รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๕/๒๕๖๐
วันอังคารที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ ตึกรัฐสภา
ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุม จำนวน ๑๐๕ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิด การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
วาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (๒๗ วาระ) ๔๒ เรื่อง ในปี ๒๕๖๐ และในช่วงปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ๓๒ เรื่อง
ตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศร่วมกับรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ท่านสุวิทย์ เมษินทรีย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหาร ราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ได้พิจารณาวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ที่เสนอโดย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในปี ๒๕๖๐ มี ๒๗ วาระ ประกอบด้วยประเด็นย่อย จำนวน ๔๒ เรื่อง และในช่วงปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ครอบคลุม ๒๗ วาระ ประกอบด้วย ประเด็นย่อย ๓๒ เรื่อง เพื่อเสนอวาระการปฏิรูปดังกล่าวให้ ป.ย.ป. พิจารณาดำเนินการ ขับเคลื่อนต่อไปนั้น
บัดนี้ คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศได้พิจารณาเห็นชอบวาระ การปฏิรูปประเทศที่สำคัญและเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี ๒๕๖๐ จำนวน ๔๒ เรื่อง และในช่วงปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ จำนวน ๓๒ เรื่อง โดยที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เสนอรายละเอียดไปนั้น ปรากฏรายละเอียดวาระการปฏิรูปดังที่ได้แจกสมาชิกแล้วนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งคือ ขอเชิญสมาชิกเข้าร่วมสัมมนารับฟังความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปรามปรามการทุจริต พ.ศ. ....
ด้วยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดจัดโครงการสัมมนา เรื่อง “การรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ....” ในวันพุธที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๘.๐๐-๑๖.๓๐ นาฬิกา ณ ห้องคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ จึงขอเรียนเชิญสมาชิกเข้าร่วมสัมมนา ตามกำหนดวัน เวลาดังกล่าว และขอความร่วมมือ ตอบแบบประเด็นรับฟังความคิดเห็นด้วย รายละเอียดปรากฏอยู่ในเอกสารที่แจกให้สมาชิก แล้วนะครับ
เรื่องต่อไปที่จะแจ้งให้ทราบคือเรื่องที่ไม่ปรากฏในระเบียบวาระเช่นกันคือ
- รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ด้วยในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๕/๒๕๖๐ วันพฤหัสบดีที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติ ให้นำสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย ครั้งที่ ๔/๒๕๖๐ และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แจ้งให้สมาชิกทุกท่าน ได้รับทราบ
และในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๖/๒๕๖๐ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติ ให้นำสรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ แจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบด้วยนั้น รายละเอียดปรากฏ ตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว ขอแจ้งให้ ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
- รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๕๔/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๕๕/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๕๖/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๕๗/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
ซึ่งได้วางสำเนารายงานการประชุมทั้ง ๔ ครั้งดังกล่าวไว้ เพื่อให้ท่านสมาชิก ตรวจดูแล้ว บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง ดังนี้ สำหรับ ๒ ครั้งแรก ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดู เมื่อวันพุธที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ส่วน ๒ ครั้งหลังได้วางไว้ ให้ท่านสมาชิกตรวจดู เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่
- พิจารณาแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญ และเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” จำนวน ๓ วาระ
๑. การเงินฐานราก
๒. วิสาหกิจเพื่อสังคม
๓. ธนาคารที่ดิน
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
สำหรับรายชื่อผู้นำเสนอและชี้แจง แนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญ และเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” จำนวน ๓ วาระ ๑. การเงินฐานราก ๒. วิสาหกิจเพื่อสังคม ๓. ธนาคารที่ดิน ได้แก่ ๑. ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ๒. ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเงิน การคลัง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมการกฤษฎีกา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตอธิบดีกรมสรรพสามิต ๓. ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษากรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจกระแสใหม่ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๔. ท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล เลขานุการคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ท่านเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอเรียนเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประเทศไทยมีกับดักที่สำคัญอยู่ ๓ กับดัก คือ กับดักรายได้ ปานกลาง ซึ่งหมายถึงว่าประเทศไทยจะต้องหาทางก้าวให้พ้นจากการเป็นประเทศ รายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือประเทศพัฒนาแล้ว กับดักที่ ๒ คือกับดัก ความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามกับดักนี้ เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีความ เสมอภาคทางโอกาสด้านเศรษฐกิจและสังคม กับดักสุดท้าย คือกับดักการก้าวข้ามไปสู่ ประเทศที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี
ในวันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล จะได้กล่าวถึงแนวทางการก้าวข้ามกับดักความเหลื่อมล้ำ โดยจะกล่าวถึงเครื่องมือ พัฒนาฐานราก ๓ เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องสถาบันการเงินชุมชน เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม และเรื่องธนาคารที่ดิน ปัจจุบันปรากฏว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนในระดับฐานรากยังมีเรื่องที่จะต้อง พัฒนาอยู่มาก แม้ว่าโดยทั่วไปจะมองเห็นว่าคนส่วนใหญ่ทั้งฐานะดีและฐานะไม่ดี สามารถที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เป็นอย่างดี เพราะมีสถาบันการเงินมากมาย ทั้งสถาบัน การเงินเอกชน สถาบันการเงินของรัฐ แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีประชาชนอีกประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์หรือ ๑๑ ล้านคนที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้คน ในระดับฐานรากไม่ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ทางแก้เรื่องนี้ก็คือว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ ระดับชุมชนมีสถาบันการเงิน เป็นระดับชุมชนที่สถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน พาณิชย์ หรือสถาบันการเงินของรัฐเข้าไปไม่ถึง ปัจจุบันมีสถาบันการเงินชุมชนเช่นนี้ อยู่จำนวนหนึ่งแล้ว กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่สถาบันการเงินเหล่านี้ยังไม่มีสถานะ ตามกฎหมาย การดำเนินการต่าง ๆ ยังดำเนินการโดยตัวบุคคลที่เป็นคณะกรรมการ การมีร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชนเพื่อให้สถาบันการเงินชุมชนเหล่านี้ มีสถานะตามกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น ซึ่งในเรื่องนี้ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ จะได้เป็น ผู้นำเสนอถึงแนวทางในการปฏิรูปต่อไป
ปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาทางสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหา เรื่องความยากจน เรื่องการศึกษา เรื่องสาธารณสุข เรื่องสิทธิต่าง ๆ ทั้งในทางกฎหมาย ทางการเมือง และสิทธิอื่น ๆ ที่ยังขาดความเสมอภาคทางโอกาส ที่ผ่านมาหน้าที่ ในการแก้ไขปัญหาทางสังคมเป็นหน้าที่ของรัฐ จึงได้มีแนวทาง โครงการ มาตรการต่าง ๆ มากมายเพื่อที่จะนำไปแก้ไขปัญหาของสังคม รวมไปถึงการดำเนินการเพื่อให้มีสวัสดิการ ต่าง ๆ เกิดขึ้น นอกจากภาครัฐแล้วยังมีองค์กรไม่แสวงหากำไร ยังมีองค์กรอื่น ๆ ที่มีจิตสาธารณะต้องการที่จะแก้ไขปัญหาสังคม แต่อย่างไรก็ตามองค์กรภาครัฐก็ดี องค์กร ไม่แสวงหากำไรเหล่านั้นก็ดี ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล แต่องค์กรเหล่านี้มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อสังคม ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งมีองค์กรเอกชนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน แต่เป้าหมาย ของการดำเนินงานเพื่อกำไร ทำอย่างไรจึงจะนำ ๒ ส่วน ๒ ภาคนี้ที่ดีมาแก้ไขปัญหา ของสังคมได้ นั่นก็คือการนำวิธีการบริหารของภาคธุรกิจแบบทุนนิยมมาแก้ไขปัญหาในภาคสังคม เป็นภาคส่วนที่ ๓ เรียกว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม แทนที่จะดำเนินการโดยงบประมาณ ของภาครัฐ โดยเงินทุนขององค์กรไม่แสวงหากำไร แล้วก็ให้งบประมาณและเงินเช่นนั้น ทุก ๆ ปี มาทำเป็นวิสาหกิจที่ใช้วิธีการบริหารแบบธุรกิจ ซึ่งหมายความว่าองค์กรนั้น อยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะการบริหารแบบธุรกิจนั้นมีรายได้ที่เรียกว่ากำไรหลงเหลืออยู่ แต่องค์กรนี้เป็นองค์กรที่บริหารโดยมีเป้าหมายเพื่อสังคม เช่นวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นมา เพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) แล้วรับเฉพาะคนพิการที่เดินไม่ได้ เข้าทำงาน คุณสมบัติของผู้ที่ทำงานในวิสาหกิจนี้คือต้องเป็นคนพิการ เช่นร้านอาหาร ในประเทศอังกฤษบางร้านรับผู้เข้าทำงานที่เป็นนักโทษที่พ้นโทษออกมา เพื่อให้คนเหล่านั้น ไม่ต้องกลับเข้าไปในคุกอีก เพราะเขามีอาชีพ มีเกียรติ อยู่ในสังคมได้ เพราะจากสถิติ คนที่อยู่ในคุกนั้นเมื่อออกมาแล้วไม่เกินปีกลับเข้าไปอีกเป็นจำนวนมาก วิสาหกิจนี้ ก็เป็นวิสาหกิจเหมือนกับธุรกิจทั่วไปคือทำธุรกิจร้านอาหาร แต่แก้ปัญหาในสังคมก็คือ ไม่ให้นักโทษเหล่านั้นกลับเข้าไปอีก วิสาหกิจเพื่อสังคมในลักษณะเช่นนี้จะเป็นคำตอบ ที่ทำให้สังคมดีขึ้นด้วยวิธีการบริหารทางธุรกิจ ที่เรียกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งจำเป็นจะต้อง มีกฎหมายมารองรับ จึงได้มีการนำเสนอ พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม โดยท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ในลำดับถัดไป
ประเทศไทยประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร แต่เกษตรกรถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน เกษตรกรถึง ๕๒ เปอร์เซ็นต์ต้องเช่าที่ ทำการเกษตร เกษตรกร ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต้องนำที่ดินไปจำนอง การที่ที่ดินไม่ได้อยู่ในมือ ของเกษตรกร การที่ที่ดินไม่ได้กระจายไปสู่มือของเกษตรกร การที่ที่ดินที่เคยอยู่ในมือ ของเกษตรกรไปตกอยู่ในมือของผู้ที่รับจำนอง รับขายฝาก ผู้ให้กู้ยึดไป ก็ทำให้ความมั่นคง ในเรื่องของที่ดินทำกินของเกษตรกรหวั่นไหว ไม่แน่นอน โครงการธนาคารที่ดิน จะเป็นโครงการที่นำที่ดินที่หลุดมือไปจากเกษตรกรกลับมาอยู่ในธนาคารที่ดิน แล้วเปิดโอกาสให้เกษตรกรก็ดี ชุมชนก็ดี มีโอกาสเป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อที่จะให้ที่ดิน กลับมาอยู่ในความดูแลในการประกอบอาชีพของเกษตรกรดังเช่นแต่ก่อน การดำเนินการ เช่นว่านี้ได้จำเป็นจะต้องมีพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน ซึ่งในวันนี้ท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล จะได้เป็นผู้นำเสนอต่อท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติต่อไป
ผมขออนุญาตท่านประธานอนุญาตให้ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้นำเสนอตามลำดับไป ก่อนที่จะขอคำแนะนำ จากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในโอกาสถัดจากนั้นไป ขอบพระคุณครับ
ขอเรียนเชิญท่านสมชัย ฤชุพันธุ์
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่เคารพรัก ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๑๕๗ ขอนำเสนอ เรื่องการปฏิรูประบบการเงินฐานราก และร่างพระราชบัญญัติการเงินชุมชน พ.ศ. .... เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สภาได้มีมติเห็นชอบและส่งไปดำเนินการ อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งผมจะรายงานถึงความคืบหน้าของการดำเนินการว่าปัญหาและอุปสรรคมีอะไรบ้าง แล้วก็แนวทางที่ควรจะหารือเพื่อดำเนินการต่อไปคืออะไร
แต่ว่าก่อนที่จะนำเสนอว่าความคืบหน้าไปถึงไหน ผมอยากขออนุญาต ทบทวนความจำในเรื่องนี้ก่อนว่าเรื่องนี้มันเรื่องอะไรกันแน่ เพราะเราได้ดูเรื่องนี้มา เป็นเวลานานแล้วนะครับ ความจริงเรื่องการเงินฐานรากและสถาบันการเงินชุมชน เป็นเรื่องที่เกิดจากระบบการเงินของประเทศไทยไม่ครอบคลุม ภาษาอังกฤษว่าไม่อินคลูซิฟ (Inclusive) อินคลูด (Include) คนไม่หมด ระบบธนาคารของเราทั้งระบบสามารถรองรับ ความต้องการบริการทางการเงินได้ ๗๔.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นการบริการของธนาคารพาณิชย์ ทั้งระบบอยู่ ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารพาณิชย์ให้บริการได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง รัฐก็เลยจัด ธนาคารของรัฐ เรียกว่าธนาคารเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น มาให้บริการได้อีกประมาณ ๒๘.๕ เปอร์เซ็นต์
๒. ระบบธนาคาร ธนาคารเอกชน และธนาคารของรัฐ รวมแล้วบริการได้ ๗๔.๒ เปอร์เซ็นต์ของความต้องการบริการทางการเงินในระบบของประเทศไทย ยังมีผู้ที่มีความต้องการบริการทางการเงินอีก ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคาร อันนี้ไม่ใช่เพราะว่าระบบธนาคารของเราใจไม้ไส้ระกำ แต่เป็นเพราะว่าเป็นธรรมชาติ ของระบบธนาคารที่ต้องรักษาความมั่นคงของระบบ เพราะว่าเงินที่ธนาคารมาปล่อยให้กู้นั้น ไม่ใช่เงินของเจ้าของธนาคาร แต่เป็นเงินของประชาชนทั่วไปที่นำมาฝากไว้กับธนาคาร ธนาคารจึงต้องดำเนินการด้วยความรับผิดชอบถึงความมั่นคง จึงมีระบบการให้กู้ ที่ค่อนข้างจะเข้มงวด ต้องมีหลักทรัพย์ ต้องมีอะไรต่าง ๆ ก็เลยทำให้คนที่ไม่มีหลักทรัพย์ ไม่สามารถเข้าถึงระบบธนาคารได้ รัฐบาลก็ได้เห็นถึงความจำเป็นในเรื่องนี้ แล้วได้ดำเนินการ แก้ไขด้วยการยอมจัดให้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ แล้วก็มีกองทุนหมู่บ้าน กองทุนตำบลต่าง ๆ ขึ้นมาบริการทางการเงินให้กับประชาชนที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคาร สหกรณ์ออมทรัพย์ ก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง กลุ่มออมทรัพย์ต่าง ๆ ก็ช่วยได้อีกจำนวนหนึ่ง ๒ จำนวนนี้รวมกัน สหกรณ์ออมทรัพย์จะช่วยได้ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ กลุ่มออมทรัพย์ต่าง ๆ ช่วยได้อีก ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเมื่อบวกจำนวนนี้เข้าไปกับบริการที่ระบบธนาคารให้แล้ว ก็ยังจะมีคนที่เข้าไม่ถึงระบบการเงินใด ๆ ที่เรียกว่าเป็นการเงินในระบบอีก ๑๘.๒ เปอร์เซ็นต์ คนพวกนี้ไม่มีที่พึ่งทางการเงิน แล้วก็มีความจำเป็นต้องใช้บริการทางการเงิน ต้องกู้ยืมเงิน ขึ้นมาเพื่อจะเอาไปใช้บริการทางการเงินนอกระบบ ตัวนี้ละครับที่เป็นตัวปัญหาสำคัญ ที่ก่อให้เกิดความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาสังคมอีกมากมาย เพราะฉะนั้น เราจึงพยายามที่จะทำให้ระบบการเงินส่วนที่อยู่ข้างล่างได้รับการยอมรับ มีประสิทธิภาพ แล้วก็ให้บริการที่ดีต่อประชาชนที่อยู่ข้างล่างซึ่งเข้าไม่ถึงระบบธนาคารปกติ
อย่างไรก็ตามระบบการเงินฐานรากที่รัฐบาลได้ทำขึ้นมาก็ยังมีปัญหาที่สำคัญ อยู่อีกหลายประการ ประการแรก คือมีจำนวนมากเกินไป มีจำนวนเป็นแสนกองทุน เป็นกองทุนหมู่บ้านและกองทุนชุมชนเมืองอยู่ ๗๙,๒๒๕ แห่ง ซึ่งประมาณ ๘๐,๐๐๐ แห่ง ส่วนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตและกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ต่าง ๆ มีอีกประมาณ ๓๐,๐๐๐ แห่ง รวมแล้วก็จะเป็น ๑๑๐,๐๐๐ แห่ง จำนวนมากอย่างนี้ก็ย่อมจะมีปัญหา หลากหลาย มีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย จึงยากต่อการที่จะพัฒนายกระดับขึ้น
ประการที่ ๒ กองทุนเหล่านี้เมื่อตั้งไปแล้ว ความจริงตั้งไปเพื่อให้ ฐานะทางการเงินของชุมชนท้องถิ่นดีขึ้น แต่ว่าเวลาปฏิบัติจริง ๆ แล้วผู้ที่ไปดำเนินการปฏิบัติ จะไปเน้นในเรื่องของการให้กู้มากกว่าการออม ก็เลยเป็นกองทุนเพื่อการให้กู้มากกว่า ที่จะเป็นกองทุนเพื่อการออม เลยทำให้กองทุนเหล่านี้เป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดหนี้ภาคครัวเรือน หนี้ภาคครัวเรือนจึงเพิ่มขึ้นมากมาย
ประการที่ ๓ กองทุนเหล่านี้จำนวนมากขาดกฎหมายรองรับ เป็นการจัดตั้ง ขึ้นเองตามความตั้งใจดีของประชาชน แล้วก็กฎหมายเรารองรับการตั้งธนาคารใหญ่ การตั้ง สหกรณ์ออมทรัพย์ และการตั้งกองทุนบางประเภท แต่กองทุนที่ตั้งขึ้นเองตามหมู่บ้านชนบท ที่ชาวบ้านทำขึ้นเอง รวมทั้งที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นบางส่วน ก็ไม่มีกฎหมายรองรับ ขณะนี้ เขายกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นสถาบันการเงินชุมชน เขาเรียกกันเองนะครับ ก็เป็นองค์กร ที่ไม่มีกฎหมายรองรับ การที่ไม่มีกฎหมายรองรับก็ทำให้ยากที่จะทำนิติกรรม การทำนิติกรรม ต่าง ๆ ก็เลยต้องอาศัยชื่อบุคคลของกรรมการ ซึ่งอาศัยความดีของกรรมการเป็นตัวประกัน ไม่ใช่ระบบ เป็นเรื่องที่รองรับอยู่
ประการที่ ๔ ขาดการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ทำให้ขาดพลัง ความจริง เขามีจำนวนมาก ถ้าเขามีความเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายก็ทำให้ก่อเกิดพลังได้สูงมาก
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าขาดหน่วยงานกำกับดูแล จึงไม่เป็นระบบ จึงไม่มีการกำกับดูแลในเชิงความเสี่ยงทางการเงิน กองทุนเหล่านี้โดยธรรมชาติแล้วคือ สถาบันการเงินเล็ก ๆ ก็มีความจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องมีความรู้ทางการเงิน และ หน่วยราชการต้องมีการกำกับดูแลในเชิงการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องการล้มละลาย หรือว่าไม่สามารถให้บริการต่อไปได้ ซึ่งก็จะเกิดเป็น ปฏิกิริยาลูกโซ่ได้
ที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือเนื่องจากกองทุนเหล่านี้เป็นความตั้งใจดี เป็นความพยายามที่จะแก้ปัญหาของตนเอง ของชุมชนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นก็จะอาศัย ผู้นำชุมชน อาศัยชาวบ้านที่มีน้ำใจดีมาช่วยกันบริหารจัดการกองทุน คนเหล่านี้เป็นคนดี มีน้ำใจดี แต่ว่าขาดความรู้ทางด้านการบริหารเงิน เพราะเขาไม่ใช่มืออาชีพในการบริหารเงิน มาก่อน ตรงนี้ก็เลยเป็นความเสี่ยงสำคัญ และเป็นความบกพร่อง ความไม่ครบถ้วนของระบบ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไข
การเสนอให้มีการปฏิรูประบบการเงินฐานราก และการออกกฎหมาย ที่เรียกว่า พระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชน เป็นการเสนอที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งขณะนี้กำลังทำอยู่ ความจริงยุทธศาสตร์ชาติยังไม่ได้เป็นฉบับสุดท้ายที่ประกาศใช้ เป็นกฎหมาย แต่ก็พอจะทราบว่ายุทธศาสตร์กว้าง ๆ คืออะไร เรื่องหนึ่งที่จะต้องอยู่ ในยุทธศาสตร์ก็คือเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย เพราะฉะนั้นการดำเนินการของการปฏิรูประบบการเงินฐานรากก็จะสอดคล้อง และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติที่ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ
นอกจากนั้นการเปลี่ยนบทบาทของกองทุน จากกองทุนที่เน้นการให้กู้ยืม มาเป็นกองทุนที่เน้นการออม ก็จะทำให้กองทุนมีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่จะมีผลต่อการยกระดับขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ
อีกประการหนึ่งก็คือว่าการที่ทำให้กองทุนเป็นระบบ มีกฎหมายรองรับ แล้วก็ประชาชนทั้งหลายสามารถเข้าสู่ระบบที่มีกฎหมายรองรับนี้ได้ ก็จะทำให้ ความจำเป็นต้องไปกู้เงินนอกระบบ ซึ่งขณะนี้กำลังระบาดและเป็นปัญหาอยู่ทั่วไป ก็จะได้รับ การแก้ไขไปด้วย ซึ่งก็เป็นส่วนที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ที่ถามว่าเราเสนออะไรบ้าง ในข้อเสนอที่เราเสนอผ่านไปแล้วมีข้อเสนอที่สำคัญอยู่หลายอย่าง แต่ผมขอยกมา ๕ อย่าง
ประการที่ ๑ คือเสนอให้ปรับเปลี่ยนบทบาทของกองทุน จากกองทุนที่เป็น กองทุนให้กู้ยืมเป็นหลัก มาเป็นกองทุนที่เน้นในเรื่องการออมเป็นหลัก
ประการที่ ๒ คือเสนอให้มีพระราชบัญญัติ ที่เรียกว่า พระราชบัญญัติ สถาบันการเงินชุมชน ที่ต้องมีพระราชบัญญัตินี้ก็เพื่อรองรับสถานะทางกฎหมาย และเป็นกรอบในการดำเนินงานของกองทุนการออมระดับต่าง ๆ
ประการที่ ๓ คือเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ชุมชน เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ จัดทำแผนแม่บท บูรณาการการทำงาน กำกับดูแล การดำเนินงานของสถาบันการเงินชุมชน เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของระบบสถาบันการเงิน ชุมชนโดยรวม
ประการที่ ๔ คือเสนอให้คัดสรรกองทุนชุมชนต่าง ๆ ประมาณ ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่ง ใน ๕-๑๐ ปีข้างหน้า ให้เป็นสถาบันการเงินชุมชนที่บริการในขอบเขต ที่กว้างขวางขึ้น มีความครบถ้วนของบริการทางการเงินมากขึ้น แล้วก็เชื่อมโยงกัน เป็นโครงข่ายการเงินระดับฐานราก
ประการที่ ๕ คือเสนอให้มีการยกระดับขีดความสามารถในการบริหาร การเงินของผู้บริหารของสถาบันการเงินต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ จะต้องมีการให้ ความช่วยเหลือ สนับสนุนให้มีการเรียนรู้เกิดขึ้น ถามว่าเมื่อผ่านสภาไปแล้วมีอะไรขับเคลื่อน มีอะไรเคลื่อนไหว เดินทางไปถึงไหน ก็ตอบว่าเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ วันนี้ วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นเวลา ๑ ปีกับประมาณ ๓ เดือนแล้ว
เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ในการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓/๒๕๕๙ ได้มีมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ แล้วก็ให้รับไปแก้ไขตามความเห็นของที่ประชุม และ นำเสนอรัฐบาลเพื่อดำเนินการต่อไป พอวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้นำเสนอรายงานนี้หลังจากที่แก้ไขแล้วต่อคณะรัฐมนตรี พอวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เขาก็ส่งเรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย ที่เรียกว่า วิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็มีมติเห็นชอบ ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ แล้ว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้เห็นชอบ และให้ส่งเรื่องนี้ไปที่ คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การลงทุนภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานด้วย คือคณะของท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด กับส่งไปที่ คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านระบบราชการ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ก็คือคณะที่ ๓ ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เป็นประธาน ทั้ง ๒ คณะก็ให้ความเห็นชอบ แล้วก็ส่งไปที่กระทรวงการคลัง นี่คือ ความคืบหน้า ขณะนี้ก็อยู่ที่กระทรวงการคลัง
ในขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจรอเฉย ๆ เราก็ติดตามประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ รวมทั้งได้ลงพื้นที่ด้วย คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยท่านสถิตย์ได้นำคณะลงไปที่ ๒ พื้นที่ คือเราไปที่ภาคใต้กับที่ภาคเหนือ ที่ภาคใต้ เราไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดชุมพร ส่วนที่ภาคเหนือเราไปที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ก็ได้ไปพบกับข้าราชการในพื้นที่ และผู้นำชุมชนในจังหวัด รวมทั้ง ได้ประชุมร่วมกับสถาบันการเงินชุมชนที่เขาดำเนินการอยู่จริง ๆ ในชุมชน ก็ได้ทราบว่า การดำเนินการสถาบันการเงินชุมชนที่เราเลือกไปประสบความสำเร็จมาก มันคงไม่ได้สำเร็จ อย่างนั้นทุกแห่ง แต่ละแห่งที่เราไปเขาโชว์ให้ดูว่าประสบความสำเร็จในการให้บริการทางการเงิน และแก้ปัญหาการกู้นอกระบบ แก้ปัญหาคนที่เป็นหนี้ให้กลายเป็นคนที่มีเงินออมได้ เขาเอาคนจริง ๆ ที่เป็นปัญหามาก่อน ที่ได้รับการประสานงานติดต่อร่วมกิจกรรม กับสถาบันการเงินแล้วได้ผลมาเล่าให้เราฟัง ทีนี้เราก็พบว่าที่ต่าง ๆ ทั้งหลายที่เราไป เขามีความต้องการเหมือนกัน คือเขามีความอึดอัด ดำเนินการไม่ค่อยสะดวก เหตุเพราะว่า เขาไม่มีกฎหมายรองรับ เขายังเรียกร้องว่าให้เราออกกฎหมายรองรับสถานภาพของเขา เพราะฉะนั้นการออกพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชนจึงเป็นการตอบสนอง กับความต้องการของประชาชนด้วย แล้วเราก็ได้พบว่าข้อเสนอต่าง ๆ ที่เราเสนอไป ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากภาคประชาชน
สถานภาพขณะนี้ก็คือได้มีการเลือกว่ามาตรการนี้ โครงการนี้ หรือว่า การปฏิรูปรายการนี้ ถือเป็นวาระปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน ซึ่งจะต้องทำให้เสร็จ ภายในปี ๒๕๖๐ ถามว่าปัญหาและอุปสรรคยังมีอะไรบ้าง ผมก็เห็นว่าเรื่องตอนนี้มันผ่านมา เยอะแล้ว หลายขั้นตอน ผ่านสภา ผ่านคณะรัฐมนตรี ผ่านคณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย และผ่านคณะกรรมการปฏิรูปของท่านรองนายกรัฐมนตรีทั้งสอง ก็ส่งมาที่ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่อง เจ้าของกฎหมาย ต้องทำเรื่องนำเสนอกฎหมาย เข้าไปสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังกำลังทำอยู่ ด้วยความขยันขันแข็ง แต่ผมห่วง เนื่องจากว่ามันผ่านมาต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ไม่มีการบ่งบอก สัญญาณว่าจะต้องจบเมื่อไร ยังไม่มีเดดไลน์ (Deadline) ยังไม่มีเออร์เจนซี (Urgency) ยังไม่มีไพรออริตี (Priority) เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันขับเคลื่อน ให้ผู้ที่มีอำนาจในการสั่งการทั้งหลายได้กำหนดลงไป บ่งบอกลงไปถึงความเร่งด่วน ของโครงการนี้ เพราะถ้าหากว่าไม่ได้ดำเนินการให้ทันเวลา ระยะเวลาที่จะต้องใช้ต่อไป ก่อนที่จะสิ้นปีนี้ก็คือต้องไปพิจารณาใน ครม. ต้องไปพิจารณาในคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ต้องนำเสนอ สนช. จึงจะออกเป็นกฎหมายได้ ซึ่งระยะเวลาแต่ละที่นั้นคงต้องใช้เวลา และความจำเป็นที่จะต้องนำเสนอพระราชบัญญัตินี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในหลักการ ให้ตราเป็นกฎหมายเพื่อส่งกฤษฎีกาพิจารณา จึงมีความเร่งด่วนสำคัญอยู่นะครับ
ถามว่าข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนเร่งด่วนภายใน ๑ ปีนี้ต้องทำอย่างไร ผมก็มีข้อเสนอ ๓ ข้อนะครับ
๑. ก็คือเร่งให้กระทรวงการคลังนำเสนอ พ.ร.บ. เข้าสู่การพิจารณา ของคณะรัฐมนตรีโดยด่วน
๒. ก็คือต้องประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อผ่านออกมาเป็นกฎหมาย ทั้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ทั้งสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ต้องร่วมกันเห็นชอบ ต้องช่วยกันผลักดันให้ออกได้ตามกำหนดเวลา
๓. ก็คือความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ผมคิดว่า มีความสำคัญ เพราะว่าถ้าให้ทางราชการเข้าใจ แล้วก็ออกมาเป็นท็อปดาวน์ (Top down) อย่างเดียวไม่เพียงพอ ความจริงประชาชนทั้งหลาย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายต้องมีส่วนร่วม ในการขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ และถือเป็นเรื่องของเขาด้วย เป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงจะทำให้ สำเร็จได้ด้วยดี ขอบคุณครับ
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการจะมีอะไรชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เราจะนำเสนอทีละฉบับ ทีละรายงาน แล้วก็ให้สมาชิกอภิปราย หรือว่าจะต่อไปเลย ถ้าเช่นนั้นก็ขอเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ กระแสใหม่ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๙๙ เรื่อง แผนการปฏิรูป ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม ทุกท่านคงทราบว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะระบุไว้ ในรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปโดยตรง ในมาตรา ๒๕๘ ฉ (๔) บอกว่า รัฐมีหน้าที่ ในการที่จะสร้างกลไกที่จะส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ประกอบการแต่ละขนาดให้มีความสามารถ ในการแข่งขันอย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดก็พูดต่อไปว่า และส่งเสริมการประกอบ วิสาหกิจเพื่อสังคม และวิสาหกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนั้นก็บังคับไว้อีกในมาตรา ๒๕๙ ว่า กำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูป ในแต่ละด้านภายใน ๑ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งก็หมายความว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ สปท. ได้เสนอไป แล้วก็ได้รับการรับรองจาก ป.ย.ป. ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องของ วิสาหกิจชุมชนจะต้องเริ่มดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอกลับไปนิดหนึ่งว่า เรื่อง แผนการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ที่ท่านประธานได้กรุณาอธิบายไปแล้วเมื่อกี้นี้ โดยสรุปแล้วจะเป็นการปฏิรูป ๓ เรื่องด้วยกัน ก็คือ
เรื่องที่ ๑ เป็นการปฏิรูประบบโครงสร้างขององค์กรที่จะใช้ธุรกิจไปทำงาน ทางด้านสังคมโดยไม่หวังผลกำไร เพื่อช่วยให้รัฐลดภาระของตัวเองในการที่จะดูแลคน ในสังคมให้ลดน้อยลงให้ได้
เรื่องที่ ๒ เนื่องจากเป็นธุรกิจจึงจำเป็นจะต้องพัฒนาตลาดการลงทุนสมัยใหม่ ซึ่งเป็นตลาดการลงทุนเพื่อสังคม ซึ่งอาจจะมีลักษณะแตกต่างกับบริษัท ห้าง ร้านต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยสิ้นเชิง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แล้วก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งค่อนข้างจะยาก
เรื่องที่ ๓ จำเป็นจะต้องสร้างกลไกและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ให้เกิด การปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญให้ได้ ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็คือ ไม่เกิน ๕ ปี
ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งซึ่งเราได้ติดตามคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา ในขณะนี้ เครื่องมือซึ่งเราใช้อยู่มีอยู่ ๒ เครื่องมือ เครื่องมือที่ ๑ ก็คือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ซึ่งออกมานานพอสมควรแล้ว แล้วก็ยังอยู่ ในระหว่างที่มีการปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอันนี้
เครื่องมือที่ ๒ ก็คือการขับเคลื่อนก็อาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะให้ ประโยชน์กับกลไกในการที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจเพื่อสังคมให้ได้ เช่น กระทรวงการคลัง บีโอไอ (BOI) และอื่น ๆ
เครื่องมือที่ ๓ ก็คือกฎหมาย ซึ่งกฎหมายอันนี้ได้มีการนำเสนอไปแล้ว แล้วก็ได้ดำเนินการเสนอผ่าน สปท. ไปแล้ว คณะรัฐมนตรีขอให้กระทรวงการคลัง นำเรื่องนี้ไปพิจารณา ซึ่งก็คงจะใช้เวลาอีกพอสมควร ซึ่งผมจะกลับมาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง
และในแง่ของความก้าวหน้าจากเครื่องมือหรือกลไกทั้ง ๓ ด้าน สิ่งแรก ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราได้นำเสนอเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไป ตามขั้นตอนเดิมก็คือแม่น้ำ ๕ สาย แม่น้ำ ๓ สาย ครม. และอื่น ๆ ในประการแรกก็มีการออกพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๙ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกตามความในประมวลรัษฎากร ซึ่งจะทำให้ กิจการเพื่อสังคมที่ได้รับการรับรองได้รับการลดหย่อนภาษี ขีดเส้นใต้คำว่า ได้รับการรับรอง ถามว่าได้มีการรับรองผู้ที่สมัครที่จะจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่ากิจการเพื่อสังคมหรือไม่ เราก็อาศัย อำนาจตามความในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พิจารณารับรององค์กรที่ขอจัดตั้งเป็น โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือกลไกเพื่อทางสังคม ซึ่งมีผู้ขออนุมัติถึง ๑๐๑ รายการ คณะอนุกรรมการซึ่งตั้งโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีได้พิจารณา เบื้องต้นไปแล้ว เห็นว่าเหมาะสมอยู่ ๔๔ ราย ซึ่งก็หมายความว่ามีคนสนใจที่จะทำเรื่องพวกนี้ แต่อย่างที่ท่านทั้งหลายได้ทราบว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีใช้บังคับเฉพาะส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐเท่านั้น กระบวนการขั้นตอนในการที่จะส่งเสริมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ต่อไป ก็จะเน้นทางด้านการมีกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง
สรุปได้ว่าการเตรียมการทั้งหมดได้ดำเนินการไปในระดับหนึ่งแล้ว ในแง่ของภาษี ในแง่ของการดูแลคัดเลือกผู้ที่ต้องการจะทำโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) แต่อย่างไรก็ตามการนำเสนอเพื่อคณะกรรมการ ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีจะอนุมัติได้ก็ต้องมีขั้นตอน เช่นขั้นตอนที่ว่าฝ่ายเลขานุการ ซึ่งเดิมไม่มี หน่วยงานที่รับทำ ขณะนี้ พม. ก็รับเป็นฝ่ายเลขานุการ เป็นหน่วยงานที่รับทำเรื่องนี้ไปแล้ว ระเบียบการคัดเลือก ซึ่งเป็นเพียงมติกรรมการ แต่ยังไม่ได้มีการลงนามที่ชัดเจน ก็จะต้องทำ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกก็จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นส่วนนี้ได้ก้าวไปในส่วนของการเตรียมการเรียบร้อยแล้ว ก็รออยู่เพียงว่าถ้ามีการลงนามโดยผู้มีอำนาจให้เริ่มดำเนินการได้ก็จะมีการเริ่มดำเนินการ แต่ว่าก็อยู่ในข้อจำกัดที่ว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นใช้บังคับกับบุคคลภายนอกไม่ได้ สิ่งที่ผมพยายามจะพูดก็คือว่ากลไกเฉพาะในส่วนที่เป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี อาจจะยังไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้องค์กรประเภทนี้เกิดขึ้นมาได้มากอย่างที่เราอยากจะให้ มันเป็น
เพราะฉะนั้นส่วนที่ ๒ ซึ่งผมจะรายงานความก้าวหน้าสักเล็กน้อย ก็คือ เรื่องของการเสนอพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งส่วนนี้ก็มีความสำคัญอยู่ ๓-๔ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก ก็คือเป็นการขอให้มีพระราชบัญญัติเฉพาะ เพื่อส่งเสริม เรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เรื่องที่ ๒ ก็คือขอให้มีสำนักงานเพื่อที่จะดูแล เรื่องที่ ๓ ก็คือ เรื่องของการจัดตั้งกองทุน และเรื่องที่ ๔ ก็คือการกำหนดมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ ซึ่งทั้ง ๓-๔ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งผมได้กราบเรียนไว้ตั้งแต่ต้นแล้วครับ
ในการพิจารณาของกระทรวงการคลังซึ่งทำตามมติคณะรัฐมนตรี ก็ปรากฏว่า มีเรื่องที่ยังมีปัญหาอยู่ ๓-๔ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องการจัดตั้งองค์กร ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า จะเป็นองค์กรประเภทไหน จะทำให้รัฐต้องจ่ายเงินให้กับองค์กรที่จะควบคุม กำกับดูแล อย่างนี้มากขึ้นหรือเปล่า หรือจะให้ไปฝากไว้ที่ใคร
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องกองทุน ซึ่งก็เป็นเรื่องจำเป็นอยู่เองที่กระทรวงการคลัง จะต้องดูว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะสิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่ จะเกิดผล ในทางสังคมอย่างที่เราคิดหรือไม่ อย่างไร ลักษณะของกองทุนจะเป็นอย่างไร
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องมาตรการส่งเสริม ซึ่งอันนี้ก็มีการพิจารณากันว่า หน่วยงานที่จะส่งเสริมก็มีภารกิจหน้าที่ของตัวเองอยู่บ้างในบางเรื่อง ตัวอย่างที่ผมได้ชี้แจง ในที่ประชุมแล้วว่าอย่างกระทรวงการคลังก็ลดภาษีให้ ยังไม่ได้พูดถึงบีโอไอ (BOI) และอื่น ๆ
เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องของการกำกับ ควบคุม ให้องค์กรธุรกิจที่ตั้งทำหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ได้ ซึ่งข้อโต้แย้งเหล่านี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเสียที เมื่อไม่ได้ข้อสรุป ก็ไม่สามารถที่จะนำเสนอ ครม. นำเสนอ สปท. เพื่อจะออกให้เป็นกฎหมายให้ได้ภายในเวลา ที่เราต้องการ อันนี้ก็เป็นปัญหาหลัก ซึ่งเราคิดว่าคงจะต้องดำเนินการ
