สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง โดยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสารบัญญัติและข้อกําหนดตุลาการ รวมถึงเงินเดือน เงินค่าตอบแทน และเรียกร้องให้ศาลปกครองแก้ไขปรับปรุง โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการกำหนดจำนวนตุลาการศาลปกครองให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งระหว่างอำนาจหน้าที่ของประธานศาลปกครองสูงสุดและคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ขอบคุณ ท่านประธานที่อนุญาตให้ผมได้อภิปรายหรือพูดจาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับที่ ทางศาลปกครองได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เข้าสู่สภาเพื่อให้สภาได้พิจารณาในชั้นรับหลักการว่าจะ เห็นชอบหรือจะให้รับหลักการกับร่างพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ท่านประธานครับ ผมได้ ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด ๗ มาตรา เป็นการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติเดิมเมื่อปี ๒๕๔๒ เป็นพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมดูหลักการ ดูสารบัญญัตินะครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ดูเหตุผล ที่ทางศาลปกครองได้เสนอมานี้ ยินดีครับที่จะให้การสนับสนุนให้กฎหมายฉบับนี้ได้รับ หลักการและผ่านเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่หนึ่งและวาระที่สามต่อไป แต่ประเด็นหนึ่งที่ผม มีข้อสังเกตนะครับ ที่ต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานผ่านไปยังทางศาลปกครองนะครับ เรื่องสารบัญญัติเองผมไม่ติดใจครับ เพราะว่าท่านมีความประสงค์ที่จะกําหนดแผนก หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองชั้นสูงสุดขึ้นมา เมื่อมีการกําหนดแผนกหรือหน่วยงานแล้วก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ ก็คือมีตุลาการนะครับ มีตุลาการซึ่งจะไปทําหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่ท่านจะกําหนด หรือหัวหน้าแผนกในแต่ละชั้น ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองชั้นสูงสุด นะครับ ก็กําหนดในกฎหมายฉบับนี้ เมื่อมีการกําหนดตุลาการขึ้นมาก็พูดถึงเรื่องของ เงินเดือน เงินค่าตอบแทน ก็สอดคล้องกันไป แต่ประเด็นที่ผมมีข้อสงสัย มีข้อสังเกต มีข้อซักถามนะครับ

เรื่องที่ ๑ ในหลักการ ท่านมีหลักการอยู่ ๓ ข้อ ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ผมไม่ได้ ติดใจครับ เพราะว่าค่อนข้างตรงกับสารบัญญัติ ตัวบทบัญญัติที่ท่านเขียนรองรับเอาไว้ แต่หลักการข้อที่ ๑ นะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะเรียนอ่าน ใน (๑) แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองดังนี้ (๑) แก้ไขเรื่อง การกําหนดจํานวนตุลาการศาลปกครอง ขีดเส้นใต้นะครับ จํานวนตุลาการศาลปกครอง ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านก็วงเล็บตัวมาตรา คือแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๗ เดิมนะครับ กฎหมายเดิม ผมก็มาดูรัฐธรรมนูญในส่วนของศาลปกครอง ตั้งแต่มาตรา ๒๒๓ ไปจนถึงมาตรา ๒๒๗ ที่ว่าด้วยศาลปกครอง ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๒๔ นี้ วรรคท้าย ตุลาการศาลปกครองในชั้นศาลใด ซึ่งในปี ๒๕๔๒ มีเฉพาะ ศาลปกครองชั้นต้นแล้วก็ศาลปกครองชั้นสูงสุดนะครับ จะมีจํานวนเท่าใดให้เป็นไปตามที่ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองกําหนด ก็คือเป็นไปตาม ก.