เฉลิมชัย ชี้เศรษฐกิจฐานรากยังไม่คืบ ขอปรับแนวทางประชุม-เร่งขับเคลื่อนนโยบาย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐

เฉลิมชัย เครืองาม ชื่นชมความสำเร็จด้านเศรษฐกิจฐานรากจากบทความในหนังสือพิมพ์ มองว่าเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินมาถูกทาง แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลต่อรูปแบบการประชุมที่ขาดความคืบหน้า พร้อมเสนอให้ปรับวิธีการหารือด้วยการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจฐานราก แก้ไขปัญหาความยากจน และผลักดันร่างกฎหมายธนาคารที่ดินให้เกิดความคืบหน้า รวมถึงเสนอให้ใช้อำนาจบริหารราชการแทนการออกกฎหมายเพื่อเร่งโครงการสำคัญให้เกิดผลทันทีในปี 2560 โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวกับประโยชน์ของประชาชน เช่น การแพทย์ฉุกเฉิน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ที่อยู่ในมือผมเป็นบทความที่ผมตัดมา จากหนังสือพิมพ์ ๒-๓ วันนี้เอง ขออนุญาตท่านประธานอ่านเร็ว ๆ โชว์ความสำเร็จก้าวแรก ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก ผมตัดมาจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่น้อยครั้งนักจะเห็นบทความ หรือข่าวสาร หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นลักษณะของการชื่นชม หรือว่ากล่าวชม การทำงานของรัฐบาล แต่ครั้งนี้ผมอ่านเป็นบทความแล้ว ในเรื่องนี้เป็นไปอย่างที่เขียนไว้ใน บทความนี้ อีกฉบับหนึ่งมีบทความยาวพอสมควร ข้อความสั้น ๆ ที่ผมจะอ่านก็คือตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยมาถูกทาง ทั้ง ๒ บทความนี้สอดคล้องกันในประเด็นที่สำคัญ ที่ทาง สปท. แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการท่านได้นำเรื่องนี้เข้ามาในการพิจารณาของที่ประชุมแห่งนี้ คือเรื่องของเศรษฐกิจฐานราก ขอขอบคุณท่านประธาน ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ แล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้อง

แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ผมจะออกไปนอกเรื่องนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเวลาผมอยู่นอกห้องประชุมหัวข้อที่เรากำลังพูดคุยกัน เราถามกัน แล้วเราก็ตอบกันไม่ได้ ก็คือถามว่าวันนี้จะมีการลงมติหรือเปล่า ผมก็บอกว่าผมก็ไม่ทราบ แต่ความคิดของผม ผมเข้าใจ ซึ่งอาจจะผิดว่าก็คงจะไม่มีการลงมติ คงเป็นการนำเรื่อง ที่เคยพูดคุยกันแล้ว เคยหารือกันแล้ว เคยมีการเสนอแนะกันแล้ว มาให้ที่ประชุมได้รับทราบ ความคืบหน้า ดังตอนเริ่มต้นของการประชุมที่ท่านประธานทินพันธุ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้พูดไว้ว่าเราจะมาพูดกันเรื่องความคืบหน้า แต่อย่างไรก็แล้วแต่รูปแบบของการประชุม ในวันนี้ที่ผมก็ตื่นเต้น ผมตื่นเต้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะได้รับข้อความในเอสเอ็มเอส (SMS) บอกว่าวันนี้ขอร้องว่าอย่ามีการประชุมคณะกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมาธิการใด ๆ เราต้องการที่จะเข้ามาพูดคุยกันเรื่องนี้ ผมก็ตื่นเต้นว่ามันคงจะมีอีเวนต์ (Event) อะไรพิเศษ ที่เป็นเรื่องสำคัญ ที่น่าสนใจ น่าติดตาม แล้วก็น่าที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่ก็มีคน บอกผมเมื่อกี้ว่าบรรยากาศฝืดมาก ผมไม่เห็นอย่างนั้น เพียงแต่ว่าคงจะช่วยกันเสนอแนะ เพื่อที่จะเติมเต็มในสิ่งที่เราจะนำเรื่องที่มีความสำคัญมาก ๆ คือเรื่องเศรษฐกิจฐานราก และเรื่องอื่น ๆ ที่เข้าใจว่าในการประชุม สปท. คราวต่อไปคงจะมีการนำเรื่องต่าง ๆ ใน ๒๗ ประเด็นเข้ามาหารือกัน พูดคุยกันในที่ประชุมแห่งนี้อีก แต่ลักษณะของการเข้ามา หารือหรือการพูดคุยกันนั้นคงไม่ใช่เป็นเรื่อง ๆ แบบที่เคยทำ แล้วคงจะไม่มีการลงมติ เป็นเรื่อง ๆ อย่างที่เคยทำ เหมือนสั่งอาหาร คงไม่บอกว่าเรื่องนี้เราจะพิจารณา เรื่องผัดกะเพรา วันนี้เราจะพิจารณาเรื่องต้มยำกุ้ง แต่เราคงจะคุยกันทั้งสำรับของอาหาร ที่อยู่บนโต๊ะ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เรื่องวันนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ท่านเอาเรื่อง ที่มีความสำคัญ เป็นเรื่องที่สังคมโลกทั้งหมดเขาตื่นเต้น แล้วก็พยายามที่จะศึกษาดูว่า ประเทศไทยเรากำลังจะเดินในแนวทางไหนในการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้าน เศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นผมจึงขอเสนอแนะว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ไม่อยากจะให้เป็น การฉายหนังซ้ำ ไม่อยากจะให้เป็นการเอาเรื่องที่เคยพูดกันแล้วมาพูดกันซ้ำอีก แล้วก็ ไม่อยากที่จะให้เป็นลักษณะของการเข้ามาบอกว่าความคืบหน้านั้นคือไม่คืบหน้า หรือความคืบหน้านั้นไปติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ผมจะยกตัวอย่าง ผมอ่านแล้วผมก็ไม่สบายใจครับ ท่านอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม อย่าง ๓ เรื่องที่ท่านเสนอ เข้ามา เรื่องที่ ๑ ปัญหาและอุปสรรคเขียนแทบจะตรงกันเลยว่า ร่างพระราชบัญญัติ จุด จุด จุด อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีพิจารณา เรื่องที่ ๒ ปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ จุด จุด จุด อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ยังไม่ได้มีการเสนอให้ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีพิจารณา แล้วก็เรื่องที่ ๓ ปัญหาและอุปสรรค จุด จุด จุด ก็ทำนองเดียวกัน ผมจึงกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าในการนำเสนอของเราต่อไปคราวหน้า เกือบทุกเรื่องปัญหา และอุปสรรค จะบอกว่าเรื่องนั้นติดอยู่ที่ไหน จุด จุด จุด ยังไม่ได้มีการพิจารณา ยกตัวอย่าง เรื่องของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ถ้าเราใช้ฟอร์แมต (Format) ลักษณะแบบนี้ก็จะเป็นลักษณะเดียวกัน ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมว่านี่เป็นการ ไม่เรียกกระทบกระทั่ง ผมไม่ทราบจะเรียกอะไรที่อ่อนที่สุดระหว่าง แม่น้ำ ๒ สาย ว่าเรื่องของเรานั้นไปติดอยู่ที่ไหน จริง ๆ ความจริงมันก็เป็นเช่นนั้นครับ แต่ผมเห็นว่าการที่เขียนไว้ในเอกสารนั้นมันเป็นทางการ มันเป็นออฟฟิเชียล (Official) ซึ่งเป็นลักษณะอะไรที่ผมไม่อยากจะใช้คำว่า ไม่สมควร แต่เป็นลักษณะที่น่าจะเป็น การหารือกันเป็นการภายในมากกว่า เพราะฉะนั้นปัญหาและอุปสรรคจะมีรูปแบบ อย่างอื่นไหม ที่เราจะนำเสนอให้ที่ประชุมได้มีการพิจารณา นี่จึงเป็นที่มาที่ผมขออนุญาตเสนอแนะว่าถ้าจะทำให้เป็นประโยชน์จริง ๆ แล้ว ถ้าเราคิดว่า ปัญหาและอุปสรรคอยู่ที่ใด รูปแบบของการประชุมของเราในคราวต่อไปจะเป็นไปได้หรือไม่ มันก็คือแม่น้ำ ๕ สาย เรามีสิทธิหรือไม่ที่จะเชิญแม่น้ำสายอื่นที่มีส่วนร่วมในการพิจารณา เรื่องที่เราเสนอไปแล้ว ออกจากที่ประชุมแห่งนี้ไปแล้ว ไปสู่วิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่าย ไปสู่ ครม. ไปสู่กระทรวง หรือไปสู่กฤษฎีกา หรือหน่วยงานใดก็แล้วแต่ ท่านจะกรุณา จัดคนมาร่วมประชุมกับเรา เป็นการสนทนาวิสาสะ มธุรสวาจา พูดคุยกันว่าเรื่องนี้ช้าอย่างนี้ ติดอยู่ที่ตรงนี้ ความเห็นแตกต่างกันอยู่ที่ประเด็นนี้ ประเด็นมีอยู่ ๒๐ ประเด็น เราเห็น ต่างกัน ๒ ประเด็น แต่ทำไมเรื่องทั้งเรื่องจึงไม่คืบหน้าเลย อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ผมว่าจะเป็นลักษณะการทำงานที่ทำให้ได้รู้ความคืบหน้าที่แท้จริง ได้รู้ปัญหาและอุปสรรค ที่แท้จริง ที่ทำให้เรื่องนั้นไม่เดินหน้า งานมันย่อมจะเดินหน้า ไม่เกิดการกระทบกระทั่งกัน นี่ด้วยความห่วงใย แล้วผมก็เกรงว่าการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมครั้งต่อไปในทุกเรื่อง ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ ขออภัยครับ ผมกราบท่านกรรมาธิการทุกท่าน ผมเคารพทุกท่าน เป็นการส่วนตัว ไม่ได้ตำหนิ เพียงแต่บอกว่าเรามาหารือกันในรูปแบบของการประชุม ในคราวต่อไป เพื่อให้งานได้เดินหน้าจริง ๆ

ท่านประธานครับ กลับมาเรื่องที่เราพิจารณา ขอเวลาท่านประธาน ถ้าหากเวลาหมดลง นอกจากบทความที่ผมได้นำเสนอว่ามีการกล่าวชมรัฐบาลแล้วว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นมาถูกทาง เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น ผมศึกษาจากเว็บไซต์ (Web site) ต่าง ๆ จากบทความต่าง ๆ จากข่าวสารทั้งภายในและภายนอกประเทศ ผมก็เห็นเป็นเช่นนั้น ตามมาตรฐานของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ตัวเลขที่เขา กำหนดว่าเส้นแบ่งความยากจนอยู่ที่ปีละประมาณ ๓๘,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อคน เห็นตัวเลขแล้วผมตกใจครับ มีอยู่ประมาณ ๒.๔ ล้านครัวเรือน หรือประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐ คนที่อยู่ใต้เส้นนี้ นั่นคือหมายความว่าคนไทยที่ถูกจัดว่า เป็นคนยากจนหรืออยู่ต่ำกว่าเส้นมาตรฐานของสิ่งที่ควรจะมีนั้นยังมีอยู่มากเหลือเกิน นี่คือ อย่างเป็นทางการ ผมเชื่อว่าที่ไม่เป็นทางการนั้นอีกหลายล้านคน อาจจะอีกเท่าตัวก็เป็นได้ นั่นหมายความว่าคนไทยที่ยากจนนั้นยังมีอยู่อีกเกือบ ๒๐ ล้านคน ตัวเลขที่มาลงทะเบียนนั้น เป็นตัวเลขที่ยังไม่แท้จริง ปีนี้คงจะมีการลงเพิ่มอีก ถ้ารัฐบาลเปิดประกาศให้ใช้ ในเดือนเมษายน ดังที่เราได้ทราบข่าว เพราะฉะนั้นในเรื่องเศรษฐกิจฐานราก สิ่งที่ผม มีความสนใจ แล้วก็มีความตั้งใจที่จะพูดในวันนี้ เพื่อที่จะเติมเต็มที่ทางคณะกรรมาธิการ ท่านได้ทำมา คือเรื่องธนาคารที่ดิน ผมได้ค้นคว้าเอกสารเก่า ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวกฎหมายพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน พ.ศ. .... ที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ ในคราวก่อนนั้น ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ผมมีความเห็นด้วย แต่ผมมีความกังวลในบางบท บางมาตรา ซึ่งคงไม่ใช่รายละเอียดที่เราจะพูดกันในวันนี้ เพราะเรื่องนี้เราได้พิจารณาลงมติ ไปแล้ว แล้วเรื่องนี้ไปอยู่ในขั้นตอนของกระทรวงการคลังและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมจึงลำบากใจว่าเราจะอภิปรายในประเด็นไหน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ทาง คณะกรรมาธิการได้ทำนั้นมาถูกทาง และเป็นสิ่งที่ควรจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ รูปแบบที่เราจะเสนอไปนั้นเข้าใจว่ากระทรวงการคลังคงมีความไม่สบายใจอยู่ในบางบท บางตอน หรือบางมาตรา เพราะฉะนั้นจึงเห็นควรว่าถ้าจะได้มีการพบปะหารือกัน เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่เราก็พยายามที่จะหารือกับ กระทรวงสาธารณสุขในเรื่องที่เราเห็นไม่ตรงกัน บางเรื่องก็มีความคืบหน้า บางเรื่อง ก็หยุดอยู่กับที่ บางเรื่องก็ได้รับคำตอบว่ากำลังศึกษาอยู่ แต่ก็ศึกษากันมาเป็นปีแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าทางวิป (Whip) สปท. มีความเห็นด้วย ผมจึงเสนอไว้อย่างที่ผมได้ นำเรียนแล้ว ก็คือในการประชุมคราวต่อไปหน่วยงานใดหรือกระทรวงใดที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องที่เรานำเสนอ ที่เราจะมีการหารือกันในที่ประชุมนี้ ถ้าท่านจะส่งตัวแทนมา เพื่อที่จะพูดคุยกันในที่ประชุมนี้ ผมว่าเราจะได้ความคืบหน้าที่แท้จริง คงไม่เป็นลักษณะ การมาบ่นกันเพื่อให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ

ประเด็นสุดท้าย ที่ผมขออนุญาตนำเรียนท่านประธานครับ นอกจาก ๒๗ เรื่องที่เสนอ และบอกว่าเป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องให้เกิดผลสำเร็จในปี ๒๕๖๐ แล้ว มีหลายเรื่องที่ สปท. ผลักดัน แล้วก็ลงมติผ่านไปแล้ว เกือบ ๑๐๐ กว่าเรื่องที่เราเห็นว่า มีความสำคัญ มีความจำเป็น แล้วก็มีประโยชน์ แต่บางเรื่องรอได้ บางเรื่องที่สำคัญ อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ออกเป็นกฎหมาย แต่ใช้อำนาจ การบริหารราชการแผ่นดินย่อมสามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จได้ จึงทำให้เกิดความสำเร็จ ในปี ๒๕๖๐ ก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องรอไปปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ผมยกตัวอย่างงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อย่างเรื่อง การแพทย์ฉุกเฉิน ท่านประธานครับ ใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินย่อมได้ เวลานี้ มีปัญหาเยอะแยะมากมายเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน มีตัวอย่างเดียวในงานของ คณะกรรมาธิการผมเท่านั้นเอง ถ้าบอกว่าจะรอไปปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ก็ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้น หรือไม่ เมื่อเกิดรัฐบาลเลือกตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ผลักดันให้เกิดในปี ๒๕๖๐ ก็สามารถที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จได้ คนตายก็น้อยลง มีประโยชน์ กับประชาชนมากมาย ยังมีงานอื่นอีกมากมายที่เห็นว่าคณะกรรมาธิการอื่น ท่านที่ผลักดันมา ผมไปอ่าน ๆ ดู บางเรื่องใช้อำนาจของรัฐบาล ใช้อำนาจของ ครม. ไม่จำเป็นต้องออก พระราชบัญญัติ ไม่ต้องไป สนช. ทำไมไม่ทำ ทำไมจะต้องไปอยู่ในปี ๒๕๖๑-๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๐ นี้ทำได้ ท่านลองไปเลือกมาดู ผมว่าก็จะพบอยู่หลายชิ้นงานเหมือนกัน ขอบพระคุณครับ