เลิศรัตน์ แจงความคืบหน้าปฏิรูปประเทศ เสนอเร่งผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจสังคม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐

เลิศรัตน์ รัตนวานิช ชี้แจงความคืบหน้าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เน้นย้ำความจำเป็นในการสื่อสารผลการดำเนินงานให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ พร้อมผลักดันวาระปฏิรูป 42 เรื่องให้เสร็จก่อนการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และหารือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเสนอเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนในการแก้ปัญหาฐานราก

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายในวาระที่ กำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เป็นผู้นำเสนอ อย่างที่ทราบกันดีว่าวันนี้เราเริ่มมาพูดถึงเรื่องการดำเนินการขับเคลื่อน การปฏิรูปที่แท้จริง ที่จริงแล้วผมเองก็เป็นหนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศของ สปท. หรือที่เราเรียกว่าวิป (Whip) เหตุผลที่เราได้นำเรื่องต่าง ๆ มาพูดกันในวาระ ตั้งแต่วันนี้ แล้วก็ในอีก ๖-๗ ครั้งข้างหน้า ก็มีความมุ่งหมายหลายประการ นอกจากจะให้เพื่อนสมาชิก สปท. เองได้รับทราบความคืบหน้าของการดำเนินการ ของวาระต่าง ๆ รวมทั้งที่สำคัญคือการดำเนินการของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการในการที่จะ พยายามขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ สปท. และ สปช. ได้ดำเนินการมา ขณะนี้ ในส่วน สปท. เองก็ประมาณ ๑๕๐ เรื่อง ๑๕๐ วาระปฏิรูป ให้มีผลสัมฤทธิ์ในระยะเวลา ที่เหลืออยู่ ก็ประมาณ ๑ ปีเศษในส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือก็จะดำเนินการต่อ โดยคณะกรรมการปฏิรูปตามกฎหมาย ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ภายใน ๑๒๐ วันก็จะมีคณะกรรมการคณะหนึ่งมาทำหน้าที่ ซึ่งคณะกรรมการคณะนั้น จะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปในส่วนที่ สปช. และ สปท. ได้เตรียมไว้ เพราะการที่ จะขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้งหมดให้แล้วเสร็จใน ๑-๒ ปีนี้คงจะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นโอกาส ในการที่เราชี้แจงในวันนี้ นอกจากจะทำความเข้าใจในความคืบหน้า ความก้าวหน้าของ วาระปฏิรูปกับเพื่อนสมาชิก สปท. เองแล้ว ผมคิดว่าเป็นการส่งสัญญาณให้กับ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ แล้วก็หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบถึงสิ่งที่เราทำอยู่ มีคนออกมาวิจารณ์มากมาย ไม่ใช่เฉพาะสื่อ หรือนักวิชาการดัง ๆ บางท่านก็ยังไม่เข้าใจว่า ปฏิรูปไปถึงไหน รัฐบาลมีผลงานหรือเปล่า ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ เข้าใจได้ เพราะว่าข่าวในกระแสสื่อต่าง ๆ มันมากมาย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ติดตามจริง ๆ แม้แต่พวกเราเองในห้องนี้ก็ไม่สามารถจะทราบได้ถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อน การปฏิรูปของเรื่องต่าง ๆ ที่เราได้ทำไป เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าการที่เรามาพูดไม่ใช่เป็นการซ้ำซ้อน หรือเป็นการเอา ของเก่ามาเล่าใหม่ เป็นการทำความเข้าใจให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่เหลืออยู่ สอดคล้องกับ แนวคิดของรัฐบาล ป.ย.