ศป. เป็นผู้กําหนดให้อํานาจ ตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ผมก็มาดูหลักการที่ท่านเขียนนี้ แก้ไขเรื่องการกําหนดจํานวน ตุลาการศาลปกครอง ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมก็ดูตัวบท ไม่มีบทบัญญัติใด ๆ นะครับที่บอกเกี่ยวกับเรื่องจํานวนศาลปกครอง มาตรา ๑๒ เอง หรือมาตรา ๗ เองนะครับ มาตรา ๗ ที่ท่านแก้ไขในมาตรา ๓ ในมาตรา ๓ ของร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เพิ่มเติมข้อความ ต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา ๗ เดิมนะครับ ศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชั้นต้นอาจแบ่งเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และจะให้มี อํานาจในคดีประเภทใดหรือคดีในท้องที่ใดซึ่งอยู่ในเขตอํานาจของแต่ละศาลนั้นแยกต่างหาก โดยเฉพาะก็ได้ โดยออกเป็นประกาศประธานศาลปกครองสูงสุด นี่คือมาตรา ๗ ครับ เป็น เรื่องของกําหนดแผนกหรือกําหนดหน่วยงาน แล้วก็กําหนดอํานาจหน้าที่ แล้วก็ประกาศของ ท่านประธานศาลปกครองสูงสุด และประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ถือบังคับใช้ได้ มาตรา ๗/๑ ก็เช่นเดียวกันครับ ในกรณีที่มีการจัดตั้งแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ขึ้นในศาลปกครองสูงสุดหรือศาลปกครองชั้นต้นใด ให้มีตุลาการหัวหน้าแผนกหรือตุลาการ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้น แผนกหรือหน่วยงานละหนึ่งคน อันนี้ก็เขียนไว้ เพื่อรองรับสําหรับหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อรับผิดชอบงานของแผนกหรือหน่วยงาน ดังกล่าว ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ศป. คือคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง เป็นผู้กําหนด นี่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในมาตรา ๕ แก้ไขมาตรา ๑๒ ที่ท่านอ้างถึงในหลักการข้อที่ ๑ แล้วก็มาตรา ๖ แก้ไข มาตรา ๑๗ นะครับ ผมก็พยายามตรวจสอบว่าเป็นเรื่องของจํานวนไหม ที่เขียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๒ เดิมนะครับ มาตรา ๕ ใหม่ ในศาลปกครองสูงสุดให้มีตําแหน่ง ตุลาการศาลปกครองดังต่อไปนี้ เดิมเข้าใจว่าในปี ๒๕๔๒ ครับ (๑.) มีประธานศาลปกครอง สูงสุด (๒.) มีรองประธานศาลปกครองสูงสุด (๓.) มีตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด แล้วก็ (๔.) มีตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีแค่นี้ ฉบับนี้เติมเข้ามาใน (๕.) ให้มีตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ศป. ประกาศกําหนด ก็คือเพิ่มตัวตุลาการ ขึ้นมา ก็เป็นตําแหน่ง เพราะว่าบรรทัดแรกสุดในมาตรา ๑๒ ท่านให้มีตําแหน่ง เช่นกันกับ มาตรา ๖ แก้ไขมาตรา ๑๗ ก็ให้มีตําแหน่งตุลาการศาลปกครองในชั้นต้นคล้ายกับชั้นสูงสุด ก็ให้ ก.ศป. เป็นผู้กําหนดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะว่าการกําหนดตําแหน่ง การกําหนดจะแต่งตั้ง จะถอดถอน หรือจะยกเลิกก็เป็นไปตามที่ ก.ศป. ประกาศกําหนด เป็นอํานาจของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ผมก็มาดูหลักการที่ท่านเขียนนี้ ผมก็เลย มีคําถามว่าทําไมท่านถึงเขียนหลักการว่า ให้มีจํานวนศาลปกครองแก้ไขเรื่องกําหนดจํานวน ตุลาการศาลปกครองให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นี่เป็นคําถามนะครับ ผมเอง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ดูหลักการแล้วก็ตัวบทบัญญัติสารบัญญัติ มันไม่สอดรับกัน ในหลักการข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ไม่ได้มีปัญหาใด ๆ ก็มีสารบัญญัติที่รองรับ กันอยู่ตรงนั้น

ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องของอํานาจหน้าที่ระหว่างประธาน ศาลปกครองสูงสุดกับคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ในการกําหนดแผนก กําหนด หน่วยงานเข้าไปอยู่ในศาลปกครอง ไม่ว่าจะเป็นชั้นสูงสุดหรือชั้นต้นนะครับ ท่านให้เป็น อํานาจของประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ประกาศ ออกประกาศ แล้วประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาก็ถือว่าบังคับใช้ได้ แต่ขณะที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในเรื่องของ อํานาจหน้าที่ของประธานศาลปกครองสูงสุดผมก็พยายามที่จะดูนะครับ ที่เขียนชัดเจนที่สุด ก็คือ ๑. เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง เป็นอันดับที่ ๑ อํานาจหน้าที่ ก็จะเป็นของตุลาการศาลปกครองไป มีเรื่องของธุรการ ในมาตรา ๒๒๗ รัฐธรรมนูญนะครับ เป็นผู้บังคับบัญชาหรือเขาใช้คําว่า ให้สํานักงานเลขาธิการศาลปกครอง โดยมีเลขาธิการ ขึ้นตรงต่อประธานศาลปกครอง ซึ่งสํานักงานเขามีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล ตามมาตรา ๒๒๗ คําถามผมนะครับ ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี่เขียนเกี่ยวกับเรื่อง การเลื่อนตําแหน่ง การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตําแหน่ง แม้กระทั่งเรื่องของเงินเดือน การกําหนดเรื่องของรายได้ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนว่าต้องได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ ผมก็เลยมีข้อสงสัยระหว่าง อํานาจหน้าที่ ระหว่างประธานศาลปกครองสูงสุดกับคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือ ก.ศป. ที่ท่านเขียนอย่างนี้มันเป็นไปตามกฎหมายเดิมหรือว่าสอดรับกันหรือไม่ อย่าลืม นะครับว่าการที่จะมีตุลาการศาลปกครองที่จะเป็นหัวหน้าแผนกหรือหัวหน้าหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ศป. เป็นผู้กําหนด จะต้องเป็นไปตามแผนกหรือหน่วยงาน ที่กําหนดในกฎหมาย แต่การกําหนดในกฎหมายเรากําลังเขียนกฎหมายให้เป็นอํานาจของ ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้กําหนด ผมใช้คําภาษาเรียกทั่วไปต้องขออนุญาต ท่านประธานครับ ที่เรามักจะเรียกว่า แบลงค์ เช็ค (Blank check) เขียนเช็คเปล่าไว้ให้ แล้วแต่ท่านไปใส่เอาก็แล้วกัน ต้องขออภัยที่ใช้คําพูดอย่างนี้ ผมเองไม่ได้คิดจะไปกล่าวหา อะไรท่านนะครับ แต่ว่าลักษณะการเขียนกฎหมายแบบนี้คือการเขียนกฎหมายจาก ฝ่ายนิติบัญญัติที่จะมอบให้ผู้ปฏิบัตินําสู่การปฏิบัติด้วยตนเอง ไปกําหนด จะเอาเท่าไร จํานวนเท่าไร แผนกอะไร ชื่ออะไร ซึ่งท่านก็อ้างว่ามันมีความพิเศษ มีความจําเพาะ ผมเห็นด้วย โดยเฉพาะคดีเรื่องของ การฟ้องร้องระหว่างการแต่งตั้ง การโยกย้าย การเข้าสู่ตําแหน่งเยอะมากครับ โดยเฉพาะ ยุคปัจจุบันนี้ครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ผู้อํานวยการโรงเรียนอาชีวศึกษา ๑๙ ตําแหน่ง ๙ ตําแหน่งครับร้องศาลปกครองอยู่ ถ้าท่านไม่มีหน่วยงานที่รองรับ การบริหารงานของรัฐนี้เอง มีปัญหามีความลําบากแน่นอน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับในเรื่องของเหตุผล กระผมก็ถามท่าน ประธานผ่านไปยังศาลปกครองนะครับว่า การที่จะดูเรื่องอํานาจหน้าที่ระหว่าง ก.