ผ่องศรี ธาราภูมิ พูดเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และระบุว่าแก้ไขเพื่อให้กฎหมายมีความชัดเจนและเป็นประโยชน์มากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน ได้ตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรที่วุฒิสภาแก้ไขในฐานะที่เคยเป็น กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาก่อนด้วยนะคะ ดิฉันได้ตรวจสอบ สิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขแล้วทั้งหมดนะคะ ในส่วนแรกดิฉันเห็นว่าสิ่งที่วุฒิสมาชิกได้แก้ไขนั้น ได้ทําให้กฎหมายมีความชัดเจน แล้วก็เป็นประโยชน์มากขึ้น ดิฉันคิดว่าไม่เป็นอุปสรรค ต่อการบริหารงานของกองทุน ยกตัวอย่างมาตรา ๗ ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ที่บอกว่า วุฒิสภาได้เพิ่มเติมใน (ค) เรื่องการจัดหาแหล่งน้ํานั้น ถ้าเราได้อ่านตอนต้น มาตรา ๗ นั้นเขียนว่า กิจการตามโครงการที่จะใช้จ่ายเงินจากกองทุน ได้แก่กิจการดังต่อไปนี้ อันนี้หมายความว่าโครงการที่จะเสนอเข้ามาขอใช้เงินจากกองทุน จะใช้จ่าย ไม่ได้ หมายความว่าจะต้องได้รับการสนับสนุน ก็คือช่องทางการเสนอขอโครงการเข้ามานั้น จากของเดิมก่อนกฎหมายแก้ไขนั้นจะเฉพาะหน่วยงานของรัฐอย่างเดียว เมื่อกลับเข้ามา สู่สภาตอนชั้นพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเราได้เพิ่มช่องทางคือเปิดโอกาสให้องค์กรเกษตรกร ได้เสนอโครงการได้ด้วย แล้วก็จะระบุไว้ในมาตรา ๗ ว่าเป็นโครงการประเภทใดบ้าง ซึ่งของเดิมก็จะมีหลากหลายตามที่ปรากฏ แต่ว่าในเรื่องของการจัดหาที่ดินให้แก่เกษตรกร เข้าทํากินนั้นก็ผ่านความเห็นชอบของสภาไปแล้ว แล้ววุฒิสภาไปเพิ่มเรื่องของการจัดหา แหล่งน้ํา ที่ดินทํากินพวกเราพูดกันเสมอว่าเกษตรกรถ้าไม่มีน้ําก็ทํากินไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร ก็มีสิทธิที่จะเสนอโครงการเข้ามา แต่ว่ากองทุนจะให้หรือไม่นั้นก็มีหลักเกณฑ์การพิจารณา นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนที่วุฒิสภา แก้ไขเพิ่มเติมอีก ในมาตรา ๗ (๔) การดําเนินกิจการที่จําเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกัน วุฒิสภาเพิ่มคําว่า ป้องกันและขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายต่อเกษตรกร ดิฉันคิดว่าก็ทําให้ เกิดความชัดเจนขึ้น เพราะว่าเดิมทีมีแต่เพื่อแก้ไขปัญหา ขจัดภัย แต่ว่าไม่ได้มีเรื่องของ การป้องกัน ดังนั้นก็จึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ นอกจากนั้นแล้วในองค์ประกอบของ คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรตามมาตรา ๑๔ นั้น ดิฉันก็เห็นว่าการที่เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จาก ๘ คนเป็น ๑๐ คนก็น่าจะทําให้สัดส่วนของตัวแทนเกษตรกรได้มีมากขึ้น ซึ่งก็น่าจะ เป็นประโยชน์นะคะ นอกจากนั้นดิฉันยิ่งขอบพระคุณทางวุฒิสภาในส่วนของที่ได้เพิ่มเรื่อง ของการมีส่วนร่วมของชายและหญิง เพราะว่าจากข้อมูลเกษตรกรทั่วประเทศได้สํารวจแล้ว เกษตรกรที่เป็นชายและเป็นหญิงค่ะ เกษตรกรที่เป็นหญิงมีมากกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ํา เพราะว่า แรงงานที่อยู่ในภาคที่ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวสวน ชาวนานั้น ก็มีตัวแทนเกษตรกรที่เป็นหญิง และชายเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าได้มีการระบุไว้ก็จะทําให้ตัวแทนของเกษตรกรที่เป็น ผู้หญิงได้มีโอกาสเข้ามาด้วย นอกจากนั้นแล้วการที่ได้ระบุว่า ให้มีผู้แทนเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ และการประมง ก็ไม่ได้ขัดกับหลักการของกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา อย่างใด เพราะว่าเมื่อไปดูในหมวดคํานิยามนะคะ คํานิยาม คําว่า เกษตรกรรม หมายถึง การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และการประมง อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่คิดว่าไม่ขัดกันนะคะ นอกจากนั้นแล้วในส่วนที่ให้เพิ่มในเรื่องของการที่หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ ที่กําหนดว่า ในการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กําหนด ของเดิมมีเท่านี้นะคะ แต่ว่าทางวุฒิสภาให้ไปเพิ่มความเข้มข้นอีก เลยบอกว่า รัฐมนตรีกําหนดอย่างเดียวไม่ได้ ให้โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีนั้นก็ทําให้เกิด การรัดกุมมากขึ้นว่า ถ้าหากเป็นห่วงว่ารัฐมนตรีจะไปเลือกปฏิบัติ หรือว่าไปพิจารณา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะทําให้มีการกลั่นกรองมากขึ้น สําหรับประเด็นที่เพิ่มเรื่อง คุณสมบัติ ดิฉันก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาอุปสรรคในการทํางานนะคะ นอกจากนั้นดิฉันยังได้ดู ในมาตราอื่น ๆ ที่ทางวุฒิสภาแก้ไข ดิฉันก็ดูว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการทําหน้าที่ ของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จึงคิดว่าเพื่อให้กองทุนนี้ได้ขับเคลื่อนต่อ เป็นประโยชน์กับ พี่น้องเกษตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรน่าจะได้ให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ ได้มีผลบังคับใช้ต่อไปได้นะคะ ส่วนประเด็นที่หลายท่านอภิปรายนั้น ดิฉันคิดว่าสมาชิก วุฒิสภาไม่ได้มีการแก้ไข ถึงเราไปตั้งกรรมาธิการร่วมกันก็ไม่สามารถไปแก้ไขได้อย่างใด ดิฉันจึงเห็นว่าควรจะได้ลงมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขค่ะ