ป. หลายท่านได้พูดถึงแล้ว ท่านประธานทินพันธุ์ได้พูดถึงแล้ว ว่าเป็นความปรารถนาดีของรัฐบาล ที่เห็นว่าช่วงเวลาก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่ใน ๑ ปี ข้างหน้านั้นน่าจะได้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เป็นผลสัมฤทธิ์ให้ได้จำนวนหนึ่ง จึงเกิด ในเรื่องของ ๒๗ ประเด็น ๔๒ เรื่อง ที่จะต้องพยายามทำให้ดีที่สุด ทุกท่านทราบดี ไม่ว่า จะอยู่ในคณะกรรมาธิการไหน ว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปในแต่ละเรื่องนั้นยากเย็นแสนเข็ญ แทบจะพูดอย่างนั้นได้เลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็แล้วแต่ ที่เพื่อน สปท. ๖-๗ ท่านแรก ได้กล่าวมาแล้วว่ามีปัญหาอะไรบ้าง มีหลายคนพูดถึงเรื่องการปฏิรูป เพราะการปฏิรูป ในความเป็นจริงนั้นต้องมีผู้เสีย เสียเลือด เสียเนื้อ เสียชีวิตกันก็มี ถึงจะปฏิรูปได้สำเร็จ นี่เราปฏิรูปกันอย่างสุภาพบุรุษ เรายกร่างวาระการปฏิรูป เรายกร่าง พ.ร.บ. มา ส่งไปตาม สายงาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา เป็นขั้นเป็นตอน ก็แน่นอนละครับ ความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน ความคิดเห็นที่คิดว่าของที่มีอยู่แล้วมันก็ดีอยู่แล้ว ความคิดเห็นที่ไม่อยากให้ เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ความเป็นห่วงงบประมาณของรัฐ เป็นห่วงภาระหน้าที่ที่จะเกิดขึ้น อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องฟันฝ่าร่วมกัน เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านได้เข้าใจในสิ่งเหล่านี้ ท่านจึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาขับเคลื่อนให้สำเร็จให้ได้ อย่างน้อย ๔๒ เรื่อง ซึ่งเราก็จะได้รับฟัง วันนี้เป็น ๓ เรื่องแรกที่ทางวิป (Whip) ได้พิจารณา ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนโดยตรง

เหตุหนึ่งของการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒ ปีเศษที่ผ่านมานั้น ก็โดยเหตุผลที่ว่ามีความเหลื่อมล้ำอยู่ในบ้านเมือง จึงนำไปสู่ความแตกแยก ความแก่งแย่ง ในอำนาจ ในทรัพยากรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงกล่าวได้ว่าเป็นปัญหา พื้นฐานที่สุดของประเทศ มีความเหลื่อมล้ำในเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ทางด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการที่เราหยิบ ๓ เรื่องขึ้นมาพูดก่อน ก็เพื่อที่จะตีประเด็นให้ตรงเป้าว่า ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในชีวิตความเป็นอยู่ในฐานะ ในเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน แหล่งทรัพยากรต่าง ๆ ได้ของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งหลาย ๆ ท่านได้พูดถึงข้อมูล พูดถึงสามเหลี่ยมฐานคว่ำ ฐานหงาย อะไรต่าง ๆ อย่างชัดเจนแล้วว่าบ้านเมืองเรามีปัญหา มีปัญหาที่คนรวยรวยมาก แล้วก็ยิ่งรวยมากยิ่งขึ้น คนยากจนยิ่งยากจนเพิ่มมากขึ้น อันนี้จึงเป็นที่มาของ ๓ เรื่องแรกนี้ที่เรามาพูดจากันในวันนี้เป็นวันแรก เพราะฉะนั้น ผมก็สนับสนุนท่านประธาน แล้วก็วิป (Whip) ที่ได้นำเรื่องเหล่านี้มาพูดจากัน ก็จะทำให้เกิด ประโยชน์ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเขาก็ต้องนั่งฟังอยู่ เราก็ช่วยกันอภิปราย ช่วยกันชี้เหตุชี้ผล ว่าทำไมจึงต้องทำเรื่องเหล่านี้ แน่นอนครับ ในเรื่องภาระของประเทศ ในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องหน่วยงานใหม่ ถ้าไม่ทำเลยไม่มีทางจะปฏิรูปประเทศได้สำเร็จสักเรื่องเดียว อย่าลืมว่า ถ้าเราดูตัวเลขแต่ละปีการใช้งบประมาณเราจำเป็นต้องนำเงินของรัฐไปให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ แบบไม่ได้เกิดประสิทธิผลใด ๆ เลย ไม่ว่าจะไปช่วยในเรื่องอุบัติภัย ไปช่วยในเรื่องของข้าวยากหมากแพง สินค้าการเกษตรขายไม่ออก หรือว่าอุดหนุนราคา ด้วยวิธีการต่าง ๆ ปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท บางปีอาจจะเหยียบแสนล้านบาท ถ้าเกิดวิกฤต เภทภัยทางด้านอากาศ หรือทางด้านวาตภัย อุทกภัยที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นนั่นเป็นเงิน จำนวนมากที่เราจำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อเยียวยา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน การดำเนินการใน ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเสนอ ก็เป็นการแก้ปัญหาที่รากฐาน ที่พื้นฐานจริง ๆ ซึ่งสมัยก่อนเราเรียกกันว่ารากหญ้า คือพี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบท ที่อยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าผู้อื่น ผมอยากจะกล่าวสักนิดหนึ่งให้เป็นตัวอย่าง ในเรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งผมยังนึกภาพ เมื่อ ๒ ปีเศษ เราได้มีการเรียกประชุมด่วนเลยของ สปช. ในห้องประชุมมีประมาณสัก ๑๕ คน มีท่านประธาน สปช. วันนั้นคือท่านอาจารย์เทียนฉาย กีระนันทน์ และอีกท่านหนึ่ง ที่ผมจำได้คือท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งผมได้รับเชิญเข้าไป ร่วมประชุมด้วย เพื่อไปริเริ่มในการยกร่าง พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ๒ ปีกว่าแล้วที่สภาแห่งนี้ จากนั้นก็ใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา ก็ยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้น แล้วก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน วันนี้เราได้มาดูถึงความคืบหน้าของ พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... ก็จะเห็นว่าปัญหา ก็อย่างที่หลายท่าน ได้กรุณากล่าวแล้ว คือปัญหาในเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นห่วงเรื่องภาระงบประมาณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติติงในเรื่องการต้องจัดตั้งสำนักงานขึ้นมากำกับดูแล หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องยกเว้นในเรื่องของการเก็บภาษี การดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นปัญหาที่ถ้ามองอย่างนักปฏิรูปแล้วไม่มีวันทำได้สำเร็จ ถ้าเราไปห่วง สิ่งเหล่านั้น ซึ่งผมว่าในปีแรก ๆ อาจจะมีเงินเพียงแค่ไม่กี่สิบล้านบาท เป็นร้อยล้านบาท หรืออาจจะเป็นพันล้านบาท แต่ผลที่เกิดขึ้นเมื่อเราใช้งบประมาณ หรือเราได้ดำเนินการ ในการที่จะอุดหนุนสิ่งเหล่านั้นกับพี่น้องประชาชนแล้วนั้นมันมหาศาลจริง ๆ ในคณะกรรมาธิการได้ยกตัวอย่างมา ๒ หน่วยงานที่ทำงานเรื่องนี้และประสบความสำเร็จ หน่วยงานแรกคือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง อันนั้นเป็นโครงการพระราชดำริ เป็นโครงการ ซึ่งมีการสนับสนุนจากหน่วยงานอย่างกว้างขวาง แล้วก็มีลักษณะของโครงการแบบนี้อยู่ หลายโครงการ ที่อาจจะเรียกว่าเป็นโมเดล (Model) ของวิสาหกิจเพื่อสังคม ความหมายของ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่อธิบายง่าย ๆ คือว่าเราลงทุนไปเพื่อทำกิจการใดกิจการหนึ่ง เพื่อชุมชน หรือเพื่อประชาชนในพื้นที่นั้น ในกลุ่มบุคคลเหล่านั้น แล้วเมื่อมีรายได้ขึ้นมาก็ไม่มีการที่จะมา แบ่งปันกำไรกัน ก็นำเงินลงทุนต่อไป มันก็จะหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจนั้น แล้วก็นำไปจ้างงาน