สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 147(3) ของรัฐธรรมนูญ โดยมีใจความว่า การแก้ไขมาตรา 7(ค) ที่เพิ่มคำว่า "แหล่งน้ำ" อาจทำให้กรมชลประทานและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจควบคุมแหล่งน้ำมากเกินไป และอาจนำไปสู่การควบคุมและเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกร

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ มหาสารคม

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ว่าเรากําลังทําหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ (๓) การที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาไปแก้ไข เพิ่มเติมมา ก็อาจจะเป็นเหรียญ ๒ หน้า ที่เราอาจจะมองทั้งในแง่ดีและแง่เสีย ตามที่ ท่านสมาชิกที่อภิปรายจบลงเมื่อกี้นี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแง่ดี ท่านฟังแง่เสียทางนี้บ้างสิครับว่า ในการแก้ไขมาตรา ๗ ใน (ค) การดําเนินการจัดหาแหล่งน้ํา เติมคําว่า แหล่งน้ํา เข้าไปนั้น เป็นภารกิจที่กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรควรทําหรือไม่ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ภารกิจอันนี้เป็นภารกิจที่กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เขาเป็นคนทํา และมีคนรับผิดชอบในเรื่องแหล่งน้ําค่อนข้างจะมากมาย ท่านประธาน ถ้ามองอย่างผิวเผิน ท่านประธานจะเห็นว่าช่วยกันในการพัฒนาแหล่งน้ํา ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามองในแง่มุมที่ร้ายว่า กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป็นการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งกองทุน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่มีปัญหา ถ้ามีปัญหานี่ แก้ไขปัญหาเยียวยาอย่างตรงไปตรงมาก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าบังเอิญ กองทุนนั้นเติบโตขึ้นมา มีคนจะเล่นแร่แปรธาตุว่าเอาละครับ กองทุนนี้สามารถไปลงทุน สร้างแหล่งน้ําได้ เลือกที่รักมักที่ชัง ฉันชอบฉันก็ให้ ฉันไม่ชอบฉันก็ไม่ให้ ตามอํานาจหน้าที่ ที่พึงมีอยู่ ถ้าอ่านทุกถ้อยกระทงความตั้งแต่มาตรา ๗ ลงไปว่าไม่ใช่เป็นการเสนอโครงการ เขียนว่า กิจการตามโครงการที่จะจ่ายเงินกองทุน แปลว่า จ่ายเงินได้ในกรณี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ หรือ (ก) (ข) (ค) อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานก็ต้องหลับตานึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ เป็นส่วนรวม คือมองในแง่ดีอย่างเดียวก็ไม่ได้ ท่านประธานครับ ท่านประธานตามผมไปที่ มาตรา ๑๔ ท่านจะได้กลิ่นอะไรตุ ๆ ขึ้นมา บางสิ่งบางอย่างในการแก้ไขเพิ่มเติมทั้งวรรคสอง และวรรคสาม วรรคสองถ้ามันจําเป็นต้องเติมคําว่า คุณสมบัติ เขาจะไม่เติมตรงนั้นหรอกครับ ท่านประธานครับ ท่านอ่านกฎหมายอื่นหรือการอ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญเขาจะเขียนว่า คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการ เพราะหลักเกณฑ์และวิธีการมันเป็นของควบคู่กับ หลักเกณฑ์วิธีการ เราบัญญัติในกฎหมายอื่น หรือแม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ ในหลายมาตรา หลายที่ เขาจะเขียนคุณสมบัติก่อนล่วงหน้า ทําไมละครับ มาเขียนแยกแยะ ตรงนี้ไว้ ดูเหมือนจะรอบคอบ นอกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นผู้พิจารณาแล้ว จะต้องให้ ครม. เห็นชอบ ผมเห็นด้วยในการที่จะเพิ่มขั้นตอนในการที่ จะให้เกิดความรอบคอบ แต่การเขียนคุณสมบัติไว้มันจําเป็นหรือไม่ เมื่อมีคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ มันเขียนไว้รองรับใครละครับ ท่านประธานครับ มันล้อจากวรรคสอง แล้วไปวรรคสาม ท่านประธานจะสังเกตเห็นในวรรคสามเริ่มต้นที่ต้นวรรคว่า การออก ระเบียบตามวรรคสองให้คํานึงถึงผู้แทนองค์กรเกษตรกรและเกษตรกร โดยกระจายตาม ภูมิภาคและสาขาอาชีพ นั่นคือร่างเดิม เขียนใหม่ ตัดคําว่า และสาขาอาชีพ ออก และ ออก จะอ่านว่า สาขาอาชีพ และการมีส่วนร่วมของชายและหญิง ถ้าเว้นไปไว้แค่นี้กระผมก็ไม่ติดใจ เพราะมันต้นวรรคว่าให้คํานึงถึงการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมขององค์กร ของภาคเอกชนต่าง ๆ เพราะเป็นการคํานึงถึง การคํานึงถึง จะมีหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่เหตุผล นั่นคือการคํานึงถึง แต่เขียนต่อไปครับท่านประธาน ผูกมัดไว้ท่านจะเห็นครับ ทั้งนี้ ให้มีผู้แทนเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านการประมง อย่างน้อยด้านละหนึ่งคน ท่านประธานเห็นไหมครับ การขัดกันในวรรคเดียวกัน เริ่มที่ต้นวรรคสามบอกให้คํานึงถึง แต่ท้ายวรรคมีสภาพบังคับเป็น การเจาะจงจะต้องมีด้านพืชอย่างน้อย ๑ คน ด้านสัตว์อย่างน้อย ๑ คน และด้านประมง อย่างน้อย ๑ คน ผมเองผมเห็นครับ และผมรู้ กระผมเคยได้กลิ่นทํานองนี้มาค่อนข้างจะมาก ผมเคยอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อมีตั้งกรรมการชุดต่าง ๆ กลุ่มทุนจะเข้ามา แทรกแซงทันที นี่แหละคือวิบากกรรมที่กระผมได้รับ เพราะว่ากลุ่มทุนนี่อยู่ตรงข้ามกับผม มาตลอด เพราะผมไม่ทําตามคําชี้แนะ หรือคําขอ หรือคําสั่งใด ๆ จากกลุ่มทุน กระผมจะเจอ วิบากกรรมในสนามเลือกตั้งเป็นประจํา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๔ นี้เป็นการกําหนด องค์ประกอบของคณะกรรมการ องค์ประกอบต่าง ๆ พอรับได้ตามวรรคหนึ่ง แต่พอมาเขียน วรรคสอง และวรรคสามพ่วงเข้าไปแล้วมันทําให้รับไม่ได้เด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดก็รับไม่ได้ มันจะตกไปหรือจะเดินต่อไป จะนําขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา ๑๕๐ หรือไม่ หรือจะ ตั้งกรรมาธิการร่วมกันสุดแล้วแต่ แต่ผมจะต้องสะท้อนภาพข้อเท็จจริงให้เห็นกันชัดเจนว่า ในวรรคสอง วรรคสาม มันล้อกันเป็นขบวนการนํามาซึ่งคน ๓ คน อย่างน้อยคือ กลุ่มทุนด้านพืช กลุ่มทุนด้านสัตว์ กลุ่มทุนด้านประมง จะเข้ามาอย่างน้อย กลุ่มละ ๑ คน แล้วเป็นใครพอมองเห็นหน้าเห็นตากันได้ อย่างนี้ละครับกรรมการที่จะมาใช้ เงินกองทุนมาพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกร ท่านประธานครับ ท่านประธานกรุณาโปรด สงสารคนยากคนจน เกษตรกรผู้ยากไร้เถอะครับ ระดับรากหญ้าเขาไม่มีโอกาสในการที่จะมา พูดในสิ่งเหล่านี้ แต่ในฐานะที่พวกเราเป็นตัวแทนในการที่จะสะท้อนภาพ กําหนดทิศทาง กําหนดความยุติธรรม กําหนดสิทธิประโยชน์ให้กับชาวบ้าน กระผมคิดว่าพวกเราจําเป็นครับ ท่านประธาน