ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา หารือแผนปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมตามรัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอแนวทางส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สหกรณ์ และกลไกการลงทุนทางสังคม โดยรายงานความคืบหน้าด้านการรับรององค์กรและการสนับสนุนทางภาษี รวมถึงความล่าช้าของร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมกิจการเพื่อสังคม และข้อจำกัดของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี จึงเสนอให้เร่งรัดการลงนามในระเบียบดังกล่าว ตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง และปรับกระบวนการทำงานของราชการผ่านกลไก ป.ย.ป. เพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในกรอบเวลาที่กำหนด
กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๙๙ เรื่อง แผนการปฏิรูป ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม ทุกท่านคงทราบว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะระบุไว้ ในรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปโดยตรง ในมาตรา ๒๕๘ ฉ (๔) บอกว่า รัฐมีหน้าที่ ในการที่จะสร้างกลไกที่จะส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ประกอบการแต่ละขนาดให้มีความสามารถ ในการแข่งขันอย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดก็พูดต่อไปว่า และส่งเสริมการประกอบ วิสาหกิจเพื่อสังคม และวิสาหกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนั้นก็บังคับไว้อีกในมาตรา ๒๕๙ ว่า กำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูป ในแต่ละด้านภายใน ๑ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งก็หมายความว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ สปท. ได้เสนอไป แล้วก็ได้รับการรับรองจาก ป.ย.ป. ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องของ วิสาหกิจชุมชนจะต้องเริ่มดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอกลับไปนิดหนึ่งว่า เรื่อง แผนการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ที่ท่านประธานได้กรุณาอธิบายไปแล้วเมื่อกี้นี้ โดยสรุปแล้วจะเป็นการปฏิรูป ๓ เรื่องด้วยกัน ก็คือ
เรื่องที่ ๑ เป็นการปฏิรูประบบโครงสร้างขององค์กรที่จะใช้ธุรกิจไปทำงาน ทางด้านสังคมโดยไม่หวังผลกำไร เพื่อช่วยให้รัฐลดภาระของตัวเองในการที่จะดูแลคน ในสังคมให้ลดน้อยลงให้ได้
เรื่องที่ ๒ เนื่องจากเป็นธุรกิจจึงจำเป็นจะต้องพัฒนาตลาดการลงทุนสมัยใหม่ ซึ่งเป็นตลาดการลงทุนเพื่อสังคม ซึ่งอาจจะมีลักษณะแตกต่างกับบริษัท ห้าง ร้านต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยสิ้นเชิง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แล้วก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งค่อนข้างจะยาก
เรื่องที่ ๓ จำเป็นจะต้องสร้างกลไกและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ให้เกิด การปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญให้ได้ ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็คือ ไม่เกิน ๕ ปี
ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งซึ่งเราได้ติดตามคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา ในขณะนี้ เครื่องมือซึ่งเราใช้อยู่มีอยู่ ๒ เครื่องมือ เครื่องมือที่ ๑ ก็คือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ซึ่งออกมานานพอสมควรแล้ว แล้วก็ยังอยู่ ในระหว่างที่มีการปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอันนี้
เครื่องมือที่ ๒ ก็คือการขับเคลื่อนก็อาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะให้ ประโยชน์กับกลไกในการที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจเพื่อสังคมให้ได้ เช่น กระทรวงการคลัง บีโอไอ (BOI) และอื่น ๆ
เครื่องมือที่ ๓ ก็คือกฎหมาย ซึ่งกฎหมายอันนี้ได้มีการนำเสนอไปแล้ว แล้วก็ได้ดำเนินการเสนอผ่าน สปท. ไปแล้ว คณะรัฐมนตรีขอให้กระทรวงการคลัง นำเรื่องนี้ไปพิจารณา ซึ่งก็คงจะใช้เวลาอีกพอสมควร ซึ่งผมจะกลับมาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง
และในแง่ของความก้าวหน้าจากเครื่องมือหรือกลไกทั้ง ๓ ด้าน สิ่งแรก ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราได้นำเสนอเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไป ตามขั้นตอนเดิมก็คือแม่น้ำ ๕ สาย แม่น้ำ ๓ สาย ครม. และอื่น ๆ ในประการแรกก็มีการออกพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๙ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกตามความในประมวลรัษฎากร ซึ่งจะทำให้ กิจการเพื่อสังคมที่ได้รับการรับรองได้รับการลดหย่อนภาษี ขีดเส้นใต้คำว่า ได้รับการรับรอง ถามว่าได้มีการรับรองผู้ที่สมัครที่จะจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่ากิจการเพื่อสังคมหรือไม่ เราก็อาศัย อำนาจตามความในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พิจารณารับรององค์กรที่ขอจัดตั้งเป็น โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือกลไกเพื่อทางสังคม ซึ่งมีผู้ขออนุมัติถึง ๑๐๑ รายการ คณะอนุกรรมการซึ่งตั้งโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีได้พิจารณา เบื้องต้นไปแล้ว เห็นว่าเหมาะสมอยู่ ๔๔ ราย ซึ่งก็หมายความว่ามีคนสนใจที่จะทำเรื่องพวกนี้ แต่อย่างที่ท่านทั้งหลายได้ทราบว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีใช้บังคับเฉพาะส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐเท่านั้น กระบวนการขั้นตอนในการที่จะส่งเสริมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ต่อไป ก็จะเน้นทางด้านการมีกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง
สรุปได้ว่าการเตรียมการทั้งหมดได้ดำเนินการไปในระดับหนึ่งแล้ว ในแง่ของภาษี ในแง่ของการดูแลคัดเลือกผู้ที่ต้องการจะทำโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) แต่อย่างไรก็ตามการนำเสนอเพื่อคณะกรรมการ ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีจะอนุมัติได้ก็ต้องมีขั้นตอน เช่นขั้นตอนที่ว่าฝ่ายเลขานุการ ซึ่งเดิมไม่มี หน่วยงานที่รับทำ ขณะนี้ พม. ก็รับเป็นฝ่ายเลขานุการ เป็นหน่วยงานที่รับทำเรื่องนี้ไปแล้ว ระเบียบการคัดเลือก ซึ่งเป็นเพียงมติกรรมการ แต่ยังไม่ได้มีการลงนามที่ชัดเจน ก็จะต้องทำ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกก็จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นส่วนนี้ได้ก้าวไปในส่วนของการเตรียมการเรียบร้อยแล้ว ก็รออยู่เพียงว่าถ้ามีการลงนามโดยผู้มีอำนาจให้เริ่มดำเนินการได้ก็จะมีการเริ่มดำเนินการ แต่ว่าก็อยู่ในข้อจำกัดที่ว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นใช้บังคับกับบุคคลภายนอกไม่ได้ สิ่งที่ผมพยายามจะพูดก็คือว่ากลไกเฉพาะในส่วนที่เป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี อาจจะยังไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้องค์กรประเภทนี้เกิดขึ้นมาได้มากอย่างที่เราอยากจะให้ มันเป็น
เพราะฉะนั้นส่วนที่ ๒ ซึ่งผมจะรายงานความก้าวหน้าสักเล็กน้อย ก็คือ เรื่องของการเสนอพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งส่วนนี้ก็มีความสำคัญอยู่ ๓-๔ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก ก็คือเป็นการขอให้มีพระราชบัญญัติเฉพาะ เพื่อส่งเสริม เรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เรื่องที่ ๒ ก็คือขอให้มีสำนักงานเพื่อที่จะดูแล เรื่องที่ ๓ ก็คือ เรื่องของการจัดตั้งกองทุน และเรื่องที่ ๔ ก็คือการกำหนดมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ ซึ่งทั้ง ๓-๔ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งผมได้กราบเรียนไว้ตั้งแต่ต้นแล้วครับ
ในการพิจารณาของกระทรวงการคลังซึ่งทำตามมติคณะรัฐมนตรี ก็ปรากฏว่า มีเรื่องที่ยังมีปัญหาอยู่ ๓-๔ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องการจัดตั้งองค์กร ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่า จะเป็นองค์กรประเภทไหน จะทำให้รัฐต้องจ่ายเงินให้กับองค์กรที่จะควบคุม กำกับดูแล อย่างนี้มากขึ้นหรือเปล่า หรือจะให้ไปฝากไว้ที่ใคร
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องกองทุน ซึ่งก็เป็นเรื่องจำเป็นอยู่เองที่กระทรวงการคลัง จะต้องดูว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะสิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่ จะเกิดผล ในทางสังคมอย่างที่เราคิดหรือไม่ อย่างไร ลักษณะของกองทุนจะเป็นอย่างไร
เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องมาตรการส่งเสริม ซึ่งอันนี้ก็มีการพิจารณากันว่า หน่วยงานที่จะส่งเสริมก็มีภารกิจหน้าที่ของตัวเองอยู่บ้างในบางเรื่อง ตัวอย่างที่ผมได้ชี้แจง ในที่ประชุมแล้วว่าอย่างกระทรวงการคลังก็ลดภาษีให้ ยังไม่ได้พูดถึงบีโอไอ (BOI) และอื่น ๆ
เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องของการกำกับ ควบคุม ให้องค์กรธุรกิจที่ตั้งทำหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ได้ ซึ่งข้อโต้แย้งเหล่านี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเสียที เมื่อไม่ได้ข้อสรุป ก็ไม่สามารถที่จะนำเสนอ ครม. นำเสนอ สปท. เพื่อจะออกให้เป็นกฎหมายให้ได้ภายในเวลา ที่เราต้องการ อันนี้ก็เป็นปัญหาหลัก ซึ่งเราคิดว่าคงจะต้องดำเนินการ
โดยสรุปก็มีปัญหาอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่า ในแง่ของประชาชนก็มีคนที่แอปพลาย (Apply) ที่จะขอเป็นองค์กรประเภทนี้ไว้ มากพอสมควรแล้ว
ประเด็นแรก ก็คือการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรอขั้นตอน การลงนามเท่านั้น ซึ่งอันนี้ก็คงจะไม่เป็นปัญหา เพราะว่าถ้าเผื่อพวกเราช่วยกันกระตุ้น ให้มีการลงนามโดยเร็ว เราก็สามารถที่จะใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการ ในขั้นตอนต่าง ๆ ต่อไปได้
แต่ว่าประเด็นที่ ๒ ที่เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งจำเป็นจะต้องเข้าคณะรัฐมนตรี ผมมีข้อเสนออย่างนี้ว่าขณะนี้กระบวนการการนำเสนอ มันเปลี่ยนไป เพราะเรามี ป.ย.ป. ปัญหาก็คือว่าไม่มีใครจับคนที่ขัดแย้งกันมาคุยกันเสียทีว่า ในที่สุดแล้วเราจะมีข้อสรุปในประเด็น ๔ ประเด็น ก็คือ เรื่องขององค์กร เรื่องกองทุน เรื่องการส่งเสริม และเรื่องการควบคุม อย่างไรถึงจะเหมาะสมกับสภาพของเราให้ดีที่สุด กระผมได้เสนอผ่านท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจว่า เราควรจะตั้งคณะเล็ก ๆ เพื่อเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา แล้วก็ตกลงกันว่า จะเอาอย่างไร เนื่องจากกลไกใหม่มันเกิดขึ้น ก็นำข้อเสนออันนี้มาผ่านที่ประชุมนี้ แล้วก็นำเสนอไปยัง ป.ย.ป. เพื่อที่จะดำเนินการให้รวบรัด และเร็วมากยิ่งขึ้นถ้าเป็นไปได้
ผมก็มีข้อเสนอเพียง ๒ ข้อนี้เท่านั้นเองครับ ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าช่วยกัน เร่งรัดให้มีการแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่องานจะได้ก้าวไปได้ ประเด็นที่ ๒ ก็คือ ถ้าเราจะสามารถช่วยผู้เกี่ยวข้อง ช่วยรัฐบาล ช่วยกระทรวงการคลัง ในการที่จะคอนโซลิเดต (Consolidate) หรือว่ารวบรวมข้อมูล เพื่อจะตัดสินใจใน ๓-๔ ประเด็นนี้ให้ได้ แล้วก็ นำเสนอผ่านกลไกใหม่ ก็จะเป็นประโยชน์และรวดเร็ว ขอบพระคุณครับท่านประธาน