กับบุคคลที่ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการก็แล้วแต่ รายได้ส่วนหนึ่งก็ไปช่วยเหลือ ชุมชนในทางอ้อมหรือทางตรง ถ้าเราไปยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งก็คือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) อันนี้เป็นองค์การมหาชน แน่นอน แล้วมีเงินสนับสนุนจากภาครัฐ แล้วก็มี การดำเนินการที่เป็นระบบ เพราะฉะนั้น ๒ ตัวอย่างนี้ผมจึงยังไม่ได้มองว่าเป็นวิสาหกิจ เพื่อสังคมที่แท้จริง แต่ถ้าเราจะมองวิสาหกิจเพื่อสังคม เท่าที่ผมได้สัมผัส อย่างเช่น โครงการโรงเรียน ที่จังหวัดบุรีรัมย์ กับโครงการของร้านอาหาร ที่ชื่อว่า แคบเบจ แอนด์ คอนดอม (Cabbages & Condoms) ซึ่งผมได้ไปรับประทานหลายครั้ง ที่อยู่สุขุมวิท ๑๒ ของท่านอดีตรัฐมนตรีมีชัย วีระไวทยะ อันนั้นเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นโดยภาคเอกชนโดยแท้ เป็นธุรกิจที่มีการต่อยอดจากกำไรนำไปสู่การขยายกิจการ ขณะนี้ก็มีร้านอาหารอยู่ หลาย ๆ แห่ง ทั้งที่พัทยาก็มี ที่ประเทศอังกฤษก็มีอีก ๒ แห่ง แล้วถ้าเราไปรับประทาน ที่ร้านอาหารเหล่านี้เราจะเห็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจังหวัดบุรีรัมย์ หรือจากโรงเรียน ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานในด้านการช่วยเหลือสังคมหรือช่วยเหลือชุมชน เป็นวิสาหกิจเพื่อชุมชน เพื่อสังคมโดยแท้ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ภาคเอกชนดำเนินการ และประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลมากมายจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการที่จะทำ วิสาหกิจเพื่อสังคมจึงเป็นการเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ละธุรกิจ หรือแต่ละ เอนเตอร์ไพรส์ (Enterprise) อาจจะช่วยเหลือคนได้ผมว่าเป็นร้อย ถ้าเรามีเป็น พัน ๆ วิสาหกิจเพื่อสังคม ไม่ต้องถึงอย่างที่ท่านอาจารย์ชูชัยบรรยายว่าที่ประเทศอังกฤษ มีตั้ง ๗๐,๐๐๐ แห่ง เอากันสัก ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ แห่งในเมืองไทย ผมคิดว่าคนเป็นล้าน ๆ คน คนไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากกิจการเหล่านี้ ก็จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้ คนยากคนจนได้มีชีวิตที่มีความสุขขึ้น เพราะฉะนั้นวิสาหกิจเพื่อสังคมผมคิดว่าเป็นเครื่องมือ ที่ทำไม่ยาก ง่ายกว่าอีก ๒ เรื่องเยอะ ง่ายกว่าเรื่องของธนาคารที่ดิน หรือง่ายกว่าเรื่องของสถาบันการเงินชุมชน และในปีแรก ๆ รัฐบาลก็คงยังไม่ต้องใช้เงินมากนัก จัดตั้งสำนักงานขึ้นมา ตอนนี้ก็มีสำนักงานหลายแห่ง ที่กรรมการถูกยุบไป พนักงาน เจ้าหน้าที่ก็ว่าง ๆ งานอยู่ มันก็ไม่ใช่อะไรที่จะเป็นภาระ งบประมาณแก่รัฐมากนัก การงดภาษีให้กับผู้ที่ลงทุนในเรื่องนี้ก็มีกฎหมายออกมาแล้ว พระราชกฤษฎีกาออกมาแล้วที่จะสามารถยกเว้นภาษีให้กับนิติบุคคลที่ไปลงทุนทางด้านนี้ได้ หรือยกเว้นภาษีให้กับนิติบุคคลที่ประกอบกิจการเพื่อสังคม เพราะฉะนั้นจึงอยากจะ สนับสนุนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมองให้กว้าง มันไม่ใช่เรื่องยากเลย แล้วก็ จะเกิดประโยชน์อย่างอเนกอนันต์จริง ๆ แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่เขายากที่จะเข้าถึงงาน หรือว่าที่จะได้รับทรัพยากรที่จะทำให้เขาได้ลืมตาอ้าปากได้ ผมจึงขอสนับสนุน แล้วก็ขอให้ ช่วยกันไปเร่งรัดให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและสู่ สนช. ต่อไป ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เราได้ดำเนินการมา ขอขอบพระคุณครับ