ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายล้มละลาย โดยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่คณะกรรมาธิการทำ โดยอ้างว่าแก้ไขดังกล่าวจะทำให้กฎหมายไม่ใช้บังคับได้ และไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านและเมือง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม จังหวะแรกที่กระผมขึ้นมา ซักถามนั้นก็คงจะเป็นเพียงข้อสงสัยและข้อท้วงติงที่กระผมท้วงติงไปยังคณะกรรมาธิการ แต่เมื่อฟังคําตอบแล้ว กระผมจําเป็นจะต้องอธิบายความทั้งหมด ทั้งในลักษณะของ ข้อเท็จจริงและตรรกะในการที่จะเขียนกฎหมาย ท่านประธานครับ คําว่า บุคคลล้มละลาย คําว่า ล้มละลาย ท่านประธานก็คงเคยได้ยิน เพราะคนอย่างผมไม่ใช่ว่าพูดเพื่อตัวเอง เพราะคนอย่างผมไม่มีวันล้มละลาย เพราะผมเป็นคนระมัดระวัง ทั้งการใช้จ่าย ทั้งการลงทุน และทั้งการค้ําประกัน ผมไม่มีวันล้มละลาย ผมต้องยืนยันก่อน เมื่อการล้มละลายเป็นปัญหา กับสังคม เขาก็มีการแก้ไขกฎหมายล้มละลายในประมวลกฎหมายแพ่งขึ้นมา เขาจึงกําหนด ระยะเวลาการพ้นการล้มละลายไว้ที่ ๓ ปี เพราะว่าการล้มละลายทําให้บุคคลไม่สามารถที่จะ ลงทุน มันกระทบกระเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เขาจึงหาเวลาว่า ๔ ปี ๕ ปี ๖ ปี หรือ ๒ ปี ๓ ปี เป็นเวลาที่เหมาะสม นั่นคือตรรกะในการแก้ไขกฎหมายล้มละลาย แต่การที่ท่านมาเขียนในกฎหมายดังกล่าว ท่านบอกว่าความเข้มงวด ไม่ใช่ความเข้มงวดนะครับ อย่างนี้เขาไม่เรียกความเข้มงวด ผมต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการ เขาไม่ใช่เรียก ความเข้มงวด แต่เป็น ความเข้มข้น ถ้าผมพูดถึง ความเข้มข้น ท่านมาแก้ไขในมาตรา ๑๔ ใน (๒) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย ก็แปลความว่า เป็น ก็เข้าไม่ได้ กระผมไม่ติดใจ แต่คําว่า เคยเป็นบุคคลล้มละลาย หมายความว่า นาย ก เป็นบุคคล ล้มละลาย หมายความว่า นาย ก นั้นจะเป็นกรรมการตรงนี้ไม่ได้ตลอดชีวิต กระผม ตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าหากนาย ก เป็นคนมีความรู้ความสามารถ เราต้องการเอานาย ก นี้ มาแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นหรือที่จะเป็นไป เรากีดกันเขาเสียแล้วนี่ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องหลับตาดู คําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการกับข้อเท็จจริงที่ ท่านแก้ไข ใน (๔) ไม่ใช่ผมไม่เห็น ผมเห็น เพียงแต่ผมแหย่เป็นคําถามว่า ท่านเข้มตรงนี้แล้ว ท่านไปปล่อยตรงนั้นทําไม ผมอธิบายความต่อไปอีกครับว่า ใน (๔) ที่เขียนไว้ว่า เป็นหรือเคย เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเว้นแต่จะพ้น จากตําแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ท่านบอก ๑ ปี ไม่ได้หมายความว่า เป็นเครื่องชี้วัดว่า คนนั้นจะมีคราบไคลของความเป็นนักการเมืองหรือพรรคการเมืองหรือไม่ ใช่ครับ ในมาตรการบังคับใช้ในกฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายอาญาก็ตาม กฎหมายแพ่งก็ตาม เขาก็จะ กําหนดเงื่อนเวลาที่เหมาะสมในการที่จะบังคับใช้แต่ละเรื่อง ๆ ที่มีความเหมาะสม แต่ตรงนี้ ท่านไปปลด แปลความว่า เช้านี้ผมลาออกจากพรรคการเมือง ผมลาออกจากตําแหน่ง แล้วตอนบ่ายผมไปดํารงตําแหน่งกรรมการได้กระนั้นหรือ หรือท่านแก้ไขตรงนี้ไว้รองรับใคร เป็นข้อกล่าวหาที่ผมชวนจะสงสัย ท่านประธานครับ ในมาตรานี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน เห็นจะยอมกันไม่ได้ มาตรฐาน เขาคิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ก่อนที่จะเป็นมาตรา ๒๐๒ (๒) ของรัฐธรรมนูญ เขาคิดกันทั่วบ้าน ทั่วเมืองดูผิวเผินจะบังคับแต่เฉพาะ ส.ส. เท่านั้นก็ไม่ใช่ ท่านประธานครับ บังคับผมบังคับ ท่านประธานด้วย แล้วบังคับ ส.ว. บังคับคณะรัฐมนตรีด้วย เขาผูกโยงมาจนหมด จนกระทั่ง องค์กรอิสระ แล้วองค์กรเหล่านั้นมีความสําคัญมากกว่ากองทุนที่ท่านกรรมาธิการ กําลังพิจารณากระนั้นหรือ ความเข้มข้นถึงจะขนาดเรียกว่าเอาเป็นเอาตายกันขนาดนี้ ผมไม่มีโอกาสหรอกครับที่จะไปเป็นกรรมการตรงนั้น แต่หมายความว่าโดยองค์รวม โดยตรรกะ โดยสภาพบังคับ ออกกฎหมายมันจะต้อง ๑. เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ต่อบ้าน ต่อเมือง ๒. ใช้บังคับได้ ถ้าท่านเขียนอย่างนี้ บังคับใช้ไม่ได้ ท่านหย่อนในมาตรา ๑๔ (๔) ลงไป ตามปกติผมจะไม่ท้วงติง ถือว่าท่านอาจจะมีความจําเป็นที่จะต้องทําอะไรต่อมิอะไร เป็นการยืดหยุ่นกันไปกระมัง แต่ผมมองในแง่ดีครับท่านแก้ไขหลายที่ ผมถูกใจผมไม่พูด แต่ตรงนี้ผมต้องพูด ผมต้องติดใจ เพราะท่านหย่อนตรงนี้แล้วใน (๔) ท่านไปเข้มใน (๒) แล้วจะเป็น กฎหมายที่ใช้บังคับไม่ได้และมันไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านต่อเมืองซึ่งกระผมต้องรับผิดชอบอยู่ กระผมจะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าไม่ทบทวนแล้ว โดยตรรกะ โดยเหตุผลแล้ว กระผม จะยอมไม่ได้ ก็ต้องถึงขั้นลงมติต่อไปครับท่านประธาน