ชูชัย เสนอปฏิรูปเศรษฐกิจฐานราก-วิสาหกิจเพื่อสังคม-ธนาคารที่ดิน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐

ชูชัย ศุภวงศ์ หารือปัญหาความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดของระบบราชการที่ทำให้การปฏิรูปประเทศล่าช้า พร้อมเสนอให้เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน และปฏิรูปสถาบันการเงินฐานรากเพื่อแก้ปัญหาที่ดินและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชาชน 15–20 ล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบการเงิน โดยเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมผ่านเวทีสาธารณะ สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมตามแบบอย่างต่างประเทศ และผลักดันกฎหมายเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ซึ่งมองว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้หากยังมีความเหลื่อมล้ำในสังคม

นายชูชัย ศุภวงศ์

ขอบคุณท่านประธาน และท่านกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่เคารพทุกท่าน ต้องขอบคุณท่านประธาน และท่านกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งที่นำเรื่องที่ผมคิดว่ามีความสำคัญยิ่งในการปฏิรูปประเทศ ทั้ง ๓ ประเด็น แต่น่าเสียดายที่ถ้ามีการอภิปรายทีละประเด็น แล้วลงมติทีละประเด็น จะลงรายละเอียดได้มากขึ้น แล้วผมเชื่อว่าบทบาทของ สปท. ที่จะทำสิ่งที่เรียกว่า สร้างความเข้าใจกับสังคมก็จะมีโอกาสมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผมจะเสนออีกทีว่าจากนี้ไป เราจะมีกระบวนการ วิธีการทำงานอย่างไร แล้วก็ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ท่านประธานที่เสนอว่าปี ๒๕๖๐ จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปอย่างแท้จริง เพราะว่าเวลามีสื่อ คอลัมนิสต์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์วิจารณ์ สปท. อย่างสร้างสรรค์ เราก็อดไม่ได้ ที่จะหวั่นไหวในทิศทางที่ว่า ก็ต้องขอบคุณที่เขาให้ความสนใจ แต่ว่าก็กังวลบ้างในส่วนที่ว่าจะบอกรูปธรรมที่จับต้องได้ ของการปฏิรูปอย่างชัดเจน ทั้งสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ก็จะให้ผมไปพูด บ่อยครั้ง แต่ด้วยความเคารพว่าได้ปฏิเสธไปตลอด ด้วยเหตุที่ว่าเราไม่เห็นทิศทาง เส้นทางเดินว่าจะไปอย่างไร ถึงตรงไหน แล้วก็เราจะตอบเขาได้อย่างไร อย่างน้อยวันนี้ ผมคิดว่าทำให้เราได้รับทราบว่าเรื่องที่ สปช. ได้เสนอ แล้วก็มาถึง สปท. ไปหยุดอยู่ตรงไหน แล้วก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร โดยเฉพาะ ๓ ประเด็นนี้ ตอนนี้ทราบแล้วนะครับ ก่อนหน้านั้น ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ไม่ทราบเลยจริง ๆ ขนาดขอให้ ดอกเตอร์กอบศักดิ์ซึ่งทำงานอยู่วงใน ซึ่งท่านก็ผลักดันอาจจะมากกว่าผมด้วยซ้ำไป เพราะว่า เป็นเจ้าของเรื่อง ไม่ว่าเรื่องธนาคารที่ดิน สถาบันการเงินฐานราก ว่าไปถึงไหนแล้ว แต่ว่า พอเส้นทางเดินเข้าไปในกลุ่มภารกิจของท่านรองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่าน ซึ่งมี ๖ กลุ่ม ภารกิจ ท่านประธานทราบดีนะครับ ก็โดนกลืนเข้าไปในระบบราชการทั้งระบบ ลองไปถาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงการคลังว่าอยู่ตรงไหน ผมเชื่อว่าปลัดกระทรวงการคลัง กับอธิบดีไม่ทราบครับ ความซับซ้อนและความใหญ่โตของระบบราชการคือปราการอันหนึ่ง ของการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้หมายความว่าตัวบุคคล ปลัด หรืออธิบดี หรือข้าราชการ มีปัญหา แต่ระบบราชการไทยเป็นระบบที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปประเทศ แต่ว่า มีหลายท่านแนะนำว่าสิ่งที่จะต้องปฏิรูปลำดับแรกคือ ปฏิรูปเครื่องมือที่กำลังวิกฤตอยู่ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเราก็คงทำไปพร้อม ๆ กัน ทั้งปฏิรูประบบราชการ แล้วก็ปฏิรูป ประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญสูง

ท่านประธานครับ ทิศทางของประเทศปัจจุบัน ผมคิดว่ายังไม่ใช่เรื่อง ให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางไปสู่กับดักรายได้สูงหรอกครับ ถ้าลองไปทบทวนดู แล้วผมถาม ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจบางท่านก็ได้ข้อมูลตรงกัน ว่านับจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา ประเทศ ๑๐๐ กว่าประเทศที่หนีพ้นกับดักรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูงมีไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลา ๗๐ ปี แต่ขณะนี้เราใช้เวลาพูดเรื่องนี้เยอะเลย ประเด็นที่ผมคิดว่า ใน ๑ หรือ ๕ ปีข้างหน้าเราต้องหนีให้พ้นกับดักความเหลื่อมล้ำสูงไปสู่ความเหลื่อมล้ำ ปานกลางหรือต่ำ อันนี้ต้องมาก่อนนะครับ แล้วประเด็นสำคัญ ๓ ประเด็นนี้เป็นเครื่องมือ ที่มุ่งไปสู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ฐานรากของประเทศคืออย่างน้อย ๑๕ ล้านคน อันนี้คือทิศทาง ที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นเรื่องที่เราผลักดันกันมานาน แต่ยังหยุดอยู่เป็นจุด ๆ ที่ยังไม่ขยับเขยื้อน ต่างจากทิศทางของการหนีให้พ้นกับดักความเหลื่อมล้ำปานกลางไปสู่ความเหลื่อมล้ำสูง อย่างไร คงไม่มีเวลาอภิปราย อันนั้นเป็นทิศทางเดิมที่แผน ๑ จนถึงแผนปัจจุบันที่จะเริ่มต้น คือแผน ๑๒ เป็นทิศทางที่จะไปเร่งจีดีพี (GDP) แล้วนักธุรกิจเพื่อสังคมเขาก็บอกว่า เราต้องการเห็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไปเร่งจีดีพี (GDP) นำไปสู่ผลกระทบ กับสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของบ้านเรา เครื่องมือ มันจะไปทิศทางนั้นนะครับ แต่ว่าทั้ง ๓ ประเด็นนี้มีทิศทางลงไปสู่ฐานล่างชัดเจน แล้วผมต้อง ขอบคุณสื่อมวลชน ขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เพราะว่า ผมเชื่อว่ามีส่วนไม่น้อยที่จะช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หาใช่กลไกเฉพาะ สปท. ไม่ แล้วน่าจะมีส่วนไม่มาก ไม่น้อย ให้เราได้มีโอกาสเปิดสภาในวันนี้อีกครั้ง

ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมอยากจะอภิปรายคงไม่ใช่เป็นเรื่องสนับสนุนสาระ ของทั้ง ๓ ประเด็นนี้ เพราะสาระสำคัญของ ๓ ประเด็นนี้เราได้พูดกันมาพอสมควรแล้ว เป็นเรื่องที่จะหารือกันว่าแต่ละประเด็นเราจะเดินไปอย่างไร แล้วตรงที่ติดขัดเราจะแก้ปัญหา อย่างไร ผมจำตัวเลขได้ โดยที่ไม่ได้ตั้งใจจำครับ ท่านประธานครับ ท่านอาจารย์สมชัย ท่านกอบศักดิ์ ตัวเลขที่ผมบอกว่าประมาณ ๑๕ ล้านคน ลองมาดูสิครับ เรื่องธนาคาร สถาบันการเงินฐานราก ตัวเลขบอกว่าคนไทยเข้าไม่ถึงระบบธนาคาร ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๑๗ ล้านคน ๑๕-๒๐ ล้านคนเป็นภาระหน้าที่ที่เราจะต้องดู ตรงนั้น เข้าไม่ถึงระบบการเงินใด ๆ ประมาณ ๑๘.๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๑๒ ล้านคน ตอนนี้ตัวเลขล่าสุดของประชากรไทย ๖๕.๙ ล้านคน ผมยังจำได้อีกนะครับ นั่งอยู่ใกล้ ๆ ท่านชูชาติ อินสว่าง ทำเรื่องสหกรณ์ คนที่เข้าไม่ถึงธนาคารเขาก็สามารถไปเข้าถึงระบบ สหกรณ์ได้ ประมาณ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ และกองทุนที่ร่วมแสนกองทุน จำตัวเลขได้อีกนะครับ อีก ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ไปอาศัยกองทุนต่าง ๆ ที่ยังไม่มีอะไรรองรับ และเป็นเรื่องความจำเป็น ที่จะต้องปฏิรูป กองทุนหมู่บ้านที่เราประมาณการ ๘๐,๐๐๐ กองทุน ก็จำตัวเลขได้ครับ เพราะผมเข้ามาหลายครั้ง ๗๙,๒๒๕ กองทุน รวมกันแล้วก็ร่วมแสนกองทุน ทั้งหมดนี้ ต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ท่านประธานครับ มีข้อเสนอของท่านอาจารย์สมชัย ๓ ข้อด้วยกัน ที่น่าสนใจมาก ผมจะพูดเฉพาะ ๕.๓ นะครับ ท่านพูด ๕.๑ กระทรวงการคลังต้องไปเร่ง เรื่องอะไรต่าง ๆ ซึ่งไปติดอยู่ ผมมีคำถามว่าติดอยู่ที่กระทรวงการคลังนี่ติดอยู่ตรงไหน เราคงจะต้องถาม เรามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการตอบคำถามเหล่านี้ แต่ ๕.๓ ท่านบอกว่าต้องสร้างความเข้าใจและเชิญชวนสาธารณะให้เข้ามาร่วมในกระบวนการ ขับเคลื่อนนี้ ผมอยากจะเรียนว่าคำว่า ขับเคลื่อน คงมาจากภาษาที่นักวิชาการใช้ คำว่า โซเชียลโมบิไลเซชัน (Social Mobilization) แต่การขับเคลื่อนจะเกิดได้อย่างยั่งยืน และปฏิรูปอย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อสังคมเข้าใจ และที่สำคัญสังคมเห็นคุณค่า ที่เราเรียกว่า โซเชียลแวลู (Social Value) ตามที่นักวิชาการพูดกัน ถ้าสังคมเห็นคุณค่าเมื่อไรแล้ว ก็จะช่วยกันขับเคลื่อน และการขับเคลื่อนนั้นจะประสบความสำเร็จ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือว่าบทบาทของ สปท. นับจากนี้ไป ในประเด็นสำคัญเช่นนี้เราจะจัดเวทีสาธารณะถ่ายทอดสื่อไปทั้งประเทศได้หรือไม่ ไม่ใช่เฉพาะเปิดสภานะครับ เปิดเวทีเฉพาะเรื่องในประเด็นที่สำคัญที่กระทบกับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของฐานล่าง แล้วเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่อ้างถึงมาตอบคำถาม ต่อหน้าสาธารณะ เรื่องปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องของสาธารณะ สถาบันแห่งหนึ่งเพิ่งออกมา เปิดแสดงความเห็นว่าถ้าทำอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก ให้เปิดเผยข้อมูลให้หมด แล้วบ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรือง เป็นไปได้หรือไม่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง สนช. เข้ามาร่วมเวทีด้วย เพราะถึงเวลาเปิดเวทีแล้วความเข้าใจเกิดทั้งประเทศ เราก็จะได้ยินเสียง ขานรับ เสียงแสดงความคิดเห็น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข การออกกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ก็ง่ายขึ้น และได้รับการปฏิบัติ และมีลอว์เอนฟอร์ซเมนต์ (Law Enforcement) ง่ายขึ้น เกิดเป็นจริงมากขึ้น นั่นคือบทบาทของ สปท. ที่ผมอยากเรียน นำเสนอครับ

เรื่องถัดมา เรื่องธนาคารที่ดิน ถ้าผมจำไม่ผิด ผมฟังดอกเตอร์กอบศักดิ์พูด เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ เกือบ ๒ ปีแล้วนะครับ สัมภาษณ์ทางสื่อต่าง ๆ แล้วตอนหลัง ผมก็ไปตามฟังในยูทูบ (YouTube) อีกเพื่อความเข้าใจในบางประเด็นที่ผมยังไม่แจ่มชัด จำตัวเลขได้ว่าพื้นที่ทำการเกษตรมี ๑๕๐ ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด ๓๒๐ ล้านไร่ทั่วประเทศ ความกังวลที่ดอกเตอร์กอบศักดิ์ได้พูดถึง ท่านบอกว่าครึ่งหนึ่งของ ๑๕๐ ล้านไร่เป็นที่ดิน ที่มีเจ้าของ คือประมาณ ๗๐ ล้านไร่มีเจ้าของ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่า ๓๐ ล้านไร่ ติดจำนอง แล้วบอกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ไร่นี่ขายฝาก นั่นก็หมายความว่า ๓๐ ล้านไร่ กับ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่กำลังจะหลุดมือ เมื่อเกือบ ๒ ปีที่แล้ว ผมก็อดสงสัยไม่ได้ อยากจะถาม เหมือนกันว่านับจากวันนั้นถึงวันนี้หลุดมือไปกี่ล้านไร่แล้ว อันนี้เป็นกรณีตัวอย่าง ซึ่งอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม แล้วมีตัวอย่างที่ดอกเตอร์กอบศักดิ์ได้พูดยกตัวอย่างมา บอกว่า เกือบ ๑๐๐ ราย คือ ๙๒ ราย ธ.ก.ส. ให้ความร่วมมือด้วยดี แล้วไม่มีหนี้เสียเลย แล้วมีผู้คน ที่ได้รับการช่วยเหลือถึงกับบอกว่าในยามคับขันที่สุดของชีวิตไม่นึกเลยว่าจะมีคนมาช่วย ไม่รู้มีผู้คนเท่าไร กี่ล้านคนที่กำลังอยู่ในสภาวะที่คับขันในชีวิต แต่ระบบขับเคลื่อนการปฏิรูป เรื่องสำคัญเช่นนี้หยุดชะงักมาเกือบ ๒ ปีแล้ว ผมมีคำถามว่าร่าง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน เราพอจะตอบได้ไหมว่าจะเข้า สนช. ได้เมื่อไร สนช. จะใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องนี้ นานเท่าไร บางท่านอาจจะบอกว่าเรื่องนี้ไปกำหนดยาก ก็มีคำตอบว่ากฎหมายลูก ที่จะออกมาตามรัฐธรรมนูญเรากำหนดได้ครับ กฎหมายเรื่องสำคัญ ๆ เรากำหนดได้หมด แล้วยามคับขันที่สุดของชีวิตคนเหล่านี้เราก็น่าจะกำหนดได้ เพราะเรามีหน้าที่ที่จะมาทำ เรื่องนี้

แล้วผมเองได้ติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมชื่นชมทุกครั้ง ที่ท่านลงไปในพื้นที่ ไปดูงาน ไปให้กำลังใจ แต่ว่าผมก็อยากเห็นข้อเสนอที่ท่าน ศาสตราจารย์สมชัยเสนอว่าบทบาทของ สปท. เราจะเปิดพื้นที่สาธารณะที่มีสื่อถ่ายทอด อย่างกว้างขวาง ให้เห็นว่าความสำคัญของธนาคารที่ดินจะแก้ปัญหาที่คับขันที่สุดในชีวิต อย่างไร แล้วแก้ปัญหาที่แต่ก่อนนั้น ไม่ว่าเรื่อง ส.ป.ก. ก็ดี เรื่องอะไรต่าง ๆ ก็ดีเป็นปัญหา สิ่งนี้สามารถช่วยแก้ได้อย่างไร อันนั้นก็เป็นสิ่งที่อยากจะเห็นว่าบทบาทของ สปท. ได้ทำหน้าที่ในส่วนนี้

เรื่องสุดท้าย วิสาหกิจเพื่อสังคม ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ว่า น่าเสียดาย เราอาจจะมีเวลาที่น้อยเกินไปที่อภิปรายเรื่องนี้ ไม่เพียงจะเป็นเรื่องใหม่ ในสังคมไทย ผมอยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องใหม่ของโลกใบนี้ เพราะเท่าที่ทราบก็มี ประเทศอังกฤษ ถ้าจำตัวเลขไม่ผิด ก็เริ่มเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วได้ดำเนินการมา ด้วยเหตุที่ว่ากลไกหลัก ๆ ในบ้านเมือง ในโลกใบนี้ ด้านหนึ่งก็ทำธุรกิจ ซึ่งแน่นอนละครับ ธุรกิจเขาก็ต้องหวังกำไร ต่อมาพอหวังกำไรมาก การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงสุขภาพ คำนึงถึงสังคมก็มีปัญหา เพราะว่าตลาดหุ้นบังคับให้ดำเนินการไปเช่นนั้น ก็มีข้อเสนอ เรื่องซีเอสอาร์ (CSR) คือความรับผิดชอบต่อสังคมเข้ามา สิ่งที่ธุรกิจเขาทำได้เขาก็แบ่งปัน ผลกำไรไปให้การกุศล สิ่งที่ธุรกิจทำได้ก็คือใช้ซีเอสอาร์ (CSR) ก็คือการประชาสัมพันธ์ ต่าง ๆ นานา ซึ่งมีผลกระทบกับสังคมไม่มากเท่าที่ควร อีกด้านหนึ่งก็เป็นองค์กรการกุศล ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ ชมรม เอ็นจีโอ (NGOs) หรืออะไรต่าง ๆ ที่บางครั้งองค์กรภาคเอกชน เพื่อสาธารณประโยชน์ที่ทำงานแล้วต้องระดมทุน ทุนก็มีไม่มากพอ เพราะว่าสังคมไทย ชอบทำบุญมากกว่าโดเนต (Donate) โดเนต (Donate) คือทำทาน ให้ไปโดยที่เห็นประโยชน์ ให้เสร็จก็ให้ไปเลย วัฒนธรรมตรงนี้เราไม่มี แต่ว่าเราทำบุญเพื่อได้บุญ เพราะฉะนั้น เงินส่วนใหญ่ก็เข้าไปสู่บางพื้นที่ที่ไม่ควรเข้าไป จึงต้องพึ่งพาการระดมทุน บางครั้งต้องเขียน โครงการไปขอต่างประเทศ และเป็นที่มาขององค์กรพัฒนาเอกชนบางองค์กรที่ถูกกล่าวหาว่า รับเงินจากต่างประเทศแล้วมาทำลายบ้านเมือง เขาตั้งใจทำลายบ้านเมืองหรือไม่ไม่ทราบ อาจจะมีด้วย แล้วก็ทั้งที่ไม่มี อันนี้ก็เป็นปัญหาที่กลไกทั้ง ๒ กลไกนี้มีจุดอ่อน จุดแข็ง จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม ขึ้นมา

ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าวิสาหกิจเพื่อสังคม เมื่อปี ๒๕๔๖ ในประเทศอังกฤษมีแค่ ๕,๓๐๐ แห่ง เขาก็มีปัญหาต้องมีกลไกตรงนี้มา พอมาปี ๒๕๕๗ เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว เพิ่มเป็น ๗๐,๐๐๐ แห่ง แล้วมีข้อมูลที่น่าสนใจในการแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะเรื่องลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในบ้านเมืองอย่างไร ผมจะยกตัวอย่างนะครับ ร้อยละ ๗๐ ทำกิจการอยู่ในเขตพื้นที่ยากจนของประเทศ ร้อยละ ๕๒ จ้างพนักงานจากกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส คนพิการ ชนกลุ่มน้อย ร้อยละ ๙๑ มีผู้หญิงอยู่ในทีมผู้นำของกิจการ อันนี้น่าสนใจมาก ร้อยละ ๓๓ ของทีมผู้นำในกิจการ เป็นคนผิวดำ คนเอเชีย ชนกลุ่มน้อย ๑ ใน ๔ ของกิจการดำเนินการโดยคนหนุ่มสาว อายุประมาณ ๒๕-๔๔ ปี ร้อยละ ๓๘ มียอดขายเพิ่มเทียบเท่ากับธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม เอสเอ็มอี (SMEs) มียอดขายเพิ่มเพียงร้อยละ ๒๙ คือหมายถึงธุรกิจมียอดขายเพิ่มร้อยละ ๒๙ แต่อันนี้ยอดขาย เพิ่มถึง ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๖๓ มีผลิตผลเพิ่มอัตราดังกล่าวเกือบ ๒ เท่าของธุรกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งเพิ่มเพียงร้อยละ ๓๗ ในจำนวน ๗๐,๐๐๐ กิจการ มี ๑๘,๐๐๐ กิจการที่มียอดขายมากกว่า ๕๐ ล้านบาท และมูลค่าผลิตผลจากกิจการ เพื่อสังคม ในประเทศอังกฤษ ปี ๒๕๕๗ สูงถึง ๑.๒ ล้านล้านบาท เท่ากับประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ท่านประธานครับ ที่ยกตัวอย่างประเทศนี้ก็เป็นประเทศที่เริ่มต้นและมีข้อมูลที่ชัดเจน และยังไม่มีประเทศอื่น ที่มีรูปธรรมได้ชัดขนาดนี้ ผมคิดว่าข้อเสนอที่ส่งไปแล้ว แล้วมีประเด็นปัญหาและอุปสรรค ซึ่งท่านปีติพงศ์ได้กรุณาชี้แจงอย่างชัดเจน บอกว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีก็ยังอยู่ใน ขั้นตอนการรอลงนาม กฎหมายส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมยังไม่มีการนำเสนอเข้า ครม. ท่านก็เสนออย่างนี้ว่าจะทำอย่างไรดี มีเหตุผลอันหนึ่งที่หน่วยงานที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า เป็นภาระงบประมาณในอนาคต เรื่องปฏิรูปถ้าจำเป็นต้องใช้งบประมาณก็จำเป็นต้องใช้ครับ อาจจะต้องคิดอย่างรามอน แมกไซไซ ที่บอกว่าคนที่เกิดมามีน้อยควรให้เขามาก ๆ ถ้าเรา ไม่มีหลักคิดอันนี้เราปฏิรูปประเทศได้ลำบาก เพราะฉะนั้นข้อเสนอที่ให้มีการเร่งรัด แก้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อเสนอที่เห็นควรตั้งคณะ ทำงานภายใต้ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมด้วย เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ท่านประธานครับ ผมอยากจะสรุปอย่างนี้ว่าเส้นทางการเดินของวาระปฏิรูป แต่ละเส้นทาง รวมทั้ง ๓ ประเด็นวาระปฏิรูปในวันนี้ ผมเข้าใจว่าคงจะมีการให้สภาแห่งนี้ ได้เห็นความคืบหน้า หรือถ้าดีกว่านั้นก็เห็นความก้าวหน้าที่มากกว่าทีละคืบ แล้วผม ก็อยากจะจบด้วยว่าเราพูดถึงเรื่องความปรองดอง พูดถึงเรื่องสันติสุขของผู้คนในประเทศ พูดถึงสันติภาพของบ้านเมือง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ ไม่สามารถเจริญงอกงามได้ ในแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ขอบคุณครับ