คำนูณ ชี้เศรษฐกิจฐานรากก้าวหน้า ผลักดันกฎหมายเข้า ครม. ด่วน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐

คำนูณ สิทธิสมาน ชื่นชมกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานรากและประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ พร้อมหารือความคืบหน้าการพัฒนาคนจน 15 ล้านคนผ่านเครื่องมือ 3 อย่าง เรียกร้องเร่งผลักดันกฎหมายเข้าที่ประชุม ครม. และผลักดันนโยบายให้สอดคล้องกับเป้าหมายปฏิรูปประเทศภายในปี 2560

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมฟังมาทั้งหมดต้องยอมรับว่า วันนี้เป็นการประชุมที่มีค่าอย่างยิ่ง ทั้งท่านกรรมาธิการ แล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกคนได้อภิปราย ที่เป็นการเสนอแนะอย่างมีคุณค่า แล้วก็สมควรอย่างยิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ รวมทั้ง ท่านประธาน ท่านรองประธาน และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจะต้องรับไปพิจารณา เพื่ออาจจะมีการปรับปรุง หรือรับฟังความคิดเห็น ของเพื่อนสมาชิกเกี่ยวกับการประชุมในวาระลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป ซึ่งถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ก็คงจะต้องมีครบทั้ง ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง โดยจัดเข้ามาเป็นสำรับเพื่ออภิปรายให้ได้ความเห็น เชื่อมโยงกัน ก่อนอื่นผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง ปกติเวลาพูดถึงคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าสภาไหน สิ่งที่เขาจะพูดกัน สิ่งที่เขาจะเสนอกัน ก็คือเศรษฐกิจของ ภาคธุรกิจ เศรษฐกิจของกลุ่มทุน แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการรายงานมาในวันนี้ และจะต้อง รายงานต่อไปเป็นสำรับนี่นะครับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจมีเรื่องที่ได้รับการคัดเลือกเข้าไปอยู่ในชุด ๒๗ วาระ ที่ถือเป็นสัญญาประชาคม แล้วว่าจะต้องทำให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๐ นี้ แทบไม่มีเศรษฐกิจของภาคธุรกิจเลยครับ ๓ เรื่องในวันนี้เป็นเศรษฐกิจของภาคประชาชนโดยแท้ อีกสำรับหนึ่งจะเป็นเศรษฐกิจ กระแสใหม่ และเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ก็จะเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมโหฬารมาก เพราะฉะนั้น สำหรับเศรษฐกิจของภาคประชาชน ที่เวลาตั้งชื่อเรื่องว่าเครื่องมือพัฒนาฐานราก แล้วก็ อาจจะงง ๆ นะครับ แต่ว่าผมก็ขออนุญาตนำความของท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจมากล่าวในที่นี้อีกครั้งหนึ่งว่า นี่คือการสร้างประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจ บ้านเรามีความขัดแย้งมายาวนาน อย่างน้อยก็ ๑๐ ปี ๑๒ ปี ถึงเรื่องการให้ คุณค่า ให้ความหมายของคำว่าประชาธิปไตยทางการเมือง ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง เท่านั้น หรือประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งเสมอไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง ก็คือว่ารากฐานของประชาธิปไตยทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ

กล่าวโดยสรุปก็คือว่าเครื่องมือพัฒนาฐานราก ๓ เครื่องมือนี้มุ่งเป้าไปที่ ยกระดับของคน ๑๕ ล้านคน ๗.๑ ล้านคนตามการสำรวจของธนาคารโลก คือคนจน ที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ ๒๐๐ บาท อีก ๗,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษเป็นคนที่มีรายได้สูงกว่านั้น ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศใดก็ตามที่มีคนจนหรือคนที่มีรายได้สูงกว่าคนจน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้ว ๑๔ ล้านคน ไม่ใช่เรื่องเล็กครับ การที่เราจะแก้ปัญหาความยากจน ตรงนี้ได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๖ ปี ภายใต้จีดีพี (GDP) ปัจจุบัน และถ้าเผื่อเรามีเป้าหมาย อันสูงส่งว่าเราจะให้ประเทศไทยหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ธนาคารโลก เขาว่านะครับ ผมไม่ได้ว่า ภายใต้การเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ ๔.๒ เราจะต้องใช้เวลา ถึง ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะฝันถึงไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) อย่างไรก็ตามแต่ แต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่สามารถยกระดับคน ๑๕ ล้านคนด้วย อย่างน้อยที่สุดเครื่องมือ ๓ เครื่องมือนี้ขึ้นมาได้ ด้วยความเคารพจริง ๆ ผมว่าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ยาก และตั้งแต่ผม ได้ยินเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมา ตั้งแต่อยู่ สปช. อยู่ สปท. อยู่ในคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ฟังคุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล ขออนุญาตเอ่ยนาม มานาน ผมไม่เคยลุกขึ้น อภิปรายเลย เพราะรู้สึกว่ารู้น้อย ยิ่งมา สปท. ชุดนี้มีท่านประธาน สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ผมยิ่งไม่จำเป็นต้องพูดเลย เพราะว่าคิดเหมือนท่านมาโดยตลอดว่ามันต้องสร้าง ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจขึ้นมา แต่วันนี้จำเป็นต้องพูดเพราะว่าผมเห็นว่าทุกอย่าง มันน่าจะดี ท่านกอบศักดิ์ก็ไปเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีของท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นเหมือน โฆษกรัฐบาลทางเศรษฐกิจกลาย ๆ ท่านอาจารย์สมชัยก็เป็นที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ของ ป.ย.ป. อีกหลายท่าน พวกเราก็ไปอยู่ในที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของ ป.ย.ป. แล้วที่สำคัญ ที่ถือว่าเป็นการฝ่าด่านสำคัญอย่างยิ่ง ก็คือว่าเราทำให้เครื่องมือพัฒนาฐานราก ๓ เครื่องมือนี้ และอื่น ๆ อีกเข้ามาเป็นหลักชัยสำคัญของการปฏิรูปที่จะต้องเกิดขึ้นภายในปี ๒๕๖๐ คือ ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง โดยการยอมรับของรัฐบาลผ่านดอกเตอร์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผมไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ แต่เห็นการประชุม และเห็นการตั้งอนุกรรมการแล้ว ก็ล้วนเป็นมิตรสหายที่ทำงาน ร่วมกันมากับท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล แล้วก็เพื่อนสมาชิก สปท. และ สปช. หลายท่าน เช่น ดอกเตอร์สีลาภรณ์ บัวสาย ดอกเตอร์บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ดูแล้วมีความหวังอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐบาลตั้งโหมด (Mode) ป.ย.ป. ขึ้นมา เป็นเฟส (Phase) สำคัญ ของการปฏิรูปประเทศ ที่กำลังจะรับช่วงจาก สปท. โดยมี สปท. ร่วมมีส่วนเกาะเกี่ยวอยู่ และกำลังจะส่งมอบให้กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และแผนและขั้นตอน การดำเนินการปฏิรูปประเทศ หลังจากกฎหมาย ๒ ฉบับนั้นเกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญ มีผลใช้บังคับ ๑๒๐ วัน อันนี้สำคัญอย่างยิ่ง และที่สำคัญก็คือเป็นเสมือนสัญญาประชาคม ที่รัฐบาล แล้วก็เครือข่ายแม่น้ำทุกสาย ให้สัญญากับพี่น้องประชาชนว่าอย่างน้อย ในปี ๒๕๖๐ นี้ ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่องน่าจะต้องเสร็จ หรืออย่างน้อยน่าจะต้องได้รับการเริ่มต้น เสร็จนี่ผมยังเป็นห่วง เวลาไปแถลงที่ไหน หรือไปอภิปรายที่ไหน ไม่ค่อยกล้าพูดว่าเสร็จ แต่พอมาฟังวันนี้แล้ว ก็ต้องขออนุญาตฝากท่านที่อยู่ใน ป.ย.ป. ฝากคณะกรรมาธิการ แล้วก็ ฝากพวกเราช่วยกันคิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูจะดีนั้น เราได้ยิน ๓ เรื่องนี้มา ๒ ปีแล้ว ถามว่า ตอนนี้ไปไหน ไม่ไปไหนเลยครับ กระทรวงการคลังยังไม่ได้เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ถามเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ข้างล่างนี่ก็ได้ ขั้นตอนการเสนอกฎหมาย ณ วันที่ กระทรวงเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีแล้ว กว่าจะไปกฤษฎีกา กว่าจะผ่านกลับมาคณะรัฐมนตรี กว่าจะเข้า สนช. กว่าจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายใช้บังคับ ผมว่าใช้เวลาเป็นปีครับ พูดอย่างเกรงใจ ถ้าพูดอย่างไม่เกรงใจก็เป็นปี ๆ ถามว่าสถานการณ์มันสอดคล้องกันไหมกับสิ่งที่ประกาศว่า เราจะต้องทำให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๐ ต้องยอมรับความจริงว่าออกจะไม่สอดคล้องกันนัก แต่ถามว่ามีทางแก้ไหม มีครับ เพราะผมเชื่อว่าในขณะนี้ผู้นำทางการเมืองคือ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านดอกเตอร์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ อีกหลายท่านก็ได้แสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะต้องทำเรื่องนี้ออกมาให้ได้ ทีนี้เราจะมี วิธีการทำอย่างไรที่จะให้โหมด (Mode) หรือเฟส (Phase) ของ ป.ย.ป. ไม่ไปซ้ำรอย เฟส (Phase) ก่อน ๆ ผมก็เห็นมีข้อเสนอหลายข้อเสนอจากฟลอร์ (Floor) ข้างล่างนี้ แล้วก็ ที่สำคัญก็คือจากที่นั่งกรรมาธิการข้างบน ท่านปีติพงศ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเสนอว่า ส่วนที่ท่านรับผิดชอบวิสาหกิจเพื่อสังคมมีข้อขัดแย้งอยู่ ๔ ประเด็น ท่านก็เสนอตอนนั้น ท่านอลงกรณ์นั่งอยู่ด้วย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอยู่ในคณะกรรมการเตรียมการ ปฏิรูปประเทศด้วย ท่านก็เสนอ ท่านมองไปว่าเอาที่ขัดแย้งกันมาคุยให้มันรู้เรื่องไปเลย แล้วก็เดินหน้าไป ผมว่านี่เป็นทางหนึ่งครับ ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอจากเพื่อนสมาชิก ข้างล่างนี้ว่าอาจจะต้องมีการจัดพูดคุยให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศรับรู้ อาจจะต้องมี การเชิญหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามา แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือว่าผมฝากท่าน ต้องเสนอ ป.ย.ป. หรือผมเชื่อว่า ป.ย.ป. ต้องคิดอยู่แล้ว ว่าการปฏิรูปในเฟส (Phase) ของ ป.ย.ป. ต้องมีแทร็ก (Track) พิเศษเป็นช่องทางพิเศษ ไม่ใช่แทร็ก (Track) ปกติ เหมือนกับ เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ทุกท่านก็คงทราบดีว่า ๕ ปีแรกของการมีวุฒิสภาชุดแรก ที่พิเศษหน่อยนี่ การพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูปเป็นแทร็ก (Track) พิเศษพิจารณาในรัฐสภา เพราะฉะนั้นการทำงานใน ป.ย.ป. ผมมั่นใจว่าเขาคิดไว้แล้ว แต่ผมฝากท่านช่วยไปเสนอต่อ ว่าจะต้องดำเนินการด้วยแทร็ก (Track) พิเศษครับ กว่าเราจะออกมาเป็น ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง ประธานกรรมาธิการ ๑๒ คณะของเราก็ทำงานอย่างหนัก ทำงานโดยแทร็ก (Track) พิเศษ ช่องทางพิเศษ ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ ก็กรุณามาทำงานด้วยเต็มที่ ขนข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรีมาทำเต็มที่ คุยกันอย่างไม่เป็นทางการหลายต่อหลายครั้ง จนหลุดออกมาเป็น ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้า ป.ย.ป. จะขับเคลื่อนแล้ว ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง ผมเชื่อว่าท่านจะต้องให้กำเนิดแทร็ก (Track) พิเศษ ช่องทางพิเศษขึ้นมา ไม่ใช่คุย กับกระทรวง กระทรวงเสนอเข้า ครม. ครม. ไปกฤษฎีกา กฤษฎีกากลับมากระทรวง ไป สนช. ใน ๒๗ วาระอาจจะต้องมีจำนวนหนึ่งที่เป็นแทร็ก (Track) พิเศษ โดยเครื่องมือ พิเศษตามรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะประกาศใช้แล้ว แต่เครื่องมือพิเศษที่ติดมาจากรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ยังคงดำรงอยู่จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ต้องใช้แทร็ก (Track) พิเศษ ไม่จำเป็นต้อง ๒๗ เรื่อง แต่จะเป็นเรื่องใดบ้างก็ต้องฝากกันคิด แล้วการอภิปรายในครั้งต่อ ๆ ไปเราคงจะมองเห็นภาพรวมของประเทศได้ว่า ในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงประเทศใหญ่ในรอบ ๖ ปี ๑ ปีแรกเราจะช็อก หรือเราจะกระตุกพี่น้องประชาชนให้เขารู้ว่าอันนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่เขาสัมผัสได้ นี่คือ การสร้างประชาธิปไตยที่เขากินได้ ผมเห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ แล้วอยากจะเสนอให้ ท่านไปคิด หรือว่าเสนอแนะกันถึงแทร็ก (Track) พิเศษ ส่วนจะเป็นเรื่องใดบ้าง จะเป็น ๓ เรื่องนี้ก็ไม่เลว เพราะว่ามันก็เป็นการช่วงชิงประชาชน ๑๕ ล้านคนกลับคืนมา ไม่ต้องรอ สัญญาจากทางอื่น ขออนุญาตไม่พูดถึงนะครับ เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่สำคัญและที่ยิ่งใหญ่มากครับ แต่อาจจะไม่ใช่ทั้ง ๓ เรื่องนี้ ก็สุดแท้แต่ เพราะว่าก็จะต้องดูวาระอื่น ๆ ใน ๒๗ วาระนี้ประกอบกันไปด้วย ผมขอกราบเรียนว่าถ้าไม่ใช่แทร็ก (Track) พิเศษแล้วความเป็นไปได้ยากมากครับ เพราะอย่าลืมว่าเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วท่านต้องถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญ แล้วรัฐธรรมนูญมีบังคับระยะเวลาภายใน ๑ ปี มีกฎหมายสำคัญ ผมนับดูแล้วอย่างต่ำ ๑๙ ฉบับที่ สนช. จะต้องผลิตออกมา และเป็นการผลิตโดยมีมาตรการระยะเวลาบังคับด้วย คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๑๐ ฉบับ และอีก ๙ ฉบับเป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญ บังคับให้ต้องมี แล้วที่สำคัญก็คือว่าถ้าเป็นแทร็ก (Track) ปกติแล้ว ร่างกฎหมายที่เป็น นวัตกรรมใหม่อย่างนี้ ท่านไปเจอมาตรา ๗๗ เข้าเหนื่อยนะครับ ต้องมีอีไอเอ (EIA) ทางกฎหมาย เอาภาษาผมนะครับ ใช้เวลาเพิ่มเติมไปอีกเท่าไร และที่สำคัญก็คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะหนักหนาสาหัสมาก เพราะฉะนั้นผมเชื่อ ผมเป็นเด็ก เชื่อว่า ผู้ใหญ่ใน ป.ย.ป. ท่านคงคิดอยู่แล้วละ แล้วก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่าแทร็ก (Track) พิเศษ ที่จะทำให้ ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง ได้สามารถเริ่มต้นในปี ๒๕๖๐ นั้นควรจะมีกระบวนการ อย่างไร แตกต่างไปจากกระบวนการพิจารณาอย่างไร แต่ก็ขออนุญาตฝากไว้ในที่นี้ เพื่อบันทึกไว้ และขอแสดงความสุขกับการประชุมในวันนี้ แม้ว่าผมไม่ได้คิดจะอภิปราย มาก่อน แต่ว่าอยากจะขออนุญาตแสดงความรู้สึกให้เป็นที่ประจักษ์ในที่นี้ แล้วขอยอมรับว่า มีความหวังอย่างยิ่งครับ เพียงแต่ว่าขอฝากความหวังไว้ที่แทร็ก (Track) พิเศษที่จะต้อง เกิดขึ้น กราบขอบพระคุณครับ