โดยสรุปก็มีปัญหาอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่า ในแง่ของประชาชนก็มีคนที่แอปพลาย (Apply) ที่จะขอเป็นองค์กรประเภทนี้ไว้ มากพอสมควรแล้ว
ประเด็นแรก ก็คือการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรอขั้นตอน การลงนามเท่านั้น ซึ่งอันนี้ก็คงจะไม่เป็นปัญหา เพราะว่าถ้าเผื่อพวกเราช่วยกันกระตุ้น ให้มีการลงนามโดยเร็ว เราก็สามารถที่จะใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการ ในขั้นตอนต่าง ๆ ต่อไปได้
แต่ว่าประเด็นที่ ๒ ที่เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งจำเป็นจะต้องเข้าคณะรัฐมนตรี ผมมีข้อเสนออย่างนี้ว่าขณะนี้กระบวนการการนำเสนอ มันเปลี่ยนไป เพราะเรามี ป.ย.ป. ปัญหาก็คือว่าไม่มีใครจับคนที่ขัดแย้งกันมาคุยกันเสียทีว่า ในที่สุดแล้วเราจะมีข้อสรุปในประเด็น ๔ ประเด็น ก็คือ เรื่องขององค์กร เรื่องกองทุน เรื่องการส่งเสริม และเรื่องการควบคุม อย่างไรถึงจะเหมาะสมกับสภาพของเราให้ดีที่สุด กระผมได้เสนอผ่านท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจว่า เราควรจะตั้งคณะเล็ก ๆ เพื่อเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา แล้วก็ตกลงกันว่า จะเอาอย่างไร เนื่องจากกลไกใหม่มันเกิดขึ้น ก็นำข้อเสนออันนี้มาผ่านที่ประชุมนี้ แล้วก็นำเสนอไปยัง ป.ย.ป. เพื่อที่จะดำเนินการให้รวบรัด และเร็วมากยิ่งขึ้นถ้าเป็นไปได้
ผมก็มีข้อเสนอเพียง ๒ ข้อนี้เท่านั้นเองครับ ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าช่วยกัน เร่งรัดให้มีการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่องานจะได้ก้าวไปได้ ประเด็นที่ ๒ ก็คือ ถ้าเราจะสามารถช่วยผู้เกี่ยวข้อง ช่วยรัฐบาล ช่วยกระทรวงการคลัง ในการที่จะคอนโซลิเดต (Consolidate) หรือว่ารวบรวมข้อมูล เพื่อจะตัดสินใจใน ๓-๔ ประเด็นนี้ให้ได้ แล้วก็ นำเสนอผ่านกลไกใหม่ ก็จะเป็นประโยชน์และรวดเร็ว ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ เผอิญท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจกระแสใหม่ได้นำความเห็นและข้อเสนอเกี่ยวกับ เรื่องของกลไกขับเคลื่อน เผอิญเราปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเรื่องการขับเคลื่อนใหม่ ก็เลยอยากจะเรียนให้ที่ประชุมทราบ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก สปท. ไปอยู่ใน ป.ย.ป. ในคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ แล้วก็คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้าง ความสามัคคีปรองดอง แต่ก่อนอื่นต้องนำเรียนท่านสมาชิกและกรรมาธิการนะครับ เดิมที ขั้นตอนการประชุมจะให้นำเสนอทีละรายงาน แล้วก็ให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็น และมีผู้แสดงความคิดเห็นเสนอชื่อเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นแล้ว แต่ว่าเมื่อท่านประธาน ดอกเตอร์สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ได้ขอว่าให้เป็นการนำเสนอ ๓ รายงาน หลังจากนั้นก็ให้สมาชิกได้อภิปราย ผมก็ได้ตอบสนองในลักษณะเช่นนั้น ดังนั้นท่านสมาชิก ที่จะแสดงความจำนง ก็ได้โปรดแสดงความจำนงมาทั้ง ๓ ฉบับ หรือว่าจะอภิปรายภาพรวม ในเรื่องของการปฏิรูปเครื่องมือเศรษฐกิจฐานรากในขั้นตอนนี้
ดังนั้นก็อยากจะเรียนชี้แจงในประเด็นถัดมา ก็คือว่าขณะนี้ในวิป (Whip) ของ สปท. เองได้ดำเนินการทำงานร่วมกับแม่น้ำสายอื่น แล้วก็ได้เข้าร่วมใน ป.ย.ป. ด้วย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กลไก ระบบ และการขับเคลื่อน ตลอดจนกรอบเวลา จึงจำเป็นให้ทุกคนได้รับทราบ เพื่อจะได้เห็นภาพรวมว่าการเดินงานของเราเป็นอย่างไร แล้วก็การนัดประชุมในทุกสัปดาห์จากนี้ไปก็จะเร่งรัดในการช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอยู่ในระยะที่ ๒ แล้ว เรียกว่าเป็นโรดแมป (Roadmap) การปฏิรูประยะที่ ๒ ภายใต้ ป.ย.ป. โดย ป.ย.ป. นั้นจะมี ๔ คณะหลัก ๑. คือคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน เชิงยุทธศาสตร์ ๒. คือคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ๓. คือคณะกรรมการ เตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และ ๔. คือคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคี ปรองดอง
โดยในการประชุม ป.ย.ป. ครั้งที่ ๑ ที่มีการเวิร์กชอป (Workshop) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ก็ได้เห็นชอบให้ปี ๒๕๖๐ เป็นปี แห่งการปฏิรูป ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศ และให้ดำเนินการ ๒๗ วาระปฏิรูป ครอบคลุม ๔๒ เรื่อง ๔๒ ประเด็น ๔๒ รายงาน และกฎหมายในชั้นพระราชบัญญัติ และอื่น ๆ ซึ่งเท่าที่ได้ตรวจสอบไปเบื้องต้นจะมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติอยู่ไม่น้อยกว่า ๒๗ ฉบับ
นอกจากนั้นแล้วในส่วนของกรรมการประสานงานวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ระหว่าง สนช. และ สปท. ก็จะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ด้วย เพื่อที่จะเตรียมความพร้อม เกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าว และการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในระยะเร่งด่วน ทั้ง ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง และกฎหมายกว่า ๒๗ ฉบับนั้น จะดำเนินการให้แล้วเสร็จ มีผลเป็นรูปธรรมภายในปี ๒๕๖๐ และปี ๒๕๖๐ ยังเป็นปีของการเริ่มต้นยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ เป็นปีที่จะมี รัฐธรรมนูญฉบับถาวร และยังเป็นปีที่จะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ เป็นฉบับแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ และจะมีพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน ในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องตราทั้ง ๒ ฉบับภายใน ๑๒๐ วันนับจากวันที่ รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ดังนั้นจึงมีภารกิจมาก
ในฐานะที่ถือว่า สปท. เองก็เป็นกลไก ฟันเฟืองสำคัญ เป็นต้นน้ำของ การนำเสนอแผนปฏิรูป บัดนี้กระบวนการของการยกระดับอัปเกรด (Upgrade) การปฏิรูป ประเทศเข้าสู่ ป.ย.ป. โมเดล (Model) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นแล้วในส่วนของ การอัปเดต (Update) เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะช่วย นั่นก็คือว่าตัวรายงานอย่างวันนี้ ๓ รายงานก็ถือว่าเป็นการปฏิรูปเครื่องมือพัฒนาฐานรากที่สำคัญมาก เป็นเพียง ๓ รายงาน ที่ถือเป็นการปฏิรูปในระดับพื้นฐานของประเทศ ดังนั้นจะต้องอัปเดต (Update) ลองยกตัวอย่างว่าข้อมูลอ้างอิงทั้งหลายต้องอัปเดต (Update) มากที่สุด ข้อมูลที่ยกขึ้นมา อ้างอิง ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ เราต้องทำให้ทันสมัยมากกว่านี้ ๒. ก็คือว่าตัวร่างกฎหมาย มีความชัดเจนในทิศทางว่าการปฏิรูปจะยั่งยืนได้ต้องมีกฎหมาย เพราะฉะนั้น ก็มีตัวร่างกฎหมายที่ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสถิตย์ก็ดี ท่านสมชัย ท่านปีติพงศ์ ว่าใน ๓ รายงานนี้ ๒ รายงานที่นำเสนอไปแล้วเรามีรายงาน เช่นในเรื่องของสถาบันการเงินฐานราก แล้วก็ ตัวกฎหมายเศรษฐกิจเพื่อสังคม ก็คือในเรื่องของโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ปัจจุบันอยู่ในชั้นของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นเรามีหน้าที่ ตรงนี้ครับ คือทั้งสภาจะต้องมาระดมความเห็นเลย มาช่วยกันว่าจะทำให้ ๓ เรื่อง ๓ วาระปฏิรูป ใน ๒๗ วาระ ชุดนี้ต้องให้สมบูรณ์ที่สุด
และการขับเคลื่อนนั้น วันศุกร์นี้คณะกรรมการขับเคลื่อนเร่งรัด การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ที่เรียกว่า กขร. ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นประธาน ก็เรียกประชุม ก็คือเมื่อ ป.ย.ป. เห็นชอบใน ๒๗ วาระ ถือว่าต้องเดินหน้า แล้วให้เสร็จในปี ๒๕๖๐ ดังนั้นกลไกในส่วนของการเร่งรัดติดตามก็คือ กขร. ซึ่งเป็นของ คณะรัฐมนตรี ก็จะทำหน้าที่ในการประสานส่วนราชการ ไปติดขัด ตกค้างที่ไหน โดย ป.ย.ป. แยกออกเป็น ๓ ระดับของวาระปฏิรูป อะไรที่ยาก อะไรที่ซับซ้อน อะไรที่ติดขัด คณะกรรมการชุดใหญ่ ป.ย.ป. โดยท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ตัดสินฟันธงเลย
๒. คือวาระที่ดำเนินการขับเคลื่อนได้ แต่เนื่องจากเป็นวาระที่เกี่ยวข้องกับ หลายกระทรวง ทบวง กรม ก็ให้กลไก กขป. ๖ คณะ ที่มีรองนายกรัฐมนตรี ๖ กลุ่ม เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานทุกคณะเหมือนกัน ก็ทำหน้าที่ ขับเคลื่อน
สุดท้าย วาระปฏิรูป หรือรายงานที่ไม่ได้มีความสลับซับซ้อน มีความเห็นพ้อง ต้องกันอย่างมาก เดินหน้าได้ทันที ให้กระทรวงในระดับกระทรวงเดินหน้าได้เลย แล้วก็มี มิสเตอร์รีฟอร์ม (Mr. Reform) ซึ่งอาจจะปรับระดับขึ้นมาเป็นกรรมการ เหมือนอย่าง ป.ย.ป. ชุดเล็กในทุกกระทรวง เข้าไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นต้นเรื่อง ต้นน้ำ ของวาระปฏิรูป วันนี้ต้องอัปเดต (Update) ทำให้สมบูรณ์ที่สุด แล้วจะเข้าไป ส่วนว่า จะส่งไปไหน ส่งไปที่คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ วาระปฏิรูปทั้งหลายที่จะส่ง เข้าไปนั้นไปที่คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการเตรียมการ ปฏิรูปประเทศท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตัวเอง แล้วก็ไปจัดลำดับ ๓ ประเภท ถ้าอันไหนคิดว่าจะติดขัด มันซับซ้อน มันยาก ส่งขึ้นชุดใหญ่เลย ป.ย.ป. แต่ทุกเรื่องก็ต้องส่ง ให้ ป.ย.ป. นะครับ แต่อะไรขับเคลื่อนได้ทันทีก็ทำ
ในส่วน สนช. เองที่มีวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ประชุมบ่ายวันพุธนี้ ก็จะดูกฎหมาย เหล่านี้ โดยเรามีประธานกรรมาธิการของ สปท. และ สนช. ทุกคณะอยู่ในวิป (Whip) ๒ ฝ่าย ระหว่าง สนช. และ สปท. ซึ่งขณะนี้ก็ได้รับทราบรายงานหมดแล้วว่าใน ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่องนั้น มีกฎหมายเบื้องต้นเท่าไร วิป (Whip) ๒ ฝ่ายจะมาดู ถ้าเกี่ยวข้องกับชุดใด ก็ไปทำงานร่วมกันระหว่าง สปท. และ สนช. ในชั้นของตัวร่างกฎหมาย
ตรงนี้ก็เรียนให้ทราบว่ากลไกขณะนี้มันหมุนไปเร็ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้อง ทำงานเร็ว แต่การทำงานเร็วเน้นการมีส่วนร่วม ก็คือว่าบัดนี้ ๒๗ วาระได้ตีตราแล้วว่า ต้องเสร็จในปี ๒๕๖๐ จึงต้องให้สมาชิกทุกท่านมาช่วยกันให้ความเห็น เพื่อให้เกิด ความสมบูรณ์มากที่สุด ความเห็นเหล่านี้ก็จะส่งให้กับทาง ป.ย.ป. เพื่อใช้ประกอบ ในการที่จะขับเคลื่อนเดินหน้า
ส่วนปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ก็มีด้วยกัน ๓๒ เรื่อง ในกรอบ ๒๗ วาระเช่นกัน แล้วก็กฎหมายอีกชุดใหญ่ ดังนั้นเราก็มีแผน ๕ ปีของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็เรียนให้ทราบเพื่อให้เกิดความมั่นใจ แล้วก็เกิดความมุ่งมั่นว่าบัดนี้รายงานวาระปฏิรูป ที่หลายคนบอกว่าได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว ทำไมต้องย้อนกลับมา แล้วย้อนกลับมาครั้งนี้ ย้อนกลับมาในฐานะเป็นแพ็กเกจ (Package) ของ ๑ ใน ๕ กลุ่ม ๒๗ วาระ เราแบ่ง ๕ กลุ่ม ก็คือ ๑. การปฏิรูปเครื่องมือพัฒนาฐานราก ๒. การปฏิรูปเศรษฐกิจอนาคต ๓. การปฏิรูปคน ๔. การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ๕. การปฏิรูปกลไกภาครัฐ นี่คือ ๕ คลัสเตอร์ (Cluster) ๕ กลุ่ม ๕ ด้าน จาก ๒๗ วาระ ชุดนี้เป็นชุดแรก
ดังนั้นวันนี้การอภิปรายนอกจากจะแสดงความคิดเห็นเฉพาะ ๓ ด้านนี้ แต่ขอให้ท่านคิดถึงภาพรวมว่าในส่วนของการปฏิรูปเครื่องมือพัฒนาฐานราก ซึ่งก็มีรายงาน เป็นเปเปอร์ (Paper) ที่ทางสภาได้จัดมอบให้กับท่าน ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจก็ได้นำส่งแล้ว ให้อ่านประกอบด้วย เพื่อประกอบการขอความเห็น ก็เลยเรียนชี้แจงเพื่อให้เกิดภาพรวม แล้วก็รู้ว่าขณะนี้กลไกเราขับเคลื่อนไปขนาดไหน เมื่อวานก็ประชุมเตรียมการเพื่อสร้าง ความสามัคคีปรองดอง รับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ ๗๖ จังหวัด ตอนนี้ได้เกือบ ๒๐,๐๐๐ คนแล้ว แล้วก็จะเสร็จภายในวันที่ ๒๓ มีนาคมนี้ ส่วนพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ก็ว่าไป ขอความเห็น ๑๐ บวก ๑ ประเด็น เพื่อให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้ร่วมกันในการที่จะนำประเทศเดินไปข้างหน้าภายใต้ ป.ย.ป.
ต่อไปขอเชิญการนำเสนอในรายงาน ฉบับที่ ๓ โดยท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล เลขานุการคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือเป็นเลขานุการท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขอเชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ในประเด็นสุดท้ายของเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากก็คือเรื่องของธนาคารที่ดิน เป็นหนึ่ง ในความหวังของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่จะมาช่วยต่อลมหายใจ และแก้ไขปัญหา การสูญเสียที่ดินทำกินของเกษตรกรและคนจน ซึ่งเป็นประเด็นปฏิรูปที่ทางสภาปฏิรูป ให้จัดความสำคัญไว้ระดับ ๓ ดาว เนื่องจากเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องที่ทาง สปท. ได้เคยหารือ กันไว้แล้ว กระผมก็ขอกล่าวสรุปถึงเหตุผลความจำเป็นแต่เพียงสังเขป ปกติแล้วปัญหา เรื่องของที่ดินจะมีอยู่อย่างน้อยทั้งหมด ๕ ด้านหลักครับ ด้านที่ ๑ ก็คือเรื่องของปัญหาที่ดิน หลุดมือ ด้านที่ ๒ ก็คือปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน ด้านที่ ๓ ก็คือปัญหา การใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มที่ แล้วก็ด้านที่ ๔ ก็คือเรื่องของที่ดินทับซ้อนกับพื้นที่ของรัฐ และสุดท้ายก็คือการบุกรุกพื้นที่ป่า นับวันประเด็นปัญหาทั้ง ๕ เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรง ขึ้นตามลำดับ แล้วก็ต้องมีความต้องการให้รัฐเข้าไปแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปมากกว่านี้ ซึ่งการปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากโดยการจัดตั้งธนาคารที่ดินนั้นจะช่วยแก้ไข ๓ ปัญหาแรก ก็คือปัญหาที่ดินหลุดมือ ที่ดินกระจุกตัว การใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของปัญหาที่ดินหลุดมือ เรื่องนี้เริ่มจากการที่เกษตรกรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี การใช้เงินเพื่อทำอาชีพการเกษตร นำไปสู่การเป็นหนี้ แล้วก็ต้องนำที่ดินของตนเองนั้น ไปสู่การจำนองหรือขายฝาก ซึ่งที่ดินเหล่านี้บางส่วนก็เป็นที่ดินของปู่ย่าตายาย เมื่อเกิดความผันผวน ไม่เป็นใจของดินฟ้าอากาศ ท้ายที่สุดแล้วก็กระทบต่อกระบวนการ การผลิต หรือถ้าเกิดราคาสินค้าเกษตรโลกไม่เป็นใจ ก็จะนำไปสู่การสูญเสียที่ดิน ที่อยู่อาศัย แล้วสุดท้ายก็ต้องไปบุกรุกป่า ย้ายเข้าเมือง ออกจากอาชีพการเกษตร ซึ่งแม้ว่ารัฐบาล จะช่วยแก้ไขโดยการจัดสรรกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น ส.ป.ก. เป็นต้น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังมีปัญหาอีกรอบหนึ่งทำให้ที่ดินหลุดมืออีกรอบ กลายเป็นว่ากระบวนการการช่วยพี่น้องประชาชนให้มีที่ดินทำกินผ่าน ส.ป.ก. ทำให้ที่ดิน หลุดมือจากภาครัฐไปสู่กลุ่มของนายทุนต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ทำการเกษตรบนพื้นที่ที่เช่า อีกประมาณครึ่งหนึ่งของที่เหลือก็เป็นเกษตรกรที่มีกรรมสิทธิ์ ที่ดิน แต่ว่าได้เอาที่ดินดังกล่าวนั้นไปสู่การจดจำนอง การขายฝาก ซึ่งมีความเสี่ยง ที่จะหลุดมือต่อไป ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีที่ดินเกือบประมาณ ๓๐ ล้านไร่ในปัจจุบัน กลุ่มนี้ เป็นปัญหาหนักอกของเขา แล้วก็เป็นปัญหาหนักอกของทุกคนว่าเมื่อการเกษตรไม่เป็นใจ ในบางปี ท้ายที่สุดแล้วก็จะส่งผลกระทบให้คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะรักษาที่ดินของเขาไว้ได้ แล้วก็กลายเป็นปัญหาที่ดินหลุดมือ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดในหน้าถัดมา ก็จะเห็นถึงแนวโน้ม ของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น แนวโน้มอันนี้น่ากังวลใจมาก เพราะว่าครัวเรือนที่ยากจนที่มีที่ดิน กำลังสูญเสียที่ดินอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนของครัวเรือนที่ยากจนที่มีที่ดินลดลงจากประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ในปี ๒๕๔๙ เหลือเพียงประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนในปี ๒๕๕๔ หรือลดลงมากกว่า ครึ่งหนึ่งในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง ๕ ปี ซึ่งในปัจจุบันนี้ปี ๒๕๕๙ ชาวบ้านที่ยากจน ที่มีที่ดินทำกินในปัจจุบันน่าจะเหลือที่ดินยิ่งน้อยกว่านี้ต่อไปแล้ว
นอกจากนี้ประมาณ ๓๐ ล้านไร่ของพื้นที่ชลประทานและเหมาะสมต่อ การทำนาปลูกข้าว ในปัจจุบันก็เอาไปใช้ผิดประเภท ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เมื่อหลุดมือ ก็นำไปสู่การสร้างโรงงานอุตสาหกรรม การสร้างรีสอร์ต (Resort) บ้านจัดสรร แล้วก็ แนวโน้มเหล่านี้ก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็หมายความว่าที่ดินที่เหมาะต่อการทำการเกษตร พื้นที่ชลประทานกำลังผันกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม กลายเป็นบ้านจัดสรร กลายเป็น รีสอร์ต (Resort) ต่างๆ แล้วนอกจากนี้มากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ดิน ที่เหมาะเอาไปให้เกษตรกรใช้ชีวิตใหม่ เริ่มทำการเกษตรอีกรอบหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็หลุดมือ ถูกถือครองโดยบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วก็ไม่ได้เป็นเกษตรกร ซึ่งคนเหล่านี้หลายคนก็ไม่ได้มีชื่อในการถือครองของ ส.ป.ก. ดังกล่าว อันนี้มีพื้นที่ เกือบครึ่งหนึ่งของ ส.ป.ก. ซึ่งคิดแล้วก็น่าหนักใจว่านอกจากที่ดินจะใช้ผิดประเภท ที่ดิน ส.ป.ก. ที่ไปช่วยเขาก็หลุดมือไปกว่าครึ่ง ซึ่งเกษตรกรเมื่อไม่มีทางออก สูญเสีย ที่ดินทำกินของตน ท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่เรื่องของการบุกรุกป่า ทำให้พื้นที่ป่า ของประเทศไทยนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลที่ผ่านมาก็จะเห็นจำนวน พื้นที่ป่าของคนไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความจริงถ้าเกิดไปดู อย่างจังหวัดน่าน จังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นเขาหัวโล้นไปหมดแล้ว ในปัจจุบันก็ไปปลูก เช่น ข้าวโพด เป็นต้น
อีกส่วนหนึ่งของพี่น้องเกษตรกรที่ออกมาได้ย้ายเข้าเมือง กลายเป็นปัญหา คนจนเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีกว่า ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศมีความยากลำบาก ในการดำรงชีพ แล้วก็การอยู่อาศัย ในภาพนี้ก็คือที่ชุมชนคลองเตย ก็เป็นชุมชนแออัด แห่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่มานานแล้ว แล้วนับวันก็จะมีคนย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่เพิ่มเติม นอกจากนี้บางกลุ่มยังออกไปครอบครองพื้นที่ที่ดินริมคลอง ในส่วนนี้ก็สร้างบ้านรุกล้ำ เข้ามาครึ่งคลอง แล้วก็เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เฉพาะในช่วงหน้าฝนมีน้ำท่วม แล้วก็ ไม่สามารถระบายน้ำได้
ที่ดินที่หลุดมือเหล่านี้นั้นนำไปสู่ปัญหาสำคัญ ๒ ด้านครับ ด้านที่ ๑ ก็คือ เรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ที่ดินจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มของนายทุน แล้วก็ด้านที่ ๒ ก็คือการใช้ที่ดินอย่างไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยให้รกร้าง ไม่ใช้ประโยชน์ ถ้าเกิดท่านสมาชิก ไปต่างจังหวัด ขับรถผ่านไปก็จะเห็นที่ดินรกร้างอยู่จำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลการศึกษา ของท่านดอกเตอร์ดวงมณี เมื่อปี ๒๕๕๖ พบว่าคนที่รวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก จะมีที่ดินรวมกันถึงประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินทั้งหมด ขณะคนที่จนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีที่ดินรวมกันเพียง ๐.๒๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หรือต่างกันเกือบประมาณ ๓๐๐ กว่าเท่าตัวครับ อันนี้คนจนสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีที่ดินไม่ถึง ๐.๒๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คนรวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีที่ดินรวมกันถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งหมดนำไปสู่ข้อเสนอของ สปท. ของเรา ในการแก้ไขปัญหาที่ดินหลุดมือ แก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน แล้วก็แก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินอย่างขาดประสิทธิภาพ ซึ่งในทางออกของการแก้ไขปัญหานั้น จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการดำเนินการใน ๓ ด้านพร้อม ๆ กันครับ
ด้านที่ ๑ ก็คือเรื่องของที่ดินแปลงใหญ่ข้างล่าง เพื่อให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ ในการทำกิน แต่ร่วมกันเป็นชุมชนในการมีกรรมสิทธิ์ ไม่สามารถหลุดมือไปได้ ซึ่งส่วนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังดำเนินการอยู่ แล้วกำลังทดแทนการจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับ คนจนหรือเกษตรกรผ่าน ส.ป.ก. แบบเดิม ซึ่งในส่วนนี้เมื่อดำเนินการไปแล้วก็จะแก้ไขปัญหา ที่ดินหลุดมือจากภาครัฐไปสู่กลุ่มทุนต่อไป เมื่อทำเรื่องนี้เสร็จแล้วต้องทำด้านที่ ๒ ต่อไป
ด้านที่ ๒ ก็คือการจัดตั้งธนาคารที่ดิน ที่เราเสนอไป ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหา ที่ดินหลุดมือจากเกษตรกรหรือคนจนไปสู่กลุ่มทุน ขอกลับไปนิดหนึ่งครับ ถ้าข้างล่าง เป็นเรื่องปัญหาที่ดินของรัฐหลุดมือไปสู่กลุ่มทุน ข้างบนจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดิน ของเอกชนหรือเกษตรกรไปสู่กลุ่มทุนเช่นกัน ๒ อันนี้ก็จะทำให้ที่ดินที่เป็นเลือดไหลอยู่ อย่างต่อเนื่องหยุดลง
แล้วขณะเดียวกันมีนโยบายอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ใน สนช. ปัจจุบัน ก็คือ เรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งที่ดินรกร้าง อัตราภาษีที่ดินรกร้างที่สูงจะทำให้ ผู้ที่ถือที่ดินรกร้างนั้นนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป โดยจะเอามาปล่อยให้เกษตรกรเช่าที่ดินทำกิน หรือเอาไปใช้ประโยชน์ต่อไป ซึ่งจะทำให้ที่ดินรกร้างหายไปจากประเทศไทย ในส่วนนี้ ก็จะเป็น ๓ มาตรการที่ทำงานร่วมกัน ที่ตอบโจทย์และเอาออกจากวัฏจักรของปัญหาที่ดิน
ในการจัดตั้งธนาคารที่ดิน เป้าหมายหลักของการปฏิรูปก็คือการสร้าง กลไกใหม่ที่จะมาช่วยบรรเทาทุกข์ของประชาชน ช่วยกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อลดปัญหาของความเหลื่อมล้ำ และช่วยบริหารการจัดการที่ดินของประเทศ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผมขอเรียนว่าธนาคารที่ดินที่ สปท. เสนอไปนั้นไม่ได้เป็น องค์กรใหม่ แต่เป็นการยกระดับสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินขึ้นมา เป็นธนาคารที่ดิน ตามที่เคยกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ที่จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เมื่อปี ๒๕๕๔ โดยการจัดตั้งธนาคารที่ดินนี้ทาง สปท. และ สปช. ได้เสนอให้จัดตั้งบนเกณฑ์ ที่สำคัญ ๓ ด้าน ก็คือ ประโยชน์ ประหยัด แล้วก็ยั่งยืน ผมขอเล่าให้ฟังว่าแต่ละด้านคืออะไร
ในเกณฑ์ด้านแรก คือประโยชน์ ๔ ด้าน ก็คือเมื่อตั้งแล้วธนาคารที่ดินนั้น จะต้องช่วยเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดิน ต้องช่วยให้เกษตรกรผู้ยากไร้เข้าถึงที่ดิน ต้องช่วยให้ชุมชนมีส่วนในการบริหารจัดการที่ดิน และต้องมีการใช้ประโยชน์ของที่ดิน อย่างเต็มที่ ซึ่งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของธนาคารที่ดินที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ. จะเอื้อต่อ การดำเนินการทั้ง ๔ ด้าน แล้วก็ในส่วนนี้ก็จะนำไปสู่การดำเนินการต่อไปของรัฐบาล แล้วก็ของสภาของเราครับ
ในเกณฑ์ด้านที่ ๒ คือเรื่องของการประหยัด อันนี้เป็นเรื่องของการเน้น การสร้างองค์กรที่มีโครงสร้างที่ประหยัด โดยธนาคารที่ดินจะทำหน้าที่หลักในการแก้ไข ปัญหาหนี้เสียให้กับเกษตรกร พูดง่าย ๆ ตัวของธนาคารที่ดินจะเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี (AMC) ให้กับภาคการเกษตร คล้าย ๆ กับธนาคารพาณิชย์มีบริษัท บริหารสินทรัพย์ เมื่อเกิดหนี้เสียธนาคารก็สามารถโอนหนี้เสียไปที่เอเอ็มซี (AMC) เหล่านี้ หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์เหล่านี้ แล้วสามารถดูแลจนกระทั่งลูกหนี้กลับมาเป็นลูกหนี้ ปกติได้ โดยที่ไม่ต้องเอาที่ดินเหล่านั้นไปขายทอดตลาด อันนี้คือหัวใจสำคัญ ซึ่งถ้าเกิดคิด ในมุมมองนี้ธนาคารที่ดินก็ไม่ต้องมีสาขามาก เราคิดกันว่าธนาคารที่ดินก็จะเหมือนกับบริษัท บริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานครเป็นสำคัญ แล้วถ้าเกิดจำเป็น ก็อาจจะมีสำนักงานภาคเล็ก ๆ ในภาคละแห่ง โดยอาศัยโครงข่ายที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน อย่างเช่น ธ.ก.ส. เป็นช่องทางในการเข้าถึงประชาชน ในการรับเอาที่ดินที่เสียหายส่งมาที่ ธนาคารที่ดินเพื่อแก้ไข รวมไปถึงจ่ายหนี้ รับภาระดอกเบี้ยในแต่ละเดือน โดยที่เราไม่ต้องไป ตั้งสาขาต่าง ๆ รวมไปถึงช่วยในการประเมินที่ดินต่าง ๆ ให้กับเรา ซึ่งในส่วนนี้จะทำให้เรา ไม่ต้องมีความจำเป็นในการจัดตั้งสาขาเช่นธนาคารทั่วไป และทำให้เกิดการประหยัด ไม่ต้องใช้คนมาก โดยระยะแรกจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนที่ที่ดินหลุดมือ แล้วในระยะยาวนั้นจะเป็นเรื่องของการบริหารที่ดินของเอกชนที่มีที่ดินรกร้าง แล้วก็ ในการเตรียมที่ดินให้กับคนจนต่อไป
ในเกณฑ์ด้านสุดท้าย คือความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เกิดจาก การสร้างความเชี่ยวชาญในการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงกับภาคี ในการวางระบบคัดกรองเป้าหมายของคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในการร่วมค้ำประกัน ของชุมชน ในการที่จะสร้างความเชี่ยวชาญด้านที่ดิน การประเมินที่ดิน แล้วก็การเชี่ยวชาญ เรื่องของการปล่อยสินเชื่อส่วนของที่ดิน แล้วสุดท้ายก็คือเรื่องของการสร้างฐานข้อมูล ในเรื่องของที่ดินอย่างครบวงจร ซึ่งทั้งหมดนี้จะตั้งอยู่บนการทำงานร่วมกันกับภาคีต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ธ.ก.ส. ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ของชุมชน พอช. สหกรณ์ กองทุนฟื้นฟู กองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดเมื่อทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคีต่าง ๆ ก็จะนำไปสู่ความยั่งยืนในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบริหารความเสี่ยง อย่างรัดกุม
กระบวนการดังกล่าวในการรักษาที่ดินไม่ให้หลุดมือจากเกษตรกร ตามที่เรา ได้กำหนดไว้ในตัวของร่าง พ.ร.บ. นั้น จะมีการดำเนินการตามตัวอย่างที่ผมให้ดูในภาพนี้ โดยปกติแล้วเกษตรกรคนจนที่มีปัญหาที่ดินกำลังจะหลุดมือนั้นจะมีการกู้ยืมจาก หน่วยงานต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขากู้มา ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยกู้จาก ธ.ก.ส. หรือจาก ธนาคารพาณิชย์ หรือกู้นอกระบบ ปกติแล้วก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ย เมื่อใกล้จะหลุดมือ ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพนอลตี (Penalty) หรือดอกเบี้ยสูงพิเศษเพิ่ม ธ.ก.ส. คิด ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารพาณิชย์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไปกู้นอกระบบจะตกประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน หรือถ้าเกิดเป็นภาระดอกเบี้ยก็ตกประมาณ ๑,๐๘๓ บาท ต่อเงินกู้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับ ธ.ก.ส. ๒,๐๐๐ บาทกับธนาคารพาณิชย์ ถ้ากู้นอกระบบ ประมาณ ๕,๐๐๐ บาทถึง ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาระอย่างยิ่งเลยนะครับ เมื่อมีปัญหาแล้วถ้าได้รับการช่วยเหลือจากธนาคารที่ดิน สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นเลยก็คือ ภาระดอกเบี้ยจะลดลงเหลือ ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน จากถ้าเกิดจ่ายนอกระบบ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน จะเหลือ ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่ง ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็หมายความว่า ภาระดอกเบี้ยจาก ๕,๐๐๐ บาทถึง ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน จะลดลงเหลือ ประมาณ ๕๘๓ บาทต่อเดือน ซึ่งในส่วนนี้ก็ทำให้เขาหายใจคล่องขึ้น ต่อลมหายใจให้เขา และถ้าเกิดในอนาคตเขาได้รับการช่วยเหลือแล้ว ทางธนาคารที่ดินก็จะทำงานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูการทำอาชีพเกษตรกร ในการทำมาหากินของเขาไปพร้อม ๆ กันด้วย ทำให้เขามีรายได้เพิ่มเติมสามารถที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้กับเราได้ ในส่วนนี้ก็จะทำงานกับ หอการค้าไทย กับองค์การต่าง ๆ แต่ถ้าเกิดเมื่อทำไปแล้วโชคร้าย ทำไปแล้วปรากฏว่า ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ ต้องหลุดจำนอง กฎหมายที่เรากำหนดไว้ เจ้าของหรือทายาท โดยธรรมสามารถที่จะมาแจ้งความจำนงที่จะซื้อคืนที่ดินได้ภายใน ๕ ปี อันนี้ก็เหมือนกับ โรงรับจำนำทั่ว ๆ ไป ก็คือว่าเมื่อที่ดินหลุดมือหรือทรัพย์สินหลุดมือจะมีเวลาที่กำหนดไว้ ให้เขาสามารถกลับมาได้ ที่กำหนดไว้ ๕ ปีก็เพราะว่าหลายครั้งเมื่อมีน้ำท่วมกว่าจะมา เป็นปกติได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่างเช่น สวนกล้วยไม้แถว ๆ ธนบุรี เป็นต้น กว่าจะสร้างกล้วยไม้ลอต (Lot) ใหม่ออกมาได้ กว่าจะปลูกขึ้นมา กว่าจะขายได้ ใช้เวลา ๓-๔ ปี เพราะฉะนั้นเราก็จะให้เวลาเขาประมาณ ๕ ปี จนเขามั่นใจ แล้วก็สามารถแจ้งขอ เอาที่ดินของเขาคืนมาได้ อันนี้ก็จะช่วยให้เกษตรกรที่มีปัญหาที่ดินหลุดมือต่อลมหายใจ แล้วก็สามารถเอาที่ดินของตัวเองกลับคืนไปโดยที่ไม่ต้องหลุดมือไปสู่กลุ่มนายทุนได้ ซึ่งเมื่อดำเนินการไปแล้วหลายคนถามว่าแหล่งที่มาของเงินจะมาจากไหน แล้วก็จะใช้เงิน ในการดำเนินงานอย่างไร ทาง สปท. เสนอว่าทุนในการดำเนินการจะมาจากงบประมาณ โดยที่จะขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่เงินที่เยอะเลยครับ เราช่วยหลาย ๆ โครงการเป็นหมื่นล้านบาท แสนล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อต่อลมหายใจให้คนจน เราขอ ๕ ปีครับ ๕ ปีเมื่อกิจการขยายตัวเพิ่มขึ้น ก็จะมีเงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เงินนี้จะเป็นเงินที่มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ในองค์กรนี้ เมื่อจะดำเนินการเราจะขอให้กระทรวงการคลังช่วยออกพันธบัตรค้ำประกัน คือเป็นพันธบัตรของธนาคารที่ดิน แต่รัฐบาลค้ำประกันให้ในลอต (Lot) ที่ ๑ ลอต (Lot) ที่ ๒ ลอต (Lot) ที่ ๓ เพื่อเอาเงินที่ได้ ยกตัวอย่างเช่นเอาเงินมา ๑,๐๐๐ ล้านบาท ไปปล่อยให้กับ พี่น้องประชาชนที่กำลังประสบปัญหาที่ดินหลุดมือ กู้มา ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ปล่อยพี่น้อง ประชาชน ๗ เปอร์เซ็นต์ จะสามารถช่วยได้ แล้วเมื่อทำลอต (Lot) ที่ ๑ ลอต (Lot) ที่ ๒ ลอต (Lot) ที่ ๓ ได้ แล้วประสบความสำเร็จ ต่อไปธนาคารที่ดินก็สามารถออกพันธบัตรเองได้ สามารถเดินหน้าไปโดยที่ไม่ต้องกลับมาให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในส่วนนี้เมื่อดำเนินการไปแล้วก็หมายความว่า ตัวของธนาคารที่ดินนั้นจะเป็นองค์กรที่ทำงานเหมือนภาคเอกชน ไม่ได้พึ่งพางบประมาณ ของรัฐปีต่อปีในการดำเนินการ เหมือนกับกองทุนฟื้นฟูหรือกองทุนหมุนเวียนที่สมาชิกบางท่านถาม ว่าทำไมเราไม่ทำเหมือน กองทุนฟื้นฟู กองทุนหมุนเวียน เพราะกองทุนเหล่านั้นคือกองทุนที่เรียกว่าบัดเจ็ตเบส (Budget based) ต้องรองบประมาณ งบประมาณหมดก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ธนาคารที่ดิน ที่เราจะจัดตั้งขึ้นมาเป็นมาร์เก็ตเบส (Market based) เป็นคำตอบที่เป็นเหมือนกับ ภาคเอกชน เมื่อให้เงินทุนไปแล้วสามารถกู้ยืมพันธบัตรเองได้ แล้วเอาเงินจากพันธบัตรนั้น ไปปล่อยให้พี่น้องประชาชนที่กำลังเกิดปัญหา พูดง่าย ๆ เขาจะเป็นคนกลางที่ทำให้ พี่น้องประชาชนที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินราคาถูก โดยอาศัยธนาคารที่ดินกู้ยืมจากตลาดทุนให้เอง ฉะนั้นธนาคารที่ดินก็คือเป็นตัวเชื่อมระหว่างตลาดทุนดอกเบี้ยถูกให้พี่น้องประชาชน ที่เข้าไม่ถึงเงินทุนเหล่านี้ แล้วก็เป็นมาร์เก็ต เบส โซลูชัน (Market based Solution) ก็คือ ไม่ต้องพึ่งงบประมาณ แตกต่างจากกองทุนฟื้นฟู แล้วก็กองทุนหมุนเวียน
๒ คำถามนะครับ เป็นคำถามที่ท่านนายกรัฐมนตรีถามที่คณะกรรมการที่ดิน เมื่อเดือนที่แล้วว่าธนาคารที่ดินต้องใช้งบประมาณเท่าไร คำตอบก็คือใช้งบประมาณไม่มาก ปีแรก ๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันแล้วงบประมาณทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่แตกต่าง จากธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นเงินทุนเบื้องต้น ใช้เงินแค่นี้ละครับ ไม่ต้องตั้งเยอะ สาขาไม่มาก และขณะเดียวกันเมื่อตั้งไปแล้วก็จะมี ความแตกต่างจากกองทุนฟื้นฟูและกองทุนหมุนเวียน เพราะไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ ของภาครัฐต่อไป แล้วถ้ามีกำไร ในท้ายที่สุดก็สามารถเอากำไรไปซื้อที่ดินที่กำลังหลุดมือ เข้าสู่พอร์ต (Port) ของธนาคารที่ดิน แล้วจัดสรรไปสู่เกษตรกรที่ต้องการที่ดินต่อไปได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเป็นแนวทางการดำเนินงานของธนาคารที่ดินนะครับ
เป้าหมายเราตั้งใจไว้ก็คือ ๕ ปีแรก ๑๐๐,๐๐๐ ราย แล้วใน ๑๐ ปี จะช่วยเหลือประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งอันนี้ก็จะนำไปสู่ประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การบรรเทาทุกข์ของพี่น้องประชาชน รักษาที่ดินไว้สำหรับเกษตรกร รักษาเกษตรกรไว้ด้วย และขณะเดียวกันก็ลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ เพิ่มประโยชน์ ประสิทธิภาพในการใช้ที่ดินของประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน แล้วก็ในการดำเนินการไปข้างหน้าในการจัดตั้งธนาคารที่ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระทรวงการคลัง กับสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราก็มีความคืบหน้าดังต่อไปนี้ หลังจากวันที่ ๒๖ เมษายนปีที่แล้ว ก็ประมาณ ๑ ปี ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรานั้นมีการเห็นชอบเรื่องนี้ ในวันที่ ๔ มิถุนายน คณะกรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็มีมติเห็นชอบเรื่องของธนาคารที่ดิน แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน ซึ่งได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณา ท่านก็มีดำริ สั่งให้คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ ๒ คณะที่ ๓ และคณะที่ ๕ พิจารณาเรื่องนี้ รวมถึงส่งให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง แล้วก็สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ดำเนินการ เรื่องนี้ต่อไป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการเตรียมการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว แล้วก็สถาบัน บริหารจัดการธนาคารที่ดินก็ได้ดำเนินการครับ ได้หารือกับฝั่งเราในการเตรียมการวางระบบ ระเบียบปฏิบัติที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานของธนาคารที่ดินต่อไป โดยชั้นต้นสถาบัน บริหารจัดการธนาคารที่ดินได้มีการทดลองช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหา ที่ดินหลุดมือ ในโครงการแก้ไขปัญหาเกษตรกรและผู้ยากจนที่มีปัญหาจะสูญเสียสิทธิ ในที่ดินทำกินจากการจำนองหรือขายฝาก โดยในปัจจุบันเนื่องจากเป็นโครงการนำร่อง เราวางกรอบว่าจะคัดเลือกอย่างไร เกณฑ์แค่ไหน ให้เงินได้ประมาณเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร และขณะเดียวกันที่สำคัญที่สุด จะทำงานโดยที่ไม่ต้องมีสาขาได้อย่างไร ตามที่ได้เรียนสมาชิก สปท. ไปครั้งที่แล้ว เราได้ทำงานร่วมกับ ธ.ก.ส. ในการทำงาน ธ.ก.ส. ก็เป็นคนคัดเลือก เป็นคนส่งเคส (Case) ต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามา แล้วก็เป็นคนที่เอาสินเชื่อไปให้กับพี่น้อง ประชาชน รวมถึงเก็บเงินคืนให้ ในปัจจุบันสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินไม่ต้องมีสาขา ใช้สำนักงานกลางที่เรามีปัจจุบัน แล้วก็ใช้ ธ.ก.ส. เข้าถึงพี่น้องประชาชน ปัจจุบันทำไป ประมาณ ๑๐๐ ราย ซึ่งในปัจจุบันจ่ายคืนดีทุกคน ทำไปเกือบครึ่งปีแล้ว ไม่มีหนี้เสีย จ่ายคืนดี แล้วก็พี่น้องประชาชนบอกว่าเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนมาช่วยเขาในยามที่เขา คับขันที่สุดในชีวิตของเขา ซึ่งในตัวของร่าง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดินในปัจจุบันอยู่ในการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ทางท่านประธานสมชัยกับกระผมได้ไปเจอท่านรัฐมนตรีช่วยวิสุทธิ์เมื่อประมาณ ๒ เดือนที่แล้ว แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดท่านสั่งเลยครับว่าเรื่องสถาบันการเงินชุมชน กับธนาคารที่ดินให้เร่งรัดเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่การดำเนินการต่อไป แล้วก็เสนอ ครม.
สำหรับการดำเนินการในช่วงต่อไปเราก็ตั้งใจอย่างนี้ว่า เนื่องจากธนาคาร ที่ดิน แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดินได้รับคัดเลือกเป็น ๑ ใน ๒๗ วาระปฏิรูปสำคัญ และเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี ๒๕๖๐ ในส่วนนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็ตั้งใจจะดำเนินการประสานงานกับกระทรวงการคลัง ในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวให้เรียบร้อย แล้วก็นำส่งให้ ครม. พิจารณาได้โดยด่วน และขณะเดียวกันเราก็ดำเนินการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ สนช. เพื่อเตรียมงานไว้ล่วงหน้าว่าต้องมีการแก้ไขกฎหมายอย่างไร และขณะเดียวกัน ก็จะคุยกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ให้ข้อคิดเห็น แล้วก็ช่วยกันเรียกร้อง ในสิ่งที่จะเป็นความหวังของเขา เป็นลมหายใจสุดท้ายของเขา ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที สำหรับท่านแรก ขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านจะอภิปรายในเรื่องการเงินฐานรากและธนาคารที่ดิน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาบรรจุวาระ เรื่อง “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ๓ เรื่อง เข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้
ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในเรื่องของการเงินฐานราก กับธนาคารที่ดิน ที่ได้ลงชื่อแสดงความสนใจไว้ กระผมก็อยากจะขอเท้าความให้เพื่อนสมาชิก ได้กรุณารับทราบสักนิดหนึ่งว่าตลอดเวลา ๑ ปีกับ ๕ เดือนที่เราทำงานกันมา ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผมก็ได้จดเอาไว้ว่าสภาของเราได้มีการพิจารณาผ่าน ประเด็นการศึกษาด้านการปฏิรูปไป ๑๔๓ เรื่อง ๑๔๓ เรื่องจากคณะกรรมาธิการ ๑๒ คณะ มันไปที่ไหนบ้าง จากสถิติที่ผมก็เผอิญไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการเตรียมการ บริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคี ปรองดอง ก็พบว่ารัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญ แล้วก็ติดตามงานของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ที่ผมเห็นอยู่ในมือเขาก็ทำเป็นเรกคอร์ด (Record) ไว้ว่า ๑๔๓ เรื่อง ๑๐๐ เรื่องของสภาปฏิรูปได้ผ่านคณะกรรมการประสานงานร่วม ๓ ฝ่ายแล้ว แล้วก็ อีก ๓๑ เรื่อง ก็รออยู่ระหว่างจะเสนอกรรมการ ๓ ฝ่าย พอดีก็มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็อีก ๑๒ เรื่อง สปท. ก็กำลังเตรียมการที่จะนำเสนอรัฐบาล ต่อไป
แล้วขณะนี้เมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ รอการลงพระปรมาภิไธยอยู่ ซึ่งเมื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศ บังคับใช้แล้ว มันก็จะต้องมีการเตรียมการในเรื่องต่าง ๆ ในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และในเรื่องของการปฏิรูปต่าง ๆ ประเด็นที่เราศึกษาไว้ก็จะได้รับการบรรจุ ซึ่งล่าสุด ตลอดเวลาตั้งแต่ช่วง ๑ เดือนที่ผ่านมา ผมในฐานะเป็นประธานกรรมาธิการ ๑ คณะ ใน ๑๒ คณะ ก็ได้ไปร่วมกับท่านประธานสภา ท่านรองประธานสภา ในการประชุมหารือกับ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ จนออกมาเป็นการจัดลำดับ ความสำคัญวาระปฏิรูปเร่งด่วน ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง แล้วก็ได้มีการกรุป (Group) เรื่องที่เรา ศึกษาไว้ ที่รัฐบาลเห็นว่าจะให้ความสำคัญ และพยายามจะทำให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๐ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง กระผมก็ขออนุญาตท่านประธานเท้าความฉายภาพสักนิดหนึ่ง เพื่อให้ท่านสมาชิกได้รับฟัง ก็คือเรื่องปฏิรูปเร่งด่วน ๒๗ วาระ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ กับเรื่องที่เราศึกษา มันก็จะกรุป (Group) ได้เป็น ๕ หมวดนะครับ
หมวดแรก ก็คือเรื่องของกลไกภาครัฐ ได้แก่ การปฏิรูปงบประมาณ การคลัง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น การบริหารราชการท้องถิ่น และ การบริหารบุคคลท้องถิ่น การปฏิรูปกลไกภาครัฐเพื่อสร้างธรรมาภิบาล การปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรภาครัฐและจัดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น อันนี้ เป็นหมวดของการปฏิรูปกลไกภาครัฐ ซึ่งรายงานของพวกเราก็ได้รับการบรรจุเข้าไปอยู่ ในแผนเร่งด่วนนี้แล้ว
อันดับต่อมาที่สำคัญมาก ก็คือเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ก็คือเรื่องของกลุ่ม “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” ซึ่งท่านประธานสภาเห็นความสำคัญ และหยิบมาเป็นเรื่องแรกที่ให้สมาชิกได้มาอภิปรายทบทวนเสริมในวันนี้ ได้แก่ เรื่องการเงินฐานราก วิสาหกิจเพื่อสังคม และธนาคารที่ดิน นอกจากนั้นก็จะมีซีรีส์ (Series) ของเศรษฐกิจก็คือเรื่องของเศรษฐกิจในอนาคต ได้แก่ การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เศรษฐกิจ สร้างสรรค์ เศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล
หมวดที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเศรษฐกิจอีกหมวดหนึ่ง ก็คือหมวดเรื่องคน คนในที่นี้ก็หมายถึงการศึกษานั่นเอง ก็จะเป็นเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปแรงงาน ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ การเตรียมการสู่สังคมผู้สูงอายุ การพัฒนากีฬา การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และการปฏิรูปสื่อสารมวลชน เรื่องคนก็เป็นเรื่องใหญ่กินกว้างถึงหลายคณะกรรมาธิการ แล้วน่าจะมีรายงานอยู่ในนี้ เป็นหลายสิบฉบับนะครับ
สุดท้ายก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ผังเมือง พลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรม และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) แล้วก็โลจิสติกส์ (Logistics)
ท่านประธานครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ร่างกฎหมาย ๒ ฉบับ เพื่อเตรียมรองรับร่างรัฐธรรมนูญที่จะโปรดเกล้าฯ ลงมา จากการติดตามข่าวก็คือ ครม. ได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แล้วร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติก็ได้มีกรอบการปฏิรูป หมวดที่ ๑๖ ตั้งแต่มาตรา ๒๕๗ ถึงมาตรา ๒๗๐ ซึ่งมีประเด็นปฏิรูปอยู่ ๗ ด้าน แต่ ๗ ด้านนี้ก็รวมทั้ง ๑๒ ด้านที่เราทำอยู่ แต่ทีนี้หลัก ๆ ที่ร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ก็คือ ๑. ด้านการเมือง ๒. ด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ๓. ด้านกฎหมาย ๔. ด้านกระบวนการยุติธรรม ๕. ด้านการศึกษา ๖. ด้านเศรษฐกิจ และ ๗. ด้านอื่น ๆ ของผมเป็นพลังงานก็คงจะอยู่ในด้านอื่น ๆ นี้ละครับ ซึ่งเรื่องทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ที่เราได้ทำมา ๑๔๐ กว่าเรื่อง รัฐบาลได้เอาไปบรรจุอยู่ใน ๒๗ วาระ แล้วกรุป (Group) เป็น ๕ หมวด ก็มีความตั้งใจว่ามันเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ที่ควรจะปฏิรูปประเทศโดยเร็ว แล้วพยายามจะทำก่อนที่จะมีการเลือกตั้งภายในปี ๒๕๖๐ ต่อเนื่องปี ๒๕๖๑ มันก็จะอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการไว้ ผมก็คิดว่าสมาชิกหลายท่านก็คงจะได้เคยเห็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ อันนี้ ที่มีชื่อว่า ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) สรุปโดยย่อ ซึ่งทำมา ปีกว่าแล้ว
แต่โดยสรุปกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี ก็จะให้ความสำคัญ ใน ๖ ด้าน ด้านแรก แน่นอนครับเป็นเรื่องของความมั่นคง ด้านที่ ๒ เป็นเรื่องของการสร้าง ความสามารถในการแข่งขัน ก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจนั่นเอง ด้านที่ ๓ เป็นเรื่องของ การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ก็รวมหมด ทั้งเรื่องของสุขภาพ การศึกษา แรงงาน ต่าง ๆ เหล่านี้ ด้านที่ ๔ ซึ่งมีความสำคัญมาก แล้วก็เกี่ยวกับหัวข้อที่เราอภิปรายกันวันนี้ ในร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี ก็คือการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และ ความเท่าเทียมกันในสังคม หรือการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมนั่นเอง ด้านที่ ๕ ก็คือ การสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้านที่ ๖ ก็คือการปรับกลไก บริหารราชการแผ่นดิน พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งประเด็นยุทธศาสตร์เหล่านี้ เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปฏิรูปประเทศ เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้า และพ้นบ่วงของการเป็น ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง
ท่านประธานครับ จึงเป็นที่น่ายินดีนะครับ ที่วันนี้ได้เห็นท่านประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ แล้วก็มือขวา มือซ้ายของท่าน อัศวินของท่าน บิ๊ก ๆ (Big) ทั้งนั้นเลย มานำเสนอเรื่อง กลุ่ม “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” ได้แก่ เรื่องการเงินฐานราก เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม และเรื่องธนาคารที่ดิน กระผมจะขอใช้ เวลาสั้น ๆ พูดถึงเรื่องที่ผมสนใจอยู่ ๒ เรื่อง
อันแรก คือเรื่องการเงินฐานราก ที่ท่านดอกเตอร์สมชัยได้นำเสนอ ผมคิดว่า ภาพแรกของสไลด์ (Slide) ชุดของท่านที่นำเสนอมันอธิบายได้หมดเลย คือโครงสร้าง ในสังคม รายได้ของคนไทยเป็นพีระมิดคว่ำ แต่การให้เครดิตสินเชื่อเป็นรูปของพีระมิดหงาย ก็คือคนรวยมีน้อย แต่มีธนาคารที่จะให้สินเชื่อมาก ส่วนคนจนมีมากไม่รู้จะไปหาเครดิตที่ไหน ถ้าสังคมเป็นอย่างนี้ความเหลื่อมล้ำในสังคมก็จะยิ่งมากขึ้นไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเสนอในเรื่องของ การเงินฐานรากจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่รัฐบาลควรจะต้องรับไปทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ ประชาชนมีความหวัง ประชาชนไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน แล้วก็อยู่ในวงจรของหนี้ตลอดชีวิต จนถึงลูกหลาน การสร้างสถาบันการเงินของชุมชนให้เขาเข้มแข็ง แล้วก็มีเงินอัดฉีดลงไป เพื่อให้เขาออมเงินของตนเอง แล้วเอาเงินออมของตนเองมาปล่อยกู้ แล้วก็มีเงินช่วยเหลือ จากแบงก์ที่รวยแล้วไปช่วยสถาบันชุมชน เพื่อให้คนที่อยู่ในฐานรากเป็นคนมากกว่าครึ่ง ของประเทศ หรืออาจจะ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ อย่างน้อยก็ได้เข้าถึงเครดิต สัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศได้ไหม ไม่อย่างนั้นสังคมเราก็จะกลายเป็นว่าคนรวยที่สุด ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์เข้าถึงเครดิต ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนจนที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์เข้าถึงเครดิต ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันก็เลยตอบโจทย์เรื่องของการสร้าง ความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และทำเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งจากฐานราก เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะต้องรับไปสานต่อและรีบดำเนินการ แล้วก็ตั้งความหวังว่าเป้าหมายที่ท่านทำไว้ในรายงานของท่านจะบรรลุเห็นผลได้ ภายในปี ๒๕๖๐-๒๕๖๑ นี้ ก็คือมีสถาบันการเงินชุมชนที่กว้างขวางมากขึ้น มีกฎระเบียบที่ ไม่เข้มงวดนัก แล้วก็ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในดอกเบี้ยที่ไม่สูง ไม่ทารุณจนเกินไป ทำให้เขาเงยหน้าอ้าปาก หลุดพ้นจากวงจรหนี้สินได้
สำหรับเรื่องที่ ๒ คือเรื่องธนาคารที่ดิน ผมก็ขอสนับสนุนอย่างเต็มที่นะครับ เมื่อวานผมนั่งรถมาก็ฟังวิทยุ มีคนอังกฤษคนหนึ่งมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองไทย จังหวัดขอนแก่น เพราะเขาชอบหลักเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเขาก็ให้สัมภาษณ์ พูดภาษาไทย เขาก็บอกว่า คนที่ประเทศอังกฤษไม่มีความสุขเลย เพราะว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนอังกฤษ ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง แต่เขามาเห็นเมืองไทยแล้วประชาชนยังมีที่ดินเป็นของตนเองบ้าง แต่ปัญหาที่ดิน ที่ดอกเตอร์กอบศักดิ์ได้รายงานอยู่ในรายงาน ก็พบว่ามันมีวงจรเก่า ๆ ที่เป็นมา ๒๐-๓๐ ปีแล้วก็คือปลูกพืชผลไม่ได้ผลก็เอาที่ดินไปจำนอง หลุดจำนอง ที่ดิน ในธนาคารก็เอาไปขาย นายทุนก็เอาไปทำอย่างอื่น แล้วชาวบ้านก็บุกรุกที่ไปทำไร่เลื่อนลอย ต่อไป เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกอันหนึ่งก็คือการให้เกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้มีความเป็นเจ้าของ ของที่ดินของตนเอง มีปัจจัยการผลิตของตนเอง เขาจะได้มีความภูมิใจ มีความหวัง แล้วมีความรักในสังคม ในประเทศชาติ ที่จะทำให้เจริญก้าวหน้าต่อไป แล้วธนาคารที่ดินก็ไม่ได้คิดบิ๊ก (Big) คิดใหญ่ อะไรนะครับ เงินซี้ดมันนี (Seed money) เริ่มแรกก็ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะช่วยเกษตรกร ที่ที่ดินจะหลุดจำนอง ๑๐๐,๐๐๐ ราย ผมก็คิดว่าอยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้ ผมได้ศึกษาแล้ว ในเปเปอร์ (Paper) นี้ตอนที่นำเสนอรอบแรก ก็คือว่าจะให้กู้หรือรับจำนอง หลักการก็คือ ให้กู้และรับจำนองในดอกเบี้ยต่ำ ๆ และถึงแม้ว่าหลุดจำนองไปแล้วก็ยังเอาไปขาย ยังจะเปิดโอกาสให้เช่า เพื่อให้เขาฟื้นฟูได้อีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ซึ่งผมถือว่าเป็นกิจการที่เป็นกุศล แล้วก็จะช่วยให้เกษตรกรผู้ยากไร้ที่อยู่ในฐานรากของสังคมยังมีโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของ ปัจจัยการผลิต และเป็นเจ้าของที่ดินของตนเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็อีกละครับ ควรจะเป็น เรื่องที่ให้ความสำคัญเร่งด่วน เพราะมันก็ไม่ได้ใช้เงินมากมายอะไร แล้วก็มีโอกาส ที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีในเรื่องของการสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมประสบความสำเร็จ ก็ขอสนับสนุนทั้ง ๒ เรื่อง คือ เรื่องการเงินฐานราก และ เรื่องธนาคารที่ดิน ไม่ได้หมายความว่าไม่สนับสนุนของท่านปีติพงศ์ เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม แต่มีคนรอเป็นเจ้าภาพอภิปรายของท่านอยู่แล้ว ผมก็ไม่อยากจะใช้เวลามาก ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านคุรุจิต เผอิญผมลืมแจ้งโครงสร้างอีกโครงสร้างหนึ่งที่เป็น ส่วนของ ป.ย.ป. ล่าสุด ก็คือคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ๓๙ ท่าน โดยที่มีสมาชิกของ สปท. อย่างน้อย ๙-๑๐ ท่าน เข้าไปเป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ก็คือ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ท่านรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ คุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร ท่านประมนต์ สุธีวงศ์ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่นำเสนอในวันนี้ แล้วก็มีท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ก็น่าจะสำเร็จไปเกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ ส่วนท่านกอบศักดิ์ก็อยู่กับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็น่าจะมีความ เป็นไปได้ตามเป้าหมายของเรา
ต่อไปขอเชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม และชุมชน และเป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของ ป.ย.ป. ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สปท. ครับ ท่านประธานครับ วันนี้เป็น การประชุมที่ผมคิดว่าเป็นความงดงาม แล้วก็น่าจะถือว่าเป็นความสุขอย่างมากเลยนะครับ เราได้มีโอกาสอ่านเอกสาร ได้มีโอกาสฟังท่านประธานได้ขมวดสถานการณ์ต่าง ๆ ว่าตอนนี้ กระบวนการและกลไกที่กำลังจะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราไปสู่ผลสัมฤทธิ์ให้ได้ มีการปรับตัวอย่างไร
เมื่อสักครู่นี้ท่านคุรุจิตได้อภิปราย ผมคิดว่าเป็นการเติมเต็มที่สำคัญ ทั้งเรื่องกระบวนการ โครงสร้าง แล้วก็ระบบ ในขณะเดียวกันมีการปรับรูป ของการนำรายงานที่ผ่าน สปท. ไปแล้วกลับมาเป็นหมวดหมู่แล้วมาคุยกันใหม่ ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องที่งดงามแล้วไม่แปลกเลย เวลาเราสวดมนต์เรายังมีทุติยัมปิ ตะติยัมปิ การคลอดอะไรบางอย่างที่ยากมันต้องใช้เวลา มีความเหมาะสมของบริบท และจังหวะเวลา ผมคิดว่าเรื่องปฏิรูปที่เราดูกันมา ขับเคลื่อนกันมา ตั้งแต่มี คสช. มีรัฐบาล มี สปช. มี สปท. และมีองค์กร กลไกอื่น ๆ ผลักดันสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูป ถึงวันนี้ถ้าเทียบกับการเดิน ขึ้นภูเขาที่สูงชันที่เราพากันเดินขึ้นไป เราถือว่าบนยอดเขาเป็นความงดงามที่เราอยากจะไป ให้ถึง ผมคิดว่าเรากำลังเดินขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่งแล้วครับ แล้วสูงพอสมควร แล้วก็ได้งาน ได้พื้นที่ ได้เส้นทาง ได้แนวทางการทำงาน ได้การเรียนรู้ร่วมกัน ผมถึงเรียนว่า เห็นการประชุมวันนี้แล้วมีความสุขครับ แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้เติม ทำให้เห็นภาพในเรื่องของ การขับเคลื่อนไปข้างหน้า เห็นด้วยครับว่าวันนี้เราได้หยิบเรื่องสำคัญใน ๒๗ วาระปฏิรูป ซึ่งเป็นการทำงานใกล้ชิด กันมากในระหว่างองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งกับภาครัฐบาล มีการจัดหมวดหมู่ มีการเอาอะไร มาขึ้นก่อน ขึ้นหลัง อะไรสำคัญ ไม่สำคัญ และจัดกลุ่ม งานนี้ที่ผมเรียน และผมยังย้ำว่า เห็นความงดงาม และรู้สึกดีใจที่มันขยับมาถึงขั้นนี้ ถ้าเราเดินแต่ละเรื่องเป็นชิ้น ๆ ไป โอกาสสำเร็จอาจจะมีน้อย แต่พอมาจัดหมวดหมู่แล้วเรียง เมื่อสักครู่ท่านคุรุจิตได้สรุปให้แล้ว อยู่ในเอกสารที่เพื่อนสมาชิกได้เห็นแล้ว ผมคิดว่ากำลังเดินไปอย่างถูกทิศทาง แล้วก็เป็น เรื่องสำคัญครับ
ทีนี้เรื่องที่เรานำเข้ามาในวันนี้ ที่มันอยู่ใน ๒๗ เรื่อง แล้วหยิบเรื่อง กลุ่ม “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” ขึ้นมา ผมก็เห็นด้วยว่าเป็นการหยิบเรื่องที่สำคัญ เรื่องอื่น ก็สำคัญทั้งสิ้น แต่กลุ่มนี้สำคัญ แล้วดูเหมือนว่าใกล้จะคลอดแล้ว มาถึงจุดที่ทุกฝ่าย ค่อนข้างเห็นด้วย แต่อาจจะยังติดเพียงประเด็นเล็กน้อยบางเรื่อง ประเด็นอาจจะไม่เล็กน้อย แต่ติดบางจุด ท่านกอบศักดิ์ได้เล่าถึงเรื่องธนาคารที่ดิน ก็ติดอยู่อีกไม่มากแล้วครับ พวกนี้ ถ้าเราได้สนใจติดตามจะเห็นว่ามันไปตามจังหวะขั้นตอน แล้วการติดเป็นธรรมชาติ ธรรมดา เพราะบางจุด บางที่ที่รับผิดชอบแตกต่างกันจะย่อมเห็นไม่เหมือนกัน มองมุมแตกต่างกัน แต่รัฐบาลมี ป.ย.ป. มีกลไก ที่ท่านประธานได้กล่าวถึงนั้น กำลังจะทะลุทะลวงเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแต่แค่จะผ่านปัญหาและอุปสรรคนั้นได้ แต่ที่สำคัญคือจะทำให้เวลาในการทำ เรื่องนี้เร็วขึ้น ซึ่งสังคมก็ดูอยู่ แล้วก็เรียกร้องอยู่ สิ่งที่กระผมเรียนนั้นเป็นการพูดเสียยาว ก็เพื่ออยากจะเรียนว่าสำคัญ แล้วเป็นจังหวะที่งดงามและดีเหลือเกินครับ
มาสู่เรื่องในวันนี้ครับ วันนี้ที่เราหยิบเรื่องขึ้นมา ผมก็เห็นด้วยกับข้อเสนอ ๓ เรื่องที่ตอนนี้เราหยิบมาวางไว้ แล้วก็มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มีเอกสารในรายงาน ที่นำเสนอชัดเจน เห็นด้วยกับท่านคุรุจิตอย่างมาก ผมฟังท่านอภิปรายแล้วดีใจที่เห็นตรงกัน เราเห็นความเหลื่อมล้ำในบ้านเรา ซึ่งถ้าเราเทียบประเทศใกล้บ้านเราคือประเทศสิงคโปร์ ความเหลื่อมล้ำของคนของเขาน้อย เขาก็มีคนน้อย เขามีการศึกษาใกล้กัน เขามีระบบ การพัฒนาต่าง ๆ คนไม่ห่างกันมาก แต่ของบ้านเรานั้นเหลื่อมล้ำเยอะมาก แล้วภาพที่ นำเสนอก็เห็นชัดเจนถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราไม่แก้ความเหลื่อมล้ำ ไม่เพิ่มความ เป็นธรรม ปฏิรูปไม่สำเร็จ เราก็มาสู่การปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้างเพื่อจะแก้ตรงนี้ ไม่มีใครพลิกฝ่ามือให้สำเร็จได้ทันที ต้องใช้เครื่องมือหลายเครื่องมือ เครื่องมือกลุ่มที่วางไว้ ก็ค่อนข้างชัด คนข้างล่างซึ่งมีคนจำนวนมาก ซึ่งบางทีเราเรียกว่าคนจน ไม่ใช่เรื่องเงิน อย่างเดียวนะครับ เขาจนเข้าถึงโอกาสได้ยาก จนความรู้ก็ไปสู่การติดขัดไปหมด แล้วก็ จนเรื่องเงิน ถ้าการพัฒนาที่ผ่าน ๆ มาบางครั้งเราไปเผลอ เราก็พยายามจะเติมเรื่องเงิน ไม่มีทางสำเร็จ วันนี้แนวทางที่ท่านคณะกรรมาธิการเสนอพวกเราได้เห็นกันไปแล้ว แล้วก็ เห็นพ้องต้องกัน ผมคิดว่าก็น่าชื่นชม เราคิดว่าเราต้องแก้ในเชิงระบบและโครงสร้าง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เขาเข้าถึง จะโอกาสเข้าถึงอะไร ที่เราคุยวันนี้คือเข้าถึงเงิน ถ้าดูลึก ๆ ไปแล้ว กลไกเหล่านี้จะให้เขาเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี ก็คือเพิ่มปัญญา แล้วเขาก็สามารถที่จะ ลืมตาอ้าปาก หรือไม่ถอยแย่ไปกว่านี้ ผมคิดว่าอันนี้คือทิศทางที่เห็นชัดนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าทั้งหมดนี้ที่เราทำ เครื่องมือกลุ่มแรกนี้ หรือกลุ่มที่เราคุยวันนี้ แล้วมีกลุ่มอื่น ๆ ด้วย เรากำลังมุ่งสู่การปฏิรูป ระบบเพื่อสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง สมมุติว่าเรามองฐานรากของเจดีย์เป็นชุมชน ผมคิดว่า เป้าเราตรงกันแล้ว คือเราต้องทำตรงนั้นให้เข้มแข็ง เพราะถ้าไม่เข้มแข็ง เราไปมะรุมมะตุ้ม อยู่ที่ยอดเจดีย์หรือยอดพีระมิด ไปไม่รอดถ้าข้างล่างอ่อนแอ เราเห็นตรงกันแล้ว ทีนี้ถ้าเรา จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แก้ไขปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเชิงระบบ มันมีอยู่ ๔ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือ เราต้องเพิ่มสิทธิ เพิ่มหน้าที่ เพิ่มบทบาท เพิ่มการมีส่วนร่วมสาธารณะ ให้เขามีคุณค่า และศักดิ์ศรีครับ ไม่ใช่เป็นผู้อาศัยในประเทศไทย แต่เขาเป็นสมาชิกของประเทศไทย ที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรี ตรงนี้ผมคิดว่าประเด็นปฏิรูปอื่น ๆ กำลังช่วยทำตรงนี้ การมีส่วนร่วม การบริหารจัดการตนเอง การกระจายอำนาจต่าง ๆ อันนั้นก็คือการเพิ่มบทบาท รวมทั้ง เรื่องการเมืองด้วย
กลุ่มที่ ๒ คือเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ การเข้าถึงและการจัดการ ผมคิดว่า หนีไม่พ้นเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า เรื่องปัจจัยการผลิต และที่สำคัญก็คือทุนทางสังคม วัฒนธรรมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้คือกลุ่มที่ ๒ ที่เราจะต้องหาทางปฏิรูประบบ แล้วก็หนุนเสริมเขา ซึ่งแต่ละคณะกรรมาธิการ แต่ละจุดเราก็ได้ช่วยกันทำสิ่งเหล่านี้ มันจะไปตอบด้วยกันหมด เลยนะครับ
กลุ่มที่ ๓ คือเรื่องปากท้อง สัมมาชีพ มันก็จะเชื่อมกับทุนเมื่อสักครู่นี้ เชื่อมกับเรื่องของคน การศึกษา การส่งเสริมให้เขามีคุณภาพชีวิตต่าง ๆ ความรู้ เทคโนโลยี และการจัดการก็จะเข้ามาช่วยครับ
กลุ่มที่ ๔ คือเรื่องสวัสดิการและคุณภาพชีวิต การศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการสังคม อื่น ๆ
ผมอยากจะพูดตรงนี้เพื่อให้เห็นชัดว่ามันมีอยู่ ๔ กลุ่ม แล้วประเด็นปฏิรูป ของเราที่จัดกลุ่มไว้ ๒๗ วาระ หลายเรื่องตอบตรงนี้ ผมมาพูดบนสำนวนใหม่อีกอันหนึ่ง เท่านั้นเองว่า ถ้าเรามองฐานอย่างนี้ สิ่งที่เราทำเรากำลังตอบตรงนี้ ถ้าทุกอัน เราช่วยตรวจสอบว่าสิ่งที่เราจะทำจะตอบตรงนี้ไหม ทำให้คนข้างล่างเขามีโอกาสมากขึ้นไหม มีทุนมากขึ้น จัดการตนเองได้มากขึ้น ดูแลอนาคตและชีวิตของตัวเองได้มากขึ้น มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี นี่คือทิศทางที่เราจะเพิ่มความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ น่าจะตรงกัน หมดแล้วนะครับตอนนี้ และถ้าเราช่วยกันตรวจสอบแล้วไปในทิศทางนี้ ผมคิดว่า เป็นความสำเร็จแล้วครับ
ทีนี้สิ่งที่ท่านได้เสนอไว้ ๓ เรื่อง ผมจะไม่ลงไปในเนื้อหา เพราะเนื้อหา เราคุยกันไปค่อนข้างเยอะแล้ว เครื่องมือพัฒนาฐานราก สำคัญครับ เพราะจะทำให้ชุมชน เข้มแข็ง ถ้าเราทำแล้วเราไปมุ่งแต่ข้างบนก็ต้องว่าไปนะครับ ข้างล่างก็จะมีความเข้มแข็ง เกิดขึ้น
การเงินฐานราก เราได้มีบทเรียนลงไปเยี่ยมในชุมชนต่าง ๆ ก็พบความงาม ที่เกิดขึ้น ในเรื่องการทำสถาบันชุมชนเพื่อจะพึ่งตนเอง เป็นของเขา โดยเขา เพื่อเขา แต่ยังไม่เข้มแข็งและมีแบบกระจัดกระจาย จะมีกฎหมายก็เพื่อจะทำให้มีฐานรองรับ และหนักแน่นสมบูรณ์มากขึ้น ผมก็คิดว่าสถาบันการเงินชุมชน พูดง่าย ๆ คือเป็นองค์กร การเงินของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน จะมี พ.ร.บ. สนับสนุน มีคนข้างนอกไปช่วย มีไปสนับสนุนให้เขาบริหารจัดการได้ มีทิศทางที่ถูกต้อง ส่งเสริมได้ และควบคุม กำกับ ไม่ให้ผิดทิศผิดทาง อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมคิดว่าใกล้เต็มทีแล้ว ถ้าฟังท่านรายงานนะครับ รัฐบาลก็เห็นแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็เห็น และทุกฝ่ายเห็น เคลียร์ (Clear) อีกนิดเดียว การคลอดจะเกิด แล้วก็จะเป็นความงาม และเป็นชุดด้วย
เรื่องที่ ๒ ธนาคารที่ดิน ผมไม่พูดซ้ำแล้ว อันนี้ก็ชัดเจนนะครับ คุณกอบศักดิ์ ก็ชี้แจงชัด ท่านคุรุจิตก็พูดชัดเจน และคุณกอบศักดิ์ชี้แจงไปถึงขั้นทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐบาล จุดนิดเดียวที่จะติดอยู่ ผมคิดว่าอันนี้น่าจะสำเร็จในปี ๒๕๖๐ ได้จริง ๆ ครับ
วิสาหกิจเพื่อสังคม วิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ก็มีการผลักดันตั้งนานแล้วนะครับ ผมอยากจะพูดตรงนี้เพื่อจะกราบเรียนว่าต้องให้เครดิตหน่วยงานแห่งหนึ่ง ที่มีความสำคัญมากคือ สสส. ครับ สสส. ได้มีการสนับสนุนให้เกิดการออกระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ อะไรราว ๆ นี้นะครับ วันนี้เขากำลังจะหมดอายุระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีตัวนี้แล้ว เขาได้ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องนี้ในผู้นำของสังคม และผู้คนต่าง ๆ ทำให้เราเข้าใจว่ามันจะมีการประกอบกิจการธุรกิจอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ได้หวังผลกำไรสูงสุดไปแบ่งกัน แต่เป็นการทำต้องมีกำไร และต้องทำแบบธุรกิจ คืออยู่ได้ คนที่ทำก็อยู่ได้ มีการเติบโตได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วประโยชน์ที่ได้คืนให้กับสังคม ผมเป็นคนหนึ่ง ซึ่งอีกหลาย ๆ ท่านก็คงจะมีโอกาสเห็น ในประเทศอังกฤษที่เราไปเห็นมา กิจการแบบนี้ ถ้ารัฐไม่สนับสนุนอย่างเข้มแข็งไปไม่ได้ เพราะฟันฝ่าอุปสรรคยาก ต้องให้แต้มต่อเขาครับ ผมเคยไปดูงานกิจการที่ทำเรื่องของการขายจักรยานและซ่อมจักรยาน เป็นกิจการที่เราทำ แบบธุรกิจก็ว่าไป จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนไปประกอบธุรกิจ เสียภาษีตามปกติ แต่อันนี้เขาทำ กิจการเพื่อสังคม เขามีกฎหมายรองรับ แล้วเขาสามารถที่จะลดหย่อนภาษีได้มากกว่า ปรากฏว่าเวิร์กเกอร์ (Worker) หรือคนงานของเขาเป็นคนพ้นโทษ เหมือนที่ท่านประธาน ได้รายงานเมื่อสักครู่นี้ เป็นคนที่เรียกว่าด้อยโอกาสในสังคม แล้วเขาทำทั้งหมดนี่ ทำส่งเสริมคนที่มีจักรยาน คนข้างล่างครับ ไม่ได้ไปส่งเสริมคนที่มีจักรยานที่เป็นแสนเป็นล้านบาท อันนั้นเขาหาของเขาได้อยู่แล้ว ปรากฏว่าไม่ง่ายนะครับ ไปคุยกับเขา เขาบอกว่าคนจน คนที่ด้อยโอกาสมาเป็นพนักงาน เดี๋ยวหยุดบ้าง เดี๋ยวติดขัดลูกไม่สบายบ้าง อะไรบ้าง ยากลำบากนะครับ ไม่ง่ายเหมือนกับ การทำธุรกิจตามปกติ เพราะฉะนั้นต้องมีแต้มต่อ วันนี้เราดีใจที่รัฐบาลมีแต้มต่อ เรื่องลดหย่อนภาษีแล้ว แต่แน่นอนต้องมีการจดแจ้งรับรองก็ว่าไป ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ ถ้าใครติดตามจะพบว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านพูดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่เป็นรัฐบาลใหม่ ๆ หรือตอนเป็น คสช. ด้วยซ้ำ ผมไม่แน่ใจ ท่านใช้คำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมไม่ค่อยเข้าใจ น่าจะใช้คำว่าธุรกิจเพื่อสังคมไหม ผมคิดว่าเรื่องเดียวกัน แล้วผมทราบว่าขณะนี้ท่านเป็นคน เร่งรัดเรื่องนี้เพื่อจะให้มี พ.ร.บ. นี้ ก็ติดอยู่อีกนิดเดียวเหมือนกัน เรื่องของหน่วยงานที่จะดูแล เรื่องของเงินที่จะเอามาใส่ ที่ราชการเราก็จะเป็นห่วงเรื่องเหล่านี้ ซึ่งก็เข้าใจเขาได้ แต่สิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนตรงนี้ก็เพื่อให้รู้ว่า สสส. ให้เครดิตเขา สนับสนุนให้เกิดเรื่องนี้ในยุคนั้น แล้วก็มีหน่วยงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขากำลังจะปิดตัวแล้ว
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมไม่ใช่การกุศล ต้องทำเป็นกิจการธุรกิจ มีกำไร แล้วก็เน้นคืนประโยชน์ให้กับสังคม แล้วไม่ใช่เรื่องที่จะทำ เพื่อให้คนข้างล่างทำเท่านั้น เป็นกิจการที่ระดับไหนก็ทำได้ ในประเทศอังกฤษจะมี บางกิจการเป็นกิจการที่ใหญ่มาก สามารถแข่งขันกับธุรกิจ กิจการที่เราเห็นในบ้านเราคือ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ของอาจารย์มีชัย วีระไวทยะ อันนั้นก็เป็นตัวอย่าง อย่างมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกฎหมายอาจารย์ก็ทำมาแล้ว เห็นชัดเจนว่ามันสามารถทำได้
สุดท้ายผมอยากจะฝากประเด็น ซึ่งบนเวทีนี้ก็มีหลายท่านที่ต้องเข้าไปร่วม ผลักดันให้ถึงฝั่ง ผมเป็นห่วงเรื่องกลไกเลขานุการครับ ด้วยความเคารพ กลไกเลขานุการ เพื่อจะทำกิจการแบบนี้ต้องคิดแบบประเทศไทย ๔.๐ คือคิดบนนวัตกรรม บนกรอบ ที่เรียกว่านอกกรอบ ถ้าหน่วยงาน ตรงไหนก็แล้วแต่ ผมไม่ได้มีปัญหาติดใจประเด็น เรื่องหน่วยงานว่าอยู่กระทรวงไหน แต่ถ้าดำเนินการโดยรัฐเป็นการตั้งงบประมาณประจำปี แล้วมาทำการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกิจการเพื่อสังคมจะไปได้ยาก จะต้องมี หน่วยงานและกลไกที่มีความคล่องตัวในการจัดการ ตอนที่มีระเบียบสำนักนายรัฐมนตรีอยู่ สำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำก็มีความคล่องตัวสูง มีทรัพยากรที่หนุนคล่องตัวในการที่จะทำงาน ผมเป็นห่วงเรื่องนี้เหลือเกินครับ เพราะเวลาพอคิดเรื่องใหม่ในขณะนี้ เราจะพบว่าเราติดขัด เรื่องคนหวาดวิตก แล้วกลัวหน่วยงานที่เป็นกลไกที่เรียกว่ามีความคล่องตัว แต่เรื่องนี้ มันจะไปได้หรือไม่ได้ ผมคิดว่าตรงหน่วยเลขานุการ ที่จะมี พ.ร.บ. และมีหน่วยนี้ครับ ถ้าเป็นหน่วยงานราชการไม่ใช่เขาไม่ดี แต่ระบบหน่วยงานราชการเรามันจะติดขัดด้วย กฎเกณฑ์ กติกา ข้อบังคับต่าง ๆ และจะต้องมีงบประมาณเป็นประจำปีขึ้นมา อย่างนี้ จะทำงานได้สำเร็จ ผมเสียดายว่าถ้าในที่สุดมีกฎหมายแล้วแต่จะไปติดขัดทำให้มันเดินไม่ได้ ก็น่าเสียดาย ทั้งหมดนี้ขออภัยท่านประธานครับ ใช้เวลามากเกินไปนิดหนึ่ง แต่คิดว่าทั้งหมด ผมชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ท่านได้กลุ่มมา แล้วก็ผลักดันไป ชื่นชมทุกฝ่ายที่ขณะนี้กำลังทำเรื่องใหญ่ใกล้สำเร็จแล้ว แล้วก็นำไปสู่ การทำให้ชุมชน คนเล็กคนน้อย ฐานรากของเราเข้มแข็งขึ้น ความเหลื่อมล้ำจะลดลง ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทย ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความดีใจหรือยินดีที่ได้มี การประชุมกันวันนี้ แล้วก็เป็นการประชุมในมิติใหม่ ในขอบเขตใหม่นะครับ เมื่อเช้าผมได้ฟัง ทางคุณหญิงพรทิพย์ได้พูดที่สภา ก็บอกช่วงนี้เรายังอยู่ในช่วงของการปฏิรูป ช่วงที่ ๓ ครั้งแรกเราจะปฏิรูปโดยเชิงของ สปช. ซึ่งก็มีเรื่องราวเสนอจำนวนหนึ่ง มายุคที่ ๒ ก็เป็น เรื่องของ สปท. เรา แล้วก็ยุคที่ ๓ เป็นยุคของ ป.ย.ป. ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้มีการพูดกันไป เรียบร้อยแล้ว ถ้ากล่าวเฉพาะในส่วนของ สปท. ของเรา ขณะนี้เรามีข้อเสนอไปประมาณ ๑๒๕ เรื่อง ที่ผ่านวิป (Whip) ไปแล้ว แล้วก็ยังมีเรื่องอีกจำนวนหนึ่งที่จะเข้า แต่ถ้าเราสังเกตดูแต่ละเรื่อง ที่เราเสนอไป หลายเรื่องอาจจะเป็นแค่การปรับปรุง ยังไม่ถึงการปฏิรูป หลายเรื่องจะออกมา เป็นชิ้น ๆ ยังไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้าง อันนี้ก็จะเป็นเรื่องหนึ่งที่สมาชิกเราได้ศึกษา กันไปแล้ว ทาง ป.ย.ป. เองก็ได้มีการกรุปปิง (Grouping) ออกมาเป็น ๒๗ วาระ อย่างที่ ทราบกันดีอยู่แล้ว โดยแบ่งเป็น ๖ เรื่องใหญ่ ๆ ซึ่งผมคิดว่าก็ทำให้ข้อเสนอของ สปท. เรา เป็นกลุ่มเป็นก้อนมากขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี แทนที่เราจะเสนอกันเป็นชิ้น ๆ ซึ่งบางส่วน จะเป็นแค่การปรับปรุงธรรมดานะครับ
แต่ผมมีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่ง จากประสบการณ์ ๑ ปีกว่าที่อยู่ สปท. มา แล้วก็ข้อเสนอของการปฏิรูปนี่ มีข้อสังเกตอยู่ ๔ ข้อ ซึ่งก็คงจะฝากไปถึงการปฏิรูปที่เรา กำลังจะเพิ่มมากขึ้น เรื่องแรก ก็คือจริง ๆ การปฏิรูปเป็นการกระจายอำนาจจากบน ลงมาล่าง จะปฏิรูปในขอบเขตแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระนั้นจะมีอะไรบ้าง เวลาเรา ศึกษาจากคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ พอเราจะเริ่มกระจายลงสู่ข้างล่าง สิ่งหนึ่งที่เราจะพบเห็นก็คือไม่มีกฎหมายหรือระเบียบอะไรรองรับในการปฏิรูปข้างล่าง อันนี้คือเป็นที่มาของการออกกฎหมาย จะออกกฎหมาย ออกระเบียบอะไรก็แล้วแต่ หลายเรื่องเราจะมีการพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อรองรับการปฏิรูปที่กระจายตัวลงสู่ข้างล่าง
เรื่องที่ ๒ พอเราออกกฎหมายอะไรเรียบร้อยแล้ว กระบวนการนำเสนอ ของเรา ผมคิดว่าโพรเซส (Process) ของเราที่ผ่านมา ซึ่งอันนี้ทาง ป.ย.ป. เองก็คงต้องฝาก เป็นข้อพิจารณาด้วย เราจะวังวนอยู่กับการพิจารณาของระบบราชการ ถ้าเรามีโพรเซส (Process) อยู่ ๓ หรือ ๔ ขั้นตอน ขั้นตอนแรกของ สปท. เรา ขั้นตอนที่ ๒ ผ่านจาก สปท. เข้าไปสู่วิป (Whip) สู่ราชการ ขั้นตอนที่ ๓ เข้า สนช. ขั้นตอนที่ ๔ คือออกมาเป็นกฎหมาย วังวนอยู่ในวงราชการ ผมคิดว่าขณะนี้ส่วนใหญ่ข้อเสียของเราจะอยู่ตรงนี้เยอะ อย่างที่ ท่านปีติพงศ์ได้มีการพูดเมื่อสักครู่แล้วจะอยู่ตรงนี้ค่อนข้างมาก นี่เป็นเหตุของการตั้ง ป.ย.ป. แต่เหตุของการตั้ง ป.ย.ป. จะสามารถแก้ตรงนี้ได้หรือไม่ อันนั้นเป็นประเด็นที่เราต้องดูกัน ต่อไป
เรื่องที่ ๓ ที่เราจะเจออันหนึ่ง พอเราปฏิรูปกระจายลงสู่ข้างล่าง ออกกฎหมายแล้ว คือเรื่องแต่ละเรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของกระทรวงเดียว มันเป็นเรื่องของ หลาย ๆ กระทรวง เราก็ต้องเข้าใจว่าราชการเองเขามีขอบเขต มีอำนาจ มีหน้าที่ เพราะฉะนั้นหลายกระทรวงของเขาที่ตั้งมาบางข้อเสนอของเราถึงไปสู่การตั้งหน่วยงานใหม่ เพราะหน่วยงานเก่าไม่สามารถรองรับได้ บางเรื่องไม่ตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ใช้หน่วยงานเก่า ทำแทน อันนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การตั้งหน่วยงานใหม่จะมีผลต่อการปรับโครงสร้าง ด้วยหรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง
แต่การที่เป็นหลายกระทรวงมันก็มีปัญหาที่ ๔ มาคือใครเป็นเจ้าภาพ ใครเป็นตัวประสานงาน เพราะเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปที่เป็นข้อเสนอเรื่องใหม่ มักจะเป็นปัญหาอันหนึ่งคือใครเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการเรื่องนี้ เนื่องจากกรอบเก่า หรือโครงสร้างเก่า หรือจ๊อบเดสคริปชัน (Job description) เก่าไม่ได้วางตรงนี้ไว้ ตรงนี้เป็น ช่องว่างอันหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้วหลายเรื่องก็เลยไม่มีการจัดการ เมื่อกี้อย่างที่ท่าน อนุกรรมาธิการท่านหนึ่งได้พูดมาแล้ว บางเรื่องเกิดมาไม่รู้ใครจะเป็นตัวประสาน จะเอาหน่วย สปท. ประสานไหม หรือเอาใครประสานงาน หรือจะเอาใคร ตรงนี้จะเป็น เรื่องที่ ๔ ผมคิดว่าข้อสังเกตที่ผ่านมา หลายคณะที่ตัวเองได้เข้าไปอยู่จะพบปัญหาตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญอันหนึ่งในการดำเนินการ ถ้าเราไม่แก้ตรงนี้ออกมา จะลำบาก
ผมมีข้อเสนออยู่ประมาณ ๖-๗ ข้อ ในเรื่องของการปฏิรูปโดยรวม สำหรับ ๓-๔ เรื่องที่เสนอในวันนี้ ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็คิดว่าจะเป็นสิ่งที่เรา ควรดำเนินการด้วยซ้ำไป แล้วก็ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และได้มีการพูดไปแล้ว
เรื่องแรก ที่ผมอยากเสนอเป็นภาพรวม ก็คือว่าขณะนี้เรามี ๒๗ วาระปฏิรูป ที่มีการเสนอไปแล้ว และมีหัวข้อย่อย ตามที่ปรากฏในเอกสารแจกนี่ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ คือประเด็นย่อยของแต่ละเรื่องครอบคลุมการปฏิรูปในเรื่องนั้นหรือไม่ เช่น เราบอกว่าการพัฒนาเครื่องมือฐานรากมีอยู่ ๓ เรื่อง ที่จริงการพัฒนาเครื่องมือฐานราก ถ้าทำไม่ดีมันมีเรื่อง ๔ เรื่อง ๕ เรื่อง ๖ หรือไม่ อย่างไร หรือแค่นี้ก็พอ ถ้าแค่นี้พอแล้ว ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าแค่นี้ไม่พอ เอาต์พุต (Output) เราเสร็จออกไป การพัฒนาเครื่องมือฐานราก เราก็ยังไม่มีความสมบูรณ์ อันนี้คือถือเป็นเรื่องสำคัญ อันนี้ผมหมายถึงทุกคณะด้วย ที่ต่อไปคงต้องศึกษาตรงนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้เอง โดยเฉพาะในประเด็นที่ไม่สมบูรณ์ เราจะดำเนินการต่ออย่างไร จะเพิ่มเติมหรือไม่ การเพิ่มเติมหรือไม่นั้น คณะปฏิรูปใหม่ หรือ ป.ย.ป. จะรับเพิ่มเติมหรือเปล่า ถ้ามีการเสนอขึ้นไป ไม่ใช่ศึกษาเรื่องแล้วปรากฏว่า ไม่รับเพราะหยุดตรงนี้ไป ตรงนี้จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายค่อนข้างมาก ผมอยากให้ทุกคณะ ต่อไปนี้ถ้าเราได้ศึกษาตรงนี้เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งจะเป็นประโยชน์ แล้วอายุของ สปท. เรา ก็มีพอที่จะศึกษาเรื่องที่เพิ่มเติมได้ ถ้าเห็นว่ามันยังขาดตกบกพร่องหรือขาดความสมบูรณ์ไป ตรงนี้เรื่องหนึ่งที่ผมอยากเสนอ
เรื่องที่ ๒ ผมอยากเสนอเป็นภาพรวมต่าง ๆ ว่าเรื่องของเราที่เสนอไปขณะนี้ ถึงไหนแล้ว อย่างเมื่อกี้ที่ท่านอนุกรรมาธิการทั้ง ๓ ท่านได้มีพูดแล้ว ตอนนี้ถึงไหน ถึงไหน ถึงไหน การที่ถึงไหนนี่เป็นการเห็นน้ำหนักความสนใจของหน่วยงานรัฐว่าจริง ๆ สนใจเรื่องนี้ มากหรือน้อย หรือมีอะไรที่เป็นอุปสรรคต่าง ๆ หรือไม่ ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ด้วย ก็ยิ่งเป็นการดี บางเรื่องผมเชื่อว่าที่เราเสนอไป เช่น ๑๒๕ เรื่อง บางเรื่องอาจจะยัง ไม่ถึงไหนเลย บางเรื่องอาจจะไปไกลแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ว่าเรื่องที่ไม่ถึงไหนเลย เป็นสาระสำคัญต่อการปฏิรูปหรือไม่ ถ้าใช่เราก็ต้องมาพิจารณาต่อ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร ผมคิดว่าทุกคณะที่จะพูดต่อไปนี้ถ้าเราได้วิเคราะห์ต่อว่าถึงไหนแล้ว สมาชิกเองก็จะได้ช่วย ในการแก้ไขปัญหา เช่น ไม่ไปถึงไหนเพราะว่าไม่มีเจ้าภาพจะคุย เราจะเอาอย่างไร ตรงนี้ เป็นต้น และผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก
เรื่องที่ ๓ ที่อยากเสนอต่อไป คือว่าเรื่องที่เราเสนออันนี้มีการเสนอจากคนอื่น หรือไม่ ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ เช่น บางกฎหมายที่เราเสนอไปเป็นเรื่องที่ สนช. เขาทำอยู่แล้ว หรือเป็นเรื่องที่กระทรวงเขากำลังทำอยู่ เพราะว่าสมาชิกเองก็จะได้รู้สถานะ ถ้าเป็นกฎหมายเสนอเดี่ยว ไม่มีใครเสนอด้วย ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้า สนช. ก็เสนอ หน่วยงานนั้นก็เสนอ ประเด็นปัญหาอยู่ตรงที่ว่าข้อเสนอทั้งหมดที่เป็นกฎหมายที่ซ้ำซ้อนกัน ได้มีการหารือกันหรือไม่ มีข้อแตกต่างกันหรืออย่างไร แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ตรงนี้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เราจะเพิ่มเข้าไป หรือจะเอาของเราเป็นหลัก ตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ
เรื่องที่ ๔ ผมอยากเสนอนิดหนึ่งว่าในขณะที่เรารอกฎหมาย อะไรที่สามารถ ทำได้ก่อน จริง ๆ การปฏิรูปอย่างที่ท่านประธานได้พูดแล้ว สิ่งที่สำคัญในหลักประกัน การปฏิรูปก็คือกฎหมาย แต่ในระหว่างที่เรารอกฎหมายอะไรที่เสนอให้รัฐทำได้ก่อน ตรงนี้ จะเป็นประโยชน์ เพราะจริง ๆ แล้วสิ่งที่จับต้องได้ของการปฏิรูปจริง ๆ ก็คือสิ่งนั้นปรากฏต่อ ประชาชน ต่อสังคม ต่อความเป็นจริง ตรงนั้นจะเป็นประโยชน์ได้มากกว่า ถ้าเราเสนออะไร ได้ก่อน เรากำลังรอกฎหมายอะไรบ้างที่จะเสนอ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ สหกรณ์ หรือการบริหาร ต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก
เรื่องที่ ๕ ผมอยากเสนอนิดหนึ่งว่านโยบายที่รัฐกำลังกระทำอยู่สอดคล้องกับ สิ่งที่เราเสนอเป็นกฎหมายหรือไม่ หรือเราจะเพิ่มเติมในเรื่องนี้อย่างไร เช่นขณะนี้รัฐบาล กำลังมีนโยบายในเรื่องของการจดทะเบียนคนที่มีรายได้น้อย ตอนนี้เขากำลังจดอยู่ แน่นอน ผมเชื่อว่าคนที่มีรายได้น้อยเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของเรา เราจะมีข้อเสนอตรงนี้อย่างไรในการบูรณาการเข้ากับการปฏิบัติ จริง ๆ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญ ของการปฏิรูปก็คือหนทางปฏิบัติจริง ๆ ที่มีผลต่อประชาชนโดยตรง ตรงนี้มีความสำคัญมาก แล้วในขณะที่เราพิจารณาตรงนี้รัฐบาลก็ออกมาตรการนโยบายหลายเรื่อง ซึ่งในหลายเรื่องนั้นอาจจะสอดคล้องกับทางเรา เราจะมีการเสนอบูรณาการอย่างไรบ้าง ตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะช่วยมองอีกด้านหนึ่ง
เรื่องที่ ๖ ผมอยากเสนออีกนิดหนึ่งว่าจริง ๆ เราต้องการผลในทางปฏิบัติ เร็วหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าการเสนอการปฏิรูปของเราส่วนใหญ่เป็นเรื่องของ กฎหมาย และขณะนี้เราพิจารณาดูแล้วยังอยู่ในขั้นตอนกระทรวงศึกษาธิการอยู่ ยังไม่เข้า ครม. เข้า สนช. กฎหมายส่วนใหญ่ของเราถ้าเป็นแบบนี้จะออกเอาก็เกือบปลายปี มันก็ใกล้ ๆ กับถึงเวลาเลือกตั้ง ประชาชนเองอาจจะยังไม่ได้เห็นผลโดยตรงกับการปฏิรูป ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาล ตรงนี้เราจะมีแนวทางอย่างไร ถ้าเราจะพิจารณาตามกลไกปกติ มันก็ไปแบบนั้น ซึ่งต้องใช้เวลาทั้งนั้น ผมเลยอยากเสนอว่าเรื่องอะไรที่มีผลกระทบโดยตรง และเป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สำคัญของการปฏิรูป และมีผลจุดสำคัญจริง ๆ แล้วน่าจะมี ช่องทางฟาสต์แทร็ก (Fast track) อยู่ ช่องทางฟาสต์แทร็ก (Fast track) อาจจะมีได้ ๒-๓ ช่องทาง ตอนนี้ที่เห็นชัดก็คือมาตรา ๔๔ ก็เรียนว่ามาตรา ๔๔ หลายเรื่องออกมา ผมคิดว่าหลายเรื่องที่เป็นประเด็นของ สปท. ถ้าออกมาจะจับต้องได้มากกว่าด้วยซ้ำ
อันที่ ๒ ถ้าสำคัญอาจจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา อันนี้ก็ไปตามระบบ โดยตรง หรืออาจจะออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ขัดกับกฎหมายใด เพื่อให้มี ผลทางปฏิบัติได้โดยเร็ว ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็ต้องรอไปถึงปลายปี ซึ่งตอนนั้นบรรยากาศ จะไกลไปจากตรงนี้แล้ว ผมคิดว่าการคิดให้เห็นถึงความจำเป็น ดังนั้นอยากฝากไปถึง ป.ย.ป. ว่าอะไรที่มีผลเร็ว กระทบประชาชนโดยตรง ถ้าสามารถออกช่องทางฟาสต์แทร็ก (Fast track) ได้ควรพิจารณา ไม่ใช่ทุกเรื่องไปแบบเดียวกันหมด เอาเข้าสภา ไป สนช. ไปอะไรต่าง ๆ ทุกกฎหมายจะไปปลายปีหมด จนประชาชนเองก็ไม่ได้เห็นผลจากการปฏิรูป อันเกิดจาก สปท. หรือรัฐบาลชุดนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญ
ข้อสุดท้าย ผมขออนุญาตเสริมทางคุณหมออำพลที่พูดเมื่อสักครู่ว่า จริง ๆ การเสนอทั้ง ๖ เรื่อง ๒๗ วาระปฏิรูป ที่เรากำลังทำมาอยู่ มันมีหลายวาระ หลายเรื่อง ทำเป็นแพ็กเกจ (Package) ได้มันจะเป็นประโยชน์ ผมคิดว่าถ้าแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ มันอาจจะแบ่งได้ดังต่อไปนี้ ระดับแรก ก็คือการปฏิรูปกลไกทางการเมือง หรือภาครัฐ อันนี้อันหนึ่งเป็นภาพรวม เรื่องการเมืองเขาก็ว่าไป และเรื่องการเมืองบางเรื่องรัฐบาล ก็ช่วยไปทำอยู่แล้ว เรื่องปรองดองก็ดี เรื่องอะไรต่ออะไรก็ดี และของเราก็กำลังทำอยู่ ระดับที่ ๒ คือเรื่องเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ว่าเศรษฐกิจมหภาค เศรษฐกิจต่าง ๆ อันนี้ว่าไป ก็เป็นเรื่องของประเทศ การส่งเสริมรายได้ ท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรม ระดับที่ ๓ คือ การปฏิรูปชุมชนฐานราก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก
ทั้ง ๓ เรื่องของคณะกรรมาธิการที่เสนอวันนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูปฐานราก แต่มีหลายเรื่องที่เพิ่มเติมเข้าไป เช่น การปฏิรูปการจัดการทรัพยากร เรื่องป่า เรื่องน้ำ การปฏิรูปการจัดการภาครัฐ การปฏิรูปในเรื่องของชุมชน การส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง การปฏิรูปงบประมาณชุมชน ถ้าแพ็กเกจ (Package) เหล่านี้มันไปด้วยกัน เราจะเห็นชัดเจน ว่าการปฏิรูปของ สปท. จะมีน้ำหนักไปถึงการกระทำจริง ๆ เพราะจริง ๆ แล้วการส่งเสริม ให้ชุมชนฐานรากเข้มแข็งอาจจะเพิ่มมากกว่า ๓ ตัวนี้ อาจจะมีตัวอื่นเพิ่มเข้าไป ถ้าทุกอย่าง ไปเป็นแพ็กเกจ (Package) แล้ว เราจะเห็นถึงการปฏิรูปที่ส่งเสริมประชาชน ชุมชนเข้มแข็ง ถ้าเมื่อใดที่ชุมชนเข้มแข็งจากปัจจัยที่ สปท. เสนอไปทั้งแพ็กเกจ (Package) เราจะเห็น ความก้าวหน้าของระบบต่าง ๆ ทั้งประชาธิปไตยต่าง ๆ ด้วยนะครับ ผมขออนุญาตเสนอ เท่านี้ครับ
ขอบคุณท่านเพิ่มพงษ์นะครับ ต่อไปขอเชิญ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ อดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. ลำดับที่ ๑๖๓ ในประเด็นที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ เป็นเรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม ตามที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้กรุณาชี้แจง ในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจเพื่อสังคม หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น โดยมีแนวคิดจากอะไร จากค่าใช้จ่าย เป็นการลงทุน แล้วก็รัฐจ่ายเงินให้เพียงแต่ฝ่ายเดียวนั้น เป็นการลงทุนโดยเอกชน ประชาสังคม และอื่น ๆ ในรูปของสหกรณ์หรือมูลนิธิ ซึ่งเป็นนิติบุคคล จากการบริจาค ซีเอสอาร์ (CSR) เป็นการใช้โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือวิสาหกิจ เพื่อสังคม จากการแสวงหากำไรทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ก็จะนำประโยชน์นั้นกลับคืน ให้กับเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อม และจากการที่ไม่มีกฎหมาย ก็ให้มีกฎหมายคือ พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม อันนี้เป็นกรอบแนวความคิด ตามที่ท่าน ได้กล่าวมาต้องขอชื่นชม แล้วก็เข้าใจเลยนะครับ
ผมขออนุญาตในฐานะที่อยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ซึ่งท่านคุรุจิตได้มอบหมายให้ทำเรื่องกองทุนพลังงานเพื่อสังคม ซึ่งเป็นเหมือน ร่มเล็ก ๆ อยู่ในกรอบของเรื่องเศรษฐกิจนี้ ก็เลยได้มีโอกาสไปร่วม ได้รับข้อมูลจาก หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ก็จะขออนุญาตนำเรียนเป็นข้อมูลให้กับคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งอันนี้ผมขออนุญาตกล่าวถึงต่อจาก ท่านอำพล แล้วก็ท่านเพิ่มพงษ์ ในเรื่องที่ว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจของ สปท. เราได้มีการประสานงาน แล้วก็หน่วยราชการของรัฐบาล ผมว่า เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาลและกับหน่วยราชการ สนองนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งปัจจุบันนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานได้ดำเนินการเตรียมการก่อนที่จะมี พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกแล้ว อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าตามที่ได้รับมอบหมายจาก ท่านคุรุจิตให้ไปประสานงาน คณะทำงานของเราก็ได้ไปพบกับท่านอธิบดี ๔-๕ กระทรวง ที่เกี่ยวข้อง ดังเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่แล้ว ซึ่งพระราชบัญญัติตัวนี้ ได้มอบอำนาจให้กับกรมส่งเสริมการเกษตรจดทะเบียนประชาชนตั้งแต่ ๗ คนขึ้นไป ร่วมดำเนินการต่าง ๆ เพื่อทำโซเซียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือเอสอี (SE) แล้วก็มีการรายงานผลทุกปี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการจดทะเบียนแล้วประมาณเกือบ ๘๐,๐๐๐ กว่าวิสาหกิจชุมชน แล้วก็หน่วยงานที่ ๒ ที่ผมจะกราบเรียนว่าเขาเตรียมการ อย่างไร พร้อมที่จะตอบสนองในการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ คือกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในก็ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของบริษัทประชารัฐตามนโยบายของรัฐบาล อยู่แล้ว โดยมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งทางกระทรวงได้แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรก คือเพื่อประชารัฐ เกี่ยวกับ เรื่องของการเกษตร กลุ่มที่ ๒ คือการแปรรูป และกลุ่มที่ ๓ คือการท่องเที่ยว ทั้ง ๓ กลุ่ม ก็มีการจดทะเบียนทุกจังหวัดในเรื่องของบริษัทประชารัฐ จดทะเบียนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการอะไร จังหวัดละประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็เงินอยู่ที่บริษัทตัวเอง ในจังหวัด แล้วก็ส่งมาที่ส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว อันนี้ก็เกี่ยวข้องกับ กระทรวงพาณิชย์ แล้วก็เกี่ยวกับกระทรวงการคลัง ทางกรมสรรพากรก็เกี่ยวกับ เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกา ออกตามประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ เพิ่งออกไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง อันนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับการยกเว้นภาษีให้กับนิติบุคคลหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเงื่อนไข ตามพระราชกฤษฎีกา ทั้งหมดต้องเป็นกิจการเกี่ยวกับสังคม ตามกรอบแนวความคิดของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้เขียนไว้ ดังที่ผม ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นนะครับ
แล้วเงื่อนไขอีกอันหนึ่ง ก็คือมีการลงทุนในกิจการ หรือใช้เพื่อประโยชน์ ของเกษตรกร ผู้ยากจน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่น ๆ เป็นหลัก ซึ่งอันนี้จะต้องนำรายได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ไปลงทุนต่อโดยที่ไม่มีการแบ่งปัน อันนี้ก็เป็นเงื่อนไข ซึ่งทางรัฐบาล แล้วก็ทางกระทรวงการคลังได้ดำเนินการอยู่
แล้วที่เกี่ยวข้องนอกจากกระทรวงมหาดไทย ของกรมการพัฒนาชุมชน ก็เกี่ยวกับเรื่องของโอทอป (OTOP) ซึ่งโอทอป (OTOP) มีทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ กว่าผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้อง ทางกรมการพัฒนาชุมชนก็ต้องมีการจัดลำดับดาว แล้วก็เกี่ยวกับการจดทะเบียน โอทอป (OTOP) ต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้ที่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริม วิสาหกิจชุมชนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มที่ ๒ คือผู้ประกอบการรายเดียว ซึ่งจะต้องจ้างแรงงานหรือสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และกลุ่มที่ ๓ คือผู้ประกอบการวิสาหกิจ ขนาดกลางหรือขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในกรอบวงเงินไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยก็คือจดทะเบียนประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย เป็นรัฐวิสาหกิจชุมชนเสีย ๑,๗๐๐-๑,๘๐๐ กว่าราย เกือบ ๒,๐๐๐ ราย
ทั้งหมดนี้ที่ผมกล่าวก็คือว่าต้องขอชื่นชมว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ฝ่ายรัฐ แล้วก็ฝ่าย สปท. เราที่นำเสนอ ก็เตรียมการก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติ ตามพระราชบัญญัติ ที่ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้กล่าวว่าตอนนี้ยังไม่มี พระราชบัญญัติตัวนี้
อย่างนั้นผมก็ขออนุญาตสรุปว่าสนับสนุน เพราะว่าทุกอย่างเพื่อประชาชน แล้วก็กรุณาเร่งรัดพระราชบัญญัติตัวนี้ เพราะว่าทุกหน่วยราชการของรัฐ แล้วก็ทุกหน่วยงาน ตอนนี้ทำอยู่ในทิศทางเดียวกันแล้ว ทั้งภาครัฐ แล้วก็แนวคิดของเรา
แล้วก็ขออนุญาตเสนอแนะว่าควรที่จะมีหน่วยงาน ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว มีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจควรจะเขียนโฟลว์ชาร์ต (Flowchart) ว่าเรื่องควรจะเป็นอย่างไรบ้าง เกี่ยวข้อง อะไรบ้าง แล้วก็มีเจ้าภาพอย่างไรที่เด่นชัด ในทุกหน่วยราชการที่ผมกล่าวมาตั้งแต่ต้น กราบขอบคุณมากครับ
ท่านต่อไป ขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่ สภาเรากำลังพิจารณาอยู่นี้ถือว่าเป็นวาระ แล้วก็เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งต่อพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ สิ่งที่จะรายงานหรือว่าจะดำเนินการดังกล่าวเหล่านี้ถ้าสามารถทำได้สำเร็จ ก็จะเป็นอานิสงส์ เพราะว่าเราพูดกันมากว่าเราต้องการเห็นเศรษฐกิจที่ดี เห็นพี่น้อง ประชาชนมีความผาสุก อยู่ดีกินดี เห็นบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง แต่ด้วยปัจจัยของปัญหา ที่รุมเร้าหรือเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการได้เสนอเพื่อจะแก้ไขปัญหา ดังกล่าว ซึ่งผมก็ยินดีอย่างยิ่ง แล้วก็ขอชื่นชมในข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งคงจะไม่ใช่การแก้ปัญหา ได้ทั้งหมด แต่เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่เกิดความเหลื่อมล้ำ ขาดโอกาส มีปัญหาแล้วหาทางออกไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้นในเรื่องของการเงินฐานราก เราต้องการเห็นประชาชนมีงานทำ มีรายได้ สามารถที่จะเลี้ยงชีวิตตัวเอง ครอบครัว ญาติพี่น้อง ให้อยู่อย่างมีความสุขได้ แต่ก็ติดขัดด้วย ปัจจัยของเรื่องเงินลงทุน แล้วถ้าหากว่ายังไม่มีทุนเพียงพอหรือหาไม่ได้ก็จะไปกู้ยืมเงิน นอกระบบ ซึ่งทางรัฐบาลเองจะสังเกตได้ว่าช่วงหลัง ๆ จะแก้ปัญหาในส่วนนี้ให้ พี่น้องประชาชน โดยเข้าไปปราบปรามนายทุนที่ขูดรีดขูดเนื้อ หาประโยชน์จากเงินที่ พี่น้องประชาชนซึ่งยากลำบากอยู่แล้ว เข้าไปเพื่อที่จะบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามถ้าดูตามข้อเสนอก็ยังไม่กว้างขวางนัก
ปัญหาใหญ่ ปัญหาสำคัญ ก็คือจะทำอย่างไรให้เรื่องเหล่านี้สามารถเป็น แหล่งทุนให้กับประชาชนทำการค้าได้ ซึ่งเราไม่ต้องมองหรอกว่าอาจจะเป็นเงินมากมาย หรือจะต้องมีหลักทรัพย์ที่จะต้องมาลงทุน หรือเป็นหลักประกันที่ประชาชนในระดับรากหญ้า หรือฐานราก อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถจะหาสิ่งเหล่านี้มาได้ ถ้าเป็นไปตามนโยบายที่ คณะกรรมาธิการเสนอผมว่าก็เป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ประชาชนนั้นมีแหล่งเงินทุน แล้วก็ เป็นเงินทุนในการทำมาหากินได้
แต่อย่างไรก็ตามเรื่องของความยากจน เราก็มีหลักการสำคัญในการที่จะต้อง ให้คนมีความรู้ ให้การศึกษา แล้วเราก็ยังมีนโยบายมาหลายรัฐบาลว่าจะต้องมีเงินให้นักเรียน นักศึกษาได้กู้ยืมเพื่อไปเรียน แต่ก็ปรากฏว่าหลังจากที่เรียนจบก็ดี ไม่จบก็ดี เงินเหล่านี้ ก็ยังไม่สามารถจะใช้คืนได้จากกองทุนที่ตั้งไว้ หรือที่ปล่อยให้นักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ไปกู้ ก็เกิดความเดือดร้อน ถ้าเป็นไปได้ถ้าจะช่วยในระดับฐานราก อยากฝากคณะกรรมาธิการ ช่วยศึกษาเพิ่มเติมตรงนี้นิดหนึ่ง ว่าทำอย่างไรที่จะให้เรียนฟรีจริง ๆ หนี้ที่เป็นอยู่ทำอย่างไร ล้างหนี้ให้กับนักเรียนเหล่านี้ได้ไหม ตั้งงบประมาณมา แล้วก็เลิกไปฟ้องร้องนักเรียนเหล่านี้ เป็นข่าวอยู่ตลอด ก็ฝากคณะกรรมาธิการช่วยศึกษาในประเด็นนี้นะครับ
ส่วนเรื่องธนาคารที่ดิน ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีอีกเรื่องหนึ่งที่จะใช้ที่ดิน ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็ให้ที่ดินสู่กระบวนการจัดการให้ชาวไร่ ชาวนา หรือคนยากจน สามารถที่จะไม่สูญเสียที่ดินไป แล้วก็ยังมีโอกาสในการที่จะมีที่ดินของตัวเอง เพราะว่า ตามรายงานคนที่ทำไร่ ทำนาก็ไม่มีที่ดินของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามทำอย่างไรให้ที่ดินเหล่านี้ มีมูลค่ามากขึ้นด้วย ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างนี้อย่างไรให้ได้ประโยชน์มากขึ้น เช่น ทำอย่างไร กับที่ดินว่าง ๆ รณรงค์ให้พี่น้องประชาชนปลูกพืชสวนครัวอย่างนี้ ใช้พื้นที่ดังกล่าวหารายได้ ให้โอกาส ให้ช่องทางโรงเรียนต่าง ๆ ใช้พื้นที่ข้างเคียงหรือพื้นที่โรงเรียน ให้นักเรียน ปลูกพืชปลูกผัก เหล่านี้ก็จะทำให้ใช้พื้นที่ที่ดินนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ดินจำนวนมากยังมีปัญหาในเรื่องของผังเมือง จะปรับผังเมืองอย่างไร เราพยายามทำ ธนาคารที่ดิน แต่ในปัญหารอบข้างจะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ให้ได้อย่างไร ปรับสภาพผังเมือง ให้อยู่ในสภาพความเป็นจริง บางที่เจริญไปถึงไหนแล้ว แต่ยังติดขัดด้วยผังเมือง ทำให้ มูลค่าที่ดินนั้นไม่เป็นไปตามความเป็นจริง แล้วก็ก่อให้เกิดการผิดกฎหมายอยู่ตลอด ถ้าจะพูดเรื่องนี้ก็คงต้องพูดทั้งระบบหรือปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาด้วย
ส่วนวิสาหกิจเพื่อสังคม ผมขอบคุณท่านประธานสถิตย์นะครับ ท่านพูดกับผม เจอกันก็คุยกันหลายที ว่าทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนมีโอกาส มีงานทำ มีรายได้ มีเศรษฐกิจ ของประชาชนที่สามารถจะเลี้ยงดูตัวเองได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วการที่จะสร้างงาน สร้างอาชีพเป็นเรื่องสำคัญ เรามีสมาคมตลาด ในสมาคม เหล่านี้จะรวมด้วยบรรดาตลาดทั้งหลายจำนวนมาก ถ้าหากว่าในวิสาหกิจเพื่อสังคม เอาแนวทางให้สมาคมตลาดเข้ามาช่วยงานด้วย แล้วให้บรรดาตลาดเหล่านี้จัดพื้นที่ ให้คนที่พิการ ให้คนที่ด้อยโอกาส ให้คนมีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปได้สามารถเข้าไปค้าขาย ท่านมีเงินให้เขากู้แล้ว แต่กู้แล้วไปไหน ก็ต้องไปลงทุนครับ ลงทุนก็ทำมาหากินดีที่สุด ไม่ใช่รับราชการก็ต้องค้าขาย เข้าไปค้าขายในพื้นที่เหล่านี้โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า ให้โอกาส คนเหล่านี้ในบรรดาตลาดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเอกชน หรือของรัฐ ของเทศบาลนี่มีเยอะ เอาโอกาสเหล่านี้มาให้พี่น้องประชาชนเข้าไปทำมาหากิน ก็จะเป็นวิสาหกิจชุมชน ประชาชน มีงานทำ มีรายได้ แล้วก็สิ่งสำคัญคือต้องจัดกิจกรรม เศรษฐกิจจะหมุนเวียนได้ต้องมีกิจกรรม ความรับผิดชอบของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ใช่แค่อยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่างเดียว หรือไม่ใช่อยู่ในฝ่ายเศรษฐกิจอย่างเดียว ในส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงอื่น ๆ สามารถที่จะทำ กิจกรรมได้ เพื่อให้เศรษฐกิจมันเดิน ให้ประชาชนนั้นสามารถที่จะเข้าไปทำกิจกรรมเหล่านั้น เตะฟุตบอล แข่งกีฬา ปิงปอง ตีแบดมินตัน อะไรต่าง ๆ แข่งในระดับท้องถิ่น ในระดับอำเภอ มาจังหวัด จังหวัดไปภาค ภาคไปแข่งของประเทศ กิจกรรมก็จะทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคม สามารถที่จะเดินก้าวหน้าไปได้
แต่สิ่งสำคัญทำอย่างไรให้คนมีกินมีใช้ แต่สิ่งที่มีกินนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ ทำอย่างไรให้คนไม่หิว ผมอยากฝากว่าในวิสาหกิจเพื่อสังคมเราสามารถประสาน กับวัด มัสยิดต่าง ๆ ให้ทั้งวัด ทั้งมัสยิดเหล่านี้มีโรงอาหารของตัวเอง เหมือนกับที่เขาเรียกว่า โรงทาน ในยุคก่อน ๆ ที่เขาเรียกมา แต่เราให้วัด มัสยิด หรือจะศาสนาอื่นมีโรงอาหาร ในสำนักงาน ในวัด ในอะไรต่าง ๆ แล้วโรงอาหารเหล่านี้ให้พี่น้องประชาชนช่วยกันบริจาค ให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม อาจจะบริจาคข้าวสารเป็นกระสอบ ๆ อาจจะบริจาคไข่ อาจจะบริจาคพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ เข้าไปในโรงอาหารเหล่านี้ แล้วให้ ประชาชนที่ยากจน ยากไร้เข้าไปกินโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ก็จะทำให้พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ เพราะวัดเรามีมาก มัสยิดเราก็มีมาก หรือศาสนาอื่นเราก็มีเยอะ ให้สถานที่เหล่านี้เป็นแหล่งให้พี่น้องประชาชนที่ไม่สามารถจะมีเงินทอง ไม่มีรายได้อะไรมาก เข้าไปรับประทานอาหารในสถานที่เหล่านี้ นี่คือวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีอีกจำนวนมากมาย หลายเรื่อง
สุดท้ายครับท่านประธาน ได้เห็นว่าที่เป็นข่าววันนี้ ชูมาตรา ๔๔ ปลดล็อก กฎหมายธุรกิจ ก็คือเป็นเรื่องที่รัฐบาลเองก็ได้ดำเนินการให้มีการปลดล็อกกฎหมายธุรกิจ ๕ ฉบับ อันนี้เราต้องให้ประชาชนทราบ เพราะมันเป็นเรื่องดี แต่เราไม่ค่อยจะพูดถึง สิ่งที่รัฐบาลเขาทำ ก็เลยดูเหมือนกับว่าไม่ค่อยได้ทำอะไรกัน จริง ๆ กฎหมายปลดล็อก มีกฎหมายพระราชบัญญัติเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับ การอำนวยความสะดวก ๑. ผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนแก้ไขข้อความที่ได้จดทะเบียนไว้ข้ามเขตได้ อย่างนี้นะครับ ๒. แก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ก็ทำให้แรงงานที่ทำอยู่ ของต่างชาติสะดวกขึ้น แล้วก็เป็นประโยชน์มากขึ้น ๓. พระราชบัญญัติประกันสังคม อันนี้ก็มีการแก้ไข ๔. ร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน ๕. พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้นกฎหมายเหล่านี้เราควรจะต้องให้สาธารณชน ประชาชน ทั่วไป เขาได้ทราบว่ารัฐบาลเองก็ยังจะปลดล็อกเหล่านี้ ซึ่งจะสอดคล้องกับสิ่งที่ คณะกรรมาธิการหรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพยายามที่จะขับเคลื่อน แล้วก็ แก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน
แต่ล็อกสุดท้ายครับที่มีปัญหา มันมีปัญหาเกี่ยวกับผู้ปฏิบัติ เมื่อมีกฎหมาย มีกระบวนการ มีทั้งหลายเหล่านี้ ในส่วนที่เป็นข้อขัดข้องที่เราพยายามมีกฎหมาย อำนวยความสะดวกทั้งหลาย มันเกิดไม่สะดวก เพราะว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่บางคนใช้โอกาส ใช้กระบวนการทางกฎหมายในการทำหน้าที่สร้างความยุ่งยากให้กับพี่น้องประชาชน อันนี้ปัญหาอยู่ที่คนครับ หรือเรามีเจ้าหน้าที่ที่คอยตรวจสอบ อย่างเช่นมีเจ้าหน้าที่ คอยตรวจสอบสินค้าที่ลอกเลียนแบบอย่างนี้นะครับ ถ้าหากว่าไปปราบปรามสิ่งที่เป็นปัญหา ทางเศรษฐกิจโดยรวม อันนั้นสมควรครับ แต่ตอนนี้ก็ยังมีเจ้าหน้าที่บางส่วนเข้าไปคอย ปราบปรามเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน อย่างนี้ต้องปลดล็อกเรื่องเหล่านี้ นี่ก็คือเป็นตัวอย่าง ก็ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ที่พยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนทั้งหลาย ก็จะเป็นอานิสงส์ถ้าหากว่าสามารถเร่งรัดให้สำเร็จลุล่วงโดยรวดเร็วนะครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่จะนำเสนอด้วย ท่านสุรินทร์จะนำเสนอเลยไหมครับ หรือว่าจะขอเป็นคนสุดท้าย ขอเชิญครับ
ให้ท่านอื่นก่อนครับ
ให้ท่านอื่นก่อน ถ้าเช่นนั้นก็ขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน และท่านกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่เคารพทุกท่าน ต้องขอบคุณท่านประธาน และท่านกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งที่นำเรื่องที่ผมคิดว่ามีความสำคัญยิ่งในการปฏิรูปประเทศ ทั้ง ๓ ประเด็น แต่น่าเสียดายที่ถ้ามีการอภิปรายทีละประเด็น แล้วลงมติทีละประเด็น จะลงรายละเอียดได้มากขึ้น แล้วผมเชื่อว่าบทบาทของ สปท. ที่จะทำสิ่งที่เรียกว่า สร้างความเข้าใจกับสังคมก็จะมีโอกาสมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผมจะเสนออีกทีว่าจากนี้ไป เราจะมีกระบวนการ วิธีการทำงานอย่างไร แล้วก็ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ท่านประธานที่เสนอว่าปี ๒๕๖๐ จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปอย่างแท้จริง เพราะว่าเวลามีสื่อ คอลัมนิสต์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์วิจารณ์ สปท. อย่างสร้างสรรค์ เราก็อดไม่ได้ ที่จะหวั่นไหวในทิศทางที่ว่า ก็ต้องขอบคุณที่เขาให้ความสนใจ แต่ว่าก็กังวลบ้างในส่วนที่ว่าจะบอกรูปธรรมที่จับต้องได้ ของการปฏิรูปอย่างชัดเจน ทั้งสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ก็จะให้ผมไปพูด บ่อยครั้ง แต่ด้วยความเคารพว่าได้ปฏิเสธไปตลอด ด้วยเหตุที่ว่าเราไม่เห็นทิศทาง เส้นทางเดินว่าจะไปอย่างไร ถึงตรงไหน แล้วก็เราจะตอบเขาได้อย่างไร อย่างน้อยวันนี้ ผมคิดว่าทำให้เราได้รับทราบว่าเรื่องที่ สปช. ได้เสนอ แล้วก็มาถึง สปท. ไปหยุดอยู่ตรงไหน แล้วก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร โดยเฉพาะ ๓ ประเด็นนี้ ตอนนี้ทราบแล้วนะครับ ก่อนหน้านั้น ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ไม่ทราบเลยจริง ๆ ขนาดขอให้ ดอกเตอร์กอบศักดิ์ซึ่งทำงานอยู่วงใน ซึ่งท่านก็ผลักดันอาจจะมากกว่าผมด้วยซ้ำไป เพราะว่า เป็นเจ้าของเรื่อง ไม่ว่าเรื่องธนาคารที่ดิน สถาบันการเงินฐานราก ว่าไปถึงไหนแล้ว แต่ว่า พอเส้นทางเดินเข้าไปในกลุ่มภารกิจของท่านรองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่าน ซึ่งมี ๖ กลุ่ม ภารกิจ ท่านประธานทราบดีนะครับ ก็โดนกลืนเข้าไปในระบบราชการทั้งระบบ ลองไปถาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงการคลังว่าอยู่ตรงไหน ผมเชื่อว่าปลัดกระทรวงการคลัง กับอธิบดีไม่ทราบครับ ความซับซ้อนและความใหญ่โตของระบบราชการคือปราการอันหนึ่ง ของการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้หมายความว่าตัวบุคคล ปลัด หรืออธิบดี หรือข้าราชการ มีปัญหา แต่ระบบราชการไทยเป็นระบบที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปประเทศ แต่ว่า มีหลายท่านแนะนำว่าสิ่งที่จะต้องปฏิรูปลำดับแรกคือ ปฏิรูปเครื่องมือที่กำลังวิกฤตอยู่ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเราก็คงทำไปพร้อม ๆ กัน ทั้งปฏิรูประบบราชการ แล้วก็ปฏิรูป ประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญสูง
ท่านประธานครับ ทิศทางของประเทศปัจจุบัน ผมคิดว่ายังไม่ใช่เรื่อง ให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางไปสู่กับดักรายได้สูงหรอกครับ ถ้าลองไปทบทวนดู แล้วผมถาม ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจบางท่านก็ได้ข้อมูลตรงกัน ว่านับจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ประเทศ ๑๐๐ กว่าประเทศที่หนีพ้นกับดักรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูงมีไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลา ๗๐ ปี แต่ขณะนี้เราใช้เวลาพูดเรื่องนี้เยอะเลย ประเด็นที่ผมคิดว่า ใน ๑ หรือ ๕ ปีข้างหน้าเราต้องหนีให้พ้นกับดักความเหลื่อมล้ำสูงไปสู่ความเหลื่อมล้ำ ปานกลางหรือต่ำ อันนี้ต้องมาก่อนนะครับ แล้วประเด็นสำคัญ ๓ ประเด็นนี้เป็นเครื่องมือ ที่มุ่งไปสู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ฐานรากของประเทศคืออย่างน้อย ๑๕ ล้านคน อันนี้คือทิศทาง ที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นเรื่องที่เราผลักดันกันมานาน แต่ยังหยุดอยู่เป็นจุด ๆ ที่ยังไม่ขยับเขยื้อน ต่างจากทิศทางของการหนีให้พ้นกับดักความเหลื่อมล้ำปานกลางไปสู่ความเหลื่อมล้ำสูง อย่างไร คงไม่มีเวลาอภิปราย อันนั้นเป็นทิศทางเดิมที่แผน ๑ จนถึงแผนปัจจุบันที่จะเริ่มต้น คือแผน ๑๒ เป็นทิศทางที่จะไปเร่งจีดีพี (GDP) แล้วนักธุรกิจเพื่อสังคมเขาก็บอกว่า เราต้องการเห็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไปเร่งจีดีพี (GDP) นำไปสู่ผลกระทบ กับสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของบ้านเรา เครื่องมือ มันจะไปทิศทางนั้นนะครับ แต่ว่าทั้ง ๓ ประเด็นนี้มีทิศทางลงไปสู่ฐานล่างชัดเจน แล้วผมต้อง ขอบคุณสื่อมวลชน ขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เพราะว่า ผมเชื่อว่ามีส่วนไม่น้อยที่จะช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หาใช่กลไกเฉพาะ สปท. ไม่ แล้วน่าจะมีส่วนไม่มาก ไม่น้อย ให้เราได้มีโอกาสเปิดสภาในวันนี้อีกครั้ง
ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมอยากจะอภิปรายคงไม่ใช่เป็นเรื่องสนับสนุนสาระ ของทั้ง ๓ ประเด็นนี้ เพราะสาระสำคัญของ ๓ ประเด็นนี้เราได้พูดกันมาพอสมควรแล้ว เป็นเรื่องที่จะหารือกันว่าแต่ละประเด็นเราจะเดินไปอย่างไร แล้วตรงที่ติดขัดเราจะแก้ปัญหา อย่างไร ผมจำตัวเลขได้ โดยที่ไม่ได้ตั้งใจจำครับ ท่านประธานครับ ท่านอาจารย์สมชัย ท่านกอบศักดิ์ ตัวเลขที่ผมบอกว่าประมาณ ๑๕ ล้านคน ลองมาดูสิครับ เรื่องธนาคาร สถาบันการเงินฐานราก ตัวเลขบอกว่าคนไทยเข้าไม่ถึงระบบธนาคาร ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๑๗ ล้านคน ๑๕-๒๐ ล้านคนเป็นภาระหน้าที่ที่เราจะต้องดู ตรงนั้น เข้าไม่ถึงระบบการเงินใด ๆ ประมาณ ๑๘.๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๑๒ ล้านคน ตอนนี้ตัวเลขล่าสุดของประชากรไทย ๖๕.๙ ล้านคน ผมยังจำได้อีกนะครับ นั่งอยู่ใกล้ ๆ ท่านชูชาติ อินสว่าง ทำเรื่องสหกรณ์ คนที่เข้าไม่ถึงธนาคารเขาก็สามารถไปเข้าถึงระบบ สหกรณ์ได้ ประมาณ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ และกองทุนที่ร่วมแสนกองทุน จำตัวเลขได้อีกนะครับ อีก ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ไปอาศัยกองทุนต่าง ๆ ที่ยังไม่มีอะไรรองรับ และเป็นเรื่องความจำเป็น ที่จะต้องปฏิรูป กองทุนหมู่บ้านที่เราประมาณการ ๘๐,๐๐๐ กองทุน ก็จำตัวเลขได้ครับ เพราะผมเข้ามาหลายครั้ง ๗๙,๒๒๕ กองทุน รวมกันแล้วก็ร่วมแสนกองทุน ทั้งหมดนี้ ต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน
ท่านประธานครับ มีข้อเสนอของท่านอาจารย์สมชัย ๓ ข้อด้วยกัน ที่น่าสนใจมาก ผมจะพูดเฉพาะ ๕.๓ นะครับ ท่านพูด ๕.๑ กระทรวงการคลังต้องไปเร่ง เรื่องอะไรต่าง ๆ ซึ่งไปติดอยู่ ผมมีคำถามว่าติดอยู่ที่กระทรวงการคลังนี่ติดอยู่ตรงไหน เราคงจะต้องถาม เรามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการตอบคำถามเหล่านี้ แต่ ๕.๓ ท่านบอกว่าต้องสร้างความเข้าใจและเชิญชวนสาธารณะให้เข้ามาร่วมในกระบวนการ ขับเคลื่อนนี้ ผมอยากจะเรียนว่าคำว่า ขับเคลื่อน คงมาจากภาษาที่นักวิชาการใช้ คำว่า โซเชียลโมบิไลเซชัน (Social Mobilization) แต่การขับเคลื่อนจะเกิดได้อย่างยั่งยืน และปฏิรูปอย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อสังคมเข้าใจ และที่สำคัญสังคมเห็นคุณค่า ที่เราเรียกว่า โซเชียลแวลู (Social Value) ตามที่นักวิชาการพูดกัน ถ้าสังคมเห็นคุณค่าเมื่อไรแล้ว ก็จะช่วยกันขับเคลื่อน และการขับเคลื่อนนั้นจะประสบความสำเร็จ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือว่าบทบาทของ สปท. นับจากนี้ไป ในประเด็นสำคัญเช่นนี้เราจะจัดเวทีสาธารณะถ่ายทอดสื่อไปทั้งประเทศได้หรือไม่ ไม่ใช่เฉพาะเปิดสภานะครับ เปิดเวทีเฉพาะเรื่องในประเด็นที่สำคัญที่กระทบกับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของฐานล่าง แล้วเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่อ้างถึงมาตอบคำถาม ต่อหน้าสาธารณะ เรื่องปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องของสาธารณะ สถาบันแห่งหนึ่งเพิ่งออกมา เปิดแสดงความเห็นว่าถ้าทำอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก ให้เปิดเผยข้อมูลให้หมด แล้วบ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรือง เป็นไปได้หรือไม่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง สนช. เข้ามาร่วมเวทีด้วย เพราะถึงเวลาเปิดเวทีแล้วความเข้าใจเกิดทั้งประเทศ เราก็จะได้ยินเสียง ขานรับ เสียงแสดงความคิดเห็น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข การออกกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ก็ง่ายขึ้น และได้รับการปฏิบัติ และมีลอว์เอนฟอร์ซเมนต์ (Law Enforcement) ง่ายขึ้น เกิดเป็นจริงมากขึ้น นั่นคือบทบาทของ สปท. ที่ผมอยากเรียน นำเสนอครับ
เรื่องถัดมา เรื่องธนาคารที่ดิน ถ้าผมจำไม่ผิด ผมฟังดอกเตอร์กอบศักดิ์พูด เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ เกือบ ๒ ปีแล้วนะครับ สัมภาษณ์ทางสื่อต่าง ๆ แล้วตอนหลัง ผมก็ไปตามฟังในยูทูบ (YouTube) อีกเพื่อความเข้าใจในบางประเด็นที่ผมยังไม่แจ่มชัด จำตัวเลขได้ว่าพื้นที่ทำการเกษตรมี ๑๕๐ ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด ๓๒๐ ล้านไร่ทั่วประเทศ ความกังวลที่ดอกเตอร์กอบศักดิ์ได้พูดถึง ท่านบอกว่าครึ่งหนึ่งของ ๑๕๐ ล้านไร่เป็นที่ดิน ที่มีเจ้าของ คือประมาณ ๗๐ ล้านไร่มีเจ้าของ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ๓๐ ล้านไร่ ติดจำนอง แล้วบอกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ไร่นี่ขายฝาก นั่นก็หมายความว่า ๓๐ ล้านไร่ กับ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่กำลังจะหลุดมือ เมื่อเกือบ ๒ ปีที่แล้ว ผมก็อดสงสัยไม่ได้ อยากจะถาม เหมือนกันว่านับจากวันนั้นถึงวันนี้หลุดมือไปกี่ล้านไร่แล้ว อันนี้เป็นกรณีตัวอย่าง ซึ่งอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม แล้วมีตัวอย่างที่ดอกเตอร์กอบศักดิ์ได้พูดยกตัวอย่างมา บอกว่า เกือบ ๑๐๐ ราย คือ ๙๒ ราย ธ.ก.ส. ให้ความร่วมมือด้วยดี แล้วไม่มีหนี้เสียเลย แล้วมีผู้คน ที่ได้รับการช่วยเหลือถึงกับบอกว่าในยามคับขันที่สุดของชีวิตไม่นึกเลยว่าจะมีคนมาช่วย ไม่รู้มีผู้คนเท่าไร กี่ล้านคนที่กำลังอยู่ในสภาวะที่คับขันในชีวิต แต่ระบบขับเคลื่อนการปฏิรูป เรื่องสำคัญเช่นนี้หยุดชะงักมาเกือบ ๒ ปีแล้ว ผมมีคำถามว่าร่าง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน เราพอจะตอบได้ไหมว่าจะเข้า สนช. ได้เมื่อไร สนช. จะใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องนี้ นานเท่าไร บางท่านอาจจะบอกว่าเรื่องนี้ไปกำหนดยาก ก็มีคำตอบว่ากฎหมายลูก ที่จะออกมาตามรัฐธรรมนูญเรากำหนดได้ครับ กฎหมายเรื่องสำคัญ ๆ เรากำหนดได้หมด แล้วยามคับขันที่สุดของชีวิตคนเหล่านี้เราก็น่าจะกำหนดได้ เพราะเรามีหน้าที่ที่จะมาทำ เรื่องนี้
แล้วผมเองได้ติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมชื่นชมทุกครั้ง ที่ท่านลงไปในพื้นที่ ไปดูงาน ไปให้กำลังใจ แต่ว่าผมก็อยากเห็นข้อเสนอที่ท่าน ศาสตราจารย์สมชัยเสนอว่าบทบาทของ สปท. เราจะเปิดพื้นที่สาธารณะที่มีสื่อถ่ายทอด อย่างกว้างขวาง ให้เห็นว่าความสำคัญของธนาคารที่ดินจะแก้ปัญหาที่คับขันที่สุดในชีวิต อย่างไร แล้วแก้ปัญหาที่แต่ก่อนนั้น ไม่ว่าเรื่อง ส.ป.ก. ก็ดี เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ดีเป็นปัญหา สิ่งนี้สามารถช่วยแก้ได้อย่างไร อันนั้นก็เป็นสิ่งที่อยากจะเห็นว่าบทบาทของ สปท. ได้ทำหน้าที่ในส่วนนี้
เรื่องสุดท้าย วิสาหกิจเพื่อสังคม ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ว่า น่าเสียดาย เราอาจจะมีเวลาที่น้อยเกินไปที่อภิปรายเรื่องนี้ ไม่เพียงจะเป็นเรื่องใหม่ ในสังคมไทย ผมอยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องใหม่ของโลกใบนี้ เพราะเท่าที่ทราบก็มี ประเทศอังกฤษ ถ้าจำตัวเลขไม่ผิด ก็เริ่มเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วได้ดำเนินการมา ด้วยเหตุที่ว่ากลไกหลัก ๆ ในบ้านเมือง ในโลกใบนี้ ด้านหนึ่งก็ทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอนละครับ ธุรกิจเขาก็ต้องหวังกำไร ต่อมาพอหวังกำไรมาก การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงสุขภาพ คำนึงถึงสังคมก็มีปัญหา เพราะว่าตลาดหุ้นบังคับให้ดำเนินการไปเช่นนั้น ก็มีข้อเสนอ เรื่องซีเอสอาร์ (CSR) คือความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ามา สิ่งที่ธุรกิจเขาทำได้เขาก็แบ่งปัน ผลกำไรไปให้การกุศล สิ่งที่ธุรกิจทำได้ก็คือใช้ซีเอสอาร์ (CSR) ก็คือการประชาสัมพันธ์ ต่าง ๆ นานา ซึ่งมีผลกระทบกับสังคมไม่มากเท่าที่ควร อีกด้านหนึ่งก็เป็นองค์กรการกุศล ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ ชมรม เอ็นจีโอ (NGOs) หรืออะไรต่าง ๆ ที่บางครั้งองค์กรภาคเอกชน เพื่อสาธารณประโยชน์ที่ทำงานแล้วต้องระดมทุน ทุนก็มีไม่มากพอ เพราะว่าสังคมไทย ชอบทำบุญมากกว่าโดเนต (Donate) โดเนต (Donate) คือทำทาน ให้ไปโดยที่เห็นประโยชน์ ให้เสร็จก็ให้ไปเลย วัฒนธรรมตรงนี้เราไม่มี แต่ว่าเราทำบุญเพื่อได้บุญ เพราะฉะนั้น เงินส่วนใหญ่ก็เข้าไปสู่บางพื้นที่ที่ไม่ควรเข้าไป จึงต้องพึ่งพาการระดมทุน บางครั้งต้องเขียน โครงการไปขอต่างประเทศ และเป็นที่มาขององค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กรที่ถูกกล่าวหาว่า รับเงินจากต่างประเทศแล้วมาทำลายบ้านเมือง เขาตั้งใจทำลายบ้านเมืองหรือไม่ไม่ทราบ อาจจะมีด้วย แล้วก็ทั้งที่ไม่มี อันนี้ก็เป็นปัญหาที่กลไกทั้ง ๒ กลไกนี้มีจุดอ่อน จุดแข็ง จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม ขึ้นมา
ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม เมื่อปี ๒๕๔๖ ในประเทศอังกฤษมีแค่ ๕,๓๐๐ แห่ง เขาก็มีปัญหาต้องมีกลไกตรงนี้มา พอมาปี ๒๕๕๗ เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว เพิ่มเป็น ๗๐,๐๐๐ แห่ง แล้วมีข้อมูลที่น่าสนใจในการแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะเรื่องลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในบ้านเมืองอย่างไร ผมจะยกตัวอย่างนะครับ ร้อยละ ๗๐ ทำกิจการอยู่ในเขตพื้นที่ยากจนของประเทศ ร้อยละ ๕๒ จ้างพนักงานจากกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส คนพิการ ชนกลุ่มน้อย ร้อยละ ๙๑ มีผู้หญิงอยู่ในทีมผู้นำของกิจการ อันนี้น่าสนใจมาก ร้อยละ ๓๓ ของทีมผู้นำในกิจการ เป็นคนผิวดำ คนเอเชีย ชนกลุ่มน้อย ๑ ใน ๔ ของกิจการดำเนินการโดยคนหนุ่มสาว อายุประมาณ ๒๕-๔๔ ปี ร้อยละ ๓๘ มียอดขายเพิ่มเทียบเท่ากับธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม เอสเอ็มอี (SMEs) มียอดขายเพิ่มเพียงร้อยละ ๒๙ คือหมายถึงธุรกิจมียอดขายเพิ่มร้อยละ ๒๙ แต่อันนี้ยอดขาย เพิ่มถึง ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๖๓ มีผลิตผลเพิ่มอัตราดังกล่าวเกือบ ๒ เท่าของธุรกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งเพิ่มเพียงร้อยละ ๓๗ ในจำนวน ๗๐,๐๐๐ กิจการ มี ๑๘,๐๐๐ กิจการที่มียอดขายมากกว่า ๕๐ ล้านบาท และมูลค่าผลิตผลจากกิจการ เพื่อสังคม ในประเทศอังกฤษ ปี ๒๕๕๗ สูงถึง ๑.๒ ล้านล้านบาท เท่ากับประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ท่านประธานครับ ที่ยกตัวอย่างประเทศนี้ก็เป็นประเทศที่เริ่มต้นและมีข้อมูลที่ชัดเจน และยังไม่มีประเทศอื่น ที่มีรูปธรรมได้ชัดขนาดนี้ ผมคิดว่าข้อเสนอที่ส่งไปแล้ว แล้วมีประเด็นปัญหาและอุปสรรค ซึ่งท่านปีติพงศ์ได้กรุณาชี้แจงอย่างชัดเจน บอกว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีก็ยังอยู่ใน ขั้นตอนการรอลงนาม กฎหมายส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมยังไม่มีการนำเสนอเข้า ครม. ท่านก็เสนออย่างนี้ว่าจะทำอย่างไรดี มีเหตุผลอันหนึ่งที่หน่วยงานที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า เป็นภาระงบประมาณในอนาคต เรื่องปฏิรูปถ้าจำเป็นต้องใช้งบประมาณก็จำเป็นต้องใช้ครับ อาจจะต้องคิดอย่างรามอน แมกไซไซ ที่บอกว่าคนที่เกิดมามีน้อยควรให้เขามาก ๆ ถ้าเรา ไม่มีหลักคิดอันนี้เราปฏิรูปประเทศได้ลำบาก เพราะฉะนั้นข้อเสนอที่ให้มีการเร่งรัด แก้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อเสนอที่เห็นควรตั้งคณะ ทำงานภายใต้ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมด้วย เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
ท่านประธานครับ ผมอยากจะสรุปอย่างนี้ว่าเส้นทางการเดินของวาระปฏิรูป แต่ละเส้นทาง รวมทั้ง ๓ ประเด็นวาระปฏิรูปในวันนี้ ผมเข้าใจว่าคงจะมีการให้สภาแห่งนี้ ได้เห็นความคืบหน้า หรือถ้าดีกว่านั้นก็เห็นความก้าวหน้าที่มากกว่าทีละคืบ แล้วผม ก็อยากจะจบด้วยว่าเราพูดถึงเรื่องความปรองดอง พูดถึงเรื่องสันติสุขของผู้คนในประเทศ พูดถึงสันติภาพของบ้านเมือง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ ไม่สามารถเจริญงอกงามได้ ในแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปขอเรียนเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ที่อยู่ในมือผมเป็นบทความที่ผมตัดมา จากหนังสือพิมพ์ ๒-๓ วันนี้เอง ขออนุญาตท่านประธานอ่านเร็ว ๆ โชว์ความสำเร็จก้าวแรก ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก ผมตัดมาจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่น้อยครั้งนักจะเห็นบทความ หรือข่าวสาร หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นลักษณะของการชื่นชม หรือว่ากล่าวชม การทำงานของรัฐบาล แต่ครั้งนี้ผมอ่านเป็นบทความแล้ว ในเรื่องนี้เป็นไปอย่างที่เขียนไว้ใน บทความนี้ อีกฉบับหนึ่งมีบทความยาวพอสมควร ข้อความสั้น ๆ ที่ผมจะอ่านก็คือตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยมาถูกทาง ทั้ง ๒ บทความนี้สอดคล้องกันในประเด็นที่สำคัญ ที่ทาง สปท. แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการท่านได้นำเรื่องนี้เข้ามาในการพิจารณาของที่ประชุมแห่งนี้ คือเรื่องของเศรษฐกิจฐานราก ขอขอบคุณท่านประธาน ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้อง
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ผมจะออกไปนอกเรื่องนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเวลาผมอยู่นอกห้องประชุมหัวข้อที่เรากำลังพูดคุยกัน เราถามกัน แล้วเราก็ตอบกันไม่ได้ ก็คือถามว่าวันนี้จะมีการลงมติหรือเปล่า ผมก็บอกว่าผมก็ไม่ทราบ แต่ความคิดของผม ผมเข้าใจ ซึ่งอาจจะผิดว่าก็คงจะไม่มีการลงมติ คงเป็นการนำเรื่อง ที่เคยพูดคุยกันแล้ว เคยหารือกันแล้ว เคยมีการเสนอแนะกันแล้ว มาให้ที่ประชุมได้รับทราบ ความคืบหน้า ดังตอนเริ่มต้นของการประชุมที่ท่านประธานทินพันธุ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้พูดไว้ว่าเราจะมาพูดกันเรื่องความคืบหน้า แต่อย่างไรก็แล้วแต่รูปแบบของการประชุม ในวันนี้ที่ผมก็ตื่นเต้น ผมตื่นเต้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะได้รับข้อความในเอสเอ็มเอส (SMS) บอกว่าวันนี้ขอร้องว่าอย่ามีการประชุมคณะกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมาธิการใด ๆ เราต้องการที่จะเข้ามาพูดคุยกันเรื่องนี้ ผมก็ตื่นเต้นว่ามันคงจะมีอีเวนต์ (Event) อะไรพิเศษ ที่เป็นเรื่องสำคัญ ที่น่าสนใจ น่าติดตาม แล้วก็น่าที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่ก็มีคน บอกผมเมื่อกี้ว่าบรรยากาศฝืดมาก ผมไม่เห็นอย่างนั้น เพียงแต่ว่าคงจะช่วยกันเสนอแนะ เพื่อที่จะเติมเต็มในสิ่งที่เราจะนำเรื่องที่มีความสำคัญมาก ๆ คือเรื่องเศรษฐกิจฐานราก และเรื่องอื่น ๆ ที่เข้าใจว่าในการประชุม สปท. คราวต่อไปคงจะมีการนำเรื่องต่าง ๆ ใน ๒๗ ประเด็นเข้ามาหารือกัน พูดคุยกันในที่ประชุมแห่งนี้อีก แต่ลักษณะของการเข้ามา หารือหรือการพูดคุยกันนั้นคงไม่ใช่เป็นเรื่อง ๆ แบบที่เคยทำ แล้วคงจะไม่มีการลงมติ เป็นเรื่อง ๆ อย่างที่เคยทำ เหมือนสั่งอาหาร คงไม่บอกว่าเรื่องนี้เราจะพิจารณา เรื่องผัดกะเพรา วันนี้เราจะพิจารณาเรื่องต้มยำกุ้ง แต่เราคงจะคุยกันทั้งสำรับของอาหาร ที่อยู่บนโต๊ะ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เรื่องวันนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ท่านเอาเรื่อง ที่มีความสำคัญ เป็นเรื่องที่สังคมโลกทั้งหมดเขาตื่นเต้น แล้วก็พยายามที่จะศึกษาดูว่า ประเทศไทยเรากำลังจะเดินในแนวทางไหนในการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้าน เศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเสนอแนะว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ไม่อยากจะให้เป็น การฉายหนังซ้ำ ไม่อยากจะให้เป็นการเอาเรื่องที่เคยพูดกันแล้วมาพูดกันซ้ำอีก แล้วก็ ไม่อยากที่จะให้เป็นลักษณะของการเข้ามาบอกว่าความคืบหน้านั้นคือไม่คืบหน้า หรือความคืบหน้านั้นไปติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ผมจะยกตัวอย่าง ผมอ่านแล้วผมก็ไม่สบายใจครับ ท่านอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม อย่าง ๓ เรื่องที่ท่านเสนอ เข้ามา เรื่องที่ ๑ ปัญหาและอุปสรรคเขียนแทบจะตรงกันเลยว่า ร่างพระราชบัญญัติ จุด จุด จุด อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีพิจารณา เรื่องที่ ๒ ปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ จุด จุด จุด อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีพิจารณา แล้วก็เรื่องที่ ๓ ปัญหาและอุปสรรค จุด จุด จุด ก็ทำนองเดียวกัน ผมจึงกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าในการนำเสนอของเราต่อไปคราวหน้า เกือบทุกเรื่องปัญหา และอุปสรรค จะบอกว่าเรื่องนั้นติดอยู่ที่ไหน จุด จุด จุด ยังไม่ได้มีการพิจารณา ยกตัวอย่าง เรื่องของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ถ้าเราใช้ฟอร์แมต (Format) ลักษณะแบบนี้ก็จะเป็นลักษณะเดียวกัน ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมว่านี่เป็นการ ไม่เรียกกระทบกระทั่ง ผมไม่ทราบจะเรียกอะไรที่อ่อนที่สุดระหว่าง แม่น้ำ ๒ สาย ว่าเรื่องของเรานั้นไปติดอยู่ที่ไหน จริง ๆ ความจริงมันก็เป็นเช่นนั้นครับ แต่ผมเห็นว่าการที่เขียนไว้ในเอกสารนั้นมันเป็นทางการ มันเป็นออฟฟิเชียล (Official) ซึ่งเป็นลักษณะอะไรที่ผมไม่อยากจะใช้คำว่า ไม่สมควร แต่เป็นลักษณะที่น่าจะเป็น การหารือกันเป็นการภายในมากกว่า เพราะฉะนั้นปัญหาและอุปสรรคจะมีรูปแบบ อย่างอื่นไหม ที่เราจะนำเสนอให้ที่ประชุมได้มีการพิจารณา นี่จึงเป็นที่มาที่ผมขออนุญาตเสนอแนะว่าถ้าจะทำให้เป็นประโยชน์จริง ๆ แล้ว ถ้าเราคิดว่า ปัญหาและอุปสรรคอยู่ที่ใด รูปแบบของการประชุมของเราในคราวต่อไปจะเป็นไปได้หรือไม่ มันก็คือแม่น้ำ ๕ สาย เรามีสิทธิหรือไม่ที่จะเชิญแม่น้ำสายอื่นที่มีส่วนร่วมในการพิจารณา เรื่องที่เราเสนอไปแล้ว ออกจากที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้ว ไปสู่วิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่าย ไปสู่ ครม. ไปสู่กระทรวง หรือไปสู่กฤษฎีกา หรือหน่วยงานใดก็แล้วแต่ ท่านจะกรุณา จัดคนมาร่วมประชุมกับเรา เป็นการสนทนาวิสาสะ มธุรสวาจา พูดคุยกันว่าเรื่องนี้ช้าอย่างนี้ ติดอยู่ที่ตรงนี้ ความเห็นแตกต่างกันอยู่ที่ประเด็นนี้ ประเด็นมีอยู่ ๒๐ ประเด็น เราเห็น ต่างกัน ๒ ประเด็น แต่ทำไมเรื่องทั้งเรื่องจึงไม่คืบหน้าเลย อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ผมว่าจะเป็นลักษณะการทำงานที่ทำให้ได้รู้ความคืบหน้าที่แท้จริง ได้รู้ปัญหาและอุปสรรค ที่แท้จริง ที่ทำให้เรื่องนั้นไม่เดินหน้า งานมันย่อมจะเดินหน้า ไม่เกิดการกระทบกระทั่งกัน นี่ด้วยความห่วงใย แล้วผมก็เกรงว่าการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมครั้งต่อไปในทุกเรื่อง ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ ขออภัยครับ ผมกราบท่านกรรมาธิการทุกท่าน ผมเคารพทุกท่าน เป็นการส่วนตัว ไม่ได้ตำหนิ เพียงแต่บอกว่าเรามาหารือกันในรูปแบบของการประชุม ในคราวต่อไป เพื่อให้งานได้เดินหน้าจริง ๆ
ท่านประธานครับ กลับมาเรื่องที่เราพิจารณา ขอเวลาท่านประธาน ถ้าหากเวลาหมดลง นอกจากบทความที่ผมได้นำเสนอว่ามีการกล่าวชมรัฐบาลแล้วว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นมาถูกทาง เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น ผมศึกษาจากเว็บไซต์ (Web site) ต่าง ๆ จากบทความต่าง ๆ จากข่าวสารทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผมก็เห็นเป็นเช่นนั้น ตามมาตรฐานของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ตัวเลขที่เขา กำหนดว่าเส้นแบ่งความยากจนอยู่ที่ปีละประมาณ ๓๘,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อคน เห็นตัวเลขแล้วผมตกใจครับ มีอยู่ประมาณ ๒.๔ ล้านครัวเรือน หรือประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐ คนที่อยู่ใต้เส้นนี้ นั่นคือหมายความว่าคนไทยที่ถูกจัดว่า เป็นคนยากจนหรืออยู่ต่ำกว่าเส้นมาตรฐานของสิ่งที่ควรจะมีนั้นยังมีอยู่มากเหลือเกิน นี่คือ อย่างเป็นทางการ ผมเชื่อว่าที่ไม่เป็นทางการนั้นอีกหลายล้านคน อาจจะอีกเท่าตัวก็เป็นได้ นั่นหมายความว่าคนไทยที่ยากจนนั้นยังมีอยู่อีกเกือบ ๒๐ ล้านคน ตัวเลขที่มาลงทะเบียนนั้น เป็นตัวเลขที่ยังไม่แท้จริง ปีนี้คงจะมีการลงเพิ่มอีก ถ้ารัฐบาลเปิดประกาศให้ใช้ ในเดือนเมษายน ดังที่เราได้ทราบข่าว เพราะฉะนั้นในเรื่องเศรษฐกิจฐานราก สิ่งที่ผม มีความสนใจ แล้วก็มีความตั้งใจที่จะพูดในวันนี้ เพื่อที่จะเติมเต็มที่ทางคณะกรรมาธิการ ท่านได้ทำมา คือเรื่องธนาคารที่ดิน ผมได้ค้นคว้าเอกสารเก่า ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวกฎหมายพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน พ.ศ. .... ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ ในคราวก่อนนั้น ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ผมมีความเห็นด้วย แต่ผมมีความกังวลในบางบท บางมาตรา ซึ่งคงไม่ใช่รายละเอียดที่เราจะพูดกันในวันนี้ เพราะเรื่องนี้เราได้พิจารณาลงมติ ไปแล้ว แล้วเรื่องนี้ไปอยู่ในขั้นตอนของกระทรวงการคลังและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมจึงลำบากใจว่าเราจะอภิปรายในประเด็นไหน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ทาง คณะกรรมาธิการได้ทำนั้นมาถูกทาง และเป็นสิ่งที่ควรจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ รูปแบบที่เราจะเสนอไปนั้นเข้าใจว่ากระทรวงการคลังคงมีความไม่สบายใจอยู่ในบางบท บางตอน หรือบางมาตรา เพราะฉะนั้นจึงเห็นควรว่าถ้าจะได้มีการพบปะหารือกัน เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่เราก็พยายามที่จะหารือกับ กระทรวงสาธารณสุขในเรื่องที่เราเห็นไม่ตรงกัน บางเรื่องก็มีความคืบหน้า บางเรื่อง ก็หยุดอยู่กับที่ บางเรื่องก็ได้รับคำตอบว่ากำลังศึกษาอยู่ แต่ก็ศึกษากันมาเป็นปีแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าทางวิป (Whip) สปท. มีความเห็นด้วย ผมจึงเสนอไว้อย่างที่ผมได้ นำเรียนแล้ว ก็คือในการประชุมคราวต่อไปหน่วยงานใดหรือกระทรวงใดที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องที่เรานำเสนอ ที่เราจะมีการหารือกันในที่ประชุมนี้ ถ้าท่านจะส่งตัวแทนมา เพื่อที่จะพูดคุยกันในที่ประชุมนี้ ผมว่าเราจะได้ความคืบหน้าที่แท้จริง คงไม่เป็นลักษณะ การมาบ่นกันเพื่อให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานครับ นอกจาก ๒๗ เรื่องที่เสนอ และบอกว่าเป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องให้เกิดผลสำเร็จในปี ๒๕๖๐ แล้ว มีหลายเรื่องที่ สปท. ผลักดัน แล้วก็ลงมติผ่านไปแล้ว เกือบ ๑๐๐ กว่าเรื่องที่เราเห็นว่า มีความสำคัญ มีความจำเป็น แล้วก็มีประโยชน์ แต่บางเรื่องรอได้ บางเรื่องที่สำคัญ อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ออกเป็นกฎหมาย แต่ใช้อำนาจ การบริหารราชการแผ่นดินย่อมสามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จได้ จึงทำให้เกิดความสำเร็จ ในปี ๒๕๖๐ ก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องรอไปปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ผมยกตัวอย่างงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อย่างเรื่อง การแพทย์ฉุกเฉิน ท่านประธานครับ ใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินย่อมได้ เวลานี้ มีปัญหาเยอะแยะมากมายเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน มีตัวอย่างเดียวในงานของ คณะกรรมาธิการผมเท่านั้นเอง ถ้าบอกว่าจะรอไปปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ก็ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้น หรือไม่ เมื่อเกิดรัฐบาลเลือกตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ผลักดันให้เกิดในปี ๒๕๖๐ ก็สามารถที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จได้ คนตายก็น้อยลง มีประโยชน์ กับประชาชนมากมาย ยังมีงานอื่นอีกมากมายที่เห็นว่าคณะกรรมาธิการอื่น ท่านที่ผลักดันมา ผมไปอ่าน ๆ ดู บางเรื่องใช้อำนาจของรัฐบาล ใช้อำนาจของ ครม. ไม่จำเป็นต้องออก พระราชบัญญัติ ไม่ต้องไป สนช. ทำไมไม่ทำ ทำไมจะต้องไปอยู่ในปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๐ นี้ทำได้ ท่านลองไปเลือกมาดู ผมว่าก็จะพบอยู่หลายชิ้นงานเหมือนกัน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ตอนนี้เหลืออีก ๓ ท่าน ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายในวาระที่ กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เป็นผู้นำเสนอ อย่างที่ทราบกันดีว่าวันนี้เราเริ่มมาพูดถึงเรื่องการดำเนินการขับเคลื่อน การปฏิรูปที่แท้จริง ที่จริงแล้วผมเองก็เป็นหนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศของ สปท. หรือที่เราเรียกว่าวิป (Whip) เหตุผลที่เราได้นำเรื่องต่าง ๆ มาพูดกันในวาระ ตั้งแต่วันนี้ แล้วก็ในอีก ๖-๗ ครั้งข้างหน้า ก็มีความมุ่งหมายหลายประการ นอกจากจะให้เพื่อนสมาชิก สปท. เองได้รับทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ ของวาระต่าง ๆ รวมทั้งที่สำคัญคือการดำเนินการของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการในการที่จะ พยายามขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ สปท. และ สปช. ได้ดำเนินการมา ขณะนี้ ในส่วน สปท. เองก็ประมาณ ๑๕๐ เรื่อง ๑๕๐ วาระปฏิรูป ให้มีผลสัมฤทธิ์ในระยะเวลา ที่เหลืออยู่ ก็ประมาณ ๑ ปีเศษในส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือก็จะดำเนินการต่อ โดยคณะกรรมการปฏิรูปตามกฎหมาย ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ภายใน ๑๒๐ วันก็จะมีคณะกรรมการคณะหนึ่งมาทำหน้าที่ ซึ่งคณะกรรมการคณะนั้น จะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปในส่วนที่ สปช. และ สปท. ได้เตรียมไว้ เพราะการที่ จะขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้งหมดให้แล้วเสร็จใน ๑-๒ ปีนี้คงจะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นโอกาส ในการที่เราชี้แจงในวันนี้ นอกจากจะทำความเข้าใจในความคืบหน้า ความก้าวหน้าของ วาระปฏิรูปกับเพื่อนสมาชิก สปท. เองแล้ว ผมคิดว่าเป็นการส่งสัญญาณให้กับ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แล้วก็หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบถึงสิ่งที่เราทำอยู่ มีคนออกมาวิจารณ์มากมาย ไม่ใช่เฉพาะสื่อ หรือนักวิชาการดัง ๆ บางท่านก็ยังไม่เข้าใจว่า ปฏิรูปไปถึงไหน รัฐบาลมีผลงานหรือเปล่า ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ เข้าใจได้ เพราะว่าข่าวในกระแสสื่อต่าง ๆ มันมากมาย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ติดตามจริง ๆ แม้แต่พวกเราเองในห้องนี้ก็ไม่สามารถจะทราบได้ถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อน การปฏิรูปของเรื่องต่าง ๆ ที่เราได้ทำไป เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าการที่เรามาพูดไม่ใช่เป็นการซ้ำซ้อน หรือเป็นการเอา ของเก่ามาเล่าใหม่ เป็นการทำความเข้าใจให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่เหลืออยู่ สอดคล้องกับ แนวคิดของรัฐบาล ป.ย.ป. หลายท่านได้พูดถึงแล้ว ท่านประธานทินพันธุ์ได้พูดถึงแล้ว ว่าเป็นความปรารถนาดีของรัฐบาล ที่เห็นว่าช่วงเวลาก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่ใน ๑ ปี ข้างหน้านั้นน่าจะได้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เป็นผลสัมฤทธิ์ให้ได้จำนวนหนึ่ง จึงเกิด ในเรื่องของ ๒๗ ประเด็น ๔๒ เรื่อง ที่จะต้องพยายามทำให้ดีที่สุด ทุกท่านทราบดี ไม่ว่า จะอยู่ในคณะกรรมาธิการไหน ว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปในแต่ละเรื่องนั้นยากเย็นแสนเข็ญ แทบจะพูดอย่างนั้นได้เลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็แล้วแต่ ที่เพื่อน สปท. ๖-๗ ท่านแรก ได้กล่าวมาแล้วว่ามีปัญหาอะไรบ้าง มีหลายคนพูดถึงเรื่องการปฏิรูป เพราะการปฏิรูป ในความเป็นจริงนั้นต้องมีผู้เสีย เสียเลือด เสียเนื้อ เสียชีวิตกันก็มี ถึงจะปฏิรูปได้สำเร็จ นี่เราปฏิรูปกันอย่างสุภาพบุรุษ เรายกร่างวาระการปฏิรูป เรายกร่าง พ.ร.บ. มา ส่งไปตาม สายงาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา เป็นขั้นเป็นตอน ก็แน่นอนละครับ ความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน ความคิดเห็นที่คิดว่าของที่มีอยู่แล้วมันก็ดีอยู่แล้ว ความคิดเห็นที่ไม่อยากให้ เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ความเป็นห่วงงบประมาณของรัฐ เป็นห่วงภาระหน้าที่ที่จะเกิดขึ้น อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องฟันฝ่าร่วมกัน เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านได้เข้าใจในสิ่งเหล่านี้ ท่านจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาขับเคลื่อนให้สำเร็จให้ได้ อย่างน้อย ๔๒ เรื่อง ซึ่งเราก็จะได้รับฟัง วันนี้เป็น ๓ เรื่องแรกที่ทางวิป (Whip) ได้พิจารณา ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนโดยตรง
เหตุหนึ่งของการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒ ปีเศษที่ผ่านมานั้น ก็โดยเหตุผลที่ว่ามีความเหลื่อมล้ำอยู่ในบ้านเมือง จึงนำไปสู่ความแตกแยก ความแก่งแย่ง ในอำนาจ ในทรัพยากรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงกล่าวได้ว่าเป็นปัญหา พื้นฐานที่สุดของประเทศ มีความเหลื่อมล้ำในเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ทางด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการที่เราหยิบ ๓ เรื่องขึ้นมาพูดก่อน ก็เพื่อที่จะตีประเด็นให้ตรงเป้าว่า ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในชีวิตความเป็นอยู่ในฐานะ ในเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน แหล่งทรัพยากรต่าง ๆ ได้ของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งหลาย ๆ ท่านได้พูดถึงข้อมูล พูดถึงสามเหลี่ยมฐานคว่ำ ฐานหงาย อะไรต่าง ๆ อย่างชัดเจนแล้วว่าบ้านเมืองเรามีปัญหา มีปัญหาที่คนรวยรวยมาก แล้วก็ยิ่งรวยมากยิ่งขึ้น คนยากจนยิ่งยากจนเพิ่มมากขึ้น อันนี้จึงเป็นที่มาของ ๓ เรื่องแรกนี้ที่เรามาพูดจากันในวันนี้เป็นวันแรก เพราะฉะนั้น ผมก็สนับสนุนท่านประธาน แล้วก็วิป (Whip) ที่ได้นำเรื่องเหล่านี้มาพูดจากัน ก็จะทำให้เกิด ประโยชน์ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเขาก็ต้องนั่งฟังอยู่ เราก็ช่วยกันอภิปราย ช่วยกันชี้เหตุชี้ผล ว่าทำไมจึงต้องทำเรื่องเหล่านี้ แน่นอนครับ ในเรื่องภาระของประเทศ ในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องหน่วยงานใหม่ ถ้าไม่ทำเลยไม่มีทางจะปฏิรูปประเทศได้สำเร็จสักเรื่องเดียว อย่าลืมว่า ถ้าเราดูตัวเลขแต่ละปีการใช้งบประมาณเราจำเป็นต้องนำเงินของรัฐไปให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ แบบไม่ได้เกิดประสิทธิผลใด ๆ เลย ไม่ว่าจะไปช่วยในเรื่องอุบัติภัย ไปช่วยในเรื่องของข้าวยากหมากแพง สินค้าการเกษตรขายไม่ออก หรือว่าอุดหนุนราคา ด้วยวิธีการต่าง ๆ ปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท บางปีอาจจะเหยียบแสนล้านบาท ถ้าเกิดวิกฤต เภทภัยทางด้านอากาศ หรือทางด้านวาตภัย อุทกภัยที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นนั่นเป็นเงิน จำนวนมากที่เราจำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อเยียวยา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน การดำเนินการใน ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเสนอ ก็เป็นการแก้ปัญหาที่รากฐาน ที่พื้นฐานจริง ๆ ซึ่งสมัยก่อนเราเรียกกันว่ารากหญ้า คือพี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบท ที่อยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าผู้อื่น ผมอยากจะกล่าวสักนิดหนึ่งให้เป็นตัวอย่าง ในเรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งผมยังนึกภาพ เมื่อ ๒ ปีเศษ เราได้มีการเรียกประชุมด่วนเลยของ สปช. ในห้องประชุมมีประมาณสัก ๑๕ คน มีท่านประธาน สปช. วันนั้นคือท่านอาจารย์เทียนฉาย กีระนันทน์ และอีกท่านหนึ่ง ที่ผมจำได้คือท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งผมได้รับเชิญเข้าไป ร่วมประชุมด้วย เพื่อไปริเริ่มในการยกร่าง พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ๒ ปีกว่าแล้วที่สภาแห่งนี้ จากนั้นก็ใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา ก็ยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้น แล้วก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน วันนี้เราได้มาดูถึงความคืบหน้าของ พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... ก็จะเห็นว่าปัญหา ก็อย่างที่หลายท่าน ได้กรุณากล่าวแล้ว คือปัญหาในเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นห่วงเรื่องภาระงบประมาณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติติงในเรื่องการต้องจัดตั้งสำนักงานขึ้นมากำกับดูแล หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องยกเว้นในเรื่องของการเก็บภาษี การดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นปัญหาที่ถ้ามองอย่างนักปฏิรูปแล้วไม่มีวันทำได้สำเร็จ ถ้าเราไปห่วง สิ่งเหล่านั้น ซึ่งผมว่าในปีแรก ๆ อาจจะมีเงินเพียงแค่ไม่กี่สิบล้านบาท เป็นร้อยล้านบาท หรืออาจจะเป็นพันล้านบาท แต่ผลที่เกิดขึ้นเมื่อเราใช้งบประมาณ หรือเราได้ดำเนินการ ในการที่จะอุดหนุนสิ่งเหล่านั้นกับพี่น้องประชาชนแล้วนั้นมันมหาศาลจริง ๆ ในคณะกรรมาธิการได้ยกตัวอย่างมา ๒ หน่วยงานที่ทำงานเรื่องนี้และประสบความสำเร็จ หน่วยงานแรกคือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง อันนั้นเป็นโครงการพระราชดำริ เป็นโครงการ ซึ่งมีการสนับสนุนจากหน่วยงานอย่างกว้างขวาง แล้วก็มีลักษณะของโครงการแบบนี้อยู่ หลายโครงการ ที่อาจจะเรียกว่าเป็นโมเดล (Model) ของวิสาหกิจเพื่อสังคม ความหมายของ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่อธิบายง่าย ๆ คือว่าเราลงทุนไปเพื่อทำกิจการใดกิจการหนึ่ง เพื่อชุมชน หรือเพื่อประชาชนในพื้นที่นั้น ในกลุ่มบุคคลเหล่านั้น แล้วเมื่อมีรายได้ขึ้นมาก็ไม่มีการที่จะมา แบ่งปันกำไรกัน ก็นำเงินลงทุนต่อไป มันก็จะหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจนั้น แล้วก็นำไปจ้างงาน กับบุคคลที่ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการก็แล้วแต่ รายได้ส่วนหนึ่งก็ไปช่วยเหลือ ชุมชนในทางอ้อมหรือทางตรง ถ้าเราไปยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งก็คือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) อันนี้เป็นองค์การมหาชน แน่นอน แล้วมีเงินสนับสนุนจากภาครัฐ แล้วก็มี การดำเนินการที่เป็นระบบ เพราะฉะนั้น ๒ ตัวอย่างนี้ผมจึงยังไม่ได้มองว่าเป็นวิสาหกิจ เพื่อสังคมที่แท้จริง แต่ถ้าเราจะมองวิสาหกิจเพื่อสังคม เท่าที่ผมได้สัมผัส อย่างเช่น โครงการโรงเรียน ที่จังหวัดบุรีรัมย์ กับโครงการของร้านอาหาร ที่ชื่อว่า แคบเบจ แอนด์ คอนดอม (Cabbages & Condoms) ซึ่งผมได้ไปรับประทานหลายครั้ง ที่อยู่สุขุมวิท ๑๒ ของท่านอดีตรัฐมนตรีมีชัย วีระไวทยะ อันนั้นเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นโดยภาคเอกชนโดยแท้ เป็นธุรกิจที่มีการต่อยอดจากกำไรนำไปสู่การขยายกิจการ ขณะนี้ก็มีร้านอาหารอยู่ หลาย ๆ แห่ง ทั้งที่พัทยาก็มี ที่ประเทศอังกฤษก็มีอีก ๒ แห่ง แล้วถ้าเราไปรับประทาน ที่ร้านอาหารเหล่านี้เราจะเห็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจังหวัดบุรีรัมย์ หรือจากโรงเรียน ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานในด้านการช่วยเหลือสังคมหรือช่วยเหลือชุมชน เป็นวิสาหกิจเพื่อชุมชน เพื่อสังคมโดยแท้ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ภาคเอกชนดำเนินการ และประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลมากมายจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการที่จะทำ วิสาหกิจเพื่อสังคมจึงเป็นการเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ละธุรกิจ หรือแต่ละ เอนเตอร์ไพรส์ (Enterprise) อาจจะช่วยเหลือคนได้ผมว่าเป็นร้อย ถ้าเรามีเป็น พัน ๆ วิสาหกิจเพื่อสังคม ไม่ต้องถึงอย่างที่ท่านอาจารย์ชูชัยบรรยายว่าที่ประเทศอังกฤษ มีตั้ง ๗๐,๐๐๐ แห่ง เอากันสัก ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ แห่งในเมืองไทย ผมคิดว่าคนเป็นล้าน ๆ คน คนไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากกิจการเหล่านี้ ก็จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้ คนยากคนจนได้มีชีวิตที่มีความสุขขึ้น เพราะฉะนั้นวิสาหกิจเพื่อสังคมผมคิดว่าเป็นเครื่องมือ ที่ทำไม่ยาก ง่ายกว่าอีก ๒ เรื่องเยอะ ง่ายกว่าเรื่องของธนาคารที่ดิน หรือง่ายกว่าเรื่องของสถาบันการเงินชุมชน และในปีแรก ๆ รัฐบาลก็คงยังไม่ต้องใช้เงินมากนัก จัดตั้งสำนักงานขึ้นมา ตอนนี้ก็มีสำนักงานหลายแห่ง ที่กรรมการถูกยุบไป พนักงาน เจ้าหน้าที่ก็ว่าง ๆ งานอยู่ มันก็ไม่ใช่อะไรที่จะเป็นภาระ งบประมาณแก่รัฐมากนัก การงดภาษีให้กับผู้ที่ลงทุนในเรื่องนี้ก็มีกฎหมายออกมาแล้ว พระราชกฤษฎีกาออกมาแล้วที่จะสามารถยกเว้นภาษีให้กับนิติบุคคลที่ไปลงทุนทางด้านนี้ได้ หรือยกเว้นภาษีให้กับนิติบุคคลที่ประกอบกิจการเพื่อสังคม เพราะฉะนั้นจึงอยากจะ สนับสนุนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมองให้กว้าง มันไม่ใช่เรื่องยากเลย แล้วก็ จะเกิดประโยชน์อย่างอเนกอนันต์จริง ๆ แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่เขายากที่จะเข้าถึงงาน หรือว่าที่จะได้รับทรัพยากรที่จะทำให้เขาได้ลืมตาอ้าปากได้ ผมจึงขอสนับสนุน แล้วก็ขอให้ ช่วยกันไปเร่งรัดให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและสู่ สนช. ต่อไป ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เราได้ดำเนินการมา ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมฟังมาทั้งหมดต้องยอมรับว่า วันนี้เป็นการประชุมที่มีค่าอย่างยิ่ง ทั้งท่านกรรมาธิการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกคนได้อภิปราย ที่เป็นการเสนอแนะอย่างมีคุณค่า แล้วก็สมควรอย่างยิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ รวมทั้ง ท่านประธาน ท่านรองประธาน และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจะต้องรับไปพิจารณา เพื่ออาจจะมีการปรับปรุง หรือรับฟังความคิดเห็น ของเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับการประชุมในวาระลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป ซึ่งถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ก็คงจะต้องมีครบทั้ง ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง โดยจัดเข้ามาเป็นสำรับเพื่ออภิปรายให้ได้ความเห็น เชื่อมโยงกัน ก่อนอื่นผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง ปกติเวลาพูดถึงคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าสภาไหน สิ่งที่เขาจะพูดกัน สิ่งที่เขาจะเสนอกัน ก็คือเศรษฐกิจของ ภาคธุรกิจ เศรษฐกิจของกลุ่มทุน แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการรายงานมาในวันนี้ และจะต้อง รายงานต่อไปเป็นสำรับนี่นะครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจมีเรื่องที่ได้รับการคัดเลือกเข้าไปอยู่ในชุด ๒๗ วาระ ที่ถือเป็นสัญญาประชาคม แล้วว่าจะต้องทำให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๐ นี้ แทบไม่มีเศรษฐกิจของภาคธุรกิจเลยครับ ๓ เรื่องในวันนี้เป็นเศรษฐกิจของภาคประชาชนโดยแท้ อีกสำรับหนึ่งจะเป็นเศรษฐกิจ กระแสใหม่ และเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ก็จะเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมโหฬารมาก เพราะฉะนั้น สำหรับเศรษฐกิจของภาคประชาชน ที่เวลาตั้งชื่อเรื่องว่าเครื่องมือพัฒนาฐานราก แล้วก็ อาจจะงง ๆ นะครับ แต่ว่าผมก็ขออนุญาตนำความของท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจมากล่าวในที่นี้อีกครั้งหนึ่งว่า นี่คือการสร้างประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจ บ้านเรามีความขัดแย้งมายาวนาน อย่างน้อยก็ ๑๐ ปี ๑๒ ปี ถึงเรื่องการให้ คุณค่า ให้ความหมายของคำว่าประชาธิปไตยทางการเมือง ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เท่านั้น หรือประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งเสมอไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง ก็คือว่ารากฐานของประชาธิปไตยทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ
กล่าวโดยสรุปก็คือว่าเครื่องมือพัฒนาฐานราก ๓ เครื่องมือนี้มุ่งเป้าไปที่ ยกระดับของคน ๑๕ ล้านคน ๗.๑ ล้านคนตามการสำรวจของธนาคารโลก คือคนจน ที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ ๒๐๐ บาท อีก ๗,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษเป็นคนที่มีรายได้สูงกว่านั้น ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศใดก็ตามที่มีคนจนหรือคนที่มีรายได้สูงกว่าคนจน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้ว ๑๔ ล้านคน ไม่ใช่เรื่องเล็กครับ การที่เราจะแก้ปัญหาความยากจน ตรงนี้ได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๖ ปี ภายใต้จีดีพี (GDP) ปัจจุบัน และถ้าเผื่อเรามีเป้าหมาย อันสูงส่งว่าเราจะให้ประเทศไทยหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ธนาคารโลก เขาว่านะครับ ผมไม่ได้ว่า ภายใต้การเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ ๔.๒ เราจะต้องใช้เวลา ถึง ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะฝันถึงไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) อย่างไรก็ตามแต่ แต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่สามารถยกระดับคน ๑๕ ล้านคนด้วย อย่างน้อยที่สุดเครื่องมือ ๓ เครื่องมือนี้ขึ้นมาได้ ด้วยความเคารพจริง ๆ ผมว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ยาก และตั้งแต่ผม ได้ยินเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมา ตั้งแต่อยู่ สปช. อยู่ สปท. อยู่ในคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ฟังคุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล ขออนุญาตเอ่ยนาม มานาน ผมไม่เคยลุกขึ้น อภิปรายเลย เพราะรู้สึกว่ารู้น้อย ยิ่งมา สปท. ชุดนี้มีท่านประธาน สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ผมยิ่งไม่จำเป็นต้องพูดเลย เพราะว่าคิดเหมือนท่านมาโดยตลอดว่ามันต้องสร้าง ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจขึ้นมา แต่วันนี้จำเป็นต้องพูดเพราะว่าผมเห็นว่าทุกอย่าง มันน่าจะดี ท่านกอบศักดิ์ก็ไปเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีของท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นเหมือน โฆษกรัฐบาลทางเศรษฐกิจกลาย ๆ ท่านอาจารย์สมชัยก็เป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ของ ป.ย.ป. อีกหลายท่าน พวกเราก็ไปอยู่ในที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของ ป.ย.ป. แล้วที่สำคัญ ที่ถือว่าเป็นการฝ่าด่านสำคัญอย่างยิ่ง ก็คือว่าเราทำให้เครื่องมือพัฒนาฐานราก ๓ เครื่องมือนี้ และอื่น ๆ อีกเข้ามาเป็นหลักชัยสำคัญของการปฏิรูปที่จะต้องเกิดขึ้นภายในปี ๒๕๖๐ คือ ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง โดยการยอมรับของรัฐบาลผ่านดอกเตอร์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผมไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ แต่เห็นการประชุม และเห็นการตั้งอนุกรรมการแล้ว ก็ล้วนเป็นมิตรสหายที่ทำงาน ร่วมกันมากับท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล แล้วก็เพื่อนสมาชิก สปท. และ สปช. หลายท่าน เช่น ดอกเตอร์สีลาภรณ์ บัวสาย ดอกเตอร์บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ดูแล้วมีความหวังอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐบาลตั้งโหมด (Mode) ป.ย.ป. ขึ้นมา เป็นเฟส (Phase) สำคัญ ของการปฏิรูปประเทศ ที่กำลังจะรับช่วงจาก สปท. โดยมี สปท. ร่วมมีส่วนเกาะเกี่ยวอยู่ และกำลังจะส่งมอบให้กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และแผนและขั้นตอน การดำเนินการปฏิรูปประเทศ หลังจากกฎหมาย ๒ ฉบับนั้นเกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญ มีผลใช้บังคับ ๑๒๐ วัน อันนี้สำคัญอย่างยิ่ง และที่สำคัญก็คือเป็นเสมือนสัญญาประชาคม ที่รัฐบาล แล้วก็เครือข่ายแม่น้ำทุกสาย ให้สัญญากับพี่น้องประชาชนว่าอย่างน้อย ในปี ๒๕๖๐ นี้ ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่องน่าจะต้องเสร็จ หรืออย่างน้อยน่าจะต้องได้รับการเริ่มต้น เสร็จนี่ผมยังเป็นห่วง เวลาไปแถลงที่ไหน หรือไปอภิปรายที่ไหน ไม่ค่อยกล้าพูดว่าเสร็จ แต่พอมาฟังวันนี้แล้ว ก็ต้องขออนุญาตฝากท่านที่อยู่ใน ป.ย.ป. ฝากคณะกรรมาธิการ แล้วก็ ฝากพวกเราช่วยกันคิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูจะดีนั้น เราได้ยิน ๓ เรื่องนี้มา ๒ ปีแล้ว ถามว่า ตอนนี้ไปไหน ไม่ไปไหนเลยครับ กระทรวงการคลังยังไม่ได้เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ถามเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ข้างล่างนี่ก็ได้ ขั้นตอนการเสนอกฎหมาย ณ วันที่ กระทรวงเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีแล้ว กว่าจะไปกฤษฎีกา กว่าจะผ่านกลับมาคณะรัฐมนตรี กว่าจะเข้า สนช. กว่าจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายใช้บังคับ ผมว่าใช้เวลาเป็นปีครับ พูดอย่างเกรงใจ ถ้าพูดอย่างไม่เกรงใจก็เป็นปี ๆ ถามว่าสถานการณ์มันสอดคล้องกันไหมกับสิ่งที่ประกาศว่า เราจะต้องทำให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๐ ต้องยอมรับความจริงว่าออกจะไม่สอดคล้องกันนัก แต่ถามว่ามีทางแก้ไหม มีครับ เพราะผมเชื่อว่าในขณะนี้ผู้นำทางการเมืองคือ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านดอกเตอร์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ อีกหลายท่านก็ได้แสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะต้องทำเรื่องนี้ออกมาให้ได้ ทีนี้เราจะมี วิธีการทำอย่างไรที่จะให้โหมด (Mode) หรือเฟส (Phase) ของ ป.ย.ป. ไม่ไปซ้ำรอย เฟส (Phase) ก่อน ๆ ผมก็เห็นมีข้อเสนอหลายข้อเสนอจากฟลอร์ (Floor) ข้างล่างนี้ แล้วก็ ที่สำคัญก็คือจากที่นั่งกรรมาธิการข้างบน ท่านปีติพงศ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเสนอว่า ส่วนที่ท่านรับผิดชอบวิสาหกิจเพื่อสังคมมีข้อขัดแย้งอยู่ ๔ ประเด็น ท่านก็เสนอตอนนั้น ท่านอลงกรณ์นั่งอยู่ด้วย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอยู่ในคณะกรรมการเตรียมการ ปฏิรูปประเทศด้วย ท่านก็เสนอ ท่านมองไปว่าเอาที่ขัดแย้งกันมาคุยให้มันรู้เรื่องไปเลย แล้วก็เดินหน้าไป ผมว่านี่เป็นทางหนึ่งครับ ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอจากเพื่อนสมาชิก ข้างล่างนี้ว่าอาจจะต้องมีการจัดพูดคุยให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศรับรู้ อาจจะต้องมี การเชิญหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามา แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือว่าผมฝากท่าน ต้องเสนอ ป.ย.ป. หรือผมเชื่อว่า ป.ย.ป. ต้องคิดอยู่แล้ว ว่าการปฏิรูปในเฟส (Phase) ของ ป.ย.ป. ต้องมีแทร็ก (Track) พิเศษเป็นช่องทางพิเศษ ไม่ใช่แทร็ก (Track) ปกติ เหมือนกับ เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ทุกท่านก็คงทราบดีว่า ๕ ปีแรกของการมีวุฒิสภาชุดแรก ที่พิเศษหน่อยนี่ การพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูปเป็นแทร็ก (Track) พิเศษพิจารณาในรัฐสภา เพราะฉะนั้นการทำงานใน ป.ย.ป. ผมมั่นใจว่าเขาคิดไว้แล้ว แต่ผมฝากท่านช่วยไปเสนอต่อ ว่าจะต้องดำเนินการด้วยแทร็ก (Track) พิเศษครับ กว่าเราจะออกมาเป็น ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง ประธานกรรมาธิการ ๑๒ คณะของเราก็ทำงานอย่างหนัก ทำงานโดยแทร็ก (Track) พิเศษ ช่องทางพิเศษ ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ ก็กรุณามาทำงานด้วยเต็มที่ ขนข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรีมาทำเต็มที่ คุยกันอย่างไม่เป็นทางการหลายต่อหลายครั้ง จนหลุดออกมาเป็น ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้า ป.ย.ป. จะขับเคลื่อนแล้ว ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง ผมเชื่อว่าท่านจะต้องให้กำเนิดแทร็ก (Track) พิเศษ ช่องทางพิเศษขึ้นมา ไม่ใช่คุย กับกระทรวง กระทรวงเสนอเข้า ครม. ครม. ไปกฤษฎีกา กฤษฎีกากลับมากระทรวง ไป สนช. ใน ๒๗ วาระอาจจะต้องมีจำนวนหนึ่งที่เป็นแทร็ก (Track) พิเศษ โดยเครื่องมือ พิเศษตามรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะประกาศใช้แล้ว แต่เครื่องมือพิเศษที่ติดมาจากรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ยังคงดำรงอยู่จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ต้องใช้แทร็ก (Track) พิเศษ ไม่จำเป็นต้อง ๒๗ เรื่อง แต่จะเป็นเรื่องใดบ้างก็ต้องฝากกันคิด แล้วการอภิปรายในครั้งต่อ ๆ ไปเราคงจะมองเห็นภาพรวมของประเทศได้ว่า ในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงประเทศใหญ่ในรอบ ๖ ปี ๑ ปีแรกเราจะช็อก หรือเราจะกระตุกพี่น้องประชาชนให้เขารู้ว่าอันนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่เขาสัมผัสได้ นี่คือ การสร้างประชาธิปไตยที่เขากินได้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ แล้วอยากจะเสนอให้ ท่านไปคิด หรือว่าเสนอแนะกันถึงแทร็ก (Track) พิเศษ ส่วนจะเป็นเรื่องใดบ้าง จะเป็น ๓ เรื่องนี้ก็ไม่เลว เพราะว่ามันก็เป็นการช่วงชิงประชาชน ๑๕ ล้านคนกลับคืนมา ไม่ต้องรอ สัญญาจากทางอื่น ขออนุญาตไม่พูดถึงนะครับ เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่สำคัญและที่ยิ่งใหญ่มากครับ แต่อาจจะไม่ใช่ทั้ง ๓ เรื่องนี้ ก็สุดแท้แต่ เพราะว่าก็จะต้องดูวาระอื่น ๆ ใน ๒๗ วาระนี้ประกอบกันไปด้วย ผมขอกราบเรียนว่าถ้าไม่ใช่แทร็ก (Track) พิเศษแล้วความเป็นไปได้ยากมากครับ เพราะอย่าลืมว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วท่านต้องถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญมีบังคับระยะเวลาภายใน ๑ ปี มีกฎหมายสำคัญ ผมนับดูแล้วอย่างต่ำ ๑๙ ฉบับที่ สนช. จะต้องผลิตออกมา และเป็นการผลิตโดยมีมาตรการระยะเวลาบังคับด้วย คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับ และอีก ๙ ฉบับเป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญ บังคับให้ต้องมี แล้วที่สำคัญก็คือว่าถ้าเป็นแทร็ก (Track) ปกติแล้ว ร่างกฎหมายที่เป็น นวัตกรรมใหม่อย่างนี้ ท่านไปเจอมาตรา ๗๗ เข้าเหนื่อยนะครับ ต้องมีอีไอเอ (EIA) ทางกฎหมาย เอาภาษาผมนะครับ ใช้เวลาเพิ่มเติมไปอีกเท่าไร และที่สำคัญก็คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะหนักหนาสาหัสมาก เพราะฉะนั้นผมเชื่อ ผมเป็นเด็ก เชื่อว่า ผู้ใหญ่ใน ป.ย.ป. ท่านคงคิดอยู่แล้วละ แล้วก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่าแทร็ก (Track) พิเศษ ที่จะทำให้ ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง ได้สามารถเริ่มต้นในปี ๒๕๖๐ นั้นควรจะมีกระบวนการ อย่างไร แตกต่างไปจากกระบวนการพิจารณาอย่างไร แต่ก็ขออนุญาตฝากไว้ในที่นี้ เพื่อบันทึกไว้ และขอแสดงความสุขกับการประชุมในวันนี้ แม้ว่าผมไม่ได้คิดจะอภิปราย มาก่อน แต่ว่าอยากจะขออนุญาตแสดงความรู้สึกให้เป็นที่ประจักษ์ในที่นี้ แล้วขอยอมรับว่า มีความหวังอย่างยิ่งครับ เพียงแต่ว่าขอฝากความหวังไว้ที่แทร็ก (Track) พิเศษที่จะต้อง เกิดขึ้น กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความ ตำแหน่ง หัวหน้าสำนักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ต้องยอมรับว่าการเมืองที่เรากำลังจะปฏิรูปกันส่วนหนึ่งนั้นก็คือต้องการให้การเมือง เกิดความสุจริต เที่ยงธรรม เป็นประชาธิปไตยที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ตราบใดก็ตามที่การเมืองมีเงินเป็นตัวนำ นั่นก็หมายความว่าจะเกิดความฉ้อฉล เกิดความทุจริต เกิดการคอร์รัปชัน และทำให้การเมืองนั้นยังอยู่ในวังวนแห่งความชั่วร้าย แล้วก็หมุนเวียนกลับมาอยู่ในสภาพของประชาธิปไตย ปฏิวัติ รัฐประหาร เลือกตั้ง แล้วก็มี วงจรเป็นไปอยู่อย่างนี้ ความสำคัญจึงอยู่ที่ประชาชน ถ้าตราบใดก็ตามคนยาก คนจน คนด้อยโอกาส สามารถเข้าถึงระบบเงินและระบบทุนได้ เชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นการลด ช่องว่างและลดความเหลื่อมล้ำได้ เมื่อลดช่องว่าง ลดความเหลื่อมล้ำได้ก็จะทำให้ การเมืองนั้นค่อยขยับกลับไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและมั่นคงได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมกล่าวแบบย่อ ๆ นี้ท่านประธานคงจะทราบแล้วว่าที่แล้วมา ในอดีตทั้งหมดเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมือง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกแยกเป็นสี เป็นกลุ่มนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความเหลื่อมล้ำและความไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม เงินนั้นเป็นส่วนหนึ่ง และนักการเมืองในอดีตพยายามเอาเงินมาเป็นตัวล่อและเป็นตัวตั้ง จนกระทั่งเกิดโครงการ ที่เราเรียกว่าประชานิยม มีกองทุนหมู่บ้าน มีเอสเอ็มแอล (SML) มีกองทุนสตรี มีสารพัดโครงการประชานิยม เงินเป็นตัวกำหนด เงินเป็นตัวตั้ง ไป ๆ มา ๆ ชาวบ้านทั่วไปก็แห่แหนแตนแต้กับโครงการและกลุ่มการเมืองเหล่านั้น ทั้งหมดมาจาก อะไรครับ มาจากพื้นฐานของความเหลื่อมล้ำ คนยาก คนจน คนด้อยโอกาส ในสภานี้ เราพูดกันมาหลายเรื่องแล้ว แม้แต่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมก็ต่างกัน จะเข้าถึงแหล่งทุน แหล่งเงิน การลงทุน การทำมาหากิน การศึกษาต่างกัน จึงเป็นชนวนอันหนึ่ง ที่การเมือง ที่หวังจะสร้างฐานทางการเมืองก็ใช้จุดตรงนี้เป็นจุดขาย ผมจึงชอบใจมาก ๆ เลยครับ ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเสนอ ๓ เรื่องนี้ คือ เรื่องการเงินฐานราก วิสาหกิจเพื่อสังคม ธนาคารที่ดิน ทั้งที่อยู่ ที่ทำมาหากิน ถ้าทุกคน เข้าถึงได้ มีเงิน มันจะลดช่องว่าง ลดความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี รายละเอียดนั้นท่านได้พูดจาปราศรัยในสภานี้กันมาแล้ว ตอนนี้เป็นเรื่องของการขับเคลื่อน อย่างที่หลายท่านอธิบายแล้ว บอกแล้ว รัฐบาลเอาอยู่ในฐานะ ๒๗ วาระ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายและสัมฤทธิผลตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ป.ย.ป. เป็นตัวขับเคลื่อนต่อจาก สปท. ผมว่า ลำพังกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบน ลำพังประธาน ไม่แน่ใจครับว่าท่านจะทะลุทะลวง ให้มันสัมฤทธิผลได้ไหม เพราะเรื่องนี้เรื่องใหญ่จริง ๆ ครับ ถ้าทำได้ ฟังที่ท่านอธิบายนั้น ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะเศรษฐกิจ แต่แก้ไขปัญหาการเมือง ปรองดอง สมานฉันท์ สมัครสมาน สามัคคี ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตรเป็นประธานทำอยู่ ตรงเป๊ะเลยครับ ผมจึงอยากจะ กราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ท่านสถิตย์ ด้วยส่วนตัว ด้วยในนามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะมีการประสานประการใดให้มันสัมฤทธิผลภายใน ๑ ปีได้ก่อนเลือกตั้ง ถ้าท่านทำเรื่องนี้ได้ ทั้งธนาคารที่ดิน ทั้งคนที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จะมีไปทำไม โครงการประชานิยม จะมีไปทำไมกองทุน เป็นหนี้กันท่วมหัว เต็มศาลาการเปรียญไปหมด ในสภา ผมดูครับ มีข้าราชการบางท่านที่นั่งอยู่ ขออภัย เอ่ยนามสักหน่อยครับ ท่านกฤษฎา เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ท่านนั่งอยู่ในที่นี้ แล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของ กระทรวงการคลังโดยตรง ท่านประธานครับ ถ้าสภาเราได้ขับเคลื่อนประสานกับส่วนราชการ ที่มีระดับผู้ใหญ่นั่งอยู่ใน สปท. ช่วยกันชี้แจงแถลงไข โดยอ้างของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนั้นเป็นหลัก แล้วท่านขับเคลื่อนอีกระดับหนึ่งทำความเข้าใจ ผมเข้าใจดี ผมไม่เคยรับราชการ แต่พอรู้ว่าระดับกลไกของราชการกว่าจะทะลุทะลวง กว่าจะสำเร็จได้ ถ้าไม่ใช้อำนาจทุบโต๊ะเปรี้ยง ผมไม่แน่ใจว่า ป.ย.ป. ยุคท่าน พลเอก ประยุทธ์ พลเอก ประวิตรจะสำเร็จหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมว่าจะต้องมีกลไกในการประสาน ทั้งภายในและภายนอก ลำพังอาศัยรูปแบบวิธีการอย่างเดียว ประชุมกันไป ประชุมกันมา ผมเสียดาย ๓ เรื่องดี ๆ ของท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจจะไม่สำเร็จ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ หัวใจสำคัญของการปรองดอง สมานฉันท์ เลยครับ เรื่องการเมือง เรื่องมานั่งคุยกันทั้งประเทศ อะไรต่อมิอะไร เชิญพรรคการเมืองมา ผมว่าเด็ดกว่าเรื่องนี้นะครับท่านประธานสถิตย์ที่เคารพ เรื่องนี้สำเร็จชาวบ้านก็ชอบใจ มีธนาคารที่ดิน มีกองทุน มีเรื่องสำคัญ ๆ เกี่ยวกับการเงินฐานราก ที่ท่านบอกว่าเข้าถึง แหล่งทุนได้ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านลำบากยากเข็ญกันมากกับเรื่องการเงิน แหล่งทุน เพราะทุกวัน หนี้มันก็ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดกันอยู่แล้ว ผมจึงอยากจะขอความกรุณาด้วยประการใด ของบุคคลที่อยู่ในกระทรวงการคลัง อยู่ใน สปท. และด้วยคณะกรรมาธิการ เชื่อมโยง ประสานงานกัน ทำให้กิจการคือภารกิจ ๓ เรื่อง ๓ ประเด็นนี้สัมฤทธิผลให้จงได้ แล้วเท่าที่ ผมทราบ ป.ย.ป. นั้นมีเรื่องของเศรษฐกิจหลายเรื่อง ผมเองอยู่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรียนท่านประธานเลย ยังน้อยใจเลยครับ ไม่ค่อยมีสักเท่าไร แปลว่าเขาเห็นว่าเรื่องเศรษฐกิจนั้นแก้ปัญหาของประเทศได้ตั้งแต่ระดับรากหญ้ายันระดับบน และสร้างความรัก ความสามัคคี คนมีเงินทั้งประเทศ คนมีเงินพอกินพอใช้ จะทะเลาะกัน หาอะไร เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพต่อท่านประธาน ไม่อยากให้เรื่องดี ๆ แบบนี้เสียของ จะกระทำด้วยประการใดนั้น จะลักษณะล็อบบี (Lobby) ไม่จำเป็นต้องเป็นกลไกทางการนัก ๑ ปีหวังว่าเรื่องนี้จะเกิดสิ่งดี ๆ ขึ้น และทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดอง สมานฉันท์ได้ โดยไม่ต้องมานั่งฟังกันมากมายนัก เอาเรื่องนี้ทำ เชื่อเหลือเกินว่าดี ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ที่จริงเหลืออีก ๒ ท่านนะคะ แต่ท่านนิกรขอถอน ก็เลยเหลือ ท่านสุดท้ายคือท่านสุรินทร์ เรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ เรื่องนี้สั้นมากเลย มีอยู่ ๒-๓ คำนี่เอง เครื่องมือพัฒนาฐานราก สั้นมากเลย แต่เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ และ เรื่องยาว แต่ในความหมายของฐานรากก็คือ ๓ เรื่อง คือ การเงินฐานราก วิสาหกิจเพื่อสังคม ธนาคารที่ดิน ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานโดยภาพรวมนะครับ
เริ่มต้นผมอยากจะให้ท่านชมเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ถ้าใครไม่รู้ ภาพในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ผมจะนำเสนอเป็นอะไร ผมคิดว่าคงจะอยู่ ในประเทศนี้ไม่ได้แน่นอน นี่คือแผนที่ประเทศไทยครับ ที่ท่านพูดทั้งหมดท่านกำลังจะขยับ ประเทศไทยให้หลุดพ้นจากความยากจน หรือจะเรียกอะไรก็ตามใจ อย่างที่เพื่อน ๆ สมาชิก ว่าไปแล้ว แต่ประเทศไทยนั้นมีธงชาติ ท่านเห็นธงชาติไหมครับ แล้วก็มี ๓ สี ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องไปด้วยกัน แยกกันไม่ได้
ภาพต่อไปครับ ผมกราบเรียนว่าประชาชนหน้าตาดำ ๆ อย่างนี้ ไม่ว่าจะอยู่ ที่ไหน ผมก็เพิ่งกลับมาจากจังหวัดนราธิวาส และภาคใต้ เพิ่งลงเครื่องบินเมื่อเช้า ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมจะพูดต่อจากภาพนี้เป็นเรื่องของฐานรากจริง ๆ แล้วผมก็มี ความมั่นใจและเชื่อใจในท่านประธานสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ทั้ง ๔ ท่านเลยครับ เมื่อเช้า ผมลงจากเครื่องบิน ผมก็เปิดฟังเลย พอเปิดฟังก็ได้ยินท่านประธานสถิตย์พูด ท่านสมชัยพูด ต่อมาท่านปีติพงศ์พูด และที่สำคัญที่สุดคือดอกเตอร์กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผมฟังท่าน ทุกวันอังคาร ท่านแถลง ครม. รวมทั้งบางทีวันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็มีความรู้สึกว่าประทับใจ แล้วก็ชื่นใจว่าเรามี สปท. ที่เก่ง ๆ ที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการนี้ ก็คือว่าฐานรากจริง ๆ ผมถามท่านว่า สปท. ใช่ไหม ไม่ใช่ นอกห้องใช่ไหม ไม่ใช่ ฐานราก ที่เกิดจากแผ่นดินไทยมาช้านานคือเกษตรกรไทย
ภาพต่อไปครับ ถ้าใครไม่เคยเห็นภาพนี้ผมคิดว่าไม่ใช่คนไทย ในอดีต นี่คือชาวนาไทย แล้วต่อมาถ้าไม่ดำนาอย่างนี้ก็เป็นนาหว่าน มีหลายประเภทนะครับ นาน้ำตม ซึ่งผมก็เคยทำมาแล้ว พอปักดำใหม่ ๆ ลอยเลยครับ ทำไม่เป็น นี่ในอดีต ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่แล้วครับ นี่คือเครื่องปักดำข้าวรุ่นใหม่ เดินตามครับ แต่ถ้าแพงกว่านี้ รวยกว่านี้ นั่งขับแล้วก็ปักดำไปเลยครับ ๑๐๐ ไร่นี่วันสองวันเสร็จ แต่ก่อนนี้ไม่ใช่ นี่ในปัจจุบัน ในอดีต ท่านเห็นไหมครับ ลงแขกเกี่ยวข้าว ฐานรากนะครับ เดี๋ยวนี้ท่านเกือบจะไม่เห็นแล้ว ท่านเห็นอะไร นี่ครับ ยิ่งเป็นนาแปลงใหญ่ เกี่ยวเสร็จ นวดเสร็จ ใส่กระสอบเสร็จ ส่งโรงสี โรงสีก็รวยไป ชาวนาก็ไม่ค่อยได้เท่าไร ที่ผมนำภาพเหล่านี้มาเป็นเบื้องต้นผมมีประเด็น ผมอยากกราบเรียนว่าเกษตรกรไทยทั้งประเทศมี ๒๓.๗๙ ล้านคน หรือคิดคำนวณก็ได้ ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งประเทศที่มีอยู่ ประมาณ ๖๕.๙ ล้านคน คิดเป็น ๓๙.๖ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงเกษตรกรทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะปลูกพืช อ้อย ถั่วลิสง ข้าวโพด มันสำปะหลัง แต่ถ้าเป็นชาวนาแล้ว ตามสถิติของทางราชการ สำรวจไว้เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ ครั้งสุดท้ายมี ๓,๘๗๘,๐๓๕ ครัวเรือน เขาเฉลี่ยครัวเรือนละ ๓.๒ คน ก็ประมาณ ๑๓ ล้านคน ไม่ใช่ตัวเลขผมยกเมฆนะครับ ผมเอามาจากทางราชการ แล้วท่านทราบไหมว่าชาวนา ที่มากที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครอบครัว คิดเป็นประชากรแล้ว ก็มากกว่าภาคอื่น ๆ แล้วผมกราบเรียนถามท่านทำไม กราบเรียนเพราะว่าท่านจะทำ เรื่องการเงินฐานราก เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม และเรื่องธนาคารที่ดิน ท่านอย่าลืมเขานะครับ ท่านจะเห็นว่ารัฐบาลกำลังนำประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือว่าประเทศไทย ๔.๐ แล้วก็ยังจะมีแผนในการพัฒนาเศรษฐกิจ ๒๐ ปี แต่ถ้าเราไม่ได้พัฒนาชาวนา หรือเกษตรกรไทย อย่างที่ผมกราบเรียน ต่อให้ท่านมีพระราชบัญญัติสวยหรู มีเงินกองท่วม ภูเขาทอง ท่านก็ไปไม่รอด ทำไม่เป็น ใช้เงินไม่เป็น หาเงินได้ก็ใช้ไม่เป็น มันก็มีปัญหา ฝากเงินให้เขาโกง โทรศัพท์มา โลภ ให้เขาโกงอีก เพราะฉะนั้นท่านต้องพัฒนาเกษตรกรไทย โดยเฉพาะชาวนาไทย ซึ่งขาดเสียไม่ได้ที่จะต้องทำนา ทั้ง ๆ ที่บอก ไม่มีน้ำ ๆ ท่านเลิศวิโรจน์ ก็อยู่ที่นี่ ท่านก็เป็นอดีตอธิบดีกรมชลประทาน ก็ประกาศกันไปว่าไม่มีน้ำ น้ำไม่พอ ก็ต้องทำ คือมันอยู่ในดีเอ็นเอ (DNA) ของชาวนาไทยต้องทำนา เมื่อมีนาแล้วต้องทำนา เพราะฉะนั้น เราต้องให้ความรู้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะชาวนาให้มากที่สุด ว่าเขาควรจะทำอะไร ขายเมื่อไร ขายให้ใคร และเส้นความยากจนของท่าน ท่านดูแผนที่นี้เลยครับ ถ้าท่านไปดู จริง ๆ สีแดงคืออะไรครับ ผมไปหามา ยากจนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ที่ทุกคนพูดกันไป แล้วสีแดงเรื่อนี่ก็ลดลงมา ที่แดงจางนั้นก็ดีขึ้น อันนี้เราคิดภาพเฉลี่ยนะครับ พอเห็น ประเทศไทยแบบนี้แล้วเป็นอย่างไรครับ น่าตกใจอย่างยิ่ง ผมจึงกราบเรียนฝาก ท่านกรรมาธิการว่าผมเห็นด้วยที่จะสนับสนุนพระราชบัญญัติทุกฉบับของท่าน ที่ท่านคิดอยู่ นี่นะครับ แล้วก็ที่ท่านจะขับเคลื่อนในเรื่องต่าง ๆ ของเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามท่านอย่าลืม เกษตรกรไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่หมู่ไหน ตำบลไหน และต้องพยายามทำให้เขาผลิตผลผลิต ที่มีคุณภาพสูง มีราคาสูง ไม่ใช่ทำไปเรื่อยแล้วก็ขาดทุนทุกปี ทุกปี ทุกปี
สิ่งที่ตามมาผมอยากกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องใช้กลไกเครื่องมือการปฏิรูปที่ดิน และการจัดรูปที่ดิน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปฏิรูปที่ดินมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ จัดรูปที่ดินมีก่อนหน้านั้นหลายปี ท่านปีติพงศ์เป็นอดีตปลัด เป็นอดีตรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๑๘-๒๕๒๐ ผมอยู่กับท่าน ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน เราก็ทำงาน อย่างนี้กันมา ปัจจุบันนี้ยิ่งปฏิรูปที่ดินเท่าไร คดียิ่งเยอะ ปัญหายิ่งเยอะ จากที่เราทำกัน จากวันนั้นปัญหาน้อยมาก เพราะคนยังไม่โลภ ไม่เห็นเงินเป็นพระเจ้า เดี๋ยวนี้ท่านไปดูสิว่า จริงไหม ฟ้องร้องกันไม่จบ เพราะใช้ที่ดินผิดประเภท ก็ฝากท่านไปว่าธนาคารที่ดินมันต้องใช้ ที่ดินให้ถูกประเภท ไม่ใช้ผิดประเภท แล้วต้องทำด้วยความยุติธรรมทุกหมู่เหล่า ไม่ใช่สุรินทร์ แล้วต้องจัดการเด็ดขาด คนอื่นไม่เป็นไร คอยได้ ไม่ต้องนำคดีความมาสู่ศาล อย่างนี้ไม่ได้ มันจะเกิดปัญหา
ภาพต่อไปครับ บจธ. บจธ. ของท่านคืออะไร ก็คือองค์กรมหาชนที่ดูแล เรื่องธนาคารที่ดิน ที่ท่านกำลังจะเสนอ ถามว่า บจธ. จะเรียกว่าซีอีโอ (CEO) หรืออะไรก็ตาม กินเงินเดือนเป็นแสนบาทนะครับ ถามว่าทำงานมีประสิทธิภาพไหม ท่านจะมีธนาคารที่ดินได้ ท่านไปดูที่ประเทศไต้หวัน ปี ๒๕๑๗ ผมไปฝึกอบรมที่สถาบันปฏิรูปที่ดิน ที่ประเทศไต้หวัน แล้วเขามีธนาคารที่ดินมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ที่ผมไปดูก่อนหน้านั้นด้วยนะครับ เขาต้องจัดรูป ที่ดิน ต้องแบ่งที่ดินเป็นแปลง ต้องทำให้ เขาเรียกเกษตรกรเข้าถึงการชลประทาน ต้องมี สหกรณ์ที่ดี สมาชิก สปท. เราเป็นประธานสหกรณ์การเกษตรศรีประจันต์ จำกัด อยู่นะ ลองถามท่านสิว่ามันต้องอาศัยกลไกเครื่องมือคือสหกรณ์การเกษตรที่มีประสิทธิภาพ
ภาพต่อไปครับ นาแปลงใหญ่ ท่านต้องจัดรูปที่ดิน ไม่มีสูง ๆ ต่ำ ๆ จัดรูป ที่ดิน การเกษตรแบบนี้ ชลประทานของท่านเลิศวิโรจน์ อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ขอประทานโทษนะครับ จะได้เข้าถึง ไม่ใช่สูง ๆ ต่ำ ๆ เข้าไม่ถึง นาดอนก็ไม่มีประสิทธิภาพ ในการผลิต อันนี้แปลงเล็กแต่จัดเป็นระบบ เมื่อน้ำมาข้างบนปุ๊บจัดรูปที่ดินให้ลดหลั่นกันมา แล้วมีในประเทศไทยแถวภาคเหนือ แล้วน้ำก็จะไหล ไหล ไหลลงมาเป็นระบบ การเกษตร แบบนี้เราก็จะต้องคำนึงถึง ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง
ภาพต่อไป นี่ครับ ต้องให้ความรู้กับเกษตรกรทุกหมู่เหล่าอย่างทั่วถึง ให้เข้าใจว่าจะผลิตอะไร ผลิตเมื่อไร ขายให้ใคร ขายราคาเท่าไร ถ้าเราใช้สหกรณ์ เป็นเครื่องมือ ผมคิดว่าเราจะไปได้ แต่ไม่ใช่มีสหกรณ์ไว้เพื่อโกงนะครับ พอเป็นกรรมการ ตั้งสหกรณ์ก็คิดโกงก่อนเลย อย่างนี้ชาติบ้านเมืองก็ไปไม่รอด
ภาพต่อไป ภาพนี้ไม่เกี่ยวเลยท่าน เกี่ยวไหมครับ ผมจะอธิบายให้ท่านฟังว่า มันเกี่ยวอย่างไร เมื่อเช้าผมขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเกาะสมุย ผมเห็นสุภาพสตรีชาวต่างชาติ คนหนึ่งถือกระเป๋าราคาแพง เข้าใจว่าซื้อในประเทศไทย แฮนด์เมด (Handmade) ท่านรู้ไหม ว่าตุ้งติ้งที่ท่านเห็นมีเศียรพระพุทธรูปเลย แล้วคนทำนี่เก่งมาก ผมดูเพราะเดินตามหลังไป สวยมากเลย เหมือนเชียงแสนเลย แล้วผมถ่ายมาเยอะ ไปนั่งใกล้ ๆ ผมก็ถ่าย มาขึ้นรถชัตเทิลบัส (Shuttle Bus) ผมก็ถ่าย ถ่ายนำมาเสนอท่าน ให้เห็นว่า เรากำลังอยากจะได้ประเทศไทย ๔.๐ แล้วทำไมรู้ไหม การท่องเที่ยวก็เป็นส่วนหนึ่ง ก็คือ ซอฟต์มันนี (Soft money) ได้เงินมาโดยที่ไม่ต้องลงทุนมากมายก็คือขายธรรมชาติ แต่ถ้ามี อย่างนี้เยอะ ๆ ถามว่าความมั่นคงที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่นี้ ท่านอาจจะบอกว่าสุรินทร์มาพูด เรื่องอะไร ความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม ท่านครับ เกี่ยวไหมครับ ท่านได้เงินมาเยอะแยะ ศาสนาถูกทำลายท่านยอมไหมครับ ถ้ายอมนี่ ผมจะลาออกจากความเป็นคนไทยเลยครับ อันนี้ก็ต้องจัดการ จัดการกับใคร ผมไปโทษ ชาวต่างชาติไม่ได้หรอกครับ ต้องโทษคนทำขาย แล้วผมเชื่อว่าแหล่งที่ขายมีไม่มาก คิดแต่เพียงจะได้เงินราคาแพงขึ้นมาแล้วก็ทำลายชาติบ้านเมือง แล้วผมก็เดินตาม ชาวต่างชาติคนนี้มา ผมมีรูปนะครับ จะมาอธิบายให้เขาฟังว่าทำอย่างนี้ไม่ได้นะ เขาเดิน ออกจากสนามบินอย่างเร็วเลย เขาคงมีธุระอะไรของเขา เขาไม่มีกระเป๋าในสายพานด้วยซ้ำ ก็ตามไม่ทัน จะอธิบายให้สุภาพสตรีชาวต่างชาติคนนี้ฟัง แต่หน้าตาผมมี แต่ว่าผมไม่กล้า เอาขึ้นจอ มันเป็นการผิดกฎหมาย ไม่ได้ขออนุญาตเขาก่อน ที่พูดทั้งหมดทั้งสิ้น ผมกำลังจะบอกท่านว่าท่านจะพัฒนาอะไร ๓ อย่างนี้ เครื่องมือพัฒนาฐานราก อย่าลืม เรื่องความมั่นคงของชาติ ของศาสนา ของพระมหากษัตริย์ สถาบันนะครับ
ทุกครั้งที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านสภาในที่นี้ ผมต้องมีข้อเสนอนะครับ ๑. ต้องพัฒนาระบบการทำนาและเกษตรกรให้เป็นเกษตรกร ๔.๐ ที่ผมบอกแล้วให้รู้จักใช้ เครื่องมือที่ทันสมัยเป็น และต้องให้มีผลผลิตสูงต่อไร่ ไม่ใช่ ๔๐-๕๐ ถังต่อไร่อย่างขณะนี้ การชลประทานต้องดี การทำนาควรเป็นระบบแปลงใหญ่ ซึ่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ขณะนี้ ๒. ต้องให้ความรู้เกษตรกรผ่านเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด หรือผ่านสหกรณ์ การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เขารู้เท่าทัน และมีกระบวนการทำนาที่ทันสมัย บวกประหยัด ๓. ต้องพัฒนาธนาคารที่ดินควบคู่ไปกับการปูพื้นฐานเกษตรกรให้เขามีความรู้ เพื่อจะนำไปสู่เกษตรกร ๔.๐ ให้ได้ในวันข้างหน้า ๔. การพัฒนาบ้านเมืองให้ไปสู่ยุค ๔.๐ ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ควบคู่กันไปด้วย เรารวย ทุกอย่างดีหมด แต่ชาติบ้านเมืองเรายอบแยบ ไม่มีความมั่นคง ท่านจะเอาไหมครับ ผมไม่เอานะครับ ผมก็ขออนุญาตจบการอภิปรายของผมเพียงเท่านี้ แล้วก็ฝากท่านประธาน ไปยังคณะกรรมาธิการ รวมทั้งท่านอาจารย์กอบศักดิ์ อย่าลืมเรื่องความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วยนะครับ อย่าคิดแต่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างเดียว ชาติจะไป ไม่รอดครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ก็เป็นอันว่าท่านสมาชิกได้อภิปรายกันพอสมควรแล้วนะคะ ๑๐ กว่าท่าน เราทุกท่านเข้าใจกันดีว่าวันนี้เราไม่ได้เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ไม่ใช่เอาเรื่องที่ ผ่านสภามาแล้วมาพูดใหม่ แต่เรากำลังจะมาย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของเครื่องมือพัฒนา ฐานรากทั้ง ๓ เรื่อง และเรากำลังช่วยกันระดมความคิดว่าต่อไปนี้เราจะขับเคลื่อนทั้ง ๓ เรื่อง ไปสู่การปฏิบัติให้มีผลเป็นรูปธรรมได้อย่างไร
ต่อไปดิฉันขอฟังความคิดเห็นของท่านกรรมาธิการหน่อยค่ะ ว่าท่านมี ความคิดเห็นในเรื่องนี้หลังจากสมาชิกอภิปรายมาแล้วว่าอย่างไรบ้าง เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายทุกท่านที่ได้เห็น ความสำคัญ อภิปรายสนับสนุน และให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญยิ่ง รวมทั้งขอบคุณสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ และที่ฟังอยู่ข้างนอก ผมอนุมานว่า แม้ท่านจะไม่ได้ลุกขึ้นอภิปราย แต่ท่านคงได้ให้ความสนับสนุนใน ๓ เรื่องที่ได้เสนอในวันนี้ ทุกท่าน ในเรื่องเนื้อหา ผมเข้าใจว่าเป็นฉันทานุมัติที่ตรงกัน ว่าเรื่องสถาบันการเงินชุมชน เรื่องธนาคารที่ดิน เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นรากฐานที่สำคัญของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ของประเทศ ในด้านกระบวนการนั้นแต่เดิมเมื่อเรื่องผ่าน สปท. ไปแล้ว จะเข้าคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย เข้ารองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ส่งไปยังกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เรื่องเดิน อย่างเชื่องช้า จึงได้เกิดแนวคิดที่จะทำให้เกิดความรวดเร็วทางด้านกระบวนการขึ้น จึงได้มี โครงสร้าง ป.ย.ป. ขึ้นมา ในการนี้มีสิ่งสำคัญ ๒ ประการเกิดขึ้น ประการแรก ได้จัดลำดับ ความเร่งด่วนของวาระปฏิรูป ๒๗ วาระ ที่จะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ภายในปี ๒๕๖๐ ประการที่ ๒ กลไกของ ป.ย.ป. ที่อาจจะก้าวข้ามกลไกเดิม ที่ทำให้ข้อเสนอ ในการปฏิรูปมีกระบวนการที่ล่าช้ากว่าที่คาดหวังไว้ ข้อเสนอเกี่ยวกับกระบวนการ ที่แต่ละท่านได้กรุณาให้คำแนะนำนั้น ในส่วนที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจจะดำเนินการได้จะรับนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และในเรื่องของ การสื่อสาร การมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยทั่วไป ในรูปแบบที่จะได้หารือกันต่อไป
อยากเรียนว่าเรื่องที่สำเร็จได้ทั้ง ๓ เรื่องนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจโชคดี ที่ได้มีท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นผู้ผลักดันที่สำคัญ ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แล้วก็ ขอขอบคุณสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านที่เป็นกำลังใจ และร่วมกันเป็น พลังผลักดันใน ๓ เรื่องนี้ให้สำเร็จเป็นจริงได้ต่อไป ผมหวังว่าความหวังและพลังร่วมกันนี้ จะทำให้ทั้ง ๓ เรื่องนี้สำเร็จลงได้ในปี ๒๕๖๐ นี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน เรียนเชิญท่านรองอลงกรณ์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ มีประเด็นบางประเด็นที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ป.ย.ป. และการขับเคลื่อน ในฐานะที่ผม ได้รับมอบหมายจากทาง สปท. ไปเป็นกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ไปเป็นกรรมการ เตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง อยู่ใน ป.ย.ป. รวมทั้งท่านรองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ท่านวลัยรัตน์ก็ไปอยู่ในคณะกรรมการเตรียมการ ยุทธศาสตร์ชาติ ก็อยากให้พวกเราได้เกิดภาพที่ชัดเจนของการขับเคลื่อน ว่าทำไมถึงเรียกว่า เป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ระยะที่ ๒ หรือโรดแมป (Roadmap) ระยะที่ ๒ เพราะในช่วงหลังปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา เราเรียกว่าเป็นโรดแมป (Roadmap) ระยะที่ ๑ ซึ่งได้มีการปฏิรูปประเทศไปมากแล้ว เราได้มีการจัดทำรายงานปฏิรูปและข้อเสนอปฏิรูป ไปทั้งสิ้น ๑๔๖ เรื่องด้วยกัน ส่งไปแล้ว ๑๔๔ เรื่อง รอส่งอีก ๒ เรื่อง เพราะฉะนั้น ในห้วงเวลาตั้งแต่ยุคของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และต่อเนื่องมาด้วยสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ได้มีการปฏิรูปประเทศใน ๑๑ ด้าน ๓๗ วาระของ สปช. สปท. แล้วก็ ในส่วนของนโยบายและยุทธศาสตร์ ๑๑ ด้านของ คสช. และรัฐบาล ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มกันวันนี้ เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นเรามาจากก้นเหวของความแตกแยก ขัดแย้ง จนเกือบเกิดสงครามการเมือง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้าใครเป็นรัฐบาลเข้ามา บริหารราชการแผ่นดินย่อมรู้ดีว่าในภาวะที่ต้องฟื้นฟูประเทศจากความปรักหักพัง เชิงโครงสร้างทางสังคม ความรู้สึกทั้งทางการเมือง และความแตกแยกแบ่งประชาชน เป็นฝักฝ่าย ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็กระทบมาถึงเราอย่างรุนแรง ความเชื่อมั่นจากการที่เกิด การเปลี่ยนแปลงก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งด้วย แต่ว่า ๒ ปีกว่าที่ผ่านมานั้นถ้าท่านได้อ่านรายงาน อย่างละเอียดของรัฐบาล ซึ่งทำรายงาน ๑ ปี ๒ ปี และรายงานของ สปท. ของเราถึง ๒ เล่ม ด้วยกันนั้น ท่านก็จะได้รู้ว่าวันนี้ประเทศของเราแข็งแรงขึ้น และมีสถานภาพที่จะเป็น ประเทศชั้นนำของโลกได้ ผมได้นำสิ่งเหล่านี้ไปบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร วปอ. ก็ดี หลักสูตร บยส. หลักสูตร วตท. หลักสูตรเทปคอต (TEPCoT) บรรยายทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด อาทิตย์หนึ่งเฉลี่ย ๑ ครั้ง เมื่อนำสิ่งเหล่านี้ไปปรากฏว่าประชาชนเกิดความมั่นใจ มากขึ้นว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว ๒. คือภายใต้โครงสร้างกลไกที่มีการยกระดับอัปเกรด (Upgrade) มาสู่โรดแมป (Roadmap) ระยะที่ ๒ ดังที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ได้พูดเมื่อสักครู่นี้ นี่เป็นการปรับ โครงสร้างอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เราเดินมาระยะหนึ่ง และเรารู้เลยว่าตรงไหนที่มีความยาก ง่าย แตกต่างออกไป จึงได้แบ่งกลุ่มวาระปฏิรูปออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรก ดำเนินการโดยใช้ อำนาจบริหาร ก็ดำเนินการไปได้ทันที โดยมีคณะกรรมการ กขป. ๖ คณะ ซึ่งกำกับ คลุมทุกกระทรวงและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความร่วมมือกับภาคประชาสังคม อื่น ๆ และภาคเอกชน ภายใต้แนวทางประชารัฐ เดินหน้าได้เลย
กลุ่มปฏิรูปที่ ๒ คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง จำเป็นต้องใช้ การบูรณาการ ก็เข้าสู่ กขป. ๖ คณะ แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องที่ยาก ติดขัด ก็เข้าไปที่ คณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยกตัวอย่างในรายงานวาระปฏิรูป ๓ เรื่องนี้ ทุกเรื่องมีร่างกฎหมายแล้ว ๒ ร่างนั้น กขป. ซึ่งผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายไป ก็เข้าไปที่กระทรวงการคลัง เพื่อให้กระทรวงการคลังได้พิจารณา เพราะว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้อง กับการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน และการจัดตั้งธนาคารที่ดิน ขณะเดียวกันในส่วนของ ตัวร่าง พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเดิมอยู่ในชั้นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ในส่วนของ สปท. เรา โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเสนอว่า ควรจะต้องมีพระราชบัญญัติ แต่ว่าในส่วนของกระทรวงการคลัง แล้วก็ส่วนของสภาพัฒน์ ก็มีความเห็นว่าอาจจะยังไม่ต้องเป็นพระราชบัญญัติ เพราะอาจจะเป็นภาระในเรื่องของ งบประมาณและอื่น ๆ ดังนั้นก็มีความเห็นที่ต่างไป ประเด็นเช่นนี้ที่จะส่งเข้า ผ่านคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ถ้าฟันธงได้ชี้ชัดไปเลยก็ดำเนินการได้ แต่ถ้าเห็นว่าจะต้องไปถึงคณะกรรมการชุดใหญ่คือ ป.ย.ป. ก็ส่ง ป.ย.ป. เพราะฉะนั้น ขั้นตอนเหล่านี้ได้กำหนดชัดเจนในการขับเคลื่อน ผมแยกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน
หลังจากที่เราเวิร์กชอป (Workshop) ป.ย.ป. เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์แล้ว มันก็เกิดความชัดเจนทั้งในทิศทาง เป้าหมาย และอื่น ๆ ประการแรก คือกลไกโครงสร้าง กระบวนการการขับเคลื่อนชัดเจนมากแล้ว รวมไปถึงการแบ่งกลุ่มวาระปฏิรูปตามความยาก ง่าย และการตัดสินใจของการที่จะต้องขับเคลื่อนก็ชัดเจนแล้ว ประการที่ ๒ คือกรอบเวลา กรอบเวลาการปฏิรูประยะแรกคือ ๕ ปี ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ ในส่วนนี้ก็แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือปี ๒๕๖๐ ที่ผมได้เคยชี้แจงเมื่อตอนเริ่มต้นการพิจารณาวาระปฏิรูปวันนี้ ว่าปี ๒๕๖๐ เป็นปีพิเศษ เพราะว่าเป็นปีของจุดเปลี่ยนประเทศไทย เป็นปีที่เราจะต้อง เทกออฟ (Take off) นำประเทศเดินหน้าไปตามยุทธศาสตร์ชาติและเจตนารมณ์ ตามรัฐธรรมนูญ และเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) และบนฐานของความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน จึงให้เป็นปีของการวางรากฐานประเทศ และปฏิรูปประเทศให้สำเร็จ ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง ซึ่งจะมีชั้นกฎหมาย ชั้นพระราชบัญญัติ กว่า ๒๗ ฉบับ วันนี้ ๓ รายงานก็ ๓ ฉบับแล้วครับ นอกจากนั้นเมื่อมีขั้นตอนกรอบเวลา แน่นอนแล้ว ประการที่ ๓ คือเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญ การประชุม คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศครั้งแรกนั้น การนำเสนอที่สำคัญมาก โดยท่านกอบศักดิ์ แล้วก็ดอกเตอร์บัณฑูร ก็นำเสนอในนาม ป.ย.ป. คือการเชื่อมโยง การปฏิรูปกับยุทธศาสตร์ชาติ เพราะยุทธศาสตร์ชาติคือเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ และเป็นการปฏิรูปในระยะยาว แบ่งออกเป็น ๕ ปีแรก ๕ ปีที่ ๒ ๕ ปีที่ ๓ และ ๕ ปีที่ ๔ รวม ๒๐ ปี แต่ไฮไลต์ (Highlight) ของเรื่องทั้งหมดจะอยู่ที่ปี ๒๕๖๐ ซึ่งวาระปฏิรูป วาระการทำงานของ สปท. ของเรา ก็จะมีวาระไม่เกิน ๑๒๐ วันหลังจากรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้ จากนั้นจะต้องมีการตรากฎหมาย ๒ ฉบับ คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะมีกลไกใหม่ เกิดขึ้นใน ๒ ส่วน และ ๒ ส่วนนั้นก็ต้องเชื่อมโยงกัน ดังนั้นเมื่อ สปช. ทำงาน จากไม้ที่ ๑ มาเป็นไม้ที่ ๒ เราก็จะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อส่งมอบต่อจุดเชื่อมต่อตรงนี้ละครับ ก่อนที่จะมี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หรือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ตามกฎหมายใหม่ และรัฐธรรมนูญใหม่ก็ตาม ก็เป็นหน้าที่เราต้องทำให้ดีที่สุดที่จะช่วยในการขับเคลื่อนผลักดัน ดังนั้นจึงปรากฏว่าทั้งสมาชิกของเรา ท่านประธาน รองประธาน ท่านประธานกรรมาธิการ หลายคณะก็เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการ ป.ย.ป. ใน ๔ คณะที่เป็นกลไกสำคัญ
ในส่วนรัฐบาลเองนั้น ก็พยายามแยกออกมาให้เห็นว่า ๑. การบริหาร ราชการแผ่นดินปกติ กับ ๒. การบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ การบริหาร ราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์คือการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ตัวอย่างเช่น การลงทุนยกระดับอัปเกรด (Upgrade) โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งท่านจะเห็นว่า ในวาระปฏิรูป ปี ๒๕๖๐ ใน ๕ กลุ่มนั้น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเป็น ๑ ใน ๕ กลุ่มที่จะต้องทำ ให้เสร็จ เห็นเป็นรูปธรรม ดังนั้นในโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) เรื่องคมนาคมขนส่งเท่านั้น ยังมีเรื่องของไซเบอร์ (Cyber) ยังมีเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องของผังเมือง เรื่องของพลังงาน เรื่องของไคลเมตเชนจ์ (Climate Change) และ เรื่องของพื้นที่ทางวัฒนธรรม ผมยกตัวอย่างเฉพาะว่าปีนี้หลังจากทำงานกันมา ๒ ปี จนกระทั่งออกแบบคอนเซปชวลดีไซน์ (Conceptual Design) ความคิดรวบยอดว่าจะต้อง อัปเกรด (Upgrade) ประเทศ โครงสร้างพื้นฐานอะไร มาสู่การกำหนดโครงการ แผนงาน ถึงขั้นลงทุนแล้วครับ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ครับ หนึ่งในนั้นก็คือระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ที่เรียกว่าอีอีซี (EEC) ใน ๕ เรื่องด้วยกัน เรากำลังจะตั้งซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) ประเทศไทย เรากำลังยกระดับอู่ตะเภา ให้เป็นสนามบินนานาชาติ ให้เป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบิน เป็นโลจิสติกส์ฮับ (Logistics Hub) ของภูมิภาคนี้ และของโลก เรามีโครงการรถไฟความเร็วสูง มีเรื่องของสมาร์ตซิตี (Smart City) แล้วก็มีการอัปเกรด (Upgrade) ในเรื่องของท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นต้น รวมทั้ง การเชื่อมโยงระหว่างไอซีดี (ICD) ลาดกระบังไปยังท่าเรือ ซึ่งเหมือนเกตเวย์ (Gateway) ไม่ใช่ของประเทศไทยนะครับ เราโพซิชันนิง (Positioning) ประเทศใหม่ภายใต้ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) และยุคปฏิรูป โดยการให้เป็นเกตเวย์ (Gateway) ของ ซีแอลเอ็มวี (CLMV) ด้วยครับ นี่คือตัวอย่างหนึ่ง ให้เห็นว่าเราไม่ได้เพิ่งมาเริ่มต้น หรือมาทวงการปฏิรูป ณ วันนี้ เราต้องตามสิ่งเหล่านี้ให้ทันต่อความคืบหน้าในเรื่อง การบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ มินิคาบิเนต (Mini Cabinet) เขาจะตัดสินใจ เฉพาะโครงการใหญ่ ๆ โดยคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ คณะของ ป.ย.ป. เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนแบบสอดประสานกันของ ๔ คณะ แล้วก็มี กขป. ๖ คณะ ที่รองนายกรัฐมนตรีแต่ละกลุ่มงานเป็นผู้ขับเคลื่อน แล้วก็มี กขร. ซึ่งวันศุกร์นี้จะประชุมแล้วครับ ก็คือการเร่งรัด ติดตาม ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ แล้วก็ในเชิง การปฏิรูป ผมและท่านรองวลัยรัตน์ก็ได้รับเชิญเข้าไปในการประชุมดังกล่าวด้วย เพื่อที่จะ อะไรล่ะ เพื่อเป็นตัวแทนในส่วนของแท่งปฏิรูป ไปช่วยติดตามกันถึงระดับหน่วยปฏิบัติครับ แต่แน่นอนมันไม่ใช่หมายความว่าประเทศมันจะพลิกฟื้นทันทีทันใดในทุกเรื่อง ความยาก ง่าย ทุกท่านทราบนะครับ อย่างการศึกษา ปฏิรูปมาใช้ถึงมาตรา ๑๔ มาหลายครั้ง ตั้งแต่ การประถมศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน มาถึงการอาชีวศึกษา มาถึงการบริหารงานบุคคล มาถึงการประเมินการศึกษา ใช้ไปหลายฉบับแล้ว แล้วมันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่าง ที่ผมยกมาเหล่านี้เพื่อให้ท่านได้เกิดความเข้าใจว่านี่เป็นการปฏิรูประยะที่ ๒ เราปฏิรูปมามาก พอสมควร และใช้ความพยายามในการที่จะซ่อมแซมประเทศจากก้นเหวแห่งความขัดแย้ง และวิกฤตจนตั้งหลัก ตั้งลำประเทศได้ วันนี้กำลังก้าวข้าม ที่สมาชิกหลายท่านได้พูดถึง การก้าวข้ามเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ ถูกต้องที่ท่านวันชัย ขอโทษที่เอ่ยนามนะครับ ท่านสุรินทร์ และหลายท่านพูดถึง หัวใจของปัญหาส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมท่านประธานทินพันธุ์จึงได้กำหนดให้เอาเรื่องของการโจมตี หัวใจของปัญหาก็คือในเรื่องฐานรากของประเทศ เราโจมตี ๓ จุดสำคัญ ก็คือเรื่องของโอกาส ทางการเงินของคนยากคนจน ชุมชนยากจนทั้งหลายที่จะเข้าสู่แหล่งทุน เรามีแหล่งทุน ที่ไม่ใช่ในส่วนระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ ๑๑๕,๐๐๐ องค์กรด้วยกัน ตั้งแต่กองทุนหมู่บ้าน ๘๐,๐๐๐ กองทุน สหกรณ์ออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน เหล่านี้เป็นตัวอย่าง แล้วก็ ระบบธนาคาร ซึ่งท่านมีชัยก็วิจัยออกมา บอกว่าเข้าถึงแค่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์เข้าไม่ถึง เราก็ต้องทำการปฏิรูป และในที่สุดก็ตกผลึกออกมาเป็นโซลูชัน (Solution) ว่าต้องใช้ สถาบันการเงินชุมชน ยกร่างกฎหมายเสร็จ ทำกันมาตั้งแต่ยุค สปช. แล้วก็ไปไกลถึงขั้นที่เป็น ร่างกฎหมายกระทรวงการคลังพิจารณา วันนี้ติดขัดอะไร เดี๋ยวเข้าคณะกรรมการเตรียมการ ปฏิรูปประเทศ และเข้า ป.ย.ป. เลย
๒. ก็คือส่วนที่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องของที่ดิน ที่ดินทำกิน ที่ดินที่อยู่อาศัย อันนี้คือพื้นฐานชีวิตเลย มันเป็นรากฐานชีวิตของคนไทย ๖๕ ล้านคน แต่ว่าที่ดินนั้น ผมบวก ตัวเลขไปอีกนิดหน่อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยครองที่ดินกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยมีที่ดิน ๙ เปอร์เซ็นต์กว่าครับ เราปล่อยให้ประเทศ เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ แล้วมันเป็นปัจจัยชนวนของการเมือง ความแตกแยก สารพัดอย่าง เราแก้ที่ต้นเหตุมา ๒ ปีกว่าแล้วครับ วันนี้จะต่อยอดไปด้วยเครื่องมือใหม่ นี่ละครับ เราถึงต้องออกแบบเครื่องมือใหม่ ในการเข้าโจมตีฐานสำคัญที่เป็นปัญหา ของคนจน คนด้อยโอกาส เขาไม่ใช่ด้อยโอกาส แต่ไม่มีเงิน ไม่ใช่จนเงินอย่างเดียว จนโอกาส จนความรู้ จนทุกอย่าง ยุคปฏิรูปก็โจมตีเข้าต้นเหตุด้วยที่รากฐาน จึงต้องเรียกว่าการปฏิรูป เครื่องมือพัฒนาฐานราก
สุดท้ายคือการเปลี่ยนวิถีของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ของประเทศไทย แต่เป็นตัวอย่าง ทั่วโลก คือโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) สปท. เราเสนอเศรษฐกิจกระแสใหม่ ที่ท่านปีติพงศ์เป็นประธานอนุกรรมาธิการชุดนี้ ๔ โมเดล (Model) เศรษฐกิจใหม่อันนี้ จะเชนจ์ (Change) ประเทศครั้งใหญ่ แล้วจะเป็นโมเดล (Model) ของประเทศกำลังพัฒนา ทั่วโลก เพราะที่ผ่านมาเรายืนบนเศรษฐกิจเสรีแบบตัวใครตัวมัน ไม่ใช่เศรษฐกิจเสรี แบบเป็นธรรม มันจึงเกิดช่องว่างอย่างมากมาย ๓๐ ปีหลังแก้ไม่ได้เลย ช่องว่างที่เราเรียกว่า ดัชนีชี้วัดจีนีโคเอฟฟิเชียนซี (Gini coefficiency) ช่องว่างส่วนต่าง รวย จน แทบจะไม่มี การเปลี่ยนแปลงโดยนัยสำคัญเลย ครั้งนี้เราจะต้องโจมตีเข้าไป แต่ขณะเดียวกัน จะใช้เครื่องมือเก่า ๆ ไม่ได้ และใช้โมเดล (Model) เศรษฐกิจเดิม ๆ ไม่ได้ ใช้ไมนด์เซต (Mindset) หรือปรัชญาเศรษฐกิจเดิม ๆ ไม่ได้ อดัม สมิท คิดเรื่องของแคพิทัลลิซึม (Capitalism) ใช้กันมา ๒๐๐ ปี วันนี้มันก่อให้เกิดความแตกแยก ขัดแย้ง คนรวย คนจน ทั่วโลก สงครามเกิดขึ้น วันนี้เรามาจับจุดได้ว่าโดยแท้ที่จริงในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านสอนสั่งมา ๗๐ ปีแล้วครับ เศรษฐกิจพอเพียง จนสหประชาชาติยกย่องให้เป็นแนวทาง ของการพัฒนาประเทศพัฒนาแล้ว เราก็นำตรงนั้นมาออกแบบ นอกจากดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แล้ว นอกจากไบโออีโคโนมี (Bio Economy) นอกจากครีเอทิฟ อีโคโนมี (Creative Economy) ก็คือโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ก็คือเศรษฐกิจ แบบแบ่งปัน จะเรียกว่าแชริง แอนด์ แคริง อีโคโนมี (Sharing and Caring Economy) แต่ว่าเรียกง่าย ๆ คือโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) เศรษฐกิจเพื่อสังคม จะทำให้โลก ในวันข้างหน้าไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างเดียว ไม่ใช่ใครมีมาก ใครมีน้อย คนรวย ไม่ใส่ใจคนจน แนวทางประชารัฐจึงออกมา เราตั้งบริษัทโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ไปแล้ว ๗๖ จังหวัด รวมกรุงเทพมหานครก็ ๗๗ จังหวัด ที่ส่วนกลาง แนวทางประชารัฐตั้งโดยจดทะเบียน จัดตั้งถูกต้องตามแนวปฏิรูปของ สปท. เดินหน้า ไปไกลแล้ว วันนี้มีครบทุกจังหวัด และมีไลน์อัป (Line up) มาอีกเป็นร้อย แม้แต่ผม ก็ตั้งโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) คือรี้ด ฟอร์ เชนจ์ (Read for Change) อ่านเพื่อเปลี่ยน ไปเรียบร้อยแล้วครับ แต่เราเห็นว่าเครื่องมือดังกล่าวมันยังไม่ครอบคลุม เฉพาะการลดหย่อนภาษีไม่พอ เราคิดว่ามันน่าจะมีเรื่องมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพราะนี่คือการลงทุนทางเศรษฐกิจเพื่อสังคม มันเป็นโมเดล (Model) ใหม่ และปรัชญาใหม่ ที่จะแปลงจากปรัชญาเศรษฐกิจของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มาสู่โมเดล (Model) การพัฒนาประเทศ ท่านเห็นบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ไหมครับ เอาบริษัทยักษ์ใหญ่มาช่วยบริษัทเล็ก ๆ มาช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วอะไรเกิดขึ้นรู้ไหมครับ วันนี้ประเทศแข็งแรงขึ้น เอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งมีอยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าวิสาหกิจ คิดเป็น ๙๖ เปอร์เซ็นต์ของกิจการทั้งประเทศ มีการเติบโต ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าจีดีพี (GDP) ของเราโดยเฉลี่ยทั้งประเทศ ก็แสดงว่าเรากำลังทำให้ฐานรากแข็งแรงขึ้น และในมุมเศรษฐกิจที่ต้องพูด เพราะเห็น ตัวเลขง่าย เป็นตัวอย่าง ปี ๒๕๕๗ จีดีพี (GDP) เรา ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ เราเจอวิกฤต มากเหลือเกิน แต่ปี ๒๕๕๘ จีดีพี (GDP) เราขึ้นมาเป็น ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ จาก ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๙ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ ๓.๕-๔.๐ เปอร์เซ็นต์ และนี่คือรากฐานสำคัญของการที่จะเดินหน้า เรือออกจากท่ามันต้องมีอัตราเร่ง อัตราเคลื่อนตัว สุดท้ายอยากจะให้พวกเราได้เห็นว่า ๒ ปีที่ผ่านมาประเทศดีขึ้นอย่างไร
ประการแรก ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการจัดลำดับ ของไอเอ็มดี (IMD) ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับคอมเพทิทิฟเนส (Competitiveness) ทั่วโลก ให้อันดับเราขยับจากอันดับที่ ๓๐ เป็นอันดับที่ ๒๘ เป็นปีแรกที่แซงประเทศเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีใต้ไปอยู่อันดับที่ ๒๙ ด้วยดัชนีชี้วัด ๒๐๐ กว่าตัว บน ๔ ฐานสำคัญ นี่สถาบันระหว่างประเทศเขาจัดอันดับประเมินเรา ไม่ใช่เราพูดเราเอง ไม่ใช่สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเรามาพูดกันเอง แต่นี่สถาบันระหว่างประเทศไอเอ็มดี (IMD) จัดให้ แล้วท่านไม่แปลกใจหรือว่าทำไมเราแซงประเทศเกาหลีใต้ได้ ในขณะที่อาเซียนอื่น ๆ ทุกประเทศที่ถูกจัดอันดับอันดับลดลงหมด มีประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น เพราะอะไร เพราะเราเกิดวิกฤต แล้วเราปฏิรูป เรายกเครื่องตัวเอง เรารู้ว่าเรามีปัญหา เราก็ทำเต็มที่ และมีทิศทาง ในขณะที่คนอื่นเขาไม่ได้มีปัญหาเขาก็ไปเรื่อย ๆ เป็นปีที่ธนาคารโลก ประเมินว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่สมรรถนะทางเศรษฐกิจ และการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังจากที่ผ่านไป ๖ เดือนแรก ของปี ๒๕๕๙ เราจะมีการเติบโตขยายตัวขึ้น นอกนั้นในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ถูกธนาคารโลกปรับลดหมด เราแข็งแรงขึ้นใช่ไหมครับ เราอาจจะยังไม่ใช่ดีที่สุด แต่เราดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น ตัวเลขนี้อัตราการเติบโตเราก็สูงกว่าที่ธนาคารโลกประเมิน และสูงกว่า อัตราเติบโตเศรษฐกิจของโลกด้วยครับ เขาประเมินเรา ๒.๐ เปอร์เซ็นต์ ผ่านมาครึ่งปี เขาประเมินใหม่ให้เราเป็น ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นไม่ว่าประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศไต้หวัน ประเทศแคนาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเม็กซิโก ประเทศชิลี ที่อยู่ในแปซิฟิกโดนปรับลดหมดครับ ภูมิใจไหมครับว่าเราทำงานกันมาขนาดนี้ แต่ไม่ใช่กลายเป็นมองประเทศอย่างดูแคลน ที่หลายคนมักจะพูดว่าปฏิรูปไม่ถึงไหน ประเทศของเราแย่อย่างโน้น แย่อย่างนี้ ประเทศเวียดนามจะแซง พูดไปได้อย่างไร
ประการที่ ๒ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่คนมาเที่ยวมากที่สุดในโลก แซงมหานครลอนดอน เป็นเบอร์ ๑ ของโลกแล้ว ขณะที่เราบ่นกรุงเทพมหานคร แล้วสมาชิก เราไปเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไปเป็นที่ปรึกษา ไปช่วยกันหลายฝ่าย เมืองทั่วโลกมีเป็นหมื่นเมือง นี่เราแซงไม่ใช่เหนือมหานครลอนดอน ขึ้นสู่เบอร์ ๑ ของโลกเท่านั้น เรายังแซงนิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ โตเกียว โรม มิลาน ปารีส มันก็ต้องเกิดความภูมิใจกันบ้าง แล้วก็เห็นว่าปฏิรูปแล้วนี่เราก้าวมาได้ขนาดนี้ จากก้นเหว ไม่ใช่อยู่บนพื้นธรรมดา และ ๑๐ ปีก่อนหน้านั้นความเชื่อมั่นประเทศหายไปทางไหนหมด เลือกตั้งกันมา ทะเลาะ แบ่งประชาชนเป็นฝักฝ่าย มีคอร์รัปชัน มีอะไรมากมาย จนกระทั่ง ประเทศถึงวิกฤตทางตัน ประชาชนรบราฆ่าฟัน ประหัตประหารกัน เรามาจากจุดที่มันติดลบ มาถึงได้ขนาดนี้ แล้วขึ้นมาเป็นเบอร์ ๑ ของโลกได้อย่างนี้ มันก็ต้องภูมิใจในประเทศของเรา แล้วให้เกียรติ ให้เครดิตกับแม่น้ำ ๕ สาย เราได้รับการจัดอันดับจากในที่ประชุม แถลงประกาศ ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในการประชุมเศรษฐกิจโลก ดับบลิวอีเอฟ (WEF) เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) โดยยูเอสนิวส์ แอนด์ เวิลด์ รีพอร์ต (U.S. News & World Report) ร่วมกับวอร์ตัน สคูล ออฟ เดอะ ยูนิเวอร์ซิตี ออฟ เพนซิลเวเนีย (Wharton School of the University of Pennsylvania) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ให้เป็นประเทศที่ดีที่สุด อันดับ ๒๑ ของโลก จาก ๒๐๐ กว่าประเทศ และเป็นประเทศดีที่สุด อันดับ ๕ ในเอเชีย มันมาตรงจุดนี้ไม่ได้หรอก ถ้าหากว่าเรา เป็นรองแค่ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลี ในมุมของการวัดเป็น เดอะ เบสต์ ออฟ เดอะ เนชัน (The Best of The Nation) ระบบสาธารณสุขที่เราปฏิรูปกันมา ๒ ปีกว่า เราได้รับการเรตติง (Rating) จากดับบลิวเอชโอ (WHO) เวิลด์ เฮลท์ ออแกไนเซชัน (World Health Organization) ให้เป็นประเทศ ที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุด อันดับ ๔ ของโลก นี่เพราะฝีมือของคุณหมอพรพันธุ์ คุณหมออำพล คุณหมอชูชัย สารพัดหมอ แล้วก็หลายฝ่าย ที่ช่วยกันขับเคลื่อนผลักดัน ในสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งทางรัฐบาลด้วย เราได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศดีที่สุด อันดับ ๒ ของโลก ในความสามารถทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ ที่สามารถสกัดกั้นไม่ให้มีการติดต่อ โรคเอดส์และโรคซิฟิลิสจากแม่ไปสู่ลูก อันดับ ๒ ของโลกครับ ผมยกตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อให้พวกเราได้เห็น
แล้วสิ่งที่พวกเราพูดกันในมุมลึกมาก ๆ เลย ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้ คือเรื่องอาร์แอนด์ดี (R&D) การวิจัยและพัฒนาสู่นวัตกรรม ซึ่งก็คือโมเดล (Model) ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ปี ๒๕๕๐ งบในการลงทุนพัฒนาอาร์แอนด์ดี (R&D) ของประเทศนี้อยู่ที่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) เลขาธิการ สวทน. ซึ่งก็ปฏิรูปแล้ว ควบองค์กรด้านวิจัยทั้งหมดจาก ๓ มาเหลือเป็น ๑ ให้เกิดความชัดเจน ทั้งเชิงโครงสร้าง ระบบการขับเคลื่อน การวิจัย และพัฒนานโยบาย ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม วันนี้ตัวเลขล่าสุด ที่ผมทราบมาจากท่านเลขาธิการ สวทน. คือ ๐.๗๗ เปอร์เซ็นต์ จาก ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๐.๗๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แล้วมีกองทุน ๒ ปีนี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สนับสนุน การวิจัยและพัฒนา ยังไม่รวมพวกแมตชิงฟันด์ (Matching Fund) อะไรต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ พวกเราจะต้องนำไปเผยแพร่ให้กับทุกภาคส่วนเขาได้รู้ ไม่ใช่พูดรวม ๆ บอกไม่เห็นปฏิรูป ไปถึงไหน แล้วก็บอกประเทศของเราอย่างโน้น อย่างนี้ ประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคิดครับ ล่าสุดแม้แต่นักมวย เราเห็นไหมครับ ยอดนักมวยของโลกอย่างโรมัน กอนซาเลซ ยังแพ้เรา เลยครับ แพ้ให้แหลม ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ความจริงวันนี้ก็อยากจะไปต้อนรับ กลับเมืองไทย มันภูมิใจ แชมป์ (Champ) กอล์ฟวันนี้จะขึ้นเบอร์ ๑ ของโลกแล้วครับ กอล์ฟสตรี แบดมินตันของเราเห็นไหมครับ รัชนก ยังมีอีกหลายสาขามาก มันจะต้องสร้าง ไมนด์เซต (Mindset) ใหม่ คือความภูมิใจในชาติ และความรู้สึกว่าเราสามารถจะเป็น ประเทศที่เป็นชั้นนำของโลกได้ เขาบอกว่าการปฏิรูปประเทศ และการพัฒนาประเทศ ที่ดีที่สุดคืออะไร พัฒนาจากส่วนที่เป็นสภาพแข็งที่สุด อย่าไปปฏิรูปหรือพัฒนาในจุดที่อ่อน ที่สุด มันเป็นหลักง่าย ๆ คือเวลาท่านจะสร้างบ้าน ท่านมีที่อยู่ ๑ ไร่ แล้วท่านจะสร้างบ้าน ครึ่งหนึ่งของที่เป็นที่เลน กับอีกที่หนึ่งเป็นที่แข็ง ท่านจะสร้างบ้านบนที่เลนหรือที่แข็ง เพราะฉะนั้น ป.ย.ป. จึงได้วางจุดใหม่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเฟส (Phase) ที่ ๒ ด้วยการประมวลว่าแม้ความก้าวหน้าของการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ จะเดินหน้าไปได้มากพอสมควร จนประเทศของเราเข้มแข็งขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่ว่ามันก็มี ปัญหาและอุปสรรค ความยาก ง่ายของปัญหาอยู่ การตัดสินใจที่จะใช้มาตรการทางบริหาร หรือกฎหมาย หรือแม้แต่เรื่องการใช้มาตรา ๔๔ จึงใช้ออกมาเท่าที่จำเป็นตามความเหมาะ ความควร แล้ววันนี้สิ่งที่สะท้อนเป็นรายสาขาให้ท่านเห็น เชื่อไหมครับว่าประเทศไทย ครองแชมป์ (Champ) โลก ติดทอปเทน (Top Ten) ของโลก อาจจะกล่าวได้ว่ามากที่สุด กว่าทุกประเทศในโลกนี้ ทั้งในภาคเกษตรอาหาร ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคไอที (IT) ภาคบริการ เราเป็นแชมป์ (Champ) โลกมากมายหลายชนิด ซึ่งมันเกิดจากอะไร มันก็เกิด จากการที่เราช่วยกันปฏิรูปพัฒนาประเทศ เราเป็นประเทศที่ส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง อันดับ ๑ ของโลก ทั้งที่ไม่มีปลาทูน่าแม้แต่ตัวเดียว ท่านเคยคิดย้อนไหมว่ามันทำได้อย่างไร ประเทศที่มีวัตถุดิบ แล้วสามารถเป็นแชมป์ (Champ) โลกในการผลิตส่งออกปลาทูน่า กระป๋องก็ไม่น่าแปลกใจ นี่วัตถุดิบไม่มี มีแต่ปลาทูอยู่ที่แม่กลองกับอ่าวไทย แต่เรากลับเป็น แชมป์ (Champ) โลก บริษัทอเมริกันดัง ๆ เราเทกโอเวอร์ (Take over) หมดจนเป็นเบอร์ ๑ ของโลก ชนะประเทศแคนาดา ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศไต้หวัน ประเทศรัสเซีย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศชิลี ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสวีเดน เราเป็นแชมป์โลกส่งออกข้าว มาต่อเนื่อง ๓๐ ปี หย่อนบ้าง ๒-๓ ปี เพราะความผิดพลาดเชิงนโยบายของบางรัฐบาล และปีนี้เราทวงแชมป์ (Champ) ข้าวดีที่สุดในโลกกลับมาได้ หลังจากเสียแชมป์ (Champ) ไป ๓ ปี จากประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศสหรัฐอเมริกา เราได้ทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพกลับคืนมา ด้วยทิศทางนโยบายที่อยู่บนความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน เราส่งออก ยางพารา อันดับ ๑ ของโลก เราส่งออกเครื่องประดับเงิน อันดับ ๑ ของโลก นี่คือผลพวง ของการปฏิรูปในโรดแมป (Roadmap) ระยะที่ ๑ เราส่งออกน้ำตาล อันดับ ๒ ของโลก จากที่ไม่เคยติดอันดับเลย แสดงว่าระบบอ้อยและน้ำตาลของเราที่ดีไซน์ (Design) มา แล้วปรับปรุงพัฒนาขณะนี้ โดยเฉพาะ ๒ ปีหลังเราปรับโครงสร้างตรงนี้ ก็เพียงแต่ยกตัวอย่าง ให้พวกเราได้เห็นว่าผลพวงของการทำงานหนัก
(นายวันชัย สอนศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านวันชัยขอนิดเดียวครับ เพราะข้อมูลเหล่านี้ เดี๋ยวผมจะสำเนาให้ทุกท่าน
ไม่มีอะไรครับ จะถามท่านประธานนิดเดียวว่า ท่านประธานจะมีการลงมติหรือเปล่าครับ เพราะว่าผมจะได้ขออนุญาตท่านประธาน ไปออกทีวี (TV) หน่อยครับ
วาระนี้ไม่มีการลงมตินะคะ
ผมก็ไปออกตอนเวลา ๑๔.๔๕ นาฬิกา เดี๋ยวผม ตามท่านวันชัยไป มันสำปะหลัง ส่งออกอันดับ ๒ ของโลก แต่ถ้าเราแปรด้วยการวิจัย และพัฒนาไปสู่นวัตกรรมใหม่ ตามโมเดล (Model) เศรษฐกิจ ๔ ด้านของเรา ท่านคิดสิครับ ว่าเราไม่ต้องมาเถียงกันเรื่องข้าว เกวียนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ต้องมา เถียงกันเลย เรื่องมันสำปะหลังจะกิโลกรัมละเท่าไร ประกันเท่าไร เราสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (Hard disk drive) อันดับ ๒ ของโลก เครื่องปรับอากาศ อันดับ ๒ ของโลก ตัวเลขเหล่านี้อยากจะเรียนว่าเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดจากการทำงานหนักของพวกเรา ๒ ปีกว่า ไม่ว่าท่านยังอยู่ในราชการ แล้วมาเป็น สปท. หรือ สปช. ก็ตาม หรืออยู่ใน คณะรัฐมนตรี หรือว่าที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิก็ตาม สื่อสารมวลชนก็จะต้องช่วยกันเผยแพร่ บ้านเรามีแต่ข่าวในมุมมืดเยอะมาก จนกระทั่งบางครั้งการสร้างเสริมข้อมูลข่าวสาร และภูมิปัญญา วิสดอม (Wisdom) ให้เป็นแสงสว่างส่องนำทางประเทศ เราต้องให้ ความสำคัญมากขึ้น การรับรู้ของประชาชนจึงสำคัญมาก และท่านนายกรัฐมนตรีก็ย้ำ ในที่ประชุม ป.ย.ป. ว่าขอให้เน้นการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ทุกขั้นตอน ทุกเรื่อง ของการปฏิรูปประเทศ ของยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง ส่วนจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย จะติจะติงอย่างไร ในเชิงสร้างสรรค์ไม่ว่า แต่อย่ามาใส่ร้าย กล่าวหากันง่าย ๆ เราต้องให้เกียรติกันและกัน แล้วก็ให้เครดิตกันและกัน แล้วก็อยู่บน ความสงบ สันติ บนความแตกต่างได้ โดยไม่ต้องแบ่งแยก แบ่งฝ่าย ก็เป็นเรื่องที่อยากจะเรียน ชี้แจงว่าในส่วน ป.ย.ป. ทำไมถึงยกระดับอัปเกรด (Upgrade) เพราะเราเห็นแสงสว่างของ การขับเคลื่อนแล้ว มันส่งให้ประเทศแข็งแรงขึ้น สตรองเกอร์ (Stronger) ครับ เหลือแต่ ทูเกทเทอร์ (Together) เท่านั้นเอง ก็คือการระดมพลังทั้งหลายทั้งมวล ที่จะทำให้โรดแมป (Roadmap) ระยะที่ ๒ ของการขับเคลื่อนนั้นติดเทอร์โบ (Turbo) และโดยเฉพาะปี ๒๕๖๐ ก็เป็นปีที่เราชาเลนจ์ (Challenge) มากว่าเหลืออีกเพียง ๙ เดือนกว่า ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง และกฎหมาย ๒๐ กว่าฉบับ เราตั้งเป้าหมายจะต้องทำให้ได้ ทำให้ได้มากที่สุด ทำให้ได้สำเร็จ มากที่สุด ก็ชี้แจง เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่านก็สอบถามประเด็นเหล่านี้มาในระหว่าง การอภิปราย ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบแนวทาง การดำเนินงานขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” จำนวน ๓ วาระ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดิฉันขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการ และขอบคุณสมาชิกที่ท่านได้มาประชุมโดยพร้อมเพรียง แล้วก็ได้ร่วม อภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์ แล้วก็ในสัปดาห์หน้าการประชุมสภาก็จะเป็นลักษณะนี้ โดยกลุ่มถัดไปก็จะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจอนาคต ที่ท่านรองอลงกรณ์พูดแล้ว ก็คือพวกเศรษฐกิจ ดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจชีวภาพ อะไรนี่นะคะ ก็คงจะใช้หลักการเดิม คือขอให้ งดประชุมคณะกรรมาธิการในวันที่มีประชุมลักษณะเช่นนี้ เพราะว่าความเห็นจากทุกท่าน มีความสำคัญมาก ๆ ต่อคณะกรรมาธิการที่จะได้นำไป อะไรที่คณะกรรมาธิการ สามารถกระทำได้ทันที ท่านก็จะกระทำ และส่วนที่เป็นข้อเสนอแนะ ท่านก็จะสรุปและส่งไป ยังคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศต่อไปนะคะ วันนี้จบการพิจารณาแนวทาง การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจแล้ว ขอขอบคุณกรรมาธิการค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
- การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด จะหารือเรื่องอะไรไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ถ้าไม่มี ก็ขอขอบคุณนะคะ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอปิดประชุมค่ะ