ศป. กับ ประธานศาลปกครองลักษณะอย่างนี้เชื่อมโยง หรือขัด หรือแย้งกันหรือไม่ ผมเอง กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ในชั้นของกรรมาธิการอยากจะฝากพิจารณาว่า จํานวน การเข้าสู่ตําแหน่งของตุลาการเป็นอํานาจของ ก.ศป. เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย เพราะฉะนั้น กฎหมายก็ต้องบัญญัติให้สอดรับรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเวลาจะมีหน่วยงานขึ้นมาซึ่งเสมือนเป็นแม่ ก่อนจะมีลูก ลูก ก.ศป. เป็นผู้กําหนดนะครับ คนนี้ไปทําหัวหน้าแผนก คนนี้เป็นหัวหน้า หน่วยงาน ก.ศป. เป็นผู้กําหนด แต่ว่าที่อยู่นี่กับให้ประธานศาลปกครองซึ่งเป็นหนึ่งใน ก.ศป. เท่านั้นเอง ฝากประเด็นที่ ๒ นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๓ วรรคท้ายสุด ให้มีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้นและจะมี ศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ด้วยก็ได้ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่มีประโยคคําว่า ศาลปกครองชั้นอุทธรณ์ ท่านก็บัญญัติกฎหมายให้มีศาลปกครองชั้นต้น ศาลปกครองชั้นสูงสุดตามกฎหมาย ปี ๒๕๔๒ แต่ทีนี้พอรัฐธรรมนูญเปิดผมขอกราบเรียน ถามท่านประธานผ่านไปยังทางศาลปกครองว่า ไฉนท่านไม่ใช้โอกาสจังหวะนี้ทําศาลปกครอง ชั้นอุทธรณ์ออกมา เพื่อที่จะลดงาน เพื่อจะกรองงาน รัฐธรรมนูญเขียนครับ ไม่แปลกครับ ถ้าท่านจะเอาคํากฎหมายแก้เข้ามาตรงนี้ จะเพิ่มเติมมาตราใดระหว่างที่จะอยู่ตรงกลางตรงนี้ ระหว่างมาตรา ๕ กับมาตรา ๖ ผมก็ไม่เห็นแปลก ผมก็คิดว่าสภาแห่งนี้ไม่น่าจะขัดข้อง เพราะก็สอดรับกับรัฐธรรมนูญ เพราะท่านอ้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ พอตราเป็นกฎหมาย พวกนี้ออกมาก็มีศาลปกครองชั้นสูงสุด ซึ่งสอดรับกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมก็เรียนถามว่า ทําไมท่านไม่คิดที่จะทําเรื่องนี้ หรือว่ามีปัญหาอุปสรรคใด ๆ

เรื่องต่อไปครับที่ผมตั้งข้อสังเกต ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เขียนมา ในสารบัญญัติตรงมาตรา ๗ วรรคสุดท้าย เรื่องของการเลื่อนขั้นเงินเดือนและเงินประจํา ตําแหน่งท่านเขียนมาด้วยตัวบทเลยว่าให้ได้รับเงินเดือน การเลื่อนขั้นเงินเดือนและ เงินประจําตําแหน่ง รวมทั้งประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นไปตามตําแหน่งนั้น ความหมายผม จะถามว่า จําเป็นต้องผ่าน ก.ศป. หรือไม่นะครับ จําเป็นหรือไม่ เพราะว่าในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญกําหนดว่าเป็นอํานาจหน้าที่ของ ก.ศป. แล้วถ้าสอดรับกับกฎหมายเดิมผมเอง ไม่ได้ติดใจ แต่ว่าทักท้วงไว้ โดยดูบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นแนว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองไม่ได้ขัดหรือแย้งที่จะให้ความเห็นชอบกับเรื่องร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยินดีให้การสนับสนุนครับ แต่ฝากข้อสังเกต ๔ ประเด็นที่ผมได้ฝากไว้ เพื่อจะได้พิจารณา ในชั้นของกรรมาธิการ เพื่อจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับทางศาลปกครองให้พี่น้องประชาชน และหน่วยงานของรัฐครับ กราบขอบคุณครับ