คุรุจิต แจงความคืบหน้าปฏิรูป 143 ประเด็น เร่งบูรณาการแผนก่อนเลือกตั้ง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐

คุรุจิต นาครทรรพ ชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศจากกรรมาธิการ 12 คณะ จำนวน 143 เรื่อง พร้อมรายงานผลการติดตามของรัฐบาลและแผนงานต่อเนื่องของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยสรุปประเด็นปฏิรูปใน 5 หมวดหลัก ได้แก่ กลไกภาครัฐ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เครื่องมือพัฒนาฐานราก เศรษฐกิจอนาคต และการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการเร่งดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการปฏิรูปอย่างเป็นระบบก่อนการเลือกตั้ง ทั้งยังเสนอแนวทางลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การส่งเสริมสถาบันการเงินชุมชน การจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อสนับสนุนเกษตรกร และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจากฐานรากและส่งเสริมความเสมอภาคในสังคม

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาบรรจุวาระ เรื่อง “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ๓ เรื่อง เข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้

ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะอภิปรายในเรื่องของการเงินฐานราก กับธนาคารที่ดิน ที่ได้ลงชื่อแสดงความสนใจไว้ กระผมก็อยากจะขอเท้าความให้เพื่อนสมาชิก ได้กรุณารับทราบสักนิดหนึ่งว่าตลอดเวลา ๑ ปีกับ ๕ เดือนที่เราทำงานกันมา ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผมก็ได้จดเอาไว้ว่าสภาของเราได้มีการพิจารณาผ่าน ประเด็นการศึกษาด้านการปฏิรูปไป ๑๔๓ เรื่อง ๑๔๓ เรื่องจากคณะกรรมาธิการ ๑๒ คณะ มันไปที่ไหนบ้าง จากสถิติที่ผมก็เผอิญไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการเตรียมการ บริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคี ปรองดอง ก็พบว่ารัฐบาลก็ได้ให้ความสำคัญ แล้วก็ติดตามงานของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ที่ผมเห็นอยู่ในมือเขาก็ทำเป็นเรกคอร์ด (Record) ไว้ว่า ๑๔๓ เรื่อง ๑๐๐ เรื่องของสภาปฏิรูปได้ผ่านคณะกรรมการประสานงานร่วม ๓ ฝ่ายแล้ว แล้วก็ อีก ๓๑ เรื่อง ก็รออยู่ระหว่างจะเสนอกรรมการ ๓ ฝ่าย พอดีก็มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็อีก ๑๒ เรื่อง สปท. ก็กำลังเตรียมการที่จะนำเสนอรัฐบาล ต่อไป

แล้วขณะนี้เมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ รอการลงพระปรมาภิไธยอยู่ ซึ่งเมื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศ บังคับใช้แล้ว มันก็จะต้องมีการเตรียมการในเรื่องต่าง ๆ ในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และในเรื่องของการปฏิรูปต่าง ๆ ประเด็นที่เราศึกษาไว้ก็จะได้รับการบรรจุ ซึ่งล่าสุด ตลอดเวลาตั้งแต่ช่วง ๑ เดือนที่ผ่านมา ผมในฐานะเป็นประธานกรรมาธิการ ๑ คณะ ใน ๑๒ คณะ ก็ได้ไปร่วมกับท่านประธานสภา ท่านรองประธานสภา ในการประชุมหารือกับ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ จนออกมาเป็นการจัดลำดับ ความสำคัญวาระปฏิรูปเร่งด่วน ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง แล้วก็ได้มีการกรุป (Group) เรื่องที่เรา ศึกษาไว้ ที่รัฐบาลเห็นว่าจะให้ความสำคัญ และพยายามจะทำให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๐ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง กระผมก็ขออนุญาตท่านประธานเท้าความฉายภาพสักนิดหนึ่ง เพื่อให้ท่านสมาชิกได้รับฟัง ก็คือเรื่องปฏิรูปเร่งด่วน ๒๗ วาระ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ กับเรื่องที่เราศึกษา มันก็จะกรุป (Group) ได้เป็น ๕ หมวดนะครับ

หมวดแรก ก็คือเรื่องของกลไกภาครัฐ ได้แก่ การปฏิรูปงบประมาณ การคลัง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น การบริหารราชการท้องถิ่น และ การบริหารบุคคลท้องถิ่น การปฏิรูปกลไกภาครัฐเพื่อสร้างธรรมาภิบาล การปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรภาครัฐและจัดความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น อันนี้ เป็นหมวดของการปฏิรูปกลไกภาครัฐ ซึ่งรายงานของพวกเราก็ได้รับการบรรจุเข้าไปอยู่ ในแผนเร่งด่วนนี้แล้ว

อันดับต่อมาที่สำคัญมาก ก็คือเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ก็คือเรื่องของกลุ่ม “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” ซึ่งท่านประธานสภาเห็นความสำคัญ และหยิบมาเป็นเรื่องแรกที่ให้สมาชิกได้มาอภิปรายทบทวนเสริมในวันนี้ ได้แก่ เรื่องการเงินฐานราก วิสาหกิจเพื่อสังคม และธนาคารที่ดิน นอกจากนั้นก็จะมีซีรีส์ (Series) ของเศรษฐกิจก็คือเรื่องของเศรษฐกิจในอนาคต ได้แก่ การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เศรษฐกิจ สร้างสรรค์ เศรษฐกิจชีวภาพ และเศรษฐกิจดิจิทัล

หมวดที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเศรษฐกิจอีกหมวดหนึ่ง ก็คือหมวดเรื่องคน คนในที่นี้ก็หมายถึงการศึกษานั่นเอง ก็จะเป็นเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปแรงงาน ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ การเตรียมการสู่สังคมผู้สูงอายุ การพัฒนากีฬา การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และการปฏิรูปสื่อสารมวลชน เรื่องคนก็เป็นเรื่องใหญ่กินกว้างถึงหลายคณะกรรมาธิการ แล้วน่าจะมีรายงานอยู่ในนี้ เป็นหลายสิบฉบับนะครับ

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ผังเมือง พลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรม และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) แล้วก็โลจิสติกส์ (Logistics)

ท่านประธานครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ร่างกฎหมาย ๒ ฉบับ เพื่อเตรียมรองรับร่างรัฐธรรมนูญที่จะโปรดเกล้าฯ ลงมา จากการติดตามข่าวก็คือ ครม. ได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดทำ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แล้วร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติก็ได้มีกรอบการปฏิรูป หมวดที่ ๑๖ ตั้งแต่มาตรา ๒๕๗ ถึงมาตรา ๒๗๐ ซึ่งมีประเด็นปฏิรูปอยู่ ๗ ด้าน แต่ ๗ ด้านนี้ก็รวมทั้ง ๑๒ ด้านที่เราทำอยู่ แต่ทีนี้หลัก ๆ ที่ร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ก็คือ ๑. ด้านการเมือง ๒. ด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ๓. ด้านกฎหมาย ๔. ด้านกระบวนการยุติธรรม ๕. ด้านการศึกษา ๖. ด้านเศรษฐกิจ และ ๗. ด้านอื่น ๆ ของผมเป็นพลังงานก็คงจะอยู่ในด้านอื่น ๆ นี้ละครับ ซึ่งเรื่องทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ที่เราได้ทำมา ๑๔๐ กว่าเรื่อง รัฐบาลได้เอาไปบรรจุอยู่ใน ๒๗ วาระ แล้วกรุป (Group) เป็น ๕ หมวด ก็มีความตั้งใจว่ามันเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง ที่ควรจะปฏิรูปประเทศโดยเร็ว แล้วพยายามจะทำก่อนที่จะมีการเลือกตั้งภายในปี ๒๕๖๐ ต่อเนื่องปี ๒๕๖๑ มันก็จะอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการไว้ ผมก็คิดว่าสมาชิกหลายท่านก็คงจะได้เคยเห็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ อันนี้ ที่มีชื่อว่า ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) สรุปโดยย่อ ซึ่งทำมา ปีกว่าแล้ว

แต่โดยสรุปกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี ก็จะให้ความสำคัญ ใน ๖ ด้าน ด้านแรก แน่นอนครับเป็นเรื่องของความมั่นคง ด้านที่ ๒ เป็นเรื่องของการสร้าง ความสามารถในการแข่งขัน ก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจนั่นเอง ด้านที่ ๓ เป็นเรื่องของ การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ก็รวมหมด ทั้งเรื่องของสุขภาพ การศึกษา แรงงาน ต่าง ๆ เหล่านี้ ด้านที่ ๔ ซึ่งมีความสำคัญมาก แล้วก็เกี่ยวกับหัวข้อที่เราอภิปรายกันวันนี้ ในร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี ก็คือการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และ ความเท่าเทียมกันในสังคม หรือการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมนั่นเอง ด้านที่ ๕ ก็คือ การสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้านที่ ๖ ก็คือการปรับกลไก บริหารราชการแผ่นดิน พัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งประเด็นยุทธศาสตร์เหล่านี้ เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปฏิรูปประเทศ เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้า และพ้นบ่วงของการเป็น ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง

ท่านประธานครับ จึงเป็นที่น่ายินดีนะครับ ที่วันนี้ได้เห็นท่านประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ แล้วก็มือขวา มือซ้ายของท่าน อัศวินของท่าน บิ๊ก ๆ (Big) ทั้งนั้นเลย มานำเสนอเรื่อง กลุ่ม “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” ได้แก่ เรื่องการเงินฐานราก เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม และเรื่องธนาคารที่ดิน กระผมจะขอใช้ เวลาสั้น ๆ พูดถึงเรื่องที่ผมสนใจอยู่ ๒ เรื่อง

อันแรก คือเรื่องการเงินฐานราก ที่ท่านดอกเตอร์สมชัยได้นำเสนอ ผมคิดว่า ภาพแรกของสไลด์ (Slide) ชุดของท่านที่นำเสนอมันอธิบายได้หมดเลย คือโครงสร้าง ในสังคม รายได้ของคนไทยเป็นพีระมิดคว่ำ แต่การให้เครดิตสินเชื่อเป็นรูปของพีระมิดหงาย ก็คือคนรวยมีน้อย แต่มีธนาคารที่จะให้สินเชื่อมาก ส่วนคนจนมีมากไม่รู้จะไปหาเครดิตที่ไหน ถ้าสังคมเป็นอย่างนี้ความเหลื่อมล้ำในสังคมก็จะยิ่งมากขึ้นไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเสนอในเรื่องของ การเงินฐานรากจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่รัฐบาลควรจะต้องรับไปทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ ประชาชนมีความหวัง ประชาชนไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน แล้วก็อยู่ในวงจรของหนี้ตลอดชีวิต จนถึงลูกหลาน การสร้างสถาบันการเงินของชุมชนให้เขาเข้มแข็ง แล้วก็มีเงินอัดฉีดลงไป เพื่อให้เขาออมเงินของตนเอง แล้วเอาเงินออมของตนเองมาปล่อยกู้ แล้วก็มีเงินช่วยเหลือ จากแบงก์ที่รวยแล้วไปช่วยสถาบันชุมชน เพื่อให้คนที่อยู่ในฐานรากเป็นคนมากกว่าครึ่ง ของประเทศ หรืออาจจะ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ อย่างน้อยก็ได้เข้าถึงเครดิต สัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศได้ไหม ไม่อย่างนั้นสังคมเราก็จะกลายเป็นว่าคนรวยที่สุด ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์เข้าถึงเครดิต ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนจนที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์เข้าถึงเครดิต ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันก็เลยตอบโจทย์เรื่องของการสร้าง ความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และทำเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งจากฐานราก เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะต้องรับไปสานต่อและรีบดำเนินการ แล้วก็ตั้งความหวังว่าเป้าหมายที่ท่านทำไว้ในรายงานของท่านจะบรรลุเห็นผลได้ ภายในปี ๒๕๖๐-๒๕๖๑ นี้ ก็คือมีสถาบันการเงินชุมชนที่กว้างขวางมากขึ้น มีกฎระเบียบที่ ไม่เข้มงวดนัก แล้วก็ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในดอกเบี้ยที่ไม่สูง ไม่ทารุณจนเกินไป ทำให้เขาเงยหน้าอ้าปาก หลุดพ้นจากวงจรหนี้สินได้

สำหรับเรื่องที่ ๒ คือเรื่องธนาคารที่ดิน ผมก็ขอสนับสนุนอย่างเต็มที่นะครับ เมื่อวานผมนั่งรถมาก็ฟังวิทยุ มีคนอังกฤษคนหนึ่งมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองไทย จังหวัดขอนแก่น เพราะเขาชอบหลักเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเขาก็ให้สัมภาษณ์ พูดภาษาไทย เขาก็บอกว่า คนที่ประเทศอังกฤษไม่มีความสุขเลย เพราะว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนอังกฤษ ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง แต่เขามาเห็นเมืองไทยแล้วประชาชนยังมีที่ดินเป็นของตนเองบ้าง แต่ปัญหาที่ดิน ที่ดอกเตอร์กอบศักดิ์ได้รายงานอยู่ในรายงาน ก็พบว่ามันมีวงจรเก่า ๆ ที่เป็นมา ๒๐-๓๐ ปีแล้วก็คือปลูกพืชผลไม่ได้ผลก็เอาที่ดินไปจำนอง หลุดจำนอง ที่ดิน ในธนาคารก็เอาไปขาย นายทุนก็เอาไปทำอย่างอื่น แล้วชาวบ้านก็บุกรุกที่ไปทำไร่เลื่อนลอย ต่อไป เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอีกอันหนึ่งก็คือการให้เกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้มีความเป็นเจ้าของ ของที่ดินของตนเอง มีปัจจัยการผลิตของตนเอง เขาจะได้มีความภูมิใจ มีความหวัง แล้วมีความรักในสังคม ในประเทศชาติ ที่จะทำให้เจริญก้าวหน้าต่อไป แล้วธนาคารที่ดินก็ไม่ได้คิดบิ๊ก (Big) คิดใหญ่ อะไรนะครับ เงินซี้ดมันนี (Seed money) เริ่มแรกก็ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะช่วยเกษตรกร ที่ที่ดินจะหลุดจำนอง ๑๐๐,๐๐๐ ราย ผมก็คิดว่าอยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้ ผมได้ศึกษาแล้ว ในเปเปอร์ (Paper) นี้ตอนที่นำเสนอรอบแรก ก็คือว่าจะให้กู้หรือรับจำนอง หลักการก็คือ ให้กู้และรับจำนองในดอกเบี้ยต่ำ ๆ และถึงแม้ว่าหลุดจำนองไปแล้วก็ยังเอาไปขาย ยังจะเปิดโอกาสให้เช่า เพื่อให้เขาฟื้นฟูได้อีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ซึ่งผมถือว่าเป็นกิจการที่เป็นกุศล แล้วก็จะช่วยให้เกษตรกรผู้ยากไร้ที่อยู่ในฐานรากของสังคมยังมีโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าของ ปัจจัยการผลิต และเป็นเจ้าของที่ดินของตนเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็อีกละครับ ควรจะเป็น เรื่องที่ให้ความสำคัญเร่งด่วน เพราะมันก็ไม่ได้ใช้เงินมากมายอะไร แล้วก็มีโอกาส ที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีในเรื่องของการสร้างความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคมประสบความสำเร็จ ก็ขอสนับสนุนทั้ง ๒ เรื่อง คือ เรื่องการเงินฐานราก และ เรื่องธนาคารที่ดิน ไม่ได้หมายความว่าไม่สนับสนุนของท่านปีติพงศ์ เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม แต่มีคนรอเป็นเจ้าภาพอภิปรายของท่านอยู่แล้ว ผมก็ไม่อยากจะใช้เวลามาก ขอขอบพระคุณครับ