สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการพิจารณาคดีในศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาคดีที่มีความซับซ้อนและความเดือดร้อนของประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการดำเนินการของศาลปัจจุบัน โดยเฉพาะศาลปกครอง และเรียกร้องการความรวดเร็วในการพิจารณาคดี และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกระทรวงต่าง ๆ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ยโสธร

เมื่อกี้นี้มีเพื่อนสมาชิกได้มาบอกผม บอกว่า พอท่านประธานบอกว่าจะกําหนด ๑๐ นาที บางท่านก็น้อยใจท่านประธาน ทําท่าว่า จะไม่อภิปรายแล้ว แต่ผมก็พยายามจะรวบรวมประเด็นที่ท่านเหล่านั้นจะพูดให้ครอบคลุมถึง นะครับ ท่านประธานครับ ตามร่างบันทึกหลักการและเหตุผลที่สมาชิกบางท่านได้พูด ไปแล้วว่าวัตถุประสงค์ หลักของการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตามหลักการที่ได้ นําเสนอมาทั้ง ๓ ข้อ ผมคิดว่าข้อที่เป็นเรื่องหลักเลยในคําอธิบายที่ทางศาลได้ชี้แจงมา ก็คือข้อ ๒ ครับ การต้องการเพิ่มการจัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นขึ้น ในศาลปกครองสูงสุดหรือศาลปกครองชั้นต้น และกําหนดผู้รับผิดชอบงานของแผนกดังกล่าวนั้น ฉะนั้นพอไปแก้ในมาตราที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๕ มาตรา ๖ ก็ล้วนแต่นําไปสู่จุดนี้ นะครับ ก็คือในมาตรา ๕ ต้องการเพิ่มตําแหน่งตุลาการขึ้น ก็คือ (๕) นั่นเอง คือตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ศป. กําหนด ทํานองเดียวกันในศาลปกครอง ชั้นต้น ก็คือ (๕) ตุลาการศาลปกครองชั้นต้นที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ศป. จะประกาศ กําหนด ทีนี้จะมีจํานวนเท่าไรก็แล้วแต่ตามที่ ก.ศป. จะกําหนดต่อไปนะครับ วัตถุประสงค์ ท่านก็พูดไว้ชัดเจนว่าเนื่องจากปัจจุบันนี้คดีที่ไปขึ้นศาลมันเยอะมาก ก็น่าเห็นใจนะครับ หลายครั้งที่พอคดีไปสู่ศาล ผมเองก็ติดตามดูเหตุการณ์อยู่ว่าเป็นคดีใหม่มาก เป็นคดี ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมากนะครับ ผมก็ยังห่วงอยู่เหมือนกันว่า ความเชี่ยวชาญของศาลจะทันกับเหตุการณ์เหล่านี้ไหม และศาลเองจะตามความก้าวหน้า ของเทคโนโลยีต่าง ๆ ทันไหม แต่ว่าที่สุดนะครับผมก็เชื่อว่าศาลก็ต้องตัดสินตามกฎหมาย ที่มีอยู่ ทําไปอย่างอื่นไม่ได้ อันนี้คือหลักที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนะครับ ฉะนั้นขณะนี้เมื่อมันมี ท่านก็บอกว่าปัจจุบันนี้มีกฎหมายเพิ่มมากขึ้นที่กําหนดให้หน้าที่ของศาลจะต้องไปพิจารณา เรื่องเหล่านี้นะครับ ความเดือดร้อนของประชาชนก็มากขึ้น ถ้าท่านประธานติดตามดูข่าวนะครับ คิดอะไรไม่ออกจะไปฟ้องศาลไว้ก่อนแล้ว ทั้งที่รู้ว่า ฟ้องไม่ได้ แต่เขาก็ฟ้องไป เพราะต้องการใช้สิทธิไปอย่างนั้น มีตุลาการบางท่านที่เคยคุย กับผมว่าเมื่อคดีมันไปสู่ศาลมาก ๆ ความจริงถ้าทางศาลกับรัฐบาลทํางานกันนะครับ คดีมันจะลด ทําไมลดครับ คือผู้ฟ้องก็ฟ้องไปแล้ว รู้ว่าฟ้องอย่างไรศาลเคยวินิจฉัยทํานอง เดียวกันอย่างนี้ไว้เยอะ มีบรรทัดฐานไว้แล้ว ฟ้องทําไมละครับ ก็เขาให้ฟ้องก็เลยฟ้อง มันเป็น เสียอย่างนี้ ก็เลยทําให้เสียเวลากับศาลมาก ผมก็เคยคิด เคยพูดเล่น ๆ กับทางฝ่ายบริหาร กับรัฐมนตรีบางท่านบอกว่าบางกระทรวงที่เจ้าหน้าที่ฟ้อง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าฟ้องไปมันตัดสิน อย่างนี้แล้ว มันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ พิจารณาเอาเรื่องเขาหน่อยได้ไหม แต่ครั้นพอไปดูแล้ว เขาก็บอกว่าเขาฟ้องตามสิทธิ ก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าทั้งฝ่ายบริหารกับฝ่ายศาล อาจจะต้องทํางานร่วมกันมากขึ้นเพื่อจะลดจํานวนคดีลงโดยที่ไม่จําเป็นจะต้องไปทําอะไร มากมายขึ้นกันในศาล แต่เอาเถอะครับ เมื่อไหน ๆ ท่านก็เสนอมาแล้วในร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า เนื่องจากปริมาณคดีมันมากขึ้น แล้วจะต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วนให้ทันต่อการแก้ไขเยียวยา ความเดือดร้อนของประชาชนนะครับ แล้วก็มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น มีปัญหากฎหมาย มากขึ้น จําเป็นจะต้องจัดตั้งแผนกขึ้นมา ผมก็ลองดูว่าท่านจะตั้งแผนกไหน ท่านลองดู ตามประเภทของคดีที่ไปสู่ศาลตามที่มีการศึกษากันมา เช่น คดีที่มาก ๆ คดีการบริหาร งานบุคคลนี่ฟ้องกันเยอะมากครับ ผมอยู่กระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานครับ ผมยังเคย บอกบรรดาครูเลยว่าไม่ฟ้องได้ไหม คุยกับฝ่ายบริหารเขาได้ไหม ฟ้องไปแล้วมันก็แค่นี้ สุดท้ายกว่าศาลจะตัดสินก็เสียเวลามาก แล้วทําให้การบริหารงานมันหยุดชะงัก การเวนคืน ก็มากขึ้น เรื่องพัสดุ ที่ดิน สาธารณสมบัติ การปกครอง คือเรื่องเหล่านี้ถ้าเราไปจัดตั้งเป็น แผนกขึ้นมา จะเรียกว่า แผนกการบริหารงานบุคคล หรือ แผนกคดีเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ แล้วแต่นะครับ เป็นการยกตัวอย่างขึ้นมานะครับ มันจะช่วยแก้ไขเยียวยาปัญหาเรื่องเหล่านี้ไหม พูดง่าย ๆ คือว่าท่านต้องการสร้างความเชี่ยวชาญให้ขึ้นกับศาล แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมเอง ก็มีคําถามเหมือนกันว่า จําเป็นหรือเปล่า จําเป็นไหม ท่านก็คงต้องว่า จําเป็น ไม่อย่างนั้นคง ไม่เสนอมา ผมก็คิดว่าถ้ามันจําเป็นนะครับ มันจําเป็นขนาดไหน อันที่ ๑ บอกว่าคดีตัดสิน ล่าช้ามาก เมื่อกี้นี้ก็มีเพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าที่จริงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ท่าน ตั้งศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ได้ ถ้าคดีมันเยอะไปสู่ศาลสูง ทําไมไม่ลองพิจารณาตั้งศาล ปกครองชั้นอุทธรณ์ขึ้นมาเพื่อจะแบ่งเบาภาระคดีที่จะไปสู่ศาลสูงสุด แล้วก็กําหนดประเภท ที่จะไปสู่ศาลสูงสุดนั้นจะได้ลดลง มันก็ช่วยลดคดีตรงนั้น คือตั้งศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ขึ้นมา ยังไม่ทําครับ วันนี้ดูเหมือนว่าพอไปจากศาลชั้นต้นขึ้นได้ให้ร้องไปยังศาลปกครองสูงสุด ซึ่งก็ไปกันหมด ก็เลยทําให้คดีมันมากขึ้น นี่ประเด็นที่ ๑ ที่อยากฝากไว้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญ เปิดช่องไว้แล้วท่านก็ยังไม่ได้ทํา ช่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ถ้าดูจํานวนตุลาการที่เสนอ กันมานี้นะครับ เท่าที่เป็นตามอัตราที่ทางข้อมูลที่มีการเสนอมาต่อสมาชิกนะครับ ณ วันที่ ๒๕ มกราคม ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดครับมีกรอบอยู่ ๓๙ ว่างอยู่ ๒๐ ทําไม ไม่บรรจุละครับ หรือว่ามันหายาก ท่านบอกว่ามันหายากจริง ๆ เพราะว่าไปกําหนด กรอบคุณสมบัติไว้สูงเกินไปหรือเปล่า ที่จริงเอาตามกฎหมายมันน่าจะหาได้ แต่ก่อนผมก็ดีใจ ที่เห็นบรรดาข้าราชการที่เกษียณอายุหลาย ๆ นะครับ หรือจะเกษียณไปสมัครคัดเลือก เข้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด หลายท่านก็บอกผมว่าเตรียมตัวสอบจะเป็นตุลาการศาล ปกครองสอบหลายครั้งแล้วยังไม่ได้สักที ประเด็นเรื่องนี้ผมก็เคยพูดแม้ในชั้นศาลยุติธรรม นะครับท่านประธานว่าตําแหน่งมันว่างเยอะ ทําไมท่านไม่สอบละครับ ท่านก็บอกว่า สอบแล้วก็สอบตก ผมถามว่าออกข้อสอบอย่างไรละ ก็ได้ยินคําตอบว่าคนออกข้อสอบนี่ ออกไปแล้วยังไม่รู้จะตอบอย่างไร ผมบอกอย่างนั้นมันบ้าแล้ว ในโลกของความเป็นจริง มันไม่มีหรอกครับ ที่จริงน่าจะพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของคนเป็นหลัก ส่วนความรู้ ความสามารถมันสามารถที่จะเทรน (Train) หรือฝึกกันขึ้นมาได้นะครับ ลองดูนะครับ นี่ประเด็นที่ ๑ ผมก็ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างนี้ ในศาลชั้นต้นครับท่านประธาน มีกรอบ ๓๔๖ ครอบครองอยู่ ๑๔๙ ยังว่างอีก ๑๕๒ ลูกศิษย์ผมหลายคนกําลังสอน ผมกําลังสอนอยู่ หลายคนครับ จบมาแล้วก็เยอะ หลายคนพอไปสอบได้ก็ดีใจโทรมาบอกผมบอกว่าสอบเป็น ตุลาการได้แล้ว ผมก็ดีใจ หลายท่านวันนี้ก็ไปเจอก็เรียกเป็นท่านไปแล้ว ก็ด้วยความยินดี นี่คือยังมีตําแหน่งกรอบว่างอยู่ จะเพิ่มตรงนี้ก็น่าจะไปช่วยเรื่องการทํางานของศาลได้ วัตถุประสงค์หลักของเรื่องนี้ท่านต้องการตั้งแผนก เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญให้เกิดขึ้นมาได้ ผมก็เลยมาดู คิดว่าแล้วมันจําเป็นหรือครับ ผมก็ย้อนกลับมาดูเรื่องการตั้งองค์คณะ ทราบว่า ขณะนี้มียู่ในศาลปกครองชั้นต้นประมาณ ๒๖ องค์คณะ ศาลสูงผมไม่แน่ใจว่า กี่องค์คณะ แต่พอไปดูเรื่องการตั้งองค์คณะ ท่านบอกว่าอย่างไรครับ ในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ ของตุลาการศาลปกครองสูงสุดนะครับ ก็บอกให้มีองค์คณะ และจะกําหนดให้องค์คณะใด เป็นองค์คณะที่มีความเชี่ยวชาญในคดีประเภทใด และรับผิดชอบคดีที่มันเกิด ณ ที่ใดก็ได้ ก็นี่อย่างไร องค์คณะท่านก็มีแล้วที่จะสร้างความเชี่ยวชาญได้ จําเป็นหรือครับจะต้องไปเอา หลาย ๆ องค์คณะอย่างที่ท่านบรรยายมาเพื่อจะสร้างความเชี่ยวชาญขึ้น มันสร้าง ความเชี่ยวชาญขึ้น ผมคิดว่าไม่จําเป็น ตุลาการคงไม่มีตุลาการที่เชี่ยวชาญเฉพาะ คดีเรื่องสิ่งแวดล้อม คดีการว่างงาน คงไม่ใช่ เพราะมันหลาย ๆ คดีอยู่ แต่ว่าเมื่อท่านตัดสิน ไปเรื่อย ๆ นะครับ ตั้งองค์คณะที่มีความเชี่ยวชาญขึ้นมาแล้ว องค์คณะนั้นก็น่าจะมี ความเชี่ยวชาญขึ้นไปในตัวขององค์คณะเอง ในศาลปกครองชั้นต้นก็เช่นเดียวกันนะครับ ก็มีองค์คณะ ส่วนองค์คณะใดที่มีความเชี่ยวชาญคดีประเภทใด ก็นี่อย่างไร ก็ท่านกําหนด ไว้แล้วในระเบียบว่าด้วยองค์คณะของศาลนี่แหละ ผมก็ต้องถามว่าจําเป็นหรือครับที่จะต้อง ไปแก้ไขกฎหมายเพื่อจะให้ตั้งแผนกขึ้นมาอีกในศาลปกครองสูงสุดหรือศาลปกครองชั้นต้น แต่ถ้าจําเป็นจริง ๆ นะครับ ในระเบียบของท่านบอกว่าถ้าจําเป็นจริง ๆ จะให้มีองค์คณะ พิเศษก็ยังได้ แต่ตอนที่พิจารณาคดีเรื่องมาบตาพุดผมก็ติดตามด้วยความเป็นห่วงเหมือนกัน ที่ห่วงคือห่วงศาลครับ ห่วงว่าความรู้ความเข้าใจมันจะทันกับโลกที่มันพัฒนาไปไหม ถ้าท่าน ลองตั้งองค์คณะพิเศษขึ้นมา เอาท่านที่มีประสบการณ์มาก ๆ แล้วก็มีคนอื่นช่วยให้ข้อมูล มาก ๆ ก็น่าจะตัดสินได้ เพราะว่าท่านตัดสินตามกฎหมาย ไม่ได้ตามความเชี่ยวชาญ เฉพาะเรื่องของตุลาการคนใดคนหนึ่ง เรายึดกฎหมายเป็นหลัก นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียน ในเบื้องต้น ผมก็คิดว่าถ้าตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในขณะนี้ ตามกระบวนการที่ทําอยู่ในขณะนี้ ผมยังไม่เห็นมีความจําเป็นเลยที่จะต้องไปจัดตั้งแผนกขึ้นมา ในศาลยุติธรรมเราเคยมี แผนกคดีเยาวชน เวลานี้ก็แยกขึ้นเป็นศาลครอบครัวและคดีเยาวชนออกไปแล้ว เพื่อพิจารณาคดีโดยเฉพาะ แต่นี่คือเรื่องของคดีปกครอง หรือท่านพยายามบอกว่าขณะนี้ แนวโน้มของคดีมันมากขึ้น ผมก็บอกว่าก็แก้สิครับ ด้วยการเพิ่มตุลาการ แล้วก็องค์คณะนี่ ผมเชื่อว่าแต่ละองค์คณะที่ท่านทําอยู่ขณะนี้ท่านก็คงทําไปเพื่อความชํานาญ ความเชี่ยวชาญ ขององค์คณะท่านอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าถามความเห็นผมนะครับว่าจําเป็นไหม ก็โดย กฎหมายที่เป็นอยู่ โดยความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในขณะนี้ผมยังไม่เห็นความจําเป็นที่จะต้อง ไปจัดตั้งแผนกขึ้นทั้งในศาลปกครองสูงสุดและในศาลปกครองชั้นต้นได้อธิบาย แต่ผมก็ได้ให้ เหตุผลไปแล้วนะครับว่าจะแก้ไขเรื่องเหล่านี้อย่างไร ท่านประธานครับถ้าอย่างนั้นก็ถามต่อ แล้วท่านเสนอมาอย่างไร เพื่ออะไร ก็แน่นอนว่าเอาตามลายลักษณ์อักษรที่ท่านเสนอมา ท่านก็พูดไว้ชัดเจนว่าอยากจะให้มีแผนกที่เชี่ยวชาญขึ้นมาโดยเฉพาะ แล้วก็อาจจะเอา องค์คณะ ๓-๔ องค์คณะขึ้นมารวมกันจัดตั้งเป็นแผนกขึ้นมาเพื่อจะสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะ พูดไปมันก็ดูดีนะ แต่ท่านบอกว่าทั้งหมดนี้ไม่กระทบกระเทือนงบประมาณ ไม่กระเทือนองค์คณะหรอก จํานวนตุลาการก็ไม่เพิ่มมากขึ้นเพราะเป็นคนเดิม เงินเท่าเดิม แต่ว่าพอดูตัวกฎหมายจริง ๆ นะครับ ทั้งหมดที่ท่านจะตั้งขึ้นมาจะให้มีตําแหน่งเทียบเท่า ตําแหน่งใด ท่านก็บอกอยู่ที่ ก.ศป. จะไปกําหนด ตําแหน่งที่จะเพิ่มขึ้นใน (๕) ทั้ง ๒ ข้อนะครับ ว่าตุลาการพิเศษที่ท่านตั้งขึ้นมาจะเทียบเท่ากับใคร ตําแหน่งใด ก็อยู่ที่ ก.ศป. จะไปกําหนด อาจจะเท่ากับรองประธานสูงสุดก็ได้ ตุลาการสูงสุด ก็ได้ อยู่ที่ท่านจะไปเทียบ ถ้าเทียบเท่ากับตําแหน่งรองประธานมันอาจจะตามมาด้วย ค่าตอบแทนไหม เงินประจําตําแหน่งเปลี่ยนแปลงไปไหม อาจจะไม่มาก แต่ว่าจะบอกว่า ไม่กระทบกระเทือนเลยคงจะไม่ใช่ มันก็มีอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ นี่ผมก็อยากตั้งข้อสังเกต ขึ้นมาอย่างนี้นะครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นในความเห็นผมนี่ ผมคิดว่ายังไม่น่าจะถึง ความจําเป็นที่จะต้องถึงขนาดจะต้องจัดตั้งแผนกขึ้นมาด้วยภาวะของการดําเนิน อยู่ในปัจจุบันนี้ท่านสามารถทําได้อยู่แล้ว องค์คณะที่ท่านตั้งขึ้นมาท่านก็บอกตั้งขึ้นมา ด้วยความเชี่ยวชาญซึ่งก็มีอยู่แล้ว และเท่าที่มีการตัดสินคดีนะครับ ที่ผมติดตามดู คดีนี้ไปองค์คณะนี้ คดีนี้ไปองค์คณะนี้ ผมก็รู้ว่าถ้าไปองค์คณะแต่ละคณะก็คือองค์คณะ ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นอยู่แล้ว ประธานศาลปกครองสูงสุดคงไม่ส่งไปคณะไหนก็ได้ คงไม่ใช่ บางคดีไปคณะตรงไหนผมก็รู้ พอรู้ ไปคณะนี้ รู้แล้วว่าเป็นเรื่ององค์คณะที่มีความเชี่ยวชาญ คดีกลุ่มนี้ ๆ นั่นละคือองค์คณะ ยิ่งตัดสินไป ๆ ความเชี่ยวชาญของท่านก็มีขึ้น ไม่จําเป็น จะต้องไปจัดตั้งเป็นแผนกขึ้นมาเลย ผมก็เลยสรุปเอาง่าย ๆ ว่าถ้าอย่างนั้นจัดตั้งแผนกขึ้นมา ทําอะไร หาตําแหน่งอย่างไรครับ ก็มีตําแหน่งเพิ่ม อย่างน้อยก็จะมีตําแหน่ง (๕) ที่เรียกว่า ตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่น หรือตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ที่เรียกชื่ออย่างอื่น ตามที่ ก.ศป. จะกําหนด ก็คือหาตําแหน่งให้พวกตนเอง ง่าย ๆ นะครับ ผลจะออกเป็นอย่างนั้น พอเป็นอย่างนี้แล้วความเชี่ยวชาญมันเกิดขึ้นทันทีไหม ยังครับ ผมเชื่อว่าในที่สุดคือถ้าเอาองค์คณะแต่ละองค์คณะที่ท่านมีอยู่ ๕ ท่านในศาลปกครองสูงสุด หรือ ๓ ท่านในศาลปกครองชั้นต้น ทําไปเรื่อย ๆ ความเชี่ยวชาญ ความชํานาญมันก็จะ เกิดขึ้น ยังไม่จําเป็นจะต้องไปถึงขั้นจะต้องจัดตั้งเป็นแผนกขึ้นมาเลย อันนี้คือข้อสังเกตที่ผม อยากจะเรียนความเห็นต่อท่านประธานไปนะครับ

ท่านประธานครับ ในเรื่องการดําเนินการของศาลปัจจุบันนี้ ในช่วงหลังนี้ เนื่องจากมันมีปัญหาหลาย ๆ เรื่องที่ประดังกันเข้ามา แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นศาลไหนก็จะคง ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น แน่นอนศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกครองนี้ดูเหมือนจะเป็นเป้าของ การถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะเวลาคดีพวกเหล่านี้มันไปเกี่ยวข้องกับ การเมือง เกี่ยวกับสังคม และหลายครั้งการตัดสินพิจารณาคดีมันอาจจะมีทัศนะของตุลาการ แทรกเข้ามาอยู่ด้วย มันก็ไม่แปลกที่จะไปถูกวิพากษ์วิจารณ์หลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่ ผมเองติดตามดูด้วยความเป็นห่วง ผมคิดว่าเรื่องที่เราอยากจะเห็นการดําเนินพิจารณาคดี เป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ชอบธรรม ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนก็ปรารถนากันอยู่แล้ว มีบางคดี ท่านประธานครับ อย่างคดีที่ศาลเคยตัดสินไปแล้ว ผมจําตําแหน่งไม่ได้อยู่ที่กระทรวงการคลัง นี่ก็บอกว่ามีการแต่งตั้งโดยมิชอบ กว่าท่านจะตัดสินท่านเหล่านั้นที่เคยเป็นรองอธิบดี จะไปเป็นอธิบดี ไปเป็นรองปลัดไปหมดแล้ว แล้วอยู่ดี ๆ ศาลมาตัดสินวันนี้บอกว่าที่ตั้งมา เมื่อ ๔ ปีที่แล้วไม่ชอบ แล้วจะกลับสู่ที่เดิมอย่างไรละครับ มันก็เสียหายกันเยอะ ยากมาก คดีอย่างนี้ทําไมศาลปกครองไม่รีบตัดสิน โดยเฉพาะคดีเรื่องการบริหารบุคคลซึ่งจะต้องมี ความรวดเร็ว กระทรวงศึกษาธิการเอาอีกแล้ว จัดตั้ง ผอ. เขตมัธยม ท่านที่ไม่ได้ถูกเสนอชื่อ ไม่ได้เป็นก็จะยื่นฟ้องอีกแล้ว พอยื่นฟ้องกระทรวงศึกษาธิการที่จะเดินหน้าบริหารต่อไป มันก็ยุ่งยากเกิดขึ้นมาอีก นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนมาบอกว่าที่จริงปัญหาพวกเหล่านี้มันแก้ได้ หลายทางอยู่ แต่ว่าวิธีแก้โดยอยู่ดี ๆ ท่านก็บอกว่าขอจัดตั้งเป็นแผนกขึ้นมา ผมถึงเห็น โดยส่วนตัวนะครับ จึงไม่เห็นความจําเป็นจะต้องเร่งดําเนินการทําอยู่ในขณะนี้ ท่านใช้ องค์คณะที่ท่านที่มีอยู่ฝึกความเชี่ยวชาญต่อไป เดินหน้ากันต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง แล้วถึง คราวจําเป็นถ้ามีคดีประเภทที่จําเป็นจะต้องตั้งเป็นแผนกขึ้นมาจริง ๆ ค่อยมาพิจารณากันอีกที ผมก็คิดว่าอย่างนั้นนะครับ

ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมได้เรียนท่านประธานไปว่าการดําเนินการของ ฝ่ายตุลาการในช่วงหลัง ๆ นี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมาก แน่นอนละครับ ศาลรัฐธรรมนูญอันดับหนึ่ง ศาลปกครองก็รองลงมา ส่วนศาลยุติธรรมนั้นเนื่องจากเป็นคดีแพ่ง คดีอาญาเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนก็ไม่ค่อยจะวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จุดที่ผมเรียนกับท่านประธานและท่านสมาชิกไป บอกว่าศาลทั้ง ๒ ศาลนี้ช่วงหลังนี้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ถูกดึงหรือถูกอะไรลงมา ให้เกี่ยวข้องกับเรื่องคดีทางการเมืองมากขึ้น แล้วก็เมื่อศาลตัดสินไปแล้ว ถูกใจ ไม่ถูกใจ สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้น ขณะเดียวกันการดําเนินการภายในของศาลเองก็อาจจะส่อ ให้เกิดปัญหาให้ผู้คนเขาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างนั้นด้วยเช่นเดียวกัน ผมยกตัวอย่างครับ ท่านประธาน คือผมเข้าใจว่าการตั้งอันนี้ขึ้นมา ผมอาจจะผิดก็ได้ แต่ผมคิดว่าท่านอยากจะหา ตําแหน่งให้กับพวก ให้กับตัวเองให้มากขึ้น บังเอิญผมก็ไปดู ด้วยข่าวนะครับ เมื่อไม่นานนี้ ท่านจัดงานปีใหม่ ท่านอดีตประธานศาลสูงสุดท่านก็ไปร่วมด้วย ก็ติดตามข่าวไปติดตาม ข่าวมาผมก็ได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นมาบอกว่ามันมีระเบียบที่ท่านออกมานะครับ ระเบียบ คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายปกครองของศาลปกครองว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญและผู้ชํานาญการ สํานักงานศาลปกครอง ปี ๒๕๔๒ แก้ไขเมื่อปี ๒๕๕๒ ผมก็มาพลิกดูระเบียบนี้ ก็เลยต้อง เรียนผ่านท่านประธานและผู้ที่มาชี้แจงนะครับ ผมดูแล้วผมก็มีข้อสงสัย ทําให้ผมคิดว่า ที่อยากตั้งเป็นแผนกขึ้นมานี้ก็อยากจะหาตําแหน่งให้ตัวเองเพิ่มมากขึ้น โดยที่ความจําเป็น ในขณะนั้นอาจจะยังไม่มี ผมก็เลยยกตัวอย่างนะครับ ระเบียบคณะกรรมการพนักงาน ฝ่ายศาลปกครองว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญ