสะสมเขาเท่านั้นพร้อมกับดอกผล โดยที่ตามหลักแล้วเขาควรจะมีสิทธิ ในเงินสมทบที่รัฐบาลให้เขาในช่วงก่อนที่เขาเข้าเป็นสมาชิกประกันสังคมหรืออื่น ๆ ผมต้องการความชัดเจนนะครับ คือถ้าผมอ่านตามวรรคสอง เหมือนกับว่าสมาชิกคนนี้ จะได้รับแค่เงินสะสมของตนเองพร้อมดอกผล แต่ในความเห็นของผมแล้วสมาชิกควรจะได้ เงินสะสมของตนเองพร้อมดอกผลและเงินสมทบในช่วงเริ่มต้นด้วย ต้องการความชัดเจนครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ อยากที่จะขออนุญาตชี้แจง ในมาตรานี้กับท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่านที่ได้อภิปราย เป้าหมายวัตถุประสงค์ของกรรมาธิการ อันดับแรกท่านเข้าใจถูกต้องนะครับ ก็คือเราต้องการที่จะเปิดสิทธิให้กับผู้ที่เคยเป็นสมาชิก เพราะว่าไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม เมื่อเขาอาจจะได้งานที่ทําให้เขาสามารถที่จะเข้าไป อยู่ในระบบประกันสังคมได้ เขาก็ได้ร้องเรียนมาที่กรรมาธิการ แล้วก็ความจริงเพื่อนสมาชิก ในวาระหลักการก็ได้อภิปรายในประเด็นนี้ ว่าน่าที่จะเปิดสิทธิให้เขาสามารถที่จะเป็นสมาชิกกองทุนนี้ได้ต่อไป แล้วก็มีสิทธิในการที่จะ ออมต่อเนื่องได้อีกต่างหาก ซึ่งประเด็นนี้ทางกรรมาธิการก็หยิบหยกขึ้นมาพิจารณาแล้วก็เห็น ว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างวัฒนธรรมการออม คือพูดง่าย ๆ เราได้อุตส่าห์ลงทุน ลงแรงไปชักจูงพี่น้องประชาชนให้เข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนนี้ ได้สะสมความเคยชินในการที่ จะออมผ่านกองทุน ถึงแม้ว่าเข้าไปเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมแล้ว ก็ยังอยากที่จะออม ต่อไปผ่านโครงสร้างของกองทุนนี้ ซึ่งเราก็ได้มีการแก้เพื่อที่จะเปิดช่องให้กับสมาชิกสามารถ ที่จะออมต่อไปได้ อันนี้หัวใจของมันก็คือออมต่อไปไม่มีปัญหานะครับ แต่ว่าในมาตรา ๓๙ วรรคสองที่ได้เขียนไว้ก็คือบอกว่า ในส่วนของรัฐบาลนั้นไม่มีความจําเป็นที่ต้องสมทบให้ แล้วก็เงินในส่วนที่เขาออมหลังจากที่เขาได้เข้าไปอยู่ในระบบประกันสังคมแล้ว ไม่ให้เอามา คํานวณบํานาญในช่วงท้าย ซึ่งสาเหตุตรงนี้ก็คือ หลักการของกองทุนนี้ก็คือมีไว้เพื่อรองรับ พี่น้องประชาชนที่ไม่มีหลักประกันอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิ ในการสมทบโดยรัฐบาลและนายจ้างผ่านกองทุนประกันสังคมแล้ว ก็ไม่ควรที่จะได้รับสิทธิ ซ้ําสองผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ คือเราปล่อยให้เขาออมได้ แล้วก็รักษาความเป็นสมาชิก ภาพต่อไป เพียงแต่รัฐบาลไม่อยากที่จะสมทบซ้ําสองผ่านกองทุนนี้ จึงสงวนสิทธิว่า รัฐบาล จะไม่สมทบ และนอกจากนั้นก็จะไม่ค้ําประกันส่วนที่เขาออมเพิ่มเติมด้วย เพราะตรงนั้นเป็น ภาระและเป็นสิทธิที่เรามีให้กับผู้ที่มีไม่มีหลักประกันอื่น ๆ นะครับ นี่คือเจตนา คราวนี้ที่ท่าน สมาชิกได้ถามว่า เมื่อออกจากการเป็นสมาชิก ในส่วนของการคืนเงินได้คืนเงินสมทบที่รัฐบาลได้ สมทบในช่วงที่เขาเป็นสมาชิกกองทุนนี้ โดยไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมหรือไม่ คําตอบคือ แน่นอนครับ เพียงแต่ในส่วนที่เขาสะสมหลังจากที่เขาได้เข้าไปเป็นสมาชิกกองทุน ประกันสังคมนั้นก็จะถูกถอนออกไป โดยไม่ได้นําส่วนนั้นไปคํานวณเงินดํารงชีพหรือว่าบํานาญ ของเขาเท่านั้นเองครับ
ไม่ติดใจนะครับ หมอชลน่านครับ เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ไม่ได้อยากจะทําให้ เสียเวลา แต่ว่าถ้อยคําที่ใช้นี้มันทําให้เราสับสนจริง ๆ ครับ ฟังจากเจตนารมณ์เราต้องการให้ สมาชิกกองทุนอื่น เมื่อมีความประสงค์จะมาเข้าสู่กองทุนนี้ กรณีท่านจะสิ้นสมาชิกภาพแล้ว กองทุนนี้ก็เปิดโอกาส เพราะว่ามาตรา ๓๐ ท่านห้ามไว้ว่า ขณะที่คุณเป็นสมาชิกอื่น ห้ามมาเป็น ฉะนั้นเขาจะเป็นได้กรณีที่เขาหมดสมาชิกภาพจากกองทุนอื่นเท่านั้นเองเขาถึง มาเป็นได้ ถ้าฟังจากท่านรัฐมนตรีชี้แจงนะครับ ท่านประธานชี้แจง ความเป็นอย่างนั้น แต่บางทีการเขียนอย่างนี้ เขียนไว้ ก่อนสิ้นสมาชิกภาพ ให้สมาชิกนั้นคงการเป็นสมาชิกต่อไปได้ ผมอาจจะสมองไม่ดีพอ อ่านอย่างไรก็ข้องใจ เข้าใจค่อนข้างยากมาก จริง ๆ เจตนารมณ์ ท่านบอกว่า เมื่อเขาหมดสิ้นสมาชิกภาพจากกองทุนอื่นมาเป็นสมาชิกกองทุนนี้ได้ สามารถ ที่จะนําเงินไปสะสมได้ หรือไม่สะสมก็ได้ ท่านเป็นเงื่อนไขอย่างนั้นมาเป็นสมาชิก จะสะสม เงินก็ได้ ไม่สะสมก็ได้ ซึ่งฟังแล้วถ้าผมเป็นผู้ประกันตนนะครับ ส่งเงินชราภาพอยู่นี่ สมมุติว่า ผมชรานะครับ สะสมก็ได้ ไม่สะสมก็ได้ รัฐบาลไม่จ่ายสมทบ ผมจะมาเป็นทําไม ผมได้อะไรขึ้นมา มีดอกเบี้ยดีกว่าหรืออย่างไร ถ้าผมเอาเงินผมมาลงตรงนี้มันดีกว่าธนาคารหรือไม่ ไม่มี หลักประกันครับ ธนาคารอาจจะดีกว่าก็ได้ เพราะฉะนั้นการเขียนอย่างนี้ ท่านบอกว่าจะเป็น การส่งเสริมการออม โดยเฉพาะเงื่อนไขท่านเพียงแต่บอกว่า กรณีถ้าสมาชิกจ่ายเงินสะสม ก็คืนผลประโยชน์ทั้งจํานวน เงินสะสมรวมทั้งผลประโยชน์คืนให้หมด แต่รัฐบาลไม่จ่ายสมทบ ผมว่าไม่มีประโยชน์ครับ ท่านประธานครับ มีประโยชน์อะไร มันมีประโยชน์ตรงไหน สมมุติ ผมไม่จ่าย ผมมาสมัครเป็นสมาชิกผมไม่จ่ายเงินสะสมเลย ผมมีเงินเดิมของผมอยู่ เงินเดิมของผม ก็อยู่ในกองทุนเดิม ผมไม่ค่อยเข้าใจครับประเด็นนี้ เดี๋ยวท่านประธานคณะกรรมาธิการ กรุณาอธิบายสักนิดหนึ่งครับ เผื่อจะได้แจ่มแจ้ง ผมจะได้ไปชี้แจงกับพี่น้องประชาชนได้ว่า สิทธิที่เขาจะได้รับ เขาควรจะได้อย่างไร เพราะสมาชิกกองทุนคนอื่นเขามีเยอะที่เขาเห็นว่าจะต้องมาอยู่กองทุนนี้ ทางที่ดี ท่านประธานครับ เมื่อเขาหมดสิ้นจากกองทุนอื่นเขาก็ได้รับประโยชน์จากกองทุนอื่นไป ถ้าเขามา ลงทุนกองทุนนี้ ก็คือเป็นสมาชิกกองทุนนี้เขาควรจะได้รับสิทธิตามสมาชิกที่ลงทุน กรณีเขา จ่ายเงินสะสมใช่ไหมครับ เขามาลงทุนใหม่นี่ครับมาจ่ายเงินสะสมใหม่ กรณีถ้าเป็นอย่างนั้น รัฐบาลก็น่าจะจ่ายสมทบให้เขา ก็คํานวณตามที่เขาพึงจะได้ ผมคิดว่าอย่างนั้นน่าจะเป็นแรงจูงใจ ให้สําหรับคนเหล่านั้นมาออมมากยิ่งขึ้น น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกนะครับ ท่านคุณหมอชลน่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้ถามว่าการเปิดสิทธิให้กับสมาชิกที่เข้าไปเป็นสมาชิกกองทุนอื่นสามารถ ที่จะออมต่อไปในบัญชีกองทุนการออมแห่งชาติของเขา โดยไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบนั้น มีไปแล้ว เขาได้ประโยชน์อะไร ประเด็นนี้ผมขออนุญาตชี้แจงคืออย่างนี้ครับมันเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ เคยเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อสักครู่ผมได้อภิปรายครับว่าบางครั้งประชาชน กลุ่มนี้อาจจะไม่เคยมีเคยชินในการที่จะมีบัญชีการออมมาก่อน แต่เนื่องจากมีแรงจูงใจผ่าน โครงสร้างของกองทุนการออมแห่งชาติในรูปของเงินสมทบของรัฐบาล จึงดึงให้เขาเข้ามาอยู่ ในระบบการออมได้ คราวนี้พอเวลาผ่านไปเราลองสมมุติดูนะครับว่าเขาเป็นสมาชิกกองทุน การออมแห่งชาตินี้สักประมาณ ๕ ปีหรือ ๑๐ ปี ออมไปเรื่อย ๆ มีความเคยชินในการที่จะ เดินไปที่ธนาคารออมสินหรือ ธ.ก.ส. ก็แล้วแต่เพื่อที่จะไปเติมเงินสะสมของเขาในแต่ละเดือน นะครับ ทํามาเป็นกิจวัตรทุก ๆ เดือนตลอดช่วง ๑๐ ปี หลังจากนั้นโดยบังเอิญเขาไปได้งาน ทําที่ทําให้เขาเข้าไปอยู่ในระบบประกันสังคม เราเพียงแต่ต้องการที่จะเปิดช่องไว้เผื่อว่าเขา ยังอยากที่จะประสงค์ที่จะออมผ่านโครงสร้างของกองทุนนี้ผ่านบัญชีของเขาต่อเนื่อง เขาก็ สามารถที่จะทําได้ก็เท่านั้นครับ ถ้าสมมุติว่าสมาชิกท่านนั้นพบว่าเขาสามารถที่จะนําเงินออม ไปฝากไว้กับธนาคารโดยตรงนะครับอาจจะได้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยที่สูงกว่า ผลตอบแทนที่เขาได้รับผ่าน กอช. เขาก็สามารถที่จะทําได้ ดังนั้นเราเพียงแค่เปิดไว้เป็น ทางเลือก ไม่ได้ไปปิดทางเขาว่าถ้าเขามีความเคยชินที่จะออมผ่านโครงสร้างกองทุนการออม แห่งชาติเท่านั้นนะครับ วันดีคืนดีเราไปปิดทางเขา เขาอาจจะหยุดการออมเลย ก็ไม่อยากที่ จะทําเช่นนั้น ก็เป็นการเปิดช่องทางครับไม่ได้หวังอะไรมากกว่านั้น ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติม ว่าในกรณีถ้าสมมุติว่าเขาออกไปอยู่ในระบบประกันสังคมเวลาผ่านไป เขากลับมาเป็น แรงงานอิสระ นอกระบบประกันสังคมใหม่เขาก็สามารถที่จะกลับเข้ามาต่อยอดบัญชีใน กองทุนการออมแห่งชาติของเขาได้โดยได้รับเงินสมทบโดยรัฐบาลต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็เพื่อความชัดเจนครับ แล้วก็เป็นคําอธิบายว่าทําไมเราถึงเปิดช่องโอกาสให้กับสมาชิก สามารถที่จะออมผ่านบัญชีเดิมของเขาใน กอช. ได้ต่อไปถึงแม้ว่าเขาได้รับการคุ้มครองใน ระบบประกันสังคมแล้ว
ท่านชลน่าน สืบเนื่องนะครับ เดี๋ยวต่อด้วยหมอวรงค์นะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดน่าน ขอบคุณท่านประธานครับ ฟังคําชี้แจงแล้วผมกระจ่างขึ้น ความหมายคือ มาตรา ๓๙ เขียนเพื่อรองรับสมาชิกที่เคยเป็นสมาชิกกองทุน แล้วเขาไปเข้าสู่ระบบอื่น ถ้ามีโอกาสเขายังสามารถเป็นสมาชิกกองทุนต่อไปได้ ช่วงที่เขาเป็นสมาชิกกองทุนอื่น จะจ่ายเงินสะสมก็ได้ ไม่จ่ายก็ได้ใช่ไหม ถ้าจ่าย รัฐบาลก็จะสมทบให้ เว้นแต่ถ้าคุณพ้นจาก สมาชิกของกองทุนอื่น ถ้าคุณจ่ายสะสมรัฐบาลสมทบ อันนี้ผม โอเค. ถ้าอย่างนั้นผมเข้าใจ ตรงท่าน ท่านประธานครับ ด้วยความขอบคุณ ถ้าสมมุติว่าไปเขียนอย่างนี้นะครับ ในมาตรา ๓๐ มันเป็นข้อห้ามว่าห้ามคนที่เป็นสมาชิกกองทุนอื่นเป็นสมาชิก แต่ว่าอาศัย มาตรา ๓๙ มายกเว้น มาเปิดช่องให้ ความหมายเป็นอย่างนั้นนะครับ ผมจะได้ไปชี้แจงกับ พี่น้องที่เขาจะมีโอกาสเข้าสู่กองทุนนี้ได้นะครับ ตอนแรกผมก็ต้องยอมรับผมไม่เข้าใจจริง ๆ เพราะมองมุมเดียว ถ้าคุณเป็น ห้ามเป็น แต่กรณีท่านรัฐมนตรีสมมุติ ผมคิดว่ามันจะมีโอกาส หรือครับ มีหรือครับ มีใช่ไหมครับ น่าจะมี ขอบคุณครับ
หมอวรงค์ยังติดใจนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ ผมสมมุติว่าเงินสะสมคือเงินก้อนที่ ๑ จะได้พูดแล้วไม่งงครับ เงินก้อนที่ ๑ คือเงินสะสมที่ชาวบ้านจ่าย เงินสมทบคือเงินก้อนที่ ๒ ที่รัฐบาลสมทบให้มา ดอกผลคือเงินก้อนที่ ๓ ผมสมมุติตามนี้ จะได้พูดถึงเงินก้อน ๑ เงินก้อน ๒ และเงินก้อน ๓ ตามช้า ๆ นะครับ เงินสะสมที่ชาวบ้านจ่ายคือเงินก้อนที่ ๑ เงินสมทบจากรัฐบาลคือเงินก้อนที่ ๒ และดอกผลคือเงินก้อนที่ ๓ นาย ก อายุ ๒๐-๓๐ ปี เขาไม่ได้เป็นแรงงาน เป็นชาวไร่ชาวนาธรรมดา เขาจะได้เงินทั้ง ๓ ก้อนถูกไหม คือเงินสะสม เขา ๑ ก้อน รัฐบาลจะสมทบให้เขา ๑ ก้อน และเงินก้อนที่ ๓ เป็นดอกผลที่คํานวณ ไปเรื่อย ๆ วันดีคืนดีนาย ก คนนี้อายุ ๓๐ ปี ไปสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่งและเข้าระบบ ประกันสังคม ในช่วงอายุ ๓๐-๖๐ ปี เขาก็ยังส่งเงินสะสมคือเงินก้อนที่ ๑ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งในช่วงอายุ ๓๐-๖๐ ปีนี้เขาไม่ได้เงินก้อนที่ ๒ เขาไม่ได้เงินสมทบเงินก้อนที่ ๒ แต่เขายังได้ ดอกผลคือเงินก้อนที่ ๓ เมื่อสักครู่ผมเรียนถามท่านรัฐมนตรี เมื่อวันดีคืนดีเขาลาออก ตอนอายุ ๕๕ ปี รัฐมนตรีก็บอกว่าช่วงอายุ ๒๐-๓๐ ปี เขาก็ควรจะได้เงินทั้ง ๓ ก้อนถูกไหมครับ เพราะช่วงอายุ ๒๐-๓๐ ปีช่วงนี้เขาเป็นชาวไร่ชาวนา เขาควรจะได้มีเงินสะสมเข้ากองทุน ก้อนที่ ๑ เขาควรได้รับสิทธิเงินสมทบจากรัฐบาลเป็นเงินก้อนที่ ๒ แล้วมีดอกเบี้ยด้วยคือเงิน ก้อนที่ ๓ แต่ในช่วงอายุ ๓๐-๕๕ ปีที่เขาลาออกมา เฉพาะช่วงนี้เขาควรจะได้เงินเฉพาะ คือเงินก้อนที่ ๑ ขณะเดียวกันก็ได้ดอกผลก็คือเงินก้อนที่ ๓ ช่วงนี้ไม่ได้เงินสมทบจากรัฐบาล อันนี้เข้าใจตรงกันนะครับ แต่ผมกังวลว่าในข้อกฎหมายที่เขียน ผมเกรงว่าวันที่อนาคตผ่านไป หลาย ๆ ปี ผมก็ยังไม่สบายใจว่าในภาษากฎหมายที่เขียนไว้ในวรรคสองที่ว่า เมื่อสมาชิก สิ้นสมาชิกภาพ ให้กองทุนจ่ายเงินสะสม ก็คือเงินก้อนที่ ๑ ที่สมาชิกจ่ายตามวรรคหนึ่ง พร้อมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินดังกล่าวให้แก่สมาชิกรายนั้นทั้งจํานวน ก็คือเงินก้อนที่ ๓ คือผมอ่านอย่างไร ๆ มันก็เหมือนกับว่าประชาชนคนนี้จะได้เงินแค่ ๒ ก้อน คือเงินสะสม ก้อนที่ ๑ กับเงินดอกผลคือเงินก้อนที่ ๓ ผมเกรงว่าคนจะไปตีความว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ในช่วงตอนต้น ๆ ที่เขาอายุ ๒๐-๓๐ ปี เขาไม่ต้องได้เงินจากรัฐบาลเพียงเงินก้อนที่ ๒ ครับ ผมกังวลตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ
กรรมาธิการจะทําความเข้าใจเพิ่มเติมไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการครับ ผมเข้าใจความเป็นห่วงของคุณหมอวรงค์ดีครับ พยายามที่จะไล่ตามคุณหมอวรงค์ไปนะครับ คือคุณหมอเป็นห่วงว่าในช่วง ๒๐ ปี ถึง ๓๐ ปี ที่เขาเองเกิดได้รับเงินทั้งเงินสมทบ เงินสะสม ดอกผล ในส่วนนี้เขาจะได้เงินคืนได้อย่างไร ถ้าเขียนลักษณะมาตรานี้ คําตอบก็คือไปเข้าวิธีการปกติตามมาตรา ๓๔ ครับ แค่นั้นครับ สั้น ๆ ครับ คือถ้าเป็นกรณีที่เขาจะได้เฉพาะแต่เงินสะสมและดอกเบี้ย ก็ไปเข้ามาตราที่เราพูดถึงกันนะครับ แต่ในกรณีช่วง ๒๐-๓๐ ปี ที่คุณหมอถามว่าเขียนอย่างนี้จะครอบคลุมและเงินจะออกให้เขา ได้ไหม คําตอบคือได้ครับ ไปเข้าวิธีการปกติตามมาตรา ๓๔ เป็นคนละช่องทางเดินกันครับ คุณหมอครับ
จะซักต่อหรือครับ เชิญครับ
คือผมเข้าใจเจตนาที่ตรงกันแล้ว นะครับ แต่ตัวหนังสือผมยังกังวล และยิ่งท่านอรรถวิชช์ที่บอกว่าให้ไปเข้าในช่องปกติตาม มาตรา ๓๔ แต่บังเอิญในวรรคสองก็เขียนไว้ว่า โดยไม่ต้องนําเงินดังกล่าวไปลงคํานวณ บํานาญตามมาตรา ๓๔ มันก็เลยยิ่งสับสนกันไปใหญ่ครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ เชิญ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตชี้แจงนะครับ ในวรรคสองผมคิดว่าจะอ่านให้ชัดนะครับ ต้องให้ความสําคัญ กับประโยคที่เขียนว่า เมื่อสมาชิกสิ้นสมาชิกภาพ ให้กองทุนจ่ายเงินสะสมที่สมาชิกจ่าย ตามวรรคหนึ่ง ซึ่งตามวรรคหนึ่งนั้นก็คือ หมายถึงการจ่ายเงินสะสมของสมาชิกโดยที่ไม่ได้รับ สิทธิการสมทบ ในฐานะที่สมาชิกได้รับการคุ้มครองในระบบประกันสังคมอยู่แล้ว คือ ความจริงในตัวอย่างที่คุณหมอได้กรุณาให้เมื่อสักครู่นี้นะครับ จะง่ายกว่า ถ้าเราจะพิจารณา ก้อนเงินไว้เป็น ๔ ก้อน ไม่ใช่ ๓ ก้อน คือก้อนแรกก็คือก้อนที่สมาชิกสะสมในช่วงที่ยังเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ และไม่ได้รับการคุ้มครองในระบบประกันสังคม ก้อนที่ ๒ ก็คือ ตามที่คุณหมอได้กรุณา อธิบายเมื่อสักครู่นะครับ ก็คือเงินสมทบของรัฐบาล ส่วนก้อนที่ ๓ ก็คือดอกผล ทีนี้ก้อนที่ ๔ มันเกิดขึ้นเมื่อสมาชิกไปได้งานทําในระบบ แต่ยังประสงค์ที่จะออมผ่านกองทุนนี้ต่อไป ก็สะสมเงินต่อไป โดยที่แยกส่วนจากก้อนที่ ๑ เพราะว่าเงินสะสมก้อนนี้ไม่ได้เอามาใช้ ในการคํานวณบํานาญในอนาคต ไม่ได้รับเงินสมทบแต่อย่างใด จึงสมควรที่จะพิจารณาว่า มีเงินทั้งหมดในกรณีนี้คือ ๔ ส่วน และส่วนที่ครอบคลุมในมาตรา ๓๙ ในวรรคสองก็คือ ส่วนที่ ๔ นะครับ ไม่ได้หมายถึงเงินสะสมในส่วนที่ ๑ ในช่วงที่เขาสะสมในขณะที่เขาเป็น สมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ โดยที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมแต่อย่างใด ขอบคุณครับ
ไม่ติดใจแล้วนะครับ ยังติดใจ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเข้าใจ ตอนนี้โดยสาระเราเข้าใจตรงกัน แต่ที่เป็นข้อกังวลใจคือภาษาหนังสือที่อ่านดูแล้วถ้าอ่านดู ผิวเผินนะครับ อีก ๑๐ ปีผ่านไปผมเกรงว่ากรรมการชุดหน้าเกิดเขาหัวหมอขึ้นมา มันเขียน แค่นี้ก็จ่ายเฉพาะเงินสะสมพร้อมดอกผล โดยที่ไม่ได้พาดพิงถึงเงินสมทบในช่วงก่อนที่เขายัง ไม่มีงานทํา แต่ไม่เป็นอะไรครับ ผมเชื่อว่าอย่างน้อยที่ต้องการให้ถกเถียงเยอะ ๆ เพื่อให้มี การบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าเวลามีปัญหาขึ้นมาจะได้เอาหลักฐานตรงนี้มาเป็นตัวตีความอีกที ขอบคุณครับ
ก็ถือว่า ได้บันทึกเจตนารมณ์ไว้ในบันทึกการประชุมแล้วนะครับ เผื่อโอกาสหน้าเกิดจะตีความผิดเพี้ยนไป มาตรา ๔๐ ก็ถือว่าท่านสมาชิกได้อภิปรายควบคู่กับมาตรา ๓๙ ไปแล้วนะครับ เชิญ มาตรา ๔๑ เลยครับ
มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ ไม่มี การแก้ไขครับ หมวด ๔ การเงินและการบัญชี ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔๕ มีการแก้ไข
มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี เชิญผ่าน
มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ และ มาตรา ๕๐ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๕ การตรวจสอบและรายงาน ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๓ คณะกรรมาธิการตัดออก
เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมคิดว่าตามมาตรา ๕๓ ในร่างเดิมนั้นก็น่าจะมีความเหมาะสมในการบังคับใช้อยู่ตามสมควร แต่กระผมมีความเข้าใจ อีกเหมือนกันว่า เมื่อท่านตัดมาตรา ๕๓ ออก ท่านก็มาบัญญัติไว้ในมาตรา ๕๖/๑ แต่เนื้อถ้อยกระทงความนั้นมันจะไม่สมบูรณ์ตามมาตรา ๕๓ เดิม กระผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่ากระผมขออนุญาตท่านประธานนํามาตรา ๕๖/๑ เพราะว่าเป็นข้อความที่ เกี่ยวเนื่องกันมาอภิปราย ในมาตรา ๕๖/๑ ให้กองทุนจัดทํารายงานประจําปีเสนอ คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อทราบภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับจาก วันสิ้นปีบัญชี กระผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าคําว่า รายงานให้คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทราบ ดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงระหว่างกองทุน กับผู้มีอํานาจ รวมทั้งประชาชนด้วย ดูเหมือนนะครับ แต่ท่านประธานต้องคํานึงถึงว่า รายงานเพื่อทราบ สมมุติว่ารายงานให้คณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ กระผมต้องกราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีอยู่ คําว่า ถึงวาระเพื่อทราบ ผมก็เคยเป็น โดยมากก็จะไม่มีการถกแถลงอะไรให้มันเป็นการละเอียดอ่อนนัก ดูเหมือน จะเป็นการละเลยในบางสิ่งบางอย่างเสียด้วยซ้ําไป ท่านแก้ไขมาตรา โดยตัดมาตรา ๕๓ โดยบัญญัติไว้อย่างนี้ แสดงว่าท่านเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ในการที่จะควบคุมกํากับดูแล รับผิดชอบ ออกค่อนข้างจะมาก ท่านประธานครับ ถ้าท่านยกออกไปเสียให้มีความสมบูรณ์กระผมก็จะไม่ว่ากระไร แต่ท่านที่ ยกร่างมาดูเหมือนจะไปล้อเลียนแบบองค์กรอิสระที่ไม่ต้องกํากับของรัฐบาล ไม่ต้องให้ รัฐมนตรีดูแล ไม่ต้องรับผิดชอบ เวลาที่ผมจะต้องสอบถามละครับ ในการทําหน้าที่ของ ฝ่ายนิติบัญญัติในการที่รับใช้ประชาชนมา ได้รับอาณัติสัญญาณเลือกมาทําหน้าที่แทน ประชาชนที่จะต้องมีส่วนร่วมในองค์กรนี้ที่จะต้องถกแถลง ที่จะสอบถาม ผมจะไปสอบถามอะไร รายงานเพื่อทราบ ใครจะมาชี้แจง เพราะว่ารายงานเพื่อทราบ ในเจตนารมณ์ของมาตรา ๕๓ เดิม ท่านรัฐมนตรีถ้าดูอย่างผมนี่นะครับ จะเห็นว่าให้กองทุนจัดทํารายงานผลงานประจําปี ในปีที่ล่วงมาแล้วเสนอรัฐมนตรีภายใน ๑๒๐ วัน นับจากวันสิ้นปีบัญชี กล่าวคือสภาพบังคับ หมายความว่า กองทุนนี้จะไม่ใช่กองทุนอิสระโดยที่จะต้องพาส (Pass) ไปยังคณะรัฐมนตรีเลย พาสไปยังสภาผู้แทนราษฎร พาสไปยังวุฒิสภา ท่านรัฐมนตรีก็ยังจะมีหน้าที่ในการที่จะดูแล กองทุนนี้ให้เกิดความบริสุทธิ์ ไม่ให้เกิดปัญหา ถ้าสมมุติว่ามีการเกิดปัญหาผมยื่นกระทู้ถามสด ผมยื่นกระทู้ถามแห้ง ผมยื่นญัตติถามรัฐมนตรีก็ย่อมกระทําได้ แต่ท่านตัดวงจรนี้ออกไปเสีย การเชื่อมโยงกับประชาชนละครับจะมีปัญหา ผมอยากจะทวงถามท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการว่าเนื้อหาในมาตรา ๕๓ เดิมนั้น ท่านหายไปไหน ตรรกะในการที่จะโยนทิ้งไป ในการตัดทิ้งไปแปลว่าให้กองทุนนี้เปรียบเสมือนกองทุนอิสระ โดยที่จะต้องเชื่อมโยงกับ ท่านรัฐมนตรีกระนั้นหรือ ท่านไม่ต้องรับผิดชอบกํากับดูแล ท่านไม่ต้องไปทําอะไร มันจะขัดกับ กฎหมายการบริหารราชการแผ่นดินที่ท่านดํารงอยู่หรือไม่ สิ่งนี้ก็ต้องคํานึงถึงนะครับ ถ้าท่านตัดตรงนี้ไปแก้ไขในมาตรา ๕๖/๑ เดิม แต่เอาเนื้อหาของตรงนี้ไปปะไว้ด้วย กระผม ก็จะไม่ติดใจครับท่านประธาน
เชิญท่านกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการนะคะ ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ที่ได้ให้ข้อสังเกต สําหรับในมาตราที่เกี่ยวข้องเรื่องของการตรวจสอบและการรายงานผลการดําเนินงานของ กองทุน กรรมาธิการก็ได้พิจารณาด้วยความรอบคอบ เพราะว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่มี ความสําคัญแล้วก็ประชาชนได้เป็นเจ้าของมีส่วนร่วม มาตรา ๕๓ ที่ตัดออกไปนั้นก็ตามที่ ท่านได้ให้ข้อสังเกตแล้วว่าไม่ได้ตัดหายไปไหนนะคะ แต่ว่าได้เพิ่มความเข้มข้น ถ้าท่านไล่เลียงมา ขออนุญาตไล่เลียงมาตราที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบนั้นจะเริ่มตั้งแต่มาตรา ๕๑ ก่อนเลย ต้องรายงานให้สมาชิกทราบปีละ ๑ ครั้ง มาตรา ๕๒ กองทุนต้องยื่นรายการแสดงการจัดการ กองทุนต่อรัฐมนตรีอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง อันนี้เรียกว่าเดือนละ ๑ ครั้งนะคะ ส่วนมาตรา ๕๓ ที่ปรับไปก็ไปอยู่ในมาตรา ๕๖/๑ ซึ่งในส่วนนี้ดิฉันขอเชื่อมโยงว่าในความเดิมไม่มีเลยนะคะว่า กองทุนต้องมารายงานต่อสภา ไม่มีส่วนนี้ แต่กรรมาธิการได้เห็นว่ากองทุนนี้จะต้องยึดโยงกับ พี่น้องประชาชนแล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้ที่จะต้องได้รับความเห็น แล้วก็เป็นผู้ตรวจสอบที่สําคัญจึงได้เพิ่มความนี้เข้ามา ทีนี้ถามว่าความที่ท่านบอกว่า ในความเดิม ที่หายไปเสนอรัฐมนตรี แต่ว่าท่านดูแล้วนะคะ มาตรา ๕๔ กองทุนกว่าจะมาถึงสภาต้องส่งไป ที่จัดทํางบการเงิน เสนอผู้สอบบัญชีภายใน ๑๒๐ วัน มาตรา ๕๕ ให้ สตง. ให้ความเห็นชอบ ผู้สอบบัญชีอีก มาตรา ๕๖ ก็ต่อมาให้เห็นว่าผู้สอบบัญชีทํารายงานการสอบบัญชีเสนอต่อ รัฐมนตรี พอมาถึงมาตรา ๕๖/๑ ที่ท่านให้ข้อสังเกตนะคะ ให้กองทุนจัดทํารายงานประจําปี เสนอคณะรัฐมนตรี การที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีได้ก็หมายความว่ากองทุนจะต้องรายงานต่อ รัฐมนตรีเจ้าสังกัดก่อน เพราะฉะนั้นโดยกระบวนการคิดว่าแม้จะเขียนอย่างนี้ก็หมายความว่า กองทุนได้ทํารายงานต่อรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงแล้วถึงจะส่งเข้าคณะรัฐมนตรีได้ ส่วนเมื่อมาถึงสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานั้น เดิมทีพวกเรา ท่านสมาชิกทุกท่านคงจะ ทราบว่าขณะนี้รายงานของกองทุนต่าง ๆ หน่วยงานต่าง ๆ ที่ค้างอยู่ในวาระของสภา มีจํานวนมาก ถ้าท่านไปตรวจสอบวาระการประชุมนะคะบางกองทุนตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ก็ยัง ไม่ได้พิจารณาเลยนะคะ เพราะว่าเราจะพิจารณากันในสมัยประชุมทั่วไป สมัยนิติบัญญัติ เราก็ไม่ได้พิจารณา เพราะฉะนั้นในมาตรา ๕๖ เดิมบอกว่า เมื่อรายงานแล้วก็ยังต้องประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้นแม้ว่ามารายงานต่อสภาก็ไม่สามารถไปปรับปรุงแก้ไข รายงานได้ เพราะฉะนั้นก็จึงคิดว่าการเขียนว่า มารายงานเพื่อทราบ น่าจะเป็นจริงนะคะ สอดคล้องกับการทําหน้าที่ของสภา อย่างไรก็ตามแม้ว่าเป็นการรายงานเพื่อทราบ แต่คณะรัฐมนตรีที่ได้รับฟังก็จะได้นําข้อมูลของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ไปปรับปรุง เพราะฉะนั้นแล้วดิฉันคิดว่าการเขียนแบบนี้ก็จะทําให้มีการตรวจสอบเป็นขั้นตอนแล้วก็ สอดคล้องกับการทําหน้าที่ได้จริงนะคะ เพราะว่าถ้าเราเขียนว่า เพื่อพิจารณา แล้วก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขรายงานเดิมได้นะคะ ขอกราบเรียนค่ะ
เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมขอกราบเรียนท่านว่า ความสง่างามการไปทําหน้าที่นั้น กระผมยกย่องตามสมควร ถึงแม้ว่าท่านจะยกย่องตัวเอง หรือไม่ กระผมก็ยกย่องพอสมควร แต่การอ่านกฎหมายไม่ได้อ่านอย่างที่ท่านกรรมาธิการ ได้ชี้แจงผม การอ่านกฎหมายต้องอ่านในสาระของกฎหมายให้ถี่ถ้วน ความคิดเห็นของท่าน บอกว่าตัดตรงนี้แล้วมันก็มีความสมบูรณ์ก็จะทําได้ ไม่ใช่ครับท่านประธานครับ ผมไม่ต้องการ ที่จะมาสอนกฎหมายกลางสภา ไม่สอนตรรกะตรงนี้กลางสภา แต่เพียงแต่เตือนให้ท่านรู้ว่า ตรรกะที่ท่านคิดอยู่นั่นคือความคิดเห็นของท่านแต่ไม่ใช่หลัก ท่านประธานครับ ในมาตรา ๕๒ อ่านก็เข้าใจว่าให้กองทุนยื่นรายงานแสดงการจัดการกองทุนต่อรัฐมนตรี อย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง ผมก็เคยเป็นนี่ครับ ผมก็เคยตรวจสอบรายงาน หมายความว่า เขาถี่จัด แทนที่จะปีหนึ่ง ๑ ครั้ง แต่ละเดือน ๆ เขาก็ซอยย่อย ซอยย่อย ซอยย่อย เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน อะไรเป็นที่เข้าใจในมาตรา ๕๒ เป็นที่เข้าใจ แต่ผมไม่ได้ติดใจตรงนั้น พอมาถึงมาตรา ๕๓ บอกว่าถ้าครบปีแล้ว ในรอบสิ้นปีบัญชี เขาให้คุณ ๑๒๐ วัน จะต้องให้กองทุนจัดทํารายงานผลงานประจําปี เห็นไหมครับ คนละตัวอักษรเลย คนละเรื่อง ไม่ใช่เป็นอย่างที่กรรมาธิการมาชี้แจงแบบให้กระผมไขว้เขว แต่บังเอิญกระผมยืนแน่นในการที่ชี้แจงให้ผมเขวนั้น ก็คงจะเป็นไปด้วยความลําบาก ในมาตรา ๕๔ ให้กองทุนจัดทํางบการเงิน เพื่อแสดงผลดําเนินการและฐานะการเงิน เสนอผู้สอบบัญชีภายในอย่างนั้นอย่างนี้ไป มาตรา ๕๕ รวมทั้งมาตรา ๕๖ มันเป็นคนละเรื่องกัน จริงอยู่ในกรณีเพื่อทราบถ้ามันไม่เสียมารยาทกันจริง ๆ เขาก็จะไม่ขึ้นมาพิจารณา เป็นรายละเอียด เพียงแต่ท้วงติงโดยภาพรวมเท่านั้น แต่ในวาระเพื่อพิจารณาไม่ว่าวาระ เพื่อพิจารณาที่ตรงนี้ หรือที่ประชุมอื่น ก็จะมีสภาพการทํางานที่แตกต่างกัน ความเชื่อมโยง กับประชาชนดังที่ท่านอ้าง มันไม่ใช่นี่ครับ ในกรณีที่ผมมาทํางานตรงนี้ กระผมมีบทบัญญัติ รองรับ ไม่ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง สภาพการทํางานของผม หน้าที่ทํางาน ของผม สิทธิในการทํางานของผมในการที่จะก้าวล่วงหรือในการที่จะทํางานนั้นมีมากน้อย แค่ไหน เพียงใด กระผมมีขอบเขตครับ ท่านตัดวงจรนี้ออกไปเสีย ทําให้การที่จะต้องถกถึง รายงานของท่านประจําปีนั้นขาดหายไป ไม่ใช่งบ ไม่ใช่อะไรต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าถึงไม่มี กฎหมายตรงนี้ขึ้นมา ท่านรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบตามกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ ผมเข้าใจ แต่วงจรนี้มันไม่ใช่ เขียนกฎหมายตรงนี้มันไม่ใช่ ที่ท่านจะเข้าใจว่าสามารถ ครอบคลุมได้ ท่านตัดสาระสําคัญตรงนี้ออกไปทําไมละครับ ตอบผมสิครับว่าตรงนี้เนื้อหา ในมาตรา ๕๓ เดิม พอบรรจุเข้าไปรวม ๆ กันในมาตรา ๕๖ กระผมไม่ต้องการรื้อกันทั้งหมด ไม่ใช่รวนกันอย่างนั้น เพียงแต่ว่าอยากให้เนื้อหามันมีความสมบูรณ์ในตัวมันเท่านั้นครับ ท่านประธาน
ท่านจุลพันธ์
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ต่อมาตรา ๕๓ ของพระราชบัญญัติการออมแห่งชาติที่ได้มีการตัดออกแล้วไปบวกเพิ่มในมาตรา ๕๖/๑ ผมเข้าใจว่าผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้อภิปรายในวาระ ๑ ในเรื่องของมาตรา ๕๓ นี้ เพราะผมเห็นถึง ความไม่สบายใจ ผมท้วงติงในเรื่องความไม่สบายใจมาตั้งแต่ต้นนะครับ กองทุนซึ่งจะ เกิดขึ้นนี้มันมีความสงสัยอยู่โดยตลอดว่า ในที่สุดเราจะหลีกหนีจากเรื่องของการแทรกแซง จากฝ่ายการเมืองได้อย่างไร ผมท้วงติงไปว่า นี่เหมือนตีหัวเข้าบ้านเลย มีกองทุนก็ตั้งกันขึ้นมา มีผู้ทรงคุณวุฒิก็ตั้งมา ในที่สุดมันก็อํานาจของข้าราชการกับฝ่ายของรัฐบาลผู้บริหารประเทศ ทั้งนั้นที่จะตั้งผู้บริหารของกองทุนขึ้นมา พอตั้งมาแล้วก็มีการตรวจสอบ มีการดําเนินการ มีการนําเงินเป็นล้านล้านบาทไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ ย้อนกลับมา มาส่วนของ การตรวจสอบและรายงาน เมื่อก่อนมาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒ ก็บอกว่าให้นําเสนอต่อรัฐมนตรี นําเสนอรายงานการจัดการกองทุน ก็ ครม. มาตรา ๕๓ เก่า ก็บอกว่าให้ทํารายงานประจําปี เสนอ ครม. ภายใน ๑๒๐ วัน ทุกอย่างมันอยู่ที่รัฐบาลหมด มันไม่มีการตรวจสอบที่ถูกต้อง ผมก็ท้วงติงไปว่าขอรัฐสภา ขอสภาผู้แทนราษฎร เป็นอีกหนึ่งฝ่ายได้ไหม ที่จะเข้าไปทําการ ออดิท (Audit) ทําการตรวจสอบ มาตรา ๕๖/๑ ได้บรรจุเอาสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เข้ามา เพื่อทราบใน ๑๘๐ วัน เกี่ยวกับเรื่องของรายงานประจําปี จุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ แต่อย่างไรก็ตามต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่ามันยังไม่มีตัวใด ๆ เลยที่จะทําให้เกิด ความอุ่นใจในเรื่องของการนําเงินนี้ไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง ระหว่างปีหนึ่งเรามา รับทราบกันทีหนึ่งที่สภาผู้แทนราษฎร ช้าไปจากปีบัญชีเขา ๑๘๐ วันเป็นอย่างต่ํา เพราะว่า เขารายงานภายใน ๑๘๐ วัน เรามาดูนี้เราจะเห็นอะไรบ้าง ตามวรรคสองของมาตรา ๕๖/๑ ที่ได้เติมขึ้นมาผมถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะว่าท่านย้ายจากมาตรา ๕๓ มามาตรา ๕๖/๑ ให้เสนอแนบงบการเงินและรายงานผู้สอบบัญชีด้วย องค์ประกอบแค่ ๒ ตัวนี้ ผมกราบเรียน เลยว่าเอามาเสนอสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่เชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรจะไปตรวจจับอะไรได้ มาดูรายละเอียดมาดูข้อมูลกันก็จะเห็นแค่ว่าปีนี้กําไร ๕ เปอร์เซ็นต์นะ ปีหน้ากะว่าจะมีคน เข้าสมาชิกอีกเท่าไร จะมีเงินเพิ่มจาก ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑,๒๐๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท ตัวเลขแค่นี้ครับ ถามถึงประโยชน์ในการตรวจสอบ ในการที่เราทําหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะไปตรวจสอบเงินงบประมาณแผ่นดินที่จะไปเสริม ไปสมทบให้กับพี่น้องประชาชนในส่วนนี้ ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมมองไม่เห็น เอาไปลงทุนหุ้นตัวไหนก็ไม่รู้ เอาไปปั่นหุ้น มาหรือเปล่า ในที่สุดมันไม่มีตัวชี้วัดใด ๆ ที่จะทําให้เกิดความอุ่นใจ รายงานที่เกี่ยวกับ การตรวจสอบภายใน มาตรา ๔๕ ก็นําเสนอแค่กับคณะกรรมการ ก็กรรมการเป็นคนตั้ง ผู้ตรวจสอบภายใน ผู้ตรวจสอบภายในตรวจเสร็จก็เอามาเสนอต่อคณะกรรมการ ถามบอกว่า แล้วมันจะแก้ไขปัญหาอะไรได้ ถ้าเกิดมันมีการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) มันมีการใช้ ตําแหน่งหน้าที่ ใช้เงินตัวนี้ไปแสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ ผมยังมองไม่ออกว่าท่านจะสามารถ แก้ไขปัญหานี้ให้มันลุล่วงไปได้ เราก็มีกองทุนลักษณะนี้อยู่แล้ว กบข. ก็มีปัญหาต่อเนื่องมา เรื่อย ๆ วันนี้จะมีกองทุนที่ใหญ่กว่าเดิมเป็นเท่าตัว ท่านจะใช้มาตรการใด ๆ ที่จะทําให้ผม และเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีเขาได้อุ่นใจ ในการที่จะมั่นใจได้ว่าเงินของ เขาไม่กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่กลายเป็นเครื่องแสวงหาผลประโยชน์ ในตลาดทุน ในตลาดหลักทรัพย์ได้ ท่านช่วยชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ต้องขอบคุณท่านจุลพันธ์และท่านประยุทธ์อีกครั้งนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ได้แสดงความกังวลในประเด็นในเรื่องของความโปร่งใสการบริหาร จัดการกองทุนนี้ ก็ต้องขอเรียนว่าประเด็นนี้ต้องถือว่าเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความสําคัญ มากที่สุด แล้วก็ในชั้นกรรมาธิการเองเราก็ได้พิจารณาว่าตามมาตรา ๕๓ ตามร่างเดิม ที่ได้ผ่านการพิจารณาในหลักการเพียงพอในการยืนยันในเรื่องของความโปร่งใสและโอกาส ในการตรวจสอบโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนหรือไม่ คือเรานึกภาพอย่างนี้ว่า ตลอดช่วงระยะเวลาการบริหารจัดการกองทุนพวกเราในฐานะที่เป็น ผู้แทนพี่น้องประชาชน มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนน่าที่จะได้รับประเด็นการร้องเรียน ในกรณีที่ประชาชนพบว่ามีปัญหาในแง่มุมใดก็แล้วแต่เกี่ยวกับการเป็นสมาชิกภาพ ของกองทุนนี้ เราก็สะสมประเด็นร้องเรียนไว้ อาจจะยื่นกระทู้ในช่วงระหว่างปี หรืออาจจะ สอบถามไปโดยตรงที่กระทรวงการคลัง หรือแม้แต่ที่กองทุนโดยตรง แต่ในร่างตามมาตรา ๕๓ เดิม การรายงานหยุดอยู่ที่รัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งเราได้พิจารณาแล้วว่าการที่การรายงานหยุดอยู่ที่ รัฐมนตรีเท่านั้น ไม่เปิดโอกาสให้แม้แต่คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีโอกาส ในฐานะผู้ปกป้องประโยชน์ของพี่น้องประชาชนโดยรวมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือรับฟังรายงานอย่างเป็นทางการจากผู้บริหารกองทุนนั้น เป็นการควบคุมที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นนี่คือสาเหตุนะครับที่เราจึงได้ยกร่างมาตรา ๕๖/๑ ขึ้นมาเพื่อที่จะเปิดสิทธิให้กับพวกเรา ในสภาแห่งนี้ ผู้ที่เป็นต้นตอที่มาของกองทุนนี้ในฐานะผู้พิจารณาและผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ มีโอกาสในการที่จะรับทราบโดยตรงถึงแนววิธีการบริหารจัดการ รวมไปถึง ผลการบริหารของกองทุน และมีโอกาสในวันนั้นที่จะอภิปรายในประเด็นที่เราได้รับการ ร้องเรียน หรือข้อเสนอแนะจากพี่น้องประชาชนที่เป็นสมาชิก หรืออาจจะเป็นสมาชิก ในห้องนี้ ดังนั้นผมจึงอยากให้พวกเรานึกภาพนะครับว่า ในจุดเริ่มแรกนั้นไม่ได้เปิดช่องให้กับ สภาผู้แทนราษฎรมีโอกาสได้พิจารณาเลย ซึ่งประเด็นนี้ทางคณะกรรมาธิการก็ต้องเรียน ตามตรงว่าติดใจ จึงได้ร่างแล้วก็เปิดโอกาสให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทีนี้ประเด็นว่าจะเป็นเพื่อทราบหรือเพื่อพิจารณา ผมก็อยากจะเรียนอย่างนี้ว่าข้อเท็จจริงเลย ก่อนที่การรายงานจะครบถ้วน ผ่านการตรวจสอบทางบัญชีโดย สตง. ต่าง ๆ นานา และบรรจุเป็นวาระในที่ประชุมในสภาของเรา มันก็ผ่านเวลาไปช่วงหนึ่ง ก็คือพูดง่าย ๆ ข้อมูลจะไม่สดเสียทีเดียว นอกจากนั้นก็จะเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการ การรายงาน ผลประกอบการที่ผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นวาระว่าจะพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ มันไม่น่าจะเป็นสาระสําคัญ เพราะว่าเราก็ไม่รู้จะเห็นชอบอะไร มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว เป็นการรายงานผลประกอบการ ดังนั้นการที่คณะกรรมาธิการต้องการให้เรื่องนี้เข้ามาที่สภา เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ไม่ใช่เพื่อให้เราเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรายงานของกองทุน แต่เพื่อให้เรามีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นและอภิปรายในส่วนของแนวทางการบริหาร จัดการของกองทุนซึ่งจะมีผลต่อพี่น้องประชาชนที่เราดูแลอยู่อย่างมาก ขอบคุณครับ ขออนุญาตเรียนชี้แจงครับ
เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม เมื่อฟังคําชี้แจงของท่านประธาน กระผมจับประเด็น ผมพยายามตั้งใจฟัง ความตั้งใจของท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ผมเข้าใจว่าเป็นความตั้งใจที่ดี แต่ท่านเขียนไม่ถูก ท่านเขียนมันขาด ๆ หาย ๆ ไป ถ้าเขียนไว้ ในมาตรา ๕๖/๑ บอกให้กองทุนจัดทํารายงานประจําปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ท่านคิดดูสิครับ ว่ากองทุนกระโดดไปยังคณะรัฐมนตรีเลย โดยเนื้อหามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าเขียนตามใจ ของตัวกระผม โดยอาศัยคําชี้แจงของท่านประธานมันจะต้องเขียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ให้กองทุนจัดทํารายงานประจําปีเสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา คําว่า เพื่อทราบ นี่ตัดออกไป ตรงนี้จะคัฟเวอร์ (Cover) หมดเลยครับ มาถึงคณะรัฐมนตรีเขาจะพูดหรือไม่พูด มาถึงสภาจะพูดหรือไม่พูด จะเข้าวาระ เพื่อทราบ จะเข้าวาระเพื่อพิจารณา สุดแล้วแต่น้ําหนักแต่ละปี ๆ ที่จะมี แต่ท่านเขียน กระโดดนี่ครับ ไม่ใช่กองทุนอิสระ ไม่ใช่องค์กรอิสระ ผมนี่ให้ความร่วมมือ ผมพยายามที่ว่า เจตนาท่านเขียนว่าอย่างไร แต่ทีนี้ท่านตอบชี้แจงมาอย่างนี้ ผมช่วยท่านเขียนด้วยว่าอย่างนี้ ถูกหรือผิด ก็สุดแต่ ถ้าตามกันได้ก็คงไม่จําเป็นที่จะต้องโหวตครับท่านประธาน
เชิญท่านกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการ จริง ๆ ในตอนแรกที่อยู่ในชั้นพิจารณาดิฉันก็เห็นด้วย ได้เสนอแนวคิดเช่นเดียวกับท่านประยุทธ์นะคะ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านอีกครั้ง แต่ว่าเนื่องจากว่าในส่วนของกรรมาธิการได้พิจารณาแล้ว แล้วก็ทางฝ่ายกฤษฎีกาตลอดจน ผู้ที่มีประสบการณ์บอกว่า คือการเขียนแบบนี้ก็ชัดเจน เพราะว่าปกติแล้วการที่จะเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรีได้ต้องเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นผู้เสนอ เพราะฉะนั้นกองทุน โดยปฏิบัติเลยก็ต้องรายงานต่อคณะรัฐมนตรี แล้วถึงจะส่งไปที่ ครม. ได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลย ได้คิดว่า ถ้าเขาจะได้แบบนี้ก็จะตรงกับท่านประยุทธ์นะคะ ขอขอบคุณค่ะ
เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมเข้าใจเจตนารมณ์ ของคณะกรรมาธิการ แต่บทบัญญัติกฎหมายมันเขียนอย่างนี้ ท่านเคยอ่านตรรกะของ การเขียนกฎหมายของประเทศอังกฤษไหมครับ เขาสามารถเขียนกฎหมาย ออกกฎหมาย ให้เรียกระหว่างเป็นผู้หญิง ผู้ชายสลับกันยังได้ เรียกหมา เรียกแมวก็ยังได้ ท่านเขียนอย่างนี้ มันคิดอย่างอื่นไม่ได้หรอกครับ ตอบอย่างนักกฎหมายสิครับว่าข้อความของผมเสนอแนะมา มันใช้ไม่ได้อย่างไร หรือตรรกะมันขัดกับเจตนาของท่านอย่างไร ต้องตอบอย่างนั้นสิครับ ไม่ใช่คิดอย่างผม เขียนอย่างนี้แปลว่าสมบูรณ์ ไม่ใช่ครับ คนละเรื่องกันครับท่านประธาน
เชิญท่านกรรมาธิการผ่องศรี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการนะคะ ท่านประธานและกรรมาธิการได้ปรึกษาหารือ กันแล้ว ความจริงก็เจตนารมณ์ตรงกัน แล้วก็ความเข้าใจตรงกัน เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิด ความชัดเจนก็ขอเสนอให้เพิ่มถ้อยคําตามที่ท่านประยุทธ์เสนอก็คือมาตรา ๕๖/๑ เป็นความว่า ให้กองทุนจัดทํารายงานประจําปีเสนอต่อรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อทราบภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับจากสิ้นปีบัญชี ค่ะ
ของท่านประยุทธ์นี่ให้ตัดคําว่า เพื่อทราบ ออก กรรมาธิการจะขัดข้องไหม เชิญท่านประยุทธ์ อีกทีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ไปยังคณะกรรมาธิการช้า ๆ นะครับ เราอภิปรายมาตรานี้ถึงเย็นก็ไม่มีปัญหา แต่เราจะ แลกเปลี่ยนในสาระสําคัญ เราจะแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ประเทศชาติจะได้ประโยชน์ กระผม เสนอคําว่า เสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเสนอต่อ แปลว่ายังให้อํานาจท่านรัฐมนตรีอยู่ที่จะ แก้ไข ถ้าท่านเขียนอย่างนั้นแปลว่าเสนอมาอย่างไรรัฐมนตรีก็เสนอต่อไปอย่างนั้น ไม่ได้ครับ ผมให้อํานาจความเป็นรัฐมนตรีอยู่ว่าจะปรับปรุงรายงานอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านจะต้อง เขียนคําว่า เสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี แล้วตัดคําว่า เพื่อทราบ ออกไป การพิจารณารายงานใครเขาก็รู้ว่าจะต้องเพื่อพิจารณาหรือไม่ ถ้าไปผูกมัดคําว่า เป็นเพื่อทราบเลยนี่มันตลกไปเปล่า ๆ ท่านครับ มันเกิน คําว่า พิจารณารายงาน เขาไม่ได้ พิจารณาแบบที่เรียกว่าสาวมาตั้งแต่อักษรที่ไปที่มา เขาไม่ได้พิจารณาอย่างนั้นหรอกครับ ถ้าเขียนอย่างผมแนะนํา เพิ่มเติมและตัดถ้อยคํา แล้วจะทําให้เจตนารมณ์ของ คณะกรรมาธิการไม่เสียหาย เท่าที่ผมฟังคําชี้แจงตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ
ท่านประยุทธ์ครับ ท่านอ่านถ้อยคําท่านที่จะนําเสนอกรรมาธิการชัด ๆ อีกทีนะครับ แล้วเดี๋ยวให้ท่านกรรมาธิการตอบว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ อย่างไร เชิญครับ
กระผมขออ่านถ้อยคําทั้งหมดนะครับ มาตรา ๕๖/๑ ให้กองทุนจัดทํารายงานประจําปีเสนอรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับจากวันสิ้นปีบัญชีครับ ท่านประธานครับ
เชิญ กรรมาธิการครับ เชิญครับท่านอรรถวิชช์
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ ผมลองใช้ความเห็นผมปรึกษาท่านประยุทธ์ดูนะครับ อย่างนี้ครับ ในเรื่องของรายงานประจําปีของตัวกองทุนเองนี้นะครับ ถึงเสนอให้ท่านรัฐมนตรีไป ท่านรัฐมนตรีเองก็แก้ไขรายงานของกองทุนไม่ได้ ประการที่ ๑ นะครับ
ประการที่ ๒ ตามระเบียบในการบริหารราชการในการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในเรื่องของกองทุนที่ท่านรัฐมนตรีเองเป็นผู้กํากับท่านจะเห็นเขาเป็นคนที่ต้องเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเองครับ เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นลําดับไปแบบนี้ครับท่านประยุทธ์ ก็เรียน ปรึกษาท่านด้วยความเคารพครับว่าที่จริง ๆ กระบวนการของท่านเองก็คล้าย ๆ คลึงกันละครับ แต่ในทางปฏิบัติท่านรัฐมนตรีเป็นคนเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอยู่แล้วตามลําดับ และท่านเอง ก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขรายงานของกองทุนไม่ได้ด้วยครับ ท่านประยุทธ์ครับ เรียนปรึกษาครับ
เชิญ ท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ว่าตามที่กรรมาธิการตอบบังเอิญมันตอบถูกตัวแล้ว กระผมเคยเป็นนี่ครับรัฐมนตรี ทําไมจะแก้ไขรายงานไม่ได้ ถ้ารายงานมันไม่เหมาะสม มันไม่สมบูรณ์ หรือมันขาด หรือมันเกิน สามารถตัดหรือทอนได้ครับ ทําไมจะพิจารณาไม่ได้ ผมอุตส่าห์ให้ความร่วมมือที่จะเปิดช่อง เปิดช่องหายใจไว้แล้วนะครับ เติมคําว่า รัฐมนตรีพิจารณา คําว่า พิจารณา ในที่นี้ท่านอาจจะ ไม่ตัดไม่เติมเลยก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าผมเขียนอย่างนั้น แปลว่าต้องไปแก้ไข ต้องไปเติม ไม่ใช่ครับ ถ้ารายงานนั้นไม่มีความสมบูรณ์อยู่ สมมุติว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอต่อคณะรัฐมนตรีได้ แต่ท่านไม่เติมอะไรแปลว่า ให้กองทุนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เสนอต่อสภา เสนอต่อวุฒิสภา ตรรกะในการคิดมันไม่ได้ยากหรอกครับ เราเรียนกฎหมาย มาด้วยกัน ถ้าเราแปลความกฎหมายไม่ตะแบงนะครับ ท่านคงมีประสบการณ์ในการสืบค้น ท่านจําได้ไหม ท่านเดินออกไปผมบอกว่า นักกฎหมายของอังกฤษสามารถที่จะเปลี่ยน เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายได้ เปลี่ยนหมาเป็นแมวได้ เปลี่ยนอะไรก็ได้ ถ้าออกกฎหมายบัญญัติ ให้มันเป็น ถ้าเขียนกฎหมายบอกว่าให้กองทุนเสนอคณะรัฐมนตรี แล้วท่านยังบอกว่าจะต้อง ผ่านรัฐมนตรีหรือครับ ในสาระบัญญัติมันบังคับไว้อย่างนั้น ถ้าเขียนไว้ นี่บังเอิญผมฟัง เจตนาของท่านไม่ได้ไกลกันจากผมหรอก ผมก็ไม่ได้ไกลจากท่าน ผมก็ไม่ต้องการที่จะทําให้ สภาเสียเวลา แต่ต้องการให้เกิดความสมบูรณ์ในการออกกฎหมายเท่านั้นครับท่านประธาน
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ความจริงในชั้น กรรมาธิการพวกเราก็ได้แสดงความคิดเห็นไม่ได้แตกต่างกับท่านประยุทธ์เลย เราก็ได้บอกว่า ความจริงขั้นตอนเพื่อความชัดเจนน่าที่จะให้มีการเสนอรายงานประจําปีต่อรัฐมนตรี ผู้มีอํานาจกํากับดูแลกองทุนนี้ แล้วรัฐมนตรีก็พิจารณารายงานนั้นก่อนที่จะนําเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีต่อไป นั่นคือในแง่ของวัตถุประสงค์นะครับ แล้วก็ขั้นตอนนั้นตรงกัน คราวนี้ ในส่วนของตัวแทนกฤษฎีกาที่เป็นกรรมาธิการนะครับ พอดีวันนี้ไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย ก็ได้ ให้คําแนะนําเราเท่านั้นเองว่า มันไม่ได้มีความจําเป็นที่จะต้องเขียนตามนั้น เพราะว่าเมื่อเขียนว่า เสนอต่อคณะรัฐมนตรีนั้น ความหมายก็คือมันต้องผ่านรัฐมนตรีผู้มีอํานาจกํากับดูแลก่อนอยู่ดี เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้รุ่มร่ามก็ขอให้เขียนตามที่ปรากฏในมาตรา ๕๖/๑ ที่เรากําลังพิจารณา กันอยู่ คราวนี้ในส่วนของกรรมาธิการเองไม่ได้ติดใจเลยนะครับ ถ้าท่านสมาชิกโดยรวมคิดว่า การที่จะเพิ่มความชัดเจนเข้าไป โดยการแก้คําตามที่ท่านประยุทธ์ได้กรุณานําเสนอเมื่อสักครู่ ก็พร้อมที่จะเห็นตรงกับท่าน แล้วก็นําเสนอเพื่อมีการแก้ไขให้มีความชัดเจนว่าจะต้องเป็นการเสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา เสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามที่ท่านได้นําเสนอ คราวนี้ก็จะมีประเด็นนิดเดียว ในส่วนของ บทบาทในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งทางกรรมาธิการก็ขอยืนยันอยู่ เพื่อความชัดเจน เช่นเดียวกันว่า เมื่อรายงานมาสู่สภาแล้ว สภามีหน้าที่ทําอะไร ก็คือขออนุญาตยืนยันว่าเป็น การรายงานเพื่อสภารับทราบก็คือยืนยันคําว่า เพื่อทราบ ไว้ตามเดิม ผมอยากจะเรียน เพิ่มเติมว่า ในส่วนของมาตรา ๕๘ ซึ่งเข้าใจว่าไม่ได้มีการแก้ไข ก็ได้พูดถึงอํานาจของรัฐมนตรี ในการกํากับดูแลกองทุนนี้ตามร่างพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นท่านประยุทธ์พูดถูกครับ รายงานที่กองทุนเสนอมารัฐมนตรีมีอํานาจในการที่จะส่งกลับไปให้ทางกองทุนพิจารณา ทบทวน แล้วก็แก้ไขตามความเหมาะสมอยู่แล้ว ท่านอภิปรายในประเด็นนั้นผมเห็นตรงกับ ท่านครับ อํานาจของรัฐมนตรียังมีและจะปรากฏในมาตรา ๕๘ ที่เรายังไปไม่ถึง ขอบพระคุณครับ
ท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม คําว่า เพื่อทราบ กระผม ไม่ติดใจตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจง กระผมพอเข้าใจได้ เพราะว่าจริง ๆ รายงานนั้นก็คือเพื่อทราบนั่นเอง กระผมเข้าใจ ไม่ตัดกระผมก็ไม่ติดใจ แต่ทีนี้ติดใจอยู่ที่ ท่านประธานชี้แจงบอกว่า แล้วแต่สภา ท่านประธานครับต้องทําความเข้าใจกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ระหว่างนี้มีมันประเด็นระหว่างกระผมกับกรรมาธิการก็ยังไม่ถึงโหวต ถ้าท่านยอมเติม แปลว่ากระผมไม่ติดใจ ก็แปลว่าสภาก็เห็นด้วย แต่ท่านโยนกลับขึ้นมา แปลว่าจะให้โหวต ถูกต้องหรือไม่ครับ
ผมฟัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ก็บอกว่ายินดีจะใช้ถ้อยคําที่ท่านประยุทธ์นําเสนอมา ยกเว้นขอสงวนคําว่า เพื่อทราบ ไว้นะครับ ฉะนั้นก็เท่ากับว่าขณะนี้กรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็ยอมตามที่ท่านประยุทธ์เสนอ เดี๋ยวผมก็จะถามสภาว่าไม่มีใครติดใจนะครับ ถ้าไม่ติดใจ ก็เป็นไปตามถ้อยคําใหม่ที่มีการเห็นชอบร่วมกันอย่างนี้นะครับ ที่ประชุมไม่ติดใจนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ก็ผ่าน มาตรา ๕๓ ซึ่งก็ถือว่าจะโยงไปถึงมาตรา ๕๖/๑ ด้วย ท่านเลขาธิการอ่านไปตามมาตราก่อน
มาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ และมาตรา ๕๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๖/๑ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่
ก็ถือว่า มาตรา ๕๖/๑ ถ้อยคําแก้ไขตามถ้อยคําที่ท่านประยุทธ์นําเสนอ เพียงแต่ว่ายังคงคําว่า เพื่อทราบ ไว้นะครับ เชิญต่อ
หมวด ๖ การควบคุมกํากับการจัดการกองทุน ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ มาตรา ๕๙ มาตรา ๖๐ และมาตรา ๖๑ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๗ บทกําหนดโทษ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ มาตรา ๖๕ ไม่มีการแก้ไข บทเฉพาะกาล ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖๗ มีการแก้ไขครับ
มีท่านใดติดใจไหมครับ มาตรา ๖๗
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี ผ่าน
มาตรา ๖๘ มีการแก้ไข
ติดใจ ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี ผ่าน
มาตรา ๖๙ มีการแก้ไข
ไม่มี ท่านใดติดใจครับ หมอวรงค์ติดใจมาตรา ๖๙ นะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมต้องการจะ เรียนซักถามท่านกรรมาธิการเพื่อให้เกิดความชัดเจนตรงกัน เพราะว่าภาษาหนังสือนี้ มันตีความได้หลายอย่าง ในมาตรา ๖๙ ที่เขียนไว้ว่า ภายในหนึ่งปีนับตั้งแต่วันที่บทบัญญัติ แห่งหมวด ๓ ใช้บังคับ หากวันที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกผู้ใดมีอายุ ห้าสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้ผู้นั้นมีสิทธิเป็นสมาชิกของกองทุนต่อไป คําว่า ห้าสิบบริบูรณ์ขึ้นไป นี้ ครอบคลุมไปถึงคนที่มีอายุ ๖๐ กว่าปีหรือ ๗๐ ปีก็ได้ใช่ไหมครับ ขอบคุณครับ
เชิญ กรรมาธิการตอบครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา ในฐานะกรรมาธิการ ถูกต้องนะครับ ๕๐ ปีขึ้นไปหมายถึงจะ ๖๐ ปี หรือ ๗๐ ปีก็ได้ สมมุติว่าถ้าเกิดว่าเป็นสมาชิกตั้งแต่อายุ ๖๕ ปี ก็จะมีสิทธิเป็นสมาชิก หมายถึงอีก ๑๐ ปีก็คือไปหมดสมาชิกประมาณ ๗๕ ปีครับ ทั้งนี้ก็มีเวลากําหนดนะครับว่า จะต้องสมัครเป็นสมาชิกภายใน ๑ ปีนับตั้งแต่กองทุนเปิดรับสมาชิกครับ
ครับ ไม่ติดใจนะครับ บัญชีเงินสมทบก็ไม่มีการแก้ไข ผ่านไปนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก็จบ การพิจารณาเรียงตามลําดับมาตราแล้วนะครับ ต่อไปก็เป็นการพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุป อีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๐ มีท่านสมาชิกท่านใดจะขอแก้ถ้อยคําหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าจบการพิจารณาในวาระที่สอง ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับว่าจะเห็นชอบด้วย กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่สาม หรือไม่ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อ ลงมติครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ ว่าจะเห็นสมควรกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่สาม หรือไม่นะครับ เชิญเข้าห้อง ประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมครับ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้พิจารณาจบวาระที่สอง แล้วจะต้องลงมติในวาระที่สาม ท่านสมาชิกที่อยู่ห้องกรรมาธิการครับ ประธานก็ได้ส่งสัญญาณไฟเตือนการลงมติไปแล้วนะครับ ท่านที่อยู่รอบ ๆ ห้องประชุม เชิญเข้าห้องประชุม ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณากดแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนลงมติครับ เดี๋ยวท่านลงมติวาระที่สาม แล้วอย่าเพิ่งไปไหนนะครับ เพราะมีข้อสังเกตของ กรรมาธิการด้วยนะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมตรวจสอบองค์ ประชุมก่อนลงมติว่าจะเห็นสมควรกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่สามหรือไม่ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ขอความกรุณาท่านสมาชิก ที่อยู่ในห้องประชุมได้กดบัตรแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ วันนี้เรามี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น ๔๗๕ ท่านนะครับ องค์ประชุมก็กึ่งหนึ่ง ๒๓๘ ฉะนั้นก็ขอ ความกรุณาเพื่อนสมาชิกได้กดบัตรแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนลงมติ ท่านแสดงตนพร้อมหรือยังครับ บัตรใครมีปัญหาช่วยยกมือนะครับ จะได้แจ้ง เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกพร้อมหรือยัง แสดงตนกันครบทุกท่านนะครับ เรียบร้อยนะครับ ยังมีบางท่าน เดินเข้ามา ท่านสมาชิกคงแสดงตนครบแล้วนะครับ ผมขอทราบผลครับ มีจํานวนสมาชิก ในห้องประชุม ๒๕๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมขอถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นชอบด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... ในวาระเห็นชอบด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... ในวาระที่สาม กด เห็นด้วย ท่านใด ไม่เห็นด้วยกด ไม่เห็นด้วย นะครับ ท่านที่งดออกเสียงกด งดออกเสียง เชิญลงคะแนนครับ
(มีสมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนครบทุกท่านแล้วนะครับ ผมปิดการลงคะแนน ขอทราบผลครับ จํานวนผู้อยู่ ในห้องประชุม ๓๓๔ ท่านนะครับ เห็นด้วยในวาระที่สามของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ๓๒๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๙ ท่าน ก็เป็นอันว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยในวาระที่สาม ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออม แห่งชาติ พ.ศ. .... ก็จะได้ส่งให้วุฒิสภาดําเนินการต่อไปนะครับ
เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คณะกรรมาธิการได้มีข้อสังเกตนะครับ ตามที่กรรมาธิการได้เสนอข้อสังเกตไว้ในร่างของกรรมาธิการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาและลงมติว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ โดยไม่มีการ อภิปรายนะครับ ซึ่งถ้าเห็นด้วยผมก็จะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กรตาม รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องต่อไปตามข้อบังคับข้อ ๑๒๕ วรรคสอง และข้อ ๙๗ ซึ่งรายละเอียด ของข้อสังเกตก็ปรากฏดังรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งสํานักงานเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎรได้จัดส่งให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ ก็ขอถามมตินะครับ ผมไม่ตรวจสอบ องค์ประชุมแล้วนะครับ เพราะว่าไม่ได้ลุกไปไหน ท่านสมาชิกท่านใดเห็นชอบด้วย กับข้อสังเกตของกรรมาธิการกรุณากด เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วยกด ไม่เห็นด้วย ครับ ท่านงดออกเสียงกด งดออกเสียง เชิญลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนครบทุกท่านครับ ขอทราบผมครับ จํานวนสมาชิกในห้องประชุม ๓๓๑ ท่านนะครับ เห็นด้วยกับข้อสังเกต ๓๒๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่านครับ ก็เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบตามข้อสังเกตของกรรมาธิการ จะได้ส่งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอขอบคุณกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน ในลําดับที่ ๑ นะครับ คือพิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติกองทุน สงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ….
ท่านวิรัตน์มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ
ท่านวิรัตน์ มีอะไรครับ เดี๋ยวผมขอจบตรงนี้ก่อนได้ไหมครับ
ได้ครับ
ด้วยวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๖ (สมัย สามัญนิติบัญญัติ) วันจันทร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ประชุมได้ลงมติแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. .... จึงขอส่งร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมาเพื่อดําเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๔๗ (๓) ถ้าเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมก็ถือว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาแล้วนะครับ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้แต่ละสภาตั้งบุคคล ซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจํานวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกําหนด ประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ก่อนที่ คณะรัฐมนตรีจะได้ชี้แจง เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า มันมีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในเรื่องด่วนที่ ๑๙ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ได้ผ่านไปแล้ว แต่เนื่องจากเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จึงต้องส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่นะครับ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีหนังสือแจ้งท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๐ ว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า มาตรา ๖๔ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ท่านวิรัตน์ครับ ผมเกรงว่าเราเข้าวาระนี้แล้วนะครับ ถ้าท่านยกเรื่องอื่นขึ้นปรึกษา เดี๋ยวเรื่องนี้ มันจะตกไป
ผมขออนุญาตนิดเดียวครับท่านประธาน ขออนุญาตแค่ว่า เนื่องจากเป็นร่างพระราชบัญญัติ ผมขออนุญาตเลื่อนไว้นะครับต่อจาก ร่างพระราชบัญญัติศาลปกครองเพื่อมีผลในสัปดาห์ถัดไปครับ
เดี๋ยวให้ จบเรื่องนี้ก่อนได้ไหมครับ
ได้ครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ ไม่มีนะครับ มีท่านสมาชิกท่านใดจะประสงค์ อภิปรายบ้างครับ ที่วุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. .... มานะครับ เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร เชิญท่านไพจิตครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. นครพนม พรรคเพื่อไทย ต่อการที่วุฒิสภาได้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติกองทุน สงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. .... ซึ่งถ้าโดยเนื้อหาแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๗ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๗ รวมถึงมาตรา ๑๘ (๑) ได้แก้ไขในรายละเอียดที่จะมีผลต่อการ บริหารกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเห็นชอบผ่านสภาไปแล้ว นี่นะครับ เมื่อวุฒิสภาได้มีการแก้ไข ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๗ ได้แก้ไข กิจการตามโครงการที่จะใช้จ่ายเงินกองทุนใน (๓) เรื่องการเพิ่มภาระหน้าที่ให้ดําเนินการ จัดหาแหล่งน้ํา ซึ่งเดิมไม่มี เดิมเงินในการที่จะทําตามโครงการในการช่วยเหลือเกษตรกร มีเพียงเรื่องที่ดิน ในการดําเนินการจัดหาที่ดินให้กับเกษตรกรเข้าทํากินและจัดกรรมสิทธิ์ ในที่ดินให้แก่เกษตรกร ท่านประธานครับ ลําพังเรื่องที่ดินก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทุนมหาศาลอยู่แล้ว และเป็นเรื่องหลักในเรื่องปัจจัยการผลิต คราวนี้วุฒิสภาได้มาเพิ่มบอกว่า สามารถที่จะเอาเงิน ของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรไปทําเรื่องน้ําอีก ก็เป็นงานที่กรม เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่หลัก ทําอยู่แล้ว และถ้าเอาไปทํา เงินของกองทุนก็จะมีปัญหาเรื่องที่ ๑. จํานวนเงินก็มีน้อย จํากัดอยู่แล้ว ๒. ก็คือเรื่องการดําเนินการต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งมวลผมเห็นว่ามันเป็นการเพิ่มภาระ เพิ่มงาน ทําให้กองทุนที่จะใช้มันแตกกระจัดกระจายไปหมด เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ การเพิ่ม ของวุฒิสภาในประเด็นนี้จึงจะเกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งโดยเนื้อแท้ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ต้องการให้เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือภาคเกษตรกรที่ยากจนที่ประสบปัญหา ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเป็นรายละเอียดที่มีความจําเป็นต้องถือว่าเป็น เรื่องสําคัญ ต้องตั้งกรรมาธิการร่วม และผมก็ให้เหตุผลในประการที่ ๒ เรื่องการเพิ่มจํานวน คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ในมาตรา ๑๔ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๔ ที่วุฒิสภา ได้เพิ่มเติมว่า จากคณะกรรมาธิการบริหารกองทุนซึ่งเป็นคณะกรรมการโดยตําแหน่ง ซึ่งจะประกอบด้วย ท่านปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลังทั้งหลาย ฝ่ายประจํานะครับ แล้วก็ไปตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิ จากเดิมในสภาผู้แทนราษฎรได้บอกว่ามี ๘ คน คราวนี้ท่านบอกว่ามี ๑๐ คน เพิ่มเข้ามาอีก ๒ คน ท่านประธานครับ นี่คือภาระที่บอกว่ามันเพิ่มขึ้นมากขึ้น ๆ ในขณะที่ในชั้นวาระที่หนึ่ง พวกกระผมได้เสนอว่า แล้วที่กรรมาธิการไปตัด ตัดผู้ที่เป็นตัวแทนของสหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทย ประธานชุมนุมเขาไม่ให้เขาเป็นโดยตําแหน่ง แล้วไปตัดเขาเรียกว่า ท่านตัวแทนเกษตรกร ชุมนุมเกษตรกรแห่งประเทศไทยออกอีกเช่นเดียวกัน แต่วันนี้ จะมาเพิ่มสัดส่วน ท่านประธานครับ เพิ่มขึ้นมาแล้วบอกว่าคุณสมบัติก็คือ โดยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรี นี่ก็เพิ่มเข้ามาอีกนะครับเป็นประเด็นที่จะทําให้เกิดการเพิ่มในสาระสําคัญ ที่มาก ลําพังที่เพิ่มแบบนี้ ถ้าหากเรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันทั้งสองของสภาได้ พิจารณากันตามเจตนารมณ์ที่ได้พิจารณาตั้งแต่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรก็จะเกิดความรอบคอบ แล้วที่สําคัญที่สุดครับการออกระเบียบตามวรรคหนึ่งที่บอกว่า โดยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรี ไปเพิ่มเติมคําว่า ให้คํานึงถึงการมีส่วนร่วมของชายและหญิง การมีส่วนร่วม ของตัวแทนเกษตรกรผู้ทรงคุณวุฒิ คํานึงถึงชายและหญิง แล้วก็ยังบอกในสาระสําคัญอีก ให้มีผู้แทนเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านการประมง ๓ ด้านนะครับท่านประธาน ความจริงมันมีหลายด้านทําไมต้อง ๓ ด้าน ผมก็สงสัย แล้วบอกว่า อย่างน้อยอย่างละ ๑ คน ก็เป็นสาระสําคัญทั้งหมด ซึ่งเวลาที่จะต้องผ่านความเห็นชอบของสภา ผมเข้าใจว่าตัวรัฐบาลเอง ที่ยกร่างนี้ก็อยากจะเอากฎหมายนี้ไปใช้ แต่ทําอะไรกันหรือเปล่าครับเวลาค่อนข้างจํากัด แต่ว่าเราไม่บอกแล้วละอันนั้นเป็นเรื่องของเจตนารมณ์ แต่ว่าหน้าที่ในการเป็นผู้แทนราษฎร ผมก็อยากให้เกิดความรอบคอบ การที่จะไปหยิบไปฉกไปฉวยด้านใดด้านหนึ่งหรือ ๓ ด้าน ผมก็อยากให้มีการพัฒนา ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ทรงคุณวุฒิจะเป็นตัวแทนของพวกพ่อค้าพ่อขาย บริษัททางการเกษตรที่มีบทบาทในการจัดรัฐบาลอยู่มาหากิน มันจะเกิดความเสียหายต่อ พวกเราในสภา ควรที่จะให้ความรอบคอบของทั้ง ๒ สภาเสียนะครับ ตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ก็จะเกิดประโยชน์นะครับท่านประธานครับ แล้วถ้าท่านดูกฎหมายขณะนี้เป็นกฎหมาย ที่ถือว่าเป็นหัวใจของบ้านเมืองเลยว่าภาคเกษตรกรเขาจะพัฒนาได้แค่ไหน อย่างไร ต้องไม่ลืมว่า วันนี้เราแข่งการค้าเสรีภาคเกษตรกรรม มันไม่มีที่จะต่อสู้นอกจากอํานาจรัฐ นโยบาย กฎหมายที่จะคุ้มครองเขา ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าที่วุฒิสภาได้แก้ไขในเรื่องของ ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เขียนมาอีกในนี้นะครับ ในขณะที่ยังไม่มีการแต่งตั้งตามกฎหมายนี้ ให้ชุดเดิมที่มีอยู่ทําได้เลย แปลว่ามีอะไรที่จะสอดไส้อยู่ในนี้ที่จะไปคิดไปทํากัน ผมเห็นว่ามันไม่เป็นประโยชน์หรอกครับ ควรที่จะใช้ความรอบคอบเกินกว่านี้ สภามีหน้าที่ ในการถอดหัวใจของคนยากคนจนมาซึมซับผ่านผู้แทนราษฎร ผมนี่มันคนจนนะครับอยู่กับ พี่น้องเกษตรกร แล้วก็เห็นว่าโอกาสเดียวที่เราจะต้องรักษาเงินนี้ ที่จะได้จากภาษีการนําเข้า การส่งออกอะไรทั้งหลาย ซึ่งต่อไปนี้จะไม่ใช่เรือนพัน มันเป็นเรือนหลายหมื่นแล้วจะมาทํา เป็นประโยชน์ในการที่จะเพิ่มพูนในการยังชีพของพี่น้องเกษตรกรรม วันนี้มันเริ่มหายไป ๆ เราถูกแย่งอาชีพจากพวกค้าทางการเกษตร ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย ล้วนแต่การผูกขาดของ บริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนแล้วก็ขนเงินออกไป คนยากคนจนอยู่บนพื้นฐานเหล่านี้ กฎหมาย เหล่านี้มันจะเป็นเครื่องมือของเขาหรือของพี่น้องคนยากคนจน เพราะฉะนั้นถ้าลําพังผ่าน เพียงเท่านี้ ผมอยากจะให้สภาได้ตั้งกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาเสริมเจตนารมณ์อันนี้ เถอะครับ พวกผมเสียงข้างน้อยแต่ว่าก็อยากทําหน้าที่อันนี้สมกับที่พี่น้องประชาชน เขาคาดหวังไว้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และต่อด้วยท่านประยุทธ์นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรซึ่งวุฒิสภาได้มีการลงมติให้แก้ไขเพิ่มเติมแล้วก็ส่งกลับมายัง สภาผู้แทนราษฎรนั้นทางวุฒิสภาได้มีการแก้ไขอยู่ ๕ มาตราและเพิ่มมาตราอีก ๒ มาตรา ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วหลังจากที่ได้พิจารณาคงจะต้องเรียนท่านประธานว่าผมคงคิดว่ามันมีความ จําเป็นจะต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง ๒ สภาขึ้นมา เพราะว่ายังมีอยู่หลายประเด็น ซึ่งผมจําได้ดีนะครับ หลายประเด็นผมพูดเอง หลายประเด็นเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในสภา ผู้แทนราษฎรดังนี้ ในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สามของร่าง พ.ร.บ. ก่อนที่จะขึ้นไปยัง วุฒิสภาว่ามันมีปัญหามันมีข้อท้วงติง ในที่สุดวุฒิสภารับเรื่องไปตีกลับมามันกลับมี เรื่องเหล่านั้นโผล่ขึ้นมาอีกเป็นต้นว่า มาตรา ๗ ที่มีการปรับแก้ไข ผมจําได้ดีเลยมีเพื่อน สมาชิกหลายท่านพูดถึงว่า เอ๊ะ เราจะป้องกันการที่กลุ่มทุนเขาก็จะมาแทรกแซงเข้ามา เอากองทุนนี้ไปใช้ประโยชน์ เป็นต้นว่าเอาไปสร้างไซโลเก็บข้าว ไปทําโรงอบลําไยโดยที่ ไม่ใช่เกษตรกรที่แท้จริง วันนี้มาดูมาตราที่ปรับแก้ไขแล้วก็เพิ่มขึ้นมาเช่น มาตรา ๗ ให้เกษตรกรกู้เพื่อการลงทุนในการผลิตเพิ่ม เก็บ รักษา หรือจําหน่ายผลผลิตเกษตรกรรม ขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร ฟังดูผมก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ถ้ามองในแง่ดี มองโลกในแง่สวยงามไปหมดมันก็คงเป็นการดี อาจจะเปิดช่องทางให้เกษตรกรได้มีโอกาส เข้าสู่ทุน เพื่อที่จะไปทําโรงเก็บผลิตภัณฑ์ ไปทําไซโลข้าวของตัวเอง แต่ในทางปฏิบัติที่แท้จริง ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า บุคลากรที่ทํากิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้นั้นมันเป็น พ่อค้าคนกลางทั้งนั้น เขาไปกว้านซื้อสินค้าจากเกษตรกรเอามาเก็บเพื่อเก็งกําไรแล้วก็ขายต่อ วันนี้เราเป็นการเปิดช่องให้กับบุคคลกลุ่มเหล่านี้ในการเข้าไปแทรกแซง ในการเข้าไปกําหนด กลไกตลาดแล้วเอารัดเอาเปรียบกับพี่น้องเกษตรกรหรือไม่ มันยังขาดความรัดกุม ไปเพิ่ม เรื่องของใน (ค) บอกว่า ดําเนินการจัดหาแหล่งน้ําหรือที่ดินให้เกษตรกรเข้าทํากิน ตรงนี้ ก็เหมือนกันครับท่านประธานเติมคําว่า แหล่งน้ํา เข้าไป ผมกราบเรียนด้วยความเคารพครับ ที่ดินทํากินแน่นอนพี่น้องเกษตรกรขาด ไม่มีโฉนด ไม่มีที่ดินทํากิน บางทีต้องไปเช่าเขาเอา อันนี้เป็นปัญหามาโดยตลอด เราก็เลยกําหนดให้จัดหาที่ดินให้พี่น้องเกษตรกรได้ อันนี้เป็นสิ่ง ซึ่งดีครับ แต่เราไปมองโลกในแง่ดีอีกแล้ว เราบอกว่าจะเพิ่มเรื่องของแหล่งน้ําเข้าไปด้วยจาก การเข้าไปใช้ประโยชน์จากเงินกองทุนตัวนี้ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าทราบกันดีครับ เดี๋ยวแหล่งน้ํามาถึงก็เรื่องขุดลอก เรื่องอะไรต่าง ๆ ขุดสระ มีกําไร เป็นเรื่องของเอกชนที่เขา จะเข้าไปปฏิบัติงานโดยใช้เงินของรัฐ เงินของกองทุนนี่แหละเข้าไปเป็นตัวหาประโยชน์ เรามี วิธีการป้องกันอย่างไรให้มันรัดกุม ยังไม่ชัดเจนนะครับ แต่วันนี้มีการปรับแก้เพิ่มขึ้นมา ในมาตรา ๗ ในเรื่องของ ๒ เรื่องนี้ผมมองว่าเรากําลังเปิดช่อง เปิดหลังบ้านให้กับผู้ที่จะเข้า มาแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุนแห่งนี้หรือไม่ มาตรา ๑๔ มีการปรับแก้เช่นเดียวกัน มาตรา ๑๔ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าทางฟากฝั่งฝ่ายค้านยังเสียใจไม่หายกับการที่ทาง เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตัดเอาผู้แทนของชุมนุมเกษตรกรออกไป ตัวแทน เกษตรกรเป็นล้าน ๆ คน ท่านตัดเขาออกไปจากการเป็นกรรมการ จากคณะกรรมการ สงเคราะห์เกษตรกร แต่อย่างไรก็ตามทางวุฒิสภามีการปรับแก้เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งจากเกษตรกร ท่านเพิ่มจาก ๘ คน เป็น ๑๐ คน ฟังดูเหมือนจะดี แต่ปรากฏว่ามาดูวรรคสองท่านเพิ่มคําคําเดียวครับบอกว่า คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ คุณสมบัติและวิธีการในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตาม วรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กําหนด ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า แค่คําว่า คุณสมบัติ คําเดียวนี่นะครับมันกลายเป็นการ ล็อก สเปก (Lock spec) หรือเปล่า วันนี้ผมกราบเรียนเลยว่าผมไม่สามารถที่จะไว้วางใจได้ ยิ่งมีการเติมในมาตรา ๑๖ (๗) ว่า การขาดคุณสมบัติมันเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรี ว่าการกําหนดตามมาตรา ๑๔ วรรคสองก็คือเรื่องคุณสมบัตินี่แหละ หมายความว่าถ้ากําหนด คุณสมบัติมาแล้วคนคนนี้ไม่เข้าสเปก เข้าไม่ได้ถ้าถึงเวลาเป็นไปแล้วไม่พอใจกําหนด ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติ คนนี้ก็หลุดอีก เป็นการที่ให้อํานาจกับฟากฝั่งรัฐบาลในการเข้าไป แทรกแซงการทํางานของคณะกรรมการชุดนี้อย่างเห็นได้ชัด ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมมองด้วยสายตาซึ่งต้องระแวดระวังแล้วก็ไม่ไว้วางใจ เพราะเราเคยเห็นกรรมการลักษณะนี้มาหลายชุด ในที่สุดมันก็ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง วันนี้ต้องหาทางที่จะเขียนกฎหมายเพื่อให้มันรอบคอบและรัดกุม คําว่า คุณสมบัติ ที่จะ กําหนดโดยทางรัฐมนตรีว่าการ ผมไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ปล่อยผ่านไปได้ ผมต้องกราบเรียนว่า วันนี้อย่างไรต้องมีการพิจารณาเพื่อที่จะดูในข้อนี้กัน นอกจากนั้นแล้ววันนี้ท่านยังไปบอกว่า ในวรรคสามของมาตรา ๑๔ นี้ การออกระเบียบตามวรรคสองให้คํานึงถึงผู้แทนองค์กรเกษตรกร และเกษตรกร โดยกระจายตามภูมิภาค สาขาอาชีพ และการมีส่วนร่วมของชายและหญิง ทั้งนี้ ให้มีผู้แทนเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านประมงอย่างน้อยด้านละหนึ่งคน ผมเข้าใจครับ อาจจะเป็นวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้มันมีการกระจายตัวอย่างเป็นธรรม และภาคการผลิตที่มีความสําคัญก็คือ การประมง การทําปศุสัตว์ กิจกรรมเกี่ยวกับด้านของ การปลูกพืชผลให้มีการครอบคลุมเข้าไป แต่ผมว่ามันอาจจะเร็วไปหน่อยในการที่จะไปสร้าง ข้อจํากัดในการที่จะตั้งกรรมาธิการชุดใด ๆ เข้าไปในการดูแลบริหารจัดการกองทุน เรามอง แคบไปหรือไม่ ในอนาคตมันอาจจะมีกิจกรรมด้านอื่นที่มันจะแตกแขนงออกไปอีกหรือไม่ ที่เขาควรจะมีโอกาสได้เข้ามานั่งอยู่ในกรรมการชุดนี้ วันนี้เราอาจจะมองเพียงแค่ระยะสั้น หรือเปล่า อันนี้เป็นประเด็นที่อยากจะฝากไว้ และที่สําคัญด้วยคําพูดนี้มันไม่ค่อยที่จะ เหมาะสมนัก ด้านการประมงนี้คงไม่มีปัญหา ด้านสัตว์นี้ควรจะเป็นด้านการปศุสัตว์ ด้านพืช อาจจะใช้คําว่า กิจกรรมเกี่ยวกับการผลิตพืชไร่หรือพืชสวน อันนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งจะต้องไป พิจารณากันในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งผมเห็นควรว่าควรจะต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกันขึ้นมาจาก ๒ สภา ก็กราบเรียนท่านประธานแล้วก็ฝากเพื่อนสมาชิก เพราะว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมาย ที่มีความสําคัญ พี่น้องเกษตรกรตั้งความหวังไว้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือในอนาคตอันใกล้ ข้างหน้านี้ ก็หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการเห็นชอบจากเพื่อนสมาชิก ตั้งกรรมาธิการ ขึ้นมาแล้วรีบผ่าน เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรครับ
ก็ต้อง ขออภัยท่านประยุทธ์นะครับ ผมขอสลับทางนี้สักท่านหนึ่งนะครับ เอาทางฝ่ายรัฐบาล ท่านหนึ่ง เดี๋ยวมาถึงท่านประยุทธ์นะครับ เชิญท่านผ่องศรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน ได้ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรที่วุฒิสภาแก้ไขในฐานะที่เคยเป็น กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาก่อนด้วยนะคะ ดิฉันได้ตรวจสอบ สิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขแล้วทั้งหมดนะคะ ในส่วนแรกดิฉันเห็นว่าสิ่งที่วุฒิสมาชิกได้แก้ไขนั้น ได้ทําให้กฎหมายมีความชัดเจน แล้วก็เป็นประโยชน์มากขึ้น ดิฉันคิดว่าไม่เป็นอุปสรรค ต่อการบริหารงานของกองทุน ยกตัวอย่างมาตรา ๗ ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ที่บอกว่า วุฒิสภาได้เพิ่มเติมใน (ค) เรื่องการจัดหาแหล่งน้ํานั้น ถ้าเราได้อ่านตอนต้น มาตรา ๗ นั้นเขียนว่า กิจการตามโครงการที่จะใช้จ่ายเงินจากกองทุน ได้แก่กิจการดังต่อไปนี้ อันนี้หมายความว่าโครงการที่จะเสนอเข้ามาขอใช้เงินจากกองทุน จะใช้จ่าย ไม่ได้ หมายความว่าจะต้องได้รับการสนับสนุน ก็คือช่องทางการเสนอขอโครงการเข้ามานั้น จากของเดิมก่อนกฎหมายแก้ไขนั้นจะเฉพาะหน่วยงานของรัฐอย่างเดียว เมื่อกลับเข้ามา สู่สภาตอนชั้นพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเราได้เพิ่มช่องทางคือเปิดโอกาสให้องค์กรเกษตรกร ได้เสนอโครงการได้ด้วย แล้วก็จะระบุไว้ในมาตรา ๗ ว่าเป็นโครงการประเภทใดบ้าง ซึ่งของเดิมก็จะมีหลากหลายตามที่ปรากฏ แต่ว่าในเรื่องของการจัดหาที่ดินให้แก่เกษตรกร เข้าทํากินนั้นก็ผ่านความเห็นชอบของสภาไปแล้ว แล้ววุฒิสภาไปเพิ่มเรื่องของการจัดหา แหล่งน้ํา ที่ดินทํากินพวกเราพูดกันเสมอว่าเกษตรกรถ้าไม่มีน้ําก็ทํากินไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร ก็มีสิทธิที่จะเสนอโครงการเข้ามา แต่ว่ากองทุนจะให้หรือไม่นั้นก็มีหลักเกณฑ์การพิจารณา นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนที่วุฒิสภา แก้ไขเพิ่มเติมอีก ในมาตรา ๗ (๔) การดําเนินกิจการที่จําเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกัน วุฒิสภาเพิ่มคําว่า ป้องกันและขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายต่อเกษตรกร ดิฉันคิดว่าก็ทําให้ เกิดความชัดเจนขึ้น เพราะว่าเดิมทีมีแต่เพื่อแก้ไขปัญหา ขจัดภัย แต่ว่าไม่ได้มีเรื่องของ การป้องกัน ดังนั้นก็จึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ นอกจากนั้นแล้วในองค์ประกอบของ คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรตามมาตรา ๑๔ นั้น ดิฉันก็เห็นว่าการที่เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จาก ๘ คนเป็น ๑๐ คนก็น่าจะทําให้สัดส่วนของตัวแทนเกษตรกรได้มีมากขึ้น ซึ่งก็น่าจะ เป็นประโยชน์นะคะ นอกจากนั้นดิฉันยิ่งขอบพระคุณทางวุฒิสภาในส่วนของที่ได้เพิ่มเรื่อง ของการมีส่วนร่วมของชายและหญิง เพราะว่าจากข้อมูลเกษตรกรทั่วประเทศได้สํารวจแล้ว เกษตรกรที่เป็นชายและเป็นหญิงค่ะ เกษตรกรที่เป็นหญิงมีมากกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ํา เพราะว่า แรงงานที่อยู่ในภาคที่ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวสวน ชาวนานั้น ก็มีตัวแทนเกษตรกรที่เป็นหญิง และชายเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าได้มีการระบุไว้ก็จะทําให้ตัวแทนของเกษตรกรที่เป็น ผู้หญิงได้มีโอกาสเข้ามาด้วย นอกจากนั้นแล้วการที่ได้ระบุว่า ให้มีผู้แทนเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ และการประมง ก็ไม่ได้ขัดกับหลักการของกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา อย่างใด เพราะว่าเมื่อไปดูในหมวดคํานิยามนะคะ คํานิยาม คําว่า เกษตรกรรม หมายถึง การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และการประมง อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่คิดว่าไม่ขัดกันนะคะ นอกจากนั้นแล้วในส่วนที่ให้เพิ่มในเรื่องของการที่หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ ที่กําหนดว่า ในการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กําหนด ของเดิมมีเท่านี้นะคะ แต่ว่าทางวุฒิสภาให้ไปเพิ่มความเข้มข้นอีก เลยบอกว่า รัฐมนตรีกําหนดอย่างเดียวไม่ได้ ให้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีนั้นก็ทําให้เกิด การรัดกุมมากขึ้นว่า ถ้าหากเป็นห่วงว่ารัฐมนตรีจะไปเลือกปฏิบัติ หรือว่าไปพิจารณา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะทําให้มีการกลั่นกรองมากขึ้น สําหรับประเด็นที่เพิ่มเรื่อง คุณสมบัติ ดิฉันก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาอุปสรรคในการทํางานนะคะ นอกจากนั้นดิฉันยังได้ดู ในมาตราอื่น ๆ ที่ทางวุฒิสภาแก้ไข ดิฉันก็ดูว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการทําหน้าที่ ของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จึงคิดว่าเพื่อให้กองทุนนี้ได้ขับเคลื่อนต่อ เป็นประโยชน์กับ พี่น้องเกษตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรน่าจะได้ให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ ได้มีผลบังคับใช้ต่อไปได้นะคะ ส่วนประเด็นที่หลายท่านอภิปรายนั้น ดิฉันคิดว่าสมาชิก วุฒิสภาไม่ได้มีการแก้ไข ถึงเราไปตั้งกรรมาธิการร่วมกันก็ไม่สามารถไปแก้ไขได้อย่างใด ดิฉันจึงเห็นว่าควรจะได้ลงมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขค่ะ
เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ว่าเรากําลังทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ (๓) การที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาไปแก้ไข เพิ่มเติมมา ก็อาจจะเป็นเหรียญ ๒ หน้า ที่เราอาจจะมองทั้งในแง่ดีและแง่เสีย ตามที่ ท่านสมาชิกที่อภิปรายจบลงเมื่อกี้นี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแง่ดี ท่านฟังแง่เสียทางนี้บ้างสิครับว่า ในการแก้ไขมาตรา ๗ ใน (ค) การดําเนินการจัดหาแหล่งน้ํา เติมคําว่า แหล่งน้ํา เข้าไปนั้น เป็นภารกิจที่กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรควรทําหรือไม่ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ภารกิจอันนี้เป็นภารกิจที่กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขาเป็นคนทํา และมีคนรับผิดชอบในเรื่องแหล่งน้ําค่อนข้างจะมากมาย ท่านประธาน ถ้ามองอย่างผิวเผิน ท่านประธานจะเห็นว่าช่วยกันในการพัฒนาแหล่งน้ํา ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามองในแง่มุมที่ร้ายว่า กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป็นการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งกองทุน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่มีปัญหา ถ้ามีปัญหานี่ แก้ไขปัญหาเยียวยาอย่างตรงไปตรงมาก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าบังเอิญ กองทุนนั้นเติบโตขึ้นมา มีคนจะเล่นแร่แปรธาตุว่าเอาละครับ กองทุนนี้สามารถไปลงทุน สร้างแหล่งน้ําได้ เลือกที่รักมักที่ชัง ฉันชอบฉันก็ให้ ฉันไม่ชอบฉันก็ไม่ให้ ตามอํานาจหน้าที่ ที่พึงมีอยู่ ถ้าอ่านทุกถ้อยกระทงความตั้งแต่มาตรา ๗ ลงไปว่าไม่ใช่เป็นการเสนอโครงการ เขียนว่า กิจการตามโครงการที่จะจ่ายเงินกองทุน แปลว่า จ่ายเงินได้ในกรณี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ หรือ (ก) (ข) (ค) อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานก็ต้องหลับตานึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ เป็นส่วนรวม คือมองในแง่ดีอย่างเดียวก็ไม่ได้ ท่านประธานครับ ท่านประธานตามผมไปที่ มาตรา ๑๔ ท่านจะได้กลิ่นอะไรตุ ๆ ขึ้นมา บางสิ่งบางอย่างในการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งวรรคสอง และวรรคสาม วรรคสองถ้ามันจําเป็นต้องเติมคําว่า คุณสมบัติ เขาจะไม่เติมตรงนั้นหรอกครับ ท่านประธานครับ ท่านอ่านกฎหมายอื่นหรือการอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญเขาจะเขียนว่า คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการ เพราะหลักเกณฑ์และวิธีการมันเป็นของควบคู่กับ หลักเกณฑ์วิธีการ เราบัญญัติในกฎหมายอื่น หรือแม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ ในหลายมาตรา หลายที่ เขาจะเขียนคุณสมบัติก่อนล่วงหน้า ทําไมละครับ มาเขียนแยกแยะ ตรงนี้ไว้ ดูเหมือนจะรอบคอบ นอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นผู้พิจารณาแล้ว จะต้องให้ ครม. เห็นชอบ ผมเห็นด้วยในการที่จะเพิ่มขั้นตอนในการที่ จะให้เกิดความรอบคอบ แต่การเขียนคุณสมบัติไว้มันจําเป็นหรือไม่ เมื่อมีคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ มันเขียนไว้รองรับใครละครับ ท่านประธานครับ มันล้อจากวรรคสอง แล้วไปวรรคสาม ท่านประธานจะสังเกตเห็นในวรรคสามเริ่มต้นที่ต้นวรรคว่า การออก ระเบียบตามวรรคสองให้คํานึงถึงผู้แทนองค์กรเกษตรกรและเกษตรกร โดยกระจายตาม ภูมิภาคและสาขาอาชีพ นั่นคือร่างเดิม เขียนใหม่ ตัดคําว่า และสาขาอาชีพ ออก และ ออก จะอ่านว่า สาขาอาชีพ และการมีส่วนร่วมของชายและหญิง ถ้าเว้นไปไว้แค่นี้กระผมก็ไม่ติดใจ เพราะมันต้นวรรคว่าให้คํานึงถึงการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมขององค์กร ของภาคเอกชนต่าง ๆ เพราะเป็นการคํานึงถึง การคํานึงถึง จะมีหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่เหตุผล นั่นคือการคํานึงถึง แต่เขียนต่อไปครับท่านประธาน ผูกมัดไว้ท่านจะเห็นครับ ทั้งนี้ ให้มีผู้แทนเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านการประมง อย่างน้อยด้านละหนึ่งคน ท่านประธานเห็นไหมครับ การขัดกันในวรรคเดียวกัน เริ่มที่ต้นวรรคสามบอกให้คํานึงถึง แต่ท้ายวรรคมีสภาพบังคับเป็น การเจาะจงจะต้องมีด้านพืชอย่างน้อย ๑ คน ด้านสัตว์อย่างน้อย ๑ คน และด้านประมง อย่างน้อย ๑ คน ผมเองผมเห็นครับ และผมรู้ กระผมเคยได้กลิ่นทํานองนี้มาค่อนข้างจะมาก ผมเคยอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อมีตั้งกรรมการชุดต่าง ๆ กลุ่มทุนจะเข้ามา แทรกแซงทันที นี่แหละคือวิบากกรรมที่กระผมได้รับ เพราะว่ากลุ่มทุนนี่อยู่ตรงข้ามกับผม มาตลอด เพราะผมไม่ทําตามคําชี้แนะ หรือคําขอ หรือคําสั่งใด ๆ จากกลุ่มทุน กระผมจะเจอ วิบากกรรมในสนามเลือกตั้งเป็นประจํา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ นี้เป็นการกําหนด องค์ประกอบของคณะกรรมการ องค์ประกอบต่าง ๆ พอรับได้ตามวรรคหนึ่ง แต่พอมาเขียน วรรคสอง และวรรคสามพ่วงเข้าไปแล้วมันทําให้รับไม่ได้เด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดก็รับไม่ได้ มันจะตกไปหรือจะเดินต่อไป จะนําขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา ๑๕๐ หรือไม่ หรือจะ ตั้งกรรมาธิการร่วมกันสุดแล้วแต่ แต่ผมจะต้องสะท้อนภาพข้อเท็จจริงให้เห็นกันชัดเจนว่า ในวรรคสอง วรรคสาม มันล้อกันเป็นขบวนการนํามาซึ่งคน ๓ คน อย่างน้อยคือ กลุ่มทุนด้านพืช กลุ่มทุนด้านสัตว์ กลุ่มทุนด้านประมง จะเข้ามาอย่างน้อย กลุ่มละ ๑ คน แล้วเป็นใครพอมองเห็นหน้าเห็นตากันได้ อย่างนี้ละครับกรรมการที่จะมาใช้ เงินกองทุนมาพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกร ท่านประธานครับ ท่านประธานกรุณาโปรด สงสารคนยากคนจน เกษตรกรผู้ยากไร้เถอะครับ ระดับรากหญ้าเขาไม่มีโอกาสในการที่จะมา พูดในสิ่งเหล่านี้ แต่ในฐานะที่พวกเราเป็นตัวแทนในการที่จะสะท้อนภาพ กําหนดทิศทาง กําหนดความยุติธรรม กําหนดสิทธิประโยชน์ให้กับชาวบ้าน กระผมคิดว่าพวกเราจําเป็นครับ ท่านประธาน
เชิญท่านสถาพร มณีรัตน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ท่านประธานครับ ผมเองต้องรบกวนเวลา ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกเพื่อแสดงความห่วงใย เพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงเนื้อหาสาระ เพื่อประกอบให้สภาแห่งนี้ช่วยพิจารณาในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา ต่อการพิจารณากองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. .... ซึ่งทางวุฒิสภาแก้ไขมาตรา ๗ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ และเพิ่มมาตรา ๑๘/๑ และมาตรา ๒๕/๑ แล้วนํา ให้สภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณา ท่านประธานครับเราต้องยอมรับว่ากฎหมายฉบับนี้นั้น สภาผู้แทนราษฎรซึ่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้รับการกลั่นกรองจาก พี่น้องประชาชน ซึ่งผู้เลือกตั้งหรือโหวตเตอร์ (Voter) ทั้งหมดนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกร ที่ทุกพรรคการเมืองนั้นเวลาหาเสียงเลือกตั้งจะยกยอปอปั้นเกษตรกร จะยกยอปอปั้นกลุ่มชน เหล่านี้ในฐานะโหวตเตอร์ที่จะตัดสินชี้ผิดชี้ถูกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและให้มาเป็น รัฐบาล มาเป็นฝ่ายบริหาร สิ่งนี้คือจุดแข็งของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ขีดเส้นใต้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราได้ทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ผมไม่เข้าใจว่า เมื่อสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้บัญญัติกฎหมาย อย่างเช่นมาตรา ๗ ซึ่งเราถือว่าเป็นเรื่องที่ น่าตกใจนะครับว่าการที่จะมอบภารกิจให้กับกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ซึ่งเจตนารมณ์ ก็บอกแล้วว่ากองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เราจะต้องให้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรจัดหา แหล่งน้ําตาม (ค) ของการที่วุฒิสภาเพิ่มเติมเข้ามา แค่กองทุนตัวนี้ที่จะเข้าไปดูแลเสถียรภาพ ราคาหรือสินค้าเกษตรให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ ที่เราเปิดเอฟทีเอ (FTA) เดี๋ยวอาทิตย์หน้า ก็อินเดีย เราเปิดเอฟทีเอของจีน นี่มาอีกแล้วจะมาเปิดห้างอะไรใหญ่โตมโหฬารอยู่แถวบางนา แค่นี้เราก็จะต้องมีภารกิจที่จะมีผลกระทบกับเกษตรกรมหาศาล แล้วเงินกองทุนก้อนนี้ มันก็ไม่ได้มากมายอะไรหรอกครับ เพียงแต่เพื่อที่จะรักษาจุดแข็งของเกษตรกร เพื่อที่จะ เยียวยา นี่คือวัตถุประสงค์ ถ้าให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านโดยการเติมคําว่า แหล่งน้ํา ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ วันนี้เรายังเถียงกันไม่จบเลยว่า การขุดลอก ของแหล่งน้ําแต่ละที่ใครได้ประโยชน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ขุดลอก งบผู้ว่าราชการจังหวัดก็ขุดลอก งบ อบจ. งบท้องถิ่นก็ขุดลอก งบ ส.ส. ไม่มีครับ แต่ชอบแปรญัตติเอาไปขุดลอก มันซ้ําซ้อนกันครับ แล้วนี่ก็จะแปรอีก จะเขียนเอาไปขุดลอกอีก หาแหล่งน้ํา นี่คือเรื่องที่เราจะต้องให้ความสําคัญต่อเนื้อหาสาระ ต่อเชิงกฎหมายว่า เขียนกฎหมายอย่างนี้เจตนารมณ์นั้นผิดเพี้ยนไปหรือเปล่า นี่คือข้อสังเกต แล้วผมเห็นด้วย เราอยากจะรู้ว่าการเขียนกฎหมายการเพิ่มเติมกฎหมายเข้ามาให้อํานาจกับ กองทุนแล้วไปใส่คําว่า หาแหล่งน้ํา มีวัตถุประสงค์อย่างไร ผมอยากจะเห็นการแต่งตั้ง กรรมาธิการ ๒ สภา เพื่ออยากจะให้รู้ว่าสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา กับการบริหารจัดการ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเติมคําว่า แหล่งน้ํา เป็นอย่างไรมาตรา ๗ (ค) มาตรา ๑๔ ครับ ท่านประธาน มาตรา ๑๔ นั้นสภาแห่งนี้ได้ถกเถียงกันหนักที่กรรมาธิการได้ตัดตัวแทนของ เกษตรกรในฐานะชุมนุมสหกรณ์ออกไปเป็นคณะกรรมการ เข้ามาไม่ได้ครับ ร่างเดิม ก่อนที่กรรมาธิการจะแก้ไขแล้วเป็นร่างกฎหมายมันจะมีตัวแทนของชุมนุมของเกษตรกร ท่านประธานครับ ที่เราจะต้องต่อสู้ให้มีผู้แทนของชุมนุมสหกรณ์มันเป็นผู้แทนที่เกษตรกร ใช้ผ่านตัวแทนของเขา ชุมนุมสหกรณ์คือสถาบันเกษตรกรที่เกษตรกรมีไว้เพื่อเป็นตัวแทน ในการปกป้องสิทธิประโยชน์ รักษาผลประโยชน์ของเขาครับ เราอยากให้เขามาเป็น คณะกรรมการ ไม่ใช่จะไปเขียนว่า การมีส่วนร่วมชายและหญิง เดี๋ยวนี้ไม่เขียนเขาก็มี ส่วนร่วมกันทั้งนั้นละครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญเขาเขียนระบุไว้ นี่เป็นแฟชั่น (Fashion) เขียนเป็นแฟชั่น เพื่อให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มันดีนะ บัญญัติไว้ให้ชายและหญิงเท่าเทียมกัน แล้วไม่บัญญัติทั้งตุ๊ดทั้งทอมครับ วันนี้เขาก็อยากมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นเป็นการใช้กฎหมาย ที่ฟุ่มเฟือยเป็นเพียงเชิงจารีตประเพณี แต่ข้อปฏิบัติชายและหญิงเท่าเทียมกันโดยนัย ของการทํางานนัยของกฎหมายอยู่แล้ว ไม่จําเป็นที่จะต้องฟุ่มเฟือย แต่ความจําเป็นจริง ๆ คือทําไมไม่มีตัวแทนเกษตรกรที่แท้จริงเข้าไปละ ชุมนุมสหกรณ์ แล้วแถมทั้งต้องเอาเพิ่ม จํานวนจาก ๘ คนเป็น ๑๐ คนเพิ่มจํานวนผู้แทนจาก ๘ คนเป็น ๑๐ คน ตรงนี้ครับ ท่านประธาน ผมนี่จะนอนไม่หลับเลยครับ ถ้ามาตรา ๑๔ บัญญัติไว้อย่างนี้ ผมอยากจะพนัน ให้เตะก้านคอเลยครับตัวแทนของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสินค้าเกษตรที่ระบุล็อก สเปก เรียบร้อย ทั้งพืช ทั้งสัตว์ ทั้งสวนเรียบร้อย มานั่งอยู่ใน ๑๐ คนนี้แน่นอน ขนาดไม่นั่งยังมานั่ง เป็นฝ่ายบริหารได้แล้วแบบนี้ ในรัฐบาลขนาดไม่ได้เขียนไว้ให้มีตัวแทนกลุ่มทุนนะ เขาก็มานั่งแล้ว แล้วนี่เขียนให้เรียบร้อยครับมันจะเหลืออะไร กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพราะฉะนั้น กล่าวโดยสรุปท่านประธานที่เคารพ ผมเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรขีดเส้นใต้ สภาผู้แทนราษฎร ได้โปรดทบทวนในการที่วุฒิสภาแก้ไข แล้วให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภา ช้าแต่ชัวร์ (Sure) ครับ ไวแต่มั่ว แล้วก็เสร็จกลุ่มทุน ผมไม่เห็นด้วย ผมอยากนําเรียนท่านประธาน ให้ตั้งกรรมาธิการ ๒ สภาครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านอรรถพร พลบุตร แล้วต่อด้วยท่านนิยม เวชกามา นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส ได้มีส่วนร่วมในการอภิปราย เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. .... ผู้อภิปราย ก่อนหน้านี้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของคุณสมบัติ ประเด็นในเรื่องของภาระหน้าที่ที่มีการแก้ไข เพิ่มเติมให้มากขึ้น ประเด็นความเคลือบแคลงว่าจะมีกลุ่มทุนเข้ามาใช้ประโยชน์จากกองทุน ซึ่งเป็นที่หวังของพี่น้องเกษตรกรหรือไม่ อย่างไร นั่นก็เป็นเรื่องที่จะต้องหาคําตอบ และคําตอบก็อาจจะออกมาได้หลายทาง ไม่ว่าจะเห็นชอบหรือว่าจะมีการตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกัน ผมเองขอใช้โอกาสที่ท่านประธานมอบให้เพื่อได้ทําหน้าที่ ในการต่อสู้ให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเขามองกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กฎหมายฉบับนี้ที่ผ่านทั้ง ๒ สภา ด้วยความเจ็บปวด และด้วยความชอกช้ําใจ เพราะวิถีชีวิต ของเขาไม่ได้ปรากฏอยู่เลยในพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรนี้ ไม่ว่าจะผ่าน สภาไหนก็ตาม ผมขอทําหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรกลุ่มนี้ แม้ว่าจะมีความหวังไม่มากนัก แต่ผมก็มาจากพวกเขา ผมก็ต้องทําหน้าที่ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติกองทุน สงเคราะห์เกษตรกร ในวาระแรกหรือวาระที่สอง และวาระที่สามของสภาผู้แทนราษฎร ผมได้ชี้ให้เห็นว่าพี่น้องเกษตรกรนาเกลือได้ถูกตัดออกไปจากความเป็นเกษตรกร โดยนิยาม ของร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ทั้งที่พี่น้องชาวนาเกลือนั้นมีจํานวน หลายแสนชีวิต แล้วก็อยู่ในหลายจังหวัด ผมก็มีความคาดหวังว่าเมื่อมีการพิจารณา ในขั้นตอนของสมาชิกวุฒิสภา เราก็อาจจะมีที่ยืนขึ้นมาได้ในกฎหมายฉบับนี้ ขณะเดียวกัน ผมเองและคณะ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่นาเกลือทั้งหมด ๔-๕ จังหวัด ก็ได้มีความพยายามที่จะได้พูดคุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระเกษตรและสหกรณ์ ท่านธีระ วงศ์สมุทร ที่จะได้ประกาศให้นาเกลือเป็นเกษตรกรตามนิยาม เป็นบัญชีท้ายประกาศ ตามมาตรา ๔ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อให้มีที่ยืน ก็มีสิ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ได้กระหน่ําซ้ําเติมให้หมดหวังมากยิ่งขึ้น สิ้นหวังมากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ปีที่แล้ว คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานได้รับทราบผลการประชุมของ หน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้กําหนดนิยามออกมาว่า การผลิตเกลือโดยใช้การระเหยของน้ําทะเล ทะเลสาบน้ําเค็ม หรือน้ําเค็มจากแหล่งธรรมชาติ อื่น ๆ โดยใช้แสงอาทิตย์เป็นกิจกรรมประเภทการทําเหมืองหินและเหมืองแร่ นั่นหมายความว่า นอกจากเราจะไม่มีที่ยืนในร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรแล้ว เรายังถูกประทับตราให้เป็นอาชีพอื่นที่ไม่ใช่เกษตรกร ด้วยมติของคณะกรรมการชุดนี้ แล้วเมื่อค้นลงไปว่ามติของคณะกรรมการชุดนี้เกิดจากอะไร ท่านประธานทราบไหมครับว่า วิถีชีวิตของเกษตรกรนาเกลือหลายแสนคนถูกกําหนดอนาคตด้วยอะไร ด้วยพจนานุกรมครับ ผมว่ามันไม่เป็นธรรมเลยครับ หลังจากนั้นคณะ ส.ส. นาเกลือได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนการนิยาม เพื่อให้พี่น้องนาเกลือ ได้กลับมาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มภาคภูมิ เต็มตามวิถีชีวิตของเขา ก็เป็นที่น่ายินดี ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านก็ยืนยันว่าจะให้มีการประชุมและ ทบทวน ขณะเดียวกันท่านก็ยืนยันว่ากฎหมายอื่น ๆ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถือไว้ใช้ ในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๐๘ ประกาศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือแม้กระทั่ง พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์ เกษตรกรฉบับก่อนที่ยังไม่มีการแก้ไขเป็นฉบับนี้ พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ และแม้กระทั่งระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ปี ๒๕๒๘ ก็ยังรองรับสถานะของพี่น้องนาเกลือเป็นเกษตรกรอยู่ ตรงนี้เป็นประเด็นที่เป็น ปัญหาครับ และปีนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจะเป็นอีกปีหนึ่งซึ่งจะเกิดโศกนาฏกรรม ในนาเกลือ ปีที่แล้วน้ําท่วมมากครับ ทําให้พืชผักผลไม้ซึ่งจะต้องใช้เกลือเป็นวัตถุดิบสําคัญ ในเชิงอุตสาหกรรมเขาจะไม่ซื้อเกลือครับ วันนี้ราคาเกลือในพื้นที่เกวียนหนึ่งก็แค่ ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง นิยามของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรกรรม และสหกรณ์จะทําให้นาเกลือไม่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจาก คชก. หรือว่าคณะกรรมการ ช่วยเหลือเกษตรกรภาครัฐ ตรงนี้เป็นประเด็นที่เป็นหัวใจสําคัญอย่างยิ่งของวิถีชีวิตของคน ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินตรงนี้นะครับ และผมยืนยันว่าวิถีชีวิตของพี่น้องชาวนาเกลือ เป็นเกษตรกรอย่างสุดชีวิตจิตใจทั้งในแง่ของวิถีชีวิตและในแง่ของความหมาย ผมจึงขอใช้ โอกาสนี้ที่จะได้กราบเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ฝ่าย ไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราคงไม่มีโอกาสแล้วครับที่จะมา แก้ไข พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้เพิ่มนาเกลือเข้าไป เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังมีช่วงว่าง ในมาตรา ๔ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถประกาศให้นาเกลือ เป็นเกษตรกรท้ายประกาศได้ ผมก็ขอความหวังและพี่น้องนาเกลือก็ฝากความหวังไว้ตรงนี้ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านนิยม เวชกามา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขอบพระคุณที่ได้ให้โอกาสมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ท่านประธานครับ ผมเองเติบโตมาจากท้องไร่ ท้องนา พ่อแม่ทํานา เพราะฉะนั้นพอเห็นพระราชบัญญัติฉบับนี้ผมเองก็อดภูมิใจไม่ได้ว่า นี่คือความหวังของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติที่เป็นชาวไร่ชาวนา แต่วันนี้ผมเองคนหนึ่งในฐานะกรรมาธิการก็ต้องบอกว่าในร่างเดิมจริง ๆ เรามีการถกเถียงกัน อย่างหนัก แต่วันนี้เมื่อทางวุฒิสภาออกมามีความเห็นที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในเนื้อหาสาระ ในบทที่สําคัญ ๆ ผมเองจึงมีความเห็นว่าในเมื่อวุฒิสภามีความเห็นเป็นอย่างนี้ในเนื้อหา สําคัญแบบนี้เราจึงเห็นว่าน่าจะมีการปรับคณะกรรมาธิการร่วมกันใหม่ เพราะเป็นการแก้ไข ในเนื้อหาที่สําคัญ ท่านประธานครับ ความหวังของพี่น้องเกษตรกรผมเองก็ได้รับการชี้แจง ในคณะกรรมาธิการหลายคนซึ่งเชิญเข้ามามีความเห็นร่วมกัน เพราะฉะนั้นในมาตรา ที่เราถกเถียงกันเผื่อจะเสร็จเป็นร่างของกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่ใช่เรื่องที่เรา ทําได้ง่าย ๆ แต่วันนี้ในหลายมาตราผมคงไม่ต้องเอ่ย เพราะว่าหลายท่านบอกว่ามันเป็น เรื่องที่พวกผมเองบอกว่ารับไม่ได้ในเรื่อง อาจจะมีความเห็นแตกต่างกันในวุฒิสภาก็ตาม ใน ส.ส. ก็ตาม แต่วันนี้ผมต้องแสดงจากความรู้สึกของคนหนึ่งซึ่งเติบโตจากท้องไร่ท้องนาว่า ในบางมาตราโดยเฉพาะมาตรา ๗ ผมจึงคิดว่าในเรื่องของแหล่งน้ํามันเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะภาคอีสานภาคเหนือก็ตาม เป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งหน่วยงานของรัฐต้องเข้าไปดูแล วันนี้กรรมาธิการเรื่องน้ําก็ยังไม่ได้รับการเสนอ ซึ่งยังเป็นความหวังว่าเมื่อมานําเสนอแล้วย่อม มาถกกันอยู่ เพราะร่างกฎหมายฉบับนั้นเสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ วันนี้ยังไม่ได้เอานําเข้าสภา แต่ในมาตรา ๗ ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติกองทุนเกษตรกรกลับมาเขียนปัญหาแหล่งน้ํา ซึ่งกองทุนมาจัดให้ ผมขอบอกท่านประธานสภาวันนี้ว่าน้ําเป็นปัญหาใหญ่ กองทุนไม่ต้องไป ดูแลในจุดนี้ เพราะว่าแหล่งน้ําเป็นหน้าที่ของกรมชลประทาน ซึ่งมีหน่วยงานต้องรับผิดชอบ เข้ามาดูแล เป็นเรื่องของกรมทรัพยากรน้ํา กรมชลประทานก็ดี กรมทรัพยากรน้ําก็ดี ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ เป็นหน่วยงานที่ดูแลงบประมาณจํานวนมหาศาลก็ยังทําไม่ได้ทั่วถึง เพราะฉะนั้นกองทุนไม่มีความจําเป็นต้องเข้าไปดูแล เพราะทําไม่ได้ อาจจะทํา อาจจะมี ทําเป็นเปาะ ๆ แปะ ๆ ทําได้ไม่จริงไม่จัง อาจจะเสียงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจําเป็น เพราะฉะนั้นการจัดหาแหล่งน้ําไม่เห็นมีความจําเป็นต้องเพิ่มเข้ามา เพราะจริง ๆ แล้วในเรื่อง หน่วยงานรัฐที่ผมกล่าวมา หน้าที่เขาโดยตรงต้องมาดูแลเกษตรกร มาดูแลพี่น้องซึ่งเป็น ชาวไร่ชาวนาอย่างจริงจัง วันนี้ก็ยังทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นกองทุนไม่เห็นมีความจําเป็น ไปจัดหาตรงจุดนี้ เพราะเขียนขึ้นมาก็ทําไม่ได้ บางทีเอาเงินงบประมาณซึ่งมีอยู่นิดหน่อย ซึ่งจําเป็นต้องไปดูแลอย่างอื่นกลับมาใช้ไม่เป็นสาระสําคัญ ไม่เป็นประโยชน์
ในมาตรา ๑๔ หลายคนก็พูด แต่ผมเองอดพูดไม่ได้ เพราะวันนี้พี่น้อง เกษตรกรรอความหวังจากพระราชบัญญัติกองทุนฉบับนี้ รอความหวังแต่ความหวังไม่ทราบ ว่าจะไปอยู่ที่ใคร การเพิ่มจาก ๘ คนเป็น ๑๐ คน ผมไม่ทราบว่าข้อมูลตรงนี้เอามาจากไหน ทําเพื่อใคร อยู่เฉย ๆ บอกเพิ่มจาก ๘ คนเป็น ๑๐ คน ผมก็ยังมีความคิดเห็นแต่แรกแล้วว่า คณะกรรมการกองทุนต้องมาจากพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเกษตรกรตรง ๆ ไม่เห็นด้วยซ้ําไป ตั้งแต่ถกในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนแล้วว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องมากมายเป็นภาคราชการ ทั้งนั้น ผมเห็นว่าภาคราชการไม่ต้องมีมากมายขนาดนี้ ไปยืนเป็นแต่เพียงผู้เป็นที่ปรึกษาก็ พอแล้ว ผู้บริหารกองทุนจริง ๆ น่าจะเป็นพี่น้องชาวไร่ชาวนา พี่น้องเกษตรกร แต่วันนี้ผมดู พรึ่บไปหมดในมาตรา ๑๔ ล้วนเป็นภาคราชการ เอาละวันนี้เป็นก็เป็น ในเมื่อร่างกันมาเสียง ส่วนใหญ่ของกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าส่วนนี้มีบทบาทสําคัญต้องเป็น ก็ต้องยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ แต่อยู่เฉย ๆ วันนี้เพิ่มจาก ๘ คนเป็น ๑๐ คน บอกต้องมาจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งจากเกษตรกรจาก ๘ คนเป็น ๑๐ คน ข้อมูลตรงนี้ใครจะชี้แจงว่าอยู่เฉย ๆ เพิ่มมา ๒ โดยมีวัตถุประสงค์อะไร
ในจุดนี้ที่สําคัญผมต้องกล่าวต้องบอกพี่น้องประชาชนว่าจริง พระราชบัญญัติ ฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติเพื่อพี่น้องเกษตรกร แต่วันนี้ไปเปิดดูในวรรคสอง วรรคสาม เรื่องคุณสมบัติ สาขาอาชีพเราเสนอวันนั้นบอก ต้องกระจายองค์กรเกษตรกรและเกษตรกร โดยกระจายตามภูมิภาคและสาขาอาชีพ แค่นี้ถึงแม้จะเพิ่มมา ๑๐ คน ผมคิดว่าก็คงเพียงพอ ๑๐ คนก็ ๑๐ คน แต่ใน ๑๐ คนซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวต้องมาจากเกษตรกรจริง ๆ ไม่ใช่มาจากไหนก็ได้ ถึงแม้คํานิยามจะบอกว่าเป็นเกษตรกรที่จดทะเบียนรับรองอะไร ก็แล้วแต่ กฎหมายไทยผมขอกล่าวกับท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีทางเกษตรว่า มันเพี้ยนได้ครับ ตีความเข้าข้างตัวเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในส่วนจริง ๆ แล้วในวรรคสี่ การออกระเบียบตามวรรคสองให้คํานึงถึงผู้แทนองค์กรเกษตรกรและเกษตรกร โดยกระจาย ตามภูมิภาคและสาขาอาชีพ ท่านก็มาเพิ่มบอกว่า และการมีส่วนร่วมของชายและหญิง ผมว่าตรงนี้มันมีความจําเป็นไหม จะเป็นชายหรือหญิงหรือกะเทยหรือแต๋วอะไรก็แล้วแต่ เขาเป็นเกษตรกรหรือไม่ อันนี้ผมอยากจะฝากถึงว่าเขาเป็นเกษตรกรหรือไม่ ไปเน้นตรงโน้น จะเป็นชายหรือหญิงหรือใครก็แล้วแต่ ถ้าเขาเป็นเกษตรกร เป็นชาวไร่ชาวนา เขาเป็นได้ครับ รัฐมนตรีแต่งตั้งได้ ซึ่งในตรงนี้กระผมก็ไม่เห็นด้วยว่าโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ผมอยากให้กลับคืนว่า โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ เพราะคณะกรรมการมาจาก ตัวแทนของพี่น้องเกษตรกร ครม. ท่านประธานครับ ครม. คือความเห็นชอบของ ครม. ครม. ไม่มีโอกาสได้ดูในรายละเอียดหรอกครับ ในหลายกฎหมายหลายฉบับ ครม. ผ่าน ๆ ก็เห็นชอบทั้งนั้นละครับ ที่สําคัญผมบอกต้องเห็นชอบโดยคณะกรรมการกองทุนเกษตรกร จึงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขครับ โดยการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน ทั้งนี้ให้มีผู้แทนเกษตรกรด้านพืช สัตว์ และการประมง หลายคนก็ไม่เห็นด้วย เห็นไหมครับ ท่านประธานครับ มีแค่ ๓ ฝ่ายเท่านั้นเอง มีส่วนร่วมของชายและหญิงทําไมไม่ใส่มาทั้งหมด ในด้านการเกษตรไม่ว่าอะไรก็ตามไม่ใช่แค่พืช แค่สัตว์ จะเป็นชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนอะไร ก็แล้วแต่ใส่เข้ามา เขามีตัวแทนเป็นสัดส่วนอย่างละอัน ๆ เข้ามามันเสียหายอะไรครับ เพราะกองทุนนี้โดยเนื้อหามีเจตนาเพื่อพี่น้องซึ่งเป็นเกษตรกรจริง ๆ ครับท่านประธาน ไม่มีนัยเป็นอย่างอื่นเลย แต่มาชี้จริง ๆ แค่เพียง ๓ ด้าน คือ พืช สัตว์ และการประมงเท่านั้น ทําไมไม่ระบุลงไปทั้ง ๑๐ ประเภท ผู้ทรงคุณวุฒินี่มาทั้งหมดเลย ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ใส่ไปหมด เพราะโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายก็เพื่อพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ผมจึงเห็นว่า มันถึงเวลาจะต้องเสนอให้มีการแต่งตั้งกรรมาธิการร่วมกันระหว่างวุฒิสภาและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎหมายฉบับนี้ไปตัดตัวแทนชุมนุมเกษตรกร ออกไป ซึ่งผมเองคนหนึ่ง ซึ่งขออภิปรายตั้งแต่วาระแรกแล้วว่าไม่มีความจําเป็น ต้องไปตัด เพราะเผื่อเขาจะมาเป็นตัวแทนในระบบองค์กรเหล่านั้นต้องต่อสู้ฝ่าฟันขึ้นมา เขาคัดเลือกตัวแทนของเขา ให้เขาเป็นเลยโดยตําแหน่ง ทีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงการคลังยังเป็นโดยตําแหน่งได้ แล้วทําไมตัวแทน ของเขาจึงเป็นโดยตําแหน่งไม่ได้ ตัดของเขาออกทําไม ทางนี้ก็ชี้แจงมาว่าตัดออก แล้วก็มาเพิ่มให้มากขึ้น แต่ท่านประธานครับในการเพิ่มคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแต่งตั้ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนใหญ่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มาในซีกของ นายทุนเสียงส่วนใหญ่ ส่วนพี่น้องชาวไร่ชาวนายากครับที่จะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิได้ ผมจึงฝากว่า วันนี้ต้องมีการทบทวนที่จะแต่งตั้งกรรมาธิการร่วมกันครับ ขอบคุณมากครับ
มีสมาชิกท่านใดต้องการจะอภิปรายเพิ่มเติมไหมครับ ไม่มีผมเห็นควรปิดการอภิปรายนะครับ ยังมีนะครับ มองไม่เห็น เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นลูกชาวบ้านหลานชาวนา เป็นเกษตรกร ก็อยากมีส่วนร่วมในการร่วมพิจารณา ที่ทางวุฒิสภาได้แก้ไข ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๗ ซึ่งเราจะเห็นในสาระสําคัญของมาตรา ๗ ว่า เพื่อส่งเสริมผลผลิตทางเกษตร ภารกิจที่ ๒ ก็คือการกําหนดคุณภาพภารกิจที่ ๓ คือการ ตั้งราคาการขาย การจําหน่าย ภารกิจที่ ๔ คือส่งเสริมป้องกันและขจัดภัยให้พี่น้องเกษตรกร และภารกิจที่ ๕ ก็คือการแปรรูปหรือการตลาด ภารกิจที่ ๖ ก็คือการติดตามผล ผมเห็นว่า ก็เป็นประโยชน์ เพียงแต่ว่าอยากให้มีการที่เอาใจใส่ในประเด็นทั้ง ๖ ข้อนี้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุดแก่พี่น้องเกษตรกรอย่างจริงจัง ส่วนมาตรา ๑๔ คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ผมค่อนข้างที่จะไม่สบายใจและไม่เห็นด้วยที่จะให้รัฐมนตรีเป็นผู้กําหนดคุณสมบัติ เนื่องจากว่าเป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐมนตรีก็มีวาระที่จะอยู่ในตําแหน่งมันควรเป็นหลักการของ คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรนี้ควรจะได้รับจากทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศ ดังสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายว่าเราควรจะส่งเสริมให้เกษตรกรได้เข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในการดําเนินกิจการของเกษตรกรอย่างแท้จริง การที่ไปผูกอํานาจติดไว้กับรัฐมนตรีก็เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าสามารถที่จะให้คุณและโทษแก่ คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร โดยเฉพาะจะมีผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ได้ในกรณีที่พอรัฐบาลนี้เข้ามารัฐมนตรีก็จะมีนโยบายอีกอย่างหนึ่ง ทําไป ๒ ปีก็มีนโยบาย อีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งโดยปกติเรื่องธรรมชาติแล้ว เราไม่สามารถที่จะทําอะไรเปลี่ยนแปลงภายใน ๑ ปี ๒ ปีได้อย่างที่เราตั้งใจไว้ อันนี้ก็ขอ แสดงความคิดเห็นเป็นห่วงในเรื่องนี้ ส่วนมาตรา ๑๕ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องนี้ก็เป็น เรื่องที่สําคัญ เพราะว่าจะเห็นว่ารัฐมนตรีจะเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และจากกลุ่มทุนต่าง ๆ ที่อภิปรายกันในวาระที่หนึ่งก็อภิปรายกันหลายท่านให้ข้อสังเกตมาหลายครั้ง แต่ก็อยากฝาก ไว้ว่าการที่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเราต้องบอกว่ามาจากกลุ่มไหน เป็นเกษตรกรที่สามารถ ที่จะให้ผลต่อพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง หรือว่าเป็นกลุ่มทุนที่เข้ามาเพื่อจะเป็นเหลือบของ สังคมแล้วก็ดูดเลือดพี่น้องเกษตรกรของเรา อันนี้ก็ฝากไว้นะครับ แล้วบางกลุ่มก็ตกหายไป อย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่าเขาไม่ได้เป็นเกษตรกรหรืออะไร นี่ก็ฝากตรงนี้ เพื่อให้สภาของเราได้ร่วมกันพิจารณา การที่หมดอายุผู้ทรงคุณวุฒิผมขอย้อนกลับมาว่าการ ที่จะมีผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ภายในไม่เกิน ๑๒๐ วัน ยกเว้นวาระไม่ถึง ๙๐ วันที่สําคัญนะครับ รัฐมนตรีจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสูงในตรงนี้ นี่ก็เป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยสบายใจ ผมไม่ได้หมายถึง ว่าผู้ที่จะมาเป็นคหบดี มาเป็นรัฐมนตรีของกระทรวงไม่มีคุณธรรม ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ แต่ผมเป็นห่วงในภาวะว่าจะเอาการเมืองมาเป็นเรื่องของพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศหรือไม่ ฝากไว้ ส่วนมาตรา ๑๖ ผมเห็นว่า (๗) การขาดคุณสมบัติตามระเบียบที่รัฐมนตรีกําหนด นี่ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าระเบียบที่รัฐมนตรีกําหนด เกิดวันดีคืนดีแล้วบอกว่าคนนี้ไม่เป็นที่พอใจ เราจะตั้งคณะนี้ไม่เป็นที่พอใจเราจะตั้งระเบียบขึ้นมาเพื่อป้องกันคนกลุ่มนี้ เพื่อป้องกัน คนประเภทนี้ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรจริง ๆ หรือเขามีคุณสมบัติที่จะ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศได้ แต่ว่าอยู่คนละกลุ่มคนละข้างคนละขั้วอะไรทํานองนี้ ผมเป็นห่วงจริง ๆ เรื่องอย่างนี้ ก็ฝากไว้ที่สําคัญนะครับว่าพี่น้องเกษตรกรควรจะได้รับ การส่งเสริมไม่ว่าจะเรื่องราคาพืชผลของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ หรือการประมง อย่างนี้ก็ต้องให้คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ตัวแทนทําเพื่อพี่น้องเกษตรกรของเราให้ประเทศไทยของเรา ตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่าทั่วโลกกําลังมีปัญหาเรื่องอาหาร แหล่งผลิตอาหาร แต่โชคดีนะครับ ประเทศไทยนี้เป็นแหล่งอาหารของโลกที่อุดมสมบูรณ์ แต่อยากให้บุคลากรของเรา หรือผู้มีบทบาทอํานาจหน้าที่ เอาใจใส่ดูแลเกษตรกร เอาใจใส่ดูแลเรื่องการเกษตร ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส สร้างประเทศไทยให้เป็นแหล่งอาหารของโลก ใช้โอกาสนี้เพื่อคนไทย เพื่อเกษตรกรไทย และเพื่อประเทศไทยของเราจะได้อุดมสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรือง ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เราได้อภิปรายกันมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วนะครับ ผมเห็นควรปิดการ อภิปรายนะครับ ยังมีผู้ประสงค์จะอภิปรายไหมครับ คุณสุนทรีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ที่ดิฉัน ต้องขอแสดงความคิดเห็นกับการที่ทางสมาชิกวุฒิสภาได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ กองทุนสงเคราะห์เกษตร พ.ศ. .... แล้วส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎรของเรา ดิฉันมีความไม่เห็นด้วยในบางมาตรา ทําไมถึงบอกว่าไม่เห็นด้วย เดี๋ยวดิฉันจะได้บอกเป็น กรณีไปนะคะ แต่มาตราแรกที่ดิฉันบอกว่าไม่เห็นด้วยกับที่ทางท่านสมาชิกวุฒิสภาได้แก้ไขมา ก็คือมาตรา ๗ ค่ะ มาตรา ๗ นี้เขาบอกว่าเป็นกิจการตามโครงการที่จะใช้จ่ายเงินจากกองทุน ได้แก่กิจการดังต่อไปนี้ ที่ดิฉันไม่เห็นด้วยเลยนะคะท่านประธาน ก็คือ (๑) แล้วก็มาดูที่ข้อ (ค) วงเล็บนี้เขาบอกว่าดําเนินการจัดหาแหล่งน้ําหรือที่ดินให้เกษตรกรเข้าทํากิน การจัดหา กรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินให้แก่เกษตรกร ที่ดิฉันบอกว่าไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยตรงไหนคะ ไม่เห็นด้วยตรงที่จะเพิ่มให้มีการจัดหาแหล่งน้ํา ตรงนี้ต้องเรียนค่ะท่านประธาน ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยของเรามีหน่วยงานที่ดูแล แล้วก็จัดการเรื่องแหล่งน้ําให้กับเกษตรกร ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาที่ดินซึ่งมีการจัดทําเรื่องบ่อน้ําในไร่นาขนาด ๑,๒๕๐ ลูกบาศก์เมตร กรมชลประทาน หรือแม้กระทั่ง ส.ป.ก. สํานักงานการปฏิรูปที่ดิน ก็มีการขุดแหล่งน้ําในที่ดินของ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกอยู่ในนั้นอยู่แล้ว แล้วนอกจากนี้ค่ะท่านประธาน กรมทรัพยากรน้ํา กรมน้ําบาดาล กรมที่สังกัดอยู่ที่กระทรวง คมนาคมอีกหลายกรม ที่ได้ดําเนินการในการจัดหาแหล่งน้ําให้กับเกษตรกรอยู่แล้ว ดิฉัน คิดว่าถ้าเราเพิ่มตรงนี้เข้ามา ที่สําคัญท่านประธานคะ เมื่อกี้มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่า นอกจากนี้งบผู้ว่าซีอีโอ (CEO) ยังมีการจัดสรรเรื่องน้ําให้กับเกษตรกรอีกด้วย แค่ดิฉันพูดมา กองทุนสงเคราะห์นี้จะต้องมีหน้าที่ในการไปจัดหาแหล่งน้ําให้กับเกษตรกรอีก ดิฉันคิดว่า ตรงนี้จะเป็นช่องทางที่เปิดให้กับการทุจริตที่มีมากอย่างในปัจจุบันนี้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ค่ะ ท่านประธาน มีการขุดบ่อน้ําที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขุดไปแล้วได้รับงบประมาณจากทางราชการ ไปแล้ว แต่เมื่อขุดผ่านไปไม่ถึง ๓ เดือน ก็มีอีกหน่วยงานหนึ่งมาขุดบริเวณเดียวกัน พื้นที่เดียวกัน บริเวณเดียวกัน และเบิกจ่ายงบประมาณด้วย อย่างนี้ดิฉันว่ามันเป็นการนํา งบประมาณมาใช้ที่ซ้ําซ้อนกัน ดิฉันจึงบอกว่าถ้าเรามีการเปิดอํานาจให้ทางคณะกรรมการนี้ ได้มีการจัดหาแหล่งน้ําอีก ดิฉันกลัวว่ามันจะมีประเด็นอย่างนี้ขึ้นมา แล้วจะทําให้สิ้นเปลือง งบประมาณของประเทศชาติและผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้ จะได้รับไม่เต็มที่ ซึ่งตอนนี้ เราทราบดีค่ะว่าโลกของเราเกิดภาวะอาหารขาดแคลน ประเทศไทยเราเป็นแหล่งอาหาร ที่ค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ ตรงนี้ดิฉันคิดว่าถ้าเราสามารถนํางบประมาณที่จะไปหาเกษตรกร ให้ได้อย่างถูกจุดโดยที่ไม่ไปซ้ําซ้อนกันในเรื่องแหล่งน้ํา จะทําให้พี่น้องเกษตรกรสามารถ เพาะปลูกได้ดี ได้ผลผลิตที่ดีขึ้น ตรงนี้คือมาตรา ๗ ที่ดิฉันบอกว่าดิฉันไม่เห็นด้วย
อีกมาตราหนึ่งค่ะท่านประธาน คือมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๔ ดิฉันเห็นด้วย นะคะที่บอกว่าจะให้มีผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ คน ตรงนี้ แต่ดิฉันไม่เห็นด้วยตรงที่ บอกว่าการกําหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติและวิธีการในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กําหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ตรงนี้เรามีการแต่งตั้งโดยต้องบอกว่าระดับปลัดกระทรวงทั้งนั้นค่ะท่านประธานที่เป็น กรรมการ ดิฉันว่าให้เป็นหน้าที่ของเขาเถอะในการที่จะมาดูว่าคนที่มีความรู้เกี่ยวกับทางด้าน เกษตรนี้เขาต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไร ดีกว่าที่จะต้องนําภาระเรื่องอย่างนี้ ผ่านคณะรัฐมนตรีแล้วก็ต้องส่งกลับมาให้ท่านรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีทั้งคณะในการพิจารณา อยู่อีก ดิฉันว่าจะเป็นการเปิดช่องทางให้มีการ เรียกว่าอย่างไรดีคะ อาจจะมีตัวแทนของ ภาคเอกชนหรือว่านักธุรกิจเข้าไปอยู่ตรงนั้น ก็จะส่งผลเสียให้กับเกษตรกรได้ แล้วอีกอันหนึ่ง ที่ดิฉันบอกว่าดิฉันไม่เห็นด้วยก็คือ ที่บอกว่าเพิ่มเติมมาก็คือบอกว่า และการมีส่วนร่วม ของชายและหญิง ต้องเรียนค่ะท่านประธาน ดิฉันนี่ต้องบอกว่าเป็น ส.ส. บ้านนอกค่ะ ดิฉันไม่ได้อยู่เขตในเมือง ดิฉันอยู่เขตที่เป็นต่างอําเภอทั้งหมด ต้องเรียนเลยค่ะว่าผู้หญิง อยากจะมีส่วนร่วมหรือเปล่า อยากค่ะ แต่ว่าบางครั้งด้วยความเกรงอกเกรงใจ วัฒนธรรม ของคนไทยเราค่ะท่านประธาน เราต้องยอมรับก่อนค่ะว่าผู้หญิงเก่งก็จริง แต่บางครั้งไม่ชอบ ทํางานที่ออกนอกหน้านอกตา อยู่เบื้องหลังเสียเป็นส่วนใหญ่ จะเห็นได้เลยค่ะ ผู้ใหญ่บ้าน บางคนได้มาเพราะอะไร เพราะภรรยาหรือแม่บ้านเก่งถึงได้เป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน กรณีนี้ ก็เช่นกันค่ะ ถ้าเราไปกําหนดเอาไว้อย่างนี้ ให้คํานึงถึงการมีส่วนร่วมชายหรือหญิง ตรงนี้ ดิฉันว่ามันจะเป็นการกําหนดเกินไปไหมคะว่าผู้หญิงกับผู้ชายจะต้องเท่าเทียมกันนะถึงจะ เป็นไปได้ จึงคิดว่าวรรคนี้ไม่น่าจะมีเรื่องการมีส่วนร่วมของชายและหญิงเข้ามา เพราะเรา คิดว่าเกษตรกรคือคนไทยทุกคนเท่าเทียมกัน การมีส่วนร่วมดิฉันว่าเรื่องนี้ใช้ไม่ได้กับกรณี ของการที่จะมาตั้งกรรมการกองทุนสงเคราะห์การทําเกษตรกร ตรงนี้ก็เลยเป็นข้อที่ดิฉัน บอกว่าไม่เห็นด้วยใน ๒ กรณีค่ะ ซึ่งก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะคะ ว่าจริง ๆ เราทุกคนอยากจะให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านกันเร็ว ๆ เพื่อพี่น้องเกษตรกรจะได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่บางครั้งช้าหน่อยก็ดีค่ะท่านประธาน ทําอะไรรวดเร็วเกินไปนัก บางครั้งเสียมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์นะคะ ตรงนี้ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกค่ะ ดิฉันว่าต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภาไหม เพื่อที่จะได้มาดูว่าอะไร คือสิ่งที่ดีที่สุดสําหรับพี่น้องเกษตร ต้องฝากท่านประธานค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
คุณสมคิด บาลไธสง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดหนองคายครับ ผมจะไม่ซ้ําประเด็นกับเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายไว้แล้วนะครับ อยากขอเพิ่มเติม แสดงความคิดเห็นในฐานะเป็นลูกชาวไร่ชาวนานะครับ แต่บังเอิญได้เป็นครูบ้านนอก นะครับ ก็อยากแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้ทรงคุณวุฒินะครับ ผมอยากเสนอให้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนะครับ ไม่ว่ารัฐมนตรีที่มีอํานาจวาสนาในการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒินะครับ ที่ท่านเสนอจากวุฒิสภามาจาก ๘ เป็น ๑๐ นะครับ เท่าไรก็ได้ มากเท่าไรก็ได้ ผมว่า ขอให้เกษตรกรจริง ๆ จริง ๆ แล้วอยากให้เป็นสาขาอาชีพ ให้เป็นตัวแทนเกษตรจริง ๆ ไม่ใช่ตัวแทนนายทุนเกษตร เพราะว่าเราจะช่วยเหลือเกษตรกร ยกตัวอย่างเช่น สาขาการเลี้ยงสัตว์หรือฟาร์ม ฟาร์มเลี้ยงสัตว์สัก ๑ คน ไม่ใช่ว่าเอาเกษตรหรือว่าเอาแต่ เลี้ยงสัตว์มา ถ้าเกิดซีพี (CP) เอาเลี้ยงปลากับเลี้ยงไก่มาหมด ชาวบ้านไม่มีตัวแทนเลย เดี๋ยวนี้ ก็เห็นข่าวว่ามีการทําให้เกษตรกรรายย่อยล้มตายหายจากระบบไป อันนี้เราจะทําอย่างไร ให้เกษตรกรที่เป็นชาวบ้านธรรมดาเขาจะอยู่ได้ เดี๋ยวนี้อาชีพเกษตรบางอย่างก็ถูกยึดไปแล้ว จากนายทุน เพราะฉะนั้นก็มีปัญหาครับ ตัวแทนเรื่องข้าวอย่างนี้ครับ อยากให้ตัวแทนเกษตร ผู้ทรงคุณวุฒิทางเกษตร ใคร จะเอาใครที่เป็นตัวอย่างของการทําข้าวที่มีผลผลิตที่ดีที่สุด ที่เป็นเกษตรกรจริง ๆ อ้อยอย่างนี้ ซึ่งเป็นสินค้าสําคัญของประเทศ ไม่ว่าข้าว อ้อย ตัวแทนยางพาราอย่างนี้ ตัวแทนที่เกี่ยวกับเกษตรกรที่ปลูกผลไม้ พวกนี้นะครับ อยากให้ตัวแทนเกษตรกรเข้ามานั่ง ในกองทุนนี้จริง ๆ เพราะเท่าที่ดูตัวแทนโดยตําแหน่งแบบนี้จะปลัดกระทรวงต่าง ๆ อธิบดี ถ้าเอานายทุนมาบวกเข้าไปประเทศชาติจะเป็นอย่างไร เกษตรกรจริง ๆ จะได้รับ การช่วยเหลือจริงไหม
สําหรับอีกอันหนึ่งอยากเสนอก็เรื่องวาระของการดํารงตําแหน่ง ถ้ามันว่างลง มันตั้งยากขนาดนั้น หรือไม่ถึง ๑๒๐ วัน ถ้าจะตั้งมันคงมีบัญชีเรียงกันไว้แล้วว่าเกษตรกร อันดับที่ ๑ อันดับที่ ๒ อันดับที่ ๓ แต่ละอาชีพน่าจะมีบัญชีไว้ ผมอยากเสนออย่างนี้ ทั่วประเทศเลย บัญชีหมายเลข ๑ ๒ ๓ ผู้ผลิตผลไม้ ๑ ๒ ๓ คือใคร ผู้ผลิตข้าว ๑ ๒ ๓ คือใคร ถ้าว่างลงตั้งคนที่ถัดไปขึ้นมาทันที ไม่ต้องไปรอ เหลือ ๙๐ วัน ๙๐ วันบางทีคนโกง กันก็ได้นะครับ ๓ เดือน เพราะฉะนั้นอยากให้มีตัวแทนเกษตรกรจริง ๆ ขอบคุณมากครับ
ท่านสมาชิกครับ เราได้อภิปรายกันมาเป็นเวลาพอสมควร ผมเห็นควรปิดการอภิปรายครับ ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ
(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เมื่อท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ขอเชิญกดบัตร แสดงตนด้วยครับ เชิญท่านสมาชิกที่เข้ามาใหม่กรุณากดบัตรแสดงตนด้วยครับ ขอท่าน สมาชิกได้กดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ท่านที่ยังไม่ได้กดบัตรแสดงตนกดบัตรแสดงตนด้วย นะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ส่งผลการแสดงตนครับ มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมทั้งหมด ๒๖๖ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ผมจะถามท่านสมาชิกครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับร่างแก้ไขของวุฒิสภา กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบกับ ร่างแก้ไขของวุฒิสภากรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ขอเชิญ ลงมติได้แล้วครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ปิดการลงมติครับ ขอส่งผลการลงมติด้วยครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๓๖๒ ท่าน เห็นด้วย ๒๓๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๑๘ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๘ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมแห่งนี้มีมติเห็นชอบตามร่างแก้ไขของวุฒิสภาครับ เพราะฉะนั้น ก็เป็นอันว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ (๓)
เชิญท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ กรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือ ฉบับลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๔ แจ้งกับท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ผ่าน ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเนื่องจากเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจึงต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายชัช ชลวร ได้แจ้งว่า มาตรา ๖๔ ของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และส่งมา ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามมาตรา ๑๔๑ วรรคสาม ท่านประธานครับ ซึ่งมาตรา ๑๔๑ วรรคสาม ก็ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อมิให้ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ โดยใช้มติเกินกึ่ง มติเป็นอย่างไรแล้วก็ให้ท่านนายกรัฐมนตรีดําเนินการ กราบบังคมทูลต่อไปนะครับ เนื่องจากเป็นร่างพระราชบัญญัติและอยู่ในวาระลําดับที่ ๑๙ ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตเลื่อนลําดับเรื่องด่วนที่ ๑๙ ขึ้นมาพิจารณาต่อจาก ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอเสียงรับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้องครับ มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ไม่ขัดข้องนะครับ คุณไพจิต ศรีวรขาน เรื่องเดียวกันหรือเปล่าครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. นครพนม พรรคเพื่อไทย ผมมีความเห็นแตกต่างจากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่จะขอเลื่อนวาระ ๑๙ ผมขอให้ประชุมตามระเบียบวาระ เนื่องจากเป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่มีความสําคัญ เนื่องจากในวาระการประชุมตามปกติก็ได้กําหนดไว้แล้วว่าวันพรุ่งนี้ จะประชุมเรื่องอะไร แล้วเป็นเรื่องความจําเป็นที่ค้างคามานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ําที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเป็นงานของสภา ก็อยากให้สภาได้ทําตามวาระ ซึ่งกําหนดไว้ว่าโดยปกติในวันพุธก็จะพิจารณากฎหมาย พอถึงวันพฤหัสบดีก็จะเป็นกระทู้และญัตตินะครับ ซึ่งก็อยากจะให้ได้เป็นไปตามวิถีชีวิต โดยปกติ เนื่องจากพระราชบัญญัติที่จะขึ้นเป็นพระราชบัญญัติที่มีความสําคัญ ก็อยากจะ ขอให้เป็นตามระเบียบวาระ ถ้าจะเป็นสัปดาห์หน้า ไม่ใช่วันพฤหัสบดีคือวันพรุ่งนี้นะครับ ท่านประธานครับ ก็จะเป็นประโยชน์
เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ ด้วยความเคารพต่อความเห็นของท่านนายไพจิต ศรีวรขาน นะครับ กราบเรียนว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติ ถ้าอนุญาตวันนี้ก็มีผลในวันพุธหน้าครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านไพจิต ได้ฟังคําชี้แจงเข้าใจไหมครับ ไม่ขัดข้องนะครับ คือถ้าเป็นในวันพุธหน้า ไม่ขัดข้องนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายไพจิต ศรีวรขาน ครับ ไม่ขัดข้องครับ ยินดีครับถ้าเป็นวันพุธหน้า เพียงแต่ว่าวันนี้น่าจะไปพิจารณา วันพรุ่งนี้ครับ
เป็นอันว่าสมาชิกไม่ขัดข้องนะครับ มีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีเป็นอันว่าสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้เลื่อนเรื่องด่วนลําดับที่ ๑๙ ของศาลรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาพิจารณาต่อจากร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ในวันพุธหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเป็นเรื่องที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยศาลปกครองเป็นผู้เสนอนะครับ
ท่านประธานศาลปกครองสูงสุด ท่านหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ได้มีหนังสือ ขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเสนอ ท่านวรวิทย์ กังศศิเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะ ผู้รับมอบจากประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๒๔ และเพื่อให้เกิด ความชัดเจน รวดเร็ว ในการชี้แจง ศาลปกครองจึงได้ขออนุญาตให้ ท่านสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด คุณไพโรจน์ มินเด็น ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง คุณสมชัย วัฒนการุณ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง คุณประเวศ รักษพล ตุลาการ ศาลปกครองกลาง คุณอนุชา ฮุ่นสวัสดิกุล ตุลาการศาลปกครองกลาง เป็นผู้เข้าร่วมชี้แจง ต่อสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ทางสภาผู้แทนราษฎรอนุญาตครับ ก็ขอเชิญท่านผู้แทนจาก สํานักงานตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้เข้านั่งประจําที่ด้วยครับ
(ผู้แทนศาลปกครองเข้าประจําที่เพื่อชี้แจงต่อที่ประชุม)
ต่อไปจะขอเชิญ ท่านวรวิทย์ กังศศิเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นตัวแทนของ ท่านประธานศาลปกครองสูงสุดได้กรุณากล่าวแถลงหลักการและเหตุผลต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ได้รับมอบหมายจากท่านประธานศาลปกครองสูงสุด ขอนําเสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ด้วยศาลปกครองมีความประสงค์ขอแก้ไขพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการกําหนดจํานวนตุลาการ ศาลปกครอง การจัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นขึ้นในศาลปกครอง และการ กําหนดให้มีตุลาการศาลปกครองที่เรียกชื่ออย่างอื่น โดยมีบันทึกหลักการและเหตุผลของ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังนี้
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง ดังนี้
๑. แก้ไขเรื่องการกําหนดจํานวนตุลาการศาลปกครองให้สอดคล้องกับ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๗)
๒. เพิ่มการจัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นขึ้นในศาลปกครอง สูงสุดหรือในศาลปกครองชั้นต้น และกําหนดผู้รับผิดชอบงานของแผนกหรือหน่วยงาน ดังกล่าว (เพิ่มวรรคสองและวรรคสาม ของมาตรา ๗ และมาตรา ๗/๑)
๓. กําหนดให้มีตําแหน่งตุลาการศาลปกครองที่เรียกชื่ออย่างอื่นในศาล ปกครองสูงสุดหรือในศาลปกครองชั้นต้น และกําหนดการได้รับเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง ประโยชน์ตอบแทนอื่นของตําแหน่งดังกล่าว (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๗ และเพิ่ม วรรคเจ็ดของมาตรา ๓๐)
ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าปัจจุบันปริมาณคดีปกครองประเภทที่ต้องดําเนิน กระบวนพิจารณาโดยเร่งด่วนให้ทันต่อการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหาย แก่คู่กรณี หรือเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐมีจํานวนเพิ่มมากขึ้น เช่น คดีเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ คดีเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการในหน่วยงาน ปกครอง เป็นต้น ซึ่งหากให้คดีปกครองประเภทดังกล่าวดําเนินการตามขั้นตอนและมี ผู้รับผิดชอบเช่นเดียวกับคดีปกครองทั่วไปอาจมีผลทําให้การพิจารณาคดี ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและต้องดําเนินกระบวนพิจารณาโดยเร่งด่วน มีความล่าช้า สมควรเพิ่มอํานาจในการจัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นขึ้น ในศาลปกครองสูงสุดหรือในศาลปกครองชั้นต้น และกําหนดตําแหน่งตุลาการศาลปกครอง ที่เรียกชื่ออย่างอื่นเพื่อทําหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวโดยเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อให้ การบริหารงานของศาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเหมาะสมกับการอํานวย ความยุติธรรมให้แก่ประชาชน รวมทั้งแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการกําหนดจํานวนตุลาการ ศาลปกครองให้สอดคล้องกับหลักการและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ
เชิญคุณวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ครับ แล้วต่อไปจะเป็นท่านเชาวรินธร์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิลาศ จันทร์พิทักษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับในเบื้องต้น ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมลุกขึ้นมาเพื่อจะมาอภิปรายสนับสนุนให้มีการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานคงจําได้นะครับว่าในทุกปีจะมีรายงานประจําปี เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของศาลปกครองและสํานักงานศาลปกครอง ตัวแทนของ ศาลปกครอง ในทุก ๆ ปีก็จะได้รับทั้งคําชื่นชมและคําตําหนิตําเตียน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น คําชื่นชมละครับ ในแง่การให้ความเป็นธรรมและการช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศชาติ หลายครั้ง แต่ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และติชมมากที่สุดคือ การพิจารณาคดีของศาลปกครอง ที่ผ่านมาค่อนข้างล่าช้า ทั้ง ๆ ที่ในรายงานประจําปีของศาลปกครองทุกปี ในศาลของ ท่านประธานศาลปกครองสูงสุดก็จะบอกไว้นะครับว่า ศาลปกครองได้เร่งรัดพิจารณาคดี ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นในวิสัยทัศน์และพันธกิจของศาลปกครองก็จะกําหนดไว้ ว่าจะพิจารณาพิพากษาคดีด้วยความเป็นธรรมและรวดเร็ว กอปรกับในพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาความในศาลปกครอง มาตรา ๕๕ ก็เขียนไว้ว่า การพิจารณา พิพากษาคดีต้องดําเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว และนอกจากนั้นท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๙๗ วรรคสอง ก็บัญญัติไว้ว่า ผู้พิพากษาและตุลาการ มีอิสระในการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม แต่ท่านประธานครับเรื่องนี้ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ตลอดมา ว่าการพิจารณาพิพากษาคดีค่อนข้างจะล่าช้า แต่ต้องเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมก็พูดแล้วก็เห็นด้วยกับที่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้วิพากษ์วิจารณ์ ผมอยากจะยกตัวอย่าง กรณีที่เกิดกับตัวผมเองเลย ท่านประธานครับ ผมเคยรับมอบอํานาจจากพี่น้องประชาชน ซึ่งเขาเดือดร้อนจากกรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยปักสายพาดผ่านที่ของเขา ผมได้เป็นผู้รับมอบอํานาจแล้วก็ฟ้องคดีที่ศาลปกครอง ฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๙ ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๕ ศาลปกครองกลางได้พิพากษาคดี เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๙ เป็นเวลารวมทั้งสิ้น ๓ ปี ๔ เดือน ๒๐ วัน จากนั้น กฟผ. ก็อุทธรณ์คดีเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๙ ศาลปกครองสูงสุดครับ ท่านประธานครับ ได้พิพากษาคดีเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๓ รวมเบ็ดเสร็จคดีนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น ๗ ปี ๑ เดือน ๒๔ วัน ถ้าเราในฐานะสามัญชนเราดูคดีแล้วมันไม่น่าจะยาวขนาดนั้น เพราะเป็นคดี ที่พิจารณาในข้อกฎหมายเท่านั้นนะครับว่าการปักสายพาดผ่านจะจ่ายให้กับเจ้าของที่คนเดิม หรือเจ้าของที่คนปัจจุบัน แต่ด้วยกระบวนการก็ดี หรือว่าคดีที่หมักหมมอยู่ในศาลจํานวนมาก ก็ทําให้การพิจารณาคดีล่าช้าออกไป นอกจากนั้นท่านประธานครับ มันไม่มีกรณีปัญหา ในเรื่องการให้ความเป็นธรรมของศาลปกครองครับ อันนี้เราต้องยอมรับความจริงกันแล้วก็ ชื่นชม ปัญหาคือว่าการพิจารณาคดีช้านี้นะครับ มันทําให้พี่น้องประชาชนที่จะได้รับเงินมัน เสียโอกาส เขาอาจจะรอไม่ไหว บางคนตายไปแล้วยังไม่ได้ใช้เงินส่วนนี้ ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานยกตัวอย่างกรณีที่เห็นชัด ๆ นะครับ คือกรณีเวนคืนที่ดิน ซึ่งถ้าการพิพากษาคดี มันช้าจะทําให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าศาลปกครองจะให้ ตัดสินให้มีการชดใช้เงินอย่างเป็นธรรม ให้ตามที่ผู้ฟ้องเรียกร้อง แต่มันก็กระทบ ถ้าตัดสินคดี ล่าช้า เงินที่ได้รับการชดเชยมามันไม่พอกับที่จะไปซื้อบ้านที่อยู่อาศัยใหม่ได้ขนาดเล็กลง หรือว่าพี่น้องเกษตรกรก็ไม่สามารถจะไปซื้อที่เพื่อทําการเกษตรในที่จํานวนเท่าเดิมได้ เพราะว่าราคาที่ดินแพงขึ้น นอกจากนี้อีกกรณีหนึ่งที่ชัดเจนแล้วก็เกิดปัญหามาก คือกรณีบริหารงานบุคคล ท่านประธานคงได้ยินนะครับ มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการโยกย้าย ข้าราชการที่ไม่เป็นธรรมบ่อย และนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ฟ้องคดีหลายรายเขาใกล้ ๆ จะ ปลดเกษียณเขาฟ้องไปปรากฏว่าจนปลดเกษียณแล้วเขายังไม่ได้รับการพิพากษาคดีเลย เขาไม่ได้รับการเยียวยาชดใช้ใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนั้นมันยังก่อให้เกิดปัญหา คนที่ได้รับ การแต่งตั้งเข้าไปโดยไม่ชอบธรรมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งเข้าไป เขาเห็นว่าเขาอาจจะถูกเพิกถอนคําสั่ง เขาจะรีบพยายามย้ายลูกน้องของเขามาให้มีตําแหน่ง สูงขึ้น เพื่อไปเอื้อผลประโยชน์กับตัวเขาเอง ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศชาติ นอกจากนี้ ก็ยังมีคดีอื่น ๆ อีกหลายคดี เช่นคดีค่าเช่านา ท่านประธานครับ ล้วนแต่ทําให้เกิด ความยากลําบากของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ นอกจากที่ผมกล่าวมาแล้วนี้ นอกจากความเสียหายที่ผมได้กล่าวมาแล้ว มันยังทําให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน ในการพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานครับ การพิจารณาในคดีศาลปกครอง ส่วนใหญ่จะเป็นคดีที่พี่น้องประชาชนฟ้องหน่วยงานของรัฐ การที่พิจารณาคดีล่าช้าทําให้ การเรียกเอกสารจากหน่วยราชการมักจะอ้างเอกสารหาย เอกสารทําลายทิ้งไปแล้ว ทําให้ เกิดการเสียเปรียบในการพิจารณาคดี ท่านประธานที่เคารพครับ ในปัจจุบันนี้มีคดีที่เข้ามาสู่ศาลปกครองปีละไม่น้อยกว่า ๖๐,๐๐๐ กว่าคดี แล้วนับวันคดีจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่ามีการออกกฎหมาย เพิ่มขึ้นเพื่อให้ทันกับสภาวการณ์ต่าง ๆ ของประเทศ การที่ออกกฎหมายเพิ่มขึ้นก็เป็นการ เพิ่มภารกิจของหน่วยงานของรัฐเพิ่มขึ้น ทําให้มีการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น มีการลงทุนในโครงการใหญ่ ๆ ของภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิ ของพี่น้องประชาชน อีกทั้งประชาชนในปัจจุบันมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องคดีทางปกครอง มีความกล้าที่จะนําคดีเหล่านั้นมาฟ้องสู่ศาลปกครอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละครับทําให้คดีที่จะ ไปสู่ศาลปกครองเพิ่มขึ้น ผมจึงต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่มีพระราชบัญญัติ (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับนี้
ท่านประธานครับ พระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านตัวแทนตุลาการศาลปกครอง สูงสุดท่านก็ได้อธิบายไปแล้ว หลักใหญ่คงมีอยู่ ๓ ประการเท่านั้นละครับ
ในประการแรก ก็คือว่าเป็นการแก้ไขให้ ก.ศป. คือคณะกรรมการตุลาการ ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดจํานวนตุลาการในศาลปกครอง การเพิ่มจํานวนตุลาการก็จะ ทําให้การพิพากษาคดีเร็วขึ้น ความจริงแล้วการแก้ไขในมาตรานี้เกือบจะไม่ต้องทําก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๒๒๔ วรรคห้า เขาเขียนไว้แล้วว่าตุลาการ ศาลปกครองในชั้นใดจะมีจํานวนเท่าใดให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง กําหนด เพราะฉะนั้นวันนี้นะครับถ้าไม่แก้กฎหมายฉบับนี้ก็สามารถจะใช้บทบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าใช้บริหารงานได้อยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้เกิดความขัดหรือแย้ง ต่อกันก็เลยแก้เพื่อให้สอดคล้องกัน
ส่วนอีกประการหนึ่งที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ขอแก้ไขก็คือว่ามีการจัดตั้ง แผนกหรือหน่วยงานเพิ่มขึ้น ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่หรอกครับ เรื่องนี้ปรากฏ อยู่ในศาลยุติธรรม เช่น แผนกคดีสิ่งแวดล้อม แผนกคดีภาษีอากร มันมีอยู่ตามนั้นอยู่แล้ว แต่ตุลาการศาลปกครองยังไม่มีบทบัญญัติในส่วนนี้ไว้ ก็เพียงแต่แก้ไขเพื่อให้สอดคล้องและ เพื่อทําให้การทํางานเร็วขึ้น กระชับขึ้น
ส่วนอีกมาตราหนึ่งที่ขอแก้ไขก็คือว่า กําหนดชื่อของตุลาการหัวหน้าแผนก ซึ่งแต่งตั้งขึ้นใหม่ อันนี้ก็เหมือนกันครับ เป็นการกําหนดเพื่อให้สอดคล้องและรองรับ ให้สมบูรณ์เพิ่มขึ้นเท่านั้นละครับ
ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าภายหลังจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านไป ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่า ก.ศป. คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองหลายท่านอาจจะมีความ วิตกกังวลว่าอาจจะไปตั้งจํานวนตุลาการให้มากกว่าความเป็นจริง หรือว่าไปกําหนด แผนกต่าง ๆ ให้มีมากเกินความเป็นจริง ผมไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าคณะกรรมการ ตุลาการศาลปกครองนอกจากมีตัวแทนจากศาลปกครองแล้วยังมีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจาก วุฒิสภา ๒ ท่าน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากคณะรัฐมนตรีอีก ๑ ท่าน ผมเชื่อว่าผู้ทรงคุณวุฒิ เหล่านี้นะครับถ้ามีการกระทําที่ออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งผมไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้นะครับก็จะคอยให้ข้อคิดเห็น คอยเตือนสติอยู่แล้ว
ท่านประธานครับ ในท้ายที่สุดนี้ผมขอสรุปข้อดีของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับแก้ไขฉบับนี้ว่า เป็นการเสนอเพื่อแก้ไขให้คณะกรรมการศาลปกครองซึ่งเป็นองค์กร บริหารงานบุคคลของศาลปกครองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่มีอํานาจกําหนด จํานวนและตําแหน่งตุลาการในศาลปกครองให้สอดคล้องกับปริมาณคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาล ปกครองเพื่อให้การพิจารณาคดีเร็วขึ้น และเป็นการส่งเสริมตุลาการในแผนกนั้น ๆ ดําเนินการพิจารณาคดีให้รวดเร็วมากขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความเชี่ยวชาญเฉพาะให้แก่ ตุลาการศาลปกครอง ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปเชิญ ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งมาจากพื้นที่จังหวัดราชบุรี ผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะกราบเรียนอภิปรายแสดงความคิดเห็นในการพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในฐานะ ที่ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยใช้บริการศาลปกครองมา เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงเฝ้ารอตั้งแต่เช้า เพราะทราบมาล่วงหน้าว่าวันนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสภา โอกาสนั้นมาถึงแล้ว เพราะฉะนั้นผมต้องขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านผู้แทนของประธานศาลปกครองสูงสุดและคณะ ที่ได้กรุณาเป็นตัวแทนศาลปกครอง สูงสุดมาชี้แจงในสภา หรือนําเสนอพระราชบัญญัตินี้ในสภา ท่านประธานครับในอดีตเมื่อครั้ง ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งถวายฎีกาผ่านไปยัง ราชเลขาธิการถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวความว่า ได้มีการค้นพบถ้ําแห่งหนึ่งที่ลิเจีย หมู่ที่ ๔ ตําบลปรังเผล อําเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และภายในถ้ํามีของมีค่ารวมทั้ง ยุทโธปกรณ์เมื่อครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซุกซ่อนอยู่ และมีความประสงค์ที่จะให้ ทางราชการเปิดถ้ําเพื่อนําสิ่งของโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมบัติที่มีค่าออกมาพัฒนาบ้านเมือง ในฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กํากับดูแล สั่งราชการกรมศิลปากรซึ่งเป็นเจ้าภาพดูแลพระราชบัญญัติอันว่าด้วยศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ โบราณสถานและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ กระผมได้รับหนังสือดังกล่าว ซึ่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการนําเสนอว่า เรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ เพื่อโปรดพิจารณาสั่งการ โดยข้อความ อย่างนี้ใครก็ตามเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องสั่งการให้มีการตรวจ พิสูจน์ เพราะในหนังสือที่มาจากสํานักพระราชวังนั้นบอกว่าจึงเรียนมาเพื่อขอได้โปรด หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ เพื่อจะได้นําความกราบบังคมทูลทราบพระกรุณาต่อไป ถ้าไม่ทําก็ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ แต่ทําแล้วมันก็เสี่ยงกับชื่อเสียงเกียรติยศ ตั้งแต่นั้นมา ท่านประธานครับผมถูกสังคมมองด้วยสายตาดูหมิ่น แม้แต่บรรดาสมาชิกรัฐสภาด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ยังแซวกันอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ไปถ้ําลิเจียหรือ ผมอยากจะ กราบเรียนว่าช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนอกจากได้รับหนังสือ เรื่องการถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังกล่าวแล้ว ยังมีงานสําคัญอีกงานหนึ่ง นั่นก็คืองานพระบรมศพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งในฐานะเป็นผู้กํากับ ดูแลสั่งข้าราชการกรมศิลปากรและกรมการศาสนา ผมต้องเกี่ยวข้องกับพระราชพิธี พระบรมศพอย่างมากมาย เวลาที่จะไปทําเรื่องลิเจียก็ไม่มี ต่อมาเมื่อพ้นจากตําแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการผมมีความสนใจเรื่องนี้เพราะเนื่องจากประเทศ ประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ เราต้องกู้เงินไอเอ็มเอฟ (IMF) รัฐบาลต้องไปกู้เงินมิยาซาวา มาใช้จ่าย ผมจึงหยิบเรื่องนี้มาแล้วก็ทําเรื่องขออนุมัติจากอธิบดีกรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้ดูแล อุทยานแห่งชาติอันเป็นที่ตั้งของถ้ําลิเจีย เพื่อขออนุญาตเข้าไปตรวจพิสูจน์ แต่ได้รับ การปฏิเสธจากอธิบดีกรมป่าไม้ ระหว่างนั้นเองผมก็ได้ยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ ศาลปกครองวินิจฉัย ผมไม่คิดเลยว่าศาลปกครองจะละเลยทั้ง ๆ ที่ผมไปชี้แจงว่านี่มันไม่ใช่ ราชการอย่างเดียวแต่มันเป็นราชกิจด้วย มันเป็นเรื่องที่ถูกส่งออกมาจากสํานักพระราชวัง จากสํานักราชเลขาธิการ แต่ศาลปกครองยกฟ้องคือพูดง่าย ๆ ว่าตัดสินให้ผมแพ้ไม่พิจารณา ผมก็อุทธรณ์ไปถึงศาลปกครองสูงสุดออกมาในแนวเดียวกัน ตรงนี้เป็นความเจ็บปวด ของคนที่ทํางานเพื่อบ้านเมือง แล้วผมจะหาโอกาสถามศาลปกครองมานานแล้วไม่เคย ได้มีโอกาสถามตรงนี้ วันนี้จึงขออนุญาตใช้โอกาสที่ศาลปกครองได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมาสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงขอถามว่า ทําไมศาลปกครอง ถึงไม่ให้ความสําคัญกรณีที่ราษฎรถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปยกคําร้อง ของผม นี่ถามท่านอาจจะไม่ตอบวันนี้ก็ได้ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ขอให้ได้รับฟัง ความเจ็บปวดของคนคนหนึ่งที่ต้องทํางานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แล้วถูกปรามาส ถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม แม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนก็ขออภิปรายหรือมีการประท้วงกัน ในสภา ก็โยนลูกบอกไม่ไปถ้ําลิเจียหรือ ผมอยากจะใช้โอกาสตรงนี้กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนที่ชอบแขวะผม ชอบแกว่งปากมาหาเท้า เป็นประจํานั้นได้โปรดทราบไว้ด้วยว่า ที่ผมไปทํานั้นเป็นเพราะมีการถวายฎีกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ผมนอนหลับฝันแล้วก็ไปทํา เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ใครที่จะเอาเรื่องลิเจียมาแซว ผมขอให้สําเหนียกด้วยว่าพวกคุณกําลังละเมิดเรื่องที่มัน เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการ แล้วก็อย่าได้ทํากันเลยเพราะว่าเราต่างเป็นผู้แทนราษฎร มีศักดิ์มีศรีเหมือนกัน ผมไม่ใช่ตัวตลกที่พวกคุณจะมาล้อเล่นผม วันหนึ่งถ้าหากว่าสวรรค์มีตา ผมได้ไปขุดเกิดเจอขึ้นมา ผมอาจจะต้องบอกว่ากราบตีนขอโทษกูสักหน่อยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมบอกตรง ๆ ว่าศาลปกครองนั้นเป็นสิ่งที่ผมมีความเชื่อมั่นว่า น่าจะเป็นที่พึ่งของประชาชน แล้วในขณะเดียวกันเท่าที่ตั้งศาลปกครองกันมา ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าประชาชนก็ชื่นชมการทํางานของศาลปกครอง ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลในสมัยนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช พันธมิตรตั้งเวทีปิดถนนบนถนนพิษณุโลก สร้างความเดือดร้อนให้แก่ ประชาชนไม่เว้นแม้กระทั่งนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนชั้นประถม โรงเรียนมัธยม โรงเรียน ประถมวัดเบญจมบพิตร หรือโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร โรงเรียนราชวินิต ต้องได้รับ ความเดือดร้อนเรียนหนังสือไม่ได้ เพราะพันธมิตรเปิดเครื่องขยายเสียงตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น เรียนกันไม่รู้เรื่อง เด็กนักเรียนก็ดี ครูก็ดี ก็ได้อาศัยศาลปกครองนี่แหละ เพราะคนที่ เดือดร้อนเหล่านั้นเขาก็ไปฟ้องศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลก็ได้มีคําสั่งให้พันธมิตร ลดการกระจายเสียง งดการใช้เครื่องขยายเสียงเวลากลางวันระหว่างที่เด็กเรียนหนังสือ นี่คือส่วนดีที่ศาลปกครองได้ใช้ดุลยพินิจทําไปแล้ว และเป็นที่กล่าวขวัญของประชาชน แม้กระทั่งทุกวันนี้เวลาขณะนี้มีการชุมนุมกันอีกแล้ว ประชาชนในกรุงเทพมหานครที่เขา ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมของพันธมิตร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่ท่าน ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแล้ว เริ่มมีการพูดถึงศาลปกครองว่าจะเป็นที่พึ่ง ของเขา เขากําลังจะไปร้องศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อเปิดถนน ให้เขาได้สัญจรไปมาอีกครั้งหนึ่ง ผมก็กราบเรียนท่านประธานฝากผ่านไปยังคณะผู้แทน ของศาลปกครองว่าหากมีการร้องขอพึ่งศาลในกรณีนี้ขอประทานโทษเถอะครับ ศาลได้โปรด พิจารณาด้วยเวลาอันเร็วเหมือนอย่างที่เคยทํามาแล้วในปี ๒๕๕๑ ก็จะเป็นพระคุณ แก่ประชาชนทั้งประเทศ โดยส่วนตัวผมเชื่อได้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือ ฝ่ายรัฐบาล ต่างก็พร้อมจะสนับสนุนการทํางานของสถาบันศาลปกครอง นั่นหมายความว่า ทุกคนพร้อมที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อที่จะอํานวยความสะดวกในการ ทํางานของศาลปกครองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่จะต้อง พึ่งศาลปกครอง เพราะฉะนั้นผมเป็นคนหนึ่งที่ยินดีสนับสนุนครับ ขอบคุณครับ
มีผู้ยกมือประสงค์จะอภิปรายไว้เรียงตามลําดับ ๕ ท่านดังนี้นะครับ ท่านแรก นายแพทย์ บรรพต ต้นธีรวงศ์ ท่านที่ ๒ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ท่านที่ ๓ ดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข แล้วก็จะเป็นท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ คุณสมคิด บาลไธสง ก็ขอให้สมาชิกซักถามเสียก่อน นะครับ แล้วท่านศาลปกครองก็ชี้แจงทีเดียวเลย ขอเชิญ นายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ ครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจงานของ ศาลปกครอง เพราะผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ประเทศที่เจริญแล้วมีระบบกระบวนการยุติธรรมที่เรียกว่า ศาลปกครอง ปัญหาก็คือว่าเราจะทําระบบของกระบวนการของศาลปกครองนี้ ให้เป็นประโยชน์สูงสุดให้กับสังคมไทยนี้อย่างไร ผมเองไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ผมเคยสัมผัส เรื่องนี้มาพอสมควรครับ คดีของศาลปกครองตามความเข้าใจของผมนี้มี ๒ ลักษณะ คือคดีระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับหน่วยงานของรัฐนั้น ซึ่งจะมีการฟ้อง ส่วนใหญ่คือฟ้อง ในเรื่องของการละเมิดซึ่งกันและกัน และอีกลักษณะหนึ่งก็คือลักษณะของประชาชนฟ้อง หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งละเมิดต่อเขา เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นระบบ ที่สามารถที่จะเสริมในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมให้มีความคล่องตัว และเป็นทางเลือก กับผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะใช้สิทธิในทางกระบวนการของศาลปกครองได้มากขึ้นนอกเหนือจาก กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักที่มีอยู่ เช่น ศาลสถิตยุติธรรม เป็นต้น กระผมเอง มีความรู้สึกว่าถ้าดูหลักการและเหตุผลที่ทางผู้แทนของศาลปกครองได้ขอแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เหตุผล ก็คือว่ามีคดีความที่เข้ามาสู่กระบวนการพิจารณานี้มากขึ้น อย่างที่สมาชิกบางท่านบอกว่า ๖๐,๐๐๐ คดีต่อปี แล้วมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และจําเป็นที่จะต้องปรับปรุงให้ เรื่องของการพิจารณานั้นมีความคล่องตัว และสามารถที่จะแก้ไขปัญหาในความล่าช้าของ การพิจารณาคดีให้ได้ ทีนี้เรามาดูเรื่องของสิ่งที่ทางศาลปกครองได้เสนอขึ้นมาว่า ในเรื่องการ ที่จะแก้ไขให้การพิจารณาคดีนั้นมีความรวดเร็ว สามารถจะลดความล่าช้าของการพิจารณา คดีได้ ดูเหมือนว่าจะมีวิธีเดียวเท่านั้นที่เสนอมา ก็คือในเรื่องการที่จะปรับปรุงโครงสร้าง ให้ใหญ่ขึ้น เช่น ในเรื่องกําลังคน ให้มากขึ้น ในเรื่องของการเพิ่มตําแหน่ง ในเรื่องของ การเพิ่มแผนกการต่าง ๆ รวมทั้งในเรื่องของการที่จะกําหนดเงินเดือนให้กับตําแหน่งที่ เพิ่มใหม่นี้ ซึ่งก็มีกฎหมายเดิมอยู่แล้วที่สามารถจะทําได้ ทําให้ดูเหมือนว่าวิสัยทัศน์ของ การแก้ปัญหาของศาลปกครองที่เสนอมาปรับปรุงแก้ไขนี้มีทางเดียวเท่านั้น ก็คือเรื่องของ การปรับปรุงโครงสร้างในเรื่องเพิ่มแผนกการเพิ่มกําลังคน เพิ่มตําแหน่ง ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าวิธีการแก้ไขนั้นมันควรจะมีวิธีการอื่น ซึ่งนอกเหนือจากการเพิ่มกําลังคน เพิ่มแผนก การเพิ่มตําแหน่งดังกล่าวแล้วเช่นเป็นต้นว่า ในเรื่องกระบวนการพิจารณา ผมก็เคยอภิปราย ในสภาแห่งนี้มาโดยตลอดว่าเหตุใดศาลปกครองจึงไม่ใช้วิธีการยุติธรรมทางเลือกอื่น อาทิเช่น ถ้าเป็นกรณีพิพาทใดที่สามารถที่จะใช้วิธีการพูดคุย เจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ก็น่าจะใช้วิธีการนั้น เพราะมันจะทําให้คู่กรณีพิพาทนั้นเขาสามารถจะตกลงกันได้ด้วยความรวดเร็วขึ้น แทนที่จะต้องไปถึงศาลปกครองสูงสุด แต่ผมอ่านดูในตัวสารัตถะของที่จะแก้ไขนี้แล้วก็ ปรากฏไม่มีในเรื่องเหล่านี้ ไม่มีครับ ก็เป็นสิ่งที่น่าสงสัย น่าเสียดายครับว่าเหตุใดศาลปกครอง จึงไม่ทําเหมือนศาลอื่น ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมซึ่งใช้วิธีการเจรจาไกล่เกลี่ย ถ้ากฎหมายไม่ห้าม และสภาวการณ์ของความขัดแย้งหรือกรณีพิพาทนั้นสามารถที่จะใช้วิธีการที่จะให้พูดคุยกันได้ ซึ่งตุลาการศาลปกครองก็น่าจะทําหน้าที่เป็นคนกลางในการที่จะให้เขาพูดจาตกลงกันได้ ถ้าไม่ได้ก็เข้ากระบวนการยุติธรรมตามปกติต่อไป อย่างนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็น ข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่เพิ่มวิธีการที่จะแก้ปัญหาในเรื่องความล่าช้าของคดีและคดีที่เพิ่มขึ้น ในทางนี้บ้าง อีกประเด็นหนึ่งครับ ผมเคยสัมผัสในกรณีที่ถ้าอยู่ในวงการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่บังเอิญถูกกล่าวหาว่าไปทําละเมิดต่อประชาชน เช่นกรณีหมอกับคนไข้เป็นต้น มีหลายท่านบอกว่าความจริงการฟ้องเป็นคดีปกครองต่อศาลปกครองนี้ก็เป็นทางเลือก อันหนึ่ง ซึ่งประชาชนสามารถที่จะทําได้ แต่ไม่มีใครเลือกในเส้นทางนี้เลยครับ สาเหตุที่ว่า ไม่มีใครเลือกเส้นทางนี้อาจจะเป็นเพราะว่าศาลปกครองขาดการประชาสัมพันธ์ในส่วนนี้ และประเด็นที่สําคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าถ้าเลือกเส้นทางนี้ครับ เหตุผลอีกอันหนึ่งซึ่งท่าน บอกมาในหลักการและเหตุผลว่าเพื่อแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อน จํานวนเพดานเรื่อง การเยียวยาความเดือดร้อนถ้าจําเป็นต้องเยียวยาด้วยจํานวนเงินดูเหมือนว่าจะมีจํากัดจําเขี่ย ไม่เหมือนกับศาลยุติธรรมอื่น ๆ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีสิ่งจูงใจที่จะทําให้ทนายความก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ที่จะแนะนําให้คู่กรณีนั้นเขาใช้ระบบของศาลปกครองมาช่วยในการ แก้ไขในสิ่งที่เขาเดือดร้อน
เพราะฉะนั้นในประเด็นทั้ง ๒ ประเด็นนี้จึงเป็นคําถามใหญ่ ๆ ว่าเมื่อจะมี การแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้เหตุใดจึงสนใจแต่เพียงเรื่องของการแก้ไขปัญหา เรื่องโครงสร้าง ตําแหน่ง แผนกการเท่านั้น เหตุใดจึงไม่คิดถึงเรื่องของการพัฒนา เรื่องกระบวนการพิจารณาให้มีความง่ายขึ้น สะดวกขึ้น คล่องตัวขึ้น แทนที่จะใช้วิธีการต่อสู้ คดีแต่เพียงอย่างเดียว จึงต้องขอฝากเป็นประเด็นในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการว่าเราควรที่จะ ก้าวไปในจุดนี้หรือไม่ ถ้าหากว่าไม่ได้ ในเรื่องของการใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกอื่น นอกเหนือจากกระบวนการพิจารณานี้เป็นข้อห้ามหรืออย่างไร ท่านมีตรรกะอะไรในการที่ ไม่มีการให้มีทางเลือกในการพิจารณานอกเหนือจากกระบวนการพิจารณากระแสหลัก แต่เพียงอย่างเดียว อันนี้ก็ขอคําอธิบายตรงนี้ด้วย เพราะว่าในระบบของศาลยุติธรรมอื่น ๆ นั้น มีกระบวนการยุติธรรมทางเลือกให้เลือกอยู่แล้ว เป็นมาตรฐานทั่ว ๆ ไปที่มีอยู่ ขาดแต่เพียง ศาลปกครองที่ยังไม่มีระบบนี้ก็เลยมีความไม่เข้าใจว่ามีตรรกะหรือมีเหตุผลอะไรจึงไม่มี ระบบนี้ขึ้นมา ขอบพระคุณครับท่านประธาน
นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ขอบคุณ ท่านประธานที่อนุญาตให้ผมได้อภิปรายหรือพูดจาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับที่ ทางศาลปกครองได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เข้าสู่สภาเพื่อให้สภาได้พิจารณาในชั้นรับหลักการว่าจะ เห็นชอบหรือจะให้รับหลักการกับร่างพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ท่านประธานครับ ผมได้ ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด ๗ มาตรา เป็นการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติเดิมเมื่อปี ๒๕๔๒ เป็นพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมดูหลักการ ดูสารบัญญัตินะครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ดูเหตุผล ที่ทางศาลปกครองได้เสนอมานี้ ยินดีครับที่จะให้การสนับสนุนให้กฎหมายฉบับนี้ได้รับ หลักการและผ่านเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่หนึ่งและวาระที่สามต่อไป แต่ประเด็นหนึ่งที่ผม มีข้อสังเกตนะครับ ที่ต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานผ่านไปยังทางศาลปกครองนะครับ เรื่องสารบัญญัติเองผมไม่ติดใจครับ เพราะว่าท่านมีความประสงค์ที่จะกําหนดแผนก หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองชั้นสูงสุดขึ้นมา เมื่อมีการกําหนดแผนกหรือหน่วยงานแล้วก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ ก็คือมีตุลาการนะครับ มีตุลาการซึ่งจะไปทําหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่ท่านจะกําหนด หรือหัวหน้าแผนกในแต่ละชั้น ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองชั้นสูงสุด นะครับ ก็กําหนดในกฎหมายฉบับนี้ เมื่อมีการกําหนดตุลาการขึ้นมาก็พูดถึงเรื่องของ เงินเดือน เงินค่าตอบแทน ก็สอดคล้องกันไป แต่ประเด็นที่ผมมีข้อสงสัย มีข้อสังเกต มีข้อซักถามนะครับ
เรื่องที่ ๑ ในหลักการ ท่านมีหลักการอยู่ ๓ ข้อ ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ผมไม่ได้ ติดใจครับ เพราะว่าค่อนข้างตรงกับสารบัญญัติ ตัวบทบัญญัติที่ท่านเขียนรองรับเอาไว้ แต่หลักการข้อที่ ๑ นะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะเรียนอ่าน ใน (๑) แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองดังนี้ (๑) แก้ไขเรื่อง การกําหนดจํานวนตุลาการศาลปกครอง ขีดเส้นใต้นะครับ จํานวนตุลาการศาลปกครอง ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านก็วงเล็บตัวมาตรา คือแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๗ เดิมนะครับ กฎหมายเดิม ผมก็มาดูรัฐธรรมนูญในส่วนของศาลปกครอง ตั้งแต่มาตรา ๒๒๓ ไปจนถึงมาตรา ๒๒๗ ที่ว่าด้วยศาลปกครอง ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๒๔ นี้ วรรคท้าย ตุลาการศาลปกครองในชั้นศาลใด ซึ่งในปี ๒๕๔๒ มีเฉพาะ ศาลปกครองชั้นต้นแล้วก็ศาลปกครองชั้นสูงสุดนะครับ จะมีจํานวนเท่าใดให้เป็นไปตามที่ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองกําหนด ก็คือเป็นไปตาม ก.ศป. เป็นผู้กําหนดให้อํานาจ ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ผมก็มาดูหลักการที่ท่านเขียนนี้ แก้ไขเรื่องการกําหนดจํานวน ตุลาการศาลปกครอง ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมก็ดูตัวบท ไม่มีบทบัญญัติใด ๆ นะครับที่บอกเกี่ยวกับเรื่องจํานวนศาลปกครอง มาตรา ๑๒ เอง หรือมาตรา ๗ เองนะครับ มาตรา ๗ ที่ท่านแก้ไขในมาตรา ๓ ในมาตรา ๓ ของร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เพิ่มเติมข้อความ ต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา ๗ เดิมนะครับ ศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชั้นต้นอาจแบ่งเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และจะให้มี อํานาจในคดีประเภทใดหรือคดีในท้องที่ใดซึ่งอยู่ในเขตอํานาจของแต่ละศาลนั้นแยกต่างหาก โดยเฉพาะก็ได้ โดยออกเป็นประกาศประธานศาลปกครองสูงสุด นี่คือมาตรา ๗ ครับ เป็น เรื่องของกําหนดแผนกหรือกําหนดหน่วยงาน แล้วก็กําหนดอํานาจหน้าที่ แล้วก็ประกาศของ ท่านประธานศาลปกครองสูงสุด และประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ถือบังคับใช้ได้ มาตรา ๗/๑ ก็เช่นเดียวกันครับ ในกรณีที่มีการจัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ขึ้นในศาลปกครองสูงสุดหรือศาลปกครองชั้นต้นใด ให้มีตุลาการหัวหน้าแผนกหรือตุลาการ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้น แผนกหรือหน่วยงานละหนึ่งคน อันนี้ก็เขียนไว้ เพื่อรองรับสําหรับหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อรับผิดชอบงานของแผนกหรือหน่วยงาน ดังกล่าว ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ศป. คือคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง เป็นผู้กําหนด นี่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในมาตรา ๕ แก้ไขมาตรา ๑๒ ที่ท่านอ้างถึงในหลักการข้อที่ ๑ แล้วก็มาตรา ๖ แก้ไข มาตรา ๑๗ นะครับ ผมก็พยายามตรวจสอบว่าเป็นเรื่องของจํานวนไหม ที่เขียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒ เดิมนะครับ มาตรา ๕ ใหม่ ในศาลปกครองสูงสุดให้มีตําแหน่ง ตุลาการศาลปกครองดังต่อไปนี้ เดิมเข้าใจว่าในปี ๒๕๔๒ ครับ (๑.) มีประธานศาลปกครอง สูงสุด (๒.) มีรองประธานศาลปกครองสูงสุด (๓.) มีตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด แล้วก็ (๔.) มีตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีแค่นี้ ฉบับนี้เติมเข้ามาใน (๕.) ให้มีตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ศป. ประกาศกําหนด ก็คือเพิ่มตัวตุลาการ ขึ้นมา ก็เป็นตําแหน่ง เพราะว่าบรรทัดแรกสุดในมาตรา ๑๒ ท่านให้มีตําแหน่ง เช่นกันกับ มาตรา ๖ แก้ไขมาตรา ๑๗ ก็ให้มีตําแหน่งตุลาการศาลปกครองในชั้นต้นคล้ายกับชั้นสูงสุด ก็ให้ ก.ศป. เป็นผู้กําหนดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการกําหนดตําแหน่ง การกําหนดจะแต่งตั้ง จะถอดถอน หรือจะยกเลิกก็เป็นไปตามที่ ก.ศป. ประกาศกําหนด เป็นอํานาจของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ผมก็มาดูหลักการที่ท่านเขียนนี้ ผมก็เลย มีคําถามว่าทําไมท่านถึงเขียนหลักการว่า ให้มีจํานวนศาลปกครองแก้ไขเรื่องกําหนดจํานวน ตุลาการศาลปกครองให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นี่เป็นคําถามนะครับ ผมเอง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ดูหลักการแล้วก็ตัวบทบัญญัติสารบัญญัติ มันไม่สอดรับกัน ในหลักการข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ไม่ได้มีปัญหาใด ๆ ก็มีสารบัญญัติที่รองรับ กันอยู่ตรงนั้น
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องของอํานาจหน้าที่ระหว่างประธาน ศาลปกครองสูงสุดกับคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ในการกําหนดแผนก กําหนด หน่วยงานเข้าไปอยู่ในศาลปกครอง ไม่ว่าจะเป็นชั้นสูงสุดหรือชั้นต้นนะครับ ท่านให้เป็น อํานาจของประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ประกาศ ออกประกาศ แล้วประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาก็ถือว่าบังคับใช้ได้ แต่ขณะที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องของ อํานาจหน้าที่ของประธานศาลปกครองสูงสุดผมก็พยายามที่จะดูนะครับ ที่เขียนชัดเจนที่สุด ก็คือ ๑. เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง เป็นอันดับที่ ๑ อํานาจหน้าที่ ก็จะเป็นของตุลาการศาลปกครองไป มีเรื่องของธุรการ ในมาตรา ๒๒๗ รัฐธรรมนูญนะครับ เป็นผู้บังคับบัญชาหรือเขาใช้คําว่า ให้สํานักงานเลขาธิการศาลปกครอง โดยมีเลขาธิการ ขึ้นตรงต่อประธานศาลปกครอง ซึ่งสํานักงานเขามีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล ตามมาตรา ๒๒๗ คําถามผมนะครับ ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี่เขียนเกี่ยวกับเรื่อง การเลื่อนตําแหน่ง การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตําแหน่ง แม้กระทั่งเรื่องของเงินเดือน การกําหนดเรื่องของรายได้ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนว่าต้องได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ ผมก็เลยมีข้อสงสัยระหว่าง อํานาจหน้าที่ ระหว่างประธานศาลปกครองสูงสุดกับคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือ ก.ศป. ที่ท่านเขียนอย่างนี้มันเป็นไปตามกฎหมายเดิมหรือว่าสอดรับกันหรือไม่ อย่าลืม นะครับว่าการที่จะมีตุลาการศาลปกครองที่จะเป็นหัวหน้าแผนกหรือหัวหน้าหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ศป. เป็นผู้กําหนด จะต้องเป็นไปตามแผนกหรือหน่วยงาน ที่กําหนดในกฎหมาย แต่การกําหนดในกฎหมายเรากําลังเขียนกฎหมายให้เป็นอํานาจของ ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้กําหนด ผมใช้คําภาษาเรียกทั่วไปต้องขออนุญาต ท่านประธานครับ ที่เรามักจะเรียกว่า แบลงค์ เช็ค (Blank check) เขียนเช็คเปล่าไว้ให้ แล้วแต่ท่านไปใส่เอาก็แล้วกัน ต้องขออภัยที่ใช้คําพูดอย่างนี้ ผมเองไม่ได้คิดจะไปกล่าวหา อะไรท่านนะครับ แต่ว่าลักษณะการเขียนกฎหมายแบบนี้คือการเขียนกฎหมายจาก ฝ่ายนิติบัญญัติที่จะมอบให้ผู้ปฏิบัตินําสู่การปฏิบัติด้วยตนเอง ไปกําหนด จะเอาเท่าไร จํานวนเท่าไร แผนกอะไร ชื่ออะไร ซึ่งท่านก็อ้างว่ามันมีความพิเศษ มีความจําเพาะ ผมเห็นด้วย โดยเฉพาะคดีเรื่องของ การฟ้องร้องระหว่างการแต่งตั้ง การโยกย้าย การเข้าสู่ตําแหน่งเยอะมากครับ โดยเฉพาะ ยุคปัจจุบันนี้ครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ผู้อํานวยการโรงเรียนอาชีวศึกษา ๑๙ ตําแหน่ง ๙ ตําแหน่งครับร้องศาลปกครองอยู่ ถ้าท่านไม่มีหน่วยงานที่รองรับ การบริหารงานของรัฐนี้เอง มีปัญหามีความลําบากแน่นอน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับในเรื่องของเหตุผล กระผมก็ถามท่าน ประธานผ่านไปยังศาลปกครองนะครับว่า การที่จะดูเรื่องอํานาจหน้าที่ระหว่าง ก.ศป. กับ ประธานศาลปกครองลักษณะอย่างนี้เชื่อมโยง หรือขัด หรือแย้งกันหรือไม่ ผมเอง กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ในชั้นของกรรมาธิการอยากจะฝากพิจารณาว่า จํานวน การเข้าสู่ตําแหน่งของตุลาการเป็นอํานาจของ ก.ศป. เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย เพราะฉะนั้น กฎหมายก็ต้องบัญญัติให้สอดรับรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเวลาจะมีหน่วยงานขึ้นมาซึ่งเสมือนเป็นแม่ ก่อนจะมีลูก ลูก ก.ศป. เป็นผู้กําหนดนะครับ คนนี้ไปทําหัวหน้าแผนก คนนี้เป็นหัวหน้า หน่วยงาน ก.ศป. เป็นผู้กําหนด แต่ว่าที่อยู่นี่กับให้ประธานศาลปกครองซึ่งเป็นหนึ่งใน ก.ศป. เท่านั้นเอง ฝากประเด็นที่ ๒ นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ที่ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๓ วรรคท้ายสุด ให้มีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้นและจะมี ศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ด้วยก็ได้ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่มีประโยคคําว่า ศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ ท่านก็บัญญัติกฎหมายให้มีศาลปกครองชั้นต้น ศาลปกครองชั้นสูงสุดตามกฎหมาย ปี ๒๕๔๒ แต่ทีนี้พอรัฐธรรมนูญเปิดผมขอกราบเรียน ถามท่านประธานผ่านไปยังทางศาลปกครองว่า ไฉนท่านไม่ใช้โอกาสจังหวะนี้ทําศาลปกครอง ชั้นอุทธรณ์ออกมา เพื่อที่จะลดงาน เพื่อจะกรองงาน รัฐธรรมนูญเขียนครับ ไม่แปลกครับ ถ้าท่านจะเอาคํากฎหมายแก้เข้ามาตรงนี้ จะเพิ่มเติมมาตราใดระหว่างที่จะอยู่ตรงกลางตรงนี้ ระหว่างมาตรา ๕ กับมาตรา ๖ ผมก็ไม่เห็นแปลก ผมก็คิดว่าสภาแห่งนี้ไม่น่าจะขัดข้อง เพราะก็สอดรับกับรัฐธรรมนูญ เพราะท่านอ้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ พอตราเป็นกฎหมาย พวกนี้ออกมาก็มีศาลปกครองชั้นสูงสุด ซึ่งสอดรับกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมก็เรียนถามว่า ทําไมท่านไม่คิดที่จะทําเรื่องนี้ หรือว่ามีปัญหาอุปสรรคใด ๆ
เรื่องต่อไปครับที่ผมตั้งข้อสังเกต ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เขียนมา ในสารบัญญัติตรงมาตรา ๗ วรรคสุดท้าย เรื่องของการเลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินประจํา ตําแหน่งท่านเขียนมาด้วยตัวบทเลยว่าให้ได้รับเงินเดือน การเลื่อนขั้นเงินเดือนและ เงินประจําตําแหน่ง รวมทั้งประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นไปตามตําแหน่งนั้น ความหมายผม จะถามว่า จําเป็นต้องผ่าน ก.ศป. หรือไม่นะครับ จําเป็นหรือไม่ เพราะว่าในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญกําหนดว่าเป็นอํานาจหน้าที่ของ ก.ศป. แล้วถ้าสอดรับกับกฎหมายเดิมผมเอง ไม่ได้ติดใจ แต่ว่าทักท้วงไว้ โดยดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นแนว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองไม่ได้ขัดหรือแย้งที่จะให้ความเห็นชอบกับเรื่องร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยินดีให้การสนับสนุนครับ แต่ฝากข้อสังเกต ๔ ประเด็นที่ผมได้ฝากไว้ เพื่อจะได้พิจารณา ในชั้นของกรรมาธิการ เพื่อจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับทางศาลปกครองให้พี่น้องประชาชน และหน่วยงานของรัฐครับ กราบขอบคุณครับ
มีท่านได้ยกมือค้างไว้เรียงตามลําดับดังนี้นะครับ ผมจะได้อ่านและท่านจะได้เตรียมตัวครับ คุณวัชระ เพชรทอง ดอกเตอร์พีรพันธ์ พาลุสุข อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ คุณประยุทธ์ ศิริพานิชย์ คุณสมคิด บาลไธสง คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ เนื่องจากมีผู้ประสงค์อภิปราย หลายท่านนะครับ ผมต้องขอกําหนดเวลาท่านละ ๑๐ นาทีนะครับ ขอเชิญคุณนายวัชระ เพชรทอง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง
เดี๋ยวก่อนครับ คุณวัชระครับ นายแพทย์ชลน่านประท้วงหรือครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายชลน่าน ศรี แก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน จริง ๆ คงต้องอาศัยสิทธิที่จะประท้วงเพื่อจะได้ นําเรียนท่านประธานผมประท้วงข้อวินิจฉัยท่านประธานครับ เรื่องของการกําหนดเวลา ในที่ประชุม เช่น ๑๐ นาที ผมดูแล้วสมาชิกตั้งใจที่จะให้ความคิดความเห็น แล้วเรื่องนี้ วันนี้เป็นเรื่องสุดท้ายครับ มากกว่านี้ไม่มีอีกแล้วครับ มีฉบับนี้ฉบับสุดท้าย เพราะว่า ทางสมาชิกได้เลื่อนกฎหมายขึ้นมารอไว้ถัดจากฉบับนี้ไปฉบับหนึ่งซึ่งจะต้องพิจารณา ในวันต่อไป จบนี้แล้วผมคาดว่าไม่น่าจะเกิน ๕ โมงด้วยซ้ําไปครับ น่าจะให้โอกาสเพื่อน สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นเต็มที่ ถ้าท่านกําหนด ๑๐ นาที ท่านประยุทธ์ท่านหนึ่งละครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านจะสละสิทธิไม่อภิปราย เสียดายนะครับท่านประธานครับ ขอท่านประธานช่วยวินิจฉัยใหม่
ผมวินิจฉัยอย่างนี้ครับ ถ้าท่านสังเกตดูให้ดีผมกําหนดเวลาเพื่อเป็นกรอบเท่านั้นเองนะครับ ท่านใดที่อภิปรายอยู่ในประเด็นผมไม่เคยตัดเวลาเลยนะครับ เพื่อจะได้เป็นกรอบ บางท่าน กําหนด ๑๐ นาที แต่ท่านอภิปรายมีประเด็นผมก็อนุญาตให้ถึง ๒๐ ทุกครั้งนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านประธาน ความจริงการอภิปรายเป็นสิทธิของ สมาชิกทุกท่านครับ แต่หน้าที่ในการควบคุม กํากับ แล้วก็ดูตามเวลาที่เหมาะสมก็เป็นหน้าที่ ของประธานเช่นเดียวกันนะครับ ก็ขอดําเนินการต่อครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนร่างกฎหมายพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งทางศาลปกครองได้มานําเสนอในการที่จะออก กฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบกันครับว่าในการรายงาน ประจําปีของตัวแทนจากศาลปกครองนั้นปัญหาที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพูดกันมาก ที่สุดและพูดกันบ่อยครั้ง พูดกันซ้ําซากทุกปีก็คือปัญหาเรื่องความล่าช้าในการพิจารณาคดี เขาอุปมาอุปไมยบอกว่าท่านพิจารณาคดีล่าช้ามาก ล่าช้ามากกว่าการออกดอกกล้วยไม้ เสียอีก ล่าช้ามากกว่ารถไฟชั้น ๓ ที่วิ่งมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเสียอีก ล่าช้าเหลือเกินครับ ล่าช้ากว่าเรือเกลือคืออืดอาดยืดยาด จนกระทั่งพี่น้องประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ในการพิจารณาคดี ปัญหาก็คือว่าเมื่อท่านพิจารณาด้วยความล่าช้าจนไม่น่าที่จะได้รับการ ขึ้นเงินเดือนหรือการขยายอะไรก็สุดแท้แต่ แต่เป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนฝากมาบอกว่า ท่านต้องพิจารณาคดีให้เร็วกว่านี้ ซึ่งปัญหาอุปสรรคในการบริหารงานบุคคลในศาลปกครอง นั้นท่านก็ทราบดีว่าเป็นอย่างไร ท่านขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ท่านมีตุลาการน้อยกว่า ที่ควรจะเป็น และเมื่อพิจารณาคดีต่าง ๆ ล่าช้าจํานวนนับหมื่น ๆ คดี ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตกราบเรียนไปยังตัวแทนของศาลปกครองว่าภาษิตของนักกฎหมายนั้นเป็นที่ รู้กันครับว่าความล่าช้าคือความอยุติธรรม ความล่าช้าก็คือความอยุติธรรมอย่างหนึ่งครับ สมัยผมเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง ท่านอาจารย์ ร้อยโท สบโชค รชิตากุล ท่านเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชากฎหมายปกครองให้กับนักศึกษารามคําแหง ภายใต้รหัสวิชาแอลเอ ๔๐๙ (LA409) เรียน ๒ หน่วยกิต อาจารย์สบโชค รชิตากุล ได้สอน พวกผมมาในมหาวิทยาลัยรามคําแหงว่าในคดีปกครองนั้นพี่น้องประชาชนมีความจําเป็นต้อง พึ่งพาเพื่อที่จะขอความเป็นธรรมจากการที่หน่วยงานของรัฐได้กระทําการที่ไม่เป็นธรรมกับ พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ความล่าช้านั้นบางคดีถึง ๗ คดี อย่างที่ท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ท่านได้อภิปรายเกริ่นนําไปแล้วตั้งแต่ตอนต้น ซึ่งท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ นั้น ก็เป็นผู้ที่ศึกษาในเรื่องของศาลปกครองอย่างลึกซึ้ง แล้วก็เป็นผู้หนึ่งที่จะเป็นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ผมก็จะเสนอชื่อท่าน ส.ส. วิลาศ จันทร์พิทักษ์ นี่ละครับ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาคดีจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของศาลปกครองต่อไปในชั้นกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนนั้นมีอยู่ทั่วประเทศครับ และพี่น้องประชาชนก็มาพึ่งพาศาลปกครอง รวมถึง ในวิกฤตการณ์ทางการเมืองศาลปกครองก็ได้ผ่าทางตันทางการเมืองให้กับประเทศของเรา และศาลปกครองนั้นก็เป็นศาลที่ยุติธรรมศาลหนึ่งที่จะอํานวยประโยชน์ให้กับ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เมื่อท่านได้มาเสนอกฎหมายเพื่อที่จะขยายอัตราของท่าน หรือการที่จะได้พิจารณาในเรื่องของเงินเดือนหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นต่าง ๆ นั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังตัวแทนของศาลปกครองว่าผมไม่ขัดข้องครับ ที่ท่านจะพิจารณาด้วยท่านเองในเรื่องของเงินเดือน เงินตอบแทน แต่อยากให้ท่านผูกโยง ไว้กับการพิจารณาคดีได้ไหมครับ ถ้าศาลของท่านไม่สามารถที่จะพิจารณาคดีให้เสร็จทัน ในเวลาที่กําหนด ประโยชน์ตอบแทนต่าง ๆ หรือเงินเดือนของท่านก็ควรที่จะถูกตัดลง ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็สุดแท้แต่ เพราะบางคดีนั้นอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านได้พูดไปแล้ว ผู้ไปฟ้องคดีถึงแก่ความตายไปแล้วก็มี ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้ง ๆ ที่เป็นคดีปกครอง ท่านประธานครับ เราต้องแสวงหาความเป็นธรรมให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยมาตรฐานอันเดียวกัน และเราเชื่อว่าทุกศาลในประเทศไทยนั้นมีความยุติธรรม ด้วยมาตรฐานอันเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แต่ศาลประเทศเพื่อนบ้านบางศาลครับ บางประเทศก็ไม่น่าเชื่อถือครับท่านประธาน และอย่างที่ท่านประธานก็ทราบข่าว พี่น้อง คนไทยทั่วประเทศก็ทราบข่าว เราไม่ได้รับความยุติธรรมจากศาลจากเพื่อนบ้านบางประเทศ อยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ศาลาไทยทุกศาลจะต้องเป็นหลักในการอํานวย ความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน และโดยปราศจากความเคลือบแคลง สงสัยในการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชน เพราะบรรดา ลูกองค์รพีพัฒนศักดิ์หรือพระองค์เจ้ารพีฯ นั้น ต่างต้องการให้เกิดความยุติธรรมโดยถ้วนหน้ากัน ไม่ว่าจําเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นใครก็สุดแท้แต่ ท่านประธานครับ ไม่น่าเชื่อครับ บางคนนั้น พูดจาโกหก โกหกเป็นนิจศีล โกหกทุกครั้ง โกหกบ่อยครั้ง จนกระทั่งอ้าปากพูด พี่น้อง ประชาชนก็ยังนึกออกเลยว่าประโยคต่อไปเขาก็ต้องโกหก แล้วคนที่พูดโกหกอย่างนี้ ในสังคมไทยก็มีครับ บางคนก็มีตําแหน่งอันทรงเกียรติ ใส่สูท (Suit) ผูกเนคไท (Necktie) พูดจาโกหกกับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นคนโกหกก็สร้าง ปัญหาให้กับกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นศาลไหนครับ ถ้ามีคนโกหกไปให้การหรือคนโกหก ไปฟ้องคดีก็จะก่อปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั่งในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมในฐานะผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ขอสนับสนุนท่านตุลาการที่มานําเสนอ กฎหมายฉบับนี้ และด้วยความคาดหวังที่ว่าเมื่อท่านได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเวลาอันรวดเร็วไปแล้ว ก็ขอได้โปรดพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็วด้วยเช่นเดียวกัน และอัตราเงินเดือน เงินตอบแทน ทั้งหลายทั้งปวงที่ท่านจะไปจัดการเองนั้นก็ขอได้โปรด ผูกโยงกับการพิจารณาคดี และโดยเฉพาะคดีที่ผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้องนั้นกําลังจะเกษียณอายุก็ดี ท่านต้องบัญญัติไว้อย่างชัดเจนครับว่าในคดีที่ผู้ร้องคดีนั้นจะเกษียณอายุ การพิจารณาคดี ก็ต้องเสร็จสิ้น ต้องพิจารณาเสร็จสิ้นก่อนที่จะเกษียณอายุของผู้ร้อง เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ผู้ร้องก็จะเสียหาย เสียสิทธิในการที่จะได้รับการเยียวยา ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่าง สักคดีหนึ่ง คดีที่บรรดาพี่น้องตํารวจชั้นประทวนทั่วประเทศจํานวน ๒๔๓ ท่าน ซึ่งเป็น ลูกหลานตาสี ยายมา หรือว่าอาจจะเป็นพี่น้องของท่านประธานบางท่าน เป็นตํารวจนายสิบ ชั้นประทวน แต่มีวุฒิปริญญาโท ซึ่งสมัยท่านเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ท่านได้ขึ้นบัญชีไว้ที่จะรับ เป็นนายตํารวจสัญญาบัตร แต่เนื่องจากตํารวจเหล่านี้ไม่มีเส้นไม่มีสาย ไม่มีเงินแสนเงินล้าน ไปเสียเงินจึงไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นนายตํารวจสัญญาบัตร และไปฟ้องคดีที่ ศาลปกครอง จนบัดนี้ก็ยังล่าช้าอยู่ ปัญหาก็คือว่าถ้าท่านจะอํานวยความยุติธรรมให้กับ พี่น้องประชาชน ท่านข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือผู้ที่ถูกรอนสิทธิ ถูกกระทบสิทธิ สูญเสียสิทธิ ผู้ที่ด้อยโอกาสทั้งหลาย ศาลปกครองก็จะเป็นองคาพยพหนึ่งที่จะอํานวยความยุติธรรมให้กับ สังคมไทย และได้แลเห็นว่าสังคมนั้นน่าอยู่ เพราะศาลนั้นพิพากษาอย่างยุติธรรม เป็นธรรม และรวดเร็ว ไม่ใช่ล่าช้าอืดอาดยืดยาดจนกระทั่งประชาชนไม่มีความหวัง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขอสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ และผมนั้นก็เป็นผู้หนึ่งที่เป็นตัวแทนของ พรรคประชาธิปัตย์ในการเป็นกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็จะสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่ และขอให้ท่านได้โปรดให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน อย่างเต็มที่และรวดเร็วที่สุด
ดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ผมตั้งใจที่จะ ใช้เวลาอาจจะเกิน ๑๐ นาที ต้องขอประทานโทษท่านประธานด้วยนะครับเพราะว่าเนื่องจาก มีหลายประเด็นที่อาจจะต้องพูดให้สมาชิกได้ฟัง แล้วก็จะมีคําถามไปถึงผู้แทนศาลปกครอง ที่มาชี้แจงด้วยนะครับ
เชิญนะครับ เกินได้ครับ
เมื่อกี้นี้มีเพื่อนสมาชิกได้มาบอกผม บอกว่า พอท่านประธานบอกว่าจะกําหนด ๑๐ นาที บางท่านก็น้อยใจท่านประธาน ทําท่าว่า จะไม่อภิปรายแล้ว แต่ผมก็พยายามจะรวบรวมประเด็นที่ท่านเหล่านั้นจะพูดให้ครอบคลุมถึง นะครับ ท่านประธานครับ ตามร่างบันทึกหลักการและเหตุผลที่สมาชิกบางท่านได้พูด ไปแล้วว่าวัตถุประสงค์ หลักของการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตามหลักการที่ได้ นําเสนอมาทั้ง ๓ ข้อ ผมคิดว่าข้อที่เป็นเรื่องหลักเลยในคําอธิบายที่ทางศาลได้ชี้แจงมา ก็คือข้อ ๒ ครับ การต้องการเพิ่มการจัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นขึ้น ในศาลปกครองสูงสุดหรือศาลปกครองชั้นต้น และกําหนดผู้รับผิดชอบงานของแผนกดังกล่าวนั้น ฉะนั้นพอไปแก้ในมาตราที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๕ มาตรา ๖ ก็ล้วนแต่นําไปสู่จุดนี้ นะครับ ก็คือในมาตรา ๕ ต้องการเพิ่มตําแหน่งตุลาการขึ้น ก็คือ (๕) นั่นเอง คือตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ศป. กําหนด ทํานองเดียวกันในศาลปกครอง ชั้นต้น ก็คือ (๕) ตุลาการศาลปกครองชั้นต้นที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ศป. จะประกาศ กําหนด ทีนี้จะมีจํานวนเท่าไรก็แล้วแต่ตามที่ ก.ศป. จะกําหนดต่อไปนะครับ วัตถุประสงค์ ท่านก็พูดไว้ชัดเจนว่าเนื่องจากปัจจุบันนี้คดีที่ไปขึ้นศาลมันเยอะมาก ก็น่าเห็นใจนะครับ หลายครั้งที่พอคดีไปสู่ศาล ผมเองก็ติดตามดูเหตุการณ์อยู่ว่าเป็นคดีใหม่มาก เป็นคดี ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมากนะครับ ผมก็ยังห่วงอยู่เหมือนกันว่า ความเชี่ยวชาญของศาลจะทันกับเหตุการณ์เหล่านี้ไหม และศาลเองจะตามความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีต่าง ๆ ทันไหม แต่ว่าที่สุดนะครับผมก็เชื่อว่าศาลก็ต้องตัดสินตามกฎหมาย ที่มีอยู่ ทําไปอย่างอื่นไม่ได้ อันนี้คือหลักที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนะครับ ฉะนั้นขณะนี้เมื่อมันมี ท่านก็บอกว่าปัจจุบันนี้มีกฎหมายเพิ่มมากขึ้นที่กําหนดให้หน้าที่ของศาลจะต้องไปพิจารณา เรื่องเหล่านี้นะครับ ความเดือดร้อนของประชาชนก็มากขึ้น ถ้าท่านประธานติดตามดูข่าวนะครับ คิดอะไรไม่ออกจะไปฟ้องศาลไว้ก่อนแล้ว ทั้งที่รู้ว่า ฟ้องไม่ได้ แต่เขาก็ฟ้องไป เพราะต้องการใช้สิทธิไปอย่างนั้น มีตุลาการบางท่านที่เคยคุย กับผมว่าเมื่อคดีมันไปสู่ศาลมาก ๆ ความจริงถ้าทางศาลกับรัฐบาลทํางานกันนะครับ คดีมันจะลด ทําไมลดครับ คือผู้ฟ้องก็ฟ้องไปแล้ว รู้ว่าฟ้องอย่างไรศาลเคยวินิจฉัยทํานอง เดียวกันอย่างนี้ไว้เยอะ มีบรรทัดฐานไว้แล้ว ฟ้องทําไมละครับ ก็เขาให้ฟ้องก็เลยฟ้อง มันเป็น เสียอย่างนี้ ก็เลยทําให้เสียเวลากับศาลมาก ผมก็เคยคิด เคยพูดเล่น ๆ กับทางฝ่ายบริหาร กับรัฐมนตรีบางท่านบอกว่าบางกระทรวงที่เจ้าหน้าที่ฟ้อง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าฟ้องไปมันตัดสิน อย่างนี้แล้ว มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ พิจารณาเอาเรื่องเขาหน่อยได้ไหม แต่ครั้นพอไปดูแล้ว เขาก็บอกว่าเขาฟ้องตามสิทธิ ก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าทั้งฝ่ายบริหารกับฝ่ายศาล อาจจะต้องทํางานร่วมกันมากขึ้นเพื่อจะลดจํานวนคดีลงโดยที่ไม่จําเป็นจะต้องไปทําอะไร มากมายขึ้นกันในศาล แต่เอาเถอะครับ เมื่อไหน ๆ ท่านก็เสนอมาแล้วในร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า เนื่องจากปริมาณคดีมันมากขึ้น แล้วจะต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วนให้ทันต่อการแก้ไขเยียวยา ความเดือดร้อนของประชาชนนะครับ แล้วก็มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น มีปัญหากฎหมาย มากขึ้น จําเป็นจะต้องจัดตั้งแผนกขึ้นมา ผมก็ลองดูว่าท่านจะตั้งแผนกไหน ท่านลองดู ตามประเภทของคดีที่ไปสู่ศาลตามที่มีการศึกษากันมา เช่น คดีที่มาก ๆ คดีการบริหาร งานบุคคลนี่ฟ้องกันเยอะมากครับ ผมอยู่กระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานครับ ผมยังเคย บอกบรรดาครูเลยว่าไม่ฟ้องได้ไหม คุยกับฝ่ายบริหารเขาได้ไหม ฟ้องไปแล้วมันก็แค่นี้ สุดท้ายกว่าศาลจะตัดสินก็เสียเวลามาก แล้วทําให้การบริหารงานมันหยุดชะงัก การเวนคืน ก็มากขึ้น เรื่องพัสดุ ที่ดิน สาธารณสมบัติ การปกครอง คือเรื่องเหล่านี้ถ้าเราไปจัดตั้งเป็น แผนกขึ้นมา จะเรียกว่า แผนกการบริหารงานบุคคล หรือ แผนกคดีเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แล้วแต่นะครับ เป็นการยกตัวอย่างขึ้นมานะครับ มันจะช่วยแก้ไขเยียวยาปัญหาเรื่องเหล่านี้ไหม พูดง่าย ๆ คือว่าท่านต้องการสร้างความเชี่ยวชาญให้ขึ้นกับศาล แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมเอง ก็มีคําถามเหมือนกันว่า จําเป็นหรือเปล่า จําเป็นไหม ท่านก็คงต้องว่า จําเป็น ไม่อย่างนั้นคง ไม่เสนอมา ผมก็คิดว่าถ้ามันจําเป็นนะครับ มันจําเป็นขนาดไหน อันที่ ๑ บอกว่าคดีตัดสิน ล่าช้ามาก เมื่อกี้นี้ก็มีเพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าที่จริงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ท่าน ตั้งศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ได้ ถ้าคดีมันเยอะไปสู่ศาลสูง ทําไมไม่ลองพิจารณาตั้งศาล ปกครองชั้นอุทธรณ์ขึ้นมาเพื่อจะแบ่งเบาภาระคดีที่จะไปสู่ศาลสูงสุด แล้วก็กําหนดประเภท ที่จะไปสู่ศาลสูงสุดนั้นจะได้ลดลง มันก็ช่วยลดคดีตรงนั้น คือตั้งศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ขึ้นมา ยังไม่ทําครับ วันนี้ดูเหมือนว่าพอไปจากศาลชั้นต้นขึ้นได้ให้ร้องไปยังศาลปกครองสูงสุด ซึ่งก็ไปกันหมด ก็เลยทําให้คดีมันมากขึ้น นี่ประเด็นที่ ๑ ที่อยากฝากไว้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญ เปิดช่องไว้แล้วท่านก็ยังไม่ได้ทํา ช่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ถ้าดูจํานวนตุลาการที่เสนอ กันมานี้นะครับ เท่าที่เป็นตามอัตราที่ทางข้อมูลที่มีการเสนอมาต่อสมาชิกนะครับ ณ วันที่ ๒๕ มกราคม ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดครับมีกรอบอยู่ ๓๙ ว่างอยู่ ๒๐ ทําไม ไม่บรรจุละครับ หรือว่ามันหายาก ท่านบอกว่ามันหายากจริง ๆ เพราะว่าไปกําหนด กรอบคุณสมบัติไว้สูงเกินไปหรือเปล่า ที่จริงเอาตามกฎหมายมันน่าจะหาได้ แต่ก่อนผมก็ดีใจ ที่เห็นบรรดาข้าราชการที่เกษียณอายุหลาย ๆ นะครับ หรือจะเกษียณไปสมัครคัดเลือก เข้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด หลายท่านก็บอกผมว่าเตรียมตัวสอบจะเป็นตุลาการศาล ปกครองสอบหลายครั้งแล้วยังไม่ได้สักที ประเด็นเรื่องนี้ผมก็เคยพูดแม้ในชั้นศาลยุติธรรม นะครับท่านประธานว่าตําแหน่งมันว่างเยอะ ทําไมท่านไม่สอบละครับ ท่านก็บอกว่า สอบแล้วก็สอบตก ผมถามว่าออกข้อสอบอย่างไรละ ก็ได้ยินคําตอบว่าคนออกข้อสอบนี่ ออกไปแล้วยังไม่รู้จะตอบอย่างไร ผมบอกอย่างนั้นมันบ้าแล้ว ในโลกของความเป็นจริง มันไม่มีหรอกครับ ที่จริงน่าจะพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของคนเป็นหลัก ส่วนความรู้ ความสามารถมันสามารถที่จะเทรน (Train) หรือฝึกกันขึ้นมาได้นะครับ ลองดูนะครับ นี่ประเด็นที่ ๑ ผมก็ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างนี้ ในศาลชั้นต้นครับท่านประธาน มีกรอบ ๓๔๖ ครอบครองอยู่ ๑๔๙ ยังว่างอีก ๑๕๒ ลูกศิษย์ผมหลายคนกําลังสอน ผมกําลังสอนอยู่ หลายคนครับ จบมาแล้วก็เยอะ หลายคนพอไปสอบได้ก็ดีใจโทรมาบอกผมบอกว่าสอบเป็น ตุลาการได้แล้ว ผมก็ดีใจ หลายท่านวันนี้ก็ไปเจอก็เรียกเป็นท่านไปแล้ว ก็ด้วยความยินดี นี่คือยังมีตําแหน่งกรอบว่างอยู่ จะเพิ่มตรงนี้ก็น่าจะไปช่วยเรื่องการทํางานของศาลได้ วัตถุประสงค์หลักของเรื่องนี้ท่านต้องการตั้งแผนก เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญให้เกิดขึ้นมาได้ ผมก็เลยมาดู คิดว่าแล้วมันจําเป็นหรือครับ ผมก็ย้อนกลับมาดูเรื่องการตั้งองค์คณะ ทราบว่า ขณะนี้มียู่ในศาลปกครองชั้นต้นประมาณ ๒๖ องค์คณะ ศาลสูงผมไม่แน่ใจว่า กี่องค์คณะ แต่พอไปดูเรื่องการตั้งองค์คณะ ท่านบอกว่าอย่างไรครับ ในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ ของตุลาการศาลปกครองสูงสุดนะครับ ก็บอกให้มีองค์คณะ และจะกําหนดให้องค์คณะใด เป็นองค์คณะที่มีความเชี่ยวชาญในคดีประเภทใด และรับผิดชอบคดีที่มันเกิด ณ ที่ใดก็ได้ ก็นี่อย่างไร องค์คณะท่านก็มีแล้วที่จะสร้างความเชี่ยวชาญได้ จําเป็นหรือครับจะต้องไปเอา หลาย ๆ องค์คณะอย่างที่ท่านบรรยายมาเพื่อจะสร้างความเชี่ยวชาญขึ้น มันสร้าง ความเชี่ยวชาญขึ้น ผมคิดว่าไม่จําเป็น ตุลาการคงไม่มีตุลาการที่เชี่ยวชาญเฉพาะ คดีเรื่องสิ่งแวดล้อม คดีการว่างงาน คงไม่ใช่ เพราะมันหลาย ๆ คดีอยู่ แต่ว่าเมื่อท่านตัดสิน ไปเรื่อย ๆ นะครับ ตั้งองค์คณะที่มีความเชี่ยวชาญขึ้นมาแล้ว องค์คณะนั้นก็น่าจะมี ความเชี่ยวชาญขึ้นไปในตัวขององค์คณะเอง ในศาลปกครองชั้นต้นก็เช่นเดียวกันนะครับ ก็มีองค์คณะ ส่วนองค์คณะใดที่มีความเชี่ยวชาญคดีประเภทใด ก็นี่อย่างไร ก็ท่านกําหนด ไว้แล้วในระเบียบว่าด้วยองค์คณะของศาลนี่แหละ ผมก็ต้องถามว่าจําเป็นหรือครับที่จะต้อง ไปแก้ไขกฎหมายเพื่อจะให้ตั้งแผนกขึ้นมาอีกในศาลปกครองสูงสุดหรือศาลปกครองชั้นต้น แต่ถ้าจําเป็นจริง ๆ นะครับ ในระเบียบของท่านบอกว่าถ้าจําเป็นจริง ๆ จะให้มีองค์คณะ พิเศษก็ยังได้ แต่ตอนที่พิจารณาคดีเรื่องมาบตาพุดผมก็ติดตามด้วยความเป็นห่วงเหมือนกัน ที่ห่วงคือห่วงศาลครับ ห่วงว่าความรู้ความเข้าใจมันจะทันกับโลกที่มันพัฒนาไปไหม ถ้าท่าน ลองตั้งองค์คณะพิเศษขึ้นมา เอาท่านที่มีประสบการณ์มาก ๆ แล้วก็มีคนอื่นช่วยให้ข้อมูล มาก ๆ ก็น่าจะตัดสินได้ เพราะว่าท่านตัดสินตามกฎหมาย ไม่ได้ตามความเชี่ยวชาญ เฉพาะเรื่องของตุลาการคนใดคนหนึ่ง เรายึดกฎหมายเป็นหลัก นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียน ในเบื้องต้น ผมก็คิดว่าถ้าตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในขณะนี้ ตามกระบวนการที่ทําอยู่ในขณะนี้ ผมยังไม่เห็นมีความจําเป็นเลยที่จะต้องไปจัดตั้งแผนกขึ้นมา ในศาลยุติธรรมเราเคยมี แผนกคดีเยาวชน เวลานี้ก็แยกขึ้นเป็นศาลครอบครัวและคดีเยาวชนออกไปแล้ว เพื่อพิจารณาคดีโดยเฉพาะ แต่นี่คือเรื่องของคดีปกครอง หรือท่านพยายามบอกว่าขณะนี้ แนวโน้มของคดีมันมากขึ้น ผมก็บอกว่าก็แก้สิครับ ด้วยการเพิ่มตุลาการ แล้วก็องค์คณะนี่ ผมเชื่อว่าแต่ละองค์คณะที่ท่านทําอยู่ขณะนี้ท่านก็คงทําไปเพื่อความชํานาญ ความเชี่ยวชาญ ขององค์คณะท่านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าถามความเห็นผมนะครับว่าจําเป็นไหม ก็โดย กฎหมายที่เป็นอยู่ โดยความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในขณะนี้ผมยังไม่เห็นความจําเป็นที่จะต้อง ไปจัดตั้งแผนกขึ้นทั้งในศาลปกครองสูงสุดและในศาลปกครองชั้นต้นได้อธิบาย แต่ผมก็ได้ให้ เหตุผลไปแล้วนะครับว่าจะแก้ไขเรื่องเหล่านี้อย่างไร ท่านประธานครับถ้าอย่างนั้นก็ถามต่อ แล้วท่านเสนอมาอย่างไร เพื่ออะไร ก็แน่นอนว่าเอาตามลายลักษณ์อักษรที่ท่านเสนอมา ท่านก็พูดไว้ชัดเจนว่าอยากจะให้มีแผนกที่เชี่ยวชาญขึ้นมาโดยเฉพาะ แล้วก็อาจจะเอา องค์คณะ ๓-๔ องค์คณะขึ้นมารวมกันจัดตั้งเป็นแผนกขึ้นมาเพื่อจะสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะ พูดไปมันก็ดูดีนะ แต่ท่านบอกว่าทั้งหมดนี้ไม่กระทบกระเทือนงบประมาณ ไม่กระเทือนองค์คณะหรอก จํานวนตุลาการก็ไม่เพิ่มมากขึ้นเพราะเป็นคนเดิม เงินเท่าเดิม แต่ว่าพอดูตัวกฎหมายจริง ๆ นะครับ ทั้งหมดที่ท่านจะตั้งขึ้นมาจะให้มีตําแหน่งเทียบเท่า ตําแหน่งใด ท่านก็บอกอยู่ที่ ก.ศป. จะไปกําหนด ตําแหน่งที่จะเพิ่มขึ้นใน (๕) ทั้ง ๒ ข้อนะครับ ว่าตุลาการพิเศษที่ท่านตั้งขึ้นมาจะเทียบเท่ากับใคร ตําแหน่งใด ก็อยู่ที่ ก.ศป. จะไปกําหนด อาจจะเท่ากับรองประธานสูงสุดก็ได้ ตุลาการสูงสุด ก็ได้ อยู่ที่ท่านจะไปเทียบ ถ้าเทียบเท่ากับตําแหน่งรองประธานมันอาจจะตามมาด้วย ค่าตอบแทนไหม เงินประจําตําแหน่งเปลี่ยนแปลงไปไหม อาจจะไม่มาก แต่ว่าจะบอกว่า ไม่กระทบกระเทือนเลยคงจะไม่ใช่ มันก็มีอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ นี่ผมก็อยากตั้งข้อสังเกต ขึ้นมาอย่างนี้นะครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในความเห็นผมนี่ ผมคิดว่ายังไม่น่าจะถึง ความจําเป็นที่จะต้องถึงขนาดจะต้องจัดตั้งแผนกขึ้นมาด้วยภาวะของการดําเนิน อยู่ในปัจจุบันนี้ท่านสามารถทําได้อยู่แล้ว องค์คณะที่ท่านตั้งขึ้นมาท่านก็บอกตั้งขึ้นมา ด้วยความเชี่ยวชาญซึ่งก็มีอยู่แล้ว และเท่าที่มีการตัดสินคดีนะครับ ที่ผมติดตามดู คดีนี้ไปองค์คณะนี้ คดีนี้ไปองค์คณะนี้ ผมก็รู้ว่าถ้าไปองค์คณะแต่ละคณะก็คือองค์คณะ ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นอยู่แล้ว ประธานศาลปกครองสูงสุดคงไม่ส่งไปคณะไหนก็ได้ คงไม่ใช่ บางคดีไปคณะตรงไหนผมก็รู้ พอรู้ ไปคณะนี้ รู้แล้วว่าเป็นเรื่ององค์คณะที่มีความเชี่ยวชาญ คดีกลุ่มนี้ ๆ นั่นละคือองค์คณะ ยิ่งตัดสินไป ๆ ความเชี่ยวชาญของท่านก็มีขึ้น ไม่จําเป็น จะต้องไปจัดตั้งเป็นแผนกขึ้นมาเลย ผมก็เลยสรุปเอาง่าย ๆ ว่าถ้าอย่างนั้นจัดตั้งแผนกขึ้นมา ทําอะไร หาตําแหน่งอย่างไรครับ ก็มีตําแหน่งเพิ่ม อย่างน้อยก็จะมีตําแหน่ง (๕) ที่เรียกว่า ตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่น หรือตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ที่เรียกชื่ออย่างอื่น ตามที่ ก.ศป. จะกําหนด ก็คือหาตําแหน่งให้พวกตนเอง ง่าย ๆ นะครับ ผลจะออกเป็นอย่างนั้น พอเป็นอย่างนี้แล้วความเชี่ยวชาญมันเกิดขึ้นทันทีไหม ยังครับ ผมเชื่อว่าในที่สุดคือถ้าเอาองค์คณะแต่ละองค์คณะที่ท่านมีอยู่ ๕ ท่านในศาลปกครองสูงสุด หรือ ๓ ท่านในศาลปกครองชั้นต้น ทําไปเรื่อย ๆ ความเชี่ยวชาญ ความชํานาญมันก็จะ เกิดขึ้น ยังไม่จําเป็นจะต้องไปถึงขั้นจะต้องจัดตั้งเป็นแผนกขึ้นมาเลย อันนี้คือข้อสังเกตที่ผม อยากจะเรียนความเห็นต่อท่านประธานไปนะครับ
ท่านประธานครับ ในเรื่องการดําเนินการของศาลปัจจุบันนี้ ในช่วงหลังนี้ เนื่องจากมันมีปัญหาหลาย ๆ เรื่องที่ประดังกันเข้ามา แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นศาลไหนก็จะคง ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น แน่นอนศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกครองนี้ดูเหมือนจะเป็นเป้าของ การถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะเวลาคดีพวกเหล่านี้มันไปเกี่ยวข้องกับ การเมือง เกี่ยวกับสังคม และหลายครั้งการตัดสินพิจารณาคดีมันอาจจะมีทัศนะของตุลาการ แทรกเข้ามาอยู่ด้วย มันก็ไม่แปลกที่จะไปถูกวิพากษ์วิจารณ์หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่ ผมเองติดตามดูด้วยความเป็นห่วง ผมคิดว่าเรื่องที่เราอยากจะเห็นการดําเนินพิจารณาคดี เป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ชอบธรรม ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนก็ปรารถนากันอยู่แล้ว มีบางคดี ท่านประธานครับ อย่างคดีที่ศาลเคยตัดสินไปแล้ว ผมจําตําแหน่งไม่ได้อยู่ที่กระทรวงการคลัง นี่ก็บอกว่ามีการแต่งตั้งโดยมิชอบ กว่าท่านจะตัดสินท่านเหล่านั้นที่เคยเป็นรองอธิบดี จะไปเป็นอธิบดี ไปเป็นรองปลัดไปหมดแล้ว แล้วอยู่ดี ๆ ศาลมาตัดสินวันนี้บอกว่าที่ตั้งมา เมื่อ ๔ ปีที่แล้วไม่ชอบ แล้วจะกลับสู่ที่เดิมอย่างไรละครับ มันก็เสียหายกันเยอะ ยากมาก คดีอย่างนี้ทําไมศาลปกครองไม่รีบตัดสิน โดยเฉพาะคดีเรื่องการบริหารบุคคลซึ่งจะต้องมี ความรวดเร็ว กระทรวงศึกษาธิการเอาอีกแล้ว จัดตั้ง ผอ. เขตมัธยม ท่านที่ไม่ได้ถูกเสนอชื่อ ไม่ได้เป็นก็จะยื่นฟ้องอีกแล้ว พอยื่นฟ้องกระทรวงศึกษาธิการที่จะเดินหน้าบริหารต่อไป มันก็ยุ่งยากเกิดขึ้นมาอีก นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนมาบอกว่าที่จริงปัญหาพวกเหล่านี้มันแก้ได้ หลายทางอยู่ แต่ว่าวิธีแก้โดยอยู่ดี ๆ ท่านก็บอกว่าขอจัดตั้งเป็นแผนกขึ้นมา ผมถึงเห็น โดยส่วนตัวนะครับ จึงไม่เห็นความจําเป็นจะต้องเร่งดําเนินการทําอยู่ในขณะนี้ ท่านใช้ องค์คณะที่ท่านที่มีอยู่ฝึกความเชี่ยวชาญต่อไป เดินหน้ากันต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง แล้วถึง คราวจําเป็นถ้ามีคดีประเภทที่จําเป็นจะต้องตั้งเป็นแผนกขึ้นมาจริง ๆ ค่อยมาพิจารณากันอีกที ผมก็คิดว่าอย่างนั้นนะครับ
ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมได้เรียนท่านประธานไปว่าการดําเนินการของ ฝ่ายตุลาการในช่วงหลัง ๆ นี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมาก แน่นอนละครับ ศาลรัฐธรรมนูญอันดับหนึ่ง ศาลปกครองก็รองลงมา ส่วนศาลยุติธรรมนั้นเนื่องจากเป็นคดีแพ่ง คดีอาญาเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนก็ไม่ค่อยจะวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จุดที่ผมเรียนกับท่านประธานและท่านสมาชิกไป บอกว่าศาลทั้ง ๒ ศาลนี้ช่วงหลังนี้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถูกดึงหรือถูกอะไรลงมา ให้เกี่ยวข้องกับเรื่องคดีทางการเมืองมากขึ้น แล้วก็เมื่อศาลตัดสินไปแล้ว ถูกใจ ไม่ถูกใจ สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้น ขณะเดียวกันการดําเนินการภายในของศาลเองก็อาจจะส่อ ให้เกิดปัญหาให้ผู้คนเขาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างนั้นด้วยเช่นเดียวกัน ผมยกตัวอย่างครับ ท่านประธาน คือผมเข้าใจว่าการตั้งอันนี้ขึ้นมา ผมอาจจะผิดก็ได้ แต่ผมคิดว่าท่านอยากจะหา ตําแหน่งให้กับพวก ให้กับตัวเองให้มากขึ้น บังเอิญผมก็ไปดู ด้วยข่าวนะครับ เมื่อไม่นานนี้ ท่านจัดงานปีใหม่ ท่านอดีตประธานศาลสูงสุดท่านก็ไปร่วมด้วย ก็ติดตามข่าวไปติดตาม ข่าวมาผมก็ได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นมาบอกว่ามันมีระเบียบที่ท่านออกมานะครับ ระเบียบ คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายปกครองของศาลปกครองว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้ชํานาญการ สํานักงานศาลปกครอง ปี ๒๕๔๒ แก้ไขเมื่อปี ๒๕๕๒ ผมก็มาพลิกดูระเบียบนี้ ก็เลยต้อง เรียนผ่านท่านประธานและผู้ที่มาชี้แจงนะครับ ผมดูแล้วผมก็มีข้อสงสัย ทําให้ผมคิดว่า ที่อยากตั้งเป็นแผนกขึ้นมานี้ก็อยากจะหาตําแหน่งให้ตัวเองเพิ่มมากขึ้น โดยที่ความจําเป็น ในขณะนั้นอาจจะยังไม่มี ผมก็เลยยกตัวอย่างนะครับ ระเบียบคณะกรรมการพนักงาน ฝ่ายศาลปกครองว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญ
คงต้องขออาจารย์พีรพันธุ์รวบรัดด้วยนะครับ
ครับ ขอไม่นานครับท่านประธาน คือมีการ ตั้งตําแหน่งที่ปรึกษาในศาลปกครองสูงสุด ตามระเบียบนี้แก้ไขเมื่อปี ๒๕๕๒ ลงนาม ในขณะที่ประธานศาลปกครองสูงสุดท่านที่แล้วที่ท่านเพิ่งพ้นราชการไป ตั้งตําแหน่งที่ปรึกษา ในศาลปกครองสูงสุดขึ้นมาในระเบียบ เดิมระเบียบนี้มีตําแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญ พิเศษของศาลปกครอง ผู้ชํานาญการพิเศษ ซึ่งจะเป็นใครก็มีคุณสมบัติหลายอย่าง ทั้งเรื่อง ศาล เรื่องกฎหมาย เรื่องการเงิน เรื่องอะไรต่ออะไรหลายอย่างเกิดขึ้น แต่พอท่านเติม ที่ปรึกษาในศาลปกครองสูงสุด เข้าไป แล้วก็ไปกําหนดว่าที่ปรึกษาในศาลปกครองสูงสุดนี้ คุณสมบัตินะครับ ท่านประธานดูนะครับ เคยดํารงตําแหน่งตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง เกียรติยศ และความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป อ่านแค่นี้ผมก็รู้ว่าเขียนให้พวกตัวเองหรือเปล่า ก็ตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่เพิ่งเกษียณนี้ เขียนอย่างนี้ต้องเคยดํารงตําแหน่งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดนะ คนอื่นไม่ได้หรือครับ ก็ไหนระเบียบเดิมมีที่ปรึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญสํานักงานศาล ผู้ชํานาญการ ท่านยังเอา คนนอก คนอื่นได้เลย แต่พอมีตําแหน่งที่ปรึกษาในศาลปกครองสูงสุด เอาแต่เฉพาะท่าน ที่เคยดํารงตําแหน่งในศาลปกครองสูงสุด หลายท่านที่อยู่ศาลปกครองชั้นต้น ชั้นกลาง ก็อาจจะมีความเชี่ยวชาญ มีความชํานาญ ทําไมไม่ให้โอกาสท่านเหล่านั้นมาเป็นที่ปรึกษาบ้าง ท่านก็เขียนต่อไป ที่ปรึกษาในศาลปกครองสูงสุดทําหน้าที่อะไรครับ ให้ความเห็นแก่ประธาน ศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับสถานภาพและบทบาทของศาล ให้คําปรึกษาข้อกฎหมายที่ยุ่งยาก แก่ตุลาการศาลปกครองและข้าราชการศาลปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ที่ทําหน้าที่ค้นคว้า เปรียบเทียบคําพิพากษาและคําสั่งในศาลปกครอง ผมอ่านแล้ว และถ้าถามง่าย ๆ ท่านประธานครับ นี่ออกกฎหมายให้ตัวเองหรือเปล่า ออกระเบียบอันนี้มาเพื่อตั้งตัวเอง เป็นที่ปรึกษาหรือเปล่า เพราะกําหนดสเปก (Spec) ไว้อย่างนี้ ถามว่าเป็น คอนฟลิค ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflic of Interest) ภาษาอังกฤษนะครับ ขัดกันในเรื่องผลประโยชน์ไหม พวกผมเลยถูกกล่าวหาเรื่องอยู่บ่อย ๆ เพราะอย่างนี้ นี่ท่านออกระเบียบ เอาทุกท่านที่อยู่ ศาลปกครองสูงสุด พ้นตําแหน่งไปแล้วอายุ ๗๐ ปีแล้ว ความจริงอายุคนนี่พ้นอายุ ๗๐ ปี ไปแล้วท่านควรจะไปอยู่อย่างสบายแล้ว ท่านกับออกระเบียบตั้งเขาเป็นที่ปรึกษาอีก แล้วสุดท้ายท่านประธานครับ ที่แปลกกว่าคนอื่นก็คือว่า คนอื่นไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชํานาญการ ท่านให้ค่าตอบแทนเขาเป็นรายครั้ง เป็นรายเดือนก็มี แต่ตําแหน่งนี้ ท่านบอกว่าที่ปรึกษาในศาลปกครองสูงสุดให้ปฏิบัติงานเต็มเวลา และค่าตอบแทนเดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ นี่เป็นเงินภาษีประชาชน ออกพ้นตําแหน่งไปแล้ว อายุ ๗๐ ปีไปแล้วควรจะอยู่พักผ่อนได้แล้ว เอาเถอะยังมีความสามารถ ถ้าอย่างนั้นท่านก็ตั้ง เขาเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ได้ไหม นี่ยังกําหนดให้คนเหล่านี้มาทํางานอยู่ที่ศาลอยู่ เงินเดือน ๖๐,๐๐๐ บาท นี่ไม่นับค่าเบี้ยประชุม ค่าอย่างอื่นนะครับ ไหนบวกกับบํานาญที่ได้ไปแล้วละครับ ทํากันอย่างนี้ แล้วจะไม่ให้พวกผมคิดได้อย่างไรว่าออกระเบียบนี้เพื่อตัวเองหรือเปล่า แถมนะครับท่านประธาน ผมก็เคยพูดเรื่องนี้ในที่ประชุมนี้มาหลายครั้งแล้ว บังเอิญไปดูข่าว เมื่อปลายปีบอกว่า ป.ป.ช. ขอข้อมูลศาลปกครองสูงสุดสอบอดีตประธานศาลปกครองสูงสุด กรณีเปลี่ยนองค์คณะคดีเขาพระวิหาร ผมจําได้ผมเคยพูดเรื่องนี้ในที่นี้ ๒ ครั้ง ในคดีเขาพระวิหารครับ แถลงการณ์เรื่องคดีที่ให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ศาลชั้นต้นตัดสินอย่างนี้ องค์คณะนี้ ผมรู้จัก ผมเจอท่านผมยกนิ้วให้เลย ตัดสินตามคดีเป๊ะเลย ว่าเรื่องนี้เป็น แอค ออฟ กัฟเวิร์นแนนซ์ (Act of Governance) ภาษาวิชาการ เป็นการกระทําของฝ่ายบริหาร ตุลาการเข้าไป ตรวจสอบไม่ได้ มันก็พลิก สุดท้ายก็มีการอุทธรณ์ไปยังศาลสูง ผมก็ทราบว่าองค์คณะ ที่พิจารณานี่ตัดสินไปแล้ว ๓ ต่อ ๕ ยก มีการเปลี่ยนองค์คณะอีก มีคนเขียนเป็นบทความ ลงมติชนครับ เขียนบอกสมมุติว่า ผมนํามาพูดในที่นี้สมมุติว่ามันเป็นเรื่องจริง วันนี้ข่าวบอกว่า ทาง ป.ป.ช. ก็มีคนร้องเรียนไป ป.ป.ช. ก็เลยขอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่ได้บอกว่า จะสอบสวนหรือไม่ ขอข้อมูลเบื้องต้น เพื่อจะดูว่าเรื่องนี้มันมีมูลหรือไม่ ถ้าเห็นว่ามันมีมูล เพียงพอก็คงตั้งอนุกรรมาธิการไต่สวนต่อไป ผมก็เลยถามคนที่พอรู้จักว่าตกลงท่านที่เกษียณ ไปแล้วจากศาลปกครองสูงสุดนี่กี่ท่านที่ท่านตั้งเป็นที่ปรึกษาตามระเบียบอันนี้ ผมทราบว่า มีอยู่ท่านเดียวที่ไม่เป็น ที่ไม่เป็นคือท่านขอไม่เป็นเอง นอกนั้นตั้ง เดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ อายุ ๗๐ ปีแล้ว ควรจะหยุดได้แล้ว ถ้าจะทําคุณประโยชน์กับศาลก็มา เยี่ยม ๆ ก็ได้ ให้ความรู้ก็ได้ แต่ไม่จําเป็นเลยที่จะออกระเบียบเข้ามาเพื่อจะเอาท่านเหล่านี้ มาทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพร้อมกับค่าตอบแทนเดือนละ ๖๐,๐๐๐ บาทต่อไป ผมถึงว่า ระเบียบนี้คือท่านกําลังออกระเบียบชงเอง กินเอง รับเองหมด และจะให้พวกผมไม่ถามท่าน ในเรื่องอื่นต่อไปได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธาน ผมถึงบอกว่าการขอแก้ไข กฎหมายฉบับนี้ถ้าดูเรื่องราวทั้งหมดแล้วผมไม่อยากจะรับเลย ก็เลยอยากจะเรียนเชิญไปทาง เพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ผมทราบว่าที่ประชุมนี่มีมติไปแล้ว คงไม่ได้ดูเรื่องราว ทั้งหมด ก็รับไว้ก่อน ค่อยพิจารณาในหลักการ แต่ถ้าฟังผมพูดแล้วถ้าท่านจะทบทวนก็คงจะ เป็นประโยชน์ต่อการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ
คุณนคร มาฉิม ครับ คุณเรวัตจะอภิปรายหรือจะประท้วงครับ ถ้าจะอภิปรายผมจดไว้แล้วครับ เชิญคุณนคร มาฉิม เลยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ผมต้องขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานว่าผมต้องขอชื่นชมต่อผลงานของ ศาลปกครองทั้งในระดับต้นแล้วก็ในศาลปกครองสูงสุดที่ได้เป็นหลักให้กับบ้านเมือง แล้วก็ ปกป้องอํานาจและสิทธิประโยชน์ของประชาชนในการที่จะถ่วงดุลกับรัฐหรือองค์กรของรัฐ ที่มีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ต้องขอยกย่องว่าท่านตัดสินโดยปราศจากอามิสสินจ้าง แล้วถ้า ตัดสินบนความยุติธรรมอย่างแท้จริง ในหลาย ๆ คดีเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกําหนด ทิศทางในการพัฒนาประเทศ เช่น คดีมาบตาพุด เราจะได้มองเห็นว่าศาลปกครองนั้น ได้คํานึงถึงแผนในการพัฒนาประเทศว่าควรที่จะเดินไปในทิศทางไหน ควรที่จะให้ภาครัฐ ให้ความสําคัญต่อประชาชน ต่อชีวิต ซึ่งประเมินค่าไม่ได้ แล้วสุดท้ายก็นํามาสู่การปรับปรุง อย่างขนานใหญ่ในการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมของประเทศ แล้วก็จะเป็นเครื่องชี้นําทางว่า นับจากนี้ไปการลงทุนภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลางหรือ ขนาดใหญ่นั้นจะต้องคํานึงถึงสิทธิของชุมชน ของประชาชน และคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มากยิ่งขึ้น แล้วก็จะชี้ให้เห็นว่านับจากนี้ไปการลงทุนทั้งในประเทศแล้วก็ต่างประเทศนั้น ควรที่จะเดินไปในทิศทางไหน ควรที่จะคํานึงถึงสภาพแวดล้อมและชีวิตของมนุษย์มากกว่า มูลค่าเพิ่มทางด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อันนี้ต้องขอชื่นชมว่าท่านตัดสินบนทิศทาง ในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างเที่ยงธรรมจริง ๆ และผลงานอีกหลายอย่าง ที่ศาลปกครอง ทั้งในศาลปกครองชั้นต้น แล้วก็ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาถือว่าเป็นหลัก ให้กับประเทศ เป็นหลักในการพิจารณาของรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย เพราะฉะนั้นคดีความ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในศาลปกครองนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีตุลาการหรือคณะตุลาการ ที่พิจารณาอย่างเพียงพอ ท่านประธานที่เคารพครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันนั้นข้อพิพาท ที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่เข้าข่าย สู่การพิจารณาตามอํานาจของศาลปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครองนั้นมากขึ้น แล้วก็มากขึ้นทุกขณะ ยิ่งโดยเฉพาะประชาชนได้เข้ามา มีส่วนเรียนรู้ว่าประชาชนนั้นควรที่จะได้รับการปกป้องสิทธิ ประชาชนควรที่จะเรียกร้องสิทธิ ที่จะพึงมีพึงได้ทั้งในส่วนของตัวบุคคล แล้วก็ส่วนของชุมชน หรือส่วนของประชาชนที่มาก ยิ่งขึ้นนั้นศาลปกครองต้องถือว่าเป็นที่พึ่งอันหนึ่งที่ประชาชนเริ่มเข้ามาเรียนรู้แล้วก็ใช้ กระบวนการยุติธรรมของศาลปกครองนี้มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นต้องขอเป็นกําลังใจ และชื่นชมว่าท่านทําได้ดีอย่างน่ายกย่อง น่าชื่นชม แต่เนื่องจากว่าคดีจํานวนมากขึ้นนั้น ผมจึงเห็นพ้องด้วยว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องให้ศาลปกครองนั้นมีการตั้งแผนก มีการเพิ่ม จํานวนคณะในการพิจารณาคดีมากยิ่งขึ้นเพื่อให้สอดคล้อง เพราะถ้าเกิดว่าคดีที่ยื่นต่อศาล ปกครองเป็นคดีเร่งด่วน เป็นคดีที่จําเป็น เป็นคดีที่จะต้องแก้ไขอย่างทันทีทันใด แต่ถ้าเกิดว่า จะต้องใช้เวลาในการพิจารณาเพราะองค์คณะหรือตุลาการไม่เพียงพอ บางครั้งต้องใช้เวลา ๖ เดือน ๑๒ เดือน ๒ ปี ๓ ปี ผมเชื่อว่าความล่าช้าอันนั้นคือความไม่เป็นธรรม เพราะมัน จะไม่สามารถที่จะคลี่คลายปัญหาให้กับประชาชนหรือภาคประชาชนได้อย่างทันท่วงที แต่การแก้ไขอย่างเพียงพอ อย่างทันท่วงที และปรับเข้ากับยุคสมัยได้ทัน อันนั้นผมถือว่า เป็นความยุติธรรม
สุดท้ายที่อยากจะฝากต่อท่านประธานผ่านไปยังศาลปกครองก็คือว่า ทําอย่างไรที่จะให้การนําข้อพิพาทระหว่างประชาชนหรือภาคประชาชนที่จะเสนอไปต่อ ศาลปกครองนั้นง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันก็ง่ายอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แล้วก็จะมีนิติกร คอยช่วย แล้วก็ถ้าเกิดว่าคําฟ้องหรือข้อกล่าวหานั้นยังไม่สมบูรณ์ ท่านก็สามารถที่จะส่ง เข้ามาแก้ไขแล้วก็กระบวนการนั้นเป็นระบบการไต่สวน ซึ่งก็ถือว่าให้ความเป็นธรรมกับ ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง แต่ทําอย่างไรครับที่จะให้กระบวนการในการเสนอง่ายมากกว่า ที่เป็นอยู่อีก แต่ว่าจะต้องไม่ทิ้งหลักการของกฎหมาย เพราะถ้าเกิดว่าทิ้งหลักการ ของกฎหมาย อย่างเช่นข้อหาไม่สมบูรณ์ คําฟ้องไม่สมบูรณ์ ไม่ครบองค์ประกอบ ตามกฎหมาย แบบนี้ผู้ที่เสนอก็จะแพ้อยู่แล้ว แต่ว่าก็จะได้ศาลปกครองในระบบการไต่สวน ช่วยเติมเต็มในความไม่รู้ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่าน กลไกของศาลปกครอง เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเหตุผลที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านประธานว่าผมสนับสนุน แล้วก็เห็นพ้องเป็นอย่างยิ่งว่าศาลปกครองควรที่จะมีแผนก มีตุลาการที่เพียงพอต่อการที่จะวินิจฉัยแล้วก็พิจารณาข้อพิพาทของประชาชน
กราบเรียนเรื่องสุดท้ายก็คือว่ามีอีกหลายเรื่องที่ยังเป็นปัญหาอยู่ แล้วก็ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะเสนอต่อศาลปกครอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้สัมปทาน เหมืองทองที่กระทบมากที่สุดตอนนี้ก็คือประชาชนที่จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ แล้วก็ พิษณุโลก ที่ทางบริษัทที่ได้รับประทานบัตร หลังจากที่ได้รับสัมปทานเรียบร้อยแล้วครับ ท่านประธาน มันกระทบต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ไม่สามารถที่จะนําเอาความเป็นปกติโดยธรรมชาติกลับคืนมาให้เหมือนดังเดิมได้ เพราะฉะนั้นก็ฝากเรื่องนี้ต่อท่านประธานว่าถ้าเกิดว่าพี่น้องประชาชนต้องการที่จะใช้กลไก ของศาลปกครอง ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนที่จะพัฒนาอย่างมั่นคง ยั่งยืน แล้วก็เป็น ประโยชน์กับประชาชนทุกฝ่าย ก็ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ และขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ
คุณสมคิด บาลไธสง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพระราชบัญญัติศาลปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในส่วนที่จะไม่ให้ซ้ํากับเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ สําหรับศาลปกครองนี้ ในส่วนตัวของกระผมเองผมไม่เคยไปขึ้นนะครับ ผมก็เห็นว่าทําอย่างไรศาลปกครอง จะทําให้ประชาชนได้รู้จักใช้บริการศาล ผมอยากให้ทางศาลปกครองถ้าจะตั้งแผนก แผนกประชาสัมพันธ์นะครับ ทําอย่างไร ชาวบ้านเขาไม่รู้เลยว่าจะมาสิทธิ อย่างที่ท่านนคร พูดไปนั้น บางทีไม่รู้จะใช้สิทธิอย่างไร ใช้ที่ไหน ศาลปกครองมันตั้งอยู่ที่ไหน แม้ตัวผมเองก็ ยังไม่รู้ว่าในประเทศไทยมันตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง อันนี้เรื่องสําคัญ ผมอยากให้ทางศาลนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ในการใช้บริการของศาลปกครองให้ทั่วถึงทุกชนชั้น ทุกหมู่เหล่านะครับ ผมยกตัวอย่าง อย่างข้าราชการหรือประชาชนอยู่ตามบ้านนอกหรือตามภูมิภาคที่ไม่ได้อยู่ใกล้ กรุงเทพฯ เขาไม่รู้หรอกครับว่าจะใช้บริการศาลปกครองอย่างไร เมื่อเวลาเขาไม่เป็นธรรม เขาก็จะคิดถึงแต่ว่าเกิดมาบุญวาสนามีเท่านี้ ใครรังแกก็ไม่รู้จะไปหาใครมาช่วย ไปศาลไหน เขาไม่รู้ ผมถึงเห็นด้วยในเรื่องที่ว่าท่านจะตั้งแผนกต่าง ๆ ขึ้นมา ผมอยากเสนอว่าอย่างนี้ครับ มีแล้วหรือยังไม่ทราบ ผมก็ยังไม่เข้าใจระบบศาลปกครองดี แต่ผมก็พูดอย่างความบริสุทธิ์ของผม ผมเป็นคนครูบ้านนอกคนหนึ่ง ผมบอกว่าศาลอยู่ จังหวัดต่าง ๆ เรามีอยู่แล้ว ศาลจังหวัดครับ ศาลปกครองเราตั้งเป็นสาขาได้ไหม สาขาจังหวัด หนองคาย อาศัยอาคารนั้นละครับ ตั้งมาเลย ผู้พิพากษาให้ครบเลย ให้พร้อม หรือผู้พิพากษา ที่จะทําหน้าที่เป็นศาลปกครองอยู่ศาลประจําจังหวัดหนองคายอย่างนั้น คือผมว่ามันจะได้รับ การดูแลประชาชนทั่วถึง แทนที่เราจะไปสร้างอาคารมาแข่งกันแล้วมีคนนั่งอยู่คนเดียว ศาลปกครองประจําจังหวัดมันก็ลงทุนมาก หรือจะใช้เป็นอาคารเรียนหรือศาลาวัดไหนก็ได้ เป็นสาขาของศาลปกครอง ถ้ามีคดีอยู่ตรงนั้นให้ไปถึงเลย ให้ฝ่ายศาลปกครองเดินทางไปถึง ประชาชนไม่ให้เขาได้รับความเดือดร้อน ท่านจะเอาอะไรละครับ ตั้งค่าเบี้ยเลี้ยง พาหนะ ก็เชิญเลยครับ ขอให้อํานวยความยุติธรรมให้ประชาชน ผมอยากให้เป็นอย่างนั้นแทนที่จะเอา มาสร้างอาคารแข่งกัน ศาลากลางจังหวัดเดี๋ยวนี้บางศาลากลางว่างเป็นชั้นเลย สร้างราคา ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท หาคนอยู่ก็ไม่มี แต่ละแผนกแยกกันอยู่รอบ ๆ ข้างศาลากลางไม่อยู่กับ ศาลากลาง ศาลากลางจังหวัด อันนี้ผมเสนอแนะให้ตั้งสาขาศาลปกครองประจําจังหวัดหรือ ศาลจังหวัด อาจจะอยู่อําเภอก็แล้วแต่นะครับ ให้มีสาขา มันจะแก้ปัญหาความล่าช้าในการ พิจารณาคดีของศาล ปัญหาที่ว่าศาลปกครองหมกเม็ด เก็บคดีอะไร กักคดีไว้ เสียเวลา อย่างนั้นมันจะหายไปถ้าเราทําอย่างนั้น เราก็เอาผู้พิพากษาประจําศาลนั้นละครับ ที่ท่านเชี่ยวชาญอยู่มาอบรมเป็นผู้พิพากษาศาลปกครอง อันนี้เสนอแนะ เพราะฉะนั้น เรื่องความรวดเร็วต่าง ๆ นี่ผมว่าคงจะเร็วขึ้น แล้วก็ความล่าช้าของคดีต่าง ๆ ก็จะหมดไป แล้วก็เรื่องแผนกอีกแผนกหนึ่งถ้าจะตั้งนะครับ เรียกว่าแผนกอนุญาโตตุลาการของ ศาลปกครอง คือก่อนที่จะขึ้นศาลหาคนไปเกลี้ยกล่อมให้ตกลงกันได้ก่อน มันจะได้ทําให้คดี ของศาลปกครองหมดไปเร็วขึ้น อาจจะตั้งอยู่ที่จังหวัดอย่างที่ผมว่าก็ได้ คือแผนก มีคนทํา หน้าที่แทน มีค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้ท่านผู้พิพากษาประจําศาลจังหวัดนั้น ๆ ในคดีนั้น ๆ ผมคิดว่ามันจะรวดเร็วขึ้น อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องอํานวยความยุติธรรมนี้ทําอย่างไร หลายท่าน ก็พูดไปแล้วศาลปกครองจะสร้างเกียรติประวัติขึ้นให้รวดเร็ว คือตรงไปตรงมา ไม่เข้าข้างใคร ไม่เข้าฝ่ายไหน อยากให้มีอุดมการณ์ในเรื่องความยุติธรรมอํานวยความยุติธรรม ให้ประชาชน พอตัดสินออกมาเราก็ว่าถูกต้องแล้ว ถ้าสมมุติผมไปทําผิดก็มันผิดแล้วก็ถูก คือมันจะยอมรับทันทีถ้าลักษณะที่การตัดสินอะไรออกมามันไม่อํานวยความยุติธรรม หรือไม่เป็นไปตามหลักตามฐานที่เป็นข้อเท็จจริงต่าง ๆ มันก็จะทําให้ความเสื่อมของศาล ความยุติธรรมของศาลปกครอง อันนี้ผมก็ขอวิงวอนไปยังทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรม ผมก็ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินี้ ขอบคุณมากครับ
คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรากําลัง อภิปรายกันด้วยเรื่องของร่างพระราชบัญญัติซึ่งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง โดยศาลปกครองได้นําเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะขอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ท่านประธานครับผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้มีโอกาสได้สัมผัสกับศาลปกครองมาตั้งแต่ท่านได้เริ่ม ดําเนินการ เนื่องจากว่ามีพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลําภูแล้วก็จังหวัดใกล้เคียง ได้มีความเดือดร้อนจากการกระทําของภาครัฐและได้มีการฟ้องศาลปกครอง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็ทราบดีนะครับว่าศาลปกครองเองเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เข้ามา ก็เนื่องจากว่าท่านรับทราบว่ามีความล่าช้าในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ของท่านไม่ทันต่อ เหตุการณ์ ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินี้หากได้มีการแก้ไขตามที่ทางศาลปกครองได้เสนอเข้ามา ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการแก้ไขในเรื่องของการจัดตั้ง แผนกต่าง ๆ ซึ่งศาลปกครองก็จะต้องไปพิจารณาต่อว่าแผนกที่จะสร้างขึ้นมานั้นประกอบ ไปด้วยแผนกอะไรบ้าง นอกจากนั้นในเรื่องของจํานวนตุลาการศาลปกครอง ซึ่งก็จะ สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่ศาลปกครองจะต้องดําเนินการ อยู่แล้ว กระผมเองเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขฉบับนี้ แต่ก็มีข้อสังเกต หรือข้อแนะนําที่อยากจะให้ศาลปกครองได้นําไปปฏิบัติใช้ หรือแม้แต่เรื่องที่ดีอยู่แล้วก็อยาก ให้ดีขึ้นต่อไป อย่างของผม ผมอยู่ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลําภู สมัยก่อนต้องเดินทางไปที่ ศาลปกครองขอนแก่น เดี๋ยวนี้เปิดที่จังหวัดอุดรธานีแล้ว ก็อยากจะให้ท่านเร่งในเรื่องของการ ประชาสัมพันธ์ด้วย เพราะพี่น้องประชาชนบางส่วนก็ยังไปที่ขอนแก่นอยู่ ส่วนตอนหลังมา ก็เพิ่งมาทราบ เพราะว่ามาทางผม ผมก็บอกว่าเดี๋ยวนี้มาอยู่ที่อุดรธานีแล้ว ห่างกันแค่ ๓๐ นาที ก็เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมาก
อีกเรื่องหนึ่ง อันนี้น่าจะเป็นการขอบคุณศาลปกครองมากกว่า โดยเฉพาะ ที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะชาวไร่ ชาวนา ซึ่งเกิดความเดือดร้อนไป ขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม ก็ได้รับทราบว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ตรงนี้ผมคิดว่า ศาลปกครองได้ทําหน้าที่ศาลสถิตยุติธรรม และในขณะเดียวกันท่านก็ดูเรื่องของความจําเป็น ของสังคมด้วย ซึ่งผมอยากจะนําเสนอท่านว่าในการแก้ไขกฎหมายในส่วนนี้ก็อยากจะให้ท่าน เพิ่มประสิทธิภาพตรงนี้เข้าไปว่าทําอย่างไรที่เราจะให้การบริการประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แล้วก็ทันต่อเหตุการณ์ ผมเข้าใจดีครับว่าศาลทุกท่านก็คงพยายามที่จะพิจารณาให้เร็ว แต่เนื่องจากว่าคดีมันเยอะมาก บางคดีใช้เวลา ๒-๓ ปี ก็ทําให้บางครั้งผู้ที่ได้รับ ความเดือดร้อนรอจนบางทีก็นึกว่าจะไม่ได้แล้ว แต่สุดท้ายก็คงได้อยู่ดีแต่ใช้เวลา ก็หวังว่า ในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าท่านคงจะแก้ไขด้วยความรอบคอบ แล้วก็จะทําให้คดี ต่าง ๆ เป็นสแตนดาร์ด (Standard) มาตรฐาน ถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านบอกเลยนะครับว่า ถ้าเข้ามาเรื่องอย่างนี้จะใช้เวลาประมาณเท่านี้วัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบได้รับรู้ ว่าเขาเองจะต้องเตรียมพร้อมเมื่อไร อย่างไร เพราะบางคนมีความจําเป็นต้องการอาจจะ เดินทางไปทํางานต่างประเทศ แต่ว่าไปฟ้องศาลปกครองอยู่ ก็รอว่าเมื่อไรศาลจะเรียก ก็เลยไม่กล้าไป อย่างนี้เป็นต้นนะครับ แต่ถ้าหากว่าท่านบอกว่าคดีอย่างนี้ท่านมีข้อพิพาทกับ ทางราชการในส่วนนี้ ซึ่งเราเคยพิพากษามาในอดีต ผมคิดว่าท่านน่าจะมีข้อมูลเกือบจะ ทุกเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดิน พิพาทเรื่องที่ดิน พิพาทเรื่องใด ๆ ก็ตามแต่ก็น่าจะ กําหนดคร่าว ๆ ได้ว่าถ้ามาร้องศาลปกครองในกรณีอย่างนี้ ศาลปกครองจะให้กรอบได้ว่า อาจจะเสร็จภายใน ๖๐ วัน ๙๐ วัน หรือไม่เกิน ๑ ปี อย่างน้อย ๆ ทางพี่น้องประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนก็จะสามารถวางแผนชีวิตตัวเองว่าจะไปประกอบอาชีพการงานที่อื่น แล้วก็กลับมาให้ทันกับเวลาที่ศาลนัดได้ อันนี้ก็อยากจะขอฝากไปทางท่านศาลปกครองซึ่งจะ เป็นผู้ดูแลร่างกฎหมายฉบับนี้ ปรับปรุงการแก้ไขให้ดีขึ้น ซึ่งผมเองมองเห็นแล้วว่าท่านก็เป็นที่พึ่ง ที่พึ่งหนึ่ง แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างมากในเรื่องของศาลยุติธรรมที่จะทําให้พี่น้องประชาชน ที่มีข้อพิพาทกับทางด้านรัฐบาลไม่รู้จะไปพึ่งใคร ก็ศาลปกครองเป็นที่พึ่งสุดท้าย ขอกราบ ขอบคุณครับท่านประธาน
คุณเรวัต สิรินุกุล ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งเมื่อกี้ผมได้ฟังท่านนักกฎหมาย ท่านพีรพันธุ์ พาลุสุข เป็นดอกเตอร์กฎหมายจากฝรั่งเศสแต่โดยข้อเท็จจริง ท่านประธานครับ เท่าที่ผมทราบ แล้วก็ได้ทราบมาว่าศาลปกครองทํางานดี เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้ดี เป็นอย่างมาก เวลามีเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการทํางาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมหาดไทยก็ดี หรือนักเรียนอะไรก็แล้วแต่ก็ดําเนินการจัดให้เป็นที่เรียบร้อย เป็นที่พึ่งได้อย่างดี แต่ถึงแม้จะ เป็นที่พึ่งอย่างไร ปัญหาที่อยากจะเรียนถาม และอยากจะให้ท่านผู้มาชี้แจงได้ชี้แจงได้หาย ข้อสงสัย อย่างที่บอกว่า การแยกแผนกคดีในศาลปกครองจะทําให้รวดเร็วขึ้น ทีนี้ก็เลยสงสัย ว่าจะรวดเร็วอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าผู้พิพากษาก็มีเท่าเดิม หรือว่าจะเพิ่ม ผู้พิพากษาขึ้น ถ้าหากว่าคดีต่าง ๆ จะมีมากขึ้นและเอาไปกองไว้ แล้วก็แยกแต่ละผู้พิพากษา แต่ละท่าน ๆ ไปมันจะรวดเร็วได้อย่างไร ตรงนี้ท่านต้องตอบให้ชัดเจนหน่อย เพราะว่าฟัง มาว่าคดีจะไม่รวดเร็วขึ้น นี่ก็ประการที่สงสัยเป็นข้อแรก
ในข้อที่ ๒ ครับท่านประธานครับ อย่างแยกเป็นแผนก ๆ ไป ผู้พิพากษาก็ต้อง เป็นผู้เชี่ยวชาญแต่ละแผนก ๆ ไป สมัยก่อนเราก็เอาคดีต่าง ๆ ที่เขาร้องเรียนมากองไว้ แต่ละ ท่านก็หยิบไป แต่ละท่านก็สามารถที่จะพิจารณาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องแยกแผนก ๆ แต่เมื่อแยกไปแล้วอย่างนี้มันจะเร็วขึ้นได้อย่างไร ท่านก็ต้องชี้แจงหน่อยนะครับว่า ที่แยกแผนกแล้วมีผู้พิพากษาอย่างไร เร็วขึ้นได้อย่างไร นี่ประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ท่านสมคิด บาลไธสง เมื่อกี้ท่านก็ถามและบอกว่าให้จัดตั้ง ให้จัดตั้งนะครับ ให้จัดตั้งศาลในต่างจังหวัดให้มากขึ้น ทีนี้ผมมาดูครับ ผมมาดูว่า เมื่อปี ๒๕๔๒ ได้กําหนดให้มี ๑๖ ศาลใช่ไหมครับ ให้มี ๑๖ ศาลใช่ไหมครับ แล้วก็ท่านเปิด ไปแล้วทั้งหมด ๗ ศาล ตามเอกสารที่ผมมีอยู่นี้ท่านเปิดไปแล้ว ๗ ศาล ทีนี้ก็เลย อยากจะเรียนว่ามีศาลอะไรบ้างเพื่อที่พี่น้องชาวต่างจังหวัดจะได้ไปดู อย่างจังหวัดกาญจนบุรี ก็มีนะครับ ศาลปกครองสุพรรณบุรี ควบคุมนะครับ มีเขตปกครองท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดอุทัยธานี นี่เป็นศาลปกครองสุพรรณบุรี ศาลปกครองอุดรธานี ท่านสมคิดครับ ตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรธานี มีเขตปกครองที่จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลําภู และจังหวัดอุดรธานี นี่ของท่านสมคิด ศาลปกครอง อุบลราชธานี มีเขตปกครองท้องที่จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอํานาจเจริญ แล้วก็มาศาลปกครองสงขลาตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา มีเขตปกครองท้องที่ในจังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล ศาลปกครองสกลนครตั้งอยู่ในจังหวัดสกลนคร มีเขตปกครองท้องที่จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดสกลนคร ศาลปกครองลพบุรีตั้งอยู่ในจังหวัดลพบุรี มีเขตตลอดท้องที่จังหวัดนครนายก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง ผมกราบเรียนมาให้ทราบเพื่อพี่น้องจะได้รับฟังว่า ท่านจะไปที่ไหน เปิดมาแล้ว ๗ ศาล เหลืออีก ๙ ศาลครับท่านประธาน เหลืออีก ๙ ศาล นะครับ เพราะว่า ๑๖ ศาลในปี ๒๕๔๒ ใช่ไหมครับ ข้อมูลนี้ถูกไหมครับ ท่านตอบด้วย นะครับ ท่านตอบด้วยว่าถูกหรือผิดอย่างไร แล้วก็อีก ๙ ศาลท่านจะเปิดอีกเมื่อไรครับ นี่ ๑๐ กว่าปีมาแล้วเปิดได้แค่ ๗ ในขณะที่ปี ๒๕๔๒ ๑๖ ศาล อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนไว้ อย่างไรก็ตามครับท่านประธานถ้าทําได้อย่างที่พูด หลักการ และเหตุผลที่พูดไว้นี้ดีมากครับท่านประธาน ผมต้องมาเริ่มต้นใหม่อ่านให้ท่านฟัง แต่ท่าน ก็รู้แล้วแต่ว่าย้ําว่าท่านได้อย่างนี้ดี ปัจจุบันนี้คดีปกครองประเภทที่ต้องดําเนินการกระบวน พิจารณาโดยเร่งด่วนให้ทันต่อการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่คู่กรณี ปัจจุบันนี้มาก มีมากอย่างไร ในนี้ก็มีบอกไว้ว่ามีกี่คดี แต่ว่าตรงนั้นมันไม่ได้สร้างให้ ความรวดเร็วขึ้น แล้วกฎหมายนี้แก้ไปแล้วจะให้รวดเร็วขึ้นได้อย่างไร ท่านต้องตอบด้วย คดีจะลดลงได้เท่าไรปี เอาละครับ ปีนี้ปี ๒๕๕๔ คดีที่มีอยู่เยอะเลยครับ มีเยอะนะครับ ผมว่า ท่านก็ทราบ ท่านรู้อยู่แล้ว หลับตาท่านก็รู้ว่ามีเท่าไร ท่านตอบมาเลยว่าในปี ๒๕๕๔ จะลด คดีลงเหลือเท่าไร ๆ ถ้ากฎหมายนี้ออกไปใช้ ออกใช้แล้ว เพราะท่านอ้างว่ากฎหมายฉบับนี้ ใช้ให้รวดเร็วขึ้น แล้วก็ยังบอกว่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเหมาะสมกับการ อํานวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ท่านบอกไว้ชัดเจนว่ายุติธรรม ผมเชื่อ ผมเชื่อว่าท่านมี ความยุติธรรมอย่างแน่นอน เพราะพี่น้องประชาชนเวลาได้รับการตัดสินจากท่านไม่ได้บ่น ไม่ได้ว่าอะไร เพราะนั่นคือการยุติธรรมที่ให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งกระผมเห็นด้วย กระผม เห็นด้วยครับท่านประธานถ้าเป็นไปอย่างนี้ แต่ท่านต้องบอก เพราะว่าผมฟังมาท่านก็ฟังอยู่ ว่าท่านผู้อภิปรายทั้งหลายว่าล่าช้า จะให้เร็วขึ้นอย่างไร คดีท่านจะลดได้เมื่อไร ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๔ นี่เดือนกุมภาพันธ์นะครับ วันนี้วันที่ ๒ ครับ จากกุมภาพันธ์เป็นต้นไปท่านจะลด เหลือเท่าไรถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปใช้แล้ว นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนถามครับ ท่านประธานครับ ผมก็คงกราบเรียนไว้แค่นี้ แล้วก็ถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานว่า ผมสนับสนุนครับ และอยากเห็นศาลปกครองเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชน ที่เดือดร้อน ไม่ว่าข้าราชการในนี้ก็เหมือนกันใช้ได้ มีอะไรที่ผิดพลาดหรือมีปัญหาอะไร ก็ไปร้องเรียนท่าน อย่างนี้เป็นต้น นี่คือที่พึ่ง เป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของพี่น้องประชาชน ทั่วทั้งประเทศ กระผมก็ขอกราบเรียนไว้แค่นี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ต่อไปคนสุดท้าย คุณสถาพร มณีรัตน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ที่ขออนุญาตท่านประธานได้มาแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีการพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งจากการฟังหลักการและเหตุผลที่ทางศาลปกครองได้เสนอในการแก้ไข ผ่านสภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับ คดีทางปกครอง ท่านประธานที่เคารพครับ เราถือว่าในกระบวนการยุติธรรม ของประเทศ เรานั้นได้ก้าวหน้าไปมาก แต่สิ่งหนึ่งก็คือว่าองค์ความรู้ของพี่น้องประชาชนที่จะเข้าถึงสิทธิ ในเรื่องของการพิจารณาคดีปกครองในการที่จะเข้าฟ้องร้องนั้นค่อนข้างที่จะขาดโอกาส องค์กรประชาชนหรือพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาเขาขาดความรู้ ความชํานาญ ความเชี่ยวชาญ ถ้าเราจะบอกว่าศาลปกครองนั้นเป็นศาลที่เกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญ แล้วก็เป็นศาลที่เพิ่งจะเป็นที่รับรู้ของประชาชนในเรื่องของระหว่างรัฐกับเอกชน และเอกชนกับรัฐ ส่วนพี่น้องประชาชนนั้นก็มีตัวอย่างให้เห็นในการเข้าถึงศาลปกครอง แต่กว่าจะเข้าถึงได้นั้นบางครั้งก็ทําให้พี่น้องประชาชนยากลําบาก ผมยกตัวอย่างกรณี มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมในเขตภาคเหนือของพวกเรา พี่น้องประชาชนในเขตภาคเหนือ คืออําเภอแม่เมาะ จังหวัดลําปาง มีผลกระทบจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตในการเปิดเหมืองลิกไนต์ (Lignite) และผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งปรากฏว่า การฟ้องศาลปกครองนั้นกว่าจะพิพากษาได้พี่น้องประชาชนบางคนก็ล้มหายตายจาก ผู้มีผลกระทบก็ล้มหายตายจาก ซึ่งเรื่องนี้เราจะทําอย่างไรว่าในกระบวนการที่เรามีการ ร่างกฎหมายมาแล้ว ทําอย่างไรเราถึงจะเยียวยา ถ้าในเบื้องต้นศาลเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ มีผลกระทบจะทําให้หยุดปฏิบัติภารกิจและหรือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือ เยียวยาเบื้องต้น ซึ่งคําสั่งทางการปกครองนั้นถ้ายังไม่ตัดสิน ในขณะที่รอคําตัดสินที่จะชี้ว่า ผิดหรือถูก แต่ความเสียหายมันไม่ได้รอเราจะทําอย่างไร หรือกรณีมาบตาพุด เมื่อคําสั่งของ ศาลปกครองออกมาแล้วบางหน่วยงานก็ยังมีการตีความกันอีกว่าจะเดินเครื่องได้หรือจะเร่ง ก่อสร้าง หรือจะหยุดไปเลย ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็เกิดขึ้นครับ มีการตีความคําตัดสินของ ศาลปกครอง ตรงนี้เราจะเยียวยากันอย่างไร และมันจะมีสภาพบังคับอย่างไร ฝ่ายพี่น้อง ประชาชนก็บอกว่าคําสั่งศาลปกครองให้หยุด แล้วทําไมไม่หยุด ก็เกิดการครหานินทากันอีก ในกรณีที่การทิ้งขยะ สร้างโรงไฟฟ้าขยะ สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล เมื่อมีการฟ้องร้องถึง ศาลปกครอง ศาลปกครองสั่งให้หยุด แต่ในข้อเท็จจริงในพื้นที่ก็บอกว่าหยุดเฉพาะส่วน แต่อย่างอื่นหยุดไม่ได้ การติดต่อประสานงานหยุดไม่ได้เพราะกู้เงินมาแล้วจะต้องลงทุน นี่คือ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เราจะทําอย่างไรว่าเมื่อศาลปกครองได้ออกคําพิพากษาอย่างรวดเร็ว และในห้วงเวลาที่ผู้เสียหายรอคําพิพากษาและเกิดความเสียหายเราจะทําอย่างไร ตรงนี้ ก็ฝากทางศาลปกครองช่วยพิจารณาด้วยว่าเพื่อที่จะเป็นการเยียวยา ส่วนประเด็นในเรื่องของ การตีความตามอักษรของคําพิพากษาก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งคําพิพากษาของศาลปกครอง ก็ไปมีผลกระทบกับความเชื่อมั่นในระบบของการลงทุนพอสมควร ในขณะที่ผู้ประกอบการนั้น ก็ไม่เข้าใจ เมื่อธนาคารอนุมัติเงินกู้ก็เร่งก่อสร้าง ก็เร่งดําเนินการ แต่พอดําเนินการไป สักระยะหนึ่งพี่น้องประชาชนบอกว่าหยุด ไม่ถูก ก็ไปฟ้องศาล พอฟ้องศาล ศาลปกครอง มีคําสั่งออกมาว่าให้หยุด แล้วเกิดการหยุดแล้วก็มีความเสียหายเกิดขึ้นในระบบเราจะทํา อย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งผู้ลงทุน ทั้งพี่น้องประชาชนที่เกิด ความเสียหายที่มีผลกระทบจากคําพิพากษาของศาลปกครอง อันนี้ก็ฝากไว้ สิ่งหนึ่งที่ผมเอง ตั้งความหวังและยินดีที่จะสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ก็คือว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่านนั้น อยากจะเห็นการพิจารณาอรรถคดีที่มีความรวดเร็ว และการพิจารณาคดีที่ไม่อยากจะให้ มีการตีความซ้ํากับคําพิพากษา อยากจะให้ชัดเจนในแง่ของการสั่งการหรือว่าในแง่ของ สภาพบังคับ มิฉะนั้นแล้วก็มีบางคนที่ได้รับผลกระทบจากคําสั่งศาลปกครองก็จะไปบอกว่า หยุดเฉพาะส่วนนี้ แต่ส่วนนี้สามารถดําเนินการได้ อย่างนี้เป็นต้น ก็หวังไว้ว่าผมได้ใช้เวลา ๔-๕ นาทีในการตั้งข้อสังเกตก็คงจะทําให้เนื้อหาสาระในร่างพระราชบัญญัตินี้สมบูรณ์ขึ้น แล้วก็ฝากทางองค์คณะผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุดว่าทําอย่างไรที่จะทําให้พี่น้องประชาชน เข้าถึงสิทธิ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้ความเยียวยาในทางสังคม ไม่ว่าสิ่งแวดล้อม หรือไม่ว่าความเหลื่อมล้ําทางสังคมจะดีขึ้นครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ยังยกมืออีกท่านหนึ่งนะครับ คุณเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ขอความกรุณา รวบรัดด้วยนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมได้มาแสดงความคิดเห็นในการจัดตั้งศาลปกครอง และพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมได้อ่านดูแล้วก็สนับสนุนที่ท่านจะไป ตั้งศาลปกครองออกไปอยู่ตามท้องถิ่น ตามจังหวัด เพื่ออะไร เพื่อจะได้พิจารณาคดีได้รวดเร็ว ท่านประธานที่เคารพ ชาวบ้านซึ่งมีการไปร้องเรียนศาลปกครอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีต่าง ๆ ที่เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม หวังที่จะให้พึ่งศาลปกครองนั้นเขาก็ลําบากมาก โดยเฉพาะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีการร้องเรียนคดีเป็นปี ๆ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามคือ คุณวัชระ เพชรทอง ท่านได้บอกว่าถ้าคดีพิจารณายืดก็จะเป็น การอยุติธรรม ชาวบ้านก็เลยมาเล่าให้ผมฟังว่าคดีหลาย ๆ คดีที่จังหวัดอุดรธานีของผมนั้นไปพึ่ง ศาลปกครองในเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง กกต. มีมติแล้วว่าผู้บริหารคนนี้ผิด แต่ไปอยู่ศาลปกครอง เป็นเวลา ๒ ปี เมื่อตัดสินออกมาคือยกคําร้อง ฉะนั้นก็อยากจะฝากคณะศาลปกครองที่ไป พิจารณาคดี ก็เห็นว่าท่านได้แก้ไขเพิ่มเติมบอกว่า กฎหมายด้วยการจัดตั้งศาลปกครอง พิจารณาคดีเพื่อจะแยกคดีออกไปเป็นแผนก ๆ อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าท่านจะได้ ไม่ได้พิจารณารวม เพราะฉะนั้นศาลนั้นเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน เพราะฉะนั้นศาลนั้น เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ก็อยากจะฝากให้คณะองค์ผู้พิพากษา ผมคงไม่มีบารมี ที่จะไปพูดบอกว่าศาลต้องทําอย่างนั้น ต้องทําอย่างนี้ แต่เพียงอยากจะฝากท่านให้ท่านได้ พิจารณาคดีเป็นอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่อยากให้ชาวบ้านประชาชนได้โจษขานว่าศาลอยู่ ใต้อํานาจผู้บริหารประเทศ อยากจะให้ท่านเป็นตัวของตัวเอง เป็นองค์กรอิสระจริง ๆ เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ไม่อยากให้เขาว่าศาลไม่ยุติธรรม เป็น ๒ มาตรฐานดังที่เขาพูดกัน เพราะฉะนั้นอันนี้ผมเองก็เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน ก็จะมาพูดในสภาแค่นั้น เพื่ออยากจะให้ท่านประธานซึ่งเป็นประมุขของสภาแห่งนี้ฝากไปถึงท่านคณะตุลาการ เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานจริง ๆ ที่ได้ให้โอกาสผมมาระบายที่ พี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนแล้วก็ได้พูดกับผมไปในทางที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นในวันนี้ก็อยาก จะฝากคณะตุลาการทุกท่าน แล้วก็ฝากท่านประธานซึ่งเป็นประมุขได้นําคําพูดของผมนั้น ไปยังคณะตุลาการให้ทําหน้าที่โดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ได้พิจารณาเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชน ให้ประเทศชาติจงเจริญรุ่งเรืองต่อไปนะครับ ก็ขอขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับเราอภิปรายกันมาเป็นเวลาพอสมควรนะครับ ประเด็นก็ค่อนข้างจะ ครอบคลุมหมดแล้ว ผมจะให้คุณวิเชียร ขาวขํา เป็นคนสุดท้ายนะครับ แล้วเดี๋ยวเราจะ ปิดอภิปราย จะให้ท่านตุลาการศาลปกครองสูงสุดท่านตอบชี้แจงนะครับ เชิญคุณวิเชียร ขาวขําครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิเชียร ขาวขํา จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย อยากกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ สัก ๒-๓ นาทีว่าการรับร่าง พ.ร.บ. ในวันนี้ ทาง ส.ส. ฝ่ายค้านและรัฐบาลก็คงไม่ขัดข้องอะไร แต่ว่าสิ่งที่อยากสะท้อนให้เห็นในภาวะวิกฤติศรัทธาในสถาบันต่าง ๆ ให้หลาย ๆ ท่านในวันนี้ รับทราบนิดหนึ่ง จากผลการวิจัยในหลาย ๆ องค์กรที่ทํา แล้วก็มีนักวิชาการหลายคน แม้กระทั่งพระสงฆ์ได้ทําการวิจัยด้วยตัวของท่านเองโดยใช้วิธีการใช้สามเณรวิจัยก็ดี แต่ไม่มี เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ปัจจุบันนี้องค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไว้แล้วก็ศรัทธา เชื่อมั่นมากที่สุดก็คือองค์กรศาล เดิมทีเดียวไม่มีศาลปกครอง ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้ ศาลบางศาล ผู้พิพากษาบางท่านทําให้สถาบันนั้นเสื่อมถอยลงมาก จะเห็นจากอรรถคดี หลาย ๆ คดีที่ผ่านการพิจารณา ซึ่งต่อสาธารณะรับทราบดีอยู่แล้ว ณ ปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ศาลปกครอง ณ วันนี้ยังคงมีความคาดหมาย คาดหวัง และเชื่อมั่นจากประชาชนอยู่ อันนี้กราบเรียนท่านเลยว่าวันนี้ศาลปกครองเรียกว่าอาจจะเป็นศาลสุดท้ายที่ประชาชน ยังเชื่อมั่นอยู่นะครับ แล้วศาลอื่น ๆ นั้นผมจะบอกว่าเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นนั้นก็กราบเรียนว่า ท่านคงทราบดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะผ่านสื่อต่าง ๆ ผ่านเว็บไซต์ (Web site) หรือผลการวิจัยต่าง ๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้นก็ขอให้คงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อท่านไว้ นี่คือความหวังดีจริง ๆ นะครับ ปัจจุบันนี้ถ้าท่านจะลองดูก็ได้ ลองออกไปทําวิจัยก็ได้ ความเชื่อมั่นประชาชนต่อ สถาบันศาลมีมากน้อยเพียงใด เทียบกับสมัยก่อน ๆ มา ซึ่งเราอายุปูนนี้แล้ว ผมมีเพื่อนเป็น ผู้พิพากษาหลายคน เป็นอัยการจังหวัดหลายคน และเคยมีเพื่อนเป็นอัยการสูงสุด เป็นเพื่อน รุ่นพี่ ท่านพชร ยุติธรรมดํารง เมื่อก่อนกินนอนไปด้วยกัน อันนี้เรามีความเชื่อมั่นต่อองค์กร ศาลต่าง ๆ อยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ไม่อยากให้ประชาชนเสื่อมถอยลงไปมาก ขอฝากทาง ศาลปกครองด้วย เรายังคงมีความเชื่อมั่นในตัวทางศาลท่านอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นฝากแค่นี้ เองครับ ขอบคุณครับ
ขอเชิญผู้แทนทางศาลปกครองครับ เชิญท่านวรวิทย์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ผู้แทนศาลปกครอง ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ กรุณาให้ความคิดเห็น ให้ข้อสังเกตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อสังเกตในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ทางเลือกโดยใช้วิธีการไกล่เกลี่ยคู่กรณี หรือข้อสังเกตในเรื่องการเพิ่มศาลปกครอง ในชั้นอุทธรณ์ เป็นต้น ข้อสังเกตที่ท่านสมาชิกทั้งหลายให้ข้อสังเกตตรงกันก็คือว่า การพิจารณาคดีของศาลปกครองล่าช้า ซึ่งในส่วนนี้ศาลปกครองก็ตระหนักเป็นอย่างดี ผู้บริหารของศาลได้พยายามทุกวิถีทางที่จะให้มีการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว ก็ขอกราบเรียนว่า ศาลปกครองเปิดทําการมา ๙ ปี ขึ้นปีที่ ๑๐ การคัดเลือกตุลาการศาลปกครอง ไม่ว่าในศาลปกครองชั้นต้นก็ดีหรือในศาลปกครองสูงสุดก็ดีเพื่อให้เป็นไปตาม กรอบอัตรากําลังที่กําหนดไว้ ก็ยังไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ตามกรอบอัตรากําลัง เนื่องจากว่ากระบวนการคัดเลือกตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ใช้เวลาแต่ละครั้งจบสิ้นกระบวนการใช้เวลาถึง ๘ เดือนต่อการคัดเลือก ๑ ครั้ง เพราะฉะนั้น ขอเรียนว่าในศาลปกครองชั้นต้นนั้นได้มีการคัดเลือกมาแล้ว ๗ ครั้ง คงได้ตุลาการ เพียง ๑๙๔ ท่าน จากกรอบอัตรากําลังที่มี ๓๙๔ อัตรา เฉลี่ยคัดเลือกได้ครั้งหนึ่งประมาณ ๒๕-๒๖ ท่านต่อครั้ง ส่วนในศาลปกครองสูงสุดอัตรากําลังมีทั้งหมด ๓๙ อัตรากําลัง มีการคัดเลือก มาแล้ว ๕ ครั้ง ได้ตุลาการปัจจุบัน ๑๙ ท่านด้วยกัน เฉลี่ยครั้งหนึ่งได้ประมาณ ๓-๔ ท่าน จะเห็นได้ว่าการที่จะทําให้คดีพิจารณาอย่างรวดเร็วโดยใช้วิธีคัดเลือกตุลาการจํานวนมากนั้น ก็อาจจะได้ตุลาการที่ขาดคุณภาพ ไม่มีความรู้ความสามารถ เพราะฉะนั้นในปัญหานี้ผู้บริหาร จึงต้องแก้ปัญหาโดยขอแก้กฎหมายโดยการขอเพิ่มหน่วยงานหรือแผนกในศาลปกครองชั้นต้น หรือในศาลปกครองสูงสุดเพื่อสร้างความเชี่ยวชาญให้กับตุลาการ เมื่อตุลาการมีความ เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ยกตัวอย่างเช่นแผนกคดีที่ดินหรือแผนกบริหารงานบุคคล เมื่อมีคดี ประเภทนี้ฟ้องเข้ามาตุลาการสามารถมองภาพออก แล้วก็สามารถที่จะตัดสินคดีได้ อย่างรวดเร็ว กระผมเชื่อว่าถ้าหากว่ามีการตั้งแผนกขึ้นในศาลปกครองจะทําให้การพิจารณา คดีรวดเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งก็จะเกิดประโยชน์กับประชาชนโดยทั่วไป ส่วนข้อสังเกตอื่น ๆ ของท่านสมาชิกที่ได้กรุณาอภิปรายและให้ข้อสังเกตนั้น กระผมก็ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็จะนําไปใช้ในชั้นกรรมาธิการต่อไป ซึ่งกระผมได้จดข้อสังเกตทั้งหมดไว้แล้ว ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เราอภิปรายมาเป็นเวลาพอสมควรแล้วนะครับ ผมเห็นควรปิดการอภิปรายครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านวรวิทย์ กังศศิเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและคณะทั้ง ๕ ท่านนะครับ ซึ่งท่านก็จะมาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญของเราด้วย วันนี้เราได้พิจารณามาเป็นเวลา พอสมควรครับ พอขอเลื่อนการลงมติไปไว้ในครั้งต่อไป ปิดประชุมครับ ขอบคุณทุกท